ผ่านมา..และผ่านไป
เว้นวรรคจากบล็อคนี้ไปนานหลายเดือน เนื่องด้วยสิ่งต่างๆนานาประการในชีวิตที่เข้ามาและผ่านพ้นไป หลายสิ่งหยิบยื่นความสุขสมหวัง ประทับไว้ ณ ตรงนั้นอย่างสุขี ในขณะที่บางสิ่งยังทิ้งร่องรอยของความเจ็บปวดไว้อย่างยากที่จะลืมเลือนกันเลยทีเดียว...

บันทึกไว้ในวันนี้ เพื่อเตือนตัวเองว่าครั้งหนึ่ง ชีวิตได้เคยพบเจอกับเรื่องเล่านั้นมาแล้ว เป็นความทรงจำดีๆที่มีไว้เพื่อดื่มด่ำ และเป็นเรื่องแย่ๆที่มีไว้เพื่อเรียนรู้เป็นบทเรียนราคาแพงที่คงหาซื้อไม่ได้จากที่ใดๆ

...เพราะตอนนี้ก็มีแต่เรียนรู้และยอมรับในทุกสิ่งอย่างที่ผ่านเข้ามา...



ทิ้งบล็อคจนร้างนานหลายเดือน เพราะส่วนหนึ่งจากความขี้เกียจ ผมไร้ความคิดที่จะเขียน จะบรรยายใดๆ ออกมาเป็นตัวอักษร รู้สึกอื้ออึงกับอะไรๆที่ผ่านพ้นไป รู้สึกตีบตันและแน่นในอก และในใจเหมือนพายุไฟที่โหมกระหน่ำตลอดเวลานานหลายเดือน และอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นข้ออ้าง แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ กับคำว่า ไม่มีเวลา .... น่าแปลกที่ทุกคนต่างๆมีเวลาเท่ากันใน 1 วัน บางคนเวลาเหลือจนสามารถฆ่าเวลาไปกับเรื่องไร้สาระได้อย่างไม่ต้องคิดมาก ในขณะที่บางคนแทบจะไม่ได้ใช้เวลาส่วนตัว กลับหมดไปกับกิจการ งาน ธุระที่สำคัญและจำเป็น สังเกตชีวิตมาสักระยะ และเหมือนว่าชีวิตจะวนเวียนกับคำว่า ตืนเช้า ไปทำงาน กลับบ้าน นอน เป็นแบบนี้มานาน จนกลายเป็นความจำเจและชินชากับลมหายใจที่มีในแต่ละวัน ไม่นานผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนแนวทางชีวิตของตัวเองครั้งใหญ่ด้วยการเปลี่ยนงานไปเป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อกาย ใจและปัญญาพร้อมที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ จะไม่ยากที่ตัดสินใจสอบเข้าในองค์กรระดับต้นๆของประเทศ ผ่านการสอบ การสัมภาษณ์ และการอบรมการทำงานแรมเดือน จนวันนี้ได้มานั่งอยู่ ณ จุดที่ตั้งใจไว้ ในวันนี้ต้องยอมรับว่าผมพอใจที่เดินมาได้ไกลถึงเพียงนี้ กับงานใหม่ เพื่อนร่วมงานใหม่ในองค์กรใหม่ๆ แม้ว่าทุกองค์กรจะมีวัฒนธรรมและความขัดแย้งที่หลากหลาย ท้ายที่สุดการปรับตัวของตัวเราเองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถ้าจะไม่กล่าวถึงเรื่องรักเลยก็คงไม่ได้ แม้ว่าความสัมพันธ์ครั้งล่าสุดจะยังทิ้งรอยแผลไว้มากมายเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่มีสติรับรู้ได้ตลอดเวลา คือ ผม "โต" ขึ้นกับเรื่องนี้มาก จากเมื่อก่อน ครั้งก่อนๆที่เคยฟูมฟายอย่างหนักกับความผิดหวังจนต้องพึ่งพิงเพื่อนๆในยามนั้น แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาครั้งล่าสุด ผมสามารถทำใจและยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างค่อนข้างจะมั่นคง ในวันที่ผมตัดสินใจเดินออกจากเรื่องเหล่านั้น เป็นปกติชนที่ใครๆ ก็ต้องเสียใจ ร้องไห้ และรู้สึกเจ็บปวดกับความผิดหวัง ผมถือว่าผมทำได้ดีทีเดียวที่ยังมีสติ ณ เวลานั้น เสียใจอย่างพอดี ซึ่งอาจเป็นเพราะเข้าใจในธรรมชาติของความสัมพันธ์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ความรักก็เป็นความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่งที่สามารถแปรผันได้ตลอดเวลา และความรักก็เป็นเรื่องของคนสองคนที่จะเรียนรู้และสื่อสารกันอย่างจริงใจและเข้าใจ แม้สุดท้ายเรื่องราวเหล่านั้นจะจบไปแล้ว ผมไม่ถือโทษใคร ไม่โกรธสิ่งใดๆ ผมคิดว่า ณ เวลานั้น ผมทำดีที่สุดแล้วจริงๆ... และที่สำคัญ ณ เวลานี้เริ่มเข้าใจถึงคำว่า ทุกคนต่างมีเหตุผลเป็นของตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น หากต่างคนต่างไม่ยอมรับฟังในเหตุผลของอีกฝ่าย มันก็คงยากที่จะเข้าใจจริงๆ...

ชอบเพลงของพี่เฟี้ยต Link Corner ... ผู้ได้รับบาดเจ็บ...เข้าใจถึงอารมณ์ของเพลงนี้เป็นอย่างดี และชอบท่อนที่ว่า.. "สุดท้ายมันจะจบ สุดท้ายมันจะผ่านไป แต่ชีวิตยังต้องเดินต่อไป" ชอบจริงๆ.... ทุกวันนี้จึงพยายามลืมเลือนสิ่งที่ผ่านมาและความสัมพันธ์ครั้งก่อน ผมพยายามดึงจิตใจให้อยู่กับปัจจุบัน ไม่คิดย้อนหลับไปหาอดีตให้ต้องรู้สึกเจ็บปวดอีก ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดี คงอาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมใหม่ งานใหม่ เพื่อนใหม่ ที่เข้ามาแทนที่ความทรงจำเดิมๆ และช่วยลบเลือนอดีตที่อาจจะไม่ถือว่าเลวร้ายมากนัก แต่ก็เจ็บปวดไม่น้อยเลยทีเดียว




สิ่งสำคัญในตอนนี้ซึ่งผมคิดว่ารู้สึกแปลกๆ กับตัวเอง คือ โรคกลัวความสัมพันธ์กำลังก่อตัวขึ้นภายในจิตใจของผม และใช่..ผมยอมรับว่าผมกลัวจริงๆ กลัวว่ามันจะล้มเหลว กลัวความผิดหวัง กลัวความเจ็บปวด หากต้องเริ่มสานสัมพันธ์กับความรักครั้งใหม่ (ที่ไม่รู้ว่าจะผ่านเข้ามาอีกไหม - -") เหมือนคนที่ก่อกำแพง ไม่เปิดใจยอมรับใคร ยินดีรับแค่มิตรภาพ แต่ถ้าจะซับซ้อนกว่านั้น คงยังไม่พร้อม เพราะผมกลัว... ผมไม่ชอบความผิดหวัง ผมเกลียดการเลิกรา แต่ผมคงต้องทำความเข้าใจอยู่อย่างหนึ่งในความรัก..และความสัมพันธ์ในรูปแบบที่ผมเป็น มันอาจจะไม่จีรังยั่งยืนเหมือนชายหญิงทั่วไป แม้อีกใจหนึ่งผมจะขัดแย้งภายในใจว่าคงมีสักวันที่ผมจะพบใครที่เกิดมาเพื่อกันและกันจริงๆ มันเหมือนใจสองด้านที่กำลังต่อสู้กันอยู่ถึงประเด็นที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และผมคิดว่ามันไม่ยุติธรรมเลยที่ความรักจะสมบูรณ์ (แต่ไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้) ได้เฉพาะคู่ของชายหญิงตามธรรมชาติ ในเมื่อผมก็มีชีวิตบนโลกใบนี้แล้ว เป็นคนๆหนึ่งที่มีสิทธิ์จะไขว่คว้า และค้นหาความรักที่ยั่งยืน แม้ว่าโลกแห่งความเป็นจริง ในสังคมแบบที่ผมเป็นมันจะยากเหลือเกินกับความพยายามนั้น ....หรือต้องรอให้พบใครที่มีแนวคิดเหมือนกันเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ก่อน??? และคนๆนั้นจะมีจริงไหม มันคุ้มที่จะเสี่ยงในการรอคอยไหม? และน่าขันที่ความคิดผมเชื่อมโยงอย่างอัตโนมัติกับประโยคหนึ่งใน "รักแห่งสยาม" ที่ว่า...

"มันจะเป็นไปได้ไหมที่เราจะอยู่ได้ โดยไม่รักใครเลย" และ
"มันจะเป็นไปได้ไหมที่เราจะรักใคร โดยไม่กลัวการสูญเสีย"

ถ้าถามว่าตอนนี้คิดมากไหมกับเรื่องความรัก ก็จะตอบว่า ไม่คิดมาก...แต่ก็คิด! ทว่าก็ไม่อยากให้ความรักกลายมาเป็นเรื่องสำคัญและมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต แม้ว่าใจจะต้องการเพียงใดก็ตาม จะพยายามประคับประคองทั้งงาน ชีวิต และความรักให้สมดุลกันอยู่ตลอดเวลา ไม่อยากให้เหมือนครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา เมื่อเดินออกมาไกลๆ และมองย้อนกลับไป... ก็ตลกกับสิ่งที่เกิดขึ้น และขำกับสิ่งที่ตัวเองทำในวันเก่าๆ เรียนรู้ถึงสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นดั่งบทเรียนในชีวิตและประสบการณ์ล้ำค่า และภาวนะให้มีแต่สิ่งดีๆเกิดขึ้นในชีวิต พยายามใส่บาตรทุกวัน สวดมนต์ก่อนนอนให้สม่ำเสมอ และอยากเข้าวัด ถวายสังฆทานเหมือนที่เคยทำ....

มาถึงชีวิตปัจจุบัน จะทำอะไร... ก็ต้องทำงานสิครับ ทำงานเก็บเงิน จะได้รวยๆ ทำธุรกิจขายของบนเน็ตให้ได้กำไรอย่างยั่งยืน หาที่เรียนใหม่หลังจากจบราม ฝากเงินกับธนาคาร ซื้อกองทุนให้เงินทำงาน เก็บเงินไปท่องเที่ยว และอย่าคิดมากเรื่องความรัก อะไรผ่านเข้ามา..อย่าได้แคร์! 55+ แต่แอบเสียดายที่เซ็นทรัลเวิล์ดวอดวาย อีกนานเลยกว่าจะได้ไปเดิน หวังว่าเราคงได้พบกันตอน Christmas ปลายปีนี้นะ CTW เราเคยไปถ่ายรูปด้วยกันทุกปี คราวนี้คงต้องเดิน Paragon แทนแล้ว ...แต่คงไม่ซื้อ เพราะของแพง ฮาๆ

ย่อหน้าสุดท้าย ขออุทิศให้กับความเหงาและความกลัวที่ยังลุกลามภายในจิตใจอย่างต่อเนื่อง และคำสำคัญที่ยึดถือตลอดมา คือ เรียนรู้และยอมรับ...



"เข้ามาเลย! ฉันไม่กลัวแกหรอก...เจ้าความเหงา ก็แค่ความเหงา!"



Sincerely,
See you soon...



Create Date : 23 พฤษภาคม 2553
Last Update : 23 พฤษภาคม 2553 9:50:48 น.
Counter : 211 Pageviews.

4 comments
  
สวัสดีตอนเช้าๆ วันหยุดจ้า ^__^
โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 23 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:50:56 น.
  
เอมี่ก็เป็นโรคกลัวความเหงาคะ

บางครั้งก็เครียดจนเหมือนคนว้าวุ่น

สุดท้ายก็ทรมานเอง

ส่วนใหญ่จะแก้ปัญหาด้วยการออกไปนอกบ้านสักพักคะ...

แล้วก็กลับเข้ามาใหม่...เพื่อพรุ่งนี้จะได้ไปทำงาน เจอเพื่อนที่ทำงาน ไม่เหงาแล้ว....
โดย: amykittenish วันที่: 23 พฤษภาคม 2553 เวลา:9:40:39 น.
  
ความเหงา อยู่กับเราตลอดแหละค่ะ

แต่เรื่องแปลกของความเหงาก็คือ

คนเราจะรู้สึกว่ามันหายไป เมื่อมีความรัก

แล้ว ความเหงาจะรุนแรงมากขึ้น...

เมื่อ...ความรักจากลาชีวิตเราไป...

สำหรับตัวเอง...เรียนรู้...ในความเหงามานานแล้วค่ะ

ไม่ได้กลัวที่จะรักใคร...

ไม่เคยแม้แต่จะผิดหวัง....

เเต่หัวใจไม่เคยรับใครมากกว่า....

และได้รับรู้ว่า...บางที..ความเหงา..ก็ให้อะไรกับเรา

มากมายเหมือนกัน...

ชีวิตต้องมีตอนต่อไปค่ะ
โดย: ในความอ่อนไหว วันที่: 23 พฤษภาคม 2553 เวลา:11:54:27 น.
  
คนทุกคน รู้จักเหงา

เหงาบ่อยเหมือนกัน ในช่วงนี้ แต่บางครั้งก็ชอบนะค่ะอารมณ์เหงา

เหงา แล้วได้บรรยากาศแบบปลอดโปร่ง

เริ่ม หรือไม่ก็ชินไปแล้วกับการไม่มีใคร มาให้กังวล

รักทำให้ใจไม่สงบ เหมือนน้ำที่ถูกกวนตลอดเวลา

พอได้อยู่กับตัวเอง เหงาบ้าง อะไรบ้าง แต่สงบ

ตอนนี้เลยไม่ชินกับการมีใครมาอยู่ข้างๆ ถ้าจะแย่แฮะเรา ฮา
โดย: xyzjung วันที่: 17 ตุลาคม 2553 เวลา:17:01:00 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Passepartout
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คนธรรมดาคนหนึ่งบนโลกใบนี้ ซึ่งกำลังก้าวข้ามผ่านกาลเวลา เพื่อไปสู่อนาคต...

พยายามเข้าใจกับคำว่า "ตราบใดที่มีรัก..ย่อมมีหวัง"
พฤษภาคม 2553

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
25
26
27
28
29
30
31
 
 
23 พฤษภาคม 2553
All Blog