Air SurOundinG mE liKe mY besT frIendS !
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2553
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
17 พฤษภาคม 2553
 
All Blogs
 
พิธีเคลื่อนศพ-ฝังศพ ของชาวไทยเชื้อสายเวียตนาม

ต่อจากตอนที่แล้ว....
การเคลื่อนศพของชาวบ้านที่นี่ ก็จะทำกันในช่วงเกือบจะบ่ายโมง
ของวันที่กำหนด โดยวันเคลื่อนศพจะงดเว้นวันอังคาร เท่านั้น
การกำหนดวันก็แต่เจ้าภาพจะเลือกวันที่เหมาะสมและสะดวก
ภาพขาวดำชุดนี้เป็นภาพเก่าสมัยงานศพคุณตาทวดเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน



มีเรื่องที่อยากเล่าคือ การใช้ ธง ในงานศพ
ธงที่ใช้จะมีรูปร่าง สามเหลืยมมีเส้นสีขาวยาวพริ้ว ๆ ดูแล้วให้ความรู้สึกเศร้า
แต่แบบทีใช้อยากให้สังเกตว่ามีสองแบบคือ น้ำเงินขาว
จะเป็นแบบที่สมาคมหมู่บ้านจัดให้ มากน้อยก็แล้วแต่
อายุผู้ตายโดยกำหนดไว้สูงสุดคือ
6 คู่ ใช้กับคนอายุ 70 ขึ้นไป แต่ถ้าอายุผู้ตายน้อยกว่านี้ก็จะลดหลั่นลงไป
สังเกตว่าสมัยก่อนขบวนเค้าสวยมาก เป็นระเบียบดี



ส่วนธงอีกแบบคือ สีขาวดำ เป็นแบบที่ครอบครัวของเขยหรือสะใภ้ผู้ตาย
ส่งมาร่วมไว้อาลัยโดยทางตระกูลที่ว่าจะจัดคนมาถือธงเอง
และก่อนปักธงต้องมาทำพิธีคารวะศพตอนกลางคืน
แบบเป็นทางการต่อจากสมาคมหมู่บ้านในคืนหนึ่งคืนใดของการตั้งศพก็ได้
ธงนี้จึงสามารถบ่งบอกได้ว่าลูกของผู้ตายมีครอบครัวไปแล้วกี่คน

แต่สมัยนี้คงบอกไม่ได้เพราะว่า คนไทยเชื้อสายเวียตนามที่แต่งงานกับ
คนไทย คนจีน พี้นถิ่น ก็จะไม่ถือธรรมเนียมส่งธงเข้าร่วมขบวนแล้ว
แต่ในกรณีพ่อแม่ของเขยหรือสะใภ้เสียไปก่อนแล้ว
ก็จะงดส่งธงมาส่งศพ เช่นกัน

ให้สังเกตธงตระกูลเขยหรือสะใภ้ จะอยู่หลังศพในสมัยก่อน



อีกภาพครับเป็นภาพสมัยงานศพคุณยายทวด เมื่อ 20 ปีกว่า
ลองสังเกตธงสีดำที่ว่านะ สมัยนี้จะเปลี่ยนมาเดินนำหน้าศพแล้วโดยต่อจากธงสีน้ำเงินขาวนั่นเอง



ธงทั้งสองแบบนี้ จะปักไว้ที่บ้านงานจนกว่าจะถึงพิธีเคลื่อนศพ
มีเคล็ดว่า พอศพลงหลุมปุ๊บ คนถือจะลดธงลงทางตะวันตกเสมอ
แล้วก็พับธงเก็บทันที
เมื่อก่อนตอนพิธีเคลื่อนศพจะใช้คนถือเดินคู่กันเป็นแถว ๆ
แต่ตอนหลัง ๆ จะติดไว้กับรถศพ ค่อยไปถือกันตอนถึงสุสาน
ภาพนี้เป็นงานศพคุณยาย เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว



ในขบวนเคลื่อนศพจะมีคนเดินนำทิ้งกระดาษเงินกระดาษทอง
และข้าวสาร เป็นระยะ ๆ นำขบวน มักเลือกผู้เป็นม่าย หรือคนโสดที่มีอายุ

ถัดมาจะเป็นรถที่นำรูปหน้าศพ และเครื่องเซ่นไหว้ นำหน้าศพ
หลาน ๆ ทุกชั้น จะต้องเดินตามรถคันนี้ ยกเว้นลูกๆ เท่านั้นที่จะไป
เดินตามหลังศพ แต่ปัจจุบันก็เดินกันมั่ว ๆ แล้วแต่ใครอยากเดินตรงไหน



ลูกสาว และสะใภ้ต้องเดินตามหลังศพ และใช้หมวกผ้าปิดหน้าปิดตา
แต่ปัจจุบันมันร้อน จะเปิดบ้างก็ไม่เป็นไร ไม่มีใครว่า



ออ ธรรมเนียม อีกอย่างลูกต้องเดินตามศพพ่อแม่ด้วยเท้าเปล่า ๆ
ให้ดูภาพตอนคุณยายทำหน้าที่สะใภ้คุณทวดนะครับ
คุณยาย (ชุดขาวริมสุด) จะไม่ใส่รองเท้า



แต่พองานศพยายเอง ยุคสมัยเปลี่ยนไป ลูก ๆ ก็จะใส่รองเท้าเดินกัน
เพราะผู้ใหญ่บอกว่าใส่ ๆ ไปเถอะเดินร้อน ๆ เท้าพองเดี๋ยวจะแย่เอา....



อีกคนที่สำคัญคือ คนเดินกั้นศพ (เดินถอยหลัง)
ซึ่งจะเป็นตำแหน่งของหลานชายคนโตผู้สืบสกุล
หรือถ้าไม่มีก็จะเป็นลูกชายผู้ตายก็ได้ จะเดินตรงนี้คนเดียวไม่เดินหลายคน
อาจเพราะเดี๋ยวพลาดเดินเหยียบเท้ากันวุ่นวายก็เป็นได้
ส่วนถ้ามีลูกชายหลายคนก็จะให้ไปเดินตามศพกับพวกลูกสาว ลูกสะใภ้



ให้ดูรูปขบวนพิธีเคลื่อนศพเปรียบเทียบกัน 2 ยุคนะครับ
ยุคสัก 20 ปีเศษมานี้จะมีการเช่าที่ครอบโลงศพตามแบบไทย
มาใช้แทนแบบเก่า โดยอาจเป็นตามสมัยนิยมขณะนั้น
ภาพนี้เป็นงานศพคุณยายทวดผม



ส่วนในยุค ประมาณ 50 ปีก่อนนั้น ก็จะได้บรรยากาศประมาณนี้



เมื่อศพถึงสุสานแล้วก็จะมีการจอดรถเพื่อทำพิธีไว้อาลัยที่ศาลา



แต่สมัยก่อนไม่มีศาลาก็จะเข็นศพไปพิธีที่หลุมศพเลย



ตระกูลผมเป็นชาวไทยเชื้อสายเวียตนามยุคใหม่
นับถือ เคร่งครัดในพุทธศาสนา ก็จะเพิ่มการสวดและทอดผ้าบังสุกุลเข้ามา



ฮวงซุ้ยแบบเวียตนามนั้นมักจะถูกเตรียมไว้ก่อนเสมอในยุคก่อน ๆ
ลองสังเกตที่หลุมนะครับปูนจะเก่าแล้ว แต่การขุดหลุม
ทำได้สวย เรียบร้อย พอบรรจุศพเข้าไปก็จะใช้แผ่นปูนปิด
กลบดินก็เป็นเสร็จเรื่องกัน



แต่พอยุคใหม่งานคุณยายเตรียมฮวงซุ้ยไม่ทันเสร็จ ได้แค่ในรูปนี้
ลองสังเกตการขุดหลุมนะครับ ไม่ค่อยสวยแล้ว ต้องใช้อิฐวาง
เพราะระดับดินไม่เท่ากัน เด็กรุ่นใหม่ ๆ ก็ไม่เคยขุดเคยทำกัน



แต่ถ้าเป็นกรณีเสียชีวิตกระทันหัน ก็จะแค่ขุดหลุมฉาบปูนแล้วหย่อน
โลงลงไปใช้แผ่นปูนทับแล้วค่อยก่อตัวฮวงซุ้ยขึ้นที่หลัง
รูปนี้เป็นงานศพพี่สาว ลูกของลุงผมเอง ลองสังเกตหลุมนะครับ
ไม่ลึกเลย เป็นหลุมตื้น ๆ แต่การฝังศพต้องให้ศพลงดิน
จะให้ศพอยู่บนดินไม่ได้ (เช่นการวางบนกล่องปูนในวัด)
ถือกันมาก ว่าอัปมงคล ลูกหลานจะไม่เจริญ



เวลาก่อนฝังศพ ก็จะยกศพไปตั้งไว้ที่หลุมแล้วพูดอะไรอีกนิดหน่อย



ก่อนจะใช้เชือกดึงโลงศพแล้วยกเหล็กที่วางพาดออกหย่อนลงไปแบบนี้



แล้วค่อย ๆ เลื่อน ค่อย ๆ ดันโลงศพ เข้าไปในหลุม ก่อนจะใช้แผ่นปูนโบกปิดทับ แล้วเขี่ยดินกลบหลุม พอถึงตอนนี้ลูกหลานก็จะถูกไล่กลับบ้าน
ไม่ให้ดูต่อ ยกเว้น ลูกชาย ที่ต้องคอยดูความเรียบร้อย



พิธีหลังจากนี้ จะเว้นไป 1 วันหลังจากฝังศพ โดยมีแค่วันรุ่นขึ้นของการ
ฝังศพลูกหลานจะมาเยี่ยมศพเป็นการภายในไม่มีพิธีอะไร

และเมื่อครบ 3 วันของการฝังศพจะมีพิธี "เปิดประตูผี"
คือการเซ่นไหว้บอกกล่าวเจ้าที่ และบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปก่อนหน้า
ให้รับทราบการตาย และโปรดให้ผู้ตายอยู่ร่วมด้วยในสุสานแห่งนี้
จะมีข้อปลีกย่อยอีกมาก ในการทำพิธี เช่น การหว่านเมล็ดงา
เมล็ดข้าวตอก ถั่ว ที่ผ่านการคั่วแล้ว รอบ ๆ หลุมศพ
(เป็นสัญลักษณ์ว่าผู้ตายเปรียบได้กับเมล็ดพันธุ์ที่ตายแล้วเป็นการเตือนวิญญาณผู้ตายให้รับทราบด้วยนะ)

พิธีก็จะมีการเซ่นไหว้ผู้ตายอีก เมื่อครบ 50 วันครั้งหนึ่ง
แล้วก็ทำพิธีใหญ่เมื่อครบ 100 วันอีกครั้งหนึ่ง
เพื่อทำพิธีรวมวิญญาณผู้ตายเข้าทำเนียบบรรพบุรุษ เป็นเรียบร้อย
โดยจะถือกันว่าเป็นวิญญาณสะอาดแล้ว

แต่ในห้วงก่อน 100 วันถือว่าวิญญาณยังไม่สะอาดหากินเองไม่ได้
ลูกหลานต้องไหว้ น้ำ ข้าวปลาอาหารที่โต๊ะไหว้ 3 มื้อ
โดยมีข้อห้ามอย่างเดียวคืองดไห้วอาหารที่เป็นเส้น ๆ
แต่หลังจากนี้ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งบรรพบุรุษ ไหว้รวมกันได้แล้ว

ให้ดูภาพฮวงซุ้ยของคุณยายตอนทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
คุณยายผมต้องนอนหลับอย่างสงบโดดเดี่ยวที่นี่มาสัก 8 ปีแล้ว
เพราะคุณตาเสียไปก่อนหลายสิบปี
คุณตาจึงไปนอนรวมกันกับคุณทวดทั้งสอง (คุณตาเป็นลูกชายคนเดียว)
ผมจะมาเยี่ยมคุณยายที่นี่ทุกครั้งที่มีโอกาสกลับบ้าน
มันทำให้ผมคิดถึงวันเก่า ๆ ที่ผมเคยอยู่กับคุณยายตอนเด็ก ๆ หลายสิบปี



อีกภาพเป็นฮวงซุ้ยของคุณตาทวด คุณยายทวด และคุณตา ที่ปรับปรุงใหม่ให้สวยงามตามสมัยนิยม



บล๊อกหน้าผมจะเล่าเรื่องรายละเอียดในสุสานให้ฟังพร้อมกับนำเสนอภาพชุดที่หาชมได้ยาก รอติดตามกันนะครับผม




Create Date : 17 พฤษภาคม 2553
Last Update : 19 พฤษภาคม 2553 23:07:42 น. 51 comments
Counter : 9085 Pageviews.

 
สุสานในใจคนไทย
คือความเสียหายในวินาทีนี้

เศร้าใจครับพี่



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 พฤษภาคม 2553 เวลา:11:15:06 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 20 พฤษภาคม 2553 เวลา:7:43:12 น.  

 
ตามมาอ่านจากห้องสมุด พึ่งเคยได้เห็นพิธีแบบญวนจริงๆ ที่บ้านเรามีเชื้อญวนเหมือนกันค่ะ แต่ไม่ได้มาจากนาจอก เวลามีงานศพ ที่บ้านเรียกพระจากวัดญวน นิกายอันนัมมาสวดแล้วก็ทำกงเต็กแบบจีน


โดย: Vitamin_C วันที่: 20 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:44:28 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่พีร์









โดย: กะว่าก๋า วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:7:36:37 น.  

 
ตอนนี้ก็ทราบแล้วว่าเขาฝังใต้ดินค่ะ

ที่โคราชมีผลกระทบคือ ไปทานข้าวนอกบ้านต้องรีบกลับ ห้ามสาหร่าย ( แปลว่าเลื้อยไปเรื่อย ) ค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:35:22 น.  

 
ลืมตอบว่า ในรูปไม่มีรูปเราค่ะ ยังอายกล้องอยู่


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:38:44 น.  

 
แต่ก่อนเคยทำงานกับเจ้านายที่เป็นชาวเวียดนามด้วยค่ะ
พี่เค้ามาแต่งงานกับลูกชายของเถ้าแก่
พูดกันทีไรต้องไทยแปลไทยตลอด

...แถวบ้าน(หรืออาจทั้งจังหวัด)ดูสงบดีค่ะพี่
อย่างที่รู้ๆว่าแถวนี้หือกันไม่ขึ้น
ชาวบ้านเค้าไม่เอาด้วย
ทำมาหากินไปวันๆสบายใจกว่าเยอะ
ก็มีเหมือนกันค่ะที่ไปรับจ้างประท้วงในรอบแรก
กลับมาเพื่อนๆแทบไม่อยากเสวนาด้วย
เค้าบอกว่าถ้าเห็นแก่เงินแค่นั้นแล้วไปดิกลับมาหากินแถวนี้อีกทำไม
ส่วนพวกมีสีก็อย่าไปยุ่งกะเค้าดีกว่า
อย่างที่พวกสื่อเค้าว่าอ่ะใช่เลย
ตำรวจมะเขือเทศ ทหารแตงโม


โดย: มัยดีนาห์ วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:16:04:22 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่พีร์








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 22 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:01:02 น.  

 
ที่บ้านเราฝังค่ะ คงเพราะว่าแต่งกับคนจีน ก็เลยค่อนข้างไปทางจีนซะเยอะ

วัดนิกายอันนัม ใน กทม เราเคยไปแค่ 2 วัดเองค่ะ แล้วที่นครพนมไม่มีเหรอคะ ชาวญวนอยู่เยอะ น่าจะมีบ้างนะคะ?


โดย: Vitamin_C วันที่: 22 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:18:24 น.  

 
สวัสดีค่ะ

ขอบคุณที่ไปเยี่ยมนะคะ

555 หมิงหมิงดังมากในบล็อกแก๊งแห่งนี้ค่ะ
ดังนั้น ไม่ว่าจะไปบล็อกไหนก็จะเจอหนุ่มน้อยคนนี้


โดย: สีฟ้าใส วันที่: 22 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:36:22 น.  

 


โดย: ดาวมฤตยูเทพร่ำไห้ วันที่: 22 พฤษภาคม 2553 เวลา:21:50:13 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่









โดย: กะว่าก๋า วันที่: 23 พฤษภาคม 2553 เวลา:7:11:29 น.  

 
ไม่ค่อยได้เข้าบล็อกตามเคยค่ะ

พิธีก็จะคล้ายคนไทยเนาะ มีเป็นช่วง 50 วัน 100 วัน อะไรทำนองนี้ การบันทึกเรื่องราวอะไรไว้ก็ดีเนาะ เพราะว่าเล่าหรือพูด ฟัง ๆ ไปแล้วก็ลืม จะว่าไปมีบล็อกก็ดีเหมือนกัน เป็นสมุดไดอารี่เล่มโตเลยทีเดียว

เขียนเรื่องราวไทยเวียดนามมาได้หลายตอนแล้วนะ

แล้วตกลงโรงเรียนเปิดเมื่อไหร่คะ แล้วช่วงที่ผ่านมาไม่ได้กลับต่างจังหวัดเหรอคะ ไหน ๆ ก็เลื่อนเปิด

สรุปว่าช่วงที่ผ่านมา วันพุธ บริษัทให้กลับบ้านหลังครึ่งวันพอดีค่ะ ดีแล้วเพราะไม่งั้น ถ้าเป็นช่วงบ่ายใกล้เย็นคงวุ่นวายแน่

ส่วนพฤหัส กับศุกร์ ก็เลยได้หยุดค่ะ เป็นกรณีพิเศษ เพราะอะไร ๆ ก็ยังไม่เข้าที่


โดย: รัชชี (รัชชี่ ) วันที่: 23 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:24:37 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 24 พฤษภาคม 2553 เวลา:7:40:58 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่










โดย: กะว่าก๋า วันที่: 25 พฤษภาคม 2553 เวลา:7:33:01 น.  

 
ขอบคุนนะคัฟที่เอารื่องดีๆมาเล่าสูกกันฟัน
ขานดผมเปนลูกหลานชาวบ้านนาจอกแท้ยังไม่เคยรู้ลายละเอียดเรื่องพวกนี้เลย รู้แค่เพียงตรุษจีนต้องไปล้าง ทำความสะอาด เพื่อแสดงความกตัญญู


โดย: ออฟ IP: 125.25.190.4 วันที่: 26 พฤษภาคม 2553 เวลา:15:34:24 น.  

 
น้อง ออฟ เป็นลูกหลาน Ban MaY เหมือนกันเหรอเนี่ย...

แล้วตอนนี้ยังอยู่ที่นาจอกมั๊ย

หรือว่าไปเรียนไปทำงานทีอื่น ...

เผลอ เผลอ เราอาจเป็นญาติกันนะเนี่ย 555

พี่เกิดในยุครอยต่อระหว่างความเปลี่ยนแปลง

เก่า - ใหม่ ก็อาจจะได้เปรียบบ้างที่พอรู้ภาษาเวียตนาม

ซึ่งมันเป็นกุญแจดอกสำคัญ ในการไขไปสู่ความรู้

ที่เคยสงสัยตอนเด็ก ๆ

ข้อมูลได้จากความทรงจำ และการบอกเล่า อาจมีผิดพลาดและคลาดเคลื่อนไปบ้างนะครับ ถ้าสงสัยลองถามผุ้ใหญ่ที่บ้านดูอีกทีนะ

ปล. ถ้าสะดวกจะบอกชื่อ แซ่ จะให้เมล์ไว้คุยกันครับ


โดย: peeradol33189 วันที่: 30 พฤษภาคม 2553 เวลา:18:35:57 น.  

 
คือบ้านผมอยู่ในเมืองคับ

แต่บ้านย่าอยู่ที่นาจอก

แต่ตอนเด็กๆเคยอยู่ที่นาจอกเลยได้เคยภาพเหล่านี้มาบ้าง

แต่ก็ไม่ได้รู้รายละเอียดอะไรมากมาย

ตอนนี้ผมเรียนอยู่ที่กรุงเทพคับ

แต่กลับบ้านไปก็ต้องไปเยี่ยมย่าที่นาจอกทุกครั้ง



โดย: ออฟ IP: 113.53.40.181 วันที่: 2 มิถุนายน 2553 เวลา:1:38:21 น.  

 
ออ รับทราบ ๆ

ตอนใหม่ "บ้านเคยอยู่กำลังจะอัพแล้วนะครับ"

ลองตามอ่านได้นะออฟ

อืมม์ ถามมากไปป่าวเนี่ย ย่าเรานามสกุลอะไรเหรอ ?


โดย: peeradol33189 วันที่: 7 มิถุนายน 2553 เวลา:10:55:34 น.  

 
ไม่เปนไรคับ

นามสกุลย่าหรอคับ จำไม่ได้ว่าอะไร

แต่ย่าชื่อ บ่าเยียว อ่ะคับ

บ้านอยู่ใกล้ๆ กับบ้าน ป้าแอมที่ขายขนมออ่ะคับ

บอกไปไม่รู้พี่จะรู้รึป่าว แต่ในรูปแอบเห็นคุณลุงร้านปิยะมิตรด้วยอ่ะ(ถ้าจำไม่ผิดนะ)

บ้านเราอาจจะรู้จักกันก็ได้นะคับ


โดย: ออฟ IP: 158.108.125.237 วันที่: 7 มิถุนายน 2553 เวลา:17:41:34 น.  

 
555 น้องออฟ เราเป็นญาติกันนะ เนี่ย...

เป็นญาติกันแบบนี้นะพี่จะเล่าให้ฟัง

บ่าเยียว เป็น อาแท้ ๆ ของยายพี่ (แม่ร้านปิยะมิตร)

ดังนั้น พ่อของออฟ คงมีศักดิ์ เป็นลูกพี่ลูกน้องกับยายพี่

พวกเรารุ่นหลัง ๆ ก็ไม่ค่อยรู้จักกันนะ

แต่บ้านนั้นพี่รู้จัก นิวัฒน์ ไม่แน่ใจว่าลูกใคร
แต่เป็หลานบ่าเยียวแระ เรียนมาด้วยกันครับ


โดย: peeradol33189 วันที่: 8 มิถุนายน 2553 เวลา:10:51:44 น.  

 
อ๋อ

นิวัตน์

เปนพี่ชายออฟเองคับ

555 โลกกลมจิงๆ


โดย: ออฟ IP: 158.108.102.195 วันที่: 16 มิถุนายน 2553 เวลา:15:45:04 น.  

 
555 เหรอ ไม่ยักรู้ว่า แอ๊ดดี้ มีน้องเล็ก ๆ แบบนี้ด้วย


โดย: peeradol33189 วันที่: 17 มิถุนายน 2553 เวลา:10:52:20 น.  

 
อ๋อ

เปนลูกหลงอ่ะคับ


โดย: ออฟ IP: 158.108.125.162 วันที่: 19 มิถุนายน 2553 เวลา:20:53:02 น.  

 
เออคงรู้จักอำเภอท่าบ่อ จ หนองคายนะครับ

ที่นั่นก็มีคนเชื้อสายเวียดนามเยอะ

ไม่ใช่เยอะธรรมดาเยอะมากๆ

งานศพจริงๆเหลนต้องใช้ผ้าเหลืองนะ

ไหนๆก็ลองไปดูนะครับ



โดย: บอส IP: 192.168.1.106, 124.121.183.113 วันที่: 6 ตุลาคม 2553 เวลา:19:13:04 น.  

 
ตามธรรมเนียมของงานศพที่เวียดนามแบบฉบับดังเดิมเหลนต้องใส่ผ้าผูกหัวสีเหลือง ส่วนโหลนใส่ผ้าผูกหัวสีแดง
แต่ในบางพื้นที่สลับกัน เพราะว่ามีน้อยคนที่จะมีโหลน ซึ่งการที่มีโหลนถือว่าเป็นโชคดี ชั้นโหลนจึงผูกผ้าไว้ทุกข์สีแดง เพราะฉะนั้นบางพื้นที่จึงเปลี่ยนธรรมเนียมเล็กน้อย จึงเกิดการสลับกันระหว่างผ้าไว้ทุกข์ของชั้นเหลนและชั้นโหลน ด้วยความต้องการที่อยากบอกให้คนทั่วไปรู้ว่างานศพนี้เป้นงานศพของคนแก่และสูงอายุมากๆ ครับ


โดย: Dang Minh Quang IP: 113.22.68.185 วันที่: 17 ธันวาคม 2553 เวลา:16:00:27 น.  

 
ขอบคุณ คุณ บอส
และคุณ Dang Minh Quang นะครับที่
ร่วมแบ่งปันข้อมูล


โดย: peeradol33189 วันที่: 24 มกราคม 2554 เวลา:14:31:09 น.  

 
สมัยนี้บ้านผม

ไม่มีการใส่เสื้อขาวกางเกงขาวแบบของลูกชายลูกสาวแล้ว

เพราะยุคสมัยเปลี่ยนเลยปนไปกับพระพุทธศาสนา

มีการบังสุกุลเข้ามาด้วย

อยู่บ้านผมมีแต่การคาดผ้าไว้บนศรีษะเฉยๆครับ

แต่การใช้ผ้าทำหมวกแหลมยังมีอยู่

แต่จะทำเฉพาะส่งศพเท่านั้นนะครับ


โดย: บอส IP: 49.48.147.56 วันที่: 3 เมษายน 2554 เวลา:17:06:38 น.  

 
คุณบอส ชุดขาวแบบตัด ที่นาจอกยังมีช่างอยู่หลายคน
แต่ตอนหลังบางบ้างก็ใช้ชุดขาวแบบปฏิบัติธรรมกันแล้ว
และเย็บหมวกแหลม และผ้าคาดเพิ่มเติมเท่านั้นเอง


โดย: peeradol33189 วันที่: 27 เมษายน 2554 เวลา:9:40:11 น.  

 
และตอนกลางคืนจะสวนอภิธรรมศพแทนครับ

แต่เห็นญาติบอกว่าสมัยก่อนไม่มีสวดอภิธรรมแบบพุทธ

มีแต่สวดแบบคนเวียด

และก็ให้ใส่ชุดคล้ายผ้าถุงและทำชุด

สมัยผมไม่มีชุดแล้วพาดผ้าอย่างเดียว

แล้วเหลนจะพาดผ้าเหลืองครับ

โหลนค่อยผูกผ้าแดง

แล้วพิธีก่อนนำศพเข้าโลงอยู่นาจอก

ได้ให้ญาติเดินเป็นวงกลมแล้วคนแก่โปรยข้าวมั้ยครับ

ที่บ้านผมมีและก็มีหลายอย่างวุ่นวายไปหมด

หลังเอาศพเข้าโลงแล้วจะทำพิธีใหว้แบบคนญวนต่ออีก

แล้วคุณpeeradolรู้มั้ยครับว่าแถบหนองคายมีคนญวนเยอะ


โดย: บอส IP: 223.206.220.18 วันที่: 29 พฤษภาคม 2554 เวลา:19:17:01 น.  

 
แถบบ้านผม

ลูกชาย จะผูกผ้าสีออกไข่หน่อย ผูกแบบปล่อยปมไปทางด้านหลัง

ส่วนหลายทั้งชายและหญิง ผูกผ้าขาวรวบเข้าหมด

ลูกสาวจะเอาผ้าสีออกไข่ๆเหมือนกับของลูกชายทำเป็นหมวกแหลม

แต่สะใภ้บางคนที่เป็นคนไทยจะไม่ค่อยรู้ก็เอาคลุมหัวเฉยๆ

555

ส่วนเหลนก็สีเหลืองอย่างที่บอกไป

แล้วตอนเคลื่อนศพก็โปรยกระดาษเงินกระดาษทอง

โลงศพแถบบ้านผมจะทำแบบง่ายสีแดง

และก็เขียนตัวดีไว้ที่หัวโลงที่ตรงกับหัวศพ

ตัวดีคือ เดิ่ว ที่แปลว่าหัวน่ะครับ คนแก่จะได้รู้ว่าไหน

คือหัวของศพ รู้จักนะครับคำว่าเดิ่ว



โดย: บอส IP: 223.206.220.18 วันที่: 29 พฤษภาคม 2554 เวลา:19:28:46 น.  

 
คุณบอส
รู้สึกดีทุกครั้งที่รู้ว่ามีคนเข้ามาแลกเปลี่ยนกัน
ตอบที่ถามก่อนนะ
1.ทราบครับว่าชาวเวียตที่หนองคายมีมากโดยเฉพาะท่าบ่อ
2.ตอนบรรจุศพเข้าโลงที่นี่เรียก เหลื่ม ไม่มีพิธีเดินวงกลมที่ว่าจำได้ว่าเค้าจะดูฤกษ์กันนิดหน่อย แต่ถ้าไม่ถือมากจะเลือกตัวเลขเวลาเดียวกันกับที่เสียเป็นฤกษ์บรรจุศพ
เช่น เสีย 8 โมงเช้า ก็บรรจุศพ สองทุ่ม
จะมีแต่คำพูดเรียกวิญญาณ ให้มารับทราบการตายโดยการใช้ไม้ยาว ๆ แทงอากาศไปทางหน้าต่างแล้วเรียก เป็นภาษาเวียต
3. ผ้าสีไข่ไก่ น่าจะเป็นผ้าดิบ สมัยก่อนที่นาจอกก็เคยใช้แต่ตอนหลังเลิกแล้วครับใช้ผ้าขาวแทน
4. คำว่า เดิ่ว รู้จักครับ ผมเป็นคนสุดท้ายในบ้านมั้งที่พอจะอ่านออกเขียนได้บ้างครับ
5. ที่นาจอกการไหว้จะไม่เกิดขึ้นเลยครับถ้าศพยังไม่ฝังครบสามวัน
6.กระทู้นี้พ้นเวลาไปนานเลยไม่ค่อยได้เข้ามาติดตาม
แต่วันนี้นึกไงไม่ทราบเข้ามาดูเลยได้ตอบคุณบอส
บังเอิญจังครับ

ปล. คุณบอสตอนนี้อยู่กรุงเทพฯ หรือหนองคายอ่ะ
ปล. 2 แอบถามอายุหน่อยครับจะได้แชร์กันว่าช่วงอายุเราสองคนใครได้เจออะไรมานานเท่าไร ...


โดย: peeradol33189 วันที่: 31 พฤษภาคม 2554 เวลา:16:56:41 น.  

 
ผมอายุ 27 ครับ

อยู่หนองคายครับ


โดย: บอส IP: 223.206.223.152 วันที่: 1 มิถุนายน 2554 เวลา:22:20:21 น.  

 
ผมอาจจะอายุน้อยกว่าคุณครับ

ยังไงฝากเนื้อฝากตัวได้

ที่ท่าบ่อมีสุสานคนเวียดเหมือนกันครับ

เป็นสุสานคนเวียดในท่าบ่อ บ้านผืออะไรพวกนี้ก็จะฝังรวมกัน

คนเวียดที่บ้านผมจะมีแต่คนแก่ๆล่ะครับที่พูดภาษา
เวียดได้คล่อง

ส่วนวัยกลางคนจะพูดปนภาษาไทย

ไม่ทราบว่าที่บ้านคุณมีการพูดภาษาเวียดปนไทย

มั้ยครับ

อย่างเช่น

ดีเหม่อตู่เยน

อะไรประมาณนี้น่ะครับ

อยู่นี้ก็มีศาลเจ้าเวียดของท่านเจิ่นฮึงด่าว

แม่ทัพเวียดนาม

แต่ไม่ค่อยมีใครเข้าแล้ว

คนเวียดก็เริ่มกลายๆแล้ว

บรรพบุรุษของคนเวียดที่ท่าบ่อหนองคาย

มาจากตอนเหนือของเวียดนาม

คือ ฮานอย นามดิ่งห์ นิงบิ่ง อะไรประมาณนี้

เวลาพูดก็พูดสำเนียงฮานอยเพี้ยนๆหน่อย

ไม่ทราบคุณพีร์เคยฟังสำเนียงฮานอยมั้ยครับ

สำเนียงเมืองหลวงหน่ะครับ

แล้วรบกวนถามด้วยว่าที่นั่น

บ้านนาจอกมีบรรพบุรุษมาจากภาคไหนของเวียดนามคครับ




โดย: บอส IP: 223.206.223.152 วันที่: 1 มิถุนายน 2554 เวลา:22:30:28 น.  

 
ผมเองก็พอเขียนได้อ่านได้เหมือนกันครับ


โดย: บอส IP: 223.206.223.152 วันที่: 1 มิถุนายน 2554 เวลา:22:32:04 น.  

 
ถึงผมจะอายุน้อยกว่าคุณมาก

แต่ยังไงก็พูดผมคุณยังงี้ไปตลอดนะครับ

มันชินแล้วน่ะครับ


โดย: บอส IP: 223.206.223.152 วันที่: 1 มิถุนายน 2554 เวลา:22:33:57 น.  

 
แต่ธรรมเนียมคล้ายๆกันน่ะครับ

เรื่องธูปตะเกียงห้ามดับ

หรือการโปรยกระดาษเงินกระดาษทองขอทางตามถนน

พิธีบ้านผมจะเอากระดาษเงินกระดาษทองแปะหน้าศพ

ก็เอาเข้าโลง

อยู่ที่นาจอกมีมั้ยครับ



โดย: บอส IP: 223.206.223.152 วันที่: 1 มิถุนายน 2554 เวลา:22:38:23 น.  

 
ขอถามซ้ำจากจ้อ3นะครับ

ผ้าสีไข่น่ะ

อยู่นาจอกใช้สำหรับชั้นลูกใช่มั้ยครับ?


โดย: บอส IP: 223.205.11.170 วันที่: 2 มิถุนายน 2554 เวลา:7:17:15 น.  

 
ตอบน้องคุณบอส

1. ที่บ้านพูดเวียตปนอีสานครับ
ถ้ากลับบ้านจะพยายามบอกแม่ให้พูดเวียตด้วย
ผลคือตอนหลัง ๆ พูดได้ยาวลื่นไหลดีกว่าเก่ามาก

2. สำเนียงเมืองหลวงน่าจะที่เรียกว่า เตียงบั๊ก มั้ง
แถวบ้านใช้สำเนียงที่เรียกว่า ตรุง หรือ จุง

3. คนแถวนี้น่าจะอพยพมาจากจังหวัด
ฮาติ่ง เหง่อาน กวางบิ่ง ซึ่งมันตรงกับพรมแดนเมืองท่าแขก ประเทศลาว ซึ่งตรงกับจ.นครพนมอีกที

4. กระดาษทองใช้แผ่นใหญ่กางออกแล้วคลุมหน้าก่อนบรรจุเข้าโลงศพครับ ไม่แน่ใจว่าแปะของคุณบอสจะเป็นแบบเดียวกันมั้ย ลองคลิ๊กดูภาพในเรื่องความเชื่อหลังความตาย ด้านบนซ้ายนะครับ

5.ศาลเจ้าพ่อด่ายเวืองที่นาจอกก่อตั้งตั้งแต่ พ.ศ. 2444
ปฎิสังขรณ์มาหลายครั้งคนเวียตนามในนครพนมนับถือกันมาเพราะมีหลายต่อหลายครั้งที่มีเหตุการณ์ประมาณว่าท่านศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเร็ว ๆ นี้พี่สะใภ้ก็ไปขอหลานได้สำเร็จ
หลังจากที่ไม่มีลูกมาเป็นปี

ถ้าสนใจลองคลิ๊กดูด้านข้าง เรื่องศาลเจ้าเวียตนามในไทยนะครับ ที่นี่เรียกว่ายังมีการ "เต๋" หรือไหว้ปีละสองครั้งแบบ original เลยขนาดที่มีรายการทีวีมาถ่ายทำบ่อย ๆ
อีกทั้งยังที่ศึกษาดูงานของนักศึกษาหลาย ๆ ที

6. ผ้าสีไข่เคยใช้ตัดชุดชั้นลูก และใช้ฉีกเป็นผ้าคาดชั้นหลานด้วย แต่ตอนหลังใช้ผ้าขาวเนื้อดี ๆ แทนแล้ว
จึงไม่แน่ใจว่าเป็นภาคใดของเวียตนามอ่ะครับ

คุณบอสสนใจคุยเอ็มกันมั้ย ???


โดย: peeradol33189 วันที่: 2 มิถุนายน 2554 เวลา:11:00:51 น.  

 
bos_zaza007@hotmail.com

นี่เมล์ผมครับคุณพีร์

พิธีบ้านผมจะเอาผ้าสีไข่ใช้เป็นผ้าคาดศรีษะชั้นลูก

เท่านั้น และทำชุดชั้นลูก

ตอบข้อ4 แบบเดียวกันครับแปะเหมือนกัน

กระดาษเงินกระดาษก็แบบเดียวกัน

บ้านคุณออกเสียงว่าเตียงเหรอครับ

บ้านผมออกเสียงว่าเตี๋ยง เสียงจัตวาครับ

บ้านผมสำเนียงภาคกลางเขาเรียกว่า

เตี๋ยงจุงครับ

อยู่ท่าบ่อมีคนภาคกลางเหมือนกันครับ

แตมีนิดเดียว

ส่วนมากมาจะแถบภาคเหนือ และเมืองหลวง

ชาวเวียดท่าบ่อ มีหลายครอบครัวนะครับ

ที่มาจากฮานอย

รวมถึงบ่าโหน่ย(ย่า)ผมด้วยครับที่มาจากฮานอย

ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าหนองคายกับนครพนม

ที่ไหนมีคนเวียดมากกว่า

บางทีอาจะพอๆกัน

ชุดไว้ทุกข์บ้านผมกับบ้านคุณก็ไม่ต่างกันครับ

แต่บ้านผมกับบ้านคุณจะต่างกันที่ชั้นเหลน

ของผมจะใส่สีเหลือง แต่ที
นาจอกจะสีแดง

ไม่ทราบว่าสีแดงทั้งหมู่บ้านหรือเปล่าครับ

สำหรับผ้าไว้ทุกข์ชั้นเหลน

และก็มีเรื่องจะชี้แจงเพิ่มครับ

ที่ท่าบ่อพวงหรีดจะเขียนภาษาเวียดแค่พวงเดียว

แต่ข้อแม้ถ้ามีญาติมาจากเวียดนาม

จะเพิ่มอีกพวงนึง

งานพี่สาวปู่ผมที่ผ่านมาก็ใช้พวงหรีดภาษาเวียด

สองพวงครับ

ผมยังสงสัยอยู่อย่างนึงครับ

ว่าทำไมสำเนียงภาษาเวียด

ที่คุณพิมมานั่น

มันค่อนข้างจะต่างกับภาษาเวียดในแถบท่าบ่อ

แต่ก็มีบางอย่างที่เหมือนกันอยู่

อาหารเวียดเนี่ย

ที่นาจอกมีแบ๋งจึงมั้ยครับ

ที่เป็นข้าวต้มมัดรูปสี่เหลียม

หรือมีแต่รูปทรงวงรีแบบหมูยอครับ?

สำหรับบ้านผมแบ๋งจึง หรือ บั๋นจึง

เป็นอาหารประจำปีใหม่เวียด

หรือ ที่คนเวียดเรียกว่า เต๊ด

จะทำเป็นรูปสี่เหลี่ยม

ใส้ข้างในเป็นหมูและถั่วเหลือง

เป็นอาหารไหว้หลักประจำเทศกาลเต๊ด

เป็นสัญลักษณ์ของเต๊ด

หรือของจีนกินบ๊ะจ่างนั่นเอง

ไม่ทราบว่านาจอกมี แบ๋งจึง มั้ยครับ








โดย: บอส IP: 223.206.223.152 วันที่: 2 มิถุนายน 2554 เวลา:19:19:40 น.  

 
และท่าบ่อจะไม่มีธงแบบนี้นะครับ

ธงขาวดำ

แต่จะเป็นธงแดงเขียนภาษาเวียด(บางงานศพเท่านั้น)


โดย: บอส IP: 223.206.223.152 วันที่: 2 มิถุนายน 2554 เวลา:19:23:05 น.  

 
ตอบคุณบอส
1. แบ๋งจึง ไม่นิยมครับแต่มีห่อเป็นบางบ้าน
ส่วนใหญ่จะนิยม แบ๋งไต่ (สรุปคือมื)

2. ที่นี่จะมีงานเทศกาลใหญ่อีกอย่างคือ
งานวันเกิดของท่านโฮจิมินทร์ จัดทุกปี ไม่แน่ใจว่าวันที่ 13พฤษภาหรือป่าว เพราะอันนี้จัดหลังจากที่ผมย้ายไปเรียนไปทำงานที่กรุงเทพฯ อืมม์ น่าจะตั้งแต่จัดตั้งหมู่บ้านมิตรภาพไทยเวียตนามเมื่อ 4-5 ปีมานี้

3. ออกเสียงว่า teng (เตี๋ยง) นั่นแระครับ
ผมไม่ค่อยจะแม่นเมื่อพิมพ์เป็นภาษาไทย

4.เท่าที่ดูจากการคุย ถ้าคุณบอสบอกว่าบาโหน่ยมาจากฮอยอัน แสดงว่าชั้นตายาย ปู่ย่า เพิ่งมาเหรอครับ
ถ้าเป็นอย่างนั้นแสดงว่าเรื่องภาษา และวัฒนธรรมต่าง ๆ คงยังเข้มข้นกว่าที่นี่แน่นอนเลยเพราะที่นาจอก
ร้อยละ99 เป็นเวียตนามเก่าที่นาจะยายมาก่อนช่วงสงครามอินโดจีนอ่ะครับ

3.ที่นครพนม มุกดาหาร หนองคาย มีสมาคมชาวเวียตมากพอพอกันอ่ะครับเท่าที่ทราบ

ปล.ผมขอแอดคนที่ชื่อเหมือนนายกไปแล้ว
คุยทาง face กันดีกว่านะครับ


โดย: peeradol33189 วันที่: 3 มิถุนายน 2554 เวลา:10:34:48 น.  

 
ไม่ใช่ฮอยอันครับฮานอย

บ่าโหน่ยเกิดที่ลาวครับเกิดที่หลวงพระบาง

แต่พ่อแม่ของบ่าโหน่ย(ย่า) มาจากฮานอย(เมืองหลวงเวียดนาม)

แต่ปู่(องโหน่ย)เกิดที่เวียดนามเลยครับ

เกิดที่นามดิ่งห์

ผมจะออนเฟซเป็นบางครั้งครับ

ท่าสะดวกคุยกันในเอ็มดีกว่าครับ

บ้านผมจะนิยมกินแบ๋งจึงรูปสี่เหลี่ยมมากกว่าครับมีทุกบ้าน

แบบวงรี(แบ๋งไต่)ไม่ค่อยมีเท่าไหร่

และปัจจุบันก็มีญาติห่างๆอยู่ที่เวียดนามเป็นน้องปู่ครับ

บรรพบุรุษของชาวท่าบ่อ หนองคาย จะย้ายมาช่วงสงคราม

อินโดจีน และสงครามเวียดนาม

ส่วนเทศกาลเวียดนามในท่าบ่อจะมีแค่เทศกาลเต๊ด

จะมีนายอำเถอ นายยกเทศมนตรี เป็นเจ้าภาพ

จะเชิญนักร้องจากเวียดนาม

และกินโต๊ะจีนกันโดยมีแขกเป็นคนเวียดจากท่าบ่อ

หนองคาย และ อุดรธานี

ที่คุณถามมาว่าวัฒนธรรมที่ท่าบ่อยังเข้มข้นกว่าที่นั่นหรือเปล่า

ผมว่าไม่

เพราะคนเวียดที่ท่าบ่อคิดว่าตัวเองเป็นคนไทยสัญชาติไทย

ก็เลยไม่เคร่งครัดพิธีเก่าๆซักเท่าไหร่

พอพูดเรื่องเวียดก็จะส่ายหัวทันที

เพราะสมัยก่อนนั้น

ที่ท่าบ่อจะมีคนไทย(อีสาน)คอยกดขี่

ล้อเลียนว่าแกวบ้าง

คนไทยรู้ว่าบ้านไหนเป็นคนเวียด

จะเข้าไปทุบทำลายข้าวของในบ้านคนเวียด

และเดินขบวนขับไล่เขาไม่อยากให้คนเวียดอาศัยอยู่ในไทย

อยากให้คนเวียดกลับประเทศไป

ประมาณว่ากลัวลัทธิคอมมิวนิสต์จะแซกซึมการปกครองของไทย

ทำให้พวกเขาอยากเป็นคนไทยเต็มตัว

แต่คิดว่าสมัยนี้คงไม่มีคนพวกนั้นแล้วครับ

ถ้าถามว่ายังมีประเพณี วัฒนธรรมอยู่มั้ย

ยังมีอยู่

แต่จะเฉพาะคนแก่เท่านั้นที่เคร่งครัดเรื่องพวกนี้ครับ


โดย: บอส IP: 223.205.11.170 วันที่: 3 มิถุนายน 2554 เวลา:16:57:32 น.  

 
คุณพีร์คงเคยได้ยินเรื่องการกวาดล้างคนเวียดอยู่นะครับ

คนเวียดที่อพยพมาลำบากมาก

ต้องหลบใต้ถุนบ้าง

ต้องโดนไล่ลาบ้าง





โดย: บอส IP: 223.205.11.170 วันที่: 3 มิถุนายน 2554 เวลา:16:59:32 น.  

 
เคยได้ยินครับ
ผลพวงจากครั้งนั้น
ทำให้การสอนภาษาเวียตนาม
หายไปจากบ้านนาจอกกว่า 30 ปี

ยุคฟ้าใหม่ของนาจอกเริ่มต้นช่วงที่
นายกทักษิณ มีดำริให้หมู่บ้านแห่งนี้
เป็นหมู่บ้านมิตรภาพไทยเวียตนาม


โดย: peeradol33189 วันที่: 6 มิถุนายน 2554 เวลา:14:05:47 น.  

 
แล้วที่บอสคุณพีร์

มีพวกแกงเซียวก๋า

ก๋าคอมั้ยครับ

ยายผม(บ่าหงว่าย) ชอบทำให้กินประจำ

อยู่นี้ก็เลยไม่มีใครกล้ายอมรับว่าตัวเองเปนคนเวียด

สว่นมากรุ่นย่า จะเกิดที่ลาวครับ

แต่รุ่นทวดเกิดที่เวียดนามเลยครับ


โดย: บอส IP: 223.206.220.237 วันที่: 21 มิถุนายน 2554 เวลา:16:54:08 น.  

 
ยังไงครั้งหน้า

กรุณาเอาภาพงานศพปู่คุณพีร์มาด้วยนะครับ

อยากดูว่าพิธีของคนเวียดที่นาจอกเดี๋ยวนี้เป็นยังไง


โดย: บอส IP: 223.206.220.237 วันที่: 21 มิถุนายน 2554 เวลา:17:28:11 น.  

 
คุณบอส
บล๊อกตอนแรกเกี่ยวกับงานปู่ผมเขียนแล้ว
ตอน การตั้งแต่งศพแบบเวียตนามที่นาจอก

รออีกสองสามวันก็คลิ๊กดูได้เลยครับ
สงสัยนิดครับว่า
คุณบอสเลือกที่ group blog เป็นมั้ย

ด้านบนซ้ายนะครับ

จากนั้นเลือกที่ all blog อีกที
เลือกเรื่องย่อยดูนะครับมีเยอะหลายเรื่อง

ส่วนเรื่องที่ผมคุยไว้ข้างบน

อีก 2- 3 วันนะครับจะได้ชม


โดย: peeradol33189 วันที่: 23 มิถุนายน 2554 เวลา:15:41:46 น.  

 
ก๋าคอ มีครับ รวมทั้งถิดคอ

ส่วนแกงเซียวก๋า ไม่รู้จักอ่ะครับ

แต่ถ้าได้เห็นรูปคงนึกออก

เพราะเราอาจเรียกไม่เหมือนกันเนาะว่ามั้ย


โดย: peeradol33189 วันที่: 23 มิถุนายน 2554 เวลา:15:45:36 น.  

 
สวัดดีครับ ยินดีที่รู้จักทั้งสองท่าน ผมคนหนองคายครับ ออกจากหนองคายไปอยู่ที่ขอนแก่นตอนอายุ5ขวบ แต่น้องชายอยู่ท่าบ่อ น้องสาวอยู่ศรีเชียงใหม่ครับ


โดย: คนแซ่เหวียน IP: 183.88.43.13 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:21:18:45 น.  

 
ไม่ทราบว่าจะเข้ามาช้าไปหรีอเปล่า


โดย: คนแซ่เหวียน IP: 183.88.43.13 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:21:20:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

peeradol33189
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




Air SurOundinG mE liKe mY besT frIendS !
แจกฟรีแบ๊คกราว
Friends' blogs
[Add peeradol33189's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.