Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2549
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
12 กรกฏาคม 2549
 
All Blogs
 
นักเขียนหนุ่มไม่มีวันตาย

หลายวันก่อนไปเดินดูหนังสือร้านซีเอ็ดบุ๊ค เห็นหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่ในตู้ประเภทประวัติศาตร์ สังคม และการเมือง ชื่อหนังสือที่สันปกคือ " 7 นักเขียนหนุ่มไม่มีวันตาย" หยิบมาอ่านดูคำโปรยบนหัวหนังสือบอกว่า "หนังสือวรรณกรรมสำหรับคนคอแข็ง" ต่อมาฉันเปิดดูในหน้า "จากบรรณาธิการ" เขาได้กล่าวถึงความตายของนักเขียนหนุ่มที่ชื่อ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

แวบแรกที่ชื่อนั้นผ่านสายตา ฉันรู้สึกราวกับตัวเองสัมผัสได้ถึงความพิเศษอะไรสักอย่างต่อชื่อนี้ ใจฉันขณะนั้นอยากได้หนังสือเล่มนี้มาก แต่ด้วยวินัยที่ตั้งไว้ให้ตัวเองว่า สัปดาห์หนึ่งจะซื้อได้ไม่เกินสองเล่ม และวันนั้นฉันมีชื่อหนังสือที่ตั้งใจจะซื้อแล้ว ทำให้ต้องตัดใจสอดมันกลับเข้าชั้นวางอย่างเดิม

เมื่อกลับถึงบ้าน น้องสะใภ้ยื่นซองสีน้ำตาลที่ไปรษณีย์นำมาส่งให้ เปิดดูเห็นมีนิตยสารสองเล่ม เล่มหนึ่งคือกุลสตรี ฉันเปิดหน้าสารบัญมาไล่ดูรายชื่อคอลั่มน์ต่างๆ แล้วก็ต้องใจเต้นแรงด้วยความประหลาดใจเมื่อพบว่า คอลั่มน์หนึ่งในนั้นเขียนถึง กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ฉันเปิดมันอ่านเดี๋ยวนั้น และนั่นทำให้ได้รู้จักนักเขียนหนุ่มคนนี้เพิ่มขึ้นอีกนิด

คงจำต้องยอมรับว่า โลกของหนังสือยังกว้างนักสำหรับฉัน แม้ใครๆจะพากันพูดว่าฉันเป็นหนอน แต่ก็คงไม่บังอาจยอมรับว่าตัวเอง "ใช่" ก็ดูเถอะฉันเพิ่งรู้จัก กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ทั้งๆที่เขาเป็นนักเขียนรางวัลซีไรท์ แม้จะพอมีข้อแก้ตัวได้บ้างว่า ฉันไม่ค่อยสัดทัดนักเกี่ยวกับวงการเรื่องสั้น หากก็ไม่อาจยืดอกรับได้อย่างภาคภูมิ ว่าตัวเองเป็นหนอนหนังสือ

20 มิถุนายน เป็นวันที่ฉันได้หนังสือเล่มนั้นมา แต่กว่าจะได้อ่านป็นเรื่องเป็นราวก็ล่วงเลยไปหลายวัน เพราะใจฉันช่วงนั้นจดจ่ออยู่กะเน๊ต อันดับแรกที่ได้อ่านคือเรื่องสั้นเรื่องสุดท้ายของเขา ชื่อว่า "กลับบ้าน" เพียงเรื่องนั้นเรื่องเดียวฉันก็พบได้ อย่างไม่ยากเย็นว่าเขาคืออัจฉริยะ กนกพงศ์ ปาวารณาตัวเป็นนักเขียนเพื่อชีวิตคนสุดท้าย นั่นหมายถึงว่าไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป เขายืนยันจะเขียนในแนวที่เขายึดมั่น แม้จะเป็นคนสุดท้ายก็ตาม

ถ้าหากจะหาความหมายหรือตัวอย่างของคำว่า "นักเขียนไส้แห้ง" ฉันก็เข้าใจเอาว่าเราคงจะหาดูได้จากนักเขียน ที่จัดอยู่ในประเภทนักเขียนเพื่อชีวิตนี่กระมัง เพราะเคยได้ยินมาว่าหนังสือประเภทนี้มักไม่ค่อยประสบความสำเร็จทางด้านรายได้เท่าไหร่นัก เคยได้อ่านมาจากที่ไหนสักแห่ง เป็นคำใหสัมภาษณ์ของ วิมล ไทรนิ่มนวล เขาเล่าว่าตัวเองต้องปลูกกล้วยไว้กิน เพราะหากจะหวังรายได้จากการขายหนังสือก็คงต้องอดตาย ทั้งที่เขาก็มีชื่อเป็นนักเขียนรางวัลซีไรท์คนหนึ่งเหมือนกัน

นี่จะเป็นเพราะว่า รสนิยมในการเสพวรรณกรรมของเราถึงยุคที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วหรืออย่างไร เพราะฉันสังเกตุเห็นว่า ในปัจจุบันมีหนังสือที่รับง่าย บริโภคง่ายกว่าวรรณกรรม ที่ต้องอาศัยจินตนาการเพื่อการเสพย์และเข้าถึง อยู่ดื่นดาษ กลาดเกลื่อน ประเดี๋ยวก็ผู้ประกาศข่าวออกหนังสือ ประเดี๋ยวก็ดารานักร้องออกหนังสือ ไม่เว้นกระทั่งนางอิจฉาก็พากันมาออกหนังสือ แล้วพวกเราก็แห่กันไปซื้อหามาอ่าน

ฉันมีตัวอย่างบางตอนที่กินใจมาก จากเรื่องคนใบเลี้ยงเดี่ยวของ กนกพงศ์

"เพื่อนของเขาเป็นกวี ตอนนี้มันอาจเดินอยู่ที่ไหนสักแห่งในประเทศนี้ หรือนอนอยู่ใต้ร่มไม้ แต่มันไม่ออกจากประเทศนี้หรอก กวีไม่มีโอกาสเดินทางออกนอกประเทศ และไม่ใช่เรื่องน่าห่วงว่ามันจะตาย กวีสามารถอดได้เป็นเดือนหรือมากกว่านั้น มันอาจตายได้หากถูกรถชน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องน่าห่วง น่าตกใจ หรือน่าเสียดาย กวีไม่มีค่าอะไร (บ่ายบัดซบ,คนใบเลี้ยงเดี่ยว)

นี่จึงอาจจะคือเหตุผล ที่นักเขียนเพื่อชีวิตเหล่านี้ค่อยๆตายไปจากวงการวรรณกรรม วิธีตาย...ก็ตายไปในแบบที่ต่างกัน บ้างตายเพราะหมดลมหายใจ บ้างก็ตายไปจากความทรงจำของผู้คน หากแต่ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นก่อนจะตายนั้นก็คงคล้ายคลึงกัน

กนกพงศ์อาจโชคดีก็ได้ ที่ตาย..ของเขา ในเวลาที่เร็วเกินเชื่อตามความรู้สึกของญาติ พี่ น้อง มันอาจกลายเป็นการนำพาเขาไปพ้นจากสภาพความขมขื่น ที่จะต้องเห็นตัวเองค่อยๆตายไปจากความทรงจำของผู้คน ทั้งๆที่ยังมีลมหายใจอยู่ก็อาจเป็นได้

แต่...สำหรับฉัน ฉันตั้งใจ อย่างมุ่งมั่น อย่างจริงจัง จะขออ่านทุกเล่มจากปลายปากกาของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เพื่อให้นักเขียนหนุ่มผู้นั้น
ไม่มีวันตาย


Create Date : 12 กรกฎาคม 2549
Last Update : 18 มีนาคม 2550 12:46:55 น. 31 comments
Counter : 458 Pageviews.

 
อ่านแล้วรู้สึกกินใจน่าดูเลย


โดย: spirit (pooktoon ) วันที่: 13 กรกฎาคม 2549 เวลา:4:15:22 น.  

 
โหว เขียนดีจังเลยอ่ะ...เราก็เป็นคนอ่านหนังสือ(บ้างนะคะ) แต่ไม่ค่อยได้ติดตาม ...

พี่ชายกับแม่เป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก แม่จะอ่านทุกแนว พี่ชายจะเน้นเรื่องของการเดินทางกับประวัติศาสตร์ ส่วนเราก็ได้ทุกแนวพักหลังๆไม่ค่อยได้ตามงานเขียนใครเท่าไร..แต่คุณกนกพงศ์เคยได้อ่านบทความที่รุ่นน้องเค้าเขียนไว้ลงบล็อก อ่านแล้วเศร้าใจ..เป้นการเขียนไว้อาลัยที่เค้าจากไป

จริงๆก็อยากลองหยิบหามาอ่านหนังสือเค้าบ้างเหมือนกัน...

ยังไงก็จะขอเป้นกำลังใจให้นักเขียนทุกท่านนะคะ


โดย: FaRaWaYGiRL วันที่: 13 กรกฎาคม 2549 เวลา:7:45:29 น.  

 
เอ่อคุงสปิริต อ่านบทความคุณแล้วคงไม่ต้องหาไรกินแล้วมั้ง กินใจไปแล้วนิ 55555555 แซวๆ


โดย: FaRaWaYGiRL วันที่: 13 กรกฎาคม 2549 เวลา:7:48:02 น.  

 
อ่านแล้วอึ้ง ไม่รู้จะพูดอะไรดีค่ะ ขอส่งยิ้มเฉยๆ นะคะ


โดย: สายลมโชยเอื่อย วันที่: 13 กรกฎาคม 2549 เวลา:9:24:47 น.  

 

หยิบข้อความจากหนังสืออนุสรณ์ของพี่กนกพงศ์ สงสมพันธุ์
ที่พิมพ์แจกในวันประชุมเพลิงเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้
เอามาแบ่งปันกันอ่าน ในโอกาสวาระรำลึกการจากไป
- กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ -




กุมภาพันธ์บันทึก โดย จิระ อุ่นเรืองศรี

พุธ 1 กุมภาพันธ์ 2549
ปรกติเวลาพี่หนกกับชมพูเข้าเมือง หลังเสร็จจากธุระต่างๆ จะแวะมาหาผมเป็นการปิดท้ายก่อนกลับบ้านในอำเภอพรหมคีรี ก่อนหน้านี้พี่หนกกับชมพูจะมาหาผมเดือนละครั้งบ้างสองครั้งบ้าง แต่ในสี่เดือนสุดท้ายปลายปี48 เราพบกันทุกอาทิตย์ พี่หนกกับชมพูเป็นคนไม่ดื่มเหล้าจึงยึดร้านน้ำชาละแวกนั้นเป็นที่พบปะพูดคุย บางครั้งก็มาคุยกันที่ร้านของผมถามข่าวคราวของเพื่อน ๆ ไม่ก็ซื้อขนมหรือนิตยสารติดไม้ติดมือกลับไป ร้านน้ำชาเจ้าประจำของเราอยู่ 2 ร้าน คือร้านตรงถนนพะเนียด ซึ่งพูและพี่หนกติดใจโรตีมะตะบะ และชาร้อนสูตรเข้มข้น ส่วนร้านน้ำชาริมถนนท่าช้างพี่หนกกับชมพูชอบสั่งข้าวเนื้อทอดกับโรตีไม่ใส่ไข่

แต่น่าแปลกใจ ตั้งแต่ล่วงเข้าปี 49 ผมไม่ได้เจอพี่หนกและพูเลย ปาร์ตี้ปีใหม่ที่พูเคยเปรยไว้ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ปลายเดือนมกราคม โหน่ง(น้องชาย)บอกว่าเจอพี่หนกที่ร้านหนังสือในตัวเมือง พี่หนกพาพูไปหาหมอ พูไม่สบายตัวผอมมาก 30 มกราคม 2548 ผมนัดพี่ตุ้ยกับชูเกียติไปเยี่ยมชมพูพร้อมแจ้งข่าวงานค่ายวรรณกรรมของมหาวิทยาลัยราชภัฏ

ไปถึงบ้านในหุบเขาเกือบเที่ยง กลับกลายเป็นว่าพูหายป่วยแล้วแต่พี่หนกติดหวัดจากพู นอนซมอยู่บนเก้าอี้ไม้ หมอบอกว่าเป็นไข้หวัดใหญ่

“ไม่ค่อยไหววะหนุ่ม” พี่ทักทายก่อนจะกินอาหารเที่ยงที่พูเตรียมให้ “พักผ่อนเยอะ ๆ หายไว ๆ ครับพี่”

พฤหัสบดี 2 กุมภาพันธ์ 2549
ผม, ศักดิ์ชัย, พี่เต้ย, โหน่ง ในรถกระบะสีน้ำเงินอมม่วงแวะมาเยี่ยมพี่หนกและพูในช่วงพักเที่ยงระหว่างงานวรรณกรรมของมหาวิทยาลัยราชภัฏ พี่หนกยังมีอาการไข้ ดูเหนื่อยกว่าเดิม พูเลี้ยงกาแฟกับขนมสอดใส้ พูบอกว่าหากพี่หนกหายทันมากินข้าวที่บ้านซักมื้อ

วันจันทร์ 13 กุมภาพันธ์ 2549
เกือบเที่ยงวัน รถกระบะสีน้ำเงินอมม่วงแล่นมาจอดฝั่งตรงข้าม พี่หวานลงจากรถวิ่งมาหน้าตื่น “หนุ่ม ! หนุ่มรู้หรือยัง พี่หนกเสียแล้ว” “ครูล้านบอกว่าศพอยู่โรงพยาบาลมหาราช”ศักดิ์ชัยซึ่งเดินตามหลังมากล่าวสำทับด้วยน้ำเสียงแหบพร่า อารมณ์บ่งบอกถึงความตกใจไม่แพ้กัน แล้วเว้นช่วงรอให้ผมตัดสินใจอะไรบางอย่าง“เสียเมื่อไหร่” “8 โมงเช้า วันนี้”

ระยะทางจากบ้านของผมไปโรงพยาบาลใช้เกิน 10 นาที แต่เราใช้เวลากว่าชั่วโมง วันนี้เป็นวันมาฆบูชา พุทธศาสนิกชนในตัวจังหวัดและอำเภอรอบนอกร่วมประกอบพิธีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ประเพณีทางศาสนาสำคัญของจังหวัด ถนนราชดำเนินบริเวณหน้าวัดพระมหาธาตุแออัดไปด้วยรถสองแถว รถทัวร์ รถส่วนบุคคลและศาสนิกชนที่เข้าร่วมพิธี จารจรติดขัดรถเคลื่อนตัวได้ทีละนิดช่างขัดแย้งกับความความรู้สึกของเราที่อยากไปถึงที่หมายโดยเร็วที่สุด

“พี่หนกจากไปในวันดี วันนี้ป็นวันพระ”ศักดิ์ชัยพูดแทรกทำลายความเงียบ ถึงโรงพยาบาลเรารีบเดินไปที่เคาน์เตอร์ วันหยุดราชการอย่างนี้ ประชาสัมพันธ์ไม่มีพนักงานทำงาน แผนกอื่น ๆก็ไม่มีพนักงานประจำการเช่นกัน เราเดินไปตึกโน้นตึกนี้จนเหนื่อยใจก็ยังไม่ได้ความคืบหน้า พี่หวานตัดสินใจโทรหาครูล้านอีกครั้งจึงทราบความจริงว่าศพพี่หนกอยู่ที่โรงพยาบาลนครินทร์ซึ่งแกเพิ่งทราบเหมือนกัน ที่โรงพยาบาลนครินทร์ พี่ลองลงจากรถพร้อมกับนักข่าวเดินมาเจอพวกเราซึ่งกำลังเข้าตัวตึกพอดี

ดวงตาของพี่ลองบ่งบอกอารมณ์ของความเศร้าอย่างสุด ๆ ในห้องล๊อบบี้ของโรงพยาบาลพูกำลังให้สัมภาษณ์นักข่าวอีกทีมหนึ่งพร้อมด้วยพี่สาวของพี่หนก หลังจากสัมภาษณ์เสร็จพวกเราจึงได้คุยกับพู ชมพูบอกว่า”ไม่กี่วันก่อนหน้านี้พูพาพี่เขาเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลนครินทร์ นอนอยู่ 3 วันหมอก็ให้กลับบ้าน แต่พี่หนุ่มก็รู้ว่าที่บ้านหลังนั้นมันทั้งเย็นและชื้นขนาดไหน พอวันอาทิตย์ 12 กุมภาพันธ์ 2549 )พี่หนกรู้สึกเพลียมาก ปรึกษากันจึงได้คำตอบว่าไปนอกพักผ่อนให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลดีกว่า ปรกติพี่หนกจะเป็นคนขับรถ แต่วันนั้นพี่หนกเพลียมากจริง ๆ พูจึงขับรถให้ ระหว่างทางยังพูดกันเล่น ๆ เลยว่าจะนอนกี่วันดี ยังพูดจาหยอกล้อเล่นหัวกัน พอดีเป็นวันอาทิตย์ หมอเจ้าของไข้ก็ไม่อยู่ พี่เขามีอาการหอบมากและไข้ขึ้นจึงตัดสินใจพาเข้าห้อง ICU ตอนตี 1 หมอเวร ให้ออกซิเจนทางหน้ากาก พยาบาลมารายงานว่าสัญญาณไม่ค่อยดี ปอดรับออกซิเจนได้น้อย และเลือดในออกซิเจนต่ำ ไข้ขึ้นสูงหมอให้ยาไข้ก็ไม่ลด อาการก็ไม่ดีขึ้น พี่เขาเสียตอน 8 โมงเช้า”

ก่อนจะกล่าวถึงบางสิ่งบางอย่าง“ในบ้านตัวต่อมาทำรังต่อที่มันอยู่ ไม่ว่าฝนตกหนักขนาดไหน ลมจะพัดแรงเท่าใด รังก็ยังอยู่ แต่จู่ ๆ รังก็ร่วงตกลงมา พูว่ามันเป็นลางนะพี่”สิ้นคำพูเว้นวรรคให้ความเงียบ ความเศร้าแผ่ซ่านขึ้นสมอง ผมสูญเสียความทรงจำชั่วคราว




อังคาร 14 กุมพาพันธ์
ศักดิ์ชัยมาหาแต่เช้า ชวนไปกินกาแฟที่ร้านโกปี้รอพูกับทีมงานจากพัทลุงไปเพื่อขนข้าวของเครื่องใช้ ต้นฉบับต่าง ๆ รูปถ่ายและผลงานอื่น ๆ ที่บ้านหุบเขาเพื่อจะนำกลับพัทลุง เกือบเที่ยงพูโทรบอกว่าน้ำป่าไหลหลาก เส้นทางช่วงอำเภอจุฬาพรทางขาด กลับเข้ามานครไม่ได้ ยกเลิกแผ่นทั้งหมด

บ่ายสองโมง นัดรวมพลที่บ้านพี่ตุ้ย (ปริทรรศ หุตางกูร) ประกอบไปด้วยพี่ตุ้ย นุช ภรรยาพี่ตุ้ย ศักดิ์ชัยและพี่หวาน พี่หงี โหน่งน้องชายของผม และแบ็ค (ผู้จัดการร้านนาคร-บวรรัตน์ ซึ่งตั้งใจไปงานศพ เพราะพี่หนกได้ไปร่วมงานแต่งงานของเขา) เมื่อรถกระบะสีน้ำเงินอมม่วงแล่นเข้าสู่อำเภอเฉลิมพระเกียรติน้ำป่ายังไม่ลด เกาะกลางถนนกลายเป็นเขื่อนขนาดย่อมต้านน้ำป่าจากเลนตรงข้ามไม่ให้ท่วมทะลักเลนฝั่งที่รถของเราแล่นผ่าน ถึงช่วงที่น้ำขึ้นสูงสุดพี่ตุ้ยเหยียบคันเร่งเต็มที่ ระลอกคลื่นจากรถคันหน้าซาดซัดรถของเราจนเครื่องยนต์ดับ รถหยุดนิ่งกลางกระแสน้ำเชี่ยว จากนั้นกระแสน้ำเริ่มดันตัวรถเหลือเพียงครึ่งเมตรรถก็จะตกลงสู่กระแสน้ำข้างทาง พวกเราจึงตัดสินในลงจากรถให้พี่ตุ้ยถือพวงมาลัยไว้ รวบรวมกำลังเข็นรถให้พ้นจุดวิกฤติ ในขณะเดียวกันรถก็ช่วยต้านน้ำให้คนเดินมาถึงจุดที่ปลอดภัย ความตายอยู่ใกล้เพียงครึ่งเมตร

พุธ 15 กุมภาพันธ์
พี่ตุ้ยโทรมาบอกแต่เช้าว่าเป้-วาด รวี เดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพื่อร่วมงานศพ โดยจะแวะรับศักดิ์ชัยที่บ้าน นัดกับพูและทีมพัทลุงไปขนของที่บ้านในหุบเขาไปพัทลุง แม้ท้องฟ้ายังครึ้มเมฆหม่น สายฝนยังคงซัดกระหน่ำ ยังไม่แน่ว่ากระแสน้ำลดระดับลงหรือยัง คุณแม่และคุณป้าเร่งมือทำขนมโก๋อ่อนไปช่วยงาน ขนมโก๋เป็นขนมที่พี่หนกชอบซื้อไปทานทุกครั้งเวลาแวะมาที่บ้าน
“พี่ครับ วันนี้ผมจะเอาขนมที่พี่ชอบไปฝากพี่ครับ”


10 กว่าปีที่ได้รู้จักเป็นพี่เป็นน้องกันมันได้บรรจุความทรงจำเกี่ยวกับพี่หนกไว้มากมายและยากลืมเลือน ราวกับว่าได้เดินทางมาถึงจุดที่เศร้าที่สุดในชีวิต เพื่อนของเราในกลุ่มบอกว่าเรื่องการตายของพี่หนกคล้ายเป็นเรื่องโกหก ผมอยากให้เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

จิระ อุ่นเรืองศรี เจ้าของหนังสือหอคอยขอบฟ้า
ซึ่งเคยเข้าส่งประกวดรางวัลซีไรต์ เมื่อปี 2547 ในสาขากวีนิพนธ์


โดย: อุ้มสี วันที่: 13 กรกฎาคม 2549 เวลา:9:28:26 น.  

 





โดย: อย่ามาทำหน้าเขียวใส่นะยะ วันที่: 13 กรกฎาคม 2549 เวลา:10:21:04 น.  

 


มาส่งความคิดถึงค่ะ


โดย: 304 คอนแวนต์ (304 คอนแวนต์ ) วันที่: 13 กรกฎาคม 2549 เวลา:11:20:50 น.  

 
เยี่ยม!


โดย: ST.Exsodus วันที่: 13 กรกฎาคม 2549 เวลา:16:07:23 น.  

 
อืม...อ่านแล้วรู้สึกดีจัง


โดย: ตี๋สีชมพู วันที่: 13 กรกฎาคม 2549 เวลา:18:57:13 น.  

 


ขอส่งยิ้มด้วยคนนะคะ
...
...
สมัยเป็นนิสิต ชอบอ่านเรื่องสั้นมาก แต่ก็ยังไม่เคยหยิบงานของคุณ กนกพงศ์เลย
ไว้จะหาโอกาสไปลองอ่านบ้างค่ะ...


โดย: Serendipity_t วันที่: 13 กรกฎาคม 2549 เวลา:20:11:36 น.  

 
เยี่ยม ในที่นี้หมายถึง เขียนได้ เยี่ยม แต่ถ้าจะคิดว่า (มา)เยี่ยมก็ไม่ผิดกะไรครับคุณบรรณภรณ์


โดย: ST.Exsodus วันที่: 13 กรกฎาคม 2549 เวลา:22:44:18 น.  

 
เขียนได้ดีครับ เหมาะที่จะเป็นนักเขียนในอนาคต


โดย: 9A วันที่: 13 กรกฎาคม 2549 เวลา:23:24:31 น.  

 

มาแปะเพลงประกอบใส่ Blog ให้คุณ
"ถึงเพื่อน / พงษ์สิทธิ์ คำภีร์"


โดย: อุ้มสี วันที่: 13 กรกฎาคม 2549 เวลา:23:33:51 น.  

 
แวะมาทักทายค่ะ


โดย: ทูน่าค่ะ วันที่: 14 กรกฎาคม 2549 เวลา:13:27:37 น.  

 
ได้กล่าวถึงคำให้สัมภาษณ์ของ คุณวิมล ไทรนิ่มนวลไว้ในบล็อก วันนี้ไปค้นๆเจอเข้า เลยจะเอามาให้อ่านกันค่ะ

"ขั้นตอนในการเขียนนี้ถึงใช้เวลาช้าหรือเร็ว แต่ก็ยังนับว่าน้อยกว่าขั้นกระบวนการคิด สรุปว่าเหนื่อยหนักทุกขั้นตอน แต่ไม่มีคนซื้ออ่านและไม่มีรายได้จากงานหนักนี้
ด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องหาที่ปลูกกล้วย เพื่อว่าจะได้กินกล้วยแทนข้าว หรือกินกล้วยกับข้าวแทนอาหารอื่นๆ เป็นการประหยัดเงิน จะได้เขียนนวนิยายอีก 10 เรื่องตามที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จ และจะพิมพ์มันแค่ 500 - 1000 เล่มเท่านั้นถ้ามีเงินพิมพ์

ผมอยากจะมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่และงดงามเหมือนท่าน "วิโนภา ภเว" ที่เขียนกวีเสร็จแล้วเผาทิ้ง ไม่ต้องประกาศศักดาความสามารถ ไม่ต้องพึ่งพาตลาดหรือการขาย ไม่ต้องโฆษณาประชาสัมพันธ์กัยวุ่นวาย

เขียนแล้วเผา แล้วก็ตายไปตามมัน เขียนเพื่อฝึกฝนและหลั่งรินชีวิตตัวเองด้วยอาการไร้ตัญหาใดๆ แต่คงทำไม่ได้หรอก ขนาดยังไม่เขียนเรื่องใหม่ยังอยากพิมพ์เป็นเล่มแล้วเลย"

ขอบคุณคุณอุ้มสีที่นำบทความดีๆมาแบ่งปันให้อ่าน ขอบคุณสำหรับภาพคุณกนกพงศ์ เป็นภาพที่สวยและดูแล้วได้อารมณ์มาก และขอบคัณสำหรับเพลงถึงเพื่อนเพราะและเหมาะมากจริงๆค่ะ

อ้อต้องขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่เข้ามาให้กำลังใจด้วยสิคะ เดี๋ยวน้อยใจกันแย่เลย


โดย: บรรณภรณ์ วันที่: 14 กรกฎาคม 2549 เวลา:14:48:08 น.  

 
แวะมาสวัสดีบ่ายวันศุกร์ค่ะ




โดย: 304 คอนแวนต์ (304 คอนแวนต์ ) วันที่: 14 กรกฎาคม 2549 เวลา:15:04:43 น.  

 







โดย: อย่ามาทำหน้าเขียวใส่นะยะ วันที่: 14 กรกฎาคม 2549 เวลา:15:43:24 น.  

 
อยากขอยืมมาอ่านจัง แห่ะๆ

สบายดีนะคะ พาน้องกรานต์มาเยี่ยมค่ะ



โดย: Malee30 วันที่: 14 กรกฎาคม 2549 เวลา:16:25:20 น.  

 

เข้ามารับคำชม
ใครว่างช่วยเอาไม้สอยเราลงมาที
ลอยขึ้นอืดติดเพดานอยู่โน้น
สุดยอด !!!!!!!


โดย: อุ้มสี วันที่: 14 กรกฎาคม 2549 เวลา:21:37:53 น.  

 
มาแล้วค่ะ มาแล้ว

ช้าไปนิดหนึ่ง.. ขอบคุณค่ะที่ยังไม่ลืมกัน..



โดย: สีน้ำฟ้า วันที่: 15 กรกฎาคม 2549 เวลา:7:21:42 น.  

 
เราก็เพิ่งมารู้จักเหมือนกันค่ะสำหรับชื่อของ กนกพงศ์ ... อ่านแล้วก็เศร้าเหมือนกันนะค่ะเพราะส่วนตัวเองแล้วการจะอ่านหนังสือได้บางครั้งมันก็เนนไม่ได้ว่าจะอ่านแนวไหน คือชอบแบบไหนก็จะซื้อแบบนั้น มันก็เลยทำให้การอ่านไม่ค่อยหลากหลายไป ...

แต่อาจจะด้วยโอกาสในการหาอ่านมีน้อย เลยทำให้เราซื้อหนังสือได้ไม่เยอะในช่วงนี้ ... แต่คิดว่าถ้าหากว่าเรามีโอกาส การเลือกหาหนังสือดีๆ สักเล่มและการติดตามผลงานของนักเขียนหลากหน้า ก็อาจจะมีเยอะขึ้น

อ่านที่อัพวันนี้แล้วเหมือนว่าอยากอ่านหนังสือเรื่องสั้น วรรณกรรมของไทยจังเลยคะ


โดย: JewNid วันที่: 15 กรกฎาคม 2549 เวลา:9:50:08 น.  

 
คุณ JewNid
เหมือนกันค่ะเลือกอ่านแต่แนวที่ชอบเหมือนกัน ทั้งๆที่บางทีก็พยายามบังคับตัวเองให้อ่านให้ได้ทุกแนว แต่ก่อนยิ่งแย่ไม่ค่อยอ่านวรรณกรรมไทยเท่าไหร่ ส่วนมากจะอ่านเรื่องแปล แต่หลังจากคุณพ่อแนะนำให้อ่านเพรชพระอุมา และได้อ่านจนจบก็เลยเปลี่ยนทัศนะคติที่เคยมีต่อวรรณกรรมไทยไปได้

ไม่ได้หมายความว่าดูถูกวรรณกรรมไทยนะคะ แต่ที่ไม่ค่อยอ่านเพราะบางทีดูละครที่สร้างจากวรรณกรรมไทย แล้วมันก็ไม่ค่อยสร้างสรรค์ เพิ่งจะมารู้ทีหลังว่าการอ่านกับการดูละครนั้นต่างกันมาก บางทีคนทำละครก็เสริมแต่ง และบิดเบือนบทประพันธ์เดิมของนักเขียนเสียจนไม่มันด้อยคุณค่าไป เลยเลิกดูละครมาหลายปีแล้วค่ะ อยากจะรู้เรื่องอะไรก็อ่านเอา ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะคะ


โดย: บรรณภรณ์ วันที่: 15 กรกฎาคม 2549 เวลา:10:16:07 น.  

 
แอบเหมือนกันอีกแล้วล่ะค่ะ เรื่องเพชรพระอุมาของเราก็ได้พ่อนี่ล่ะค่ะ เค้าแนะนำให้อ่าน ผัดผ่อนมาเรื่อยๆ ไม่ได้อ่านแต่ว่าในที่สุดก็ได้จับ ปรากฏว่าจับแล้วก็ติดสิค่ะ 3 ภาค อ่านไปสามรอบแล้วมั้งค่ะเนี่ย แต่ว่าโดยส่วนตัวเลยชอบภาคแรกมากๆ อ่านแล้วอินด้วยตลอด และชอบจังกับนิสัยของรพินทร์ ที่ดูเค้าเป็นแมนดีน่ะค่ะ แล้วก็ชอบความเป็นผู้ใหญ่ของคุณชายใหญ่อ่ะค่ะ ดูท่าทางแมนๆ อีกแบบหนึ่งเหมือนกัน พูดแล้วชักอยากอ่านอีกครั้งจังค่ะ ...

เรื่องนี้ก็คงเป็นเรื่องที่ทำให้เราอยากอ่านหนังสือ วรรณกรรม เรื่องสั้นของไทยเราด้วยนะค่ะ และก็เห็นด้วยอีกอ่ะค่ะว่า บางทีการอ่านหนังสือ กับหนังที่นำมาสร้างจากหนังสือ เรามีส่วนน้อยนะจะไปติดตามชมหนังน่ะคะ เพราะรู้ว่ารายละเอียดนั้นไม่ได้แน่แต่ไม่ได้เป็นประเด็นใหญ่ เพราะเรื่องใหญ่ของเราคือ บางครั้งการตัดทอน หรือว่าการเปลี่ยนบทหนังมันทำให้เนื้อหา และอารมณ์เปลี่ยนไปเยอะ เลยหมดสนุกอ่ะค่ะ ก็เลยเป็นเหตุว่า เราเองชอบจะอ่านหนังสือและไม่ดูหนังที่ทำมาจากหนังสือ แต่ก็หลงไปเหมือนกันนะค่ะเนี่ยที่แอบไปดู ดาวินชี่ ...

ส่วนหนังสือแปล เราก็อ่านเยอะค่ะ เพราะว่าเริ่มต้นชอบอ่านเรื่องลึกลับ สืบสวน อกาธานี่ล่ะค่ะเป็นหนังสือยาดีของเราเลย เพราะทำให้ชอบอ่านตั้งแต่อยู่ ม.ปลาย ว่าแล้วก็อยากอ่าน ( อีกแล้ว ) อ่ะค่ะ ...


โดย: JewNid วันที่: 15 กรกฎาคม 2549 เวลา:10:43:58 น.  

 
เศร้ากับนักเขียนจังเลยค่ะ เมื่อก่อนเคยซื้อหนังสือเรื่องสั้นอ่านบ่อยๆ ชอบมาก เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ซื้อแล้ว อยู่ไกลจากร้านหนังสือ ไม่ค่อยมีตังส์ด้วย


โดย: ปูขาเก เซมารู วันที่: 15 กรกฎาคม 2549 เวลา:11:23:34 น.  

 
อกาธานี่เป็นงานแปลแรกเริ่มเดิมทีที่หยิบจับมาอ่าน แล้วก็ดูเหมือนว่าจะชอบแนวนี้เป็นพิเศษค่ะ เพราะจากเล่มนี้แล้วเลยทำให้เราได้เริ่มอ่านหนังสือแปล ของคนอื่นเพิ่มมากขึ้น แต่ก็เป็นแนวสืบสวนค่ะ เพราะเป็นคนชอบอ่านอะไรแบบเรื่อยๆ แล้วมีปิดท้ายตอนจบ ...

ส่วนเรื่องเพชรเพราะอุมา จะว่าไปแล้วเราชอบทุกตัวละครเลยนะค่ะ เพราะเหมือนอ่านแล้วจะขาดคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้มันจะไม่ครบรส เพราะลูกหาบ และพรานติดตามก็น่าสนใจแล้วคาแร็คเตอร์ก็ต่างกัน แตกต่างกันแต่เมื่อมาอยู่รวมกันแล้วกลับสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ อาจจะมีล้นมั่ง ขาดเกินมั่ง ถือว่าครบรสชาดนะค่ะ ต้องยกให้เลยว่าเรื่องนี้ของพนมเทียนได้ใจเราไปเต็มๆ ค่ะ ถึงขนาดว่าเคยอยากลองไปเดินป่าไกลๆ ดูสักที แต่ก็อดค่ะ เพราะทางบ้านไม่อนุญาต

แอบเขียนหลังไมค์ไปนะค่ะ เล็กๆ นะค่ะ


โดย: JewNid วันที่: 15 กรกฎาคม 2549 เวลา:12:11:50 น.  

 

รู้สึกดีจังเนอะ ขอบคุณเรื่องดี ๆ ค่ะ

มีความสุขวันเสาร์จ้า


โดย: NinG_CDC วันที่: 15 กรกฎาคม 2549 เวลา:12:25:18 น.  

 
แม่หนิงเป็นจำพวก ยึดมั่นถือมั่น

อ่านเฉพาะงานของ
ปราย พันแสง กับ บินหลา เท่านั้น

จะลองเปิดใจ อ่านของท่านอื่นบ้าง ค่ะ


โดย: run to me วันที่: 15 กรกฎาคม 2549 เวลา:13:10:59 น.  

 
ถ้าชอบเพชรพระอุมาก็อย่าลืมอ่าน "ล่องไพร" ของน้อยอิทนนท์นะครับ
สำหรับผมผมอ่านล่องไพรก่อนที่จะมาอ่านเพชรพระอุมาบางครั้งเลยรู้สึก
เบื่อกับบทสนทนาบ้างพอสมควร แต่สุดท้ายก็อ่านจนจบแบบวันต่อวันเลยครับ ลองหามาอ่านดูนะครับ เผื่อจะชอบ


โดย: ST.Exsodus วันที่: 15 กรกฎาคม 2549 เวลา:18:16:31 น.  

 
อ้อ ผมอัพบล็อกใหม่แล้วนะ คราวนี้ของใหม่ไม่ได้เอาของเก่ามาหากิน

ว่างก็แวะไปบ้างนะครับ ขอบคุณครับคุณบรรณภรณ์


โดย: ST.Exsodus วันที่: 15 กรกฎาคม 2549 เวลา:18:31:14 น.  

 
เคยอ่านงานของนักเขียนท่านนี้ตอนสมัยเรียนค่ะ ชอบเหมือนกัน ตอนนั้นรู้สึกจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องแม่เฒ่าในหุบเขา จำชื่อเรื่องไม่ได้แล้ว แต่อ่านแล้วเหมือนกับเป็นการใช้สายตาผู้เฒ่ามองโลกสมัยใหม่ที่เริ่มคืบคลานเข้าไปหาหมู่บ้านเรื่อยๆ เดี๋ยวคงต้องกลับไปค้นมาอ่านใหม่อีกสักรอบแล้วล่ะค่ะ


ขอบคุณที่ไปให้กำลังใจที่บล็อกนะคะ จริงๆช่วงนี้ค่อนข้างเตรียมพร้อมกับงานใหม่ แต่ไม่ได้เครียดมากเท่าไหร่ค่ะ พอดีรื้อๆไปเจอคำคมๆที่จดไว้สมัยเรียน อ่านอีกทีก็ยังบาดใจ เหมือนเดิม เลยอัพบล็อคซะเลย


โดย: PANDIN วันที่: 15 กรกฎาคม 2549 เวลา:21:03:00 น.  

 


ช่วงนี้ไม่ได้แตะหนังสือเลยเจ้าค่ะ
เลยไม่มีไรจะเล่า......มาอ่านดีกว่า !!!


โดย: อุ้มสี วันที่: 15 กรกฎาคม 2549 เวลา:23:51:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

บรรณภรณ์
Location :
สุราษฏร์ธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




"ถ้าลดขนาดความต้องการของเราให้เล็กลง ขนาดของความสุขจะเพิ่มมากขึ้น"




Everything happens for a reason,live it, love it,learn from it, make your smile change the world but don't let the world change your smile





ชื่อติ๊กนะคะ ......
จะเรียกน้อง (ถ้ายังมีคนที่อายุมากกว่าอยู่อ่ะนะ)
จะเรียกพี่ เรียกน้า อา หรือป้าก็ได้ไม่ว่ากัน
แต่อย่าเพิ่งเรียกยายเท่านั้นเพราะอายุยังไม่ถึง
ขณะนี้อยู่ที่สถานีรถไฟหลักสี่ตอนต้น ๆ ค่ะ

ก่อนอื่นใด ....คงต้องกล่าวคำขอบคุณจากใจ
ทั้งกับเพื่อนเก่าที่ไม่ลืมกัน.........
และเพื่อนใหม่ที่เข้ามาทักทาย
และให้โอกาส จขบ. ได้ทำความรู้จักนะคะ
รู้สึกเป็นเกียรติมาก
สำหรับมิตรภาพที่ทุกคนมีให้
ขอบคุณที่เข้ามาบ้านนี้และทิ้งคำทักทายไว้ให้
ไม่โหวด ไม่ไลค์ไม่เป็นไรค่ะ
แค่เข้ามาอ่านและทักทายกันก็ดีใจแล้ว
kiss kiss



New Comments
Friends' blogs
[Add บรรณภรณ์'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.