space
space
space
 
สิงหาคม 2558
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
space
space
30 สิงหาคม 2558
space
space
space

1. กินแล้วหนี


1. กินแล้วหนี


(http://en.wikinoticia.com/lifestyle/psychology/93638-assertive-not-aggressive)

กระผมทำงานอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในประเทศอเมริกามาได้ประมาณ 1 ปีแล้ว การกินอาหารที่ร้านอาหารแล้วหนี (ชักดาบ) โดยไม่จ่ายเงิน หรือพยายามหาเรื่องไม่จ่ายเงินด้วยเหคุผลหรือวิธีการอะไรก็แล้วแต่นั้น เป็นสิ่งที่ไม่เคยพบเคยเจอที่ประเทศไทย ก็ได้มาพบเห็นเป็นพยานที่ร้านอาหารแห่งนี้หลายครั้ง กระผมไม่เคยจะคิดเลยว่าที่อเมริกา ที่ๆ (จากสื่อนำเสนอ) คนทั้งโลกคิดว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้วและประชาชนมีโอกาสพึงได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ อ่านออกเขียนได้ มีความคิด และประชาชนแต่ละคนมี "สิทธิเสรีภาพ" (Freedom) อย่างเท่าเทียมกัน ยังปรากฎพฤติกรรมเช่นนี้ให้เห็นประจักษ์แก่ตา

การศึกษาอย่างเดียวนั้นมิได้ช่วยให้โลกนี้ดีขึ้นเสียเท่าไร . . . 

จริงอยู่ "สิทธิ" แห่งการดำรงอยู่ในโลกประชาธิปไตยนั้น เป็นของติดตัวแต่กำเนิดในฐานะประชาชนพลเมืองและในฐานะปัจเจก และโดยธรรมชาตินี้ บุคคลหนึ่งสามารถใช้สิทธิที่ได้รับมานี้ได้ในขอบเขตของกฎหมายที่แต่ละประเทศได้บัญญัติขึ้นไว้ แต่การใช้สิทธิที่ได้รับมาของบุคคลหนึ่งอย่างไม่สร้างสรรค์นั้นก็เป็นการทำร้ายเสรีภาพที่พึงจะมีของบุคคลอีกคนหนึ่งด้วย หรือในทางเลวร้ายกว่านั้น คือ ไปจำกัด บิดเบือน หรือทำลายกฎระเบียบและมารยาททางสังคมเลยทีเดียว เพียงเพราะตัวเอง (หรือพวกพ้อง) พยายามที่จะใช้สิทธิที่ตัวเองมีอย่างเกินเลย เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม กระผมเห็นพฤติกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นมากกว่าในหมู่ชนที่มีการศึกษา เพราะคนเหล่านี้คิดว่าตัวเองรู้ ตัวเองแน่ จึงต้องการพิสูจน์บางสิ่งบางอย่าง บางคนพยายามหาช่องว่างของกฎหมายในการกระทำผิดแบบถูกๆ บางคนมองข้ามความแตกต่างทางเชื้อชาติ ประเพณีวัฒนธรรม มารยาททางสังคมและตัดสินคนอย่างรวดเร็ว บางคนไม่สามารถปฎิเสธได้ว่ายังมีบางสิ่งบางอย่างที่ตัวเองนั้นไม่ทราบ แต่กลัวจะถูกตัดสินว่าเป็นคนไม่รู้ จึงต้องพยายามปกป้องตัวเองจนถึงที่สุด เป็นต้น แต่ก็เป็นที่น่าเศร้าใจ เพราะในทางกลับกัน บุคคลที่มีการศึกษาต่ำลงมานั้นก็ตกเป็นเหยื่อในการเอารัดเอาเปรียบจากคนมีการศึกษาที่สูงกว่าอย่างง่ายดาย เพราะไม่สามารถใช้สิทธิเสรีภาพของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ การเข้าถึงข้อมูลมากมายที่พร้อมจะเปิดหูเปิดตาให้เห็นถึงความจริงต่างๆ หรือไม่มีความสามารถในการเลือกเสพข้อมูลว่าอะไรจริงเชื่อถือได้ จึงตามไม่ทันกลเม็ดเด็ดพรายต่างๆ ที่ถูกป้อนเข้ามาผ่านสื่อมากมายบนจอทีวี คอมพิวเตอร์ มือถือ อินเตอร์เน็ต

การศึกษาที่สอนให้ผู้คนตาสว่าง เห็นถึงความสำคัญของศึลธรรมจรรยานั้นก็สำคัญยิ่งกว่า .​ . .

จากการดำเนินชีวิตที่ประเทศอเมริกามาสักระยะหนึ่ง กระผมสังเกตได้ว่า ประชาชนที่นี่ส่วนใหญ่ชอบใช้ "สิทธิเสรีภาพ" ที่กล่าวมาข้างต้นนี้โดยไม่คิดถึงผลกระทบของผู้อื่นเสียเท่าไร ผู้คนคิดว่าตัวเองมี "สิทธิ" ที่จะทำสิ่งใดก็ได้ จะแสดงออกทางความคิดใดๆ ก็ได้ จะเป็นหรือจะทำอะไรก็ได้ตามแต่ที่ใจอยากจะเป็นโดยพร้อมที่จะแลกทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตของตนเอง เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์และความพึงพอใจส่วนตน เมื่อเมื่อเข้ามารับประทานอาหารในร้าน จึงเป็นเรื่องเหนื่อยล้าที่พนักงานตัวน้อยๆ อย่างกระผมจะไปต่อล้อต่อเถียงกับกลุ่มลูกค้าผู้ชอบใช้ "สิทธิ" อย่างไร้ขอบเขต กระผมจึงจะเล่าเรื่องที่ผมได้พบเจอที่ร้านอาหารนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า "ทุกคนมีสิทธิที่จะทำสิ่งใดก็ได้ แตไม่ใช่สิทธิเสรีภาพที่พึงมีนั้น จะมีประโยชน์ไปเสียทุกอย่าง" 

ไม่ใช่ว่าอยากจะกินในสิ่งที่ไม่มีในรายการ พอทำให้ตามใจแล้วไม่ชอบ ก็เดินลุกออกไปดื้อๆ หรือ ตัวเองสั่งผิด โดยมิได้อ่านรายการอาหารให้ถี่ถ้วนก่อนสั่ง แต่ไม่ยอมรับความผิด ก็เดินลุกออกไปโดยไม่รับผิดชอบใดๆ . . .

มีเรื่องอยู่ว่า มีคุณลูกค้าผู้หญิงเข้ามารับประทานอาหารที่ร้านคนเดียว อยากจะกินแกงชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่อยู่ในรายการอาหารของที่ร้าน กระผมเป็นผู้รับรายการ จึงได้แต่อธิบายว่าทางร้านไม่สามารถทำตามคำขอได้ แต่คุณผู้หญิงนั้นยืนกรานใน "สิทธิ" ของตนว่าจะรับประทานแกงชนิดนี้ให้ได้ ให้ลองไปถามดูว่าสามารถทำเป็นพิเศษได้หรือไม่ กระผมไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรจึงได้แต่ไปคุยกับท่านผู้จัดการ จึงได้รับคำตอบว่าทางร้านสามารถทำให้ได้เป็นกรณีพิเศษ (แน่นอนว่าต้องถูกคิดเงินเพิ่ม) แต่รสชาติจะไม่เหมือนเดิม เพราะสิ่งที่คุณผู้หญิงขอมานั้น รสชาติมันไม่เข้ากันกับแกงชนิดนี้ เป็นสาเหตุว่าทำไมที่ร้านจึงไม่จำหน่าย อีกทั้ง ยังได้อธิบายเพิ่มเติมว่าเราอยากจะเคารพในสูตรอาหารของเราที่ทำกันมาแต่ดั้งเดิมกว่า 30 ปี แต่คุณผู้หญิงบอกว่าไม่เป็นไร ขอให้ฉันได้กินในสิ่งที่ฉันอยากจะกินเถิด ในขณะเดียวกันคุณผู้หญิงคนเดียวกันนี้ก็พยายามจะสั่งอาหารอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือจากรายการอาหารด้วย แต่ทางร้านก็ใช้ "สิทธิ" ปฎิเสธคำร้องของเธอตกไป เป็นอันว่า ทางร้านยอมทำให้เพียงแกงในแบบที่เธอสั่งเท่านั้น

เมื่อยกแกงที่ได้ทำตามคำร้องมาวางบนโต๊ะอาหารแล้ว กระผมก็ไปทำหน้าที่อื่นๆ ตามที่จำเป็นต้องกระทำ เติมนำ้ เสิร์ฟอาหาร เช็ดโต๊ะ จัดโต๊ะ ฯลฯ แต่ไม่นานนักกระผมเห็นท่านผู้จัดการยกชามแกงชามนั้นกลับมาที่ครัวและเห็นคุณผู้หญิงเดินออกไปจากร้านแบบติดๆ พร้อมด้วยสีหน้าท่าทางที่ไม่พึงพอใจ

กระผมจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น . . .

ท่านผู้จัดการบอกว่า อยู่ดีๆ คุณผู้หญิงก็ยกชามแกงมาให้พร้อมกับบอกว่า "I have had curry before. And, this is not curry!" แล้วก็เดินออกไปโดยที่ไม่วางเงินไว้ให้สักแดงเดียว

กระผมมีคำถามผุดขึ้นในหัวทันทีว่า "How is this not curry?", "Where have this lady had curry before that she could say this was not curry?" และ "Wait, this was cooked upon your request. We had warned you about the taste and now you were being irresponsible for the cost and time? เป็นความดื้อดึงของเธอเองนะ ที่ยืนกรานอยากจะกินแกงนี้เอง

กระผมทำงานที่ร้านนี้มานานระยะหนึ่งที่จะสามารถบอกได้ว่าร้านอาหารนี้ทำอาหารได้อร่อย ไม่โกงหรือเอาเปรียบลูกค้า ใช้วัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ และทำอาหารทีละจานโดยไม่ได้ใช้ซอสสำเร็จรูปเตรียมอาหารในลักษณะ Mass แต่อย่างใด และในฐานะคนไทยคนหนึ่ง กระผมบอกได้ว่า แกงชามนั้นเป็นแกงกะทิแบบไทยจริงๆ (เจ้าของร้านเคยทำให้รับประทาน) ถึงแม้ว่าจะได้รับการปรับเปลี่ยนรสชาติเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับลิ้นของฝรั่ง คือ รสจัดจ้านน้อยลง จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะมาทำแกงปลอมๆ เพื่อมาหลอกฝรั่ง เพราะเป็นการเสียชื่อของร้านและประเทศชาติเปล่าๆ แต่ทำอย่างไรได้ คุณผู้หญิงคนนั้นได้เดินจากเราไปเสียแล้ว ไม่มีทางที่จะไปอธิบายได้อีก

จึงเป็นเรื่องน่าคิดว่า 1) ฝรั่งที่ไม่เคยไปประเทศไทยและไม่เคยทำอาหารไทยจะรู้ได้อย่างไรว่าแกงไทยแท้จริงๆ เป็นอย่างไร 2) เขามีความรู้จากที่ใดว่าแกงที่เขาเคยกินมาก่อนนั้นเป็นของแท้กว่าแกงชามที่คืนให้กับที่ร้าน 3) ในขณะที่เราเองซึ่งเป็นคนไทยแท้ๆ เกิดและเติบโตที่นั่น กินแกงมานักต่อนัก พยายามอธิบายว่าแกงที่เขากำลังสั่งนั้นรสชาติมันไม่เข้ากัน แต่เขากลับไม่เชื่อและยังสงสัยอีกต่างหากว่า "พวกยูจะไปรู้อะไร" อีกทั้ง 4) แกงแต่ละร้านที่ประเทศไทยนั้น รสชาติก็หลากหลาย ไม่เหมือนกัน มีสูตรเฉพาะของตัว แต่ฝรั่งหลายๆ คนนั้น ชอบคาดหวังว่าแกงทุกที่จะมีรสชาติเหมือนกับแกงที่ตัวเองชอบ (หรือคิดว่าเป็นแกงแท้) ที่ตัวเองเคยรับประทานมาก่อน 5) เมื่อเขาไม่มีพื้นฐานความรู้ในเรื่องแกงแบบไทย เขาใช้เหตุผลหรือแหล่งความรู้ใดในการตัดสินว่าอาหารที่นี่มิใช่ของไทยแท้ และร้านอาหารร้านนี้ไม่ได้เรื่อง ไม่มีความเป็นไทย เป็นไทยปลอม 6) เมื่อได้รับความประทับใจที่ไม่ดีเช่นนี้ คงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คุณผู้หญิงคนนี้จะนำเอาประสบการณ์ไม่ดีที่ได้รับจากทางร้านไปแจกจ่ายบอกกล่าวแก่เพื่อนฝูง เป็นเหตุให้ชื่อเสียงของทางร้านแย่ลง ทั้งๆ ที่ไม่มีความผิดใดๆ 7) เป็นความจริงที่การเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำอาหารนั้นง่าย เช่น ไม่อยากกินไก่ ขอเปลี่ยนเป็นเป็ด หรือ อยากใส่ผักบางอย่างเพิ่มลงไป แต่อาหารแต่ละรายการก็มีเหตุผลที่มันเป็นเช่นนั้น กล่าวคือ อาหารแต่ละอย่างอุดมไปด้วยประเพณี วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การลองผิดลองถูกผ่านกาลเวลา จนเกิดเป็นผลลัพธ์อย่างที่เราได้ปฎิบัติติดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

อนึ่ง กระผมก็ขอกล่าวว่า เป็นเรื่องยากเช่นกันที่จะตัดสินว่าอะไร "แท้" หรือ อะไร "เทียม" และส่วนตัวเองก็มิได้คิดว่ามีอะไรที่สามารถเรียกได้ว่า "แท้" เสียเท่าไร ทุกอย่างล้วนแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา มีเพียงแค่ว่า "เหมาะสม" หรือ "ไม่เหมาะสม" กับสิ่งแวดล้อม สถานที่ สิ่งที่มี สิ่งที่เป็นและสภาพการณ์ ณ ปัจจุบัน ความ "แท้" หรือ "เทียม" เป็นเพียงกรอบแคบๆ ที่มนุษย์เรามักตีกรอบให้ตัวเอง คงจะดีหากเราได้มองอะไรในมุมกว้างบ้าง 

ช่างเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจจริงๆ . . . และก็สะท้อนให้เห็นถึงคำกล่าวของกระผมข้างต้นอีกด้วย ว่า คนประเทศนี้หลายๆ คนชอบใช้ "สิทธิ" คือ ฉันคิดว่าฉันมีสิทธิที่จะกระทำ ฉันคิดว่าฉันรู้ ฉันคิดว่าฉันแน่ แต่จริงๆ แล้วก็มิได้รู้อะไรเสียเท่าไรนัก สักแต่ว่าขอให้ได้พูด น้ำลายแตกฟอง กระผมคิดว่าไม่เป็นเรื่องน่าอายที่จะบอกว่าไม่รู้ และเป็นเรื่องดีเสียอีกที่จะพัฒนาตนให้เป็นผู้ฟังที่ดี คือ ฟังก่อนแล้วค่อยพูด รับฟังความคิดเห็นของผู้ที่รู้มากกว่า ถกเถียงกันอย่างผู้มีปัญญา มีความคิด

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คุณผู้หญิงนั้น นอกจากจะใช้ "สิทธิ" ของตนในการสั่งอาหารที่ไม่มีในรายการแล้ว ก็ยังใช้ "สิทธิ" ของตนที่จะไม่จ่ายในสิ่งที่ไม่ถูกใจ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วทางร้านก็มี "สิทธิ" ที่จะไม่กระทำตามคำร้องของเธอ และเรียกตำรวจจับได้ แต่ก็มิได้กระทำ เพราะเห็นแก่คุณลูกค้า

กระผมจึงขอเน้นอีกครั้งว่า "ทุกคนมีสิทธิที่จะทำสิ่งใดก็ได้ แตไม่ใช่สิทธิเสรีภาพที่พึงมีนั้น จะมีประโยชน์ไปเสียทุกอย่าง" 




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2558
0 comments
Last Update : 30 สิงหาคม 2558 2:38:12 น.
Counter : 676 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

space

drparinyamusic
Location :
Ann Arbor, Michigan United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




แบบบ้านๆ: กระผม ดร.ปริญญา ณ ต่างแดน ขณะนี้ทำงานดนตรีอิสระเป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น เรียบเรียงเพลง, แต่งเพลง, ร้องเพลงและจะผันตัวเป็นวาทยกรจัดการแสดงร่วมกับเพื่อนๆ เมื่อมีโอกาสกลับไปประเทศไทยช่วงฤดูร้อน นอกจากงานดนตรีแล้ว กระผมใช้เวลาวันละนิดวันละหน่อยเขียนบล๊อคเรื่องเกี่ยวกับดนตรี, สังคม, การใช้ชีวิตในต่างประเทศ, และสูตรอาหารอยู่เป็นประจำ ซึ่งสามารถติดตามได้ที่ http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=parinyamusic หากมีเวลาว่างจากงานข้างต้นก็จะไปทำงานพิเศษ คือ เป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารไทย และทำกับข้าวปิ่นโตขายให้กับเพื่อนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติของคุณภรรยา และสุดท้ายนี้ กระผมเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นขอรับ

แต่สิ่งที่กระผมรักจะทำที่สุด คือ การได้ดูแลรับ-ส่งและทำอาหารให้ภรรยา รวมไปถึงการช่วยดูแลบ้านของเราให้น่าอยู่

แบบยาวๆ: ดร.ปริญญาเริ่มเล่นดนตรีเมื่อชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากการตามเพื่อนสนิทเข้าไปเล่นในวงโยธวาทิตของโรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก โดยเริ่มจากการเป็นนักฟลู้ท ก่อนจะผันตัวมาเป็นวาทยกรเมื่ออยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เมื่อได้รับโอกาสคอนดักท์อย่างไม่ทันตั้งตัว ด้วยเหตุที่วาทยกรประจำไม่สามารถมาปฏิบัติหน้าที่ได้ จากโอกาสนี้ทำให้ดร.ปริญญาเกิดความใฝ่ฝันที่จะเป็นวาทยกรมืออาชีพในอนาคต จึงเลือกเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยมหิดลในสาขาการประพันธ์เพลง (music composition) เนื่องจากสาขาการควบคุมวง (conducting) นั้นไม่มีเปิดสอนในระดับปริญญาตรี และเชื่อว่าการเรียนประพันธ์เพลงจะช่วยให้วิเคราะห์บทประพันธ์ได้ลึกซึ้งมากขึ้น โดยในระหว่างที่ศึกษาอยู่นั้น ดร.ปริญญาได้มีโอกาสได้คอนดักด์วง Mahidol Wind Symphony และก่อตั้งวงศาลายา โมเดิร์น อองซอมเบิ้ล (https://www.facebook.com/SalayaModernEnsemble) เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ดร.ปริญญาจึงได้รับการขัดเกลาเทคนิคการคอนดักท์และได้ค้นพบวิถีแห่งการคอนดักท์เป็นของตนเองเมื่อเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทในสาขาการควบคุมวงออร์เคสตร้าที่ Georgia State University และระดับปริญญาเอกในสาขาเดียวกันที่ University of Missouri-Kansas City (UMKC) ในระหว่างนั้น ดร.ปริญญาได้ประสบการณ์การคอนดักท์มากมาย ทั้งการควบคุมวงออร์เคสตร้า วงเครื่องเป่า โอเปร่าและบัลเล่ต์ พร้อมทั้งได้รับโอกาสให้เป็นผู้ช่วยวาทยกรในเทศกาลดนตรี Colorado MahlerFest และวาทยกรรับเชิญในงาน Thailand International Composition Festival อีกด้วย

ปัจจุบัน ดร.ปริญญาอาศัยอยู่ที่เมืองแอน อาร์เบอร์ รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา กับภรรยาซึ่งกำลังเรียนต่อระดับปริญญาเอก สาขาดนตรีวิทยา (historical musicology) ที่ University of Michigan นอกจากดนตรีแล้ว ดร.ปริญญายังรักการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ และมักใช้เวลาว่างอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ธุรกิจการเงินการลงทุน สังคม วัฒนธรรม

ท่านสามารถติดตามความคิดความอ่าน ประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างแดน และสูตรอาหารของดร.ปริญญาได้ที่ http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=parinyamusic และสามารถรับฟังผลงานประพันธ์และเรียบเรียงเสียงประสานของดร.ปริญญาได้ที่ https://soundcloud.com/user-711296164

space
space
[Add drparinyamusic's blog to your web]
space
space
space
space
space