กรกฏาคม 2555

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
29
30
31
 
 
26 กรกฏาคม 2555
แรงจูงใจ


  


  ตะวันเดินอย่างเงื่องหงอยไปยังลานจอดรถด้านหลังตลาดนัดสวนจตุจักรหลังจากปิดร้านขายเสื้อผ้าแบรนด์เนมมือสองของเขาเรียบร้อยแล้ว เขาหยุดเป็นระยะทักทายเพื่อนๆร่วมอาชีพตามทางผ่านที่ส่วนใหญ่ก็กำลังทยอยปิดร้านของตัวเองเช่นกัน จบไปอีกหนึ่งวันที่น่าเบื่อสำหรับเขา หลังจากที่ยึดอาชีพขายเสื้อผ้ามาหลายปีและทำมาแล้วทุกอย่างทั้งขายปลีก ขายส่ง ขายเลหลัง ขายเหมา และทุกช่องทางที่จะทำให้สินค้าของเขาที่ซื้อมาจากชายแดนและท่าเรือใหญ่ระบายออกไปให้มากที่สุดและเร็วที่สุดแต่ช่วงหลังๆนี้ธุรกิจของเขาไม่ค่อยดีเท่าที่ควร อาจเป็นเพราะคนขายมีเยอะขึ้น ตลาดนัดก็มีเกลื่อนเมืองหรืออาจเป็นเพราะเขาถึงจุดอิ่มตัวในอาชีพนี้แล้วก็เป็นได้ เขาก็เลยรู้สึกเบื่อหน่ายเต็มทน และคิดอยากจะเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น แต่คนมีความรู้เพียงจบชั้นมอสามอย่างเขา ซ้ำอายุก็ย่างเข้าปีที่สามสิบหกแล้ว จะไปทำอาชีพที่ต้องไปเป็นลูกน้องใคร จะไปทำงานโรงงานหรือทำในห้างร้านไหนก็คงไม่ไหวและคงเลยวัยไปแล้ว ไม่ใช่เพราะเขาเกียจคร้านหรือไม่ยอมสู้ แต่เพราะเขาเคยทำมาแล้วหลายอาชีพ ในช่วงแรกๆที่เขาออกจากบ้านที่ราชบุรีมาต่อสู้ดิ้นรนทำมาหากินอยู่ในเมืองหลวงนี้ แต่ที่สุดเขาก็มายึดอาชีพขายเสื้อผ้ามือสองนี่แหละ เพราะมันสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้เขาจนสามารถซื้อทาวน์เฮาส์ได้หนึ่งหลังย่านชานเมืองและรถกระบะหนึ่งคันไว้ใช้งาน และหลังจากพ่อตาย เขาก็ยังสามารถเลี้ยงดูแม่และส่งเสียน้องชายหนึ่งคนกับน้องสาวอีกสองคนเรียนต่อจนจบปริญญาตรีไปแล้วสองคน เหลือเพียงน้องสาวคนเล็กอีกคนที่กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย.......

....ตะวันเดินมาถึงรถกระบะคู่ชีพของเขาแล้วก็จัดการเปิดประตูและเข้าไปนั่งด้านหลังพวงมาลัย เขาสตาร์ทรถและเปิดแอร์เพื่อไล่ความร้อนที่อบอยู่ในรถให้คลายลง แล้วจึงเอนหลักพิงพนักหลับตาที่อ่อนล้าลงหวังพักสักครู่ก่อนเคลื่อนรถออกไป แต่จู่ๆเขาก็คิดถึงแม่ขึ้นมาจับใจ หลายเดือนแล้วที่เขาไม่ได้ไปเยี่ยม แม่อยู่ที่บ้านราชบุรีคนเดียวเพราะน้องๆทั้งสามมาอยู่กับเขาที่นี่ 

 เขาลืมตาขึ้นมองดูนาฬิกาเรืองแสงที่หน้ารถ มันบอกเวลาสามทุ่มกว่าป่านนี้แม่คงหลับไปแล้ว   คงใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมงที่จะได้กลับไปหลับอยู่ในบ้านแม่อย่างอบอุ่น คิดดังนั้นแล้วเขาจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรไปบอกน้องๆก่อนนำรถเคลื่อนออกจากที่บ่ายหน้าไปทางถนนสายพุทธมณฑล...........




กลิ่นไข่เจียวหอมฟุ้งลอยมาเตะจมูกตะวันถึงในมุ้งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกตัวตื่น แต่เมื่อสำนึกได้ว่ากำลังนอนอยู่ที่ไหนแล้ว เขาจึงพลิกตัวตะแคงหันไปอีกทางหมายจะหลับต่อ

แต่เสียงหนึ่งก็ปลุกเขาอีก “ ตื่นแล้วรึ มากินข้าวกับแม่กัน ” แม่นั่นเองส่งเสียงเรียกดังอยู่ไม่ห่างจากที่เขานอนอยู่

                       “ กี่โมงแล้วแม่ ” เขาถามเสียงอู้อี้ทั้งที่ยังไม่ลืมตา

                      “ จวนเจ็ดโมงเช้าแล้ว ” แม่ตอบกลับมา

                    “ ข้าวเช้าตอนเจ็ดโมงเนี่ยนะ มันไม่เร็วไปหรือ ” เขารู้สึกว่ามันยังเช้ามากเกินกว่าที่เขาจะตื่นด้วยซ้ำ

                      “ วันนี้เป็นวันพระ แม่มีนัดกับเพื่อนๆกลุ่มผู้อาวุโสว่าจะไปเลี้ยงพระตอนเพลกัน จึงต้องกินข้าวแต่เช้าจะได้รีบไปวัด ..ลุกขึ้นซิ มากินข้าวด้วยกันเถอะ แล้วเดี๋ยวขับรถไปส่งแม่หน่อย ”

คำพูดขอร้องกึ่งบังคับของแม่ทำให้ตะวันตัดใจตื่น เขาหาวเสียงดังพร้อมบิดตัวไล่ความเมื่อยขบก่อนลุกขึ้นออกจากมุ้ง..... เมื่อคืนเขามาถึงบ้านก่อนตีหนึ่งเล็กน้อย แม่ตื่นมาเปิดประตูรับเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ



          .. แม่นั่งอยู่ที่โต๊ะเล็กริมหน้าต่าง ตะวันซึ่งตื่นเต็มที่แล้วหลังจากได้ล้างหน้าล้างตาล้างความง่วงไปหมดแล้วกลับมายืนมองอาหารที่อยู่บนโต๊ะไข่เจียวหอมฉุยเมื่อตะกี้นี้นอนแผ่หราอยู่ในจานทรงแบนที่วางอยู่ระหว่างผักบุ้งผัดน้ำมันหอยและยำปลาช่อนแดดเดียว อาหารง่ายๆแบบที่แม่ถนัดซึ่งล้วนเป็นของที่เขาโปรดปรานทั้งนั้น แต่เช้าๆแบบนี้นะหรือสำหรับคนค้าขายอย่างเขาแค่กาแฟสักถ้วยขนมปังทาแยมสักแผ่นเขาก็อิ่มท้องไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่เพื่อไม่ให้แม่เสียน้ำใจหลังจากยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็นั่งลงข้างๆแม่และลงมือกินทันที

                              “นี่ผลผลิตของนังสุดสวยมัน ” แม่ชี้ที่จานไข่เจียวและบุ้ยใบ้ไปทางหลังบ้านเขามองผ่านประตูหลังบ้านที่เปิดอยู่เห็นแม่ไก่สองตัวกับลูกเจี๊ยบอีกคอกหนึ่งกำลังจิกกินข้าวเปลือกในรางอย่างขะมักเขม้น

                “ ส่วนนี่แม่ก็ปลูกเอง อยู่ข้างบ้านโน่นแน่ะ ” แม่หมายถึงผักบุ้ง เขาชะเง้อมองออกไปทางหน้าต่างตามมือแม่เห็นผักบุ้งงามสะพรั่งทอดยอดอยู่บนแปลงผักขนาดย่อมที่แม่ปลูกสารพัดผักสวนครัวไว้ตรงนั้น“ ปลาช่อนนี่ก็เป็นปลาในสวนเลี้ยงแบบธรรมชาติ วันก่อนผู้ใหญ่เขาเปิดท่อระบายน้ำในสวนออกให้ลงไปจับปลากันเอาเอง แม่ได้ปลาช่อนนี่มาก็แช่เกลือตากแห้งแดดเดียวลองชิมดูซิชอบไม่ใช่หรือ? มื้อนี้หากไม่นับค่าแก๊สค่าน้ำมันนะ แม่จ่ายไปแค่ 10 บาทค่ามะนาวเท่านั้น หน้านี้มะนาวแพง ” แม่พูดเหมือนตั้งใจบอกให้รู้ถึงความเป็นอยู่ที่แสนถูกในยุคน้ำมันแพงแบบนี้ เพราะแม่รู้ดีว่าเขาต้องจ่ายเท่าไหร่หากซื้อกับข้าวแบบนี้กินในร้านอาหารทั่วไป

                    “ กลับมาอยู่บ้านกับแม่เถอะ เลิกซะ.. อาชีพค้าขายนะ ไม่เห็นแกจะร่ำรวยขึ้นมาสักที ”

                    “ จะให้ร่ำรวยได้อย่างไรล่ะแม่ ได้มาก็ใช้ไป ค่าหน่วยกิตของน้องๆไม่ใช่ถูกๆนะแม่ เทอมสุดท้ายนี้ก็จ่ายไปเกือบหมดตัวที่เหลือก็ต้องเก็บไว้ต่อทุน” เขาพูดเสียงเครียด

                               “ เออน่า…แม่เข้าใจ ไม่ต้องเครียดก็ได้ ปีนี้น้องเล็กก็จะจบแล้ว เดี๋ยวก็คงได้งานทำ ปล่อยให้น้องๆดูแลกันเอง เซ้งร้านให้เขาไปซะแล้วเอาเก็บเงินกลับมาช่วยแม่ทำสวนมะนาวที่บ้านเรานี่ดีกว่า มะนาวนะขายได้ทั้งปี ขายไม่ออกก็ทำมะนาวดองไปขายนัดบ้านเรา สมัยนี้นะคนทำมะนาวดองอร่อยๆหายาก คนเก่าคนแก่ก็ตายกันไปหมด ลูกหลานก็ไม่มีใครคิดสืบทอดกัน ”

                        “ แม่มีสวนแล้วหรือ ?”

                     “ มีแล้ว เพื่อนของแม่เขาเช่าที่ของวัดปลูกมะนาวได้ผลมาหลายรุ่นแล้วแต่ผัวเขาตายไปเมื่อเดือนก่อนเลยไม่มีใครช่วย ลูกๆก็บอกให้เลิกทำและจะรับเขาไปอยู่กรุงเทพฯ มะนาวของเขาตอนนี้กำลังออกดอก เขาอยากให้แม่รับช่วงต่อ แม่อยากทำเพราะอยู่ว่างๆมันเบื่อน่ะ แต่ต้องมีคนช่วย ”

                     “ เบื่อก็ไปอยู่กับผมซีแม่ น้องๆจะได้มีเพื่อน”

                   “ ไปได้ยังไงล่ะลูก ไปกันหมดแล้วใครจะอยู่บ้านเรา เรานั่นแหละกลับมาอยู่กับแม่ดีกว่า มาอยู่เป็นเพื่อนแม่ก็ได้แม่อยู่คนเดียวบางทีมันก็เหงา เชื่อแม่เถอะบ้านเราหนะสุขสงบกว่ากรุงเทพเยอะ อาหารการกินก็ยังไม่แพง อยู่แบบพอเพียงก็อยู่ได้ อากาศก็ดี ถ้าไม่ชอบทำสวนมะนาว งานอื่นๆก็มีถมไป มีรถปิ๊กอัพแบบนี้ หาซื้อพืชผักผลไม้จากแถวนี้ไปขายที่ตลาดในเมืองก็ได้ หรือไม่ก็ตามตลาดนัดที่มีอยู่ทุกที่และมีทุกวันด้วย หรือจะทำเป็นรถเช่าก็ดี เวลามีคนเจ็บคนป่วยคนที่นี่ต้องหารถไปโรงพยาบาล แถวนี้หาเช่าก็ยาก ส่วนมากมีกันแต่มอเตอร์ไซด์ และที่สำคัญนะแกน่ะอายุมากแล้วน่าจะมีครอบครัวกับเขาได้แล้ว สาวๆบ้านเรายังพอมีให้เลือกอยู่นา ”

          ตะวันยิ้มอายๆเมื่อได้ยินประโยคหลัง เขาเห็นด้วยในสิ่งที่แม่พูด ดูเหมือนแม่จะเข้าใจความรู้สึกของเขาดีและกำลังชี้ทางออกให้เขาแม่เคยบอกว่าแม่อยู่แบบยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแบบที่ในหลวงท่านสอน ที่ดินรอบๆบ้านแม่จึงเต็มไปด้วยพืชผักที่กินได้หากกินไม่หมดแม่ก็เอาไปขาย หรือบางทีก็มีพวกแม่ค้ามาหาซื้อถึงที่ หากเขาอยู่แบบแม่ได้ก็น่าจะดีเหมือนกัน






  ตะวันใช้เวลาไม่ถึง10 นาทีก็พาแม่มาถึงวัดประจำตำบล เขาตั้งใจว่าเมื่อส่งแม่เสร็จแล้วจะกลับไปนอนต่ออีกสักตื่น แต่เมื่อไปถึงวัด แม่กลับดึงมือเขาออกจากรถ

                “ ไหนๆก็มาแล้ว ที่บ้านไม่มีใครอยู่ ไปเข้าวัดกับแม่ก่อน ”

                “ ผมยังนอนไม่อิ่มเลยแม่ ขอกลับไปนอนต่อนะ ”

          “ เดี๋ยวค่อยกลับไปนอนก็ได้มีเวลาทั้งวัน ฟังพระสวดมนต์แค่ประเดี๋ยวเดียว ” แม่ไม่พูดเปล่าๆ ยังยื้อมือของเขาไว้แน่น คนที่เดินอยู่หน้าวัดหันมามองเขาเป็นตาเดียวกัน เขาจึงโอนอ่อนเดินตามแม่ไป..

 เมื่อเข้าไปในโบสถ์แม่แนะนำเขากับเพื่อนๆของแม่ที่กำลังสาละวนช่วยกันจัดเตรียมของถวายพระ

            “ เป็นหนุ่มใหญ่แล้วนะ มีเมียหรือยังจ๊ะ” เพื่อนแม่คนหนึ่งถามอย่างไม่เกรงใจ

                  “ ยังครับ ” เขาตอบไปตามตรง

                “ ดีแล้วที่ยังไม่มี จะได้มาอยู่เป็นเพื่อนแม่ของเธอ เค้านะซนมากเลยรู้ไหม เที่ยวได้รับจ้างเขาไปเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุดพัก ฉันนะกลัวเขาจะหกล้มหกลุกเจ็บป่วยขึ้นมาละก้อ จะลำบากไม่มีใครดูแล ” เพื่อนอีกคนแสดงความเป็นห่วง

                “ เธอก็ยกลูกสาวของเธอให้เขาซะซีจ๊ะ เขา จะได้มีลูกสะใภ้ไว้ปรนณิบัติรับใช้ ” เพื่อนอีกคนพูดทำให้ทุกคนร้องอืออาขึ้นพร้อมกันแล้วตามมาด้วยเสียงหัวเราะคิกคัก แต่ผู้ที่ถูกกล่าวถึงกลับไม่ขำด้วยเพราะเธอมีกิตติศัพท์ว่าหวงลูกสาวของเธอมาก เธอหันมาค้อนวงใหญ่ทำท่าเหมือนโกรธแต่แม่แอบกระซิบว่าเธอแกล้งงอนไปอย่างนั้นแหละ เพราะที่จริงเธอกำลังกังวลว่าลูกสาวคนเล็กที่นับวันอายุมากขึ้นทำไม “ ขาย ” ไม่ออกสักที แล้วแม่ก็แอบหัวเราะเบาๆ

                         “ลูกคนนี้เหรอที่เธอจะให้เขามาช่วยทำสวนมะนาว ...ก็ดีนะ หน่วยก้านบึกบึนค่อยสมเป็นชาวสวนหน่อย ” เพื่อนคนเดิมพูดต่อ

  แม่พยักหน้ารับแล้วเล่าให้เพื่อนๆฟังถึงเรื่องความขยันขันแข็งของเขาที่ทำงานส่งน้องๆเรียนจนจวนจบหมดแล้ว เพื่อนๆของแม่เอ่ยปากชมเขากันยกใหญ่หลังจากฟังจบโดยเฉพาะคนที่แม่บอกว่าเขากังวลว่าลูกสาวจะไม่ได้แต่งงานนั้นหันมามองและยิ้มให้เขาด้วยสีหน้าแช่มชื่นกว่าใคร.....


หลังจากช่วยแม่ถวายอาหารเพลให้พระแล้ว ตะวันก็แอบเลี่ยงออกมาจากโบสถ์ เขาเดินไปยังประตูทางออกไปสู่ชุมชนตรงไปยังร้านขายกาแฟและเมื่อได้กาแฟเย็นใส่ถ้วยพลาสติคมาหนึ่งถ้วยแล้ว จึงเดินกลับมาในบริเวณวัด เขามุ่งหน้าไปยังศาลาข้างโบสถ์ใกล้ที่จอดรถ ที่นั่นมีบ่อเลี้ยงปลาคราฟ์อยู่ใต้ซุ้มกระดังงา เขากะจะไปนั่งดื่มกาแฟที่ม้าหินอ่อนรอแม่อยู่ที่นั่น แต่เมื่อเดินไปถึงเขาก็ต้องชะงักอยู่กับที่ เมื่อเห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว แม้ม้านั่งจะยังเหลืออีกตัวที่วางต่อกัน แต่การจะบุ่มบ่ามเข้าไปนั่งใกล้กับผู้หญิงแปลกหน้า เขารู้สึกไม่ใช่เรื่องดี จึงไถลเดินดูไปรอบๆพลางดูดกาแฟไปด้วย แต่แปลกที่หญิงคนนั้นมองตามเขาอย่างไม่วางตา เขารู้เพราะเหลือบมองด้วยหางตา

                    “ พี่ตะวัน ใช่ไหมคะ ” เสียงนุ่มๆดังขึ้นเบาๆ เขาหยุดดูดกาแฟและหยุดเดินทันใด รู้สึกแปลกใจครามครัน

                     “ รู้จักพะ…เอ้ย...ผมด้วยหรือครับ ” ให้ตายเถอะ.... เขาสูญเสียความมั่นใจกลายเป็นคนติดอ่างในทันทีที่มองเห็นหล่อนเต็มตา “ จันค่ะ ...จันน้องพี่หรัดไงคะ ” ใบหน้าธรรมดาๆนั้นขาวผ่องไร้การเติมแต่งเช่นหญิงสาวในกรุงที่เขาเคยรู้จักแววตาซื่อๆที่มองตรงมาเขาสบมันอย่างจัง รู้สึกเย็นวาบไปถึงหัวใจ เขาเตือนสติตนเองและพยายามมองโครงหน้าของหล่อนอย่างพิจารณาไม่นานภาพเด็กผู้หญิงถักเปียสองข้างคนหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาในความทรงจำของเขา

                  “ น้องสาวไอ้หรัดรึ ”เขาโพล่งออกมาถึงจำรัส เพื่อนหน้าจืดรุ่นเดียวกับเขา ที่มักเดินมาโรงเรียนกับเด็กหญิงสามคนที่ถักเปียทรงเดียวกันหมดและเขามักชวนเพื่อนๆไปดักคอยเพื่อจะได้แกล้งพวกเธออยู่บ่อยๆ

หญิงสาวนั้นยิ้มกว้างจนเห็นฟันที่เรียงกันเป็นระเบียบและรอยบุ๋มที่แก้มขวาน่ารักดี เขาจ้องหล่อนอย่างลืมตัวรู้สึกคุ้นเคยกับรอยยิ้มนี้ยิ่งนัก “ มาเที่ยวบ้านหรือคะ ”เขารวบรวมสติ “ เออ…ครับ มากับแม่ ” รู้ตัวหลังพูดจบว่าตอบไม่ตรงคำถาม หล่อนหัวเราะคิก ท่าทางน่าเอ็นดู

         ขณะนั้นเสียงคุยจ๊อกแจ๊กก็ดังขึ้น เขาหันกลับไปก็เห็นแม่และเพื่อนๆกำลังเดินตรงมาหา

         ทันทีที่มาถึงแม่มองเขาทีมองหญิงสาวคนนั้นทีแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนเอ่ยขึ้น “ รู้จักกันแล้วหรือ ”

               เขายิ้มเขินๆ สีตาแม่กลับแวววาวขึ้นในขณะพูดต่อ “ นี่จันทราลูกสาวน้าเดือนนี่ไง ” แม่ชี้ไปที่ผู้อ่อนวัยที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาจำได้ว่าเป็นคนเดียวกับที่แม่บอกว่าเขากังวลที่ลูกสาวยังไม่ได้แต่งงานสักคน

                       “ เขาเป็นน้องของไอ้หรัด เพื่อนผม ”

                     “ เดี๋ยวนี้เขาเป็นถึงสารวัตรแล้วนะ ” น้าเดือนพูด

                     “ หา…มัน….เอ่อ…จำรัส ไปเป็นตำรวจหรือครับ ” เขารู้สึกแปลกใจและไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กชายหน้าแหลมที่เขามักล้อว่าเป็นตุ๊ด เพราะชอบเดินมากับพวกเด็กผู้หญิงจะกลายเป็นตำรวจไปได้

                   “ คิดอะไรหรือตะวัน กลับบ้านกันเถอะ ไปกินข้าวที่บ้านกัน แม่หิวแล้ว ”

       แม่กระตุกที่แขนเบาๆเมื่อเห็นเขานิ่งงัน เขาเดินอย่างใจลอยไปที่รถ ไม่ทันได้ล่ำลาเพื่อนๆของแม่และสาวหน้าซื่อคนนั้นเลย แต่เมื่อออกรถไปได้สักครู่แม่ก็เริ่มชวนคุย “ หนูจันทราเขาน่ารักไม๊ ”

                 “ อะไรนะแม่ ” เขามัวแต่คิดเรื่องเพื่อนๆจึงไม่ได้ยินที่แม่พูดเมื่อตะกี้

               “ แม่ถามว่าหนูจันทราเขาน่ารักไม๊ ”

ตะวันไม่ตอบ แม่จึงรุกหน้าอย่างไม่เกรงใจ

                “ แม่เห็นลูกจ้องเขาไม่วางตาเลย ชอบเขารึไง ”

ตะวันรู้สึกร้อนผะผ่าวไปทั้งหน้า “ โธ่..แม่ ก็กำลังคิดว่าเขาเป็นใคร ทำไมมารู้จักผมได้ ไม่ได้จ้องขนาดนั้นสักหน่อย ” เขาแก้เก้อ

               “ แม่รู้จักแววตารักแรกพบนะ ”

                   “ โห..แม่ เจอปุ๊บก็รักปั๊บนี่นะ นิยายน้ำเน่าแล้วหละแม่ ”

                  “ อ้าว...ก็คู่แท้ไง ”

                  “ โธ่….แม่อย่าเพิ่งยัดเยียด ผมยังไม่ได้คิดอะไรเลย ”

                 “ เขาเรียบร้อยดีนะ เป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้า วันๆไม่ค่อยได้ไปไหน เหมาะจะเป็นแม่ศรีเรือน ลูกเห็นด้วยไหม ”

ตะวันไม่ตอบ เขากำลังคิดย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่เขาถูกเธอตรึงไว้ด้วยรอยยิ้มและแววตาแสนซื่อคู่นั้น ที่จริงเมื่อตอนเป็นเด็ก เขาเคยแอบชอบเธอ จันทราคนนี้เป็นน้องคนเล็ก ท่าทางเรียบร้อย พูดเบาๆ และลักยิ้มบุ๋มตรงแก้มนั้นแหละที่ฝังใจเขาไม่ลืมเลือน แต่ตอนนั้นเขาขี้อายเกินกว่าที่จะเข้าไปพูดกับเธอเลยใช้วิธีแกล้งพวกเธอเล่น ดึงหางเปียบ้าง แกล้งเดินชนบ้างหรือเหยียบรองเท้าเธอบ้าง จันทราก็เอาแต่ร้องว่าจะไปฟ้องครู แล้วเธอก็ไปฟ้องจริงๆ แต่ไปฟ้องพ่อเขา เขาก็เลยถูกดุแต่ก็ไม่เคยเข็ด พอเจอพวกเธอเขาก็แกล้งอีก

                    “ ใจลอยเลยรึ ถามอะไรก็ไม่ตอบ เป็นเอามากนะลูกเราเนี่ย ” เสียงแม่ที่ตั้งใจพูดกรอกหูเขา ทำให้เขาได้สติ

                    “ เขามีพี่น้องเป็นผู้หญิงสามคน ผมจำได้ ชอบแกล้งเขาเป็นประจำ ”

                   “ แอบชอบเขาล่ะซี ถึงไปแกล้งเขา ” แม่รู้ทันอีก “พี่สาวคนโตเขาไปบวชเป็นแม่ชีที่วัดใต้โน่น อีกคนไปอยู่ที่กรุงเทพกับพี่ชายไม่ได้แต่งงานเหมือนกัน เหลือคนนี้แหละอยู่บ้านกับแม่ มีคนมาชอบเยอะ แต่แม่เขาหวง กลัวลูกสาวเขาจะไปลำบาก ”

                      “ ผมจำเขาไม่ได้จริงๆ แต่แปลกนะที่ทำไมเขาจำผมได้ ”

                   “ ตอนงานศพพ่อ เขาก็มาทุกคืน แกคงไม่ทันเห็นเขา เพราะมัวแต่ยุ่งๆกันอยู่ ”

    จบคำพูดของแม่ก็ถึงบ้านพอดี แม่เปิดประตูลงจากรถไปทันทีที่รถจอดสนิท เขากำลังคิดถึงตัวเอง ความเบื่อหน่ายในอาชีพของเขามันคงรวมถึงการที่เขาไม่มีใครสักคนเคียงข้างด้วยนั่นแหละ ที่ผ่านมาเขาคบหากับผู้หญิงหลายคนแต่ไม่มีใครสักคนถูกใจพอที่จะคิดเอามาเป็นคู่ครองได้ จนเขาเลิกคิดไปนานแล้วแต่การได้มาพบจันทราเพียงครั้งเดียวในวันนี้กลับทำให้เขาคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีก

                 “ แม่ ” เขาเรียกแม่ด้วยเสียงที่ดังราวตะโกน แม่ที่กำลังจะเดินเข้าไปในบ้านถึงกับสะดุ้งและหยุดชะงัก หันมามองเขาและทำท่าราวกับกำลังรอฟังข่าวสำคัญ“ สวนมะนาวอยู่ไกลไหม ? ”

แม่ยิ้มอย่างโล่งใจก่อนพูดว่า “ใกล้ไกล ไม่ใช่ปัญหา สำคัญที่ใจ………… ”


๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑






Create Date : 26 กรกฎาคม 2555
Last Update : 26 กรกฎาคม 2555 17:10:43 น.
Counter : 1400 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

peka
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คนซื่อๆ มองโลกตามความจริง ใช้ชีวิตไปตามสภาพดินฟ้าอากาศ วันไหนฟ้าใส จิตใจสดชื่น อาจหัวเราะเริงร่า พูดคุยสนุก วันไหนฟ้ามืด จิตใจซึมเศร้า อาจนั่งเงียบเหงาเขียนบทกวี วันไหนโลกแล้งยุติธรรม จิตใจหดหู่ อาจกินๆนอนๆดูทีวีทั้งวัน