by Sawittri Kaewkhiaw
Group Blog
 
 
เมษายน 2553
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
17 เมษายน 2553
 
All Blogs
 

การบัญชีเบื้องต้น (Principle Accounting)

การบัญชี (Accounting) หมายถึง

ศิลปของการเก็บรวบรวม - บันทึก - จำแนก

สรุปข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจในรูปของตัวเงิน

ผลงานขั้นสุดท้ายของการบัญชี
วัตถุประสงค์ของงบการเงิน
ให้ข้อมูลที่มีประโยชน์

ในการตัดสินใจลงทุนและตัดสินใจให้สินเชื่อ

ในการประเมินกระแสเงินสด

เกี่ยวกับทรัพยากรทางเศรษฐกิจของกิจการ

เกี่ยวกับผลการดำเนินงานประจำงวด

ความรับผิดชอบของผู้บริหารที่มีต่อเจ้าของ

งบการเงินที่สมบูรณ์ต้องประกอบด้วย

งบดุล (Balance Sheet)
เป็นงบที่แสดงฐานะการเงินของกิจการ ณ วันใดวันหนึ่งตามมาตรฐานการบัญชี

ประกอบด้วย:
• สินทรัพย์
• หนี้สิน
• ส่วนของเจ้าของ

สินทรัพย์
สินทรัพย์หมายถึง ทรัพยากรที่อยู่ในความควบคุมของกิจการ
ทรัพยากรดังกล่าวเป็นผลของเหตุการณ์ในอดีต
กิจการคาดว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ
จากทรัพยากรนั้นในอนาคต

สินทรัพย์ประกอบด้วย
สินทรัพย์หมุนเวียน
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน

สินทรัพย์หมุนเวียน
จัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง:-
สินทรัพย์นั้นเป็นเงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสดซึ่งไม่มีข้อจำกัดในการใช้กิจการมีวัตถุประสงค์หลักที่จะถือสินทรัพย์ไว้เพื่อการค้าหรือถือไว้
ในระยะสั้น และกิจการคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากสินทรัพย์
นั้นภายใน 12 เดือน นับจากวันที่ในงบดุล

กิจการคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากสินทรัพย์นั้นภายในรอบระยะเวลาดำเนินงานตามปกติ หรือกิจการมีสินทรัพย์นั้นไว้เพื่อขายหรือเพื่อนำมาใช้ในการดำเนินงาน

สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน
ได้แก่สินทรัพย์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของสินทรัพย์หมุนเวียน

หนี้สิน หมายถึง ภาระผูกพันในปัจจุบันของกิจการ เป็นผลของเหตุการณ์ในอดีต การชำระภาระผูกพันนั้นคาดว่าจะส่งผลให้กิจการสูญเสียทรัพยากรที่มีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ

หนี้สินหมุนเวียน
จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียนเมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
หนี้สินนั้นถือกำหนดชำระภายใน 12 เดือนนับจากวันที่ในงบดุล
กิจการคาดว่าจะชำระหนี้สินนั้นคืนภายในรอบระยะเวลาดำเนินงานตามปกติ

หนี้สินไม่หมุนเวียน หมายถึง ภาระผูกพันที่กิจการไม่คาดว่าจะจ่ายชำระภายใน 12 เดือน หรือรอบระยะเวลาการดำเนินงานตามปกติ

หนี้สินไม่หมุนเวียนมี 3 ประเภท คือ
1. ภาระผูกพันที่เกิดจากการจัดหาเงิน
การออกจำหน่ายหุ้นกู้
หนี้สินตามสัญญาเช่าการเงิน
ตั๋วเงินจ่ายระยะยาว
2. ภาระผูกพันที่เกิดจากการดำเนินงานตามปกติของกิจการ
หนี้สินเงินบำนาญ
หนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี
3. ภาระผูกพันที่ขึ้นอยู่กับการเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นของเหตุการณ์ในอนาคตอย่างน้อยหนึ่งเหตุการณ์เพื่อยืนยันจำนวนหนี้สินหรือบุคคลหรือวันที่จ่ายชำระหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น

ส่วนของเจ้าของ (ส่วนของผู้ถือหุ้น)
ส่วนของเจ้าของ (ส่วนของผู้ถือหุ้น) หมายถึง ส่วนได้เสียคงเหลือในสินทรัพย์ของกิจการหลังจากหักหนี้สินทั้งสิ้นออกแล้ว

งบกำไรขาดทุน (Income Statement)
เป็นงบการเงินที่แสดงผลการดำเนินงานของกิจการในรอบระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง
ประกอบด้วย
• รายได้
• ค่าใช้จ่าย
สมการบัญชีของงบกำไรขาดทุน
รายได้
รายได้ หมายถึง
- การเพิ่มขึ้นของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในรอบระยะเวลาบัญชีในรูปกระแสเข้า
• การขายสินค้าหรือบริการเป็นเงินสด/เงินเชื่อ
- การเพิ่มค่าของสินทรัพย์ในรอบระยะเวลาบัญชี
• การตีราคาที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ใหม่ (เพิ่มขึ้น)
- การลดลงของหนี้สินในรอบระยะเวลาบัญชี
• การส่งมอบสินค้าหรือบริการแก่เจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้สิน
- ไม่รวมเงินทุนที่ได้รับจากผู้มีส่วนร่วมในเจ้าของ
• เงินสดที่ได้รับจากการออกหุ้นทุนหรือหลักทรัพย์หุ้นทุนอื่น

ค่าใช้จ่าย หมายถึง
การลดลงของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในรอบระยะเวลาบัญชีในรูปกระแสออก
- การจ่ายเงินสดเพื่อแลกเปลี่ยนกับบริการ

การลดค่าของสินทรัพย์ในรอบระยะเวลาบัญชี
- การตีราคาที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ใหม่ (ในทางลดลง)

การเพิ่มขึ้นของหนี้สินในรอบระยะเวลาบัญชี
- การได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการโดยการก่อหนี้สิน

ไม่รวมการปันส่วนทุนให้กับผู้มีส่วนร่วมในเจ้าของ
- การจ่ายเงินปันผล
หน่วยที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้า

1.1 ความหมายของสินค้า

1.2 เอกสารประกอบการบันทึกบัญชี

1.3 เงื่อนไขการซื้อขายสินค้าที่เกี่ยวข้อง

1.4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม

หน่วยที่ 2 การบันทึกรายการเกี่ยวกับสินค้าในสมุดรายวันทั่วไป

2.1 การบันทึกรายการในกรณีไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม

2.2 การบันทึกรายการในกรณีที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม

2.3 การผ่านรายการไปยังบัญชีแยกประเภททั่วไป

หน่วยที่ 3 สมุดรายวันเฉพาะ

3.1 ความหมายและประเภทของสมุดรายวันเฉพาะ

3.2 การบันทึกรายการในสมุดรายวันซื้อสินค้าและสมุดรายวันส่งคืนสินค้า

3.3 การบันทึกรายการในสมุดรายวันขายสินค้าและรับคืนสินค้า

หน่วยที่ 4 สมุดรายวันเฉพาะ (ต่อ)

4.1 การบันทึกรายการในสมุดรายวันรับเงินและผ่านไปยังบัญชีแยกประเภท

4.2 การบันทึกรายการในสมุดรายวัยจ่ายเงินและผ่านไปยังบัญชีแยกประเภท

4.3 การบันทึกรายการในสมุดเงินสดย่อย

4.4 การบันทึกรายการในสมุดเงินสด 3 ช่อง

4.5 การบันทึกรายการในสมุดรายวันหลายช่อง

4.6 การบันทึกรายการเกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคธรรมดา

หน่วยที่ 5 การบันทึกรายการปรับปรุงบัญชีและโอนกลับบัญชี

5.1 วัตถุประสงค์ของการปรับปรุงบัญชี

5.2 ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า

5.3 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย

5.4 รายได้ค้างรับ

5.5 รายได้รับล่วงหน้า

5.6 การโอนกลับรายการปรับปรุงบัญชี

5.7 ค่าเสื่อมราคา

5.8 วัสดุสิ้นเปลือง

5.9 หนี้สินและค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ

5.10 งบทดลองหลังรายการปรับปรุงบัญชี

5.11 การแก้ไขข้อผิดพลาด

1. เงื่อนไขการชำระเงิน (Terms of Payment) ผู้ขายสินค้าจะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขเงินไว้ในใบกำกับสินค้า เพื่อเป็นการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้ซื้อชำระเงินค่าสินค้าก่อนกำหนดเวลา เพื่อให้ผู้ซื้อได้รับส่วนลดอีกด้วย

เงื่อนไขที่ทางการค้านิยมใช้กันมาก ได้แก่

1. 2/10,n/30 หมายความว่า ถ้าผู้ซื้อชำระเงินภายใน 10 วัน นับจากวันที่ในใบกำกับสินค้า จะได้ส่วนลด 2% แต่ถ้าผู้ซื้อชำระเงินภายใน 30 วัน จะไม่ได้ส่วนลด

2. 2/10,eom. ( eom. ย่อมาจาก end 0f mont) หมายความว่า วันครบกำหนดในการชำระหนี้ คือ สิ้นเดือนถัดไป แต่ถ้าชำระเงินภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไปจะได้ส่วนลด 2%

2. ส่วนลด (Discoumts) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ส่วนลดการค้า ( Trade Discounts) หมายถึง ส่วนลดที่ผู้ขายลดให้ผู้ซื้อเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ซื้อได้ซื้อสินค้าครั้งละมาก ๆ โดยผู้ขายจะกำหนดอัตราส่วนลด เป็นอัตราร้อยละจากราคากำหนดไว้ในใบกำกับสินค้า ส่วนลดการค้านี้จะนำไปหักจากราคาซื้อ หรือราคาขายก่อน จะได้ราคาสุทธินำไปบันทึกบัญชี ดังนั้น ส่วนลดการค้าไม่ต้องนำมาบันทึกบัญชี

2. ส่วนลดเงินสด ( Cash Discounts) หมายถึง ส่วนลดที่ผู้ขายลดให้ผู้ซื้อเพื่อจูงใจให้ผู้ซื้อชำระเงินโดยเร็ว ผู้ซื้อจะได้ส่วนลดเงินสดต่อเมื่อได้ชำระเงินตามเงื่อนไขการชำระหนี้ก่อนกำหนด ส่วนลดเงินสดต้องนำมาบันทึกบัญชี

- ทางด้านผู้ขาย ที่ให้ส่วนลด เรียกว่า ส่วนลดจ่าย หรือส่วนลจ่าย
- ทางด้านผู้ซื้อ ส่วนลดที่ได้รับ เรียกว่า ส่วนลดรับ หรือส่วนลซื้อ

การซื้อขายสินค้าส่วนใหญ่ ผู้ซื้อและผู้ขายจะอยู่ต่างสถานทีกัน หรือห่างไกลกันต้องอาศัยกิจการขนส่งในการขนส่งสินค้า เช่น รถไฟ เรือ รถบรรทุก ฯลฯ ดังนั้น ผู้ซื้อและ(ขายจะต้องตกลงกันให้เรียบร้อยว่าใครจะเป็นผู้จ่ายค่าขนส่ง

การขนส่งสินค้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. การขนส่งเข้า หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับต้นทุนสินค้าที่ขาย ซึ่งผู้ซื้อเป็นผู้จ่าย จะบันทึกใน บัญชีค่าขนส่งเข้า

2. การขนส่งออก หมายถึง ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขายสินค้า ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกิจการ ผู้ขายเป็นผู้จ่าย จะบันทึกใน บัญชีค่าขนส่งออก

เงื่อนไขเกี่ยวกับค่าขนส่งสินค้า มีดังนี้

1. การส่งมอบต้นทาง (F.o.B. Shipping Point) หมายถึง ผู้ซื้อเป็นผู้จ่ายค่าขนส่ง ผู้ขายมีหน้าที่เพียงนำสินค้าไปที่ทำการต้นทางส่งสินค้าเท่านั้น

2. การส่งมอบปลายทาง (F.o.B. Destination) หมายถึง ผู้ขายเป็นผู้ออก ค่าขนส่ง

3. ค่าขนส่งสินค้าที่จ่ายแทนกัน ถึงแม้ว่าการตกลงซื้อขายได้กระทำตามเงื่อนไขในการส่งมอบสินค้าแล้วก็ตาม ผู้ซื้อและผู้ขายอาจจะจ่ายค่าขนส่งแทนกันได้ เพื่อความสะดวกของทั้งสองฝ่าย เช่น

(F.o.B. Shipping Point) หมายถึง ผู้ซื้อเป็นผู้จ่ายค่าขนส่ง ผู้ขายมีหน้าที่เพียงนำสินค้าไปที่ทำการต้นทางส่งสินค้าเท่านั้น แต่ผู้ขายจ่ายแทนไปก่อนตามเงื่อนไข

(F.o.B. Destination) หมายถึง ผู้ขายเป็นผู้ออก ค่าขนส่ง แต่ผู้ซื้อได้จ่ายแทนไปก่อน

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tex)

ภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายถึง ภาษีที่เรียกเก็บจากมูลค่าของสินค่าหรือบริการในส่วนที่เพิ่มขึ้นแต่ละขั้นตอนของการผลิต และการจำหน่ายสินค้าหรือบริการชนิดต่าง ๆ

สูตร ภาษีมูลค่าเพิ่ม = ภาษีขาย - ภาษีซื้อ


ภาษีขาย (Sales Tax) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้บริการ เมื่อได้ขายสินค้าหรือให้บริการ หากภาษีขายเกิดขึ้นในเดือนใดก็เป็นภาษีขายของเดือนนั้น โดยไม่คำนึงว่าสินค้าที่ขาย หรือบริการจะซื้อมา หรือเป็นผลมาจากผลิตในเดือนใดก็ตาม

ภาษีซื้อ (Purchase Tax) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้แระกอบการจดทะเบียนได้จ่ายให้กับผู้ขายสินค้าหรือผู้ขายบริการที่เป็นประกอบการจดทะเบียนอื่น เมื่อซื้อสินค้าหรือรับบริการที่เพื่อใช้ในกิจการของตนทั้งที่เป็นวัตถุดิบ หรือสินค้าประเภทเครื่องจักร เครื่องมือและอุปกรณ์ เป็นต้น หากภาษีซื้อเกิดขึ้นในเดือนใดก็เป็นภาษีซื้อเดือนนั้น โดยไม่คำนึ่งว่าสินค้าที่ซื้อนั้นจะขายหรือนำไปใช้ในการผลิตเดือนใดก็ตาม

ถ้า ภาษีขาย มากว่า ภาษีซื้อ กิจการต้องชำระภาษีเพิ่ม

ถ้า ภาษีขาย น้อยกว่า ภาษีซื้อ กิจการสามารถขอคืนภาษีได้

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตาม พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ 2534 ได้กำหนดให้บุคคลต่อไปนี้เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบด้วย 3 ประเภท คือ

1. ผู้ประกอบการ คือ ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ ผู้ขายปลีก ผู้ส่งออก ซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจ หรือวิชาชีพ และประกอบกิจการในราชอาณาจักร

2. ผู้นำเข้า คือ ผู้ประกอบการ หรือบุคคลอื่น ซึ่งนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรไม่ว่าการใด ๆ และยังรวมถึงการนำสินค้าที่ต้องเสียอากรขาเข้า หรือ สินค้าทีได้รับการยกเว้นอากรขาเข้า ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรออกจากเขตอุตสาหกรรมส่งออก โดยมิใช่เพื่อการส่งออกด้วย

3. ผู้ที่กฎหมายกำหนดเป็นพิเศษให้เป็นผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี เช่น ตัวแทนของผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชการอาณาจักรและขายสินค้าหรือให้บริการราชอาณาจักรเป็นปกติ หรือในกรณีที่ผู้รับโอนสินค้าจากการนำเข้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายพิกัดอัตราศุลกากร หรือผู้ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าหรือบริการผู้ที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 0 เป็นต้น

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บจากบุคคลทั้ง 3 กลุ่ม คือ

1. อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 7 สำหรับการขายสินค้า หรือให้บริการทุกประเภท รวมทั้งการนำเข้า (อาจจะเพิ่ม - ลด ได้ตามสภาวะทางเศรษฐกิจ)

2. อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 1.5 สำหรับการขายสินค้า หรือให้บริการของผู้ประกอบการ ที่มีรายรับระหว่าง 600,000 บาท ถึง 1,200,000 บาท ต่อปี

3. อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 0 ใช้กับธุรกิจการส่งสินค้าออกไปต่างประเทศการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ ฯลฯ

การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มและการชำระภาษี
ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี และการชำระภาษี ผู้ประกอบการต้องยื่นแบบ ภ.พ. 30 ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ไม่ว่าจะมีการขายสินค้าหรือให้บริการในเดือนภาษีนั้นหรือไม่ก็ตาม


เรื่อง รายการค้าและการวิเคราะห์รายการค้า
รายการค้า หรือรายการทางบัญชี (Transaction or Accounting transaction)
หมายถึง เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดการโอน หรือการแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงานทางการบัญชีหนึ่ง
กับหน่วยงานหรือบุคคลอื่น ซึ่งมีผลกระทบการดำเนินงานหรือฐานะการเงินของหน่วยงานนั้น

ตัวอย่างของรายการค้า
การนำเงินสดหรือสินทรัพย์มาลงทุน เช่น การนำเงินสด ที่ดิน อาคาร มาลงทุน ในกรณีที่เป็นบริษัทการลงทุนหมายถึงการจำหน่ายหุ้น ได้แก่ การจำหน่ายหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ
ซื้อสินทรัพย์ต่าง ๆ เป็นเงินสดหรือเงินเชื่อ เช่นอุปกรณ์สำนักงาน ที่ดิน วัสดุสำนักงาน เครื่องมือต่าง ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการลงทุนในเงินทุนระยะสั้นหรือระยะยาวด้วย
ซื้อสินค้าเป็นเงินสดหรือเงินเชื่อ

ขายสินค้าเป็นเงินสดหรือเงินเชื่อ

การรับชำระหนี้

การจ่ายชำระหนี้

ขายบริการเป็นเงินสดหรือเงินเชื่อ

การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินหรือบุคคลภายนอก

การจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ เงินเดือน ค่าเช่า ดอกเบี้ยจ่าย เป็นต้น

เจ้าของกิจการถอนเงินสดหรือสินทรัพย์อื่นไปใช้ส่วนตัว


ในการดำเนินงานของธุรกิจที่ไม่ก่อให้เกิดการโอนเงินหรือสิ่งที่มีมูลค่าเป็นเงิน เช่น การจัดร้านค้าให้สะอาด สวยงาม การเชิญชวนต้อนรับลูกค้า การพาชมสินค้า เป็นต้น รายการเหล่านี้ถือว่าไม่ใช่รายการค้า ดังนั้น จึงไม่มีการนำมาบันทึกในสมุดบัญชีของกิจการ

การวิเคราะห์รายการค้า (Business Transaction Analysis)

ในการบันทึกบัญชีนั้น รายการที่จะนำไปบันทึกจะต้องเป็นรายการค้า แต่การที่จะนำรายการค้าไปบันทึกบัญชีใดนั้น จะต้องมีการวิเคราะห์รายการค้านั้นเสียก่อน ว่ารายการค้าที่เกิดขึ้นนั้นมีผลกระทบต่อจำนวนเงินของสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของหรือไม่ อย่างไร

กล่าวคือการเกิดรายการค้าดังกล่าวทำให้สินทรัพย์ หนี้สินและส่วนของเจ้าของ เพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งการวิเคราะห์รายการค้าที่ถูกต้องจะนำไปสู่การบันทึกบัญชีได้อย่างถูกต้องเช่นกัน

การวิเคราะห์รายการค้าสามารถแสดงการวิเคราะห์ได้ตามรูปแบบของสมการบัญชี ดังนี้

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ


เนื่องจากเมื่อเกิดรายการค้าจะส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ หนี้สิน หรือส่วนของเจ้าของ เพิ่มขึ้นหรือลดลง เพื่อให้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์รายการค้าได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว จะขอสรุปหลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์รายการค้า ซึ่งในการวิเคราะห์รายการค้า ต้องเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของสมการบัญชี ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรสมการบัญชีทั้งด้านซ้ายและด้านขวาจะต้องเท่ากันอยู่เสมอ



เรื่อง การบันทึกรายการค้าในบัญชีแยกประเภท

ในการบันทึกบัญชีของกิจการจะใช้ "หลักการบัญชีคู่" คือมีการบันทึกบัญชี 2 ด้าน คือ ด้านเดบิด และด้านเครดิต

ดังนั้น รูปแบบของบัญชีจึงต้องประกอบด้วยด้านเดบิต และด้านเครดิตเช่นกัน

รูปแบบของบัญชีแยกประเภทที่นิยมใช้กันโดยทั่วไปมีลักษณะคล้ายอักษรภาษาอังกฤษตัวที (T) เรียกว่าบัญชีรูปตัวที (T Account) เพื่อใช้บันทึกรายการค้าของกิจการ แบ่งเป็น 2 ด้าน ด้านซ้ายมือเรียกว่า ด้านเดบิต (Debit)

ด้านขวามือเรียกว่า ด้านเครดิต (Credit)

รูปแบบของบัญชีแยกประเภทที่สมบูรณ์แบบที่ใช้โดยทั่วไปมี 2 แบบ คือ

แบบบัญชีมาตรฐาน (Standard Ledger Account Form)
แบบบัญชีแสดงยอดคงเหลือ (Balance Ledger Account Form)

ส่วนต่าง ๆ ของบัญชีแยกประเภท มีดังนี้

ชื่อบัญชี (Account Name) ใช้เขียนชื่อของบัญชีที่ต้องการจะบันทึกรายการ ปกติจะเขียนไว้ กึ่งกลาง ของหน้ากระดาษ
เลขที่บัญชี (Account Number) สำหรับเขียนเลขที่ของบัญชี เลขที่ของบัญชีจะแสดงแยกเป็นหมวดหมู่ของประเภทบัญชีแต่ละหมวดหมู่
วันที่ (Date) สำหรับแสดง วัน เดือน ปี ของรายการค้าที่เกิดขึ้นตามลำดับก่อนหลังที่เกิดรายการนั้น
รายการ (Explanation) ช่องนี้ใช้สำหรับเขียนคำอธิบายรายการว่า จำนวนเงินที่นำมาบันทึกบัญชีนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือมาจากไหน
หน้าบัญชี (Post reference) สำหรับลงเลขที่หน้าบัญชีของสมุดบัญชีขึ้นต้นที่ใช้บันทึกรายการค้านั้น มาก่อน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการอ้างอิงและตรวจสอบหลักฐานในภายหลัง
เดบิต (Debit) สำหรับบันทึกจำนวนเงินของรายการค้าที่ถูกบันทึกบัญชีทางด้านเดบิต
เครดิต (Credit) สำหรับบันทึกจำนวนเงินของรายการค้าที่ถูกบันทึกบัญชีทางด้านเครดิต
ยอดคงเหลือ (Balance) สำหรับแสดงจำนวนเงินคงเหลือทุกครั้ง หลังจากที่บันทึกรายการค้า
บัญชีแยกประเภททั้งสองแบบนี้ กิจการสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมกับกิจการ ซึ่งแต่ละกิจการไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน กิจการที่มีลูกหนี้หรือเจ้าหนี้มาก ๆ เช่น ธนาคาร ย่อมต้องการทราบยอดคงค้างของลูกหนี้ หรือเจ้าหนี้อย่างรวดเร็ว ก็จะเลือกใช้รูปแบบของบัญชีแยกประเภทแบบแสดงยอดดุล ซึ่งสามารถหายอดคงเหลือได้ทุกวันตามที่ต้องการได้ สำหรับกิจการที่ไม่จำเป็นต้องทราบยอดคงเหลือเป็นประจำทุกวัน ก็อาจเลือกใช้รูปแบบของบัญชีแยกประเภทแบบมาตรฐานแทน

การจัดหมวดหมู่ และการกำหนดเลขที่บัญชี

เนื่องจากสมุดบัญชีแยกประเภททั่วไป ประกอบไปด้วยบัญชีต่าง ๆ จำนวนมาก ดังนั้นเพื่อที่จะจำแนกบัญชีต่าง ๆ เหล่านั้นออกเป็นหมวดหมู่ โดยทั่วไปนิยมแบ่งบัญชีออกเป็น 5 หมวด และกำหนดเลขที่แต่ละหมวดดังนี้

หมวดที่ 1 หมวดสินทรัพย์ เลขที่บัญชีเริ่มต้นด้วยเลข 1

หมวดที่ 2 หมวดหนี้สิน เลขที่บัญชีเริ่มต้นด้วยเลข 2

หมวดที่ 3 หมวดส่วนของเจ้าของ เลขที่บัญชีเริ่มต้นด้วยเลข 3

หมวดที่ 4 หมวดรายได้ เลขที่บัญชีเริ่มต้นด้วยเลข 4

หมวดที่ 5 หมวดค่าใช้จ่าย เลขที่บัญชีเริ่มต้นด้วยเลข 5

ในแต่ละหมวดของบัญชียังประกอบไปด้วยบัญชีต่าง ๆ จำนวนมาก ดังนั้น เพื่อความสะดวกในการค้นหาและอ้างอิงจึงได้มีการกำหนดเลขที่ของบัญชีต่าง ๆ ย่อยลงไปอีก การกำหนดเลขที่ให้กับบัญชีต่าง ๆ นี้เรียกว่า

"ผังบัญชี" (Chart of Account)

ผังบัญชี หมายถึง รายการแสดงชื่อและเลขที่บัญชีทั้งหมดที่ใช้ในระบบบัญชีของกิจการโดยจัดหมวดหมู่ไว้อย่างเป็นระบบและมีหลักเกณฑ์ ผังบัญชีของแต่ละกิจการไม่จำเป็นต้องมีชื่อบัญชีที่เหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการดำเนินงานของธุรกิจ ขนาดของธุรกิจ การดำเนินงาน ความละเอียดของรายการในบัญชี เพื่อใช้ในการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร เป็นต้น


เรื่อง การบันทึกรายการค้าในสมุดรายวันทั่วไป

เมื่อมีรายการค้าเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ หนี้สิน หรือส่วนของเจ้าของ เปลี่ยนแปลงไปในทางเพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อบัญชีอย่างน้อยสองบัญชีหรือมากกว่านั้นเสมอ ซึ่งนำไปสู่การบันทึกบัญชีตามหลักการบัญชีคู่ คือการบันทึกบัญชีจะต้องมี 2 ด้านเสมอ ได้แก่ ด้านเดบิต (Debit) และด้านเครดิต (Credit)

การจดบันทึกรายการค้าตามหลักบัญชีคู่ลงในสมุดบัญชี สมุดบัญชีที่ได้จดบันทึกรายการค้า คือ สมุดจดรายการขั้นต้น รายการค้าที่เกิดขึ้นทุกรายการจะถูกจดบันทึก 2 ครั้ง

ครั้งที่ 1 ในสมุดบัญชีขั้นต้น

ครั้งที่ 2 ในสมุดบัญชีขั้นปลาย

สมุดบัญชีขั้นต้น หรือสมุดบันทึกรายการขั้นต้น หรือสมุดรายวันขั้นต้น (Journal) เป็นสมุดบัญชีเล่มแรกที่ใช้จดบันทึกรายการค้าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยเรียงตามลำดับก่อนหลังของการเกิดรายการค้านั้น ๆ ก่อนที่จะนำไปจดบันทึกอีกครั้งในสมุดบัญชีขั้นปลาย

สมุดจดรายการขั้นต้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1. สมุดรายวันทั่วไป (General Journal)

2. สมุดรายวันเฉพาะ (Special Journal)

สมุดรายวันทั่วไป (General Journal) คือ สมุดรายวันที่ใช้บันทึกรายการค้าต่าง ๆ ซึ่งไม่อาจบันทึกในสมุดรายวันอื่นได้ หรือสามารถใช้จดบันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้นได้ทุกรายการถ้ากิจการนั้นไม่มีการใช้สมุดรายวันเฉพาะแต่ถ้ากิจการนั้นมีการใช้สมุดรายวันเฉพาะแล้ว สมุดรายวันทั่วไปก็สามารถมีไว้เพื่อจดบันทึกรายการค้าอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งไม่สามารถนำไปบันทึกในสมุดรายวันเฉพาะเล่มใดเล่มหนึ่งได้

ประโยชน์ของสมุดจดรายการขั้นต้น

การที่กิจการจดบันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้นโดยใช้สมุดจดรายการขั้นต้นก่อนที่จะนำไปบันทึกรายการในสมุดบัญชีแยกประเภท ทำให้กิจการได้รับประโยชน์ต่าง ๆ ดังนี้

1. การบันทึกรายการในสมุดจดรายการขั้นต้นเป็นการบันทึกรายการโดยเรียงตามลำดับก่อนหลังของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่เกิดการหลงลืมในการบันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้น

2. การบันทึกรายการในสมุดจดรายการขั้นต้นจะบันทึกโดยแสดงผลการวิเคราะห์รายการค้าที่เกิดขึ้นว่าจะต้อง

เดบิตและเครดิตบัญชีอะไร ด้วยจำนวนเงินเท่าไร จึงช่วยป้องกันข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นจากการหลงลืมบันทึกรายการด้านใดด้านหนึ่งหรือลงรายการซ้ำกันในด้านใดด้านหนึ่ง รวมทั้งมีโอกาสที่จะตรวจสอบก่อนที่จะนำไปบันทึกในสมุดบัญชีแยกประเภท

3. มีคำอธิบายรายการนั้นไว้ชัดเจน ทำให้ทราบความเป็นมาของรายการที่นำมาบันทึก

4. หากต้องการดูรายการย้อนหลังเมื่อเกิดข้อสงสัยในการบันทึกบัญชี ก็สามารถอ่านและเข้าใจข้อมูลได้ง่าย

ทำให้เกิดการกระจายความรับผิดชอบในการทำงานรวมทั้งทำให้มีข้อมูลที่จะยืนยันและอ้างอิงซึ่งกันและกันกับสมุดบัญชีแยกประเภท อันจะช่วยป้องกันการทุจริตของพนักงาน




 

Create Date : 17 เมษายน 2553
1 comments
Last Update : 31 กรกฎาคม 2553 17:45:31 น.
Counter : 2734 Pageviews.

 

Thank you ka.

 

โดย: KAI (แผ่นฟ้า-พระจันทร์ ) 18 เมษายน 2553 16:50:04 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


แผ่นฟ้า-พระจันทร์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




E-MAIL to Panfah-Prajan http://panfah-prajan.bloggang.com
Friends' blogs
[Add แผ่นฟ้า-พระจันทร์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.