ธมฺมํ ปสฺสโต มโน สุขํ.
เมื่อมองเห็นธรรม ใจย่อมเป็นสุข ฯ
Group Blog
 
<<
มกราคม 2558
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
1 มกราคม 2558
 
All Blogs
 
แก้กรรมได้จริงหรือไม่

มีปัญหาถามว่า กรรมคืออะไร?แล้วกรรมนั้นแก้ได้หรือไม่? กรรมนั้นจะส่งผลอย่างไรในปัจจุบันชาติและอนาคตชาติ?เพราะเหตุใด? ตอบว่า กรรมคือการกระทำของเรา ทั้งที่เป็นอดีตชาติ ทั้งที่เป็นปัจจุบันชาติ กรรมนั้นแยกได้เป็น ๒ ประเภท คือ กรรมฝ่ายอกุศล(ชั่ว)และกรรมฝ่ายกุศล(ดี) กรรมทั้ง ๒ อย่างนั้นมีโอกาสเกิดได้ ๓ ทาง คือ ทางกาย ทางวาจาและทางใจ  ส่วนผลของกรรมจะหนักหรือเบาอยู่ที่เจตนาเป็นหลัก เราจะขออธิบายดังนี้

ตามหลักพระพุทธศาสนา บุคคลที่ทำกรรมดีหรือกรรมชั่วโดยมีเจตนาในการทำกรรมนั้น จะต้องได้รับผลกรรมตามสมควรแก่การกระทำของตน คนที่ทำร้ายผู้อื่น คนที่คดโกงหรือฉ้อราษฎร์บังหลวงก็จะได้รับผลกรรมนั้น เช่นตนเองได้รับโทษถูกจำคุก หรือลูกหลานประสบเคราะห์ร้ายต่างๆทำให้ตนต้องเสียใจทุกข์ทรมานเพราะการสูญเสีย หรือแม้ไม่ได้รับกรรมในชาตินี้กรรมก็จะติดตามไปส่งผลในชาติหน้า

แต่กรรมที่ทำไว้นั้นถ้าเป็นกรรมเบา อาจจะไม่ส่งผลก็ได้หากทำให้กรรมนั้นเป็นอโหสิกรรม วิธีทำกรรมให้เป็นอโหสิกรรมวิธีหนึ่งคือการยกโทษให้เช่น เมื่อเราประพฤติล่วงเกินผู้อื่นด้วยกาย วาจา หรือใจแล้วไปขอให้ผู้ที่เราประพฤติล่วงเกินยกโทษให้ เมื่อท่านยกโทษให้แล้ว ก็ถือว่ากรรมนั้นเป็นอโหสิกรรม ก็จะไม่ให้ผลอีกต่อไปทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

ในภาษาไทยคำว่า อโหสิกรรมจึงกลายมามีความหมายว่า การเลิกแล้วต่อกัน การไม่เอาโทษกัน การเลิกจองเวรกันในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ เมื่อได้ประพฤติล่วงเกินผู้อื่นก็ควรขอให้ผู้นั้นยกโทษให้และในทำนองเดียวกันหากมีผู้มาขออโหสิกรรมจากเรา ก็ควรยกโทษให้ ไม่อาฆาต พยาบาทจองเวรกัน เมื่อปฏิบัติได้เช่นนี้ก็จะก่อให้เกิดความรักใคร่กันและอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

โดยปริยายแห่งปฏิสัมภิทามรรค ท่านพระสารีบุตรจำแนกกรรมแม้อย่างอื่นไว้ ๑๒ ประการ มีข้อความว่า

๑. อโหสิ กมฺมํ อโหสิ กัมมวิปาโก กรรมได้มีแล้ว ผลของกรรมได้มีแล้ว

นี่เป็นเรื่องที่ทุกท่านจะพิจารณาชีวิตของท่านอย่างละเอียดทีเดียวว่า ที่ยังต้องมีการเกิด แล้วก็ยังไม่จุติ ยังมีการเห็น การได้ยิน มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นในชีวิตอยู่ทุกขณะ แต่ละขณะ ล่วงไปๆโดยขณะๆเรื่อยๆ ก็เพราะเหตุว่ามีกรรมนั่นเองยังเป็นปัจจัยอยู่ และในสังสารวัฏที่ยาวนานแม้พระผู้มีพระภาคเองในคืนที่จะตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณจะได้ทรงระลึกชาติสักเพียงใดตลอดปฐมยาม ก็ไม่สามารถที่จะจบสิ้นได้ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าสังสารวัฏที่ผ่านมาแล้วยาวนานมากและในชาตินี้ก็จะเป็นชาติหนึ่ง ซึ่งใกล้จะจบสิ้นส่วนหนึ่งของสังสารวัฏซึ่งยังจะต้องมีการเกิด 

เพราะฉะนั้น ก็ควรจะทราบเรื่องความสลับซับซ้อน ความมากมายของกรรมในสังสารวัฏ ซึ่งติดตามให้ผลแม้ในปัจจุบันชาตินี้ได้ โดยที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่า แต่ละเหตุการณ์ที่เกิดกับเรา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกุศลวิบากหรืออกุศลวิบากนั้น เป็นผลของกรรมใดในชาติใด

๒. อโหสิ กมฺมํ นาโหสิ กมฺมวิปาโก กรรมได้มีแล้วผลของกรรมไม่ได้มีแล้ว หมายความว่า กรรมได้กระทำแล้วจริงแต่ยังไม่ได้ให้ผลในอดีต คือ กรรมในอดีตไม่ได้ให้ผลในอดีต ระลึกถึงชาติก่อนๆไม่ได้ก็จริงแต่ให้ทราบลักษณะของกรรมที่กระทำแล้ว ที่เป็นอโหสิกรรม

๓. อโหสิ กมฺมํ อัตถิ กมฺมวิปาโก คือ กรรมได้มีแล้ว ผลของกรรมมีอยู่ คือ กรรมในอดีตให้ผลในปัจจุบัน โดยที่ไม่ทราบอีกเหมือนกันว่าขณะนี้ที่เป็นผลในปัจจุบันเป็นผลของกรรมใดในอดีต แต่ให้ทราบว่ากรรมนั้นได้กระทำแล้วในอดีต ผลของกรรมนั้นมีอยู่ คือ ในปัจจุบันชาตินี้ ท่านที่กำลังสุขสบายเป็นผลของกรรมในอดีต ท่านที่กำลังทุกข์ยาก ลำบากเดือดร้อนก็เป็นผลของกรรมในอดีต โดย อโหสิ กมฺมํ อัตถิ กมฺมวิปาโก คือ กรรมได้มีแล้ว ผลของกรรมมีอยู่

๔. อโหสิ กัมมํ นัตถิ กัมมวิปาโก กรรมได้มีแล้วผลของกรรมไม่มีอยู่ นี่เป็นเรื่องความละเอียดของกรรมจริงๆ ที่แสดงว่า กรรมได้มีแล้ว หมายความถึงกรรมในอดีตได้กระทำแล้ว แต่ว่าไม่ได้ให้ผลในปัจจุบันชาติ กรรมในอดีตมากมายเหลือเกินในสังสารวัฏ มีแล้ว คือ อโหสิ กฺมมํ กรรมได้มีแล้ว นัตถิ กมฺมวิปาโก ผลของกรรมไม่มีอยู่ คือไม่ได้ให้ผลในปัจจุบันชาติชาติหน้าอาจจะให้ผลก็ได้

๕. อโหสิ กมฺมํ ภวิสฺสติ กมฺมวิปาโกกรรมได้มีแล้ว ผลของกรรมจักมี คือกรรมนั้นแหละไม่ให้ผลทำให้เกิดในอบายภูมิในชาตินี้ แต่จักมี คือจะให้ผลคืออบายภูมิในอนาคตคือในชาติต่อไปได้

๖. อโหสิ กมฺมํ น ภวิสฺสติ กมฺมวิปาโกกรรมได้มีแล้ว ผลของกรรมจักไม่มี หมายความว่า กรรมในอดีตจะไม่ให้ผลในอนาคต เช่น ท่านพระองคุลีมาล ที่ท่านได้กระทำกรรมไปแล้ว แต่ว่ากรรมนั้นจักไม่ให้ผลในอนาคต ก็เป็น อโหสิ กมฺมํน ภวิสฺสติ กมฺมวิปาโก เพราะฉะนั้น กรรมมีมากมายเหลือเกินในสังสารวัฏที่ได้กระทำแล้ว และให้ผลแล้วในอดีตก็มี กรรมที่ได้กระทำแล้วให้ผลในชาตินี้ คือ ปัจจุบันชาตินี้ก็มี และกรรมที่ได้ทำแล้ว ปัจจุบันชาตินี้ยังไม่ให้ผล แต่จะให้ผลในชาติอนาคตก็มี หรือว่ากรรมที่ได้ทำแล้วนั่นเอง จักไม่ให้ผลในอนาคตก็มี แล้วแต่ปัจจัยที่ประกอบอีกหลายปัจจัยทีเดียว ที่กรรมแต่ละกรรมจะเกิดขึ้นให้ผลได้โดยไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น

นี่คือโดยปริยายแห่งปฏิสัมภิทามรรค ท่านพระสารีบุตรจำแนกกรรมแม้อย่างอื่นไว้อีก ๑๒ ประการ คือ เป็นเรื่องของอโหสิกรรม คือกรรมที่ได้ทำแล้ว ๖ ประการ และเป็นกรรมที่มีอยู่ คือ กรรมในปัจจุบันชาติอีก ๖ประการ

อีกอย่างหนึ่ง กรรมที่ตามไม่ทัน (อโหสิกรรม)คือ กรรมที่ได้กระทำลงไปแล้ว แต่ไม่มีโอกาสให้ผล เรียกว่า อโหสิกรรม

คนเราเกิดมามักกระทำทั้งกรรมดีและกรรมชั่วสลับกันไป กรรมหลายอย่าง ที่เป็นกรรมชนิดที่ให้ผลในชาตินี้ เป็นกรรมทันตาเห็น ซึ่งเป็นผลหนักเบาต่างกัน เมื่อได้กระทำลงไปแล้ว กรรมทันตาเห็นประเภทหนักสุด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายดี หรือฝ่ายชั่ว ย่อมให้ผลก่อน แต่ให้ผลไปจนกระทั่งเราตายจากชาตินี้ไป กรรมทันตาเห็นประเภทรองๆ ลงไปซึ่งเป็นกรรมที่ต้องให้ผลในชาตินี้เหมือนกัน เมื่อชาตินี้หมดไปแล้ว กรรมเหล่านี้ก็กลายเป็นอโหสิกรรม

กรรมหลายอย่าง ที่กระทำไว้ในชาตินี้แต่เป็นกรรมชนิดที่ให้ผลในชาติหน้า และได้กระทำไว้หลายอย่างด้วยกัน  เพราะเหตุนั้น ใครทำกรรมเล็กน้อยด้วยความไม่ตั้งใจ สมควรขออโหสิกรรม

ในการขอขมาลาโทษก่อนจะอุปสมบทผู้จะบวชยกพานธูปเทียนแล้วคุกเข่าต่อหน้าพ่อแม่ แล้วเอ่ยคำขอขมาว่า กรรมใดที่ลูกได้เคยล่วงเกินพ่อแม่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ด้วยทางกาย ทางวาจา หรือทางใจก็ดีด้วยเจตนาหรือไม่มีเจตนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ลูกขอขมาลาโทษ ขอพ่อและแม่โปรดอดโทษให้แก่ลูกตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ หรือ กายกรรม ๓ วาจากรรม ๔ มโนกรรม ๓ ที่ข้าพเจ้าเคยล่วงเกิน ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมต่อพ่อแม่ตราบเข้าสู่พระนิพพานเทอญ ก็ได้ เอ่ยจบก็ส่งพานให้พ่อแม่ พ่อแม่เอ่ยอโหสิกรรมก่อนจะรับพานแล้วให้ศีลให้พรตามทำเนียม ก็เป็นอันจบพิธีขอขมา แต่ถ้า พ่อหรือแม่เสียชีวิตให้ผู้จะขอขมาให้เตรียมธูปเทียนสำหรับใช้ขอขมาเสร็จแล้วให้ผู้ขมาไปยังที่เก็บอัฐิของบิดาหรือมารดาหรือรูปก็ได้ จุดเทียนธูปบอกเล่าแล้วยกพานธูปเทียนขมาแล้วก็เอ่ยตามแบบที่เราบรรยายข้างต้นแล้ววางพานธูปเทียนไว้หน้าอัฐิหรือรูปเสร็จแล้วกราบสามครั้งก็เป็นอันจบพิธีการขอขมาโทษ(อย่ารอให้ท่านรับพานหรือให้ท่านเอ่ยยกโทษให้นะ ขอบอกห้าๆๆ)นี่คือการขออโหสิกรรมที่เป็นปัจจุบัน

ข้อว่า กายกรรม ๓ วาจากรรม ๔ มโนกรรม ๓ คืออกุศลกรรมบถ๑๐ คือ

จัดเป็นกายกรรม คือทำด้วยกาย ๓ อย่าง คือ

๑.ปาณาติบาต คือ ทำชีวิตให้ตกล่วง คือ ฆ่าสัตว์

๒.อทินนาทาน คือ ถือเอาของที่เจ้าของไม่ให้ด้วยอาการขโมย

๓.กาเมสุ มิจฉาจาร

จัดเป็นวจีกรรม คือ ทำด้วยวาจา ๔ อย่าง คือ

๔.มุสาวาท คือ พูดเท็จ

๕.ปิสุณาวาจา คือ พูดส่อเสียด

๖.ผรุสวาจา คือ พูดคำหยาบ

๗.สัมผัปปลาปะ คือ พูดเพ้อเจ้อ

จัดเป็นมโนกรรม คือ ทำด้วยใจ ๓ อย่าง คือ

๘.อภิชฌา คือ โลภ อยากได้ของเขา

๙. พยาบาท คือ ปองร้ายเขา

๑๐.มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรม

ในพระสูตรอธิบายว่า อกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ประการนี้ เป็นกรรมมีโทษมากผู้ล่วงละเมิดด้วยเจตนาจะต้องไปชดใช้กรรมในนรกอย่างยาวนาน เราจะบรรยายอายุและกรรมที่ดวงจิตจะต้องรับในนรกให้ผู้อ่านได้ทราบ ดังนี้

ไตรภูมิกถาว่า นรกแบ่งออกเป็นแปดขุมใหญ่ ขุมใหญ่นี้ยังแบ่งออกเป็นขุมย่อยหรือที่เรียกว่า นรกบริวารอีกขุมละสิบหกขุมย่อยขุมใหญ่ทั้ง ๘ ได้แก่

*๑. สัญชีวนรก นรกแห่งการเกิดอีกหน นรกขุมนี้มีผนังทำจากเหล็กร้อนกั้นรอบด้านมองไปไม่เห็นขอบ มีอาณาเขตไพศาลยิ่งนักและทั่วบริเวณมีไฟลุกโชนหาที่ว่างเว้นมิได้เลย ในไฟนรกนี้ปรากฏอาวุธต่าง ๆ เช่น หอกดาบ มีด สัตว์ในขุมนี้จะวิ่งพล่านอยู่บนไฟนรกดังกล่าวเมื่อวิ่งแล้วก็กระทบกับอาวุธเหล่านั้นได้รับบาดเจ็บเป็นนักหนาเมื่อถึงแก่ชีวิตก็ดี หรืออวัยวะขาดไปก็ดีร่างกายจะกลับมามีพลานามัยสมบูรณ์อีกครั้ง เพื่อให้รับโทษในขุมนี้จนกว่าจะสิ้นโทษสัตว์นรกนี้ต้องรับโทษเป็นเวลาสี่พันห้าร้อยล้าน (4,500,000,000) ปีมนุษย์หรือห้าร้อยปีนรก สาเหตุที่ทำให้ไปตกในนรกใหญ่ขุมนี้ คือ บาป หรืออกุศลกรรมที่สัตว์นรกเหล่านั้นกระทำไว้ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ คือ ได้ฆ่าสัตว์ทรมานสัตว์ ให้ได้รับทุกขเวทนา ด้วยตนเองบ้าง มอบอาวุธให้คนอื่นทำแทนตนบ้างเป็นโจรปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์บ้าง บางคนเป็นข้าราชการมีตำแหน่งใหญ่โตแต่ขาดความยุติธรรม กดขี่ข่มเหงชาวบ้าน ใช้หน้าที่โดยมิชอบโกงเอาเรือกสวนไร่นาของชาวบ้านบ้าง หรือตลอดจนถึงโกงที่ดินวัดหรือกลั่นแกล้งสั่งย้ายข้าราชการผู้น้อย โดยไม่เป็นธรรม ทำให้ผู้อื่นพลัดพรากจากที่อยู่ที่ทำกินบาปกรรมเหล่านี้เป็นต้นที่ส่งผลให้เขาต้องไปตกนรกในสัญชีวนรก

๒. กาฬสุตนรก นรกด้ายดำ มีลักษณะเพิ่มเติมจากนรกขุมที่แล้วคือสัตว์ในขุมนี้จะถูกตีเส้นบนเนื้อตัวโดยนายนิรยบาลด้วยการนำเส้นเหล็กเผาไฟมานาบเป็นลายบนตัวและจะถูกผ่า เลื่อย หรือตัดตามเส้นนั้นสัตว์นรกนี้ต้องรับโทษเป็นเวลาสามหมื่นหกพันล้าน (36,000,000,000) ปีมนุษย์หรือหนึ่งพันปีนรก

๓. สังฆาฏนรก นรกตีกระทบ มีลักษณะเพิ่มเติมจากนรกขุมที่แล้วคือนรกนี้จะห้อมล้อมไปด้วยภูเขาเหล็กลูกมหึมามีไฟลุกท่วมคอยกลิ้งเข้ากระทบกระแทกสัตว์นรกจนเหลวเป็นวุ้นเลือดผู้วิ่งหนีมิเข้าไปในระหว่างเขานี้จะถูกนายนิรยบาลไล่แทงไล่ฟันเป็นต้นเมื่อตายแล้วก็กลับเป็นปรกติเพื่อรับโทษอีกครั้งเหมือนในขุมก่อน ๆสัตว์นรกนี้ต้องรับโทษเป็นเวลาสองแสนเก้าหมื่นล้าน (290,000,000,000) ปีมนุษย์หรือสองพันปีนรก

๔. โรรุวนรก นรกแห่งเสียงหวีดร้อง มีลักษณะเพิ่มเติมจากนรกขุมที่แล้วคือใจกลางขุมมีเหล่าดอกบัวกลีบเป็นเหล็กมีไฟลุกโชนสัตว์นรกจะถูกกรรมดลใจให้ดำผุดลงไปในดอกบัวเหล่านั้น กลีบบัวก็จะงับอวัยวะต่าง ๆเช่น ศีรษะ แขน และขา เป็นต้น เมื่องับไว้แล้วก็ไม่ปล่อยไฟจากบัวก็จะเผาผลาญสัตว์นั้นสัตว์นรกนี้ต้องรับโทษเป็นเวลาเก้าแสนสามหมื่นหกพันล้าน (936,000,000,000)ปีมนุษย์ หรือสี่พันปีนรก

๕. มหาโรรุวนรก นรกแห่งเสียงหวีดร้องอย่างหนัก มีลักษณะเพิ่มเติมจากนรกขุมที่แล้วคือเหล่าบัวมิได้มีแต่ในกลางขุม แต่ขึ้นอยู่ทั่วไป และกลีบบัวนั้นเป็นกรด ช่องว่างที่บัวมิได้งอกจะมีอาวุธลุกเป็นไฟเช่น แหลน หลาว หอก เป็นต้น งอกขึ้นมาแทน บัวจะไม่งับสัตว์นรกไว้แน่นนักเพื่อให้ดิ้นพล่านไปถูกอาวุธที่งอกขึ้นเมื่อดิ้นไปมาจนตกลงสู่พื้นแล้วจะมีสุนัขร้ายเข้ามากัดทึ้งจนเหลือแต่กระดูกและกลับมาสมบูรณ์เพื่อรับโทษใหม่อีก จนกว่าจะหมดโทษเหมือนในนรกที่แล้ว ๆ มาสัตว์นรกนี้ต้องรับโทษเป็นเวลาเจ็ดหมื่นสามพันล้านเจ็ดแสนสองหมื่นแปดพันล้านล้าน(73,000,728,000,000,000) ปีมนุษย์ หรือแปดพันปีนรก

๖. ตาปนรก นรกแห่งความร้อน มีลักษณะเพิ่มเติมจากนรกขุมที่แล้วคือนรกนี้มีไฟลุกท่วม ในไฟมีอาวุธ เช่น หอก แหลน หลาว เป็นต้นคอยพุ่งเข้าทิ่มแทงสัตว์นรกขึ้นตั้งไว้ย่างไฟเมื่อเนื้อหนังมังสาของสัตว์นั้นกรอบหลุดร่วงลงมาจะยังให้สัตว์นั้นร่วงลงมาด้วยครั้นร่วงแล้ว จะถูกสุนัขขนาดใหญ่เท่าช้างวิ่งเข้ามากัดทึ้งจนเหลือแต่กระดูกสัตว์ใดหนีสุนัขได้ จะถูกนายนิรยาลจับทิ่มหอกแล้วตั้งขึ้นย่างอีกครั้ง และเช่นเดิมเมื่อตายแล้วจะกลับมาสมบูรณ์เพื่อรับโทษใหม่อีก จนกว่าจะหมดโทษสัตว์นรกนี้ต้องรับโทษเป็นเวลาสองพันเก้าร้อยสี่สิบเจ็ดล้านสามแสนเก้าหมื่นสองพันล้านล้านปีมนุษย์(2,947,392,000,000,000) หรือหนึ่งหมื่นหกพันปีนรก

๗. มหาตาปนรก นรกแห่งความร้อนอย่างหนัก มีลักษณะเพิ่มเติมจากนรกขุมที่แล้วคือไฟนรกนั้นจะพุ่งซัดเข้ามาจากกำแพงนรกรอบด้านและใจกลางนรกก็จะมีภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟเมื่อสัตว์นรกหนีไฟที่พุ่งมาโดยปีนขึ้นไปบนเขาก็จะถูกย่างสดและเมื่อร่วงลงมาก็จะถูกอาวุธร้อนที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นเสียบตัวตั้งไว้ย่างไฟอีกเหมือนนรกขุมที่แล้วสัตว์นรกนี้ต้องรับโทษเป็นเวลาครึ่งกัลป์หรือคือเวลาอันประมาณมิได้

๘. อเวจีมหานรก นรกอันมิขาดสาย มีลักษณะเพิ่มเติมจากนรกขุมที่แล้วคือนรกขุมนี้มีกำแพงหกด้านอยู่ขุมเดียว โดยสัตว์นรกจะเคลื่อนไหวร่างกายมิได้เลยเพราะถูกอาวุธร้อนตรึงไว้กับพื้นหมดในท่ายืนกางแขนและขาโดยมีไฟลุกท่วมย่างสัตว์นั้น นอกจากนี่ยังมีเตาเผาใหญ่นายนิรยบาลจะจับสัตว์โยนลงไปย่างในเตานั้นด้วยสัตว์นรกนี้ต้องรับโทษเป็นเวลาหนึ่งกัลป์หรือคือเวลาอันประมาณมิได้

*๒.ยมโลกนรก

ยมโลกนรก๓๒๐ ขุม อยู่รอบ ๔ ทิศๆ ละ ๑๐ ของมหานรกแต่ละขุม

๑.โลหกุมภีนรก เป็นหม้อเหล็กขนาดใหญ่เท่าภูเขาเต็มไปด้วยน้ำแสบร้อนเดือดพล่านตลอดเวลา สัตว์ที่เกิดดมา จะต้องรับทุกข์ทั้งแสบทั้งร้อนเสวยทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสถูกต้มเคี้ยวในหม้อเหล็กนรกนั้นจนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วที่ตนได้ทำมา บุพกรรม เช่นจับสัตว์เป็นๆ มาต้มในหม้อน้ำร้อน แล้วเอามากินเป็นอาหาร

๒.สิมพลีนรก เต็มไปด้วยป่างิ้วนรกมีหนามแหลมคมเป็นกรดยาวประมาณ 36 องคุลี ลุกเป็นเปลวไฟแรงอยู่เสมอสัตว์นรกที่มาเกิดต้องรับทุกข์ทรมานจนสิ้นกรรมชั่วของตน บุพกรรม เช่น คบชู้สู่สาวผิดศีลธรรมประเพณี ชายเป็นชู้กับภรรยาของผู้อื่น หญิงเป็นชู้สามีของผู้อื่นหรือชายหญิงที่มีภรรยาหรือสามีประพฤตินอกใจไปสู่หาเป็นชู้กับผู้อื่นมักมากในกามคุณ

๓.อสินขนรก สัตว์นรกที่เกิดมามีรูปร่างแปลกพิกลเช่น เล็บมือเล็บเท้าแหลมยาว กลับกลายเป็นอาวุธ หอก ดาบ จอบ เสียมสัตว์นรกเหล่านี้เหมือนคนบ้าวิกลจริต บ้างนั่ง บ้างยืนเอาเล็บมือถากตะกุยเนื้อหนังของตนกินเป็นอาหารตลอดเวลา จนกว่าจะสิ้นกรรม บุพกรรมเช่น เมื่อเป็นมนุษย์ชอบลักเล็กขโมยน้อย ขโมยของในสถานที่สาธารณะและของที่เขาจะถวายแด่พระพุทธพระธรรม พระสงฆ์

๔.ตามโพทนรกมีหม้อเหล็กต้มน้ำทองแดงปนด้วยหินกรวด ร้อนระอุตลอดเวลา สัตว์นรกที่มาเกิดต้องรับบทุกข์โดยการถูกกรอกด้วยน้ำทองแดง และกรวดหินเข้าไปทางปาก จนกว่าจะสิ้นกรรม บุพกรรมด้วยผลกรรมที่ทำไวในชาติก่อนๆ เป็นคนใจอ่อน มัวเมาประมาท ดื่มกินสุราเมรัยแสดงอาการคล้ายค้นบ้าเป็นเนืองนิจ

๕.อโยคุฬนรกเต็มไปด้วยก้อนเหล็กแดงเกลื่อนกลาดไปหมดอกุศลกรรมบันดาลสัตว์นรกที่มาเกิดเห็นก้อนเหล็กแดงเป็นอาหารเมื่อกินเข้าไปแล้วเหล็กแดงนั้นก็เผาไหม้ไส้พุง ได้รับทุกขเวทนาจนกว่าจะสิ้นกรรมบุพกรรม เช่น แสดงตนว่า เป็นคนใจบุญใจกุศล เรี่ยไรทรัพย์ ว่าจะนำไปทำบุญสร้างกุศลแต่กลับยักยอกเงินทำบุญของผู้อื่นมาเป็นของตน การกุศลทำบ้างไม่ทำบ้างตามที่อ้างไว้หลอกลวงผู้อื่น

๖.ปิสสกปัพพตนรก มีภูเขาใหญ่ 4 ทิศเคลื่อนที่ได้ไม่หยุดหย่อนกลิ้งไปมาบดขยี้สัตว์นรกที่มาเกิดให้บี้แบนกระดูกแตกป่นละเอียดจนตายแล้วฟื้นขึ้นมาอีกถูกบดขยี้อีกจนตายเรื่อยไปจนสิ้นกรรมของตน บุพกรรม เช่นเคยเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ประพฤติตนเป็นคนอันธพาล กดขี่ข่มเหงราษฎรทำร้ายร่างกาย เอาทรัพย์เขามาให้เกินพิกัดอัตราที่กฎหมายกำหนดไม่มีความกรุณาแก่คนทั้งหลาย

๗.ธุสนรก สัตว์นรกที่มาเกิดมีความกระหายน้ำมากเมื่อพบสระมีน้ำใสสะอาดก็ดื่มกินเข้าไป อำนาจของกรรมบันดาล ให้น้ำนั้นกลายเป็นแกลบเป็นข้าวลีบลุกเป็นไฟเผาไหม้ท้องและลำไส้ เสวยทุกขเวทนาแสนสาหัสจากกรรมชั่วที่ทำมา บุพกรรม เช่น คดโกง ไม่มีความซื่อสัตย์ปนปลอมแปลงอาหารและเครื่องใช้แล้วหลอกขายผู้อื่นได้ทรัพย์สินเงินทองมาโดยมิชอบ

๘.สีตโลสิตนรก เต็มไปด้วยน้ำเย็นยะเยือกเมื่อสัตว์นรกที่มาเกิดตกลงไปก็จะตายฟื้นขึ้นมาก็ถูกจับโยนลงไปอีกเรื่อยไปจนสิ้นกรรมชั่วของตนบุพกรรม เช่น จับสัตว์เป็นๆ โยนลงในบ่อ ในเหว ในสระน้ำ หรือมัดสัตว์เป็นๆทิ้งน้ำให้จมน้ำตาย หรือทำให้เพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้รับความทุกข์

๙.สุนขนรก เต็มไปด้วยสุนัขนรก ซึ่งมี 5 พวกคือหมานรกดำ หมานรกเหลือง หมานรกแดง หมานรกต่างๆ และยังมีฝูงแร้งกา นกตะกรุมสัตว์นรกที่เกิดจะถูกสุนัข แร้ง กา ไล่ขบกัด ตรงลูกตา ปากและส่วนต่างๆได้รับทุกขเวทนาจากผลกรรมชั่วทางวจีทุจริต บุพกรรม คือ ด่าว่าบิดามารดาปู่ย่าตายาย พี่ชายพี่สาวและญาติทั้งหลายไม่เลือกหน้า ไม่ว่าจะเป็น ผู้เฒ่าผู้แก่ตลอดจนพระภิกษุสงฆ์สามเณร

๑๐.ยันตปาสาณนรก มีภูเขาประหลาด 2 ลูกเคลื่อนกระทบกันตลอดเวลา สัตว์นรกที่มาเกิดจะถูกภูเขาบีบกระแทกได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส ตายแล้วก็กลับเป็นขึ้นมา จนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตนบุพกรรม เช่น เป็นหญิงชายใจบาปหยาบช้า ด่าตีคู่ครองด้วยความโกรธแล้วหันเหประพฤตินอกใจไปคบชู้เป็นสามีภรรยากับคนอื่นตามใจชอบ

*๓.อุสสทนรก มี ๕ ขุม คือ

๑.คูถนรก สัตว์นรกที่มาเกิดได้รับทุกขเวทนาอยู่ในนรกอุจจาระเน่า โดยถูกหนอนกัดกินทั้งเนื้อและกระดูกตลอดจนอวัยวะภายในทั้งหมด จนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตน

๒.กุกกุฬนรก สัตว์นรกที่มาเกิดได้รับทุกขเวทนาโดยถูกเผาด้วยขี้เถ้าร้อนระอุ ร่างกายไหม้ยับย่อยละเอียดเป็นจุณจนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตน

๓.สิมปลิวนนรก สัตว์นรกที่ยังมีเศษอกุศลกรรมเหลืออยู่ถึงแม้พ้นจากนรกขี้เถ้าร้อนแล้วก็ยังไม่หลุดพ้นยังต้องเสวยทุกข์จากนรกป่าไม้งิ้วต่อไปจนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตน

๔.อสิปัตตวนนรกสัตว์นรกที่มาเกิดได้รับทุกข์จากป่าไม้ใบดาบ เช่น ใบมะม่วงซึ่งกลายเป็นหอกดาบและมีสุนัข แร้งคอยทรมานขบกัดกินเลือดเนื้อจนกว่าจะสิ้นกรรม

๕.เวตรณีนรกสัตว์นรกที่มาเกิดได้รับทุกข์จากน้ำเค็มแสบ ที่มีเครื่องหวายหนามเหล็กใบกลีบบัวหลวงเหล็ก ตั้งอยู่กลางน้ำ ซึ่งคมเป็นกรดมีเปลวไฟลุกโชนตลอดเวลาจนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตน

*๔.โลกันตนรก โลกันตนรก เป็นนรกขุมใหญ่อยู่นอกจักรวาล มืดมนไม่มีแสง มองไม่เห็นอะไรเลยและเต็มไปด้วยทะเลน้ำกรดเย็นที่ตั้งอยู่ระหว่างโลกจักรวาล 3 โลก เหมือนกับวงกลม 3 วงติดกันบริเวณช่องว่างของวงทั้ง 3 สัตว์นรกที่มาเกิดต้องรับทุกขเวทนาเป็นเวลา 1 พุทธันดรจากผลกรรมชั่ว เช่น ทรมานประทุษร้ายต่อบิดามารดา และผู้ทรงศีล ทรงธรรมหรือทำปาณาติบาตเป็นอาจิณ หรือฆ่าตัวตาย เป็นต้น

ส่วนผู้รักษากุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการเมื่อสิ้นชีวิต จะได้รับอานิสงค์ คือไปเกิดอุบัติในสวรรค์ ๖ ชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่งคือ

. สวรรค์ชั้น จาตุมมหาราชิกา มีอายุ 500 ปีสวรรค์โดย ๑วันของสวรรค์ชั้น จาตุมมหาราชิกา เท่ากับ ๕๐ ปีโลกมนุษย์ ดังนั้น อายุขัยของเทวดาในสวรรค์ชั้นนี้จึงเท่ากับ๙ ล้านปีมนุษย์ เกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้ คือ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ทำบุญไม่ค่อยเป็นไม่รู้หลักการทำบุญ และไม่ค่อยได้สั่งสมบุญ นานๆ ทำครั้งหนึ่ง เมื่อทำก็ทำน้อยหรือ ทำบุญเอาคุณ บุญที่ได้ก็ไม่บริสุทธิ์ ไม่สมบูรณ์ บาปในตัวก็มีอยู่ แต่ว่าบุญมากกว่า เมื่อละโลกใจนึกถึงบุญก่อนก็ไปสวรรค์ชั้นนี้ ซึ่งตั้งอยู่ ณเชิงเขาสิเนรุ สวรรค์ชั้นนี้จะมีความหลากหลายมากที่สุด เพราะอยู่ใกล้ชิดกับพื้นมนุษย์มากกว่าสวรรค์ชั้นอื่นๆและมีบางส่วนที่มีที่อยู่ซ้อนกับภูมิมนุษย์

๒.สวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ มีอายุ ๑,๐๐๐ ปีสวรรค์ โดย ๑วันของสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ เท่ากับ ๑๐๐ ปีโลกมนุษย์

ดังนั้นอายุขัยของเทวดาในสวรรค์ชั้นนี้จึงเท่ากับ๓๖ ล้านปีมนุษย์ เกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้ คือ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ทำบุญเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งดีงาม เป็นสิ่งที่ควรทำ กระทำแล้วก็สั่งสมบุญสั่งสมเทวธรรม มีหิริ โอตตัปปะด้วย เมื่อละโลกก็จะไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นนี้ซึ่งตั้งอยู่ที่หน้าตัดของเขาพระสิเนรุ

๓.สวรรค์ชั้น ยามา มีอายุ ๒,๐๐๐ ปีสวรรค์ โดย ๑ วันของสวรรค์ชั้นยามา เท่ากับ ๒๐๐ ปีโลกมนุษย์

ดังนั้นอายุขัยของเทวดาในสวรรค์ชั้นนี้จึงเท่ากับ๑๔๔ ล้านปีมนุษย์ เกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้ คือ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ทำบุญเพราะอยากจะสืบทอดและรักษาประเพณีแห่งความดีงามนั้นไว้ ทำนองว่าวงศ์ตระกูลสร้างสมความดีมาอย่างไร ก็อยากจะรักษาประเพณีไว้ หรือผู้หลักผู้ใหญ่สอนอย่างไร บรรพบุรุษทำมาอย่างไรก็ทำอย่างนั้นทำกันไปตามธรรมเนียม เช่น เห็น ปู่ย่าสร้างโบสถ์ บำรุงวัด สร้างพระประธานก็ทำตามนั้นด้วย หรือพระภิกษุที่รักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่พระต้องมีหน้าที่รักษาพระพุทธศาสนา เมื่อละโลกแล้วส่วนใหญ่จะไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นนี้ ซึ่งตั้งอยู่สูงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ขึ้นไป

๔.สวรรค์ชั้น ดุสิต มีอายุ ๔,๐๐๐ ปีสวรรค์ โดย ๑วันของสวรรค์ชั้น ดุสิต เท่ากับ ๔๐๐ ปีโลกมนุษย์ ดังนั้นอายุขัยของเทวดาในสวรรค์ชั้นนี้จึงเท่ากับ๕๗๖ ล้านปีมนุษย์ เกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้ คือ เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ ทำบุญเพื่อปรารถนาสงเคราะห์โลกปรารถนาให้ชาวโลกมีความสุข มีความคิดที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เพื่อตนเองอย่างเดียวแต่เพื่อสงเคราะห์โลก เพื่อนมนุษย์ และสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยเมื่อละโลกแล้วก็จะไปสวรรค์ ชั้นนี้ ซึ่งตั้งอยู่สูงถัดจากสวรรค์ชั้นยามาขึ้นไป

๕.สวรรค์ชั้น นิมมานรดี มีอายุ ๘,๐๐๐ ปีสวรรค์ โดย ๑วันของสวรรค์ชั้น นิมมานรดี เท่ากับ ๘๐๐ ปีโลกมนุษย์ ดังนั้น อายุขัยของเทวดาในสวรรค์ชั้นนี้จึงเท่ากับ2,304 ล้านปีมนุษย์ เกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้ คือ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ให้ทานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่มีจิตใจผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทานไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานเพราะมีความสุขในการให้ ให้ทานด้วยคิดว่า"เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เช่นเดียวกับท่านฤๅษี ทั้งหลายคือ ท่านอัฏฐกฤๅษีท่าวามกฤๅษี ท่านวาม เทวฤๅษี ท่านเวสสามิตรฤๅษี ท่านยมทัคคฤๅษี ท่านอังคีรสฤๅษีท่านภารทวาชฤๅษี ท่านวาเสฏฐฤๅษี ท่านกัสสปฤๅษี ท่านภคุฤๅษี" เขาผู้นั้นให้ทานด้วยอาการอย่างนี้แล้ว เมื่อทำ กาลกิริยาตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาทั้งหลาย ในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี

๖.สวรรค์ชั้น ปรนิมมิตวสวัตตี มีอายุ ๑๖,๐๐๐ ปีสวรรค์ โดย ๑วันของสวรรค์ชั้น ปรนิมมิตวสวัตตี เท่ากับ ๑,๖๐๐ปีโลกมนุษย์ ดังนั้น อายุขัยของเทวดาในสวรรค์ชั้นนี้จึงเท่ากับ๙,๒๑๖ ล้านปีมนุษย์ เกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้ คือ

เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ทำบุญด้วยความเลื่อมใส เคารพในทาน ทำแล้วมีความรู้สึกปลื้มใจ ในบุญที่ทำนั้นเมื่อละโลกแล้วจะบังเกิดบนสวรรค์ชั้นนี้ ซึ่งตั้งอยู่สูงจากสวรรค์ชั้นนิมมานรดีขึ้นไป

ที่นี้เรามาดูกรรมที่ชอบพูดถึงตอนนี้คือ การแก้กรรมคือการทำแท้งลูก เราเคยอ่านการแก้กรรมประเภทนี้แล้วรู้สึกไม่ถูกต้องผู้อ่านลองพิจารณาดู

“บาปจากการทำแท้ง

สำหรับผู้ที่มีอุปสรรคในเรื่องการตั้งครรภ์คือตั้งครรภ์แล้วมิสามารถจะเลี้ยงลูกน้อยในครรภ์ได้จังไปทำแท้งนั้นถือว่าเป็นบาปอย่างมหันต์ เพระเป็นการฆ่าคนเป็นการตัดชีวิตคนอื่น

ผลแห่งบาปจึงค่อนข้างแรงนัก เชื่อกันว่าผู้ที่ไปทำแท้งเอาลูกออกจะตกต่ำย่ำแย่ มีแต่เรื่องทุกข์ร้อนหรือไม่ก็จะพบกับช่วงชีวิตที่ลำบากไม่อาจเจริญรุ่งเรืองได้ซักที เหมือนมีอะไรมาถ่วงอยู่ และจะล้ม ๆ ลุก ๆเช่นนั้นไปเนิ่นนานถึง ๗ ปี

ดังนั้น ทั้งชายและหญิง (ไม่ใช่แต่ฝ่ายหญิงเท่านั้น ) หากคุณเคยได้ทำบาปกับชีวิตน้อย ๆ ที่เป็นลูกของคุณเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ขอให้เร่งรีบทำบุญสะเดาะเคราะห์อย่างเคร่งครัดจริงจัง แล้วทุกข์ที่มีจะหมดสิ้น

เชื่อกันว่า ชีวิตจะรุ่งเรืองทันตาเห็นแต่จะต้องทำบุญดังต่อไปนี้

ไปซื้อปลาในตลาดสด แล้วนำไปปล่อยที่แม่น้ำอย่าปล่อยในบึง-คลองเล็ก ๆ จะซื้อทีละกี่ตัวก็ได้ ตามแต่กำลังทรัพย์ที่มีต้องปล่อยปลาให้ครบตามอายุของตน เช่น ถ้าอายุ ๒๕ ปี ก็ให้ปล่อยปลา ๒๕ ตัวต้องนับจำนวนปลาแยกกับอีกฝ่ายหนี่ง เช่น ถ้าภรรยาอายุ ๒๕ ปี สามีอายุ ๓๐ ปีก็แสดงว่าทั้งคู่จะต้องปล่อยปลาทั้งสิ้น ๕๕ ตัว คือฝ่ายตัวหญิงปล่อยปลา ๒๕ ตัวและฝ่ายชายปล่อยให้ครบ ๓๐ ตัว

การทำบุญเช่นนี้ไม่มีระยะเวลากำหนดคุณจะทำให้เสร็จใน ๑ เดือน ๖ เดือน หรือ ๑ ปีก็ได้ถ้าทำให้ครบโดยเร็ว ก็จะหมดเคราะห์ได้เร็วคนเฒ่าคนแก่ได้แนะแนวการทำบุญเช่นนี้ไว้ และได้เสริมว่านอกจากการทำบุญปล่อยปลาให้ครบตามอายุแล้ว ยังจะต้องทำสังฆทานทุก ๑ เดือน หรือทุก ๓เดือนให้ครบ ๗ ครั้ง จึงจะหมดเคราะห์และรุ่งเรืองสืบไป

คัดลอกจากหนังสือพุทธมนต์คาถาและอีกในหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือคู่มือสวดมนต์ วิธีแก้กรรม สะเดาะเคราะห์ได้บอกถึงวิธีแก้กรรมจากการทำแท้งดังต่อไปนี้

ทำแท้งลูกโดยเจตนาหรือไม่เจตนา ต้องขอขมากรรมให้จุดธูป ๓ ดอก กลางแจ้ง ตั้งนะโม ๓ จบ ว่า “ข้าพเจ้าชื่อ.......ขอขมากรรมวิญญาณลูกพ่อและแม่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขออโหสิกรรมให้ขาดจากกัน” จะทำบุญใส่บาตรด้วยพระสะดุ้งมาร๓ นิ้ว พร้อมอาหาร ทำใส่บาตรตอนเช้า แล้วกรวดน้ำขณะที่พระให้พร ตั้งนะโม ๓ จบกุศลผลบุญที่ทำบุญใส่บาตรพร้อมกับพระสะดุ้งมาร ขอให้เจ้ากรรมนายเวรคือวิญญาณลูกรับแล้ว ขอให้ไปเกิดบนศาลา ขอให้อโหสิกรรมให้ขาดจากกันเดี๋ยวนี้ขอให้ข้าพเจ้ามีความสำเร็จ โชคลาภ ทำสิ่งใดก็ขอให้สำเร็จผู้ที่ทำแท้งลูกจะโดยธรรมชาติหรือไม่ แม้กระทั่งหมอพยาบาล ผู้ร่วมมือให้เงินพาไปเป็นธุระเห็นดีด้วย จะเป็นตราบาปมาก วิญญาณเด็กจะอาฆาต เพราะดวงวิญญาณไม่สามารถกลับโลกเดิมได้ต้องเวียนว่ายอยู่ในสภาพมีแต่นาม (วิญญาณ) ไม่มีรูป ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟจนกว่าจะสิ้นอายุขัย จึงกลับศูนย์ดุลยกรรม เพราะการเกิดเป็นมนุษย์แสนยากต้องการมาสร้างบารมีใช้กรรม ผู้กระทำจะทำมาหากินไม่ขึ้น เจ็บปวด แตกร้าว ทุกข์ผิดหวัง ลาภก็ถูกปิดกั้น แก้กรรมเสร็จแล้วต้องหมั่นทำความดีกตัญญูต่อบิดามารดาและผู้มีพระคุณ จากกรรมหนักจะกลายเป็นเบา ถ้ากรรมเบาก็จะหายไป

จากการเผยแพร่บทความธรรมะนี้ข้าพเจ้าขออุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวรคือวิญญาณลูกๆ ของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอุทิศผล บุญกุศลนี้ไปให้ไพศาลถึงบิดามารดาครูอาจารย์ ทั้งลูกหลานญาติมิตรสนิทกัน

คนเคยร่วมทำงานการทั้งหลายมีส่วนได้ในกุศลผลบุญของฉัน ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัญขอให้ท่านได้กุศลผลบุญนี้เทอญ”

ท่านผู้อ่านพอเข้าใจหรือไม่  ตามพระสูตรบรรยายไว้ว่า ผู้ทำกรรมจะต้องรับผลของกรรมนั้นแน่นอน ไม่มีใครสามารถหลบหนีกรรมนั้นพ้น แต่ที่เราไปอ่านเจอเขาบอกว่ามีวิธีทำให้กรรมคือปาณาติบาตนั้นกลายเป็นอโหสิกรรมได้ ไม่น่าเชื่อเลย ทางฝ่ายบ้านเมืองตั้งข้อหาสังหารคนไว้หนักพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นคนยังไม่เกิดไม่ว่าจะเป็นเด็กแรกเกิดหรือคนที่โตแล้ว เมื่อถูกจับได้จะต้องถูกจับไปขัง แต่ไม่นานก็ออกมาแล้ว มีไม่มากที่ถูกสั่งประหารชีวิต การถูกประหารชีวิต หรือว่าการออกมาจากคุมขังของพวกเขา ถือว่าหมดกรรมที่พวกเขาทำในปัจจุบันชาติ แต่ทว่า ในนรก ๔ ขุมขุมใดขุมหนึ่งที่ดวงจิตของเขาจะต้องไปชดใช้กรรม มันใช้เวลานานมาก ผู้อ่านลองย้อนไปดูเวลาในนรกก็จะเข้าใจที่เราอธิบายมานี้อีกอย่างหนึ่ง คำว่าเจ้ากรรมนายเวรจะทำให้มีเคราะห์ เราก็ไม่เคยรู้เลยว่าเจ้ากรรมนายเวรจะมีฤทธิ์มากถึงขนาดนั้น ในพระสูตรก็ไม่มีบรรยายไว้ ( ใครเคยอ่านเจอที่ใด ช่วยเอามาให้เราอ่านบ้างก็ดีเราจะได้มีความรู้เพิ่มเติม จะเป็นภาษาบาลีก็ได้ ภาษาไทยก็ดี แต่ว่าเราไม่เอาอาจารมัติ คือ คำที่อาจารย์เล่าต่อๆกันมา และไม่เอาอัตตโนมัติ คือความคิดของตนเอง ) ในพระสูตรบรรยายไว้ว่า คนที่ตายแล้ว ดวงจิตจะต้องถูกไปสู่นรกเพื่อพิจารณาโทษถ้าโทษนั้นเป็นกุศลมากก็จะถูกสู่สวรรค์ชั้น ๖ ชั้นใดชั้นหนึ่ง ถ้าเป็นอกุศลมากก็จะถูกส่งไปยังนรกภูมิ ๔ ชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่ง (ย้อนไปดูนรกขภูมิเถิด)เมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้ากรรมนายเวรมาจากตอนไหนหรือ

ในพระธรรมบทเล่ม ๑ เรื่องที่ ๔ บรรยายถึงเรื่องของการจองเวรข้ามภพข้ามชาติว่าสตรีสองนางผูกเวรแก่กันและกัน จนกระทั่งชาติสุดท้าย สตรีนางหนึ่งเกิดมาเป็นหญิงสาวสตรีนางหนึ่งเกิดมาเป็นยักษินี เมื่อหญิงสาวคลอดบุตรมานางยักษินีก็มาจับบุตรของนางกินถึงสองครั้ง พอครั้งที่สามหญิงสาวจึงกลับไปคลอดบุตรที่เรือนมารดาของตน เมื่อคลอดบุตรแล้วนางจึงชวนสามีกลับเรือนของตน ในระหว่างทางนางยักษินีตามมาเพื่อจะจับบุตรของนางอีกครั้ง นางเมื่อเห็นนางยักษินีนั้นมาก็หนีเข้าไปในวิหารใกล้ๆก็พบพระพุทธเจ้าซึ่งประทับแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัทพระองค์เมื่อทอดพระเนตรเห็นสตรีนางนั้นพร้อมกับนางยักษินีพระองค์จึงแสดงธรรมโปรดนางทั้งสอง ทำให้นางทั้งสองเลิกจองเวรต่อกันและกันพระธรรมนั้นคือ

น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ

อเวเรน จ สมฺมนฺติ เอส ธมฺโมสนนฺตโน.

แปลว่า ในกาลไหนๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย

ก็แต่ย่อมระงับได้ด้วยความไม่มีเวร ธรรมนี้เป็นของเก่า.

ด้วยพระธรรมเทศนานี้ ทำให้ทั้งสองเลิกอาฆาตจองเวรต่อกันและกันเป็นผู้ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่กันและกัน(ใครอยากรู้เรื่องให้ละเอียดก็เอาคาถาต้นไปหาในกูเกิลสิจะได้อ่านเรื่องเต็มๆ) ในเรื่องนี้ ทำให้เรารู้ว่า ถ้าจะให้เลิกจองเวร จองกรรมกันและกันต้องให้อีกฝ่ายขออโหสิกรรมให้ ทั้งฝ่ายตนเองก็ต้องอโหสิกรรมให้อีกฝ่ายหนึ่งเหมือนกัน แต่เพราะดวงจิตของเด็กที่ถูกทำแท้งจะต้องกลับไปสู่นรกภูมิแล้ว แล้วเขาจะอโหสิกรรมให้ได้อย่างไรในพระสูตรบรรยายไว้ว่า ดวงจิตที่ตายตั้งแต่ยังไม่ได้เกิด จะสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ ก็คือดวงจิตที่หนีจากนรกมาเกิด เมื่อนิรยบาลรู้เข้า ท่านก็จะมาจับดวงจิตกลับไปสู่นรกทำให้ดวงจิตนั้นไม่ได้เกิด เพราะเหตุนั้น การอโหสิกรรมย่อมมีไม่ได้แล้วเขาจะขออโหสิกรรมกับผู้ใดกันหรือ อีกอย่างหนึ่ง คำว่า เจ้ากรรม แปลว่านายของการกระทำ คือ ดวงจิตของเรานั่นเอง คำว่า นายเวร คือนายของวาระ นั่นก็หมายถึงดวงจิตของเราเหมือนกัน เมื่อรวมคำสองคำแปลว่าดวงจิตของเราเป็นนายของการกระทำของเราที่จะได้รับตามวาระ นั่นก็คือ เราทำกรรมอะไรดวงจิตของเราจะต้องรับการกระทำของเราตามวาระ เช่น ถ้าเราทำกรรมดี ดวงจิตของเราก็จะได้รับของผลของการกระทำดี คือ ไปบังเกิดอุบัติในสวรรค์ ๖ชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่ง ถ้ากระทำกรรมชั่ว ดวงจิตของเราจะต้องไปรับผลของกรรมชั่ว คือไปเกิดอุบัติในนรก ๔ ขุมขุมใดขุมหนึ่งแน่นอน ด้วยผลของกรรมนั้น จนกว่าดวงจิตของเราจะเข้าสู่ภพนิพพาน แต่ที่เราอ่านมา แทบไม่มีใครกล่าวถึง ส่วนมากชอบกล่าวถึงดวงวิญญาณที่เป็นเงาดำๆที่คอยติดตามหลังเพื่อทำร้ายคนที่ทำร้ายตนเอง เราอยากรู้ว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ทำไม ดวงวิญญาณที่ถูกฆ่านั้นไม่ไปทำร้ายคนที่ทำตนเอง ปล่อยให้คนชั่วลอยนวลอยู่เต็มไปหมด

ถ้าถามเราว่าเราเชื่อเรื่องดวงวิญญาณหรือไม่ เราตอบว่าเราเชื่อว่าในโลกนี้มีดวงวิญญาณอยู่มากมาย เพียงแต่ว่าดวงวิญญาณเหล่านั้นไม่สามารถติดต่อกับเราได้ ถามว่าดวงวิญญาณเหล่านั้นมาจากไหน เราขอตอบว่า ดวงวิญญาณเหล่านั้นมาจากภพโอปาติกะคือ สัตว์โลกที่เกิดมาโดยอาศัยอดีตกรรมอย่างเดียวและเมื่อเกิดก็เติบโตขึ้นทันที เช่น พวกสัตว์นรก เปรต เทวดา แต่ดวงวิญญาณนั้นจัดในจำพวกสัตว์นรกหรือเปรตนั่นเองเพราะไม่มีฤทธิ์จะทำร้ายใครได้ ส่วนดวงวิญญาณโอปาติกะที่เป็นเทวดาจะไม่กล้าทำร้ายใคร  เพราะอาจจะทำให้เกิดกรรมติดตามจนทำให้บุญกุศลของตนพร่องลงไป ส่วนดวงวิญญาณที่ติดตามเป็นเงาดำๆหรือเห็นเป็นรูปร่างนั่นเขามาขอความช่วยเหลือ หรือเพราะเขาอยากให้เราอุทิศบุญให้เขาก็ได้ แต่เพราะคนเรายังชอบติดกับเจตสิก คือ อารมณ์หวาดกลัวเนื่องเพราะดูหนังผีมากไป พอมีอะไรมาสะกิดก็เกิดความหวาดกลัว เราหมายถึงกลัวผีนั่นเอง แต่เพราะมีคนรู้จริต(ปรกตินิสัย)จึงมีคนตั้งตัวเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่(รวมทั้งหลวงพ่อหลวงพี่ทั้งหลายด้วย)มากมายบอกว่าตนเองสามารถมองดวงวิญญาณได้แล้วบอกว่า ดวงวิญญาณนั้น คือ เจ้ากรรมนายเวรซึ่งจะมาทำให้เกิดความเดือดร้อน แล้วบอกว่าสามารถสื่อวิญญาณได้ คนที่หวาดกลัวดวงวิญญาณเพราะเคยทำผิดมาก็หลงเชื่อ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ เช่นหกล้มก็บอกว่าเจ้ากรรมนายเวรผลัก เมื่อขี่มอเตอร์ไซค์ชนหมาล้ม ก็บอกว่าเจ้ากรรมนายเวรแกล้ง หรือขับรถไปชน ก็เลยบอกว่าเจ้ากรรมนายเวรบังตา ทั้งๆที่อุบัติเหตุทั้งหมดมันเกิดมาเพราะความประมาทของเราเองแท้ๆ แต่เพราะคนเราไม่เคยโทษตนเองเลย มัวแต่โทษผู้อื่น หรือโทษสิ่งอื่น มันก็เลยไปกันใหญ่ เราบอกแล้วว่าเจตสิกมีอารมณ์หวาดกลัว เมื่อเขาหลอกว่า เราต้องทำบุญถวายสังฆทานไหว้พระ สวดมนต์ แผ่ส่วนบุญ แผ่ส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณนั้น ดวงวิญญาณนั้นจึงจะไม่ติดตามหลอกหลอน เจตสิกมันเกิดความหวาดกลัวอยู่แล้ว ก็เลยทำตามที่เขาหลอก เมื่อเจตสิกหายความหวาดกลัว ใจเขาก็สบาย หมายความว่าเจตสิกเลิกคิดถึงกรรมชั่วที่เขาเคยทำนั่นเอง เพราะเจตสิกคิดถึงบุญกุศลที่เขาทำ เมื่อใจสบาย ทำอะไรก็ประสพความสำเร็จ เขาก็ยกความดีให้กับคนแนะนำ จริงๆแล้ว การทำความดีบุญกุศลย่อมสนองตอบอยู่แล้ว ทั้งที่เป็นปัจจุบันชาติ ทั้งที่เป็นอนาคตชาติ เหมือนการทำชั่วก็ต้องรับผลตอบแทนมันเป็นธรรมเที่ยงแท้แน่นอน

ถามว่า ถ้าเขาโกหก หลอกลวงอย่างนั้นแล้วเขาไม่กลัวบาปกรรมหรือ ตอบว่า เขาไม่กลัวเนื่องเพราะเขาหลอกให้คนเราทำความดี ที่เขาทำอย่างนั้นเรียกว่า กุสโลบาย คือ อุบายที่เป็นกุศล กุสโลบายนี้แม้กระทั่งพระพุทธเจ้าก็ทรงเคยใช้แนะนำพระกีสาโคตรมีเถรีเมื่อครั้งท่านเป็นหญิงสาวชาวบ้าน ต่อมานางจึงให้กำเนิดบุตร แต่บุตรนั้นก็ได้ตายจากไปเมื่ออายุเพียง 3 ขวบ การตายของบุตรจึงทำให้นางตกอยู่ในความทุกข์อย่างหนักถึงขนาดอุ้มศพลูกไปทุกหนทุกแห่งเพื่อหาหมอรักษาบุตรของนาง จนกระทั่งนางมาพบพระพุทธเจ้าขณะประทับอยู่ณ วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี พระพุทธองค์ทรงแนะนำด้วยกุสโลบาย เพื่อให้นางคลายความทุกข์ โดยการให้นางไปเสาะหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตาย เมื่อหาได้พระองค์จึงจะช่วยรักษาบุตรให้นางให้คืนชีวิต ปรากฏว่านางต้องผิดหวังเพราะทุกบ้านนั้นก็ล้วนแต่มีคนตายทั้งสิ้น ในที่สุดนางจึงได้ข้อสรุปว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดาของคนหรือสิ่งมีชีวิต ไม่มีใครเกิดมาแล้วไม่ตาย การตายของบุตรตนจึงเป็นเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่งของชีวิต ครั้นคิดได้แล้วนางจึงสำเร็จเป็นพระโสดาบันบุคคลทั้งที่ยังไม่ได้บวช

อันที่จริง คำว่า เจ้ากรรมนายเวรนั้นมีสองประเภทคือ

๑.เจ้ากรรมนายเวรที่เป็นดวงจิตซึ่งหาร่างกายไม่ได้ หมายถึงดวงจิตที่ยังไม่ได้เวลามาเกิดนั่นเอง เช่น เราทำร้ายใครจนถึงเสียชีวิตโดยปราศเจตนาจะให้เสียชีวิต แต่เขาตายเพราะการกระทำของเรา หรือเราสังหารใครโดยมีเจตนาจะให้เขาตาย คนที่เราทำให้เขาตาย ดวงจิตเขาอาฆาตจองเวรเราไป แต่เพราะเขาไปอุบัติในภพอื่นหรือเพราะเขาไม่มีฤทธิ์ เขาจึงแก้แค้นไม่ได้ จนกว่าเขาจะมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งเขาจึงจะมีโอกาสแก้แค้นได้

๒.เจ้ากรรมนายเวรที่ยังมีร่างกาย หมายถึงยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง ได้แก่ เจ้ากรรมนายเวรที่เราเคยทำผิดกับเขาชาติก่อน แล้วเขามาแก้แค้นในชาตินี้ เจ้ากรรมนายเวรชนิดนี้ สมควรระวังให้ดี เพราะเขาสามารถแก้แค้นเราได้ตลอดเวลา แล้วส่วนมาก เจ้ากรรมนายเวรชนิดนี้เป็นคนมีฐานะดี มีการศึกษาดีเกือบทั้งหมด เมื่อไม่นานมานี้เราอ่านข่าวมนุษย์ป้า(มหาภัย) ตบตีนักเรียนที่มาทำงานพลาสทามแล้วยังบังคับให้ก้มกราบด้วย(แหม คนที่อยู่ในเหตุการณ์น่าจะแสดงตัวเป็นเจ้ากรรมนายเวรของยายมนุษย์ป้า(มหาภัย)คนนั้นจังแกจะได้รู้ว่าเวรกรรมมีจริง อุ้ย ต๊าย ตาย นี่เราสร้างอุปปีฬกรรมอีกแล้วหรือนี่ ขออโหสิกั๊ป) นี่คือเจ้ากรรมนายเวรตัวจริง เสียงจริงด้วยนะ ถ้าจะนับแล้ว คนเรามีเจ้ากรรมนายเวรมากมายหรือเกิน เพราะแต่ละชาติภพที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่รู้เราสร้างเวรสร้างกรรมกับผู้ใดไปเท่าไหร่ เราจะต้องเจอกับเจ้ากรรมนายเวรของเราสักเท่าไหร่เพราะการกระทำของเรา คิดๆแล้วมันก็ท้อใจจริงๆ (อ้อ ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราไม่ต้องเจอเจ้ากรรมนายเวรของเรา วิธีนั้นก็คือเราทำอนันตริยกรรมไง ถ้าเราทำอนันตริยกรรม ทั้งหมดก็เป็นอโหสิกรรมทั้งหมด อ้า ปีศาจน้อยล้อเล้งนากั๊ป ใครอย่าทำตามนะ ปีศาจน้อยยังไม่อยากไปเกิดในนรกที่ชื่อโลกันตนรกเพราะโทษคือให้คำแนะนำผิดๆ นรกนั้นมันเป็นนรกที่น่ากลัวไม่มีแสงเดือน ไม่มีแสงตะวันตั้ง ๑ พุทธันดร ปีศาจน้อยสงสารดวงจิตของปีศาจน้อยนากั๊ป แล้วยังเสียดายบุญกุศลที่ปีศาจน้อยเคยทำคู่กับคู่บุพเพนิวาสด้วยจิ..ป่านนี้ยังหามิเจอเลยจิ ห้าๆๆ ) เราจะเอาอายุพุทธันดรมาให้อ่านดู พอดีไปหาเจอในเวป”พลังจิต”

๑ อันตรกัป เท่ากับระยะเวลาที่อายุของมนุษย์ไขลงจากอสงไขยปีจนถึง ๑๐ ปี แล้วไขขึ้นจาก ๑๐ ปี จนถึงอสงไขยปีอีก ครบ ๑ คู่เรียกว่า ๑ อันตรกัป อสงไขยปีเท่ากับเลข ๑ ตามด้วยเลขศูนย์ ๑๔๐ ตัว ดังนั้น ๑มหากัป จึงเท่ากับ ๒๕๖ อันตรกัป

นับตั้งแต่จักรวาลถูกทำลาย จนกระทั่งเกิดใหม่และพินาศอีกครั้งจึงเป็นเวลา ๔ อสงไขยกัป หรือ ๒๕๖ อันตรกัป นับเป็น ๑ มหากัป ส่วนคำว่า" กัป " หมายถึงเวลาที่ยาวนานนับประมาณไม่ได้เปรียบเหมือนมีภูเขาแท่งศิลาทึบ กว้าง ยาว สูง อย่างละ ๑ โยชน์ ( ประมาณ ๑๖กิโลเมตร )ครบร้อยทิพย์ปี มีเทวดาเอาผ้าทิพย์ที่บางเบาราวกับควันไฟมาลูบภูเขานี้ ๑ครั้ง เมื่อใดภูเขาสึกกร่อนจนเรียบเสมอพื้นดิน เรียกว่า ๑ กัป

คำว่า " กัป " กับ " มหากัป" ต่างกันดังที่กล่าว

ในมหากัปหนึ่งๆจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้น๑ พระองค์ ๒ พระองค์ ๓ พระองค์บ้าง แต่ไม่เกิน ๕ พระองค์มหากัปที่ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นเลยก็มีเรียกว่า สุญกัป

มหากัปของเรานี้จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้น๕ พระองค์ เรียกว่า ภัทรกัป ซึ่งเป็นกัปที่เจริญที่สุด

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงอุบัติขึ้นแล้วคือ

๑. สมเด็จพระกกุสันธะพุทธเจ้า

๒. สมเด็จพระโกนาคมนะพุทธเจ้า

๓. สมเด็จพระกัสสปะพุทธเจ้า

๔. สมเด็จพระสมณโคดมพุทธเจ้า

และจักเสด็จอุบัติตรัสเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นองค์สุดท้ายในภัทรกัปนี้ทรงพระนามว่า

๕.สมเด็จพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า

ตอนนี้เราอยู่ในช่วงที่เรียกว่า กัปไขยลงคือทุก ๑๐๐ ปี อายุมนุษย์จะลดลง ๑ ปี อายุของพวกเราจะลดลงเรื่อยจนไปถึง ๑๐ ปีแล้วสูงขึ้นเรื่อยๆใหม่ จนกระทั่งอายุมนุษย์มีกำหนด ๘ หมื่นปี สตรีมีอายุ ๕๐๐ ปีจึงมีครอบครัว เวลานั้นมีความทุกข์เรื่องโรคภัยไข้เจ็บอยู่เพียง ๓ อย่าง คือความหิว ความง่วง และความแก่ ผู้คนยังทำความดีเพิ่มขึ้น อายุยิ่งทวีตามจนกระทั่งอายุอสงไขยปี

ในสมัยมนุษย์มีอายุอสงไขยปีมองเห็นความแก่ความตายได้ยาก ความเจ็บไม่มี เลยทำให้เกิดความประมาททิฎฐิมานะก็เกิดอีก เวียนเป็นวัฎฎจักรของมนุษย์ในยุคต้นกัปใหม่ เมื่อมีกิเลสเกิดอายุมนุษย์ก็เริ่มลดลงกระทั่งเหลือ ๘ หมื่นปีเมื่อนั้นพระศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จมาอุบัติขึ้นในโลกอันเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ องค์สุดท้ายในภัทรกัปนี้ ช่วงระยะเวลาระหว่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งไปยังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งเรียกว่า๑ พุทธธันดร

ท่านผู้อ่านที่อ่านจบแล้วรู้สึกกลัวหรือไม่ หมายถึงว่า ถ้าใครทำอนันตริยกรรมจะต้องลงไปชดใช้กรรมในโลกันตนรกอย่างยาวนานมาก กว่าจะออกมาได้ เจ้ากรรมนายเวรคงลืมเราหมดแล้ว แม้กระทั่งคู่บุพเพนิวาสของเราด้วยจิ ดังนั้นทุกท่านอย่าลองเลยนะ (ตั้งใจว่าจะเขียน ๕หน้า นี่ตกเข้าไป ๒๕ หน้าขออโหสิกรรมกั๊ปเขียนเสร็จแล้ว แต่ว่ายังอัพไม่หมดอีก เพราะอักษรเกินอ่ะ..น่าเสียดายจิ)สรุปดีกว่า

สรุปความปัญหาข้อว่า กรรมคืออะไร? ตอบว่ากรรมคือการกระทำของเรา ทั้งที่เป็นอดีตชาติ ทั้งที่เป็นปัจจุบันชาติและที่จะทำในอนาคตชาติกรรมนั้นแยกได้เป็น ๒ ประเภท คือ กรรมฝ่ายอกุศล(ชั่ว) และกรรมฝ่ายกุศล(ดี)แล้วกรรมนั้นแก้ได้หรือไม่? ตอบว่า กรรมบางอย่างสามารถแก้ได้ คือ กรรมที่ทำด้วยกายด้วยวาจา ด้วยใจที่ไม่มีเจตนา ยกเว้นกรรมที่ทำด้วยเจตนาหรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน กรรมนั้นจะส่งผลอย่างไรในปัจจุบันชาติและอนาคตชาติ?ตอบว่า กรรมคือการกระทำของเรา ทั้งที่เป็นอดีตชาติ ทั้งที่เป็นปัจจุบันชาติกรรมนั้นแยกได้เป็น ๒ ประเภท คือ กรรมฝ่ายอกุศล(ชั่ว) และกรรมฝ่ายกุศล(ดี)กรรมทั้ง ๒ อย่างนั้นมีโอกาสเกิดได้ ๓ ทาง คือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจกรรมทั้งที่เป็นกุศล ทั้งที่เป็นอกุศลให้ผลอย่างนี้ คือ กรรมที่เป็นอกุศล จะทำให้เราเดือดร้อนเพราะการกระทำของเราในปัจจุบันชาติเช่น ถูกจับไปขังหรือถูกประณามว่าเป็นคนชั่ว เป็นคนไม่มีศีลธรรม ไม่มีคนคบหาสมาคมด้วยนอกจากคนชั่วเหมือนๆกัน หลังจากละร่างกายไปแล้ว ดวงจิตจะต้องไปชดใช้กรรมชั่วในนรกใหญ่ทั้ง๔ ขุม ขุมใดขุมหนึ่ง ส่วนกรรมที่เป็นกุศล ในปัจจุบันชาติ ให้ผล คือ มีสีหน้าผ่องใสจิตใจเบิกบาน ไปในสมาคมใด ก็มีคนต้อนรับ หลังจากละร่างกายไปแล้ว ดวงจิตจะได้รับผลคือ สู่สวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่ง ดังนั้น มนุษย์ผู้หวังมีความสุข ทั้งปัจจุบันชาติทั้งอนาคตชาติ ให้รักษาศีล ๕ หรือ ศีล ๘ ให้ดีเถิด เพราะศีลเท่านั้นจะสามารถพาดวงจิตของเราขึ้นสู่สวรรค์ หรือแม้กระทั่งขึ้นสู่ภพนิพานได้แล ฯ

เอกมฺปิปาปํ กโรติ ปาโปเยวาติ วุจฺจติ.

บุคคลทำความชั่วแม้ครั้งเดียวเขาก็เรียกว่าคนชั่วเหมือนกัน

บรรยายโดย...ปีศาจน้อยจอมซน..(คืนฝันปีศาจน้อย)




Create Date : 01 มกราคม 2558
Last Update : 1 มกราคม 2558 3:22:39 น. 13 comments
Counter : 585 Pageviews.

 
ง่ะ..ตาลายหมดแย้ว..ตัวอักษรเล็กไปหน่อยนากั๊ป


โดย: คืนฝันปีศาจน้อย วันที่: 1 มกราคม 2558 เวลา:3:25:00 น.  

 




พี่ป๋องมาอ่านตั้งแต่เมื่อคืน .. หลังจากได้รับพรแล้ว..

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับคำอำนวยพร ..













โดย: foreverlovemom วันที่: 1 มกราคม 2558 เวลา:9:25:07 น.  

 
แสดงว่าอาการโรคหายแล้วสิ ถึงสวดได้ถึง4ชั่วโมงน่ะ ดีใจด้วยนะคุงผี


โดย: ญามี่ วันที่: 1 มกราคม 2558 เวลา:9:37:08 น.  

 

สุขปีใหม่จงมีแด่ทุกท่าน
ความเบิกบานจงมาตามที่หวัง
โรคประหลาดท้อถอยหมดกำลัง
สุขตามสั่งมาพลันไม่รู้ตัว

สำหรับปีใหม่2558นี้
ขอความสุขจงมีแด่ทุกท่านนะคะ

ญามี่///…





โดย: ญามี่ วันที่: 1 มกราคม 2558 เวลา:9:37:43 น.  

 




สวัสดียามเช้าค่ะ ..

ขอให้มีความสุข กับทุกสิ่งที่ทำ นะคะ ..




flower






โดย: foreverlovemom วันที่: 2 มกราคม 2558 เวลา:10:18:48 น.  

 




สวัสดี ใกล้เพล ครับ ..











โดย: foreverlovemom วันที่: 3 มกราคม 2558 เวลา:10:45:49 น.  

 




สวัสดี ค่ะ ..











โดย: foreverlovemom วันที่: 4 มกราคม 2558 เวลา:11:15:17 น.  

 




ขอบคุณ ที่แวะไปเยี่ยมเยียนกัน เป็นประจำนะคะ ..













โดย: foreverlovemom วันที่: 5 มกราคม 2558 เวลา:0:46:42 น.  

 




กระสือ มา แย้วววว ..















โดย: foreverlovemom วันที่: 5 มกราคม 2558 เวลา:14:57:06 น.  

 




มะ ต้อง พิมพ์ ..

มาเล่น หมากเก็บ ด้วยกันดีฝ่า ค่ะ ..












โดย: foreverlovemom วันที่: 6 มกราคม 2558 เวลา:14:58:19 น.  

 





สวัสดี ยามเช้า ครับ ..












โดย: foreverlovemom วันที่: 7 มกราคม 2558 เวลา:5:32:43 น.  

 





555555555555555555


นอนมากๆ ไม่สวย .. ไม่กลัว ..

แต่ไม่ได้นอน 2 - 3 วันติด .. เกรงว่า จะ .. ไม่เหลือชีวิตน่ะ ..





โดย: foreverlovemom วันที่: 7 มกราคม 2558 เวลา:19:43:40 น.  

 




สวัสดีค่ะ ..









โดย: foreverlovemom วันที่: 8 มกราคม 2558 เวลา:12:23:16 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

คืนฝันปีศาจน้อย
Location :
สมุทรสาคร Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




web stats
free counters
Friends' blogs
[Add คืนฝันปีศาจน้อย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.