ลมหายใจของใบไม้

Group Blog
 
 
มีนาคม 2555
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
11 มีนาคม 2555
 
All Blogs
 

:::ภูตภเวสสฺ ภาค 1:::




00.00 น. ในคืนเหน็บหนาว

รถไฟขบวนที่ผมโดยสารมากระแทกรุนแรงกระชากผมออกมาภวังค์ลึก
เสียงสับสนอลหม่านมาจากเบื้องล่าง ข้างหน้าเกิดอุบัติเหตุแน่นอน โบกี้ของผมอยู่ต่อจากหัวรถจักรกลิ่นควันบุหรี่กรุยฉิวขึ้นมาในตู้ ใครเปิดประตูทิ้งไว้ ผมปีนลงจากที่นอน เตียงข้างล่างว่างเปล่า อากาศข้างนอกหนาวเย็น ผมชะโงกหน้ามองกลุ่มคนส่งเสียงเอะอะเร่งร้อน เดินขวักไขว่บ้างก็ส่องไฟสำรวจ
"มันไม่ได้อยู่ใต้ขบวนรถ"
"เชิดบอกมันขวางอยู่บนราง"
มันที่พูดถึงคงไม่ใช่สุนัขสักตัวหรอกมัง
"มันเป็นอะไรวะ?" เสียงใครถามเหมือนรู้ความคิด
"แม่ง..มองไม่เห็นชัด แต่มันเหมือนก้อนดำใหญ่โต มีตาใหญ่สีเขียวสว่างจนตาพร่า"
"ทำไมไม่มีซาก"
"กระเด็นลงไปข้างล่างมั้ง"
ข้างล่างมืดทมึนเส้นทางนั้นผ่านหุบเขาทะมึนเสียงรถไฟเริ่มเดินเครื่องกลบเสียงหริ่งเรไร
"ทำไมหยั่งกะชนช้างสักโขลง" เสียงที่ปรารภมาเหมือนจะถามแทนกัน
"อืมม์..ยังนึกว่าเจอช้างป่า"

ลมบางพาสิ่งมีชีวิตมาเฉียดไหล่ขวาหนักๆ ผมก้มลงเพ่งตามอง ผีเสื่้อตัวใหญ่สีดำสนิทมีลายจุดสีเขียวมรกตสองข้างปีก มันถอนตัวจากการเคลื่อนไหวของผมโฉบตัวจากไปอย่างอิดโรย..เห็นชัดว่าเสียศูนย์..ลมดึกกระพือมาชั่ววูบพร้อมเสียงหวิวหวีดผ่านช่องเขา เห็นเจ้าปีกนิลตัวนั้นถลาตามลม มันถลากระแทกราวบันไดแล้วตกลงบนรางเหล็กที่สะท้อนแสงไฟสลัวจากหลอดไฟในโบกี้ที่เปิดกันสว่างพรึบหมดทั้งขบวน ผมชะงักขาที่กำลังก้าวขึ้นบันไดกลับลงมาต้อนเจ้าปีกนิลออกจากรางรถไฟ ก่อนที่จะเป็นเหยื่อการบดขยี้

ลมแรงสะบัดกลิ่นเย็นๆของไม้ป่าจากความมืดเบื้องล่าง จันทร์เสี้ยวตรงหัวส่องแสงนิ่ง เสียงแหลมของนกกลางคืนกรีดร้องเยือกเย็น ขนลุกไปทั้งตัว

ผมขึ้นบันไดกลับไปที่นอน ที่ชั้นล่างมีร่างหนึ่งนั่งห้อยขาอยู่อย่างเงียบงัน
ผมคิดว่าเขาเป็นผู้โดยสารชั้นล่างที่ขึ้นจากสถานีหลังจากผม แต่ชุดสีดำกับหมวกใบลานนั้นไม่เหมือนคนเดินทางเข้ากรุงเทพเลย เตียงอื่นๆคลุมผ้าปิดไฟกันหมดแล้ว รถไฟเริ่มเคลื่อนขบวน ผมคิดว่าเขาคงรอให้ผมขึ้นนอนก่อน จึงเลี่ยงปีนขึ้นไปชั้นบน ได้ยินเสียงลึกๆแผ่วผ่านลำคอ "งดการเดินทางไกล" ผมก้มมองลงไปอย่างไม่แน่ใจ มีเพียงผมกับเขา หน้าที่เห็นในระยะใกล้นั้นเรียบเฉย อุปาทานเหมือนมันเรืองแสง ตาหรี่ปรือ ผมไม่เข้าใจว่าเขาพูดถึงใคร แต่ไม่ใข่วิสัยของผมที่จะถือวิสาสะสนทนา ผมปีนขึ้นนอนและหลับเป็นตายถึงเช้าที่สถานีดอนเมือง ผู้โดยสารชั้นล่างของผมไม่มีแล้วคงลงไประหว่างทาง

อะไรวิบวิบอยู่บนที่นอนว่างเปล่านั่น ทำไมพนักงานเก็บที่นอนไม่เห็น ผมหยิบมาถือในมือพินิจดู ไม่ใช่อัญมณี..เหมือนกลีบหินบางๆแต่ทำไมเรืองแสง..มันน่าสนใจ ผมเก็บใส่กระเป๋า กลิ่นดอกไม้ป่ามาจากไหนกัน กลีบหินก้อนนี้หรือเปล่า ผมหอบสัมภาระลงไปรอรถ จังหวะรอผมสำรวจเครื่องแต่งตัว เห็นที่ไหล่ขวามีรอยระยับสีเขียวมรกตเป็นวงกว้างกว้าง "เจ้าปีกนิล" ทิ้งรอยไว้ให้คิดถึง

คนขับรถที่ทำหน้าที่เลขา มารับกระเป๋าพร้อมรายงาน
"เจ้านายต้องไปสัมมนาต่ออีกเดือน" บอกชื่อประเทศในแถบอาเซียน
เสียงเนิบเนิบจากคนชุดดำ ใต้หมวกใบลานแว่วมาแผ่วๆ "งดเดินทางไกล" ผมขนลุกไม่รู้สาเหตุ เหมือนหน้าเรืองแสง ดวงตาหรี่ปรือนั่นตามมาส่ง ผมก้มมองรอยระยับสีเขียวมรกตที่ไหล่ขวา

"มีงานซ้อนด้วยเหรอ" ผมมีงานอบรมบุคลากรในพื้นที่ภูเขาสูง รู้สึกตระครั่นตะครออากาศเปลี่ยน
"ทางโน้นทำโครงการมาก่อน เร่งด่วนกว่า"
ผมบอกเรียบเรียบโทรศัพท์รับงานทางภาคเหนือ ยกเลิกงานสัมมนาต่างประเทศ

สามวันต่อมา ผมกลับมารื้อค้นหากลีบหินสีเขียวมรกคในกระเป๋ากางเกงอย่างบ้าคลั่งเพราะข่าวหน้าหนึ่ง
"อุบัติเหตุเครื่องบินตก ผู้โดยสารเสียชีวิตทั้งหมด"
ไฟล์ทนั้นสำหรับผู้เข้าร่วมสัมมนาจากอาเซียนที่เคยมีชื่อผมอยู่ด้วย!!!

2
ผมกลับจากงานทางภาคเหนือเข้าที่พักอีกครั้งก็ปลายเดือน คือภาวะปกติ
เดือนหนึ่งจะได้กลับเข้าบ้านสักครั้ง บางทีทิ้งให้วิทยาเฝ้าเป็นแรมเดือน
ผมค้นหากลีบหินสีเขียวนั่นอีกครั้ง คนสนิทกระซิบบอก"ห้องทำงานเจ้านายผิดปกติ"
"ยังไง" ผมงง มีอะไรพิเศษ
" คืนก่อนเห็นในห้องสว่างวาบวาบเหมือนหิงห้อยแต่เป็นบริเวณกว้าง "
เขาเล่าตามองผมเป๋งหาคำตอบ วิทยาไม่ใช่คนขี้ขลาด
"ผมขึ้นไปดูทันทีที่เห็นแต่ห้องล็อค "
ผมไม่ชอบให้ใครอื่นเพ่นพ่านที่ส่วนตัวจึงไม่ได้ให้กุญแจคนสนิทไว้
"ไม่มีใครแอบปีนเข้าไปในห้องใช่มั้ย"
"ไม่มีหรอกครับ แถวนี้ไม่มีพวกลักเล็กขโมยน้อย" วิทยาอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก

"มันส่างวาบวาบอยู่เกือบห้านาที" เขาบอกเรียบเรียบ
"ผมยืนดูอยู่จนแจ้ง ก็ไม่เห็นอีกเลย" ผมตบบ่า บอกขอบใจเขาเบาๆ
"เดี๋ยวไปดูกัน เผื่อซานต้าหลงทางกลับบ้านไม่ถูก"
เราหัวเราะกันไม่ออก ผมกำลังคิดถึงเจ้ากลีบหินก้อนนั้น ผมไม่ได้สนใจมันอีกเลยจากวันที่ไปค้นหาแล้วไม่เจอ ผมต้องย้อนคิดว่าจับใส่กระเป๋าเสื้อหรือกางเกงตัวไหน หากเจอคนซักผ้าคงหยิบมาให้ผมแล้ว แต่ความเล็กมากนั่นอาจทำให้ให้มันซุกตัวอยู่ในซอกตะเข็บกระเป๋า ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังสักคน บางทีผมอาจจะคิดไปเอง เรื่องมากมายบนโลกนี้ที่เกิดขึ้นได้จากความบังเอิญ

เราไขกุญแจห้องเข้าไปสำรวจดู วิทยาคนละเอียดละออออกปาก
"ไม่มีอะไรผิดปกติ"
ผมไม่รู้สึกกลัวสักนิด หากมีอำนาจใดใดก็ตามที่ลี้ลับ เขาไม่ได้มาร้ายแน่นอน ชายผ้าม่านพริ้วไหวทั้งที่ไม่มีลม วิทยามองจ้องเป๋งแต่ก็ไม่มีสิ่งใด
พระจันทร์สว่างจ้าของเดือนกุมภาพันธ์เศร้าๆเหงาๆ คิดถึงคืนข้างแรมที่ผมลงไปเดินอยู่ที่แปลกถิ่น ผมเอะใจถามวิทยา "เห็นครั้งเดียวเหรอ" วิทยาบอกครั้งเดียว แต่คืนอื่นๆอาจไม่ทันได้สังเกต
"วันไหน"
"สี่วันก่อน"
สี่วันก่อนก็แรมห้าค่ำ เหมือนวันที่ผมได้กลีบหินนั่นมา หรือเจ้าของจะมาทวงคืนในวันครบรอบ?

"ไม่มีอะไรหรอกสงสัยหิ่งห้อยพาครอบครัวมาฮันนีมูน สะท้อนกระจกทำให้มองดูเป็นบริเวณกว้าง"
ผมบอกวิทยาให้คลายกังวล เขาไม่เชื่อเท่าไหร่แต่ก็ไม่เซ้าซี้ กลับลงไปห้องตัวเอง ผมอาบน้ำเข้านอน คิดเหมือนกันว่า ถ้าเจอคนชุดดำหมวกใบลานปรากฏต่อหน้า ผมจะเอาหินที่ไหนไปคืนเขาได้ แต่ก็ไม่มีอะไรอย่างที่คิด ผมใช้ชีวิตปกติและลืมหินกลีบนั้นไปอีกครั้ง

สัปดาห์ต่อมา ผมต้องพาเพื่อนชาวต่างชาติไปสำรวจอุทยานประวัติศาสตร์
คณะลูกทัวร์ของผมตื่นเต้นกันมาก เมืองไทยเรายังมีทรัพยากรมากมายอวดสายตาชาวโลก
ผมเดินรั้งท้ายเมื่อไปสำรวจบ่อน้ำโบราณในวัดเก่ากว่าสามร้อยปี ตรุตระพังหินเก่าเริ่มมีการชำรุดแต่น้ำใต้ดินนั่นยังใสแจ๋วมองเห็นเงาผมละเอียดละออ
มีร่องรอยการกราบไหว้จากแท่นหินบูชา ผมเห็นตะขาบตัวใหญ่นอนสงบนิ่งอยู่ที่นั่น คนอื่นๆจะได้เห็นกันหรือไม่ก็ไม่ทันได้ถาม เพราะแวะมาดูชั่วครู่ก็ผละไปที่อื่นๆ เพียงช่วงที่หันมาดูคณะแค่พริบตาเดียว หันกลับไปอีกทีก็ไม่มีตะขาบตัวนั้นแล้ว ความสงสัยมีมาก ก็ไม่มีหลืบอะไรให้หลบซ่อน ผมตามเข้าไปดู ได้ทันชะโงกหน้าลงไปในบ่อน้ำนั่นอีกครั้ง คุณพระช่วย ! อุปาทานไป หรือตาฝาด ผมเห็นน้ำนั่นเป็นสีเลือด! เงาในน้ำไม่ใช่ผม!! ผมตกใจจนทำอะไรไม่ถูกถอยกลับออกมา รีบเดินตามคณะให้ทันก็ไม่รู้มัคคุเทศก์พาไปทางไหนเร็วจริง เดินข้ามสะพานสวนกับนักท่องเที่ยวอีกกลุ่ม มีทั้งหญิงชายคนแก่และวัยรุ่น ผมยิ้มให้อย่างเอ็นดู เด็กรุ่นนี่น่าจะไปเดินอยู่ในห้าง วัยรุ่นไทยเราจะมีอีกไหมที่สนใจสถานที่ในประวัติศาสตร์ ผมเดินตามคณะไปจนเห็นหลังมัคคุเทศก์อยู่ไวไวที่องค์เจดีย์ใหญ่ นึกถึงเงาในบ่อน้ำนั่นอีกครั้งผมสะดุ้ง มันเหมือนเด็กวัยรุ่นผมยาวหน้าตาน่าเอ็นดูที่สวนผมไปตอนข้ามสะพานหรือว่า เงาในน้ำนั่น ตะขาบตัวนั้นกับลางสังหรณ์ของผม..
ผมหันกลับวิ่งไปที่บ่อน้ำในวัดโบราณ แต่..ไม่ทันแล้ว..
เสียงตะโกนเอ็ดอึง สับสน รถประจำหน่วยอุทยานแห่งชาติวิ่งมาเร็วจี๋
เจ้าหน้าที่วิ่งเข้าวิ่งออกซุ้มประตูแคบๆนั่น
"ขอทางด้วยครับ"
คณะทัวร์ถูกกันออกมา
"ช่วยไม่ได้แล้ว" ร่างที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาวถูกหามไปขึ้นรถ ผมยืนตะลึงอยู่นอกซุ้มศิลาแรง เด็กสาวในลางสังหรณ์ของผมถูกของหนักจากข้างบนร่วงกระแทกศีรษะถึงแก่ชีวิตทันที ผมพิงร่างกับซุ้มศิลาอย่างหมดแรง หาหินกลีบมรกตนั้นเจอแล้ว มันซุกอยู่ในซอกกระเป๋าแจคเก็ตตัวที่ผมใส่นี่เอง

3

ผมไม่ได้นอนใจเลยสักนิดจากวันที่เผชิญกับอุบัติเหตุแบบเผาขน
อะไรบางอย่างที่เข้ามาสู่ชีวิตของผมอย่างไม่ตั้งใจเลย มันไม่ธรรมดาแล้ว !
ระหว่างความสับสน.. เป็นเพราะหินกลีบมรกตนั้นหรือเพราะเคราะห์โศกโชคดวงที่มีคนมารับแทน หรือผมต้องรับหน้าที่แทนอะไรบางอย่างที่ไม่อาจพิสูจน์?

ผมไม่อยากได้หินมฤตยูนั้นไว้กับตัวแล้ว ในสิ่งที่มองไม่เห็นนั้นซ่อนความกลัวไว้ลึกลึก ความหวาดสยองยังกรุ่นในใจๆ ผมรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าจริงไหม รู้- เห็น แต่กลับไม่สามารถเหนี่ยวรั้งหรือ? ผมเปลี่ยนสถานการณ์นั้นไม่ได้จริง หรือเป็นเพราะโชคชะตากำหนด ก็ชีวิตและโชคชะตาเหนี่ยวรั้งได้อย่างไรกัน? ความคิดผมวกวน ทำไมต้องให้ผมมารับรู้

สายวันรุ่งขึ้น หลังจากส่งคณะลูกทัวร์เข้าที่พัก ผมมีเวลาสำหรับตัวเองสักครึ่งวันอย่างรอไม่ได้ผมขับรถดิ่งเข้าอัมพวาเมืองเล็กๆสงบที่เคยเป็นแหล่งพักพิงใจที่สงบจิตของผมหลังจากที่พยายามติดต่อทางโทรศัพท์แต่ไม่มีสัญญานตอบรับ ผมบินเดี่ยวถึงกุฏิหลวงลุงที่นับถือ
"เจ้าอาวาสไม่อยู่ออกธุดงค์"
คำตอบของสองชั่วโมงที่ผมขับรถไปเงียบเงียบกับความคิดวกวน ท่านเป็นพระปฏิบัติแต่คราวนี้แปลกที่ไม่บอกกล่าวกันก่อนเลย หรือเพราะเห็นผมงานยุ่งจนขาดการติดต่อ? หรือชะตาลิขิตให้ผมต้องตัดสินใจเพียงลำพังแล้ว
ผมจะเอากลีบหินวางไว้ที่ฐานพระประธานดีไหม ผมชั่งใจรู้สึกเหมือนเอาแมวปล่อยวัด ใจหนึ่งที่ยังอยากรู้ที่มาที่ไป บางทีผมอาจเป็นเจ้าชะตาของใครๆได้ ที่สุด ผมเก็บหินนั้นลงกล่องใบเล็กที่ค้นได้จากกระเป๋าสมบัติของแม่
กราบลาพระประธานวัดองค์ใหญ่ แหงนหน้าสบรอยยิ้มเย็น แว่วเสียงท่านย้ำ
"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"

ผมหันรถกลับเส้นทางสายเดิม แวะตามวัดต่างๆ มองหาความแปลกจากถิ่นเดิมเผื่อโปรแกรมทัวร์อื่นๆ วัดวาอารามยังคงเป็นสถานที่ร่มเย็นเป็นที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์ ผมเห็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แม้จะเงียบสงัดไม่มีผู้คนขวักไขว่เหมือนวัดใหญ่ๆที่แข่งขันกันก่อสร้างวัตถุสถาน
วัดเล็กๆเหล่านี้น่าจะยังคงเป็นที่พึ่งของชุมชน วัตถุมงคลมากมายที่เรียงรายในตู้มีประวัติความเป็นมาที่พิสูจน์ได้จริงไหม?

ผมนึกถึงเกจิอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่มีนิวาสถานห่างออกไปจากตัวเมืองประมาณห้าสิบกิโลเมตร บางที ความคิดที่แตกต่างของเกจิท่านนี้อาจเป็นทางออก ผมหันรถออกบ่ายหน้าสู่ถนนเพชรบุรี สามแยกข้างหน้าก่อนตัดออกทางด่วนมีปั๊มน้ำมันผมแวะเข้าห้องน้ำและพักรถ

จังหวะเลี้ยวรถเข้าจอดหน้าที่พักรถ สวนรถขนแก๊สขนาดสองคันพ่วง
คนขับรถหน้าตาเสี้ยมๆเปิดประตุรถลงมาทั้งที่ไม่ดับเครื่อง ขวางทางเดินเข้าห้องน้ำ เหมือนไม่ตั้งใจ ไม่เห็นว่ามีป้ายห้ามสูบบุหรี่ เขาควักซองบุหรี่เตรียมจุดสูบ เด็กผู้หญิงหน้าตาบ้องแบ้ววิ่งผละมาจากคนเลี้ยงวิ่งชนแล้วล้มลงทั้งตัว
ผู้ใหญ่กว่าส่งเสียงสบถดังลั่นไม่มีเหตุผล เขาก้มเก็บซองบุหรี่ที่หลุดร่วงลงบนพื้นที่เปียกชื้น บุหรี่หลายตัว ยาเม็ดเล็กๆกระจายในน้ำที่เอ่อล้นมาจากห้องน้ำชาย หน้าตาถมึงทึงของเขากับเสียงสบถขรมทำให้เด็กหญิงร้องไห้

ด้วยความเวทนาผมเดินเข้าไปจับเธอลุกขึ้นก่อนคนเลี้ยงจะมาถึง เสียงร้องไห้กระซิกน่าสงสาร ผมกอดไว้ลูบหัว "ไม่เป็นไรนะ" ตัวเธอเย็นชืดน่าตกใจ ผมเหลียวหาคนที่มาด้วยยิ่งตกใจหนักที่เห็นหน้านั้นซีดราวไม่มีเลือด
"ไม่สบายหรือเปล่า" ผมกำลังจะโพล่งถามหากไม่ทันได้เห็นว่าชั่วครู่กลับปกติเหมือนเดิม

โชเฟอร์รถพ่วงกลับขึ้นรถอย่างหัวเสีย แต่คุณพระช่วยเถอะ เงาน้ำในแอ่งเล็กๆนั้น เขาไม่มีศีรษะ..ผมปล่อยให้เด็กวิ่งกลับไปหาคนเลี้ยง เธอหันมายิ้มโบกมือน้อยๆให้ผมยิ้มตอบอย่างเอ็นดู

รถพ่วงขนแก๊สคันนั้นแล่นออกไปทางเดียวกับที่ผมกำลังจะไป..
เด็กหญิงกับคนเลี้ยงซ้อนมอเตอร์ไซด์อ้อยอิ่งออกไปทางเดียวกัน
เธอยังมองผมจนเหลียวหลัง เฉลียวใจวาบ คนกลุ่มนั้นมีชะตาเดียวกันหรือเปล่า ผมใจหายนึกถึงเนื้อตัวเย็นเฉียบ จิตสำนึกสั่งให้ผมควานหากลีบหินสีเขียวมาไว้ในอุ้งมือเพ่งจิตสมาธิแผ่เมตตาให้กลุ่มคนที่เพิ่งจากไป ในช่วงเวลาไม่เกินสิบห้านาที ได้ยินเสียงโครมดังสนั่นผมหลับตานึกถึงเจ้าตัวน้อยกับคนเลี้ยง ผมขับตามออกไปทันได้เห็นเธอถูกตำรวจจราจรเรียกจอดที่ป้อมตรวจสี่แยกไฟแดง หมวกกันน็อค..ใช่มั้ย..ที่มฤตยูถามหา..

สามแยกถัดไปผมเห็นรถพ่วงตกลงไปอยู่ข้างทางสภาพรถยับเยิน
ผมไม่อยากรู้ว่าคนขับจะปลอดภัยหรือเปล่า แต่พรุ่งนี้ผมจะเอากลีบหินสีเขียวมรกตไปคืนที่เดิม.

4

ก่อนที่ผมจะได้มีโอกาสเข้าไปถึงสถานที่ที่ได้กลีบหินมรกตนั่นมาผมใช้เวลาเสาะหาที่มาของกลีบหินมรกตนั่นหลายวัน แต่อย่างลางเลือนเต็มทีถึงวันนี้ผมจะมั่นใจว่าใครคนที่นำกลีบหินมรกตนั่นมาวางไว้ให้อย่างจงใจไม่มีตัวตน
แต่ผมก็หวังเสมอที่จะนำไปคืนให้เจ้าของที่ผมมั่นใจว่าเขาไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อผมผมไม่ใช่คนหมกมุ่นในเรื่องโชคลางของขลัง แต่ไม่อาจปฏิเสธว่า ควงชะตาของผมมาเกี่ยวข้องกับเรื่องลี้ลับเข้าแล้ว ผมพบว่าจิตบริสุทธิ์ที่สื่อถึงกันจะช่วยเหนี่ยวรั้งมฤตยูได้ ผมพบว่ามีพลังประหลาดขับเคลื่อนในตัวผมเมื่อล่าสุดที่เห็นเงามฤตยู ผมเห็นเงาดำครอบคลุมรถรับส่งนักเรียนที่แซงรถผมขึ้นไปก่อนติดไฟแดง ในวันที่ผมตั้งใจจะเอากลีบหินไปคืน ณ ที่จุดเริ่ม แต่ยังไม่ทันได้ออกเดินทาง

วันนั้นผมไม่ประสบความสำเร็จเพราะผมเห็นนิมิตเข้าเสียก่อน นิมิตในคืนเดือนมืดนั้นผมเห็นเมืองโบราณในป่าลึกสวยงามราวสรวงสวรรค์อย่างที่วาดต่อกันมาเกล็ดหินมากมายนั้นส่องประกายแวววาวบนแท่นหินบูชา ผู้คนมากมายในแพรพรรณหลากสีเสียงหวานแว่วของดนตรีที่ไพเราะกว่าเครื่องดนตรีชนิดใดใดที่ผมเคยได้ยินสตรีที่งดงามหอมกรุ่นทั้งเรือนกายนั้นพึงปฏิบัติต่อผมราวแว่นแคว้นนั้นเป็นของผมรู้สึกตัวตื่นอย่างอิ่มสุข เหมือนเสียงเพลงไพเราะ กลิ่นหอมกรุ่นนั้นยังแวดเวียน ผมยิ่งรับรู้ได้กลีบหินมรกตนั้นมีที่มาสวยงาม

เช้ามืดวันนั้นผมนั่งกรรมฐานนานกว่าเคยและแผ่เมตตาให้ทุกสรรพสิ่งที่เป็นที่มาที่ไปของกลีบหินมรกตสายๆผมพบรถรับส่งนักเรียนที่วิ่งด้วยความเร็วสูง ในช่วงจังหวะที่เห็นเงาผิดปกติ รถคันนั้นก็เกิดอุบัติเหตุชนกับรถโดยสารเล็ก ผมส่งจิตให้ทุกคนปลอดภัย เด็กเด็กๆปลอดภัยแต่คนขับรถถูกอัดก็อปปี้คาพวงมาลัย หรือผมช่วยได้แต่เด็กๆที่ยังมีจิตบริสุทธิ์ ผมควรได้อุทิศส่วนบุญให้กับอะไรก็ตามที่พยายามจะสื่อกับผมอยู่


ผมเริ่มวางแผนการเดินทางมันเป็นเรื่องยากที่จะหาร่องรอย ผมสืบหาสถานที่โบราณหรือเมืองลี้ลับในละแวกที่รถไฟถูกหยุดกระทันหันไม่รู้สาเหตุ สืบจนได้รู้ว่า มีเหมืองเก่าที่ถูกดัดแปลงเป็นหลุมหลบภัยในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง มีร่องรอยการเปิดเส้นทางลับติดต่อได้ถึงชายแดนอีกฝั่งหนึ่งซึ่งเป็นดงดิบแต่ทางนั้นปิดลงนานแล้ว ชาวบ้านใช้เส้นทางนั้นสำหรับออกสู่ชายแดนเพื่อนบ้านและหาของป่า ผมแน่ใจว่าเป้าหมายของผมชัดเจนขึ้น ในเหมืองร้างเคยมีผู้คนหลายกลุ่มเข้าไปเสาะแสวงโชค แต่มันปิดลงเพราะโรคระบาดคนงานล้มตายมากมายไม่มีใครไปที่นั่นอีกเลย ผมอาจจะให้ใครสักคนทำหน้าที่นี้แทนผม แต่ใครจะรู้เล่า..ผมอาจมีโชคชะตาที่เหนือมนุษย์

ผมก็ปุถุชนธรรมดาอาจเคยนั่งกรรมฐานมาบ้างแต่ไม่บ่อยนัก สัมผัสที่หกบอกผมมีโชคชะตาท้าทายมฤตยู หลังจากผมพลาดที่จะได้พบหลวงลุงในวันนั้นแล้ว ผมก็ไม่ได้เยี่ยมนมัสการ หรือปรึกษาเกจิใดใด ผมสัมผัสได้ว่าเขาเข้ามาหาผมโดยตรงอย่างตั้งใจ และหวังพึ่งพิงมากกว่าตอบแทน ปราถนาให้เกิดนิมิตอีกสักครั้งเพื่อให้เสาะหาช่องทางได้เร็วขึ้นอย่างคนหวังปาฏิหารย์ ผมตัดสินใจทิ้งเจ้าโฟล์วีลไว้ในหมู่บ้านแล้วใช้เสือภูเขาลัดเลาะไปกับเป้หลังสำเร็จรูป หวังที่จะได้พบเพียงถ้ำเล็กๆในป่าทึบอย่างที่สืบค้นมาได้บ้าง แต่ผมกลับหลงทางเข้าเขตปลอดคลื่นสื่อสาร เจ้าเสือภูเขานั่นเริ่มไม่เหมาะสำหรับไต่ภูผาไม่มีวิธีอื่นใดนอกจากเดินทางด้วยเท้าตามลำพัง ผมเดินทางผ่านช่องทางตัดหุบเขาและป่าทึบเป้าหมายข้างหน้าคือเทือกเขาทมึน ผมตัดสินใจแน่วแน่ต้องรู้ที่มาและเจตนารมณ์ของเจ้าของ แม้ว่าผมจะต้องแลกด้วยชีวิต แต่จะแปลกอะไร ในเมื่อชีวิตของผมได้ถูกปลดปล่อยมาแล้วครั้งหนึ่ง

5

คืนที่สามกลางราวป่าผมเพิ่งจะรู้สึกตัว อะไรทำให้ผมมองเรื่องใหญ่เป็นเรื่องเล็ก? ยิ่งล่วงเข้าป่าลึก กลางความเงียบและสายลมเย็นเยือกนั่นยิ่งทำให้ผมหวั่นไหว ผิดแล้ว..ที่เคยคิดว่าจะได้พบกับหลืบถ้ำเล็กๆใต้ภูเขาตามคำบอกเล่า ผมไม่พบแม้แต่ร่องรอยการทำลายหิน ไม่มีการระเบิดหิน ไม่พบการขุดเจาะอันจะเป็นสาเหตุให้ของสิ่งนี้ถูกพรากจากที่ที่เคยมีเคยอยู่ เครื่องถวายตามแบบอย่างเป็นประเพณีสืบต่อกันมาเริ่่มกลายเป็นภาระ ไม่ใช่แค่วางเกล็ดหินไว้ที่เดิมพร้อมอุทิศส่วนกุศลอย่างที่ตั้งใจแล้ว!

จากการท่อมๆเดินตามแผนที่ที่หัวหน้าชาวบ้านเขียนละเอียดละออ
พบทุกอย่างตามแผนที่แต่ไม่พบทางเข้าปากอุโมงค์อย่างที่วาดมาหยาบๆ
ผมเดินวนอยู่บริเวณนั้นจนจำทุกโคนต้นมะค่าใหญ่นั่นได้แม้ลายเส้นของเปลือกผิว สะเบียงผมอยู่ได้อีกสักสองวัน แต่ไม่กังวลเท่าไหร่ผมเคยคลุกคลีอยู่กับป่ามาก่อน แต่ผมลาพักร้อนได้แค่สิบห้าวัน วันนี้ถือเป็นวันที่เจ็ด ผมมัวโอ้เอ้อยู่ในกรุงเทพฯ และคลุกคลีกับชาวบ้านเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม ท่ามกลางความสงสัย ผมต้องการอะไรในถ้ำใต้ภูผาเทือกยาวที่ว่างเปล่า ผมเพียงบอกว่าอยากสำรวจดูโครงสร้าง และการเปลี่ยนแปลงของภูมิศาสตร์ ก็ท่าทางผมออกจะเป็นนักวิจัย เขาบอกอาจมีเส้นทางทะลุถึงชายแดนเพื่อนบ้าน หัวหน้าหมู่บ้านจะให้ลูกชายคนโตวัยกำลังบวชเรียนติดตามด้วย แต่มันจะเอิกเกริกไปผมพอใจทำงานเงียบๆตามลำพัง ผมฝากรถพร้อมข้อมูลที่สื่อสารถึงกันได้ในกรณีจำเป็นก่อนจากมา

ไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่าจะใช้เวลานานขนาดนี้ คำนวนระยะทางจากจุดที่รถไฟหยุดวันนั้นและรัศมีของสิ่งมีชีวิตไม่น่าจะเกินสองวัน นี่ผมเดินอย่างคนรู้ป่ามาสองวัน หรือผมวางเป้าหมายผิดไป หรือผมหลงทาง? ดงมะค่าใหญ่นั่นอยู่กลางป่าในหุบเขาลูกที่ห้าที่ผมเดินมาตามทางคนค้าของป่า
"หลังจากพบทางแยกที่มีต้นเปือยเป็นดงให้แยกลงเลาะริมลำห้วย"
ผมเลาะมาตามลำห้วยอย่างมั่นใจ เถาวัลย์เขียวเลื้อยเลาะไปตามโคนไม้ใหญ่ ป่ายังสมบูรณ์ขนาดนี้เหมือนไม่เคยมีมนุษย์ใดใดผ่านมาพบ หรือผมเลยจากจุดเป้าหมายมาแล้ว?

ลำธารเล็กๆ สายที่ผมเดินเลาะมาตั้งแต่ต้นทาง เริ่มแคบลงแต่น้ำลึกนั่นใสเย็น เท่าที่ประสบการณ์ป่าสอน น้ำจะไหลลอดภูเขาหากมีอุโมงค์อยู่จริง ยิ่งเลาะไปก็ยิ่งเข้าป่าลึก ป่าเริ่มเปลี่ยนมองไม่เห็นแสงอาทิตย์ตกพื้น เหมือนใกล้ค่ำทั้งที่นาฬิกาข้อมือบอกเวลาสี่โมงเย็น ผมผละสายตาจากต้นมะค่าใหญ่สิบห้าคนโอบนั่น ล้างหน้าในลำธารใส น้ำสะอาดในลำห้วยเย็นเฉียบ ชนิดแช่ของสดได้แทนตู้เย็น ล้วงอาหารแห้งจากเป้หลังมาใส่ปากกันกระเพาะประท้วง

กลิ่นอ่อนๆเหมือนดอกเล็บมือนางยามค่ำโชยมา ความรู้สึกรับบางอย่างที่สื่อมาถึง แต่ทำไมเหมือนไกลนัก น่าแปลกที่มนต์มายาป่าไม่ทำให้ผมพรั่นพรึง ผมตามหานิมิต แต่เหมือนงมเข็มในมหาสมุทรแล้ว ไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย
คนชุดดำใต้หมวกใบลานกับเสียงแผ่วเบาลุ่มลึกแว่บมาในความคิด ผมตั้งคำถามเดิมเดิม เป้าหมายของผมใช่แน่หรือเปล่า ทำไมปล่อยกันให้เคว้งคว้างแล้ว

บนยอดไม้ยังเห็นบ่างสองตัวโหนตัวข้ามไม้ต่างยอด แซงแซวคู่โฉบตัวเล่นน้ำแล้วจากไป เพลงป่ายังบรรเลง ผมเก็บของและเตรียมอุปกรณ์สำหรับใช้ในยามค่ำ แวะไปล้างมือ ล้างหน้าเช็ดตัวที่ลำน้ำนั้นอีกครั้ง เงยหน้า..ผมก็พบแล้วเมืองโบราณที่เสาะหา..




 

Create Date : 11 มีนาคม 2555
0 comments
Last Update : 11 มีนาคม 2555 13:50:07 น.
Counter : 1158 Pageviews.


Peakroong
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 40 คน [?]





"หากต้องตัดสินใครสักคน

เริ่มจาก "ทำไม"คงจะดีกว่า"อย่างไร"

เพราะสิ่งที่มองเห็นไม่แน่ว่ามีอยู่จริง

สิ่งที่มองไม่เห็นใช่ว่าไม่มี

สิ่งที่คิดว่าใช่อาจไม่ใช่

สิ่งที่ไม่คิดว่าใช่สำหรับคุณ

มันอาจใช่เลยสำหรับใครอีกคน"


"
๐ ให้ลมหายใจของใบไม้เป็นบันทึกคนกล่อง
คำเขียนของคนล้มลุกคลุกคลาน
แต่ยังมีลมหายใจเป็นของตัวเอง
แม้ไม่ใช่ทุกอย่างที่มีหากเป็นทุกอย่างที่เป็น
เก็บความว่างเปล่าไว้เติมเต็ม..

๐ ขอบคุณตัวละครทุกตัว
ทั้งที่มีอยู่จริงและที่ไม่มีตัวตน
ขอบคุณวันเวลา-ครูบา-อาจารย์
ที่สอนให้เก็บเกี่ยว ฝึกให้คิด สอนให้เขียน

๐ ขอบคุณเพื่อนเพื่อนชาวไซเบอร์
ที่กรุยทางให้สร้างสรรรค์บล็อคได้เท่าใจ
ขอบคุณทุกภาพงดงามจากบล็อกน้องญามี่ขอบคุณ http://www.thaipoem.com
ที่ให้เพลงประกอบเป็นอมตะนิรันดร์กาล

๐ ขอบคุณความเป็นเธอ..
ที่ส่งผ่านการ"ให้"มาเสมอฝัน
ขอบคุณความเป็นฉัน..
คนเกี่ยวประสบการณ์ระหว่างวันมาถักทอ


'ปีฆรุ้ง
27 มกราคม 2553


Friends' blogs
[Add Peakroong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.