"กลุ่มพัฒนาเด็กและเยาวชน พัฒนาคนพัฒนาชาติ"
Group Blog
 
 
ธันวาคม 2549
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
12 ธันวาคม 2549
 
All Blogs
 
ถ้ำเสาหิน การผจญภัยแห่งความทรงจำ

ในเถื่อนถ้ำมีลำธาร เลื่อนไหล
มีแก้วผุดสุดใส สว่างจ้า
มีความงามเกินใคร พรรณนา
คือเถื่อนถ้ำล้ำฟ้า แห่งป่า ลำคลองงู

ปฐมบทแห่งการผจญภัย

ถ้าใครชอบค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่แปลก ๆ ในเมืองไทย ชื่อ “ถ้ำเสาหิน” ก็คงจะเคยผ่านตามาบ้าง และถ้าใครคนนั้นเป็นนักท่องเที่ยวเชิงผจญภัยด้วยแล้ว เมื่อได้ยินชื่อถ้ำนี้ หัวใจของเขาก็คงจะเต้นแรงขึ้นด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะได้ไปเยือนสถานที่มหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์แห่งนี้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

ถ้ำเสาหินถูกสำรวจค้นพบเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2538 โดยดีน สมาร์ต นักสำรวจถ้ำระดับโลกชาวอังกฤษ ฝรั่งคนนี้ตะเวนสำรวจถ้ำแถบเทือกเขาตะนาวศรี บริเวณจังหวัดกาญจนบุรีมาจนทะลุปรุโปร่ง จนได้มาเจอถ้ำแห่งนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนเพชรเม็ดงามแห่งเอเชียอาคเนย์

ถูกแล้ว เรากำลังจะตามรอยดีน สมาร์ต ไปยังเส้นทางวิบากที่เขาเคยสำรวจไว้ ไปยังถ้ำลี้ลับที่ธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตในถ้ำเสมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก



อุทยานแห่งชาติลำคลองงู

เราเริ่มต้นการผจญภัย ณ หน่วยเขาพระอินทร์ ซึ่งเป็นหน่วยย่อยหน่วยหนึ่งของอุทยานแห่งชาติลำคลองงู อำเภอทองผาภูมิจังหวัดกาญจนบุรี ณ ที่นี้เราต้องมาขออนุญาต ลงทะเบียน และเช่าเสื้อชูชีพ



ถ้ำเสาหินนั้นเป็นหนึ่งในสามถ้ำสำคัญของอุทยานแห่งชาติลำคลองงู โดยอีกสองถ้ำได้แก่ถ้ำนางแอ่นและถ้ำน้ำตก ทั้งสามถ้ำนับเป็นสุดยอดของความสวยงามมหัศจรรย์ และยากแก่การเข้าถึง แต่ในสามถ้ำนี้ ถ้ำเสาหินนับเป็นเพชรน้ำเอก โดดเด่นสุดยอดในแง่ของความสุดแสนจะวิบากในการเดินทางไปถึง

ลักษณะถ้ำเสาหินนั้นเป็นถ้ำธารลอด คือมีสายน้ำลำคลองงูไหลผ่านภายในถ้ำ ดังนั้นช่วงเวลาที่สามารถเดินทางไปถ้ำได้จะมีเพียงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ระดับน้ำในถ้ำลดลงจนถึงระดับที่พอจะเข้าไปได้ นอกนั้นหมดสิทธิ์ โดยเฉพาะฤดูฝน ในช่วงเวลาที่เกิดพายุฝนนั้น บรรยากาศภายในถ้ำจะวิปริตแปรปรวนมากกว่าภายนอกหลายเท่าตัว

ทีมงานเปลี่ยนชุดเป็น กางเกงขายาวผ้าร่ม เสื้อแขนยาว สวมทับด้วยเสื้อชูชีพ รองเท้าแตะน้ำหนักเบาแบบมีสายรัดข้อเท้า ในเป้บรรจุสัมภาระเท่าที่จะเป็น ได้แก่อาหาร น้ำดื่ม ถุงกันน้ำ ไฟฉายคาดหัว และกล้อง
พร้อมแล้วสำหรับการเดินทาง !





สู่เส้นทางบุกเบิก

จากหน่วยเขาพระอินทร์เราหัวโยกหัวคลอนบนรถกระบะมาตามถนนลูกรังอีกประมาณ 5 กิโลเมตร ก็ถึงจุดจอดรถ ที่ต่อจากจุดนี้ต่อให้รถสมรรถนะดีขนาดไหน ก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ ภาพข้างหน้าของเราเป็นป่าเบญจพรรณผสมป่าไผ่แล้ง

ต่อจากนี้จะเป็นมหกรรมการเดินบนทางมหาวิบากอีก 6 กิโลเมตร โดยเส้นทางเดินจะตัดข้ามเขาในหมู่เทือกเขาตะนาวศรี ถึงสามลูก ไปยังป่าลึกของกาญจนบุรี สู่ถ้ำเสาหิน
เส้นทางป่าที่พวกเราต้องเดินผ่านเข้าไปนั้น เป็นทางเรียบธรรมดาในช่วงแรก มีบ้างที่ทางจะลาดชันแบบเทลงไปเป็นช่วง ๆ แต่เป็นช่วงที่ไม่ยาวนัก พวกเราพอทรงตัวเดินกันไปได้แบบสบาย ๆ

แต่พอทำระยะทางได้สักพักทางก็เริ่มลาดชันลงเรื่อย ๆ เป็นช่วงที่ยาวขึ้น บางช่วงมีความลาดชันเกือบ 90 องศา และบนเส้นทางยังเต็มไปด้วยโขดหินก้อนใหญ่สลับเล็ก มากมายไปด้วยกิ่งไม้ รากไม้ ที่เราต้องระมัดระวังหลบหลีกตลอดการเดินทาง



การเดินป่านั้นการจัดรูปกระบวนเป็นสิ่งสำคัญ จะต้องให้ผู้แข็งแกร่งและรู้เส้นทางเป็นคนนำและปิดท้าย เผื่อว่าคนที่เดินอยู่ตรงกลางเกิดเดินทิ้งระยะกับคนข้างหน้าจนพลัดหลงกัน ไม่รู้จะไปทางไหน จะได้อาศัยรอคนที่อยู่ท้ายได้ เพราะทางด่านในป่านั้นบางครั้งก็ไม่ชัดเจน ดูเหมือนมีหลายทางแยกออกไป ดังนั้นเราจึงให้ เจ้าหน้าที่อุทยานเป็นหัวขบวน และให้พรานเป็นท้ายขบวน



เราเดินมาจนถึงลานแห่งหนึ่งซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางพอสมควร มีโขดหินขนาดย่อมเรียงรายเป็นแถวเหมาะสำหรับนั่งพักผ่อน พรานนำทางจึงแจ้งกับเราว่า

“เรามาถึงครึ่งทางแล้วครับ เราจะแวะพักกินข้าวที่นี่ เสร็จแล้วเราจะเดินลงไปตามทางนี้”

ผมมองตามพรานไป เบื้องหน้าคล้ายเป็นซุ้มประตูทางเข้าธรรมชาติเพราะมีกิ่งไผ่และต้นไม้โน้มเข้าประสานกันไว้ มองลอดผ่านซุ้มนั้นไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาพวกเราเบื้องหน้าก็ทำให้บางคนถึงกับเข่าอ่อน เพราะมันเป็นทางชันที่ทอดเหยียดยาวลงไปยังป่าเบื้องหน้า ทางนั้นยาวไปสุดลูกหูลูกตา แบบแทบจะไม่มีให้พักหายใจ





นี่ครับ ทางลงเขามหาวิปโยค ที่ยาวเหยียดสุดสายตา ตอนแรก ๆ ยังยิ้มกันได้อยู่ครับ แต่ลงมาสักพักจะยิ้มไม่ออก โดยเฉพาะขากลับ



ทางมหาวิปโยค

ทางลงเขามหาวิปโยคแบบนี้ ทุกย่างก้าวล้วนมีความสำคัญ เพราะถ้าเหยียบพลาด ไปเจอเอาก้อนหินที่ไม่มีความมั่นคง หรือเกิดสะดุดตอไม้ แล้วกลิ้งหกล้มลงมา สิ่งที่ได้รับจะไม่ใช่แค่บาดแผลเล็กน้อย แต่อาจจะถึงขั้นสาหัส เพราะทางมีความชันสูง และเต็มไปด้วยก้อนหินน้อยใหญ่ที่พร้อมจะตามมากลิ้งทับเราในทันที่ที่เราล้ม

พรานกับเจ้าหน้าที่จึงต้องเป็นคนลงไปนำ เขาทั้งสองต้องสำรวจหาช่องทางที่ลงง่ายและสะดวกที่สุดเพื่อเป็นการประหยัดเวลาและป้องกันอุบัติเหตุ นอกจากนั้นยังต้องตรวจสอบตลอดว่าก้อนหินที่เขาเหยียบทุกก้อนนั้นมั่นคง เพื่อว่าเมื่อชาวคณะที่เท้าไม่เบาเหมือนเขามาเหยียบแล้วจะไม่พลาด

กิ่งไม่บางกิ่งนั้นมองดูเผิน ๆ ว่าแข็งแรง แต่พอจะจับเพื่อใช้เป็นที่ทรงตัวก็เกิดหักเพราะความเปราะ
เมื่อไต่กันลงมาได้สักพัก และต่างคนต่างหยุดพักเพราะความเหนื่อย ผมลองหันหลังกลับไปมอง ก็พบกับหน้าผาสูงชันลิบลิ่ว อย่างไม่น่าเชื่อว่าเราจะไต่กันลงมาได้ขนาดนี้ ทีมงานผู้หญิงคนหนึ่งสบสายตากับผม เหมือนกับว่าในแววตาของเธอมีคำถาม ว่าตอนกลับนั้นเราจะต้องขึ้นไปทางเดิมใช่ไหม

ซึ่งผมไม่อยากจะบอกเลยว่าใช่

เมื่อผ่านผามรณะนั้นมา เราก็ออกจากป่าไผ่เข้าสู่ป่าที่มีลักษณะดงดิบมากขึ้น พืชพรรณเริ่มมีลักษณะแปลก ๆ มากขึ้น ต้นไม้บางต้นใหญ่ขนาดสิบคนโอบ บางแห่งก็พบเถาวัลย์ขนาดยักษ์ที่เกาะกลุ่มกันเป็นกำแพงขนาดใหญ่ เราพบโป่งและซับหลายแห่ง บางช่วงก็เป็นทางเดินแคบ ๆ ผ่านหุบเขาหรือหน้าผาสูงชัน ซึ่งพรานบอกผมว่า

“เลียงผายังชุมครับที่นี่ แต่ผมสังหรณ์ใจว่ามันจะหมดไปในไม่ช้า เพราะล่ากันหนักเหลือเกิน”

ป่าช่วงนี้ยังคงมีทางขึ้นลงเนินเป็นระยะ แม้ไม่หนักหนาสาหัสเท่าผามรณะ แต่ก็ลดทอนกำลังขาของพวกเราให้ลดน้อยลงทุกที



มีเรื่องที่ต้องบอกอีกอย่าง บางจังหวะที่ต้องลุยว่ายน้ำ ทั้งในถ้ำและนอกถ้ำ รองเท้าจะสำคัญมาก มาดูตัวอย่างรองเท้าที่เหมาะกับการลุยกันครับ





ก่อนที่กำลังกายและกำลังใจเราจะหมด เมื่อมาถึงทางลงเขาที่รกเรื้อเต็มไปด้วยแมกไม้แห่งหนึ่ง เสียงน้ำตกไหลซู่ซ่าก็แว่วเข้ามาในโสตประสาท

ประตูสู่นิรภพ

“ปากถ้ำอยู่ในสายน้ำตกนั่นแหละครับ เราต้องค่อย ๆ ว่ายน้ำ ๆ เลาะขอบลำธารฝ่าเข้าไป ทุกคนเอาสัมภาระที่ไม่จำเป็นทิ้งไว้ที่นี่ เอาเข้าไปเฉพาะกล้องและถุงกันน้ำเท่านั้น รัดเสื้อชูชีพให้แน่น คนที่ว่ายน้ำเป็นให้ดูแลคนที่ว่ายไม่เป็นด้วยครับ”

ภาพลำธารอันกว้างใหญ่ ระยะทางจากฝั่งลำธารที่เรายืนอยู่ถึงสายน้ำตกที่ไหลรุนแรงซึ่งพรานบอกว่าเป็นทางเข้านั้น เป็นระยะทางไม่ใช่น้อย ไม่ต่ำกว่า 50 เมตร แต่เป็นห้าสิบเมตรที่ต้องผ่านสายน้ำอันเชี่ยวกราก



ใจผมนึกถึง “เพชรพระอุมา” จินตนิยายเรื่องเยี่ยมของพนมเทียน ในตอนดงมรณะ ที่รพินทร์ ตามล่า “ไอ้แหว่ง” ช้างปีศาจ ซึ่งในตอนแรกเสมือนมันเดินทางล่องหนได้ เพราะใช้เวลาเดินทางอ้อมป่ากว้างใหญ่ไพศาลได้ในพริบตา แต่ในภายหลัง รพินทร์มารู้ว่าไอ้แหว่งใช้ทางลัด ทางนั้นเป็นถ้ำที่ตัดผ่านป่า และทางเข้าถ้ำนั้นก็อยู่ในสายน้ำตกเหมือนเช่นถ้ำเสาหิน

ยิ่งคิดก็ยิ่งจินตนาการไปไกล ฤาทั้งสองแห่งจะเป็นสถานที่เดียวกัน เพราะอยู่ในเทือกเขาตะนาวศรีเหมือนกัน



ฝ่าด่านสิบน้ำ


เมื่อเข้ามาในถ้ำได้แล้วนั้น เราก็สัมผัสได้ถึงสภาพอากาศอันอับ ๆ แปลก ๆ ของถ้ำ ภายในถ้ำมืดมิดอย่างถ้าไม่มีไฟก็อย่าหวังเลยว่าจะคลำทางเจอ แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงมากก็คือ

พื้นในถ้ำนั้นไม่ใช่พื้นดิน แต่เป็นพื้นน้ำล้วน ๆ ที่มีโขดหินแทรกแซมอยู่เป็นระยะ ๆ

ระยะทางจากปากถ้ำถึงจุดหมายปลายทาง ซึ่งก็คือเสาหินขนาดมหึมาในถ้ำนั้น เราต้องผ่านด่านน้ำที่มีความเชี่ยวกรากนับสิบ ๆ ด่าน ซึ่งถ้าพลาดหมายถึงชีวิต ทุก ๆ ด่านนั้นน้ำมีความลึกจนเท้าหยั่งไม่ถึง บางด่านถึงแม้น้ำไม่เชี่ยวกรากมากนัก แต่ระยะทางจากโขดหินฝั่งหนึ่งถึงฝั่งหนึ่งก็ไกลประมาณ 50-100 เมตร และด้วยอุณหภูมิที่เย็นยะเยือกของน้ำ ทำให้หลายต่อหลายคนตะคริวจับ

บางด่านนั้นกระแสน้ำมีความเชี่ยวกรากสูง ยากต่อการว่ายน้ำผ่าน พรานนำทางที่ว่ายน้ำแข็งก็จะต้องว่ายข้ามไปผูกเชือกไว้ฝั่งตรงข้าม เพื่อให้เราเกาะตัวสาวเชือกตามไปได้ ด่านน้ำเหล่านี้ต้องระวังให้มาก เพราะบางด่านนั้นถ้าพลาดหลุดแนวออกไปด้านข้างก็จะหลุดเข้าไปในซอกหลืบของถ้ำ ไปตามทางน้ำที่ไม่ใช่ทางหลักที่ไม่รู้ว่าจะนำผู้โชคร้ายไปโผล่ที่ไหน







ต้องขอบอกก่อนว่า 3 รูปบนนี้และรูปเสาหินนั้น ไม่ใช่รูปที่ทางคณะผมถ่ายมา เป็นรูปที่นำมาจากเว็บไซต์อื่น เพราะกล้องและอุปกรณ์ของเราไม่พร้อมที่จะถ่ายมาได้ ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย และขออภัยที่ไม่สามาถเอ่ยนามได้ เพราะไม่ทราบจริง ๆ

ยิ่งใกล้จุดหมายสภาพภายในถ้ำก็ยิ่งประหลาดมากขึ้น เราได้พบหินยอกหินย้อยลักษณะแปลก ๆ ได้พบหินลายไม้ มีสมาชิกผู้โชคดีของเราคนหนึ่งได้พบสัตว์ในตำนาน “แฮรี่ แม่รี่”

เมื่อมาถึงโขดหินจุดพักแห่งหนึ่งนั้น กำลังกายของผมนั้นแทบจะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ยิ่งกำลังใจนั้นไม่ต้องพูดถึง ความยากลำบากในการผจญภัยครั้งนี้มันหนักหนาสาหัสที่สุดในชีวิต

ผมมองหน้าเจ้าหน้าที่ ที่มาถึงก่อนหน้าสักครู่ เขาเปิดสปอทไลท์กำลังมหาศาล ฉายข้ามด่านน้ำตรงหน้าไปยังฝั่งเบื้องหน้า ภาพที่เห็นทำให้ผมและชาวคณะลืมความเหน็ดเหนื่อย

มันเป็นเสาหินขนาดมหึมา ความสูงจากพื้นดินไม่ต่ำกว่า 60 เมตร ในขณะนั้นเมื่อถูกแสงไฟกระทบเข้า มันก็เหมือนกับจะเปล่งประกายเจิดจ้าออกมา ให้เห็นว่านี่คือเสาหินที่สูงที่สุดในบรรณพิภพ และธรรมชาติต้องใช้เวลาไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยล้านปีถึงจะสร้างมันขึ้นมาได้



จะติดตราในความทรงจำไปชั่วนิรันดร์

ดึกสงัดแล้วเรายังเดินอยู่ในป่าเมืองกาญจนบุรี และเพิ่งข้ามเทือกเขามาได้ยังไม่ถึงสองลูก ระยะทางยังคงอีกยาวไกล พวกเราเหน็ดเหนื่อย การเดินทางในขากลับเป็นไปได้อย่างเชื่องช้า เพราะสมาชิกบางคนไม่อยู่ในสภาพที่จะเคลื่อนไหวได้ในระยะทางไกล เราต้องหยุดพักเป็นระยะ ๆ ในทุก ๆ 200-300 เมตร

แต่ทุกคนก็ยังยิ้ม ไม่มีใครท้อแท้ ในใจของทุกคนมีความรู้สึกอย่างหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความรู้สึกอันเดียวกัน

คือรู้สึกว่าชีวิตนี้ถึงตายก็ไม่เสียชาติเกิด



Create Date : 12 ธันวาคม 2549
Last Update : 15 ธันวาคม 2549 15:37:26 น. 6 comments
Counter : 612 Pageviews.

 
ไหนอ่าค้าบ


โดย: PutterZ (ToppuT ) วันที่: 12 ธันวาคม 2549 เวลา:10:35:18 น.  

 
สุดๆๆเลย


โดย: คนผ่านมา IP: 58.10.71.48 วันที่: 16 ธันวาคม 2549 เวลา:9:12:34 น.  

 
จะติดตราตรึงใจและจะไม่ไปอีกชั่วชีวิต


โดย: นุ้ย IP: 203.118.105.110 วันที่: 3 เมษายน 2550 เวลา:17:12:55 น.  

 
เพิ่งรู้นะนิ..ว่านุ้ยก็ถอดใจเป็นเหมือนกัน แต่ว่าไปก็ต้องยอมรับว่าหินสุดๆ ผมเองยังต้องบอกว่า จะกล้าไปไหมนิ


โดย: tahanthai (tahanthai ) วันที่: 21 มิถุนายน 2550 เวลา:12:00:53 น.  

 
อะไรอ่ะ
จะดูเกี่ยวกับประเทศจีนโว้ย ....


โดย: ดกีรพ้ IP: 125.27.26.67 วันที่: 25 พฤศจิกายน 2550 เวลา:17:32:45 น.  

 
สุดยอดเลยค่ะ อ่านแล้วตื่นเต้นไปด้วย

มหัศจรรย์จิงๆๆ ชาตินี้จะได้ไปป่าวยังไม่รู้

ซึ้งจิงๆ


โดย: บิบี IP: 115.31.141.200, 117.121.208.2 วันที่: 20 ธันวาคม 2552 เวลา:16:48:59 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

กาลไภราพ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add กาลไภราพ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.