Air SurOundinG mE liKe mY besT frIendS !
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2553
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
20 พฤษภาคม 2553
 
All Blogs
 
nói chuyễn nghi'a trang : เรื่องเล่าจากสุสาน

บล๊อกนี้ผมจะนำชมสุสานประจำหมู่บ้านนาจอกกันนะครับ
ตามปกติแล้วชาวไทยเชื้อสายเวียตนามดั้งเดิมที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์
ตนเองไว้ได้นั้นจะต้องมีสุสานสำหรับฝังศพบรรพบุรุษคู่กันไปด้วยเสมอ



สุสานบ้านนาจอก คะเนว่าเริ่มมีการฝังศพที่นี่มากว่าร้อยปีมาแล้ว
(แต่ที่เห็นพ.ศ. 2531 นั้นเป็นปีที่สร้างซุ้มประตูทางเข้า)
โดยผมคำนวณจากชั่วอายุคน รุ่นที่ฝังอยู่ที่นี่ที่พอจะไล่ลำดับได้คือ
รุ่นพ่อแม่ของคุณเทียดผมเอง
เมื่อก่อนสุสานคงไม่มีลักษณะการก่ออิฐถือปูนที่ชัดเจนแบบปัจจุบัน
ลองสังเกตรูปนี้เป็นการฝังศพในสุสานบ้านนาจอกสมัยก่อน
ต้นฉบับรูปพวกนี้ผมเคยค้นได้จากหีบโบราณใบหนึ่งของคุณยายทวด
คงเป็นรูปงานศพของคุณตาทวดที่สุสานบ้านนาจอกเมื่อหลายสิบปีก่อน



จากที่ได้เล่าแล้วในบล๊อกก่อนหน้าว่า หลังการทำพิธี "เปิดประตูผี"
ที่จัดขึ้นหลังจากการฝังศพไปแล้ว 3 วัน
ก็จะไม่มีพิธีใด ๆ เกิดขึ้นที่นี่อีก นอกจากการทำความสะอาดฮวงซุ้ย
(ภาษาเวียตนามจะเรียกฮวงซุ้ยว่า Mố อ่านว่า โหม่
ซึ่งผมจะขอใช้คำนี้ต่อไปทั้งบล๊อก)
ประจำปีในช่วงตรุษจีน
และการแวะเยี่ยม โหม่ ของลูกหลาน
ตามแต่โอกาสสำคัญของแต่ละตระกูล



บรรยากาศที่ผมไปเก็บภาพที่สุสานเป็นช่วงเวลาเย็น ๆ ของวันหนึ่งในฤดูร้อนเดือนเมษายนจึงได้ภาพใบไม้แห้งสวย ๆ ในสุสานแบบนี้



ที่สุสานแห่งนี้สงบร่มเย็น ด้วยร่มไม้ตลอดแนวถนนที่ตัดผ่าน
เพราะที่นี่มีสุสาน และป่าช้า เรียงติดกันถึง 3 แห่ง
โดยที่สุสานบ้านนาจอกจะอยู่ตรงกลางระหว่าง
ป่าช้าชุมชนภูเขาทอง และสุสานด่ายเหียวของชาวไทยเชื้อสายเวียตนาม
ที่ตั้งรกรากอยู่ในตัวเมืองนครพนม

ในสุสานบ้านนาจอกจะมีศาลาตั้งศพ ซึ่งเพิ่งจะปรับปรุงขึ้น
เมื่อไม่เกินสิบกว่าปีมานี้ ที่นี่จะใช้ตั้งศพผู้ที่เสียชีวิตนอกหมู่บ้านเกิน 3 วัน
ไปแล้ว (จะไม่ยอมให้นำเข้าหมู่บ้านหากเกิน 3 วัน)
ซึ่งโดยมากมักเป็นกรณีลูกหลานที่ไปเสียชีวิตที่ต่างจังหวัดไกล ๆ
หรือกรณีผู้ที่ไม่มีบ้านอยู่ในหมู่บ้านแล้ว แต่เคยเป็นลูกหลานบ้านนาจอก
ต้องการนำศพพ่อแม่มาฝังไว้ที่นี่ ตามคำสั่งเสีย
หรือการนำกระดูกมาบรรจุในสุสานแห่งนี้
จะสารพัดเหตุผลอันใดก็ตาม ศาลานี้คือคำตอบสุดท้าย
ที่ศาลาจะมี คำกลอนภาษาเวียตนามเขียน ไว้เตือนใจผู้คนประมาณว่า

"การสร้าง โหม่ ให้บรรพบุรุษถือเป็นความดี และหน้าที่อันพึงปฏิบัติของลูกหลานต่อบุรพการี"



ตามความนิยมแล้ว คนชราที่พอมีอันจะกิน จะนิยมสร้าง โหม่
ไว้ให้ตัวเองล่วงหน้า ประมาณว่า "ข้าจะได้เห็นก่อนจะตายไงล่ะ"
หรืออีกนัยที่ไม่ค่อยอยากจะคิดเลย แต่ก็ต้องคิดเพราะมันมีอยู่จริง
ก็คือเป็นการจองหลุมศพที่ดี ๆ ไว้ให้ตัวเองก่อนตายนั่นเอง
ดังนั้นประเภทที่ฝังไว้หนึ่ง เว้นตรงกลางไว้สำหรับตัว
แล้วค่อยฝังอีกหนึ่งไว้อีกข้าง (ใครจะกล้ามาฝังคั่นกลาง) ก็มีให้เห็นถมไป

สังเกตว่า โหม่ ที่สร้างไว้ก่อนนี้จะไม่มีป้ายชื่อ
แต่ถ้าบ้านไหนเคร่งมากตรงกลาง โหม่ จะยังไม่เทปูน ให้เป็นชั้น ๆ
และในความจริงก็พบว่ามีไม่นัอยเช่นกันที่สร้างกันไว้จนเก่าแก่นับสิบๆปี
(ในรูปนี้สร้างปี 2002 เกือบสิบปีแล้วยังไม่ได้ใช้เลย 555)
ดังนั้นพอเวลาเสียชีวิตเข้าจริงก็ต้องปรับปรุงขัดสีกันยกใหญ่



แต่ที่นิยมอีกแบบคือกรณี สามีหรือภรรยาเสียชีวิตไปคนใดคนหนึ่ง
ลูก ๆ ก็จะสร้าง โหม่ คู่ไว้ให้เลย ทั้งนี้เพราะประหยัดและสะดวก
แนวคิดอันนี้เป็นค่านิยมที่เป็นปกติวิสัยของชุมชนที่นี่เลยทีเดียวครับ
แต่เท่าที่สังเกตฝ่ายชายมักจะจากไปก่อนเสมอด้วยเหตุอันใดไม่ทราบได้
จึงทำให้พบเห็นหญิงม่ายสูงวัยในชุมชนแห่งนี้เยอะแยะมากมายเป็นที่สุด



โหม่ คู่นี้มีคำกลอนที่น่าสนใจผมอยากแปลใจความสำคัญไว้ให้อ่านดังนี้

"ชั่วชีวิตได้รื่นรมย์ในหมู่บ้าน
ยามคืนสู่ดินแดนของบรรพบุรุษ
ก็ได้สุขสงบท่ามกลางมวลพี่น้องชุมชนที่รักใคร่เช่นกัน"

ปัจจุบันนั้นความนิยมในการใช้ภาษาเวียตนามที่ป้ายชื่อลดลงมาก
จะมีก็แค่ชื่อเท่านั้นที่ยังคงจารึกเป็นภาษาเวียตนามอยู่บ้าง
และไม่น้อยเหมือนกันที่ใช้ภาษาไทยทั้งหมดอย่างตระกูลข้างแม่ผม
ที่ลูก ๆ หลาน ๆ เป็นข้าราชการกันซะเป็นส่วนใหญ่
แบบแผนธรรมเนียมอะไรก็เลย กลาย ๆ ไปซะมากต่อมากแล้ว



และบางส่วนก็นิยมใช้สองภาษาควบคู่กันไป แนวคิดนี้ผมว่าเก๋ดีนะ



การฝังศพที่สุสานแห่งนี้จะค่อนข้างเป็นแถวเป็นแนวมีการจัดระเบียบดีมาก
ผิดกับสุสานหลายแห่งในบริเวณใกล้เคียงกันนี้ที่เบียดเสียดประเภท
ที่ว่า ว่างตรงไหน หย่อนลงตรงนั้น (แต่ไม่ใช่สุสานด่ายเหียวนะ)



ประมาณสักยี่สิบปีมานี้มีค่านิยมปรับปรุง โหม่ กันใหม่ให้สวยสดงดงาม
เรียกว่าเป็นค่านิยมแบบ ไฟไหม้ฟาง กันเลยทีเดียว
ใครไม่ปรับไม่แต่งใหม่ จะโดนค่อนแคะอยู่ไม่เว้นวัน เว้นเดือน เว้นปี
แบบที่นิยมกันก็คือการปูกระเบื้อง หรือไม่ก็เป็นหินอ่อนขัดมัน



ตอนหลัง ๆ ล่าสุดเทรนใหม่มาแรง เพื่อคนที่ต้องการความอลังการ
มะลังมะเลือง โหม่ ก็จะมีการเพิ่มลวดลายต่าง ๆ ลงไปอีก
อันนี้ก็ตามแต่กำลังทรัพย์ กำลังศรัทธา ของลูกหลานที่ยังหายใจอยู่
แต่ใครถ้าทำแบบนี้แล้ว กอดอกผึงผาย คุยฟุ้งได้เป็นปี ๆ ทีเดียว
แต่ถึงไม่คุยก็จะมีคนยกย่องว่ากตัญญูรู้คุณเป็นที่สรรเสริญเยินยอ
ไปทั่วคุ้งน้ำอ่างเก็บน้ำหนองญาติเลยทีเดียวนะ !



ช่วงที่กระแสนี้แรง เล่นเอาช่างที่รับเหมา เงินไหลมาเทมา
บุญหล่นทับนับทรัพย์กันไม่ทันเลยล่ะ เรียกว่า รวย ตั้งตัวได้ ไปตาม ๆ กัน
คิดอีกทีค่านิยมนี้ก็มีข้อดีเนอะ
เป็นการกระจายรายได้จากคนตายมาให้คนเป็นได้ทางหนึ่ง
ลองสังเกตเนินปูนที่กลาง โหม่ รูปนี้ดูครับ อีกข้างที่ยังไม่ฝังจะยังไม่ก่อให้เป็นชั้น ๆ อันนี้เป็นแนวเคร่งครัดธรรมเนียมนะเนี่ย



แบบไฮโซขึ้นมาหน่อยก็จะมีการสร้างศาลาเล็ก ๆ ครอบ โหม่ ไว้อีกชั้นหนึ่ง
เพื่อกันแดดกันฝน แบบนี้ถึงสวยแต่ก็จะมีต้นทุนสูง



แบบหมู่ศาลาก็มีครับ แต่เท่าที่เดินดูผมไม่คุ้นกับตระกูลนี้เลย
ถามแม่ได้ความว่า เค้าเป็นตระกูลเก่าแก่ที่บริจาคเงินสร้างศาลาหลังใหญ่
ให้สุสานของหมู่บ้านก็เลยมีสิทธิ์ได้ทีดี ๆ ไว้ฝังศพทั้งตระกูล
แต่ถ้าสร้างใหญ่เกินไปก็จะไปกินที่ดินส่วมรวมได้
ในอนาคตถ้าค่านิยมการฝังศพแบบนี้ยังคงอยู่
เห็นทีที่ดินสุสานแห่งนี้ต้องเต็มเป็นแน่
ถึงแม้ช่วงหลัง ๆ มานี้จะเริ่มจะมีการควบคุม จัดเระเบียบกันบ้างแล้ว
แต่ก็คงเป็นการควบคุมแบบหลวม ๆ เท่านั้น มิได้มีกฏเกณฑ์อะไรตายตัว



อันนี้เป็น โหม่ ของหมื่นมนัสประชา ต้นตระกูล ประชากุล (คุณเทียดผมเอง)
ซึ่งเป็นต้นตระกูลข้างแม่ ผู้สร้าง ผู้บุกเบิกบ้านนาจอก ตามที่ได้เล่าแล้ว
ในตอนต้น ๆ (ตอน หมื่นมนัสประชาที่มาบ้านนาจอก)
รู้สึกจะเป็นแพค 4 เพราะรวมพ่อแม่ของท่านไว้ด้วย



มีอีกหนึ่ง โหม่ ที่น่าสนใจ สุภาพสตรีผู้นี้มีชื่อว่า แบ๋ (แปลว่าลูกสาวตัวเล็ก ๆ)
ผมลองอ่านคำกลอนแล้วจับใจความได้ว่า เธอคือความรัก
คือดวงใจของพ่อแม่ เธอเกิดที่ นครพนม ใช้ชีวิตและเสียชีวิตที่กรุงเทพฯ
ในวาระสุดท้ายเธอได้กลับมานอนหลับอย่างสงบเคียงข้างพ่อของเธอ
ที่เฝ้ารอเธออยู่ก่อนหน้าแล้วหลายสิบปี คำกลอนพวกนี้ลึกซึ้งมาก
ใช้คำไม่กี่คำแต่มีใจความกว้างขวาง สังเกตป้ายทั้งสองข้างนะครับ



แบบแพคหมู่ก็มีให้เห็นเช่นกัน
แต่ผมคิดว่าน่าจะทำไว้เป็นสัญลักษณ์มากกว่า
ที่จะมีการฝังศพไว้จริง เพราะคะเนดูแล้วพื้นที่ใต้ดินไม่น่าจะพอ



แบบก่ออิฐถือปูนดั้งเดิมก็ยังพอมีให้เห็น ผมว่าแบบนี้สวย คลาสสิคดี
ไม่จำเป็นต้องปรับปรุงใหม่ตามสมัยนิยมนะ
แต่ก็จะเสียเวลาหน่อยในแต่ละปีที่ต้องมาขัด
มาทาสีใหม่ ในช่วงตรุษจีน ลองสังเกตลายปูนปั้นครับ



และมีส่วนหนึ่งที่ นำศพไปเผา
แล้วนำเถ้ากระดูกมาบรรจุ (ส่วนใหญ่เผามาจากที่กรุงเทพ ฯ หรือที่อื่น ๆ )
ไว้ในเจดีย์ เคียงคู่กับ บรรพบุรุษ ในสุสานแห่งนี้
มองดูแล้ว นึกถึงการผสมผสานกันของวัฒนธรรมไทยเวียตนามที่ลงตัวดีเหมือนกันนะเนี่ย...



ที่ริมรั้วสุสาน ก็จะมีเมรุเผาศพไว้เป็นทางเลือกอีกอย่าง
(แต่ไม่ค่อยมีใครนิยมเลือกกัน เท่าที่เคยถามได้ความว่า
ชาวไทยเชื้อสายเวียตนามโดยมากแล้วกลัวไฟกันทั้งนั้น 555)

ประกอบกับในชุมชนนี้มีคนไทยอีสานดั้งเดิมอยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบ
มาแต่ดั้งเดิมจึงทำให้พบเห็นเจดีย์ (อีสานเรียกว่า ธาตุ)
บรรจุกระดูกบรรพบุรุษของเขาไว้ซีกหนึ่งของสุสานแห่งนี้เช่นกัน
และก็มีไม่น้อยที่ได้รับค่านิยมการฝังศพแบบเวียตนาม
นำศพบรรพบุรุษฝังไปแบบเวียตนามเลยก็มี



และท่ามกลาง โหม่ ที่สวยสดงดงาม ก็มีอยู่บางส่วนที่ถูกทิ้งให้เก่าร้าง
ผุพังไปตามกาลเวลา อันเนื่องจากสาเหตุใดลองช่วย ๆ กันเดาเถอะครับ



แต่ถ้าลองคิดดูก็คงเพราะลูกหลานไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น พอ พ่อแม่
ล่วงลับก็เผาไปตามแบบสมัยใหม่ แต่ลืมไปว่า ตายาย ปู่ ย่า ยังอยู่ที่นี่
นี่ก็เป็นข้อด้อยประการหนึ่งของค่านิยมการฝังศพนะผมว่า
อนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน ถ้าลูกหลานยังสนใจก็ดีไป
แต่ถ้าตรงข้ามก็คงเป็นอย่างในรูปที่เห็นนี้แหละ



ดังนั้นผู้ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงรอยต่อสมัยใหม่นี้ก็คงต้องคิดทบทวนกันให้ดี
ว่าจะเลือกการฝังตามธรรมเนียมเวียตนาม
หรือการเผาแบบสมัยใหม่ เพื่อความสะดวกของลูกหลาน
และเผื่อความไม่แน่นอนในอนาคตอันไกล
หรืออนาคตอันใกล้เฉียดลมหายใจไปนิดเดียวก็ได้ใครจะไปรู้ เนอะ

ผมนำชมสุสานบ้านนาจอกครบถ้วนแล้วล่ะ
พอดีว่าก่อนจะกลับมองไปที่สุสานด่ายเหียวที่ตั้งอยู่ใกล้กัน
มีคำถามว่า สุสาน สองแห่งนี้หันหัวไปคนละทิศ เพราะสุสานบ้านนาจอก
จะหันไปทางทิศเหนือ แต่สุสุสานอีกแห่งกลับหันหัวไปทางทิศตะวันตก
ทั้งที่ตั้งอยู่ติดกันเพียงรั้วกั้น มันเกิดอะไรขึ้นกันละ ?



คำตอบนี้ไม่มีผู้ตอบได้ เพียงแต่สันนิษฐานว่า ศพแรก ๆ ฝังผิด
สุสานบ้านนาจอกก็เลยผิดตาม ๆ กันไปเรื่อย ๆ
เอแต่เท่าที่พบ สุสานบ้านนาจอก หันไปทางทิศเหนือร้อยเปอร์เซ็นต์นะ
ส่วนสุสานด่ายเหียว มีบางส่วนที่หันไปทางทิศเหนือ ผิดกับ โหม่อื่น ๆ ที่หันไปทางทิศตะวันตก ลองสังเกตดูรูปครับ



ที่สุสานแห่งนี้เป็นที่ฝังศพของชาวไทยเชื้อสายเวียตนามในตัวเมืองนครพนม



ซึ่งเขาเหล่านี้ครั้งหนึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในการกุมเศรษฐกิจ การค้าขาย
มากกว่าครึ่งหนึ่งของ จ.เมืองนครพนมเลยทีเดียว

ดังนั้นลักษณะ โหม่ ของพวกเขาส่วนใหญ่จึงดูสวยงาม สมฐานะเป็นอย่างยิ่ง



สุสานแห่งนี้ผมนั่งรถผ่านบ่อย ๆ ตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ
เพราะมันเป็นทางออกหมู่บ้าน แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยคิดจะเข้ามาเลย
จนคราวนี้แหละที่วิญญาณบล๊อกเกอร์เข้าสิง อยากได้ภาพมาทำบล๊อก
จึงลองขยับประตูดู โชคดีเป็นบ้าที่มันเปิดได้ !
และก่อนที่ผมจะลงมือเก็บภาพ ผมก็ไม่ลืมที่จะยกมือไหว้
เจ้าที่เจ้าทางบอกกล่าวถึงเจตนาการมา ดี ดี ของผมในครั้งนี้



ที่นี้มี โหม่ เก่าแก่ อยู่หลายอัน ดูขลัง มาก ลองไล่ ค.ศ. ที่เขียนไว้
ก็เกือบ ๆ ร้อยปีเลยละครับ



มีเจดีย์แบบเวียตนามด้วยล่ะ



แล้วก็มีเจดีย์ (ธาตุ) แบบไทย ๆ ด้วย สังเกตว่ารูปทรงธาตุแถวนี้มักจะได้รับอิทธิพลจากรูปทรงขององค์พระธาตุพนมครับ



มีรูปทรงที่แปลกตา มากมาย แต่แบบนี้ ก่อเป็นรูปทรงบ้าน เข้าท่าทีเดียว
มีลายปูนปั้นเทวดาแบบไทย ๆ ด้วย
นับเป็นการผสานวัฒนธรรมไทยเวียตนาม
เข้าด้วยกันอีกอย่างหนึ่งที่ผมพบเห็นได้ในสุสานสองแห่งนี้



มองไปเห็นต้นอะไรไม่รู้ ดอกสีสดบานสะพรั่ง
(ใครอ่านแล้วทราบชื่อช่วยเม้นท์บอกไว้ทีครับจะเป็นพระคุณอย่างสูง)
ดูแล้วให้นึกว่าที่นี่ช่างเป็นสถานที่อันร่มรื่น
เหมาะแก่การพักพิงในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต
ของผู้ที่ตรากตรำงานหนักมาทั้งชีวิต
เพื่อสร้างครอบครัว สร้างฐานะ สร้างความมั่งคั่ง
ฝากไว้ให้กับลูกหลานรุ่นหลัง



ที่สุสานด่ายเหียวนี้ได้ยินจากผู้ใหญ่ว่ามีกฎระเบียบ ที่เคร่งครัด
มากกว่าที่สุสานบ้านนาจอกมากมายหลายประการ
อาจเพราะที่นี่มีจำนวนผู้คนที่เป็นสมาชิกสมาคมเวียตนามในตัวเมืองมาก
การจัดระเบียบต่าง ๆ จึงถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ
นี่ขนาดล่วงลับไปแล้วยังต้องจัดระเบียบกันเลยครับ
นับประสาอะไรกับพวกเราที่ยังมีลมหายใจมี ชีวิตอยู่ในสังคม
หากบ้านเมืองขาดระเบียบ ขาดวินัย ขาดการจัดระเบียบ
สถานการณ์ต่าง ๆ จึงได้วุ่นวายขายปลาช่อนอยู่แบบในปัจจุบันไงล่ะ

...เฮ้อ ผมเลอะเทอะนอกเรื่องแล้วเนี่ย !

กลับเข้าเรื่องดีกว่า

ขณะที่ผมกำลังเดินเก็บภาพเพลิน ๆ ก็ได้สติเพราะรูปถ่ายสุดท้ายนี้



ยามพระอาทิตย์อัสดง แสงสว่างเริ่มจะน้อยลงไปทุกที
เห็นทีผมควรจะกลับบ้านได้แล้วล่ะ
ถึงปกติแล้วผมจะไม่ใช่คนกลัวอะไรง่าย ๆ
แต่ยามโพล้เพล้แบบนี้ เพียงแค่ลมโชยพัดเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ
กลับทำให้ผมรู้สึกเย็นวาบได้อย่างน่าประหลาด

เอ หรือนั่นจะเป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง
จากผู้ล่วงลับที่ทอดกายอยู่เบื้องล่างพื้นดินแห่งสุสานนี้
ว่าถึงเวลาพักผ่อนของพวกเขาโดยปราศจาก
การรบกวนของอาคันตุกะผู้มาเยือนโดยมิได้นัดหมายเช่นผมแล้วล่ะ....


ด้วยจิตน้อมคารวะทุกดวงวิญญาณ ของสุสานทั้งสองแห่งนี้ครับ !

Ki'nh viềng mói hương hồn và hai nghi'a trang á







Create Date : 20 พฤษภาคม 2553
Last Update : 16 พฤษภาคม 2555 7:44:10 น. 39 comments
Counter : 3607 Pageviews.

 
นายแบบเสื้อแดงอ่ะ หลังคุ้นๆนะเนี่ย


โดย: หนึ่ง IP: 202.28.35.2 วันที่: 25 พฤษภาคม 2553 เวลา:12:44:39 น.  

 
ขอบคุณนะคะที่แวะมาเยี่ยมกัน...


โดย: N@MHOM (nongnamhom ) วันที่: 25 พฤษภาคม 2553 เวลา:12:56:24 น.  

 
ดีจ้า..นำเรื่องดีๆ มาเล่าสู่กันฟัง ต้องขอบคุณอย่างยิ่งนะจ๊ะ


โดย: kwangja IP: 125.27.61.82 วันที่: 25 พฤษภาคม 2553 เวลา:15:20:33 น.  

 
สวัสดีวันใหม่..ครับ

เรื่องราวที่นำมาเล่าให้ฟัง..น่าสนใจมากครับ
ละเอียดดีเหลือเกิน...ชอบๆๆ ความรู้ทั้งนั้นเลย
ติดตามอยู่เสมอๆครับ ขอบคุณที่แบ่งปันครับ..
ช่วงนี้อากาศเปลี่ยน รักษาสุขภาพด้วยน้ะครับ...

วันนี้ตาติ๊กนำดอกไม้หลากสี..ช่อสวยๆ
มาฝาก..ด้วยความคิดถึงนักเชียว
ไม่น่าเชื่อเลยว่า...ในความขัดแย้งและความแตกต่างนั้น
พอเรานำมาผสมผสานกัน กลับผสมกลมกลืน...
ได้อย่างลงตัวและงดงามเป็นยิ่งนัก...

ก็อยากเชิญชวน ให้เพื่อนๆ ของพวกเราทุกคน
มาลืมเรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมา กันเถอะ
แล้วมาช่วยกันสร้างรอยยิ้มให้กันใหม่ดีกว่าเน๊าะ

ก็บ้านเราน่ะ เป็นสยามเมืองยิ้ม มิใช่รึ..ฮิฮิ
เอ๊า หนึ่ง สอง ซ๊าม.แป๊บซี่..ยิ้มออกแล้ว
ขอให้มีรอยยิ้มที่สดใส ตลอดไปน๊ะครับ
.....สวัสดีคร๊าบ.....




( ฟังเพลง/จิ้มตรงนี้...เด้อ )......



โดย: ตาติ๊ก...น๊ะครับ (สกุลเพชร ) วันที่: 25 พฤษภาคม 2553 เวลา:15:43:46 น.  

 
เห็นแวบ ๆ ว่าสุสาน ๆ เลยขอตัวไปกินไอติมก่อน เดี๋ยวกลับมาอ่านอีกทีเด้อ ต้องหาไรเย็น ๆ กินแก้วังเวง


โดย: พล (aoigata ) วันที่: 25 พฤษภาคม 2553 เวลา:18:07:26 น.  

 
กลับมาอีกที หลังจากกินไอติมแล้ว ทำการบ้านไปหน่อยนึงแล้ว

บอกตรง ๆ ว่าทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันเป็นธรรมชาติอันแน้แท้ของชีวิต แต่ก็ยังอดรู้สึกหวาด ๆ กลัว ๆ ไม่ได้นะเนี่ย รอบแรกเลยไม่ได้เม้นต์เลย

รูปทีมีใบไม้ปลิวนี่มันปลิวอย่างนั้นจริง ๆ หรือมีการจัดท่าจัดทางให้มันเป็นอย่างนั้นอะน้องพีร์ พี่ดูแล้วแอบสงสัยนิดนึง พี่นี่สงสัยไรไม่เข้าเรื่องน้อ แล้วคนแถวนั้นเนี่ย เค้าไม่ใช้ปี พ.ศ. กันหรอ เห็นมีแต่ปี ค.ศ. ในการจารึก ยกเว้นสุ้มทางเข้านะที่เห็นเป็นปีไทย

รูปสุดท้ายดูแล้วก็เข้าใจแหละว่าทำไมน้องพีร์ถึงต้องกลับบ้าน ไม่กลับก็คงจะเสียววาบ ๆ เลยนะนั่น


โดย: พล (aoigata ) วันที่: 25 พฤษภาคม 2553 เวลา:19:46:30 น.  

 
แวะมาบอกว่าวันนั้นที่น้องไปเม้นต์บ้านพี่ว่าฝนตก รถติด แถว กทม วันนี้ฝนตก แต่รถไม่ติดแถวปักกิ่งจ้า

อาทิตย์นี้พี่อยู่บ้านคนเดียว สะมาสบายดีแท้ ๆ คุณคำรณไปทำงานเซี่ยงไฮ้อาทิตย์นึง สบายก็สบาย เหงาก็เหงา ไม่รู้จะเอายังไงเลย

น้องพีร์ละน้อ ยังเหงาใจอยู่หรือเปล่า กระซิบบอกอ้ายทีเด้อ เรื่องชาวบ้านเนี่ย อ้ายอยากรู๊อยากรู้


โดย: พล (aoigata ) วันที่: 27 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:59:50 น.  

 
เมื่อก่อนเพื่อนพาหนีโรงเรียน ออกด้านหลังโรงเรียน คุยกันอยู่ดี ๆ เหลือเราคุยคนเดียว ซักพักเพื่อนหันมาบอกว่าตะกี้เดินผ่านป่าช้าเลยต้องสวดมนต์ ดูมันซิไม่บอกเราซักคำ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 27 พฤษภาคม 2553 เวลา:21:16:00 น.  

 
ตัวอย่าง เรื่อง...โป๊ะแตก...เด้อครับเด้อ..(เปิดดูเองน้ะ)

( คิดถึงครับ...จึงหยิบมาฝากในยามเครียดๆน่ะ...ฮิฮิ )



โดย: ตาติ๊ก...น๊ะครับ (สกุลเพชร ) วันที่: 27 พฤษภาคม 2553 เวลา:21:55:19 น.  

 
สวัสดีค่ะ

เลยจำเป็นต้องทราบชื่อดอกไม้ ... ดีค่ะ
ดอกไม้ที่ห้วยน้ำดัง สีขาวคือดอกเดซี่ค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 28 พฤษภาคม 2553 เวลา:12:29:11 น.  

 
ขอบคุณพี่มากๆครับที่เขียนให้ความรู้ในบล็อกนี้ ผมก้อเป็นลูกหลานชาวเวียดนามเช่นกัน ที่จังหวัดสกลนคร ก้อมีประเพณีทั้งทีเหมือนและต่างออกไปบ้างครับ บ้านผมก้อยังพอเคร่องอยู่บ้างแต่คงไม่รักษาได้เท่าชาวเวียด บ้านนาจอกครับ ดีใจครับ


โดย: Pham Van Duc IP: 110.77.145.231 วันที่: 28 พฤษภาคม 2553 เวลา:23:43:54 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 29 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:04:51 น.  

 
สวัสดียามบ่ายค่ะ


โดย: Amm_My_Love วันที่: 29 พฤษภาคม 2553 เวลา:13:00:01 น.  

 


สวัสดีครับ พีร์

แวะมาทักทายหลังจากหายเงียบไปนาน สบายดีนะครับ แล้วว่างๆ จะแวะมาทักทายใหม่ครับผม



โดย: Mega-Batt วันที่: 29 พฤษภาคม 2553 เวลา:13:09:46 น.  

 

Friends18.com Orkut MySpace Hi5 Scrap Images
Friends18.com Picture Comments


คืนนี้ขอให้ฝันดีนะคะ


โดย: สีฟ้าใส วันที่: 29 พฤษภาคม 2553 เวลา:21:35:32 น.  

 
อุ๊ยยยยย ถ้านั่งดูคนเดียวเงียบๆ ในเวลากลางคืนสงสัยจะเผ่นจากหน้าจอแทบไม่ทันนนนนน

รูปแบบของสุสานมีหลากหลายดีนะคะ

ปล.ขอบคุณที่แวะไปอวยพรวันเกิดให้นะคะ


โดย: งาขาว วันที่: 29 พฤษภาคม 2553 เวลา:22:35:15 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่









โดย: กะว่าก๋า วันที่: 30 พฤษภาคม 2553 เวลา:7:40:45 น.  

 
Pham Van Duc มีตอนเก่า ๆ หลายตอนลองอ่านดูครับ
ว่ามันเหมือนต่างกันมั๊ย

คำขอบคุณที่มาส่งไว้ให้ อ่านแล้ว
ปลี้ม และมีกำลังใจ มากมาย
ตอนต่อ ๆไปคงเขียนเกี่ยวกับการไหว้บรรพบุรุษครับ
จากนั้นจะ ค่อย ๆ ตะล่อมเข้าเรื่อง ทั่วไป


โดย: peeradol33189 วันที่: 30 พฤษภาคม 2553 เวลา:18:10:12 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่







โดย: กะว่าก๋า วันที่: 31 พฤษภาคม 2553 เวลา:7:40:54 น.  

 
หมิงหมิงกำลังซนได้ที่เลยล่ะคัรบพี่พีร์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 31 พฤษภาคม 2553 เวลา:13:10:04 น.  

 
ขอบคุณที่แวะไป HBD ให้นะคะ


โดย: คุณนายแอมแอม วันที่: 31 พฤษภาคม 2553 เวลา:17:15:43 น.  

 
อ้ายมาตอบคำถามเจ้าน้องทะลึ่งแล้วเด้อ ว่าครกลูกนั้นนะแหละ ที่มีเรื่องฮา ๆ ที่สนามบิน ขนาดแค่ครกดินเด้อ ถ้าเป็นครกหินสากหินละไม่อยากจะนึก

ส่วนเรื่องเส้น อะไรยังไง ไม่ค่อยเข้าใจ ทำไมต้องถูต้องไถ เส้นไรฟะ ไม่เข้าใจเจง ๆ


โดย: พล (aoigata ) วันที่: 31 พฤษภาคม 2553 เวลา:18:00:54 น.  

 
เห็นรูปท้าย ๆ พร้อมกับคำบรรยาย ทำให้นึกไปถึงตอนเป็นเด็ก ๆ เคยไปอ่านหนังสือเรียนกับเพื่อนที่วัดค่ะ ตอนบ่าย ๆ น่ะ แล้วจู่ ๆ เพื่อนก็เล่าเรื่องอะไรบางอย่างให้ฟัง ทำให้กลัวเลย

เห็นด้วยว่าเวลาคนอยู่เป็นกลุ่ม หรือยิ่งเยอะ การมีระเบียบวินัยมันสำคัญเนาะ ที่พูดนี่คือกำลังจะบอกว่าจริง ๆ ตัวเองไม่ค่อยจะมีระเบียบเท่าไหร่ แต่ว่ายึดหลักการว่าไม่เบียดเบียนตัวเอง และไม่เบียดเบียนคนอื่นแล้วกัน
แต่ว่าอย่ามาจุกจิกกับฉันมากนะ ไม่ยอม 555

มอง ๆ ศิลปะก็เหมือนจีน ๆ เนาะ ส่วนหนึ่งเข้าใจว่าที่มาคือจีนเคยปกครองเวียดนามอยู่นานทีเดียวเหมือนกันใช่มั้ย

อ้อ เล่าซะหน่อย มีน้องที่ office ไปเที่ยวเวียดนามมาค่ะ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเธอถูกกระชากกระเป๋า แล้วสรุปว่ากระเป๋าตังค์ มือถือ BB เครื่องสำอาง รวมถึง passport ไปกับกระเป๋าหมด

เธอใช้มือถือเพื่อนโพสต์บน facebook ว่ามีใครรู้มั้ยจะทำไงดี เพราะว่าวันศุกร์ก็เย็นเกินไปที่จะไปสถานทูต พอเสาร์อาทิตย์ก็เป็นวันหยุด ไฟล์เธอกลับกรุงเทพคือวันอาทิตย์

วันเสาร์รัชชี่โทรหาเบอร์ 1111 เห็นเขาว่าเป็นเบอร์ราชการ call center คิดอะไรไม่ออกให้ถามที่นี่ เจ้าหน้าที่บอกว่าคงต้องเลื่อนไฟลท์ แล้วให้ไปทำ passport ที่สถานทูตวันจันทร์

แต่สรุปว่าราว ๆ หัวค่ำวันเสาร์ เธอโพสต์ว่าตกลงได้ passport คืนแล้ว ตอนถูกกระชากกระเป๋าเป็นผู้ชาย แต่คนมาเสนอคืนเป็นผู้หญิง คืนกระเป๋าสะพาย ข้างในเหลือ passport อย่างเดียว อ้อ ไม่ใช่ซี พูดผิด ไม่ได้คืน แต่ว่าถ้าอยากได้ ต้องจ่ายมา 30$ สุดยอดเลย

สรุปก็จ่ายไป มือถือก็หาย กระเป๋าตังค์ก็หาย แถม BB เพิ่งถอยมาก็ไม่ได้คืน

เลยเดาว่าสงสัยพวกนี้ทำเป็นแกงค์แน่ ๆ เลย


โดย: รัชชี่ (รัชชี่ ) วันที่: 31 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:47:35 น.  

 
ขอบคุณนะคะที่ให้กำลังใจ

คืนนี้หลับฝันดีน๊าค๊า ^^


โดย: I_ZIXZAX วันที่: 31 พฤษภาคม 2553 เวลา:22:47:46 น.  

 
แวะมาทักทายค่ะ ขอแสดงความรู้จักค่ะ


โดย: NucH (sa-bye-sa-bye TEAM ) วันที่: 1 มิถุนายน 2553 เวลา:22:21:52 น.  

 
เข้าใจว่าเป็นจีนกวางตุ้งนะคะ แต่จีนกลางก็คงใช้ได้แหละค่ะ

ตอนนี้เปิดเทอมอย่างเต็มตัวแล้ว ยุ่งดีมั้ยคะ เช้านี้เข้าที่ office เก่า เลยขับรถไป รถติดมากมายเชียวค่ะ



โดย: รัชชี (รัชชี่ ) วันที่: 2 มิถุนายน 2553 เวลา:17:27:42 น.  

 
สวัสดีค่ะ เช้ามาพามาสุสานเลยนะ อิ อิ


โดย: NucH (sa-bye-sa-bye TEAM ) วันที่: 3 มิถุนายน 2553 เวลา:8:49:39 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 4 มิถุนายน 2553 เวลา:7:31:28 น.  

 
ที่เชียงใหม่อากาศร้อนมากครับพี่พรี์
ผมนั่งตอบบล็อกเฉยๆ
เหงื่อยังไหลท่วมตัวเลยครับ 555



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 4 มิถุนายน 2553 เวลา:7:59:13 น.  

 
แวะมาดูว่าพาเค้าออกจากสุสานยังเนี้ย...


โดย: NucH (sa-bye-sa-bye TEAM ) วันที่: 4 มิถุนายน 2553 เวลา:8:03:04 น.  

 
"มาตีตั๋วรอเพลงใหม่แล้วนะคร๊าบ คริ คริ"

รอไปก่อนนะคะ หุหุ



โดย: สีฟ้าใส วันที่: 4 มิถุนายน 2553 เวลา:13:39:58 น.  

 
วันหยุดนี้ไปไหนหรือเปล่าคะ เช้านี้เอารถไปซ่อม สัญลักษณ์ไฟเบรคมันค้าง เลยเอารถทิ้งไว้ คงไปรับตอนเย็น

วันนี้เพิ่งอัพบล็อกภูฎานตอนจบซะทีค่ะ หลังจากดองมานานเลย


โดย: รัชชี่ (รัชชี่ ) วันที่: 5 มิถุนายน 2553 เวลา:12:19:03 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่







โดย: กะว่าก๋า วันที่: 6 มิถุนายน 2553 เวลา:7:54:04 น.  

 
น้องพีร์ อยู่แถวสุสานนานแล้ว ชักกลัว ๆ เมื่อไรจะพาไปดูอย่างอื่นสักทีน้อ ให้ว่อง ๆ รออ่านอยู่เด้อน้อง


โดย: พล (aoigata ) วันที่: 10 มิถุนายน 2553 เวลา:16:41:17 น.  

 
สวัสดีครับ
ผมได้อ่านบทความของคุณแล้ว ชอบมาก
ผมเองก็คนนครพนมเหมือนกันครับ
บ้านผมอยู่ในตัวเมืองนครพนม (มีเชื้อสายเหมืนอกันครับ) ซึ่งบ้านผมก็ฝังศพที่สุสานด่ายเหียว
เหตุที่สุสานด่ายเหียวหันหัวหลุมศพไปทางทิศตะวันตกก็เพราะว่าศพที่ถูกฝังจะได้หันหน้าทางทางแม่น้ำโขงครับ ซึ่งเท่ากับว่าหันหน้ากลับประเทศเวียดนามนั่นเอง ด้วยความหมายที่ว่าถึงตายไปแล้วก็ยังมองหันกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนไงล่ะครับ
ผมถามคุณปู่มาเรียบร้อย

หวังว่าคุณเองสร้างสรรบทความที่แสดงถึงวัฒนธรรมเวียดนามอีกนะครับ
แล้วจะติตามต่อไปครับ


โดย: Dang Minh Quang IP: 113.22.68.137 วันที่: 2 ธันวาคม 2553 เวลา:9:18:13 น.  

 
ขอบคุณคุณ Dang Minh Quang มากครับ
ที่เข้ามาอ่านบล๊อก และช่วยแชร์เหตุผล
ที่ผมสงสัย

ช่วงนี้หมดมุกจะเขียน 555
ยังไงช่วยแนะนำเรื่องที่สนใจมาละกันครับ
จะได้มีไอเดีย เขียนเล่าให้ฟัง...


โดย: peeradol33189 วันที่: 24 มกราคม 2554 เวลา:14:27:59 น.  

 
ขอบคุณค่ะที่ค้นหาสิ่งที่ต้องการมาให้ชม


โดย: น้องคนสวย IP: 223.204.15.37 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2554 เวลา:20:31:42 น.  

 
ยินดีครับ คุณน้องคนสวย


โดย: peeradol33189 วันที่: 2 ธันวาคม 2554 เวลา:9:38:19 น.  

 
อยากให้พี่เอาเรื่องโบสถ์ในนครพนมมาให้ดูบ้างจังครับ นะนะนะนะนะนะนะ


โดย: เอิร์ท IP: 113.53.159.77 วันที่: 15 มกราคม 2555 เวลา:16:01:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

peeradol33189
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




Air SurOundinG mE liKe mY besT frIendS !
แจกฟรีแบ๊คกราว
Friends' blogs
[Add peeradol33189's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.