ยินดีต้อนรับสู่บล็อกของปริยาธร / ณวลีค่ะ
Group Blog
 
<<
เมษายน 2560
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
14 เมษายน 2560
 
All Blogs
 

วิวาห์บันดาลรัก ตอนที่ 6





ตอนที่ 6 


                ธันยธรมองเข้าไปในบ้านข้างๆ ที่หญิงสาวยังไม่ก้าวออกมา ก่อนจะหันกลับมามองเด็กๆ ที่เล่นกันอยู่ในรถอย่างกังขา ฝาแฝดคู่นี้ไม่กลัวคนแปลกหน้าอย่างเขาเลย แถมยังเรียกเขาว่าพ่ออีก ทั้งที่คนเป็นแม่ยืนยันหนักแน่นว่าไม่ใช่ลูกเขา แต่เรื่องพวกนี้เขายังพอเชื่อได้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญ เด็กๆ อาจจะเจอคนแปลกหน้าบ่อยจนชิน พอเห็นเขาคุยกับแม่ก็เลยไม่นึกกลัวเขา ส่วนเรื่องที่เรียกเขาว่าพ่อ เขามั่นใจว่าเด็กไม่น่าจะเรียกได้เอง แต่น่าจะมีคนสอนให้พูดมากกว่า ตอนนี้จึงเหลือแค่เรื่องที่หน้าเหมือนเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน กับประวัติอันน่าสงสัยของพ่อเด็ก ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะให้เขาฟันธงว่าฝาแฝดเป็นลูกของเขา

                ดีเอ็นเอ...ต้องตรวจดีเอ็นเอเท่านั้น

ชายหนุ่มคิดพลางมองหาว่าจะเอาอะไรจากเด็กๆ ไปตรวจดี ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ทำอะไรต่อ คีตภัทรก็เดินออกมาจากข้างบ้านโดยมีเพื่อนเดินมาส่ง เขาจึงรีบใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปฝาแฝดตัวน้อยเอาไว้ แล้วส่งไปให้เพื่อนสาวคนสนิทดู ก่อนจะเก็บโทรศัพท์ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงตามเดิม เขาเคยเล่าเรื่องที่เด็กๆ หน้าคล้ายเขาให้คาร่าฟังแล้ว แค่เห็นรูปเธอคงเข้าใจว่าเขาต้องการจะปรึกษาเรื่องอะไร แล้วคืนนี้เขาค่อยโทรหาเธออีกที

                “ฝากบ้านเรียบร้อยแล้วเหรอครับ” ชายหนุ่มถามด้วยรอยยิ้มเพื่อกลบเกลื่อนความสงสัยในใจตัวเอง

“เรียบร้อยแล้วค่ะ เด็กๆ คงไม่ได้ซนจนทำให้อะไรในรถของคุณเสียหายนะคะ” คีตภัทรเข้าไปนั่งที่เบาะหลังกับลูกตามที่เจ้าของรถบอกไว้แต่แรก และทั้งสองคนก็กำลังง่วนกับของเล่นในมือ คือไฟฉาย และแว่นกันแดดของชายหนุ่ม

                “ไม่หรอกครับ ให้พวกแกเล่นกันไปเถอะ เห็นลูกอารมณ์ดีผมเป็นพ่อก็สบายใจ”

                “พวกแกไม่ใช่ลูกคุณค่ะ” หญิงสาวสวนกลับทันควันราวกับตั้งระบบอัตโนมัติเอาไว้เมื่อได้ยินคำต้องห้าม

                “คัท” ธันยธรบอกแล้วหันไปจ้องหน้าคนที่เล่นไม่ตรงตามบท “อย่าลืมสิครับว่าตามบทแล้วผมเป็นพ่อของเด็กๆ นะ” ดูจากท่าทางของเธอแล้วเรื่องที่เขาจะชวนไปตรวจดีเอ็นเอตรงๆ คงไม่มีทางเป็นไปได้

                “ขอโทษค่ะ” คีตภัทรตอบพลางนึกโมโหตัวเอง เธอตกลงกับเขาแล้วว่าเป็นแค่ละคร แต่ใจของเธอนี่สิกลับนึกว่าเป็นความจริงอยู่ร่ำไป

                “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวเราเทคกันใหม่ก็ได้ แต่เด็กๆ เล่นได้สมจริงมากเลยนะ ตอนที่คุณไม่อยู่พวกแกเรียกผมว่าพ่อตั้งหลายครั้ง” ชายหนุ่มแกล้งพูดเพื่อรอดูปฏิกิริยาของคนเป็นแม่ หากเมื่อเธอไม่ตอบอะไรเขาจึงเริ่มเคลื่อนรถแล้วเอ่ยต่อไปว่า “ตอนนี้คงต้องให้เด็กๆ นั่งแบบนี้ไปก่อน ไว้ผมจะหาคาร์ซีทมาติดให้อีกทีนะ”

                “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่เล่นละครชั่วคราวเอง อีกอย่างพวกแกคงไม่ได้เดินทางไปไหนกับคุณบ่อยนัก” คีตภัทรตอบอย่างเกรงใจ เมื่อครู่นี้เธอบอกครอบครัวของวิมพ์วิภาไปว่าได้งานใหม่ และจะพาลูกไปอยู่กับเจ้านายชั่วคราว ซึ่งพ่อแม่ของเพื่อนก็เพียงแต่ซักถามด้วยความเป็นห่วงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเห็นว่าเธอตัดสินใจแล้ว ส่วนวิทวัสไม่ได้มาซักไซ้ไล่เรียงอะไรกับเธอเพราะไปสัมมนาที่ต่างจังหวัด ก่อนจะกลับมาที่รถเธอมีเวลาคุยกับวิมพ์วิภาสั้นๆ และเพื่อนของเธอก็เห็นด้วยกับเงื่อนไขทั้งสองข้อ แต่ยังไม่ค่อยพอใจนักที่รู้ว่าเธอไม่ได้เรียกร้องอะไรให้ตัวเองเลย

‘งั้นแกก็ต้องเล่นละครในฐานะภรรยาให้สมจริงที่สุด เอาให้เขาอยากให้กลายเป็นเรื่องจริงไปเลย’

                ‘ฉันจะทำแบบนั้นได้ยังไง จำไม่ได้เหรอว่าเขามีตัวจริงรออยู่แล้วนะ’

                ‘ตัวจริงอะไรไม่รู้ รู้แต่เรามาก่อน แถมมีลูกด้วย ทำตามที่ฉันบอกแหละคีดีแล้ว ไปเลย สู้ๆ’

คิดถึงแรงเชียร์ของเพื่อนแล้วหญิงสาวก็ลอบถอนใจ เพราะเธอไม่คิดจะวิ่งไล่จับผู้ชายมาเป็นพ่อของลูกเลยจริงๆ

                “แต่ยังไงผมก็คิดว่าควรมีนะ อีกอย่างจะเล่นละครก็ต้องเอาให้สมจริงหน่อยสิ ในฐานะผู้กำกับและคนเขียนบท ผมย่อมต้องห่วงใยนักแสดงทุกคน โดยเฉพาะรุ่นจิ๋วอย่างสองคนนี่ ในบทบาทของความเป็นพ่อยังไงก็ต้องห่วงความปลอดภัยของลูก คุณไม่ต้องเกรงใจผมหรอก ปล่อยทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ของผมเอง”

                “เอ่อ แล้วเรื่องสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรล่ะคะ” คีตภัทรทวงถามเมื่ออีกฝ่ายไม่พูดถึง

                “เดี๋ยวผมกลับไปพิมพ์ให้ที่บ้านนะ แล้วเราค่อยมาเซ็นกันคืนนี้ เตรียมนิ้วโป้งไว้นะคะเด็กๆ” ชายหนุ่มตอบก่อนจะเอ่ยประโยคท้ายกับฝาแฝดที่ยังส่งเสียงแจ้วๆ อยู่เบาะหลัง

                “ขอบคุณค่ะ เอ่อ ตอนนี้เรากำลังจะไปที่บ้านคุณกันใช่ไหมคะ”

                “ยังครับ ตอนนี้เราได้นักแสดงครบแล้ว ต่อไปคุณต้องช่วยผมดูแลเรื่องคอสตูมแล้วละ”

                “คะ?” หญิงสาวฟังอย่างงงๆ ในทีแรก ก่อนจะมาเข้าใจเมื่อเขาพาเด็กๆ ไปหาซื้อเสื้อผ้าในห้างสรรพสินค้าด้วยกัน



                ธันยธรเพิ่งจะเข้าใจว่าเด็กไม่ได้มีแต่เวลาที่น่ารัก เพราะพอลงจากรถฝาแฝดก็พูดบ๊ายบายกับเขาเป็นที่น่าเอ็นดู แต่พอเข้าห้างเจอคนเท่านั้นแหละ อาการเหวี่ยงแบบไม่มีอะไรบอกล่วงหน้าก็มาเยือน เมื่อปลอบแล้วไม่ได้ผลเขาจึงงัดไม้ตายด้วยการพาเข้าร้านไปหาอะไรกิน แต่แฝดจิ๋วกลับตอบแทนเขาด้วยการแหกปากลั่นร้านหนักยิ่งกว่าเดิม

                “โอเคค่ะๆ ยังไม่ต้องกิน เสื้อผ้ายังไม่ต้องดู เราไปดูของเล่นก่อนก็ได้” ชายหนุ่มว่าพลางลูบหลังลูบไหล่ปลอบยายหนูที่อุ้มอยู่อย่างเต็มที่

                คีตภัทรมองภาพนั้นอย่างตื้นตันใจ ที่ชายหนุ่มไม่แสดงท่าทางว่าจะรำคาญลูกแม้แต่นิดเดียว เขาไม่ได้หงุดหงิดเรียกให้เธอรีบหาวิธีทำให้ลูกหยุดร้อง แต่กลับช่วยเธอปลอบเด็กๆ อย่างอ่อนโยน แม้เธอจะไม่รู้ว่าเป็นการแสดงละครหรือเรื่องจริง หากเธอก็ดีใจที่ได้เห็นภาพนี้ของพ่อลูก ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมามีผู้ชายเข้ามาในชีวิตของเธอหลายคน คงเพราะว่าเธอไม่ได้อ้วนล่ำถึกเหมือนก่อน แต่ทุกคนก็หวังแค่ตัวเธอ มองเพียงเปลือกนอกที่ฉาบฉวย พอเจอลูกเธองอแงใส่ก็แตกกระเจิงไปหมด ไม่เว้นกระทั่งวิทวัสที่พอเด็กๆ ร้องไห้เขาก็ขมวดคิ้ว ลอบถอนใจหนักๆ เป็นระยะเหมือนกำลังอดทนอยู่

จากแผนกของเล่นที่ทำให้เด็กๆ หยุดร้องไห้ในที่สุด ก็มาถึงแผนกเสื้อผ้าเด็กและของใช้ที่จำเป็นสำหรับเด็ก แม้จะเกรงใจชายหนุ่มแต่เมื่อคิดว่าพ่อกำลังเลือกซื้อเสื้อให้ลูกสาว เธอก็ยอมปล่อยให้เขาทำตามที่ต้องการ เพราะไม่รู้ว่ามีเวลาอีกนานแค่ไหนที่พ่อลูกจะได้อยู่ด้วยกันแบบนี้               

“ค่ะๆ เดี๋ยวจ่ายเงินเสร็จแล้วเราไปหาขนมกินกันเลยนะคะ ไม่ร้องน้า” ธันยธรรีบปลอบเมื่อฝาแฝดเริ่มแบะอีกแล้ว เพราะไม่สนุกกับการชอปปิ้งเท่าไหร่นัก แต่เขากลับไม่รำคาญเลยแม้แต่นิดเดียว แถมยังสวมบทพ่อได้อย่างแนบเนียนชนิดฝังลึกถึงจิตวิญญาณ จนนึกอยากจะมอบรางวัลออสการ์ให้ตัวเองสักตัว

                คีตภัทรบันทึกภาพทั้งหมดนั้นไว้ด้วยหัวใจของเธอเอง อย่างน้อยวันหนึ่งเมื่อลูกๆ โตขึ้นแล้วถามถึงพ่อ เธอก็ยังเล่าได้อย่างเต็มปากว่าพ่อช่วยเลี้ยงลูกมาอย่างไรบ้าง และถ้าเขาไม่มีเจ้าสาวตัวจริงรออยู่ก็คงจะดี เสียงแผ่วๆ ในใจนั้นทำให้หญิงสาวรู้สึกตัว เธอรีบดึงตัวเองขึ้นจากความฝัน และย้ำกับตัวเองอีกครั้งว่าเธอไม่มีเวลาให้กับความรักส่วนตัวอีกแล้ว

                “เดี๋ยวเราจะไปไหนกันต่อคะ” หญิงสาวถามพลางป้อนมื้อกลางวันให้ลูกโดยมีชายหนุ่มคอยช่วย

                “ของเด็กๆ เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงคิวพาคุณไปแต่งตัว” ชายหนุ่มตอบและรีบอธิบายต่อเมื่อคนฟังชะงักไป “ส่วนตัวผมไม่มีปัญหาอะไรเลยนะ คุณจะแต่งหรือไม่แต่งก็ได้ แต่คุณย่าผมคงไม่ปล่อยผ่านแน่ๆ และผมไม่อยากให้ท่านใช้เรื่องพวกนี้มาตำหนิคุณ”

                “ค่ะ ฉันเข้าใจ” หญิงสาวรับคำสั้นๆ เพราะรู้แล้วว่าที่เขาทำไปก็เพราะไม่อยากให้เธอเป็นจุดอ่อนของแผนการครั้งนี้ แม้จะนึกสงสัยว่าละครเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร หากเธอก็ไม่คิดจะถามเขา เพราะรู้ดีว่าสุดท้ายแล้วไม่ว่าเขาจะอ้างกับย่าอย่างไร แต่เธอและลูกก็ต้องเป็นฝ่ายจากไปอยู่ดี


                ธันยธรใช้เวลาช่วงบ่ายกับเสื้อผ้าของหญิงสาวและปิดท้ายที่ร้านเสริมสวย รถเข็นเด็กช่วยเขาได้มากในการให้เด็กๆ นั่งรออยู่นิ่งๆ กระทั่งผล็อยหลับไปทั้งคู่ กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยก็ค่ำแล้ว คาร์ซีทช่วยให้เด็กๆ นั่งได้อย่างปลอดภัยขึ้น ส่วนหญิงสาวก็ได้ย้ายมานั่งด้านหน้ากับเขา และโชคดีที่วันนี้รถไม่ค่อยติดมากนัก

                “ผมถามได้ไหมว่าสามีของคุณตกท่อแถวไหนเหรอครับ” ชายหนุ่มถามหลังจากนั่งคุยเรื่องเด็กๆ กันมาตลอดทาง

ธันยธรใช้เวลาช่วงบ่ายกับเสื้อผ้าของหญิงสาวและปิดท้ายที่ร้านเสริมสวย รถเข็นเด็กช่วยเขาได้มากในการให้เด็กๆ นั่งรออยู่นิ่งๆ กระทั่งผล็อยหลับไปทั้งคู่ กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยก็ค่ำแล้ว คาร์ซีทช่วยให้เด็กๆ นั่งได้อย่างปลอดภัยขึ้น ส่วนหญิงสาวก็ได้ย้ายมานั่งด้านหน้ากับเขา และโชคดีที่วันนี้รถไม่ค่อยติดมากนัก

                “เอ่อ ผมถามได้ไหมครับว่าสามีของคุณตกท่อแถวไหน” ชายหนุ่มถามหลังจากนั่งคุยเรื่องเด็กๆ กันมาตลอดทาง

                “เอ่อ ถะ...แถว...แถวนี้แหละค่ะ” คีตภัทรตอบไปมั่วๆ เมื่อมองออกไปนอกจากรถแล้วเห็นมีท่อระบายน้ำเปิดฝาทิ้งเอาไว้

                “แถวนี้เหรอครับ”

                “ค่ะ แถวนี้เลย” หญิงสาวยืนยัน เธอจำได้ว่าคอนโดของเขาอยู่ห่างจากแถวนี้ไปไกลเลย

“ตรงนี้น่ะแถวบ้านผมเลยนะ ทำไมผมไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย”

                “บ้านคุณอยู่แถวนี้เหรอคะ ฉันนึกว่า...” แม้จะตกใจสุดขีดแต่คีตภัทรก็ไม่กล้าพูดต่อ เพราะเกรงว่าจะยิ่งมีพิรุธ  ทำไมถึงจุดไต้ตำตอแบบนี้นะ รู้อย่างนี้เธอตอบว่าจำไม่ได้ก็ดีหรอก “เรื่องเกิดขึ้นตอนช่วงที่คุณไม่ได้อยู่เมืองไทยน่ะค่ะ คุณไปทำงานเมืองนอกมาไม่ใช่เหรอคะ ฉันจำได้ว่าคุณเคยบอกเอาไว้อย่างนั้น”

                “ก็ใช่นะ แต่เรื่องแปลกแบบนี้ แถมยังเกิดหน้าปากซอยเข้าหมู่บ้านอีก ผมเองก็สนิทกับเพื่อนบ้านที่อยู่มาก่อน แต่กลับไม่เคยมีใครเล่าให้ฟังเลย เอาไว้ผมลองถามดูให้ดีไหมครับ เผื่อจะได้เบาะแสญาติสามีคุณด้วย” ธันยธรถามพลางเลี้ยวรถเข้าไปในซอย พร้อมกับลอบดูปฏิกิริยาของหญิงสาว

                “ไม่ต้องค่ะไม่ต้อง ฉันไม่ได้อยากจะติดต่อกับพวกเขาอีก อย่าลำบากเลยนะคะ” หญิงสาวรีบตัดบทก่อนจะทำเป็นสนใจนอกรถ จึงได้เห็นว่าหมู่บ้านที่เขาเลี้ยวรถเข้ามามีแต่บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ เธอเพิ่งรู้ว่าเขาย้ายมาอยู่ที่นี่แทนคอนโดเก่าแห่งนั้นแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเธอรู้สึกโล่งใจที่ไม่ต้องกลับไปที่นั่น อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องกระอักกระอ่วนใจต่อกัน เมื่อต้องคิดถึงเรื่องราวในอดีต และเธอเชื่อว่านอกจากชื่อของเธอเขาคงจำรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้อีกแล้ว

                “แต่ฟังจากที่คุณตอบแล้วผมดีใจนะ” ธันยธรเอ่ยขึ้นพร้อมดับเครื่องยนต์เมื่อรถแล่นมาจอดที่หน้าบ้าน

                “ดีใจอะไรคะ” หญิงสาวถามกลับอย่างงงๆ เพราะที่เธอตอบไม่เห็นมีอะไรให้เขาต้องดีใจเสียหน่อย

                “ดีใจที่คุณยังจำได้ว่าวันนั้นผมบอกอะไรคุณไว้บ้าง” ชายหนุ่มยิ้มอย่างมีความหมาย ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ

                คีตภัทรชะงักกับคำตอบนั้น เธอไม่แน่ใจว่าเขาหมายความว่าอย่างไร และทำไมเขาจะต้องดีใจด้วย หากเธอก็ไม่มีโอกาสได้ถามต่อ เมื่อเจ้าของรถเดินไปเปิดประตูที่เบาะหลัง และอุ้มทิวลิปที่หลับมาตลอดทางลงจากรถ เธอจึงรีบอุ้มลิลลี่ที่ลืมตามองอย่างงัวเงียลงมาบ้าง ก่อนจะพาเด็กๆ เข้าบ้านและวุ่นวายกับการจัดข้าวของทั้งหมด จนไม่มีเวลาได้คิดถึงคำพูดของเขาอีก


                ธันยธรพาหญิงสาวและฝาแฝดขึ้นไปดูห้องของตัวเอง ความจริงเขาไม่ได้เตรียมห้องเอาไว้ก่อน เพราะไม่คิดว่าการเจรจาจะลงเอยได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ โชคดีที่บ้านนี้มีห้องว่างอีกหลายห้อง และเครื่องเรือนก็มีครบหมดแล้ว คีตภัทรและเด็กๆ จึงสามารถย้ายเข้ามาอยู่ได้เลย หลังจากช่วยหิ้วถุงใส่ข้าวของที่ซื้อมาเข้าไปวางในห้องให้ ชายหนุ่มก็ขอตัวแยกออกมาคุยโทรศัพท์ที่สนามหน้าบ้าน เมื่อเพื่อนสาวเป็นฝ่ายโทรกลับมาหาเขาเอง และคาร่าก็เห็นไม่ต่างจากย่าของเขา เมื่อได้เห็นใบหน้าของฝาแฝด

                “ผมกำลังหาทางตรวจดีเอ็นเอ จะได้รู้ว่าเป็นลูกของผมหรือเปล่า”

                “แล้วแม่เด็กไม่ยอมเหรอ”

                “ไม่น่าจะยอม เพราะเธอเอาแต่พูดว่าผมไม่ใช่พ่อของเด็กๆ ถ้าผมไปขอตรวจดีเอ็นเอเธออาจจะขอยกเลิกแผนของผมคราวนี้ก็ได้” ธันยธรตอบ ถ้าขอกันตรงๆ ได้ทำไมเขาจะไม่อยากทำ

                “งั้นคุณก็ต้องหาทางตรวจเอง เอาเส้นผมของเด็กมาสักเส้นก็ใช้ได้แล้ว” คาร่าเอ่ยอย่างเห็นเป็นเรื่องง่ายๆ

                “ผมก็อยากทำแหละ แต่คีอยู่กับลูกแทบจะตลอดเวลา แถมเด็กๆ ยังผมยาวจนต้องมัดเอาไว้สองข้าง ผมลองจับลูบๆ ดูแล้วก็ไม่มีผมร่วงติดมือมาสักเส้น วันนี้ตอนอยู่ในซาลอนว่าจะขอยืมกรรไกรจากช่าง ก็กลัวว่าคีจะสงสัยอีกเพราะเขานั่งทำผมอยู่ใกล้ๆ เลย” ชายหนุ่มเล่าให้เพื่อนสาวฟังอย่างหนักใจ

                “โธ่ แล้วทำไมคุณไม่ถอนมาเองเลยล่ะ” คาร่าถามกลับอย่างขัดใจในความชักช้าของเพื่อน

                “ก็ผมกลัวเด็กๆ จะเจ็บน่ะสิ ผมลองดึงของตัวเองดูยังรู้สึกว่าเจ็บเลย แล้วจะให้ดึงผมลูกเนี่ยนะ ผมทำไม่ได้หรอก ผมไม่อยากเห็นพวกแกร้องไห้” ธันยธรรีบอธิบายถึงเหตุผลของตัวเอง

                “ว้าว นี่ตกลงคุณเชื่อไปแล้วเหรอว่าเด็กๆ เป็นลูกของตัวเองจริงๆ” หญิงสาวถามอย่างนึกขันกับคำอธิบายของเพื่อน

                “ห้าสิบ ไม่สิ ตอนนี้เพิ่มมาเป็นหกสิบห้าเปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ยังไงผมก็ต้องหาทางตรวจดีเอ็นเอนั่นแหละ ตอนนี้ผมอยู่ที่บ้านแล้วเรื่องจะแอบตัดผมลูกคงไม่ยากแล้วละ”

                “ก็นั่นซิ เรื่องตรวจดีเอ็นเอไม่ใช่ปัญหาแล้วละ แต่ปัญหาจริงๆ อยู่หลังจากนั้นมากกว่า คุณจะทำยังไงถ้าตรวจแล้วพบว่าเด็กๆ เป็นลูกของคุณ แต่งงานกับแม่ของเด็กเพื่อให้ลูกมีครอบครัวที่สมบูรณ์ หรือว่าจะขอลูกมาเลี้ยงเองเพราะคุณมีฐานะที่ดีกว่า” คาร่าถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น เธอรู้ว่าเพื่อนไม่ค่อยมีความสุขกับครอบครัวเดิมนัก และเขาคงไม่อยากให้ลูกตัวเองต้องมีชะตากรรมเดียวกัน

                “เรื่องนี้แหละที่ทำให้ผมรู้สึกขอบคุณย่า เพราะอย่างน้อยท่านก็ทำให้ผมดึงตัวคีกับลูกมาอยู่ด้วยกันได้ เวลาจากนี้ต่างหากที่ผมจะใช้ตัดสินใจว่าควรจะเลือกทางไหนดี”


                หลังวางสายจากเพื่อนสาวธันยธรยืนคิดอะไรคนเดียวอีกครู่ใหญ่ ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในบ้านและรีบหากรรไกรที่ลืมซื้อมาพร้อมกับหวังสุดใจว่าในบ้านจะมี ก่อนจะเดินมานั่งหัวฟูเหงื่อท่วมอยู่ที่โซฟา

                ให้ตายเถอะ...ทั้งบ้านไม่มีกรรไกรเลยสักเล่ม

                ชายหนุ่มถอนใจอย่างหงุดหงิดก่อนจะอมยิ้มกับตัวเองเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงกรี๊ดกร๊าดของเด็กๆ ดังลอดลงมา บรรยากาศในบ้านที่เคยทึมเทาจึงไม่เงียบเหงาอีกต่อไป เขาอยากเข้าไปเล่นด้วยตอนนี้ แต่พอก้มมองตัวเองก็เห็นแต่เนื้อตัวที่มอมแมม จึงตัดสินใจกลับห้องตัวเองไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน

                หลังจัดการตัวเองจนเสร็จเรียบร้อยธันยธรก็ตรงไปเคาะประตูห้องหญิงสาว และมั่นใจว่าเด็กๆ ยังไม่นอนแน่ๆ เพราะเสียงเล็กๆ ใสๆ ยังดังลอดออกมาอยู่เลย เขารอจนได้ยินคำอนุญาตจึงเปิดประตูเข้าไป ก่อนจะแปลกใจเมื่อเห็นหญิงสาวกำลังปูที่นอนบนพื้น ทั้งที่ในห้องมีเตียงหลังใหญ่ตั้งอยู่พร้อมด้วยเครื่องนอนครบชุด

                “ทำไมมานอนบนพื้นกันล่ะครับ”

                “กลัวเด็กๆ ตกเตียงน่ะค่ะ เพราะฉันนอนกั้นได้ฝั่งเดียว” คีตภัทรตอบอย่างเกรงใจเจ้าของบ้าน เพราะเธอรื้อเอาผ้านวมในตู้มาปูที่พื้นโดยไม่ได้บอกเขาก่อน

                ชายหนุ่มมองไปที่หมอนและเด็กๆ ที่วิ่งเล่นไปรอบห้อง ปกติคนเราเวลานอนก็ต้องมีผมร่วงบนหมอนบ้าง และถ้าเขาอยู่เก็บผมฝาแฝดไปตรวจก็ไม่ต้องรอซื้อกรรไกรอีก

                   ใช่แล้ว เอาแบบนี้แหละ

                “นอนบนเตียงเถอะครับ เดี๋ยวผมนอนกั้นอีกข้างให้เอง”


จบตอน










 

Create Date : 14 เมษายน 2560
0 comments
Last Update : 14 เมษายน 2560 21:23:42 น.
Counter : 121 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ณวลี
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 19 คน [?]









ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกนิยายของปริยาธร / ณวลี นะคะ


ผลงานเขียนในบล็อกนี้เป็นลิขสิทธิ์ของปริยาธร เจ้าของบล็อกแต่เพียงผู้เดียว ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ ส่วนหนึ่งส่วนใดโดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเด็ดขาด

อ้างอิงจากพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537

มาตรา ๒๗ (การกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์)
การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๑๕ (๕) ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้
(๑) ทำซ้ำหรือดัดแปลง
(๒) เผยแพร่ต่อสาธารณชน

มาตรา 69 ผู้ใดกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงตาม มาตรา 27 มาตรา 28 มาตรา 29 มาตรา 30 หรือ มาตรา 52 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาท ถึงสองแสนบาท
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำเพื่อการค้า ผู้กระทำ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสี่ปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงแปดแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผลงานรวมเล่มนิยายและเรื่องสั้นค่ะ


































Ebook







Pink Cherry
New Comments
Friends' blogs
[Add ณวลี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.