Air SurOundinG mE liKe mY besT frIendS !
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2553
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
16 พฤษภาคม 2553
 
All Blogs
 
ความเชื่อหลังความตายของชาวเวียตนาม ที่บ้านนาจอก



                                       ผมเกิดและโตที่หมู่บ้านนาจอก  (làng Bạn Mạy)

บ้านเกิดหลังเก่า (โบราณ) ของผมนั้นมีการตั้งศพบรรพบุรุษมามากต่อมาก
ผมจึงได้ทันเห็นความเปลี่ยนแปลงของธรรมเนียมปฏิบัติ
เกี่ยวกับธรรมเนียมงานศพ ตั้งแต่รุ่นเก่า ๆ ถึงรุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบัน



ค้นดูผมก็พบว่าผมมีภาพงานศพของบรรพบุรุษหลายชุดอยู่ในมื่อ
ตั้งแต่ยุคเกือบ 50 สิบปีที่แล้ว 20 ปีที่แล้ว จนกระทั้ง 8 ปีที่แล้ว
การเล่าเรื่องตอนนี้ขอท่านผู้อ่านอย่างได้นึกว่าเป็นแก่นสารอะไร
ขอให้นึกว่าเป็นแต่เพียงการเล่าเรื่องจากความทรงจำ
ของคนไทยเชื้อสายเวียตนามรุ่นใหม่คนหนึ่ง เท่านั้น

ความเชื่อหลังความตายของชาวเวียตนามก็คือ
การคืนสู่ดินแดนของบรรพบุรุษ ที่จะอยู่กันครบถ้วนสำหรับผู้ล่วงลับไปก่อน
แต่วิญญาณที่ออกจากร่างจะได้ไปอยู่ในทำเนียบบรรพบุรุษ
ก็ต่อเมื่อได้ทำพิธี ทีเรียกว่า "เญิบโต๋" ซึ่งแปลว่าการรวมเข้ากับบรรพบุรุษ
โดยมากทำเมื่อครบ 100 วัน (แต่เมื่อก่อนน่าจะกินเวลานานถึง 2 ปี)


                               หากมีการตายเกิดขึ้นชาวบ้านที่นี่นิยมตั้งไว้ศพในบ้าน
                                 คนยุคเก่านิยมแต่งกายให้บรรพบุรุษด้วยสีแดง

และทอดร่างผู้วายชนม์ไว้ตรงกลางบ้าน มีฉากผ้ากั้น หรือกางมุ้งครอบไว้ รอเวลาทำการบรรจุศพ



โดยมากการบรรจุศพมักทำกันเป็นการภายในลูกหลาน
แต่สมาคมหมู่บ้านจะส่งคนมาตีกลองเป็นจังหวะต่อเนี่อง
เพื่อให้รู้กันว่าศพถูกบรรจุแล้วนะ...
ในช่วงการบรรจุศพจะมีผู้อาวุโส ใช้ไม้ไผ่ ยาว ๆ แทง ๆ ออกไปที่หน้าต่าง
พร้อมกับมีบทพูด เรียกวิญญาณ ให้ผู้วายชนม์มารับทราบการตาย

ภาษาเวียดนามการเรียกวิญญาณคือ “ หู โห่น – Hú hồn ” โดยจะเรียก 3 ครั้ง การเรียกวิญญาณให้มาเข้าร่างก่อนบรรจุศพลงโลงนั้น ก็เพื่อหวังว่าคนตายจะฟื้นขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง หากคนตายไม่มีปฏิกิริยาอาการใดๆ หลังจากนั้นจึงจะบรรจุศพลงโลง 

               การเรียกวิญญาณในกรณีที่เป็นผู้ชายจะขึ้นต้นด้วย หู๊ ตาม โห่น เทิ๊ด แฟ๊ก ....(ตามด้วยชื่อผู้ตาย)... เญิป ซ๊าก (Tam hồn thất phách ….(tên)….nhập xác)

ส่วนในกรณีที่เป็นหญิงขึ้นต้นด้วย หู๊ ตาม โห่น กื่ว แฟ๊ก....(ตามด้วยชื่อผู้ตาย)... เญิป ซ๊าก  (Tam hồn cửu phách ….(tên)….nhập xác)

การเรียกแบบนี้เป็นการใช้คำในภาษาจีน ตาม - tam หมายถึง 3  โห่น - hồn หมายถึง วิญญาณ  เทิ๊ด -  thất หมายถึง 7  กื่ว - cửu หมายถึง 9  แฟ๊ก - phách หมายถึงขวัญ  เญิป - nhập หมายถึง เข้า  ซ๊าก - xác หมายถึง ศพ แปลรวมก็คือ วิญญาณทั้ง 3 และขวัญทั้ง 7 ของนาย .... (ตามด้วยชื่อผู้ตาย)...มาสถิตย์ที่ศพ  


โดยที่โลงจะถูกปูด้วย ยาเส้น (ยาสูบ) ผงชา หรือใบชาเขียวตากแห้ ไว้สำหรับดูดกลิ่น และปูทับด้วย
กระดาษเงินกระดาษทองชนิดแผ่นใหญ่ ที่เรียกกันว่า "หว่างต๋อ"



ปัจจุบันการบรรจุศพจะทำหลังจากการตายประมาณ 12 ชม.

เช่น เสียตอน 08.00 น. ก็จะบรรจุศพตอน 20.00 น. เป็นต้น
แต่เท่าที่รู้ยุคเก่า ๆ เค้าจะมีคนดูฤกษ์เวลาบรรจุศพให้ได้เศษนาทีด้วย
โลงที่ใช้บรรจุศพจะเป็นไม้เนื้อแข็งอย่างดี หนา และหนักมาก
จำได้ว่าโลงนี้ราคา 12,000.- เพราะตอนนั้นแม่ให้ผมเอาเงินไปจ่ายให้ช่าง



การตั้งศพในบ้านของชาวเวียตนามที่นาจอกแบบดั้งเดิมจะตั้งศพให้นอนไปตาม
แนวพื้นกระดานบ้าน แทนที่จะตั้งขวางเหมือนคนไทยอีสานทั่วไป



ที่หัวโลงศพจะมีของเซ่นไหว้หลัก ๆ ได้แก่ "เกิ๋ม อุ๊บ - cơm úp "
คือข้าวที่อัดให้แน่นแล้ววางประกบกัน 2ใบแล้วเอาถ้วยออกซะใบหนึ่ง
แล้วก็มีไข่ไก่ต้มหนึ่งฟองเสียบด้วยตะเกียบหนึ่งคู่
ส่วนตะเกียงและธูปก็ต้องจุดติดต่อกันตลอดเวลาที่ยังตั้งศพอยู่บ้าน

อันนี้เป็นหน้าที่หนึ่งที่ลูกหลานจะแสดงความกตัญญูต่อผู้ล่วงลับ


ซึ่งเกิมอุ๊บนี้เป็นสัญลักษณ์แทนการล่วงลับและการเกิดใหม่ในภพภูมิอื่นโดยที่ข้าวที่พูนขึ้นเปรียบเสมือนโหม่หรือหลุมฝังศพ ส่วนไข่ไก่คือสัญลักษณ์แห่งการเกิดขึ้นใหม่

(ซึ่งรายละเอียดลึก ๆ มีมากกว่านี้ถ้าสนใจอ่านเพิ่มเติมได้ในตอน "cơm úp - ข้าวถ้วยสุดท้าย')


แต่ผมก็เห็นใครต่อใครไม่ใคร่สนใจมันซักเท่าไรแล้วล่ะ
ส่วนจานผลไม้ และชุดกับข้าวนั้น แต่เดิมไม่มี เพิ่งจะมาเพิ่มเอาตอนหลัง
(คราวงานศพคุณทวดเมื่อ 30 ปีที่แล้วจำได้ว่าไม่มี)
ผมว่ามองแล้วคิดว่ารกรุงรัง ดูไม่ขลังเอาซะเลย



ส่วนหน้าศพ ก็จะมีการตั้งแต่งตามภาพนี้
โดยจะต้องมีหน่อต้นกล้วยหอม 1 คู่ เป็นของหลักที่ต้องมี ที่ต้องมีนอกจากความสวยงามแล้วมันจะช่วยดูดซับไอเย็น ( hơi lạnh ) ที่มาจากศพโดยความเชื่อของคนไทยเชื้อสายเวียดนามนั้นไอเย็นอาจทำให้เกิดความเจ็บป่วยต่าง  ๆ ได้

ส่วนการตั้งรูปแบบโบราณสมัยคุณทวดจะตั้งบนโต๊ะบูชาเลย
แต่หลัง ๆ ทุกบ้าน ก็รับธรรมเนียมไทย โดยแยกรูปมาตั้งไว้ด้านนอก

อยากให้สังเกตพวงหรีดด้านซ้าย จะมีภาษาเวียตนามด้วย
เพราะเป็นหรีดวางคารวะศพจากสมาคมหมู่บ้านนาจอกที่ผู้ตายเป็นสมาชิกอยู่
ส่วนพวงหรีดที่เหลือจะใช้ภาษาไทยกันทั้งหมดแล้วล่ะเพราะคนรุ่นใหม่
(อายุต่ำกว่า 30) ไม่รู้ภาษาเวียตนามกันแล้ว จะน้อยจะมากก็ไม่รู้ทั้งนั้น

ส่วนอีกอย่างที่อยากให้ดูคือ ถาดที่วางอยู่จะมีผ้าสีขาว สีดำ สีแดง
มันเป็นผ้าไว้ทุกข์สำหรับแจกญาติพี่น้องเพื่อร่วมไว้ทุกข์ให้แก่ผู้ล่วงลับ



ถ้าธรรมเนียมแบบบ้านนาจอกแท้ ๆ แล้วตลอดเวลาของการตั้งศพจะไม่มีการทำพิธีทางศาสนาใดใด
มีเพียงการตั้งศพไว้รับการคารวะ จากญาติมิตร ผู้รู้ข่าว
และมีพิธีคารวะศพของสมาคมชาวบ้านที่ผู้ตายเป็นสมาชิกอยู่
ส่วนมากนิยมทำกันในคืนที่ 2 ของการตั้งศพหรือตามความสะดวกของเจ้าภาพและหล่าง



หลังจากนั้นก็จะมีการแจกผ้าไว้ทุกข์
สังเกตว่าตอนนี้ทุกคนมีผ้าขาว ผ้าแดงพันที่ศีรษะ กันแล้ว



ลูกสาว ลูกชาย และสะใภ้จะแต่งชุดขาว พันผ้าสีขาว และปล่อยชายผ้าพัน
ให้ห้อยไปข้างหลัง ซึ่งจะแตกต่างจาก หลานและญาติ ที่จะรวบชายทั้งหมด



ให้ดูอีกภาพชุดลูกสาว ลูกสะใภ้นั้นจะมีหมวกผ้าแหลม ๆ แบบนี้อีกด้วย
จึงจะเรียกว่าเต็มยศ เมื่อก่อนได้ข่าวว่าเค้าให้ปิดทั้งหน้าไม่ให้คนเห็น
แล้วใช้ชายผ้าไว้ซับน้ำตา แต่ยุคหลัง ๆ ก็ถอดกันซะเป็นส่วนใหญ่
จะใส่ก็ตอนทำพิธีหรือช่วงค่ำ ๆ ที่มีคนมาเยี่ยมศพมาก ๆ นั่นแระ


ชุดชาวและผ้าไว้ทุกข์เมื่อก่อน สมาคมหมู่บ้าน/ญาติมิตรพี่น้องจะมาวัดตัวตัดให้
พอเสร็จเรื่องทำบุญ 100 วันแล้วก็จะต้องเอาไปราดน้ำมันเผาทิ้งไป
แต่เท่าที่รู้บางหมู่บ้านก็ไม่มีช่างตัดได้อีกแล้วจึงต้องเปลี่ยนไปใช้
กางเกงปฏิบัติธรรมสีขาว ผ้าถุงขาวกับเสื้อกุยเฮงขาว เหมือนกับตอนเราไป
นั่งกรรมฐาน ประมาณนั้นแระ คงนึกภาพออกนะครับ



ลองดูตัวอย่างภาพการไว้ทุกข์ของหลานๆ
ไม่ว่าจะเป็นหลานสายตรง หลานน้า หลานอา หลานลุง หลานป้า ฯลฯ
อะไรก็แล้วแต่จะใช้ผ้าขาวพันศีรษะแบบนี้เหมือนกันหมด



ส่วนหลายเขยชั้นห่าง ๆ จะนิยมติดปลอกแขนไว้ทุกข์ดำ
ส่วนชั้นเหลนจะใช้ผ้าพันศีรษะสีแดง
ถือกันว่าผู้ตายอายุยืนมีเหลนสืบทอดตระกูลแล้ว
ก็นับว่าเฮง เฮง จึงต้องใช้สีแดงอันเป็นสีมงคลนั่นเอง



ให้ดูอีกภาพ การแต่งกายไว้ทุกข์ของลูกชาย
และอีกกรณีคือ ลูกชายคนแรกของลูกชายเรียกว่า "เจ๋าดึ๊กโตน"
แปลให้ได้ความคือ "หลานชายสืบสกุลคนแรกที่เกิดจากลูกชายคนโต"
จะมีฐานะเทียบเท่าลูกชายคนเล็กของผู้ตาย ให้แต่งกายเหมือนลูกชายทุกอย่างยกเว้นผ้าพันศีรษะต้องรวบชายไว้เท่านั้น



ส่วนลูกเขยก็แต่งกายธรรมดา
พันผ้าสีขาวแบบเก็บชาย ที่ศีรษะก็เป็นอันใช้ได้



โดยความนิยมตั้งศพไว้ที่บ้านของชาวบ้านนาจอกนั้นอยู่ที่ 3- 7 วัน
ทั้งนี้ก็แล้วแต่ความพร้อมของเจ้าภาพโดยจะคำนึงถึง
อายุ และฐานะของผู้ตายเป็นหลัก
แต่งานศพแบบเวียตนามนี้สิ้นเปลื้องมาก มีเลี้ยงมีกินกันมากมาย
โดยเฉพาะคืนสุดท้ายที่ศพตั้งอยู่ที่บ้านจะมีการเลี้ยง
ขาหมูต้มจิ้มน้ำจิ้มรสเด็ด ๆ ตามสูตรเค้า และของกินอื่นมากมายมหาศาล
โดยมีความหมายว่า คนตายเลี้ยงขอบคุณแขก และญาติ ๆ ที่มารวมงาน
เรื่องนี้นั้น เห็นต้องเลี้ยงกันทุกบ้าน จะมีไม่มี ถึงเวลาก็ต้องมีประมาณนั้น


บล๊อกนี้เอาไว้เท่านี้ก่อน คราวหน้าผมจะมาเล่าต่อเรื่องการเคลื่อนศพ
และการฝังศพแบบเวียตนามที่เคยได้ยินเพื่อน ๆ ถามกันมาว่า ศพอยู่
ใต้ดินหรืออยู่บนดินตรงกล่องสี่เหลี่ยมที่ก่อไว้ ???




Create Date : 16 พฤษภาคม 2553
Last Update : 2 กรกฎาคม 2560 17:57:28 น. 10 comments
Counter : 2196 Pageviews.

 
เพิ่งทราบเรื่องตั้งโลงตามยาวหรือขวาง ของไม้กระดาน ค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 16 พฤษภาคม 2553 เวลา:16:33:36 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่

มีอิทธิพลของจีนอยู่มากทีเดียวนะครับพี่








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 17 พฤษภาคม 2553 เวลา:7:40:38 น.  

 
น้องพีร์ของอ้าย บล็อกนี้เล่นเอาพี่แอบตกกะใจเล็กน้อยถึงปานกลางเลยแนะ พี่ไม่ได้กลัวผีเผออะไรที่ไหนหรอกนะ

อะ ๆ มีคำถาม ตกลงว่าตอนตั้งศพไว้ที่บ้านเนี่ย ไม่มีการสวดอภิธรรมศพเหมือนคนพุทธใช่ไหม แค่ตั้งศพไว้ให้ลูกหลานคนรู้จักมาคารวะเท่านั้นหรอ ที่อยากรู้นะเท่านี้ก่อน นึกไรออกเดี๋ยวมาใหม่นะ อ้อ ๆ ตอนงานศพคุณทวดนี่น้องพีร์จำได้ด้วยหรอว่าอะไรยังไง ตอนนั้นน้องของอ้ายน่าจะยังเล็ก ๆ อยู่เลยนา หรือว่าไง

อีกอย่าง ค่าโลงศพแพงมากกกกกกกก แล้วพวกชาวบ้าน ๆ ที่เค้าไม่ค่อยมีเงินละน้อง ใช้ราคาย่อมเยาว์ลงมา หรือว่าต้องใ้ช้กันประมาณนี้

ก่อนจาก เห็นรูปนึงแว็บ ๆ เหมือนจะเป็นพี่แน็ท พี่ตาฝ้าไปหรือเปล่าอะน้อง ตอบหน่อยเด้อ


โดย: พล (aoigata ) วันที่: 17 พฤษภาคม 2553 เวลา:16:42:31 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:7:56:19 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 พฤษภาคม 2553 เวลา:7:31:46 น.  

 
ไม่ค่อยได้เข้าบล็อกเช่นเดิม

เรื่องตะเกียงและธูปดูเหมือนจะเป็นความเชื่อภาพรวมนะคะว่าไม่ให้ไฟดับ แต่ไม่ทราบเบื้องลึกของความหมายเหมือนกัน

เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ดูสารคดีเวียดนามเหมือนกันค่ะ เห็นเรื่องราวสงครามในเวียดนามแล้วก็สะท้อนใจกับสงครามกลางเมืองในกรุงเทพตอนนี้เหมือนกันค่ะ

ได้รับผลกระทบจากการเดินทางมั้ยคะ ตอนนี้ไปรถไฟฟ้าไม่ได้ค่ะ เลยต้องขับรถไปที่ office เก่าเพื่อนั่งรถตู้จาก office เก่าไปที่ office ใหม่ค่ะ


โดย: รัชชี่ (รัชชี่ ) วันที่: 19 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:50:47 น.  

 
คล้ายกับพิธีจีน เช่น การแต่งกาย
หมวกผ้าแหลม


โดย: สาวน้อยลอยเรือ IP: 118.173.122.198 วันที่: 20 พฤษภาคม 2553 เวลา:16:42:58 น.  

 
นับถือศาสนาอะไร/ถ้าเป็นศาสนาพุทธ นิกายอะไร อยากรู้มาก เคยไปงานศพ ไม่มีสวดมนต์เย็น มีแต่มีกินอาหารแล้วก็กลับ ชาวบ้านบางครั้งยังไม่ไปทำความเคารพศพเลย...ไม่เคยเห็น แล้วบ้านนี้ถ้าคนไทยเข้าไปอยู่จะต้องทำตามขนบธรรมเนียมประเพณีด้วยหรือเปล่า...คงไม่ไว้


โดย: สาวน้อยลอยเรือ IP IP: 125.26.147.5 วันที่: 24 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:05:00 น.  

 
ตอบ สาวน้อยลอยเรือ

1. ที่นี่พุทธ เถรวาทครับ ไม่ใช่มหายานเหมือนจีนนะ ผสมผสานกับการนับถือวิญญาณบรรพบุรุษ

2.ไม่มีสวดเลยครับเท่าทีเคยเห็น ตั้งแต่เด็กมีสวดหนเดียวคือกรณีตายผิดธรรมชาติ คือผูกคอตาย ศพเดี๋ยวจริง ๆ เท่าที่จำได้

3.ถูกต้องครับบางคนก็ไปกิน กินหมดก็กลับ ผมว่ามีทุกที่นะ มันเป็นธรรมเนียมที่เค้าสร้างกันไว้บ้านไหนไม่มีให้กินก็คงจะโดนว่า นั่นโน่นนี่สารพัด 555

4. ถ้าสะใภ้ หรือเขยที่ไม่มีเลือดเวียตนามเข้าไปอยู่ ก็สบาย ๆ แล้วครับ ประเพณี กลายไปมากแล้ว แล้วรุ่นพ่อรุ่นแม่ ตอนน้ก็หัวสมัยใหม่พอควร ยกเว้นตระกูลที่ยังเหลือตา ยาย ปู่ ย่า ที่เคร่งธรรมเนียมก็จะจุ๊กจิ๊กหน่อย
แต่ร้อยละ 80 ตอนนี้สะใภ้ เขย ก็ไม่มีเลือดเวียดตามแล้ว
ลูกผสมหมดครับ อัตลักษณ์ต่าง ๆ จึงค่อย ๆ หายไป
จึงเป็นที่มาของบล๊อนี้ไงล่ะคร้าบบ

แต่ถ้าเข้าไปอยู่ เป็นสมาชิกหมู่บ้าน แบบไม่อยากยุ่งกะใครก็ไม่ต้องร่วมอะไรเลยก็ได้ครับ สบาย ๆ แต่ถ้าต้องการร่วมกับชุมชน ให้ช่วยเหลือเวลามีงาน เช่น งานศพ งานแต่ง ขึ้นบ้านใหม่ ที่ต้องการแรง ต้องการคน ก็ต้องทำตามธรรมเนียมปฎิบัติครับ

ปล.ลองอ่านตอนหมื่นมนัสประชา ที่มาบ้านนาจอกนะครับ


โดย: peeradol33189 วันที่: 30 พฤษภาคม 2553 เวลา:18:25:49 น.  

 
ขอบคุนครับข้อมูลดีๆๆ ผมก้อเป็นเด็กบ้านนาจอกเหมือนกัน บ้างอย่างผมก็ยังไม่รุ้ ภาษาเวียตนามพอพูดได้อยู่นะ ผมอายุ20 ยังไงก้อไม่ลืมภาษาบ้านเกิดนะ
อันเกิมเจื่อ


โดย: Benz IP: 124.120.227.32 วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:1:19:49 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

peeradol33189
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




Air SurOundinG mE liKe mY besT frIendS !
แจกฟรีแบ๊คกราว
Friends' blogs
[Add peeradol33189's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.