อัพบ้างไม่อัพบ้าง แล้วแต่จะว่างหรืออยากทำ
แพนด้ามหาภัย
Location :
ดาวเสาร์ China

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




แมวหมีจากต่างดาว
ชอบกินและดื่มของไม่มีประโยชน์
ว่างเป็นต้องรังแกสัตว์แล้วอ้างว่าเอ็นดู
อยู่มา 300 ปีได้ยังไงก็ยังแปลกใจ

เป็นสัตว์รักสงบ
แต่ตบไม่เลี้ยงเวลาโดนแหย่กรง
หากไม่ใช่เพื่อนกัน
กรุณาอย่าอุตริลองของ




ที่นี่ติดป้ายห้ามจอด Glitter
ไม่ต้องแปะแวะมาเยี่ยมค่ะ
ไม่ชอบ ไม่ได้ป่วย




对酒当歌,人生几何?







สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามมิให้นำไปเผยแพร่และอ้างอิง
ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของข้อความ
ในสื่อคอมพิวเตอร์แห่งนี้เพื่อการค้า
โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
ผู้ละเมิดจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด






Photobucket
กำลังทำ
กลิ้งเกลือกไปมา
อ่านหนังสือและแทะไผ่


Photobucket
กำลังอ่าน
:: "The Godfather" ::

Photobucket
entry ล่าสุด

งานล่าสุด


hits counter
Widget_logo


Group Blog
 
<<
เมษายน 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
18 เมษายน 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แพนด้ามหาภัย's blog to your web]
Links
 

 
:: ต้าซ่งล่มสลายแล้ว (แต่งานแปลยังต้องเดินต่อไป) ::





และแล้วก็เข็นมันออกไปจนได้กับหลวงพี่ผจญภัย เล่ม 4



雲空行 เล่ม 4 นี้ จริงๆ แล้วชื่อ "ปู้เหนิงซาเตอะเหริน" (แปลตรงๆ คือ คนที่ไม่อาจสังหาร หมายถึงไอ้นักพรตกำมะลอใน "เดือนเสี้ยว") แต่เปลี่ยนชื่อปกไทยเป็นชื่อตอนในเล่มแทน

หลวงพี่ของเราเริ่มเป็นหนุ่มใหญ่ ภิกขาจารไปหลายที่ในเล่มก่อนๆ จนถึงเล่มนี้ก็ไปพบอาจารย์ตามที่เคยนัดหมายกันไว้ แต่แล้วกลับได้รับทราบคำพยากรณ์อนาคตของแผ่นดินต้าซ่งและนามของผู้ทำลายชาติ ด้วยเหตุนี้ หยุนคงจึงเร่งรุดเดินทางเพื่อตามหาตัว "พรตล่มชาติ" ผู้นั้นให้ทัน ก่อนทุกสิ่งทุกอย่างจะถึงกาลวิบัติ

เรื่องย่อของแต่ละตอน

แดนพิศวง - เรื่องราวการเดินทางไปพบพ่อหลู่ อาจารย์นักพรตของหยุนคง และรับทราบคำพยากรณ์สะท้านขวัญ

ถานฮัวในกองเพลิง - หยุนคงขออาศัยอารามพรตแห่งหนึ่งระหว่างการรอนแรมจาริก แต่กลับต้องประสบกับเหตุการณ์ทัพจินล้อมตีเมืองไท่หยวน

วิชามารปราณทมิฬ - หยุนคงเผชิญหน้ากับคู่ปรับเก่าอย่างเกาลู่ ฉื้อเฉิงจื้อปรากฏตัวช่วยชีวิตหยุนคงอีกครา

เดือนเสี้ยว - ในที่สุดหยุนคงก็ได้พบกับ "กัวจิง" ผู้ล่มชาติ แม้กระนั้น ชะตากรรมก็มิอาจเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งนั้นดำเนินมาถึงจุดที่สายเกินแก้เสียแล้ว...

โถงร้อยมาร - มวลหมู่ปิศาจจับตัวหยุนคงไปเพื่อทำพิธีมาร ฟื้นความทรงจำในชาติก่อน ทว่า ศิษย์ทั้งห้าของอู๋เซิงออกหน้าขัดขวาง เอาหนังมนุษย์คืนให้ก่อนจะพิธีเปลี่ยนร่างจะสำเร็จ








:: จากใจคนโม่ ::

เล่มนี้จางเฉ่าเขียนสองตอนแรกในลักษณะเดียวกัน นั่นคือ แบ่งเป็นบทสั้นๆ เน้นบรรยายที่ตัวละครย่อยก่อนเอาเรื่องมารวมกันในท้ายตอน ตอนที่ได้อารมณ์กำลังภายในมากๆ ของเล่มนี้ คือบทบู๊กับเกาลู่ดาบเขียว คู่ปรับเก่าในเล่มแรก สู้กันจนบ้านพัง มันส์จริงๆ

ฉันชอบที่สุดในเล่มมีสองตอน คือ "ถานฮัวในกองเพลิง" และ "เดือนเสี้ยว" ซึ่งเป็นตอนที่พูดถึงสภาพบ้านเมืองยามเกิดกลียุค ความฟอนเฟะของชนชั้นปกครองและความซวยของชาวบ้านธรรมดา รู้สึกกระชากอารมณ์มากเมื่อพูดถึงเรื่องเม่นธนู T_T

“ทหารจินสะพรึงกลัวแล้ว ไม่กล้าบุกเข้าไปอีก แต่ละคนส่งเสียงกีลีกูลีอยู่สักครู่จึงเริ่มใช้ธนูยิง มีธนูในมือของทหารจินบางคน ไม่ทราบว่ามาอยู่ในมือบุรุษหนุ่มได้อย่างไร ทว่าพวกมันคนมากมาย พิรุณธนูมากมาย คนๆ เดียวไหนเลยจะต้านทานได้? ไม่นานนัก มันกลายเป็นเม่นไปแล้ว มองไม่เห็นร่างที่เคยเป็นมนุษย์ แต่ตัวยังสั่น ยังสามารถได้ยินเสียงหอบหายใจ คล้ายขลุ่ยที่กำลังถูกเป่า..."

“ทหารจินกรูเข้าไป ใช้ดาบสับฟัน บางคนได้เพียงเงื้อง่าไม่กล้าลงมือ ตกใจแข้งขาอ่อน ทรุดลงกับพื้น หลังจากนั้นพวกข้าเข้าไปดู สถานที่ที่มันยืนอยู่นั้นหลงเหลือเพียงเศษเลือดเนื้อเศษกระดูกเลอะเลือน ผสมรวมเข้ากับดินโคลน แช่อยู่ในธารโลหิต”






"เดือนเสี้ยว" เป็นเหตุการณ์ก่อนสิ้นแผ่นดินซ่งเหนือ เมื่อผู้มีอำนาจบ้านเมืองดันเป็นพวกเสร่อ งี่เง่า ทำงานแบบเอาตัวรอดไปน้ำขุ่นๆ แถมยังไว้ใจคนผิด สุดท้ายแล้ว บ้านเมืองก็พลอยชิบหายวายวอดไปด้วย คนรับกรรมก็เป็นราษฏรตาดำๆ...

เราศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดเหล่านั้นหวนทำร้ายเราอีก
แต่มนุษยชาติก็ไม่เคยเรียนรู้จากความสูญเสียเลย
ประวัติศาสตร์จึงมักจะซ้ำรอยเดิมร่ำไป



[ quote ตอนที่คนแปลสะทกสะท้อนใจบางส่วน ]

ต้าซ่งในปีนี้คล้ายตะเกียงน้ำมันซึ่งกำลังดิ้นรน พยายามเผาผลาญน้ำมันหยดสุดท้ายอย่างถึงที่สุด ทว่ากลับไร้แผนเลิศล้ำใดจะดำเนินการ อีกทั้งปีนี้พาลหนาวเป็นพิเศษกว่าทุกปี ดังนั้นโหราจารย์จึงนำสองเรื่องนี้ผูกร้อยเข้าด้วยกัน อ่านโองการทำนายว่า “ชะตาบ้านเมืองของต้าซ่งกับฟ้าดินผูกพันเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนา บัดนี้แผ่นดินหนาวเหน็บ ต้นไม้ใบหญ้ามิอาจดำรงอยู่ ฉันใดฉันนั้น ชะตาบ้านเมืองย่อมมิอาจเข้มแข็งขึ้นมา”

ความนัยคือ งานฉลองตรุษที่มีปีละครั้งนั้น สมควรรีบจัดแต่โดยเร็ว

ตามประเพณีที่ผ่านมา งานฉลองปีใหม่ล้วนจัดล่วงหน้าหนึ่งก่อนวันเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ พิธีคือนำวัวฤดูใบไม้ผลิที่ปั้นขึ้นจากดินหนึ่งตัว ใช้ล้อลากเข้าวัง ฮ่องเต้ใช้แส้โบยตีเป็นพิธี หมายความว่าเร่งเร้าให้วัวไปไถนา พิธีนี้เรียกว่า “แส้ใบไม้ผลิ” เนื่องจากวันรุ่งขึ้นเป็นวันลี่ชุน (วันแรกของฤดูใบไม้ผลิ) ดังนั้นจึงหมายความว่า หลังจากพิธีแส้ใบไม้ผลิ ฤดูใบไม้ผลิย่อมมาถึงทันทีทันใด

ปีที่หนึ่งในรัชกาลจิ้งคัง ค.ศ. ๑๑๒๖ เดือนสิบเอ็ดซ้ำ (เป็นการนับตามปฏิทินจันทรคติ) วันที่สอง ราชสำนักจัดพิธีแส้ใบไม้ผลิก่อนเวลา เฝ้าหวังว่าฤดูใบไม้ผลิจะมาถึงเร็วสักหน่อย อย่าให้อากาศหนาวโหดร้ายเช่นนี้ต่อไปอีก

หากสวรรค์เชื่อฟังย่อมเป็นเรื่องดียิ่งนัก

ถึงวันที่ยี่สิบสี่ เมฆดำปกคลุมทั่วท้องฟ้า กดดันอึดอัดเสียจนแทบหายใจไม่ออก

ในหมู่เมฆดำ ปรากฏหิมะตกเป็นเส้นที่พบเห็นได้ยากโปรยปรายลงมา สายหิมะแต่ละสายล้วนยาวหลายนิ้ว พลิกหมุนเป็นเกลียว โรยตัวมาจากกลางเวหา

ต่อจากนั้น หิมะมหาศาลตกลงมาอย่างหนักหน่วง โหดร้ายรุนแรงกว่าทหารจิน หามีเจตนาลดน้อยลงแต่อย่างใดไม่

หิมะตกหนักไม่ขาดสาย ทำให้หลังคาบ้านเรือนมากมายถล่มลง บางบ้านถูกหิมะกองท่วมปิดประตูใหญ่ คนทั้งบ้านได้แต่ถูกขังนั่งกลัดกลุ้มใจอยู่ในบ้าน
หิมะนั้นประหลาดยิ่ง กล่าวจะมาก็มา กล่าวจะหยุดก็หยุด

หิมะพลันหยุดลง เผยให้เห็นท้องฟ้าในค่ำฤดูหนาว

ฟากฟ้าเหมันต์ ณ ราตรีนี้ ปรากฏดาวหางดวงหนึ่ง ลางอัปมงคลแห่งภัยพิบัติ
ดาวหางนำพาหางแตกกระจายอันชั่วร้าย เคลื่อนไหวเงียบเชียบกลางความมืดแห่งรัตติกาล คล้ายลาดตระเวนชมนครแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ขอได้ชมดูความสะพรึงกลัวก่อนตายให้เต็มตา ก่อนที่มันจะแตกสลายไป

...ดาวหางหัวเราะเปี่ยมแววชั่วช้า

มันเคลื่อนผ่านท้องฟ้ายามราตรีอย่างเชื่องช้า ทำให้ชาวบ้านทั่วเมืองตัวสั่นงันงก








Create Date : 18 เมษายน 2551
Last Update : 19 เมษายน 2551 0:45:08 น. 19 comments
Counter : Pageviews.

 
ตอนที่ ๒๓ เดือนเสี้ยว
ราชวงศ์ซ่ง ปีที่หนึ่งในรัชกาลจิ้งคัง ค.ศ. ๑๑๒๖


มีฮ่องเต้พระองค์หนึ่ง บันทึกประวัติศาสตร์ขนานพระนามว่าซ่งฮุยจง เดิมแซ่จ้าว ชื่อจี๋

ฮ่องเต้พระองค์นี้เป็นองค์ที่แปดของราชวงศ์ซ่งอันยิ่งใหญ่ เดิมที เมื่อมีผู้เสนอแนะให้ขึ้นเป็นฮ่องเต้นั้น กลับมีเสียงคัดค้านว่า “จ้าวจี๋เหลาะแหละ” คนผู้นี้เป็นฮ่องเต้เกรงว่าจะไม่เด็ดขาด หากเป็นปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญความรู้เชิงอักษรอาจมีชื่อเสียงโด่งดังจารึกในประวัติศาสตร์

จ้าวจี๋รู้จักชื่นชมพินิจภาพวาดเลื่องชื่อ อีกทั้งทรงวาดภาพได้งดงาม มีชื่อเสียงด้านศิลปะในประวัติศาสตร์ด้วย

จ้าวจี๋ทรงพระอักษรได้งดงามเช่นกัน ประดิษฐ์ตัวอักษรแบบเฉพาะพระองค์ขึ้นมา

จ้าวจี๋ยังทรงลุ่มหลงลัทธิเต๋า ศรัทธาเลื่อมใสนักพรตไม่น้อย ต้อนรับนักพรตดียิ่ง มอบฐานะที่สูงส่งยิ่ง ให้เงินทองมากมายยิ่ง อำนวยความสะดวกมากมายยิ่ง ทว่า หลังจากขึ้นครองราชย์ได้ไม่นานนัก เว่ยฮั่นจินนักพรตผู้มีชื่อเสียงกระเดื่องเลื่องลือกลับกล่าวให้หดหู่พระทัยว่า

“อีกไม่ถึงสามสิบปี ใต้หล้าจะวุ่นวายยุ่งเหยิงครั้งใหญ่หลวง”

นักพรตผู้นี้เดิมเป็นทหารเลวอยู่ที่เสฉวน เชี่ยวชาญดนตรีและวิชาอินหยาง มักอ้างอิงอดีตและทำนายทายทักอนาคตได้แม่นยำ จึงเป็นที่โปรดปราน หลายปีให้หลัง สวีจือฉาง นักพรตผู้ควบคุมอารามพรตเต้าลู่หยวนให้จ้าวจี๋ ถึงกับยิ่งกล่าวถ้อยคำชวนหดหู่ยิ่งขึ้น หลังจากจัดตั้งปะรำพิธีติดต่อกับเง็กเซียนฮ่องเต้แล้ว ทูลจ้าวจี๋ว่าองค์เง็กเซียนฮ่องเต้พิโรธมาก

“ผู้แซ่จ้าวบังอาจล่วงเกินสวรรค์ ทั้งตระกูลต้องร่อนเร่สามพันลี้”

จ้าวจี๋นิ่งเงียบไม่กล่าววาจา ในใจระแวงอย่างยิ่งว่า สวีจือฉางกำลังคิดแผนร้ายอันใด ภายหลังจึงหาเหตุคุมขังสวีจือฉาง ทว่าสวีจือฉางเองก็มิอาจดูถูกได้เช่นกัน ขณะที่เขาอยู่ในคุกได้ร่ายเวทหายตัวไป จากนั้นเป็นต้นมา ไม่มีผู้ใดพบเห็นเขาอีกเลย

และก็ไม่ต้องให้เรื่องราวภายหลังมาพิสูจน์ คำว่า “อีกไม่ถึงสามสิบปี” ของเว่ยฮั่นจินไม่แตกต่างจากปืนใหญ่ระดมยิง ปีที่สองของราชสำนักในมือจ้าวจี๋ เนื่องจากการค้นหาศิลาวิเศษลวดลายงดงาม และการรวบรวมพันธุ์บุปผาประหลาดหายากจากราษฎร กระทำจนใต้หล้าวุ่นวาย เกิดกบฏเกือบทุกที่ โจรผู้ร้ายเต็มบ้านเมือง

เรื่องของฮวาสือหว่างนี้ เมื่อผนวกรวมกับความชั่วร้ายของขุนนางโฉดฉ้อราษฎร์ที่มีอยู่มากมายทั่วแผ่นดิน สุดท้ายผู้รับเคราะห์กรรมล้วนเป็นปวงประชา

ราษฎรร่ำไห้น่าเวทนาอ้อนวอนสวรรค์ สวรรค์กลับกระทำคล้ายไร้เรื่องราว ตัดใจปิดหูไม่ยอมรับรู้

ราษฎรร่ำไห้น่าอนาถอ้อนวอนปฐพี ปฐพีแสร้งกระด้างดั่งศิลา ปราศจากกล้าอ่อนงอกออกแม้ครึ่งต้น

ดังนั้น คนเร่ร่อนจึงปรากฏมากมายทั่วใต้หล้า ขายภรรยา ขายบุตรชายหญิง มีเห็นกลาดเกลื่อน พวกที่ถูกขายนี้ หากหน้าตางดงามจะถูกส่งไปซ่องนางโลม หน้าตาขี้ริ้วถูกส่งไปฆ่า เอาเนื้อแขวนขายแลกเงิน เนื้อมนุษย์เหล่านี้ไม่เรียกว่าเนื้อมนุษย์ แต่เรียกเป็น “แพะสองขา”

ห้วงเวลานี้ ในหมู่ราษฎรมีเนื้อเพลงขับร้องแพร่หลาย คนขายเสียงร้องเพลงในร้านน้ำชา เด็กน้อยตามท้องถนน ร้องอย่างคล่องแคล่วเป็นประจำ

เดือนเสี้ยวสาดส่องปฐพี
กี่ครอบครัวสุขสมกี่ครอบครัวโศกศัลย์
กี่บ้านสามีภรรยาร่วมเรียงเคียงหมอน
กี่บ้านพลัดพรากสู่แดนไกล


-----------------------


กัวจิงที่อยู่บนกำแพงเมืองออกคำสั่ง

“ฆ่า...”

เสียงคนหลายพันคนตะโกนกึกก้องพร้อมกัน เกล็ดหิมะที่ลอยล่องโบยบินพุ่งเข้ามาอยู่รอบข้าง สั่นสะเทือนกลายเป็นหยาดน้ำเกาะอยู่บนเกราะของทหารเทพทันทีทันใด
พวกเขาบุกออกไปทางซวนฮว่าเหมิน ตะลุยเข้าหาศัตรู
ทหารจินกำลังรอคอยเวลานี้ พวกเขารอมาเนิ่นนานมาก ใกล้จะอดทนรอต่อไปมิได้แล้ว ดังนั้นจึงกระจายออกเป็นสี่ปีก โจมตีทันที คล้ายสองแขนโอบล้อมทหารเทพเอาไว้
เหล่าทหารเทพกู่ร้องฆ่า เท้าพุ่งปราดเข้าไป ในสมองตื่นเต้นยินดีจนแทบควบคุมไว้ไม่อยู่แล้ว พวกเขาล้วนเข้าใจว่าทหารจินคงงอมือเท้าปล่อยให้พวกเขาเข่นฆ่าเหมือนก้อนเต้าหู้ หาได้รู้สึกเลยไม่ว่าถูกทหารจินโอบล้อมไว้อย่างแน่นหนาแล้ว

ทหารเทพพุ่งเข้าใส่ทหารจิน สะบัดดาบใหญ่ในมือ

ทหารจินพิสูจน์เรื่องราวอย่างหนึ่งให้พวกเขาได้รับรู้อย่างรวดเร็ว

เลือดทหารเทพพุ่งกระฉูดออกจากรอยขาดของลำคอ ขณะล้มลงสู่พื้น เลือดร้อนไหลซึมสู่หิมะจนเห็นพื้นล่าง ปักจมลงไปในหิมะ เลือดยังคงพุ่งออกมาไม่ขาดสาย เห็นไหล่ของอดีตทหารเทพกำลังสั่นระริก
ศีรษะของเขากลิ้งไปอีกด้านหนึ่ง ก่อนสูญเสียสำนึกไปนั้น พลันเข้าใจเรื่องที่ทหารจินเพิ่งจะพิสูจน์ให้พวกเขาเข้าใจ

เพราะว่าคนเหล่านั้นเห็นยันต์เทพถูกทับอยู่ใต้ศพของตนที่ทอดร่างอยู่บนพื้น

-----------------------


หยุนคงแลเห็นคนสองคนนั่งอยู่บนกำแพงเมืองจากระยะไกล หนึ่งในจำนวนนั้นลุกขึ้นยืนแล้ว สวมใส่ชุดพรตเจิดจ้าสายตา สะท้อนแสงทองระยิบระยับภายใต้แสงสะท้อนจากหิมะขาวโพลน อีกคนหนึ่งสวมใส่เสื้อเกราะหนาหนัก นั่งอย่างมั่นคง หยุนคงคิดจะขึ้นไปข้างบน ทว่า เมื่อมองไปด้านหน้า ด้านล่างกำแพงเมืองมีทหารจำนวนมาก เขามิอาจก้าวข้ามไปได้แม้ก้าวเดียว

นักพรตหนุ่มได้แต่กระทืบเท้าด้วยความร้อนใจ หวังให้ตนเองมีวิชาตัวเบา ดั่งเช่นวิชา “แปดก้าวไล่จักจั่น” ที่ผู้เฒ่าเทพอุดรเคยใช้ เขาหวังให้ตนเองมีสุดยอดวิชา สามารถไปถึงเบื้องหน้ากัวจิงได้ฉับพลัน เขาหันกลับมามองฉื้อเฉิงจื่อด้วยสายตาวิงวอน ฉื้อเฉิงจื่อฝึกฝนปราณถึงระดับใช้ได้ดั่งใจนึกแล้ว ย่อมมีหนทางแน่นอน

ฉื้อเฉิงจื่อเพียงยักไหล่ “ข้าเพียงพาท่านมาดูคนที่ท่านตามหามาตลอดเท่านั้น” เขากล่าว คิ้วของหยุนคงขมวดขึ้นมาแล้ว “ท่านร้อนรนอยู่คนเดียวก็ทำอะไรไม่ได้ ข้าคิดว่าท่านชมดูแล้วก็ละความตั้งใจเสียเถอะ”

หยุนคงหันศีรษะกลับไปดูอีกครั้ง กัวจิงออกคำสั่งอยู่บนหอกำแพงเมือง ไม่ทราบว่ากำลังตะโกนสั่งอันใด ละอองหิมะที่โปรยปรายกลบเสียงส่วนใหญ่ของเขาไปหมดแล้ว ทหารเบื้องล่างกำแพงเมืองยืนกระจุกรวมกันอย่างวุ่นวายเป็นกองหนึ่ง แต่ละคนไม่ทราบว่าหนาวจนสั่นเทาหรือหวาดกลัวจนสั่นเทา สองตาตื่นตระหนกเหลียวซ้ายแลขวา คล้ายค้นหาทิศทางที่สามารถหลบหนีได้

หยุนคงสูดพ่นลมสีขาวออกมาสายหนึ่ง หัวคิ้วคลายออกแล้ว เขาหันกายเดินมุ่งหน้าสู่ถนนกลับอารามพรต ปากกล่าวว่า “เก็บสัมภาระเถอะ พวกเราออกเดินทาง”

ฉื้อเฉิงจื่อก็ไม่กล่าวมากความ เดินตามเขาไปแล้ว
พวกเขาต่างรู้ว่าตนเองล้วนมิอาจกระทำเช่นไรได้

ทว่า เพราะเหตุใด

เพราะเหตุใดนักพรตอู่เว่ยหนึ่งในสี่ประหลาดผู้ยิ่งใหญ่จึงทุ่มเทมากมาย เพื่อเพียงถ่ายทอดเรื่อง “พรตล่มชาติ”แก่เขา

เพราะเหตุใดอาจารย์พ่อหลู่จึงแสดงให้เขาเห็นเป็นพิเศษว่านักพรตผู้นั้นแซ่กัว ชื่อจิง

ในเมื่อรู้อยู่ก่อนแล้วว่ามิอาจกระทำเช่นไรได้ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่สามารถกอบกู้คืนกลับมาได้อีกแล้ว เพราะเหตุใดจึงต้อง...

ความคิดคำนึงหยุนคงหลุดพ้นจากความจริง เข้าสู่ห้วงครุ่นคิดอันไร้เขตไร้ขอบ ฉื้อเฉิงจื่อกลับไม่เป็นเช่นไร เขารู้ว่าสิ่งที่สมควรกระทำที่สุดคือ “หนี”

ถึงอย่างไรเขาก็มีความสามารถพอจะหนีได้

พวกเขาเดินห่างไกลออกจากกองทหารที่กำลังจะย่อยยับกองนี้ เหนือกองทหารนี้คือกัวจิงผู้ทรงอำนาจ ในมือเขาเกาะกุมกระบี่อาญาสิทธิ์ สองตาจ้องมองอาชาพันธุ์ดีที่ได้รับพระราชทานที่กำแพงเมืองเบื้องล่าง

“นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง” เขากล่าวประชด


-----------------------



กัวจิงเดินลงจากกำแพงเมืองแช่มช้า ในใจไม่อยากไปชมดูเหล่าทหารเทพที่เขาคัดเลือกเข้ามานัก

ทหารเทพหลงเหลือราวไม่กี่ร้อยคน ด้านหลังของพวกเขามีทหารทัพหลักของต้าซ่งยืนเรียงแถวอยู่ ในใจกัวจิงเข้าใจแจ่มแจ้งดีมาก เพราะเขาก็เคยเป็นทหารเลวมาก่อน ทหารเลวนั้นเป็นเพียงพวกขี้ขลาดตาขาวกลัวตายเท่านั้นเอง

เขาย้อนคิดกลับไปถึงฉากเมื่อครู่...

เขาเห็นทหารเทพที่ส่งออกรบ ถูกทหารจินเข่นฆ่าตามอำเภอใจกับสองตาของตนเอง แม้ระยะทางไกลเช่นนี้ก็ยังสามารถเห็นสีแดงผืนใหญ่ไหลนองชโลมผืนแผ่นดิน เหล่าทหารเทพคิดหนี ถอยกลับซวนฮว่าเหมิน ทว่าไม่มีผู้ใดสามารถเข้าประตูเมืองได้แม้แต่ผู้เดียว เพราะว่าประตูเมืองลั่นกุญแจแล้ว กัวจิงกล่าวอำลาจางซู่เยี่ย ขี่ม้าพระราชทาน สั่งให้เปิดซวนฮว่าเหมินอีกครั้ง

หิมะนอกประตูเมืองปะทะใบหน้าของเขา โบยตีจนเขาต้องย่นหน้า เขาขี่ม้าออกจากซวนฮว่าเหมินช้าๆ ด้านหลังติดตามด้วยเหล่าทหารเทพ สองฝั่งคูน้ำป้องกันเมืองมีศพกองกลาดเกลื่อน ทับถมจนน้ำในคูมิอาจไหลผ่าน ศพเหล่านี้ล้วนเป็นทหารเทพที่ถูกไล่ล่า ต้องถอยร่นมาถึงข้างกำแพงเมือง ถอยจนปราศจากทางถอยได้อีก ได้แต่กลายเป็นผีเฝ้าคูเมือง

กัวจิงไม่คิดดูสองฝั่งคูเมือง

เขาชูกระบี่อาญาสิทธิ์ขึ้น ร้องตะโกน “ทุกคนตามข้าตะลุยเข้าไป”

เขากระตุ้นม้า สะบัดแส้ ม้าออกวิ่งอย่างรวดเร็ว เหล่าทหารเทพโห่ร้อง ตะลุยติดตามกัวจิงไป กัวจิงหันเหทิศทางม้า ห้อตะบึงสู่ทิศใต้ เหล่าทหารเทพวิ่งตามเขา วิ่งอย่างไม่คิดชีวิต หลีกหนีทหารจิน วิ่งจนหายลับไปไกลแสนไกล

เหล่าทหารจินตะลึงมองประตูเมืองที่เปิดกว้าง

ทหารจินตกใจมากจริงๆ พวกเขาไม่เคยแม้แต่คิดเลยว่า ข้าศึกจะรบด้วยวิธีเยี่ยงนี้

ทว่า พวกเขาก็ไม่ยอมปล่อยโอกาสใดๆ ให้หลุดลอยไป

ซวนฮว่าเหมินปิดลงไม่ทัน ไม่ทันแม้แต่น้อย

เหล่าทหารจินกรูกันเข้าเมืองเหมือนฝูงผึ้ง น้ำลายไหลกับนครหลวงที่สร้างด้วยทองคำนี้มาเนิ่นนานแล้ว

ทหารฆ่าคน แย่งชิงสิ่งของอย่างละโมบ ทำลายเมืองนี้อย่างสุดความสามารถ

ตำราประวัติศาสตร์บันทึกว่า นครหลวงไคเฟิงถูกโอบล้อมเจ็ดสิบวันก่อนเสียเมือง วันนั้นคือ เดือนสิบเอ็ดซ้ำ วันที่ยี่สิบห้า

จางซู่เยี่ยกับบุตรชายออกรบต้านทานสุดชีวิต จางซู่เยี่ยได้รับบาดเจ็บสาหัส เสื้อเกราะชุ่มโชกด้วยโลหิตก็ยังคงต่อสู้อย่างไม่ยอมจำนน

ฮ่องเต้สององค์ของต้าซ่ง---จ้าวจี๋และจ้าวหวน ถูกชาวจินกักบริเวณ ปีถัดมาจึงถูกคุมตัวเป็นเชลยกลับไปเมืองเยียนซานทางภาคเหนือ

เหตุการณ์นี้ ประวัติศาสตร์ให้ชื่อว่าวิกฤตจิ้งคัง



โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:17:21:06 น.  

 
อู้ ได้เจิมด้วย อิอิ
จะบอกว่ากลับมาแล้วฮับ

ไปเมืองจีนมา ไปตามรอยพระนางซูสีไทเฮา ชอบเค้าอ่ะ ตอนเรียนโทโดนบังคับอ่านเรื่องราวเค้า 1 เทอมเต็มๆ

เนี่ยเป็นอีกผลที่คลั่งไคล้เมืองจีนและคุณแพนด้า


โดย: cool mint วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:17:26:26 น.  

 
"หยุนคงจึงเร่งรุดเดินทางเพื่อตามหาตัว "พรตล่มชาติ" ผู้นั้นให้ทัน ก่อนทุกสิ่งทุกอย่างจะถึงกาลวิบัติ"

เอร่ออออออ ตามเจอแล้วจะทำอะไรได้เรอะ ไม่เห็นไอ้บ้านี่มันจะทำอะไรเป็นเล้ยยยยย เซร็งงงงง

แต่เห็นคำ "พรตล่มชาติ" แล้วนึกถึงหยางกุ้ยเฟยแฮะ "กษัตริย์ปองนงรามงามล่มชาติ ทรงครองราชย์หลายวัสสาหาบ่ได้ สาวบ้านหยางย่างรุ่นดรุณวัย เลี้ยงอยู่ในห้องไสยาลับตาคน"


โดย: the grinning cheshire cat วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:17:52:15 น.  

 
^
^
เจอแล้วก็ทำไรไม่ได้ไง สายเกินไปแล้ว


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:18:12:00 น.  

 
เราอ่านเรื่องแนวนี้แล้วจิตตก

....รู้สึกไม่อยากเป็นคน



โดย: เป๋อน้อย วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:18:16:45 น.  

 
เข้ามาติดตามผลงานนะครับหมี


โดย: ลุงแอ๊ด วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:20:39:30 น.  

 


อ่านไปได้ครึ่งนึงแล้วแปะไว้ก่อนน้า....


โดย: BeCoffee วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:20:40:23 น.  

 
แวะมาทักทายดึกเลยค่ะ




โดย: catt.&.cattleya.. วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:23:27:55 น.  

 
แวะมาอ่านตอนดึกๆค่ะ
มีความสุขมากๆนะค่ะ


โดย: whitelady วันที่: 19 เมษายน 2551 เวลา:0:24:17 น.  

 

เดี๋ยวกลับมาอ่านใหม่ครับ เรื่องมันยาวต้องตั้งใจ...


โดย: Flying Dragon of WDC วันที่: 19 เมษายน 2551 เวลา:10:25:33 น.  

 
ม่วนล่ะ ไม่ค่อยถูกชะตากะอะไรแบบนี้เลยง่า
จำชื่อมันม่ายด้ายย
ดูสิ อ่านฤทธิ์มีดสั้นยังไม่จบเล่มเลย ก็เอาไปคืนห้องสมุดซะแล้ว


โดย: ม่วนน้อย วันที่: 19 เมษายน 2551 เวลา:15:08:35 น.  

 
ไปเที่ยวสนุกป่าวคะคุณ cool mint
คนแปลก็เครียดเหมือนกันตอนทำงานอะคุณเป๋อ
สวัสดีค่าลุงแอ๊ด
หวัดดีจ้าคุณอ้อน
คิดถึงจ้าพี่แคท
สวัสดีค่าคุณ whitelady - เห็นเป็ดปักกิ่งแล้วหิวง่ะ
สวัสดีค่ะคุณปวยเล้ง
สวัสดีค่ะคุณม่วนน้อย


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 19 เมษายน 2551 เวลา:20:06:24 น.  

 
ไม่เคยอ่านอ่ะคับ เหอะๆๆ

ร้อนๆอย่างนี้ concentrate ยากมากเลย หุๆๆ

ร้อนจนไม่อยากทำอะไรแล้วเนี่ย


โดย: prezcot วันที่: 19 เมษายน 2551 เวลา:20:14:44 น.  

 
ว้าว...ดาวหางหัวเราะเปี่ยมแววชั่วช้า....พรตล่มชาติ...

คิดได้ไงคะคำแบบเนี๊ยะ...
แค่ชิมลางนิดหน่อยก็อยากอ่านเต็ม ๆ แล้วค่ะ



โดย: แม่ไก่ วันที่: 19 เมษายน 2551 เวลา:21:22:24 น.  

 
วันนี้ลงรถเมล์ เดินย้อนไปร้านนายอินทร์ท่าน้ำนนท์ กะว่าจะไปซื้อหม่าเอี้ยนซะหน่อย ปรากฎว่าร้านปิดปรับปรุงอะค่ะ แหม่ๆ

เรื่องจอมกษัตริย์เทพสวรรค์(โล่งอกที่ตั้งชื่อไทยซะไพเราะนะคะ ยังกลัวอยู่ว่าจะเอาชื่อพระเอก"ถัมด๊อก"เป็นชื่อเรื่องอย่างแดจังกึมซะอีก)ซื้อแผ่นเลยค่ะคุณแพนด้า เรื่องนี้น่าเก็บเป็นที่สุดเราดู2รอบแล้วยังไม่เบื่อเลย (หรือเป็นเพราะหลงหนุ่ม??)


โดย: walk in dream IP: 58.9.162.132 วันที่: 19 เมษายน 2551 เวลา:22:52:42 น.  

 
น่าจะสนุกเนาะ
เดี่ยวเก็บตังค์ได้จากการขายโปสการ์ดก่อน
จะไปถอยมาอ่านจ้า

แล้วเจอกันในงานมหกรรมขายโปสการ์ดเพื่อปากและท้องนะคะ
อิอิอิ


โดย: สเลเต วันที่: 20 เมษายน 2551 เวลา:15:01:45 น.  

 
อ่านไปจินตนาการไปแล้วมันส์มากเลยค่ะ
เพิ่มระดับความร้อนได้ดีจริงๆ
ช่วงนี้ถ้าไม่จำเป็นไม่อยากออกไปไหนจริงๆนั่นแหละค่ะ
ที่อพาร์ทเม้นดอกคูณยังมีน้ำอุ่นธรรมชาติอาบเลยค่ะ
แต่ต้องอาบตอนเที่ยงเป็นต้นไปจ้า ฮ่าๆๆ
น้ำงี้ร้อนได้ใจมากเลย


โดย: ดอกคูณริมฝั่งโขง วันที่: 20 เมษายน 2551 เวลา:15:45:31 น.  

 
สวัสดีจ้าน้องหมี
พี่สองจิตสองใจว่าจะอัพหลวงพระบาง หรือ หม่าเอี้ยนดี
แต่แล้วก็อัพหลวงพระบางต่อ ให้เสร็จเป็นอย่าง ๆ ดีกว่า

วันนี้ก็เลยมาชวนไปชมเมืองหลวงพระบางด้วยกันจ้า

ปล. อ่านหม่าเอี้ยนยังไม่จบหรอกนะ แต่โดนใจอย่างแรง


โดย: oa (rosebay ) วันที่: 20 เมษายน 2551 เวลา:19:39:32 น.  

 
อิอิ หม่าเอี๊ยนน้องรัก โฮกปรี๊ โฮกปรี๊

ตอนนี้ร้อนระเบิดเลยเนอะ

หมีต้องรักษาสภาพจิตใจให้ดีนะ เดี๋ยวหมีร้อนจัดแล้วออกอาละวาด อิอิ

อ้้อ น้องพีของเราคงตัวละลายไปแล้วละมัง ฮ่าๆๆ

ไม่แน่พรุ่งนี้เป็ดจะแวะไปหาหมีนะ เพราะแม่จะไปทำผมที่เกษตร ขี้เกียจรอไปนอนเล่นกะหมีดีกว่า

ไชโย ผีบ้านผีเรือนไปผุดไปเกิดแล้ว ฮ่าๆๆๆ


โดย: be-oct4 วันที่: 20 เมษายน 2551 เวลา:20:58:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.