Bloggang.com : weblog for you and your gang

゚.:。゚☆ไม่เคยยอมแพ้ชีวิต...ไม่อยากคิดพึ่งพาใคร...สู้ไปด้วยตัวเอง☆゚.:。゚

Group Blog

 
<<
มกราคม 2550
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
3 มกราคม 2550

 
All Blogs

 

 

บันทึกชีวิต...ไดอารี่แห่งความทรงจำ...


2 มกราคม 2007
ปณ.มาส่งจดหมายที่บ้าน...กะไว้...ทำใจไว้แล้ว...แล้วมันก็เป็นดั่งที่คิด

ส่งเงินไปให้ลูกๆ ใส่ซองตามประเพณีญี่ปุ่นสำหรับ お年玉 Otoshidama แยกเป็นซองสำหรับแต่ละคนเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ส่งไปตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม ปรกติวันรุ่งขึ้นก็จะถึงมือผู้รับ แต่ฉันยอมเสียค่าธรรมเนียมในการส่งเงินเพิ่มอีก เพื่อให้ซองถึงมือเด็กๆในวันที่ 1 มกราคม ถือเป็นโชคให้สำหรับลูกๆ ด้วยความรักจากแม่อย่างฉัน...

ซองนั้นถูกตีกลับมา...เหมือนที่เคยส่งของขวัญไปให้ลูกๆตอนคริสต์มาส...คนที่ปฏิเสธคงไม่ใช่ลูกๆของฉันอย่างแน่นอน...เพราะฉันจ่าหน้าซองเป็นชื่อลูกๆทั้งสอง หากเด็กๆเห็นมีหรือจะไม่ดีใจ ที่แม่ส่งเงินมาให้เป็นของขวัญปีใหม่...อย่างน้อยก็เป็นการแสดงความคิดถึงลูกๆ...หากแต่เป็นพ่อของเด็ก ที่มีสิทธิ์ในตัวลูกตามกฏหมายญี่ปุ่น ที่ตัดสินแทนลูกๆด้วยอารมณ์อาฆาต แค้นเคืองฉันเท่านั้นเอง...

ก่อนหย่า...ฉันได้รับเมล์อ้อนวอนขอคืนดี...ขอให้กลับไปเป็นแม่บ้าน ให้เห็นแก่ลูกๆทั้งสอง จะยอมทำทุกอย่าง ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้ฉันทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันต้องการ...ฉันเป็นภรรยาที่ดี เป็นแม่ที่ดีของลูกๆ ชีวิตเค้าขาดฉันไม่ได้...

ฉันรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้...เรามีปัญหาหนักๆกันมาเป็นระยะเวลาสองสามปีแล้ว...เวลาที่เราทะเลาะกัน เขามักจะใช้อารมณ์เหมือนคนบ้า ไม่ฟังอะไร เหตุผลใดๆของฉันทั้งสิ้น...ถึงแม้ว่าเค้าจะไม่เคยลงมือตบตีฉัน...แต่ว่าอารมณ์ และคำพูด กิริยาที่แสดงออก มันเป็นการแสดงความก้าวร้าว รุนแรง กดดันให้เรารู้สึกกลัวเกรง ภาษาญี่ปุ่นเค้าเรียกว่า 口暴力 Kuchi bouryoku พออารมณ์เย็นลงก็จะสำนึกว่าทำเกินไป และทำตัวดี ใจดีสุดๆ เพื่อให้เราลืมเรื่องร้ายๆที่ทำไว้กับเรา สำนวนคนไทยต้องเรียก...ตบหัวแล้วลูบหลัง...มาตลอดเวลา

เค้ามั่นใจในตัวเองมากว่า ชีวิตของฉันที่แต่งงานกับเค้า ถ้าพ้นจากการดูแลของเค้าแล้ว ฉันไม่สามารถจะดำเนินชีวิตต่อไปได้ในญี่ปุ่น เพราะฉันเป็นต่างชาติ คงไปไหนไม่รอดหรอก...เค้าจึงเป็นสามีที่ทำตัวแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ใช้อำนาจเหนือผู้หญิง เอาแต่ใจตัวเองมาตลอด อยากทำไงก็ทำ ฉันต้องเชื่อฟังทำตามอย่างที่เค้าบอกเท่านั้น พอฉันทำให้ไม่พอใจก็หาเรื่องทะเลาะโดยใช้อารมณ์รุนแรง และฉันก็ต้องยอม เพราะเห็นแก่ลูกๆที่ฉันรัก จนฉันเบื่อชีวิตแบบนี้สุดๆ...(และคิดอยู่เสมอว่าจะหาหนทางที่จะหย่าให้ได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง จนถึงวันสำเร็จในตอนนี้...)

ถ้าฉันยอมกลับไป...ก็เหมือนกับยอมรับว่าไปไหนไม่รอดอย่างที่เค้าคิด...ต่อให้เค้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อฉัน แต่อีกสักพัก ความคิดเดิมๆก็จะกลับมาอีกอย่างแน่นอน...คนเป็นผัวเมียกันมาสิบกว่าปี ไม่ใช่แค่สองสามปี มีรึจะไม่รู้นิสัยของแต่ละฝ่าย...สันดอนขุดได้ สันดานขุดไม่ได้...ฉันใด...เรื่องนี้ก็เฉกเช่นเดียวกัน

เมื่อฉันปฏิเสธไม่กลับไปอย่างแน่นอน...และขอร้องให้เค้าหย่าให้โดยเร็ว...เพราะต้องการชีวิตอิสระพ้นจากการควบคุมของเค้า...โดยจุดที่ทำให้เค้ายอมหย่าให้กับฉันอย่างปฏิเสธไม่ได้คือ ฉันบอกว่า ถ้าไม่ยอมหย่าให้ง่ายๆ ฉันจะติดต่อไปที่บริษัท คุยกับเจ้านายเค้า และบอกเจ้านายว่าฉันต้องการหย่าแต่เค้าไม่ยอมหย่าให้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ในสังคมการทำงานของคนญี่ปุ่น ที่จะไม่นำเรื่องส่วนตัวเข้าไปในบริษัทอย่างเด็ดขาด เพราะอาจจะมีผลอย่างร้ายแรงต่ออนาคตการทำงาน ถึงขั้นอาจจะต้องถูกลาออกได้...สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ฉันยอมรับว่า มีคนบอกทางให้ และฉันทำเค้าได้แสบมาก...

หลังจากนั้นเขายอมรีบหย่าให้...และเมล์ที่เคยอ้อนวอนขอคืนดี...กลายเป็นด่ากระแทกแดกดัน พอฉันด่ากลับไปบ้างถูกจุดจี้ใจ...ก็ลดอารมณ์ลงเป็นขอโทษ...พอฉันพยายามจะอธิบายเหตุผลถึงสิ่งที่เราไม่มีทางอยู่ด้วยกันต่อไปได้อีก ให้เค้าหันมามองถึงเหตุผลและปัญหาชัดๆ...ฉันยอมเป็นแม่ชั่ว ทิ้งลูกๆไว้กับเค้า เพราะเพื่ออนาคตของลูกๆที่มั่นคง ฉันไว้ใจและคิดว่าเขาจะเลี้ยงลูกได้ดีกว่าการตัดสินใจแบบอื่น เช่น การแยกพี่แยกน้อง มาอยู่กับฉันคนนึง อยู่กับเค้าคนนึง หรือมาอยู่กับฉันทั้งสอง ในขณะที่เค้าคอยด่าฉันต่อหน้าลูกๆเสมอๆ ว่าฉันเป็นแม่(แบบญี่ปุ่น)ที่ใช้ไม่ได้ จนลูกๆขาดความเคารพในตัวฉัน เห็นแม่เป็นเหมือนตัวประหลาด อายเพื่อนฝูง เวลาเจอะนอกบ้านลูกคนเล็กก็เดินหนีฉัน ไม่อยากทักทายเข้าใกล้ฉันให้คนอื่นเห็น ซึ่งมันทำให้ฉันช้ำใจอย่างที่สุด และมีความรู้สึกน้อยใจทุกคนในบ้าน จนง่ายแก่การตัดสินใจออกมาจากบ้าน

ฉันไม่ได้ต้องการเงินทองใดๆจากเค้า เพราะรู้ว่าเขาต้องลำบากรับภาระอันหนักอึ้งหลังหย่า ความคิดของฉันเพียงขอให้เค้าเลี้ยงลูกให้ดี มีความสุข รักลูกมากๆ ถ้าฉันสามารถจะช่วยเหลือในฐานะแม่ได้ในภายหลัง ฉันจะพยายามเท่าที่ทำได้

แต่มันกลายเป็นเหตุผลว่า ฉันมีชู้ มีผู้ชายคนใหม่ที่ฉันรักมากกว่าครอบครัว ฉันหลงผู้ชายจนยอมทอดทิ้งครอบครัว เลยไม่กล้าเรียกร้องเงินทอง มิหนำซ้ำเค้าจะพยายามหาทางฟ้องร้องฉันด้วยซ้ำไป แต่เค้าก็ไม่ได้ทำเพราะไม่มีหลักฐานอันชัดเจน นอกจากแค่เค้าเช็คเบอร์โทรศัพท์จากองค์การโทรศัพท์ และดูว่าฉันใช้โทรศัพท์บ้านติดต่อเบอร์ไหนบ่อยๆบ้าง ก็เอาเรื่องนั้นมาขู่ เท่านั้นเอง...ฉันขู่ให้ฟ้อง เค้าก็ไม่กล้าฟ้อง...

ความจริงเรื่องนี้คือ ฉันมีผู้มีพระคุณท่านหนึ่งที่คอยช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา ให้งานเล็กๆทำเพื่อให้ฉันหาหนทางเลี้ยงชีพอย่างสุจริตต่อไปได้ในญี่ปุ่น และสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองในภายหน้าให้ได้ ส่วนเรื่องลูกๆให้ทำใจและค่อยแก้ปัญหาในภายหลัง หลังจากที่ฉันมั่นคงในชีวิตแล้ว...

ผู้มีพระคุณท่านนั้น เป็นชายค่อนข้างสูงอายุกว่าฉัน แต่ก็ยังไม่ถึงกับชรา ท่านเป็นคนโสดที่ใช้ชีวิตสันโดษ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ท่านมีงานส่วนตัวที่สามารถจะพยุงชีวิตตัวเอง และอยู่อย่างสบายๆ โดยไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน หรือผิดกฏหมาย ท่านเคยแต่งงานมีภรรยาอยู่ด้วยกันมาถึงยี่สิบปี แต่ไม่มีลูก และภายหลังภรรยาออกจากบ้านขอหย่า เพราะว่าความล้มเหลวในการดำเนินชีวิตโดยไม่คิดถึงภรรยาของท่าน อันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณสิบปีก่อนหน้าที่จะได้พบเรื่องราวของฉัน

ท่านเป็นผู้ใหญ่ ที่รับฟังปัญหาของฉันอย่างมีสติ และตรึกตรองผลดีผลร้ายที่จะเกิดขึ้นกับตัวฉัน หากฉันหย่า ท่านให้ฉันคิดให้ดี ทบทวนให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ อย่าวู่วาม แต่ถ้าคิดว่าตัดสินใจแล้วว่า การหย่าทำให้ชีวิตของฉันมีคุณภาพดีกว่าทนอยู่ ก็จงอย่าเสียใจ...และจงยอมรับผลของมันที่จะเกิดขึ้นต่อจากนั้นให้ได้ ซึ่งจะมีคนประนามตามหลัง ฉันจะต้องขมขื่นในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งท่านจะช่วยเป็นกำลังใจ และช่วยเหลือในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง ที่เคยประสบความล้มเหลวในชีวิตแต่งงาน เคยทำให้ภรรยาเสียใจเช่นเดียวกับในสภาพที่ฉันกำลังเผชิญอยู่ เท่าที่ท่านจะทำได้

และมันเป็นเหตุผลที่ฉันจะต้องปกป้องผู้มีพระคุณของฉัน เพราะท่านช่วยเหลือฉันนั่นเอง ไม่ว่าใครจะว่าฉันอย่างไร...จะตีความเป็นแบบใด...ฉันก็ไม่สนใจ...ฉันรู้ว่าฉันทำอะไร รู้จักตัวเองดีทุกอย่าง รู้ผิด รู้ถูก...รู้ที่จะกล้ายอมรับทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยความเต็มใจ

ส่วนอดีตสามี...หลังหย่ากันแล้ว ก็ยังติดต่อด้วยการเมล์กันอยู่ระยะหนึ่ง จนถึงการตัดขาดอย่างสิ้นเชิง

ข้อความในเมล์ของเค้า...เหมือนกับอารมณ์ของเค้าที่ผ่านมา...เดี๋ยวด่าแรงๆ...เดี๋ยวขู่ให้ฉันกลัว...เดี๋ยวก็ทำเป็นพูดดี...จนฉันไม่กล้าไปพบเพื่อเจรจากัน เพราะไม่รู้ว่าจะเจอะอะไรบ้าง...กลัวสายตาลูกๆที่ฟังข้อมูลจากพ่อจนเต็มสมอง...เวลาที่ฉันโทร.ไปหาลูกๆ พวกเค้าเชื่อพ่อ เกลียดแม่ไปแล้ว...ถึงฉันจะไปแก้ตัวอย่างไรต่อหน้าลูกๆ การหย่าก็คือลูกต้องอยู่กับพ่อเค้าอยู่แล้ว ปฏิกิริยาที่อดีตสามีมีต่อฉันก็คือ ถ้าฉันไม่เลือกเค้า หย่ากับเค้า ก็หมายถึงเหมือนเป็นศัตรูกับเค้าไปตลอดชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีข้อเลือกตัวอื่น แล้วฉันจะไปพบทำไม...ไปพบก็คือ...การไปตอกย้ำความเจ็บปวดต่อหน้าลูกๆทั้งสองเท่านั้นเอง...เพราะเราต้องทะเลาะกันอย่างแน่นอน...และเค้าก็ต้องหาทางด่าฉันต่อหน้าลูกๆ ให้ลูกๆรู้สึกเกลียดแม่หนักเข้าไปอีก...เด็กๆที่ไม่เข้าใจปัญหาของผู้ใหญ่ จะเชื่อใคร ถ้าไม่ใช่คนที่เป็นพ่อ ที่อยู่กับเค้า

ฉันเสียเปรียบทุกอย่าง...ไปพบก็เสียเปรียบ...ไม่ไปก็เสียเปรียบอยู่ดี...มาบัดนี้...ฉันยิ่งเสียเปรียบกว่าเก่า...เขาพยายามตัดความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกอย่างเด็ดขาด

ฉันไม่สามารถติดต่อลูกๆได้โดยไม่ผ่านผู้ใหญ่บ้านนั้น...ลูกๆคงจะเกรงกลัวอารมณ์พ่อ ไม่กล้าบอกว่าอยากพบฉัน ผู้เป็นแม่...พวกเค้าต้องเกลียดแม่ตามที่พ่อบอก เพราะแม่ทิ้งไป ไม่รักพวกเค้า...ฉันเข้าใจอารมณ์ของลูกๆดี และยอมรับสภาพด้วยความเต็มใจ ปนความกล้ำกลืน ขมขื่น ทุกข์ทรมานจิต...

แต่ฉันก็มีศักดิ์ศรีของตัวเองเช่นกัน...ฉันคิดว่าต้องพยายามเรียกศักดิ์ศรีของความเป็นแม่คืนกลับมาให้ได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ศักดิ์ศรีของความเป็นคนไทยของฉัน ที่เขาเคยดูถูกในใจมาตลอด และฉันหลงลืมมันไป ไม่ใส่ใจมาก่อน

ฉันบันทึกเรื่องนี้ไว้เป็นบันทึกแห่งชีวิตช่วงหนึ่งของฉัน เรื่องราวอาจเปลี่ยนแปลงไปในที่ดีขึ้น หรือเลวร้ายลงกว่าเก่า ฉันขอเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ฉันเคารพนับถือ มาเป็นสิ่งดลบันดาลโชคชะตาของฉันต่อจากนี้ ฉันจะต่อสู้ชีวิตต่อไป และรอคอยผลของมัน อย่างที่มันควรจะเป็น...

 

Create Date : 03 มกราคม 2550
Last Update : 11 มกราคม 2550 21:10:43 น.
79 comments
Counter : Pageviews.

 



9 มกราคม 2008

วันนี้เป็นวันหยุดทำงานของฉัน จริงๆฉันหยุดเมื่อวานนี้ แต่ว่าเมื่อวานนี้เป็นวันหยุดของญี่ปุ่น 成人の日 วันบรรลุนิติภาวะ หัวหน้าเลยให้ไปทำงาน เพราะกลัวว่าจะมีแขกเข้าร้านเยอะ แล้วให้หยุดวันนี้แทน

ตั้งแต่วันที่ 5 ของปีนี้ ชีวิตฉันมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆหลายอย่างเกิดขึ้น อย่างไม่คาดฝัน

วันขึ้นปีใหม่ ฉันไปไหว้พระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรให้ท่านปกป้องคุ้มครองฉัน และขอให้ปีนี้เป็นปีที่ฉันทำกิจการใดก็ขอให้สำเร็จดังหวัง ฉันหวัง...และชีวิตมีแต่ความหวังจริงๆ....

วันที่ 5 โทร.ไปบ้านโน้น...โดนฟ้าผ่ากลับมา...แต่ตกกลางคืน ฉันกลับได้รับข่าวดีในชีวิต เพราะได้พูดคุยกับลูกๆอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้คุยกันเลยเกือบปี หน้าตาไม่ต้องพูดถึง ไม่ได้เห็น...ดังที่ฉันเขียนไว้ในบล็อกก่อนหน้านี้

วันที่ 6 การต่อรองเจรจาของฉันสำเร็จไปหนึ่งขั้น ฉันได้รับรูปของลูกๆณ.ปัจจุบัน ส่งมาทางเมล์มือถือของพ่อเค้า

วันที่ 7 ได้รับเมล์ พยายามขัดขวางการขอพบลูกๆของฉันจากพ่อของเด็กๆ แต่ฉันพยายามจะทำให้ได้

วันที่ 8 ตอบโต้เมล์ เพื่อจะขอพบลูกๆ เดือนละครั้ง หากทางโน้นไม่อนุญาตฉันย้ำว่าจะขอพึ่งศาลเป็นหนทางสุดท้าย

ตกดึก...ทางอดีตสามีโทร.เข้ามือถือฉันห้าครั้ง แต่ว่าฉันเอามือถือใส่ไว้ในเสื้อนอก ลืมเอาออก และถอดมันเก็บไว้ในตู้แล้ว เลยไม่ได้ยินเสียงสัญญาณ เสียดายยย...ไม่รู้ว่าเค้าจะมาไม้ไหนกับฉัน


 

โดย: ปาน-Sapporo 9 มกราคม 2550 10:45:59 น.  

 



ย้อนหลังไป 4 มราคม 2008

ฉันตัดสินใจลาออกจากงานที่ทำอยู่ แต่จะทำงานให้เค้าจนถึงเวลาหมดแคมเปญลดราคาที่กำหนดไว้ในวันที่ 20 มกราคม เพื่อรับผิดชอบหน้าที่ให้เสร็จก่อน

หัวหน้าตกใจมาก ไม่คิดว่าฉันจะลาออก แต่หัวหน้าก็รับฟังเรื่องราวของฉันมาตลอด และรู้ว่าเป็นหนทางที่ดีในชีวิตฉัน มากกว่าที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป

ฉันทำงานที่นี่ได้หกเดือน แรกๆเจ้านายก็พูดว่าอยากจะทำร้านอาหารไทยต่อจากนี้ โดยให้ฉันเป็นผู้จัดการ ฉันไม่รู้จักนิสัยเจ้านายอย่างแท้จริง จึงทุ่มเทเรื่องการงาน พยายามขวนขวายทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อมาปรับปรุงการทำงาน แต่ดูเหมือนเจ้านายจะยืดเยื้อ แล้วก็ไปสนใจทำอะไรก็ไม่รู้ คาราคาซังเรื่องที่คุยกับฉัน แล้วให้ฉันทำอะไรต่ออะไรให้ โดยไม่มีหวังว่ามันจะเป็นรูปเป็นร่างอะไรขึ้นมาเลย

พนักงานใหม่ๆเข้ามา ต่อจากฉันอีกสองสามคน ฉันเริ่มรู้จักนิสัยเจ้านายมากขึ้น ทั้งจากพนักงานเก่าที่เซ็ง พนักงานใหม่เข้ามาแป๊บเดียวก็เซ็งนาย (คนญี่ปุ่นกันเอง เค้าคงรู้มากกว่าฉัน) และบางทีก็หัวหน้าหลุดปากบ่อยๆ

แกเป็นคนทำอะไรไม่ยั่งยืน เปลี่ยนใจง่าย คาดหวังไม่ได้ ทำให้พนักงานรู้สึกท้อแท้ ขาดความมั่นใจในความก้าวหน้าของงาน และมีพนักงานเก่าคนสำคัญลาออก พร้อมๆกับฉันด้วย เพิ่งมารู้ทีหลังจากปากเพื่อน เพราะเธอเป็นภรรยาของคนที่ลาออก และเป็นพนักงานคนหนึ่งของที่นี่

ฉันต้องหางานใหม่อีกครั้ง เพื่อต่อชีวิตอนาคตของฉัน ขืนอยู่ที่เก่าจมปลักไม่ก้าวแน่...

ฉันเพ่งมองไปที่โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่งของที่นี่ เพื่อไปเสนอโปรเจคงานที่ฉันทำได้แก่เจ้าของโรงแรม

ฉันได้รับคำแนะนำจากเพื่อน ที่เป็นคนต่างชาติที่ทำงานที่นั่น ว่าจะติดต่อเจ้าของให้และให้ฉันเข้าไปพูดคุยด้วย

กลางคืนที่ลมพายุพัดแรง ฉันจุดธูปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตรงระเบียงบ้าน ขอให้พระได้ช่วยเปิดทางนำฉันให้ไปสู่ความสำเร็จด้วยเถิด

วันรุ่งขึ้น...ไม่น่าเชื่อ...เจ้าหน้าที่ของ JICA ที่ฉันสอนภาษาไทย สอนอาหารไทย เป็นล่ามให้องค์กรของเค้า แต่ตอนนี้หยุดพักสอนเนื่องจากติดหน้าหนาว นักเรียนเดินทางมากันลำบาก ได้โทร.มาหาฉัน

ฉันบอกว่า ถ้าหางานที่นี่ไม่ได้ ฉันจะเข้าโตเกียว เพื่อหางานใหม่ และกลับมาที่นี่ทุกเดือนเพื่อพักผ่อน ถ้าฉันหางานใหม่ที่นี่ได้ ฉันก็อยากอยู่ต่อที่นี่ เพราะฉันรักเมืองนี้มาก ไม่อยากจากไปไหน

เจ้าหน้าที่ของ JICA บอกว่า จะแนะนำผู้ใหญ่ที่รู้จักในโรงแรมนี้ให้ฉันได้ไปพบ เพราะแกเองก็รู้จักเหมือนกัน รวมทั้งเจ้าของด้วย หลังจากที่แกรู้ว่าฉันคิดจะไปเสนองานที่นั่น

แกไม่อยากให้ฉันไปไหน อยากทำกิจกรรมเกี่ยวกับเมืองไทยกับฉันอีก ถ้าแกช่วยอะไรให้ฉันสามารถอยู่ต่อที่นี่ได้ แกก็จะพยายามช่วย

ฉันดีใจมาก เพราะถ้ามีคนญี่ปุ่นที่เรารู้จักแนะนำให้ ก็จะมีน้ำหนักในการเข้าพบพูดคุยได้ง่ายกว่า และความเชื่อใจก็มีมากกว่ากันเยอะ

อีกอย่างองค์กร JICA เป็นองค์กรใหญ่ ที่โรงแรมนั้นรู้จักดี และเมื่อเดือนก่อนคนไทยกลุ่มเกษตรกร เกือบสามสิบคน ก็ไปพักสัมนากับโครงการขององค์กรนี้อยู่ที่นั่นด้วย และฉันเองก็เป็นล่ามให้วันนึง (แต่ไม่ได้พักที่นี่ เป็นโรงแรมอื่นที่ทำสัมนาก่อนมาพักที่นี่) ยิ่งน่าจะมีความหวังเพิ่มขึ้น (อีกแล้วไหม...ความหวังของฉันเยอะจริงๆ)

รอดูความหวังของฉันซิ...ว่าจะได้ดั่งหวังหรือไม่...พระเจ้าจะผลักไสฉันไปที่อื่น หรือให้ฉันอยู่ต่อที่เมืองนี้อย่างที่ฉันต้องการ...







 

โดย: ปาน-Sapporo 9 มกราคม 2550 14:05:47 น.  

 


9 Jan 2008

ไปอ็องเซ็น しんわ温泉。。。ชอบมากกกก...กว้าง...มีหลายบ่อ...หลากหลายชนิด
หิมะตกหนัก...ขาวโพลน...
นอนแช่อ็องเซ็นที่ Rotenburoท่ามกลางหิมะ สบายจังเลย...

ตอนกินข้าว คุณ Ikeda เจ้าหน้าที่ JICA โทร.มาบอกข่าวว่า นัดผู้บริหารของโรงแรมให้แล้ว ให้ฉันเตรียมเอกสารที่สามารถแนะนำ เกี่ยวกับงานของฉันไปด้วย ว่าเป็นอย่างไร...วันนัดพบ 11 มกราคม บ่ายสองโมง

กลับมาบ้านมีเมล์ส่งมาจากไทย ให้แปลเอกสารจากญี่ปุ่นเป็นไทยหน้านึง...ยังไม่รู้ว่าจะทำดีอ่ะป่าว เพราะห่วงเรื่องเตรียมเอกสารให้ทางโรงแรม

 

โดย: ปาน-Sapporo 9 มกราคม 2550 20:14:17 น.  

 

มาเป็นกำลังใจให้พี่ปานค่ะ พี่ปานเป็นคนเก่งไม่ล้มง่ายๆๆแน่นอน ดีใจด้วยนะคะที่ติดต่อลูกได้บ้างแล้ว ปีใหม่ฟ้าใหม่อะไรๆๆมันต้องดีขึ้นค่ะ ปีนี้จะเป็นปีของพี่ปานแน่นอนขอให้ได้งานอย่างที่พี่ปานหวังนะคะ เอาใจช่วยเสมอมาค่ะ เก่งจังเป็นหนูนี่ร้องไห้ตายไปแล้วหลายรอบแน่ๆๆ คงไม่แกร่งขนาดพี่แน่นอนค่ะ

 

โดย: แม่บ้านณ.โตเกียว (แม่บ้านณ.โตเกียว ) 9 มกราคม 2550 22:10:53 น.  

 


11 มกราคม 2007

ย้อนขึ้นไปดูข้างบน...พักนี้บ้าๆบอๆ...เขียนคศ.ผิดๆถูกๆ...ฮ่วย...ชักเละเทะไปกันใหญ่แล้ว...

วันนี้ไปหาหมอฟัน...โดนหมอฟันค่าทำไปอีก พันหกร้อยกว่าๆ...ไม่เสร็จซะที ทำโน่นนิดนี่หน่อย แค่ขูดหินปูนนี่ปาเข้าไปเจ็ดครั้งแล้ว ขูดทีละนิด มีปัญหาทีละหน่อย...ต้องปล่อยให้หมอฟัน ฟันต่อไป...ดูสิมันจะเสร็จเมื่อไหร่ เพื่อสุขภาพฟัน ไร้กลิ่น...ยอมทนไปซักพัก...

เสร็จไปนั่งกินแซนวิซ ข้างร้านหมอฟัน แล้วรีบไปที่โรงแรม ที่มีนัดคุยกันวันนี้...

ท่าทางจะแป่ววววว....เพราะโรงแรมมีขีดจำกัดในเรื่องงานของฉัน แต่เค้าบอกว่าขอรับไว้พิจารณาอีกที เผื่อจะมีแนวโน้มใหม่ แต่ดูท่าจะยากแฮะ...ไม่เป็นไร...ทำใจไว้ล่วงหน้าแล้วเหมือนกันแหละว่าไม่น่าจะผ่านง่ายๆ....

คุณอิเคดะ ที่ไปพบด้วยกัน...พยายามหาทางช่วย...บอกว่า...ขอเวลาสักพัก เผื่อจะมีหนทางอื่นให้ฉันได้ไปตั้งต้นใหม่...อ่ะ..รอดูกัน...ลุ้นอีก...ลุ้นกันไป...คุณอิเคดะ...ช่วยด้วยจ้า...อยากอยู่ฮาโกดาเตะต่อซะแล้วสิ...ชักไม่อยากไปเสี่ยงบุญที่โตเกียวแระ...ทำไงดี...

ตอนเย็น...ไปอ็องเซ็นใกล้ๆสนามบิน Fuji onsen ออกมาแล้วนวดตัวด้วยเตียงนวดไฟฟ้า แบบ minus ion วันนี้มีพนักงานประจำเตียง เลยได้นวดฟรี สิบห้านาที...เพราะเค้าต้องการขายด้วย...ถ้าพนักงานไม่อยู่ ต้องหยอดตังค์ สองร้อยต่อสิบห้านาที เสร็จแล้วต่อด้วยนวดเท้า...อืมม...สบายยยยย....ฟรีอีกตะหาก...

ไปกินข้าวที่ Asian bar Ramai ชื่อออกหรู...จริงๆแล้วเป็นร้านข้าวแกงไฮโซ Soup curry มีเครื่องดื่มขายด้วย ร้านแต่งสไตล์บาหลี สวยจริงๆ...ลงทุนเข้าขั้น...ลูกค้าก็ดูเยอะดี...เค้าเพิ่งเปิดได้สามเดือนเอง...แต่ท่าทางจะไปได้สวย...ดูจากการตกแต่งภายใน และการโฆษณาที่ฉันเห็นบ่อยๆในนิตยสารประจำเมือง



 

โดย: ปาน-Sapporo 11 มกราคม 2550 21:43:01 น.  

 


คุณแม่บ้านณ.โตเกียว...คะ...งือๆๆๆ....ขอบคุณค่ะ...อยากร้องไห้เหมือนกันค่ะ...แต่ร้องไม่ออกแล้ว...ฮึดๆๆๆๆ...อย่างเดียว...ขอบคุณนะคะที่เข้ามาให้กำลังใจ...

รอความหวังกันต่อไปอีกหน่อย...ยืดไปอีกนิด...เด๋วก็รู้...ว่าจะไปโผล่กันแถวไหนต่อล่ะค่ะ...

 

โดย: ปาน-Sapporo 11 มกราคม 2550 21:50:12 น.  

 


12 มกราคม 2007

ใจร้อนฟร่ะ...เลยเปิดหนังสือวายวายไทยแลนด์ หาที่สมัครงานใหม่ดีกว่า เจอะที่นึง...โทร.ไปตรงที่มีเขียนว่าภาษาญี่ปุ่น กะว่าถ้าให้ดีๆ อยากคุยกับเจ้าของโดยตรง...เพราะตรงโฆษณามันเขียนว่า เจ้าของร้านเป็นคนญี่ปุ่น ทำงานได้อย่างสบายใจเหมือนครอบครัว...

คุยถามรายละเอียดซะ...เลยรู้ว่าเป็นเจ้าของจริงๆ...ถามโน่นถามนี่เกี่ยวกับงาน...ได้ความว่า...มีเงินประกันให้ในกรณีไม่มีแขก แปดพันเยน แต่คุยไปคุยมา เค้าเห็นเราคุยภาษาญี่ปุ่นได้ดีไม่มีปัญหา แล้วก็มีวิชาติดตัวมีใบประกาศ มีประสบการณ์การทำงาน ครบทุกนวดไทย ไม่ว่าจะเป็นนวดตัว นวดเท้า นวดอโรมา เรามีครบทุกอย่างหมด เค้าเลยบอกว่าจะขึ้นค่าประกันให้เป็นหมื่นเยนต่อวัน ในกรณีที่ไม่มีแขก หรือทำงานแล้วได้เปอร์เซนต์ไม่ถึงหมื่นเยนต่อวัน โดยคิดค่าแรงตาม 50%ของราคาที่เก็บจากแขก เพียงแต่ขอดูฝีมือก่อนเท่านั้นแหละ...โอย...ฉันมั่นใจมากค่ะ...เรื่องฝีมือเนี่ยะ...ไม่ได้นวดเบาๆ...เขย่าอะไรแขกแล้วเช็คบิล เหมือนอย่างบางที่เค้าทำกันให้เกร่อ จนคนทำดีๆก็พลอยเสียภาพพจน์ไปหมดแล้ว ต้องมานั่งทำใจกับการทำงานอยู่ในวงการนี้ไปด้วย...

บวกลบคูณหาร รายได้...เออ...น่าสน...อยู่กินนอนในร้านเสร็จ ไม่ต้องไปเช่าบ้าน เปิดดูเว็ปในเน็ต...ร้านเปิดใหม่ สะอาด ตกแต่งสวยหรู ท่าทางกว้างขวาง เจ้าของบอกว่า มีครัว มีตู้เย็นใหญ่ ใส่อาหารของสดไว้ให้ทำกินกันเองฟรีอีกตะหาก อยากจะทำอาหารไทยก็โอเค เชิญตามสบาย...ขอแค่ทำงานด้วยความขยันขันแข็ง ร่วมกัน กัมบะหรุ...ก็พอ

เจ้าของเคยไปเมืองไทย อาศัยอยู่แถวสุขุมวิทด้วย พอจะคุ้นเคยกับเมืองไทย และคนไทยเป็นอย่างดี ไม่ต้องหวั่นวิตกใดๆ...เกี่ยวกับปัญหา มีอะไรก็พูดกันได้ตรงๆ...อันนี้ฉันไม่กลัวหรอก เพราะฉันทำงานกับคนญี่ปุ่นมามาก รู้อะไรมาไม่มากก็น้อยล่ะ...แล้วฉันก็เป็นคนพูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อมว่อกแว่กด้วย...

เค้ารับรองอย่างดีว่า ทำงานในร้าน ไม่มีแอบแฝงเด็ดขาด...แต่ก่อนหน้านั้น เค้าบอกว่ามีแยกหมวดหมู่ แบบส่งไปตามรร. ไปตามบ้านด้วย จะทำไหม...ซึ่งเราก็ถามเค้าตรงๆว่า เป็นแบบไหน...เค้าก็พูดออกมาตรงๆว่ามีแบบนั้นแน่นอน...ซึ่งฉันปฏิเสธไปว่า ฉันไม่ทำไอ้ตรงนั้น เอาแบบอยู่ประจำร้านไม่มีแอบแฝงอย่างเดียวฮ่ะ...เฮียจะทำธุรกิจหลายประเภท อิฉันไม่สนใจหรอกฮ่ะ...เพราะอิฉันไม่อยากเสียอนาคต กว่าจะได้วีซ่าถาวร อยู่ได้จนตายในญี่ปุ่นเนี่ยะ ขืนมาทำงานผิดกฏหมาย โดนส่งกลับไทย ไม่ได้กลับมาญี่ปุ่น ไม่ได้เห็นหน้าลูกๆในอนาคต อิฉันไม่เล่นด้วยฮ่ะ...

ฉันโทร.ไปถามโน่นนี่ สองรอบ จนมั่นใจว่า งานที่นี่ปลอดภัยพอสมควรในขั้นหนึ่ง...ไม่คิดมากแระ...พอตกกลางคืนกลับมาบ้าน เลยตัดสินใจโทร.ไปบอกว่า ฉันตกลงจะไปทำงานด้วยล่ะนะเฮีย...มีอะไรก็คุยมาเลยว่าต้องเตรียมอะไรไงบ้าง....ฉันเปิดเน็ตจองตั๋วเครื่องบินล่ะ...จะไปถึงที่นั่นได้ในวันที่ 23 ทำงานสักเดือนสองเดือน ก็จะขอกลับมาพักผ่อนที่ฮาโกดาเตะสักสามสี่วัน...เพราะฉันยังมีที่พักพิง ของใช้ส่วนตัวเก็บไว้ที่นี่ ถือเสมือนเป็นบ้านที่ต้องกลับมา...

เฮียเจ้าของแกบอกมาว่า...ยินดีต้อนรับ คุยกันไปมา แกบอกว่า...เพื่อนคนไทย ตั้งชื่อแกว่า ปุ้มปุ้ย มีอะไรไม่สบายใจ เรียกปุ้มปุ้ยได้เรย...

เออ...เดี๋ยวไปแล้วก็รู้...ว่าจะงานรุ่งงานโลด หรืองานน่าโดดกลับบ้าน...ฉันจะเอาชีวิตไปลุ้นในที่ไกลโขอีกแล้วสิ...บ้าไหมเนี่ยะ...ลองดูสักตั้งน่ะ...ไหนๆก็ไหนๆแระ...ตัดสินใจแล้วนี่...ไม่ถอยล่ะ...เดินหน้าไปดูซะก่อนเป็นไร...ไม่ได้เรื่อง ค่อยกลับมาตั้งต้นใหม่ได้อีก...ชีวิตฉันอิสระเสรี เหมือนกโผบินอยู่แล้วตอนนี้....

จากฮาโกดาเตะ...ฉันจะกระโดดไปอยู่...เกียวโต...แล้วจ้า...

 

โดย: ปาน-Sapporo 13 มกราคม 2550 1:24:28 น.  

 

ตามมาอ่าน พี่ปานอย่าเพิ่งรำคาญหนูเน่อ 555 เห้นพี่สุ้ชีวิต เป็นคนเก่งอ่ะ เลยชอบเรื่องราวพี่ สู้ๆๆๆกำหมัดเตะเลยนะค้า ถ้ามีใครมาทำไม่ดีกะเรา 555
สู้โว้ยๆๆๆ รออ่านเรื่องวต่อไปอยู่นะคะ

 

โดย: แม่บ้านณ.โตเกียว 13 มกราคม 2550 8:49:56 น.  

 

เอ่พี่ อย่าหาว่าหนูสเหร่อนะคะ หน้านี้พี่มห้คอมเม้นท์ได้ใช่ป่ะ พอดีไม่เห็นมีใครคอมเม้นทือ่ะมีแต่หนุอ่ะเลยกล้าๆๆกลัวๆๆ ว่าพี่ให้คอมเม้นท์ได้ป่ะคะ

 

โดย: แม่บ้านณ.โตเกียว 13 มกราคม 2550 8:51:23 น.  

 

พี่ปานสู้ๆ ค่ะ
ตามอ่านมาเรื่อยๆ ดีใจด้วยมากจริงๆ ที่พี่ได้เห็นรูปลูกๆ แล้ว
และขอเอาใจช่วยให้เรื่องงานเป็นไปด้วยดีนะคะ


ความจริง หนุ่ยส่งต่อบล๊อก แท๊กมาที่พี่
คือว่า อยากให้พี่เล่าเรื่องอะไรก็ได้ที่พี่ไม่เคยเล่า
เป็นตอนเด็กๆ ก็ได้ เรื่องประทับใจอะไรก็ได้
มา 5 ข้อน่ะค่ะ

แต่เห็นว่าพี่กำลังยุ่งมากๆ ก็รู้สึกเกรงใจค่ะ
ไว้ให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว
พี่ค่อยมาเล่าให้ฟังนะคะ

ถ้าพี่ไปอยู่เกียวโตแล้ว บางที เราอาจเจอกัน
ง่ายขึ้นนิดหนึ่งนะคะ

 

โดย: วดี 13 มกราคม 2550 14:12:18 น.  

 


คุณแม่บ้าน ณ.โตเกียวคะ...ไม่ต้องห่วงค่ะ...เม้นท์ได้ค่ะ...เพื่อนสนิทๆพี่ ส่วนใหญ่ พี่แชทกันทางเอ็ม เค้าเลยไม่ค่อยเค้ามาเม้นท์กันทางนี้ บางคนมาแอบอ่าน..แต่ไม่กล้าเม้นท์ พี่ไม่ได้คิดมากเรื่องนี้เลยค่ะ...อ่านสบายๆ...ไม่ต้องเม้นท์ก็ไม่ว่า...เม้นท์มามีเวลาก็ตอบไป...ไม่มีเวลาก็ค้างไว้ก่อน...ตอบไม่ถูก ก็เถไถไปโน่นนี่ตามเรื่อง...อิอิอิ...ขอบคุณคุณแม่บ้าน ณ. โตเกียว มาเป็นขาประจำนะคะ...

หนุ่ยจ๋า...เรื่องอะไรก็ได้ที่พี่ไม่เคยเล่า...
บางเรื่องไม่กล้าเล่าค่ะ...มันเป็นดาบสองคมสำหรับตัวเอง...ชีวิตพี่มีทั้งด้านบวก และด้านลบ หมิ่นเหม่ทางด้านวัฒนธรรม ความคิดแบบไทยๆก็เยอะ...

ความประทับใจของพี่ มีมากมาย เอาเรื่องที่พอจะเขียนได้ละกัน ไม่รู้มันจะเป็นเรื่องได้ห้าข้ออย่างที่หนุ่ยต้องการรึเปล่านะ...

ตั้งแต่เด็ก...มีเพื่อนเยอะค่ะ...ประทับใจแรกสุด คือ เพื่อนที่เป็นดาราหรืออยู่ในวงการพวกนี้ ก็มีเยอะมาก...อย่างเช่น ตอนเด็กๆ ประมาณป.สามป.สี่ เคยเดินไปโรงเรียนทุกวัน กับเก๋ ปาหนัน ณ.พัทลุง (รู้จักป่าว) ไปกินข้าว ไปเล่นกันอยู่ระยะหนึ่ง พอตอนหลัง แยกโรงเรียนกัน เก๋ไปประกวดนางนพมาศ แล้วก็ไปเป็นดาราซะแระ...ก็เจอะกันมั่งหลังจากนั้น นิดหน่อย...แล้วก็ห่างกันไป

พี่เคยเล่นละครของกันตนา เรื่องบาปบริสุทธิ์ ด้วย ตอนเรียนอาชีวะปีสองรึปีสามเนี่ยะ...หลายตอนอยู่เหมือนกัน แบบว่ามีเพื่อนอยู่ในวงการนั้นดึงไปช่วยเป็นตัวประกอบอ่ะค่ะ ได้ตังค์กินหนมวันละร้อย โห...ดีใจค่ะ...อาจารย์ถามใหญ่เลยเวลาดูทีวี เอ๊ะ...น่านเธออ่ะป่าววะ...คุ้นๆวุ๊ย...ได้อยู่แวดล้อมดาราทีวี ดังๆ...เพื่อนดารามาเที่ยวบ้าน ตอนนี้เพื่อนที่ดึงเข้าไปเล่นละคร เป็นตากล้องมืออาชีพ ของหนังสือแพรว...ชื่อ สุเมธ วิวัฒน์วิชา ล่ะ...เป็นตากล้องที่ถ่ายรูปให้ตอนแต่งงานด้วย ประทับใจเพื่อนมาก...กลับไปไทยทุกครั้ง ต้องเจอะกัน ไม่ก็ ถ้ายุ่งมากไงก็ต้องโทร.คุยกันถามข่าวคราวตลอด...

พี่เคยเป็นเพื่อนสนิทกับแฟนเก่าของพี่นก ฉัตรชัย เปล่งพานิช ก่อนแกแต่งงานกับคุณสินจัย...ตอนทำงานที่บริษัท...พี่นกกับเพื่อนไปหา...กรี๊ดกร๊าด...ค่ะ...เคยไปเที่ยวบ้านพี่นกหลายครั้งอยู่...ปลื้มมมค่ะปลื้มมม...มีโอกาสใกล้ชิดคนดังๆ...

ยังมีเรื่องเยอะแยะ เกี่ยวกับวงการนางแบบ ดีเจ...ไรพวกนี้ สนุกๆสมัยเป็นวัยสะรุ่นค่ะ...

บ้าดาราเนอะ...สมัยก่อนนะคะ...ตอนนี้ไม่ค่อยรู้จักดาราไทยใหม่ๆแล้วล่ะค่ะ

อ้อ...เรื่องที่ประทับใจสมัยเด็กๆ ที่ยังจำอยู่ในใจ...คือว่า พี่ชอบฟังรายการวิทยุตอนมัธยมต้น รายการหนึ่ง ชื่อรายการ Sunday Gap เป็นแฟนเหนียวแน่น ฟังทุกวัน เขียนจดหมายเข้าไปในรายการ...เล่าโน่นเล่านี่ในจดหมาย...จนคนฟังรายการเดียวกันจำได้ และเขียนจดหมายมาขอเป็นเพื่อน เพราะสะเออะไปให้ที่อยู่ไว้ในรายการ...ไม่นึกว่าจะมีจดหมายมาหามากมาย วันละเป็นสิบๆฉบับ...ตอนนั้นพี่ไม่กล้าเอาที่อยู่บ้านตัวเองให้ส่งมา เลยขอยืมที่อยู่เพื่อนสนิท...โห...พ่อแม่เพื่อน จำเราได้แม่นยำเลย...ตอนนั้นใช้นามสมมุติว่า stamp แล้วตัวเองก็เอาชีวิตไปคลุกคลี เข้าออก Studio ของรายการ Sunday Gap ซึ่งเป็นร้านขายกิ๊ฟช้อป มีคาเฟ่สำหรับวัยรุ่น ไม่มีเหล้าขายนะคะ เป็นร้านที่ชุมนุมแหล่งวัยรุ่นของกทม.สมัยนั้น บ้านพี่อยู่ใกล้ประตูน้ำ ขากลับจากรร.ก็แวะไปทุกวัน จนมีเพื่อนฝูงอยู่ในนั้นเยอะแยะ...ชีวิตสนุกสนานมากค่ะ...

ประทับใจที่สุดอีกเรื่อง...สมัยเรียนอาชีวะ ได้ทุนเรียนดีทุกปี ไม่เป็นที่หนึ่ง ก็สอง หรือสาม...บางทีโกหกแม่ ไม่ได้ทุน แต่เอาตังค์ไปกินหนมเองซะ...บาปเปล่าเนี่ยะ...เพื่อนๆที่เรียนอาชีวะด้วยกัน เค้าไม่สนใจเรียนกัน รึว่าเราหัวดีเอง ก็ยังงงอยู่เหมือนกัน...แล้วพี่ยังได้เป็นเชียร์ลีดเดอร์กีฬาประจำโรงเรียนทั้งสามปี ประกวดเชียร์ลีดเดอร์ ได้รางวัลชนะเลิศ สองปี...คือปีหนึ่ง กับตอนปีสาม...แบบภูมิใจในตัวเองมากค่า...ทำนองว่า...เรียนก็ดี กิจกรรมก็เด่น...เป็นงั้นไป...หลงตัวเองสุดๆ...เพราะมีแต่เพื่อนและเพื่อนล้อมรอบตลอดเวลา...

ชีวิตพี่ส่วนใหญ่ผูกพันอยู่กับเพื่อน...ไม่ค่อยเชื่อฟังพ่อแม่ ตามแบบฉบับวัยรุ่นทุกสมัย เห็นผู้ใหญ่บ่น ก็รำคาญ...มีอะไรก็ปรึกษาเพื่อนมากกว่าผู้ใหญ่ในบ้าน แต่พ่อแม่พี่เป็นคนเคร่งในเรื่องศาสนา ชอบทำบุญบ่อยๆ...เลยทำให้จิตใจเราอ่อนโยนไปตามสภาพแวดล้อม และคิดอยู่เสมอว่า การทำอะไรลงไป ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ผลของการกระทำคนที่ก่อต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ และเราจะได้รับผลกรรมตอบสนอง ไม่ว่าในด้านดีหรือลบ จากการกระทำของเราเอง อย่าไปโทษคนอื่น ชีวิตเรามีอิสระที่จะเลือก และสุดท้ายตัวเราเองเป็นผู้เลือกที่จะกระทำสิ่งนั้นๆตามใจเราสั่ง พ่อแม่พี่ไม่ห้ามลูกๆถ้าอยากจะทำอะไร ท่านให้อิสระทุกอย่าง และให้รับผิดชอบชีวิตตัวเอง เลือกเส้นทางชีวิตเอง ก็ต้องเดินไปเองให้ได้

พ่อแม่พี่เป็นคนใจกว้าง ใจดี...เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนรอบข้าง ถ้าทำได้...พ่อแม่พี่ไม่เป็นคนใจแคบ เห็นแก่ตัว...และนี่คือสิ่งที่พี่ประทับใจที่สุดในชีวิตค่ะ...

ปล. อยากเจอะหนุ่ยจ้ะ...สักวัน...ที่เกียวโต...



 

โดย: ปาน-Sapporo 13 มกราคม 2550 21:39:58 น.  

 

มาอ่านเรื่องอยากเล่าของพี่ปานค่ะ
ขอบคุณมากนะคะ ชอบอ่าน พี่เป็นคนที่เขียน
หนังสือน่าอ่านมากเลย

จริงๆ วันหนึ่งในอนาคต พี่น่าจะเขียนประสบการณ์เกี่ยวกับการทำงาน
เสนอสำนักพิมพ์ดูนะคะ หนุ่ยว่าน่าสนใจมากๆ


อ่านชีวิตวัยรุ่นของพี่ปาน แล้วดูสนุกสนานมากๆ
มีเพื่อนเยอะเลย พี่ไม่ได้หลงตัวเองหรอกค่ะ
ต้องเรียกภูมิใจในตัวเอง พี่มีอะไรดีๆ ตั้งเยอะ

ไว้เจอกันนะคะ

 

โดย: วดี 14 มกราคม 2550 9:49:17 น.  

 


14 มกราคม 2550

คืนก่อนหน้านี้ กินยาควบคุมฮอร์โมน จะว่าไปมันก็ยาคุมดีๆนี่แหละ...แต่ป่าวหรอกนะ ไม่ได้คุมเพราะว่ากลัวจะท้องอะไรหรอก ฉันน่ะมีปัญหาที่มดลูก มีทั้ง โพลีป ทั้ง คินชุ แปลเป็นไทยอะไรดีหว่า ประมาณว่ามีพังผืด และ ก้อนเล็กๆในมดลูกละมังหว่า มานานแสนนานแล้ว...คอยตรวจเช็คอยู่ทุกปี

ไอ้สองตัวเนี่ยะ มันทำให้รอบเดือนฉันสับสนตลอดมา คือเวลามามันก็ไหลมาพลั่กๆๆ...จนปวดท้อง ปวดเอว ปวดขาไปหมด สักสามสี่วันแล้วก็หยุดไป แล้วก็มาเยี่ยมเยือนฉันอีกระหว่างเดือน ในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ถ้าไม่ใช้อะไรรองรับ มันก็สามารถจะทะลุออกมาให้เลอะเปรอะเปื้อนได้ตลอดเกือบทั้งเดือน ฉันจึงเป็นคนที่เดือนนึงๆใช้ผ้าอนามัย เยอะมากคนนึงเลยล่ะ...มีหลายขนาดหลายไซส์ ทั้งแบบยาวมาก ไว้ใส่นอนวันหนักๆ แบบยาวๆหน่อยไว้สำหรับกลางวัน แบบสั้นๆสำหรับวันเบาๆ แล้วก็แบบบางเฉียบเล็กๆ สำหรับวันที่มันมาตอนไม่ใช่ฤดูของมันระหว่างเดือน...เปลืองชิบโป๋ง

หาหมอตรวจมาตลอด หมอก็บอกทุกทีว่ายังไม่จำเป็นต้องรักษาขนาดผ่าตัดก็ได้ ทนๆรำคาญเอา กินยาควบคุมไป ไอ้ก้อนในมดลูกก็ไม่ได้ใหญ่โตอันตรายอะไรนัก หมอเก่าที่ซัปโปโร ก็แค่ให้กินยาธาตุเหล็ก เป็นบางครั้ง เพราะฉันเลือดจางบ่อยๆ...

ฉันทำหมันเมื่อตอนคลอดลูกคนสุดท้อง จะเป็นสาเหตุให้ฮอร์โมนในร่างกายฉันแปรปรวนรึเปล่าหว่า? แต่ถามหมอๆก็บอกว่าไม่เกี่ยว...เอาเถอะ...ช่างมัน...

หมอใหม่ในฮาโกดาเตะ...ให้ยาคุมมาสองแผง เผื่อไว้เวลากินหมดแผงแล้วไปหาหมอไม่ทัน จะได้กินต่อไปเลย ไม่ขาดตอนการรักษา

ไอ้เม็ดแรกที่กินเข้าไป ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร...แต่อีตอนล่อเม็ดที่สอง ของอีกวันสิ...ไม่รู้ว่าฉันกินดึกเกินไปรึเปล่า ก็กินตอนตีสามครึ่งแล้วเข้านอน รึว่าร่างกายมันรับรู้เอาวันที่สอง ว่ามีอะไรไปกระตุ้นเพิ่ม...

แปดโมงครึ่ง คลื่นไส้มาก ปวดท้องอย่างหนัก..เข้าห้องน้ำไปถ่ายจนหมดพุง แล้วกลับมานอนอ้วก มีแต่น้ำขมๆออกมาจากท้อง...

แม่เจ้าเว้ยยยย...อาการหนักมาก อ้วกตลอดเลย อ้วกลม อ้วกน้ำลายนี่แหละ...อาหารไม่มีเหลือติดกระเพาะ อ้วกจนหมดแรง...

ไม่ไหวแล้วว่ะ...ลุกแทบไม่ขึ้นแล้ว...หยิบมือถือมาโทรศัพท์ ไปที่ทำงาน ขอลางาน...วันนี้มีลูกค้าจองนวดไว้ตอนห้าโมงเย็นซะด้วย แต่คงไปไม่ไหว เอาสุขภาพตัวเองไว้ก่อน...

หัวหน้าบอกว่า...หยุดไปเถอะ อย่าฝืนเลย เดี๋ยวจะโทร.ไปบอกลูกค้าแคนเซิ่ลให้ นอนพักละกัน ฉันเลยบอกว่า พรุ่งนี้วันหยุดฉันๆคงจะไปโรงพยาบาล เพราะวันนี้วันอาทิตย์ รพ.หยุด ก็เลยได้หยุดยาวสองวัน...เอร้ยยยย...(ไปอ่านบล็อกของคันโมะจังเจ้าเก่า ที่มาเขียนในห้องไกลบ้านใหม่ เลยติดปากมา ฮิฮิ)

พรุ่งนี้จะเอายาคุมไปหาหมอ จะเปลี่ยนใหม่หรือจะทำไงค่อยว่ากันมา กินไม่ไหวว่ะ...ทรมานโคดๆ อ้วกแตกแบบนี้...

ยาคุมญี่ปุ่นก็แพงชิกหัย...สองแผงห้าพันกว่าเยน...ใช้ประกันสังคมก็ไม่ได้ต้องจ่ายเต็มราคา แถมยังต้องจ่ายค่าแนะนำจากหมออีกแปดร้อยกว่าเยนให้รพ.อีก ระบบรพ.เค้าเป็นแบบนี้...นอกเหนือจากค่าตรวจรักษาอีกตะหาก...อันนี้ 30% จากประกันสังคม เท่ากับจ่ายสามต่อ...โห...โหด...

พรุ่งนี้มีนัดไปดัดผม Digital parma กับช่างทำผมที่เป็นแฟนกับเพื่อนที่ทำงาน ร้านนี้ค่อนข้างสวยหรูในฮาโกดาเตะ คราวก่อนมีงานแฟชั่นโชว์ ช่างจากร้านนี้ก็ไปแต่งหน้าทำผมให้นางแบบกันพรึ่บพรั่บ

ไปรพ.เสร็จ จะแวะเข้ามาบ้านก่อนทันป่าวไม่รู้ อาจจะเลยไปเลยก็ได้...

เพื่อนที่ทำงานที่เป็นแฟนกับช่างผม นัดกินข้าวกับฉันตอนค่ำ เพราะว่าฉันกำลังจะออกจากงาน ก็เลยอยากไปกินกันเป็นการอำลากลายๆก่อนถึงวันจริง...

ปล. ตอนนอนอ้วกอยู่ หลับๆไป...ฝันเห็นลูกสองคนมาหา ดีใจจัง...เมื่อไหร่จะได้พบกันจริงๆซะทีเนาะ...รอไปก่อนดีกว่า ให้งานใหม่เข้าที่เข้าทาง แล้วค่อยคิดใหม่ ทำใหม่ (สำนวนใครหว่า!?) ตอนนี้มันวุ่นวายหลายอย่างอยู่ แยกไม่ออก...ใจเย็นๆ...บอกตัวเองว่า...ใจเย็นๆ...


 

โดย: ปาน-Sapporo 14 มกราคม 2550 23:38:19 น.  

 


หนุ่ยจ๊ะ...พี่ก็ว่า...สักวัน...ในอนาคต
เอาตอนที่ไม่ต้องลำบากทำงานแล้วนั่นน่ะ
มีเวลาเยอะๆ...ว่างๆ...สบายๆ...
จะรวบรวมความคิด แล้วเขียนเรื่องเล่าในชีวิต หลายๆรูปแบบ เหมือนกัน
แต่จะมีสำนักพิมพ์ไหน เค้าอยากเอาไปลงน่อ....
มันจะขายได้เร่อ...เฮ่อๆๆๆ....
ตอนนี้พี่ก็ได้แต่ ว่างๆ...นานๆ...อยากเขียนที ก็ลงบางกอกไทมส์ทีน่ะแหละจ้ะ
หนุ่ยได้อ่านมั่งป่ะ...ของเดือนมกราคม มีเรื่องของพี่ลงด้วยนะ คุยซะเรยยย...คริคริ

ว่าแต่ตอนนี้ บล็อกแถก...เอ๊ย...บล็อกแท็ก เค้าฮิตกันจังเนอะ...ไม่มีเวลาแท็กไปให้ใคร ได้แต่ไปด้อมๆมองๆ นิดๆหน่อยๆของชาวบ้านเอาล่ะจ้ะ...


 

โดย: ปาน-Sapporo 14 มกราคม 2550 23:49:12 น.  

 

หายไวๆๆนะคะพี่ปาน

 

โดย: แม่บ้านณ.โตเกียว 15 มกราคม 2550 6:49:43 น.  

 


16 มกราคม 2550

เมื่อวานนี้ไปโรงพยาบาล ไม่ได้นัดหมอล่วงหน้า นั่งรอประมาณชั่วโมงนึง พยาบาลมาบอกว่าสงสัยวันนี้คงจะพบหมอไม่ได้ เพราะมีคิวยาวมาก ฉันบอกเค้าไปว่าฉันคอยได้แค่บ่ายโมง (ไปถึงรพ. สิบโมงเช้าเศษๆ) พยาบาลก็บอกว่า บ่ายโมงก็คงพบหมอไม่ได้แหงๆ เลยนัดหมอใหม่วันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้

ออกจากรพ.สิบเอ็ดโมงครึ่งกว่าๆ เลยขับรถไปดูร้านทำผมที่นัดไว้ตอนบ่ายสองซะก่อนว่าอยู่ตรงไหน เพราะไม่เคยไปมาก่อนกลัวจะหลงทางเดี๋ยวเสียนัด...ดีแล้วที่ไปดู...หลงจริงๆ...กว่าจะหาเจอะวนไปวนมาสองรอบ

รีบกลับมาบ้าน หาอะไรกิน เพราะเหลือเวลาไม่ถึงชั่วโมงที่จะต้องไปร้านทำผม แต่ร้านห่างจากบ้านไปแค่ขับรถไม่เกินสิบห้านาที สบายๆ...

ร้านสวยมาก...ตกแต่งหรู ไอเดียเริ่ด...อยู่ติดทะเล...เวลาทำผม นั่งมองออกไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ เห็นทะเล เปลี่ยนสีตามเวลา...หิมะตกหนักอีกตะหาก...บรรยากาศดีโคดๆ...ทำผมไปฟังเพลงไป...มีกาแฟบริการด้วย...คุณน้าย...คุณนาย...

ทำผมเสร็จเลยถ่ายรูปไว้กับช่างผมเป็นที่ระลึกซักหน่อย เพราะเป็นแฟนเพื่อนไง...ได้ทรงผมใหม่ ที่ไม่ห่างจากทรงเก่านัก เป็นดัดแบบดิจิตัล...ช่างเค้าบอกว่า ดัดแบบอ่อนๆให้ดูธรรมชาติ...

วันนี้จริงๆนัดกินข้าวกับเพื่อน แต่ว่าวันก่อนเพื่อนก็ท้องเสีย และอ้วกแตก ประชันกับฉัน เราสองคนเลยตัดสินใจว่า เปลี่ยนวันไว้ไปวันหลังดีกว่า เพิ่งหายอ้วกกัน ร่างกายยังไม่ค่อยดี กินอะไรคงไม่อร่อย ไม่สนุก...





 

โดย: ปาน-Sapporo 16 มกราคม 2550 23:21:18 น.  

 


เปิดคอม...เจอะเมล์สามีเก่า บอกว่าวันก่อนลูกๆโทร.มาหลายรอบ แต่ฉันไม่ได้รับ (วันนั้นก็รู้เหมือนกัน แต่เห็นเป็นเบอร์มือถือสามีเก่า แล้วมันดึกโขแล้วเลยไม่ได้โทร.กลับ ฉันเอามือถือไปไว้ในเสื้อนอกเลยรับโทร.ไม่ทัน ไม่ได้ยินเสียง..)

เค้าบอกว่าให้ฉันโทร.ไปคืนนี้ที่บ้าน หลังสี่ทุ่ม ลูกๆจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา และคุยได้อย่างอารมณ์ราบเรียบ...穏やか (Odayaka) = calmly; quietly; peacefully

ฉันรอจนถึงสี่ทุ่มเป๊ง...ก็เลยกดโทร.ไปหา ลูกสาวคนโตมารับ...ต่อว่าต่อขานฉัน ตามโน๊ตที่พ่อให้มาพูด ฉันขอพูดกับลูกชายๆยังมีน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าจริงๆแล้วคิดถึงแม่ แต่ต้องพูดแบบนั้น เพราะมีคนอยู่เบื้องหลัง...จะใครซะอีกหล่ะ...

ฉันวนกลับไปพูดกับลูกสาวอีกที เพราะดูเหมือนว่าคุยไปๆลูกชายจะอยากร้องไห้ เลยโดนเปลี่ยนมือไปให้ลูกสาวพูดแทน ตามบทที่พ่อต้องการ...

ฉันโดนลูกสาวสับเละ...ลูกไม่ยอมเข้าใจสิ่งที่ฉันพยายามอธิบาย และบอกว่าไม่ต้องติดต่อมาหาอีก เธอไม่สบอารมณ์เวลาที่ได้ยินเสียงฉัน...ลูกๆอยู่กับพ่อ ไม่ต้องการแม่แบบฉัน พวกเค้าเป็นสุขถ้าฉันจะไม่ติดต่อไปรบกวนอีก...

เป็นไปตามคาดหมาย...สามีเก่าถือไพ่เหนือฉันทุกอย่าง เค้าสามารถเกลี้ยกล่อมลูกๆ ให้เกลียดฉันได้อย่างจับจิตจับใจ ถึงแม้ว่าฉันจะใช้ศาลเป็นที่พึ่งก็ตาม แต่ถ้าเด็กๆไม่อยากพบฉันจริงๆ ศาลก็คงช่วยอะไรไม่ได้อยู่แล้ว...ไม่มีประโยชน์ที่ฉันจะดื้อรั้นทำการอะไรตอนนี้

ฉันเลยบอกลูกๆไปว่า...โอเค...ต่อจากนี้แม่จะไม่ติดต่อไปรบกวนลูกๆอีก แต่ขอให้ลูกได้รู้ว่า ถึงอย่างไรแม่ก็รักและห่วงลูกๆอยู่เสมอ ตอนนี้ลูกยังเป็นเด็ก ไม่เข้าใจสิ่งที่แม่พูด ไม่รู้ว่าสามีภรรยาเค้าอยู่ด้วยกันไม่ได้เพราะมีปัญหานั้น มันเป็นยังไง แม่พูดอะไรลูกๆก็ฟังพ่อข้างเดียว...ก็ช่วยไม่ได้...แม่ก็จะทำตามที่ลูกต้องการ...

ตราบใดที่ลูกๆคิดถึงแม่ อยากติดต่อหาแม่...ก็ขอให้ลูกติดต่อมาได้ตลอดเวลา แม่ไม่เคยโกรธความคิดของลูกๆที่พูดด่าแม่วันนี้เลยแม้แต่น้อย...แม่เข้าใจอารมณ์ และความรู้สึกอันปวดร้าว ของลูกๆดี เพราะฉะนั้นขอให้ลูกอดทน ตั้งใจเรียน เป็นเด็กดี เป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า มีความมั่นใจในตนเอง และต่อสู้ทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้...แม่จะคอยวันที่ลูกๆเข้าใจแม่ แล้วเราค่อยติดต่อกันใหม่ในวันนั้น...

ยอมแพ้ค่ะ...ยอมแพ้อีกรอบ...คราวนี้ขอยอมแพ้อีกนาน...เพื่อให้ลูกๆได้อยู่กันอย่างสงบสุขกับพ่อของเค้า ซึ่งมีปู่มีย่าอยู่คอยช่วยเหลือ (ด่าสบทบความเลวของฉันให้ลูกๆฟังให้ขึ้นใจ)

คุยกับลูกๆครึ่งช. มกว่าๆ...โดนด่าย้อนกลับมาเต็มหัวใจ...ดีแล้ว...ได้ยินเสียงลูกมีแรงด่าแม่ แสดงว่าลูกยังแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย...ลูกมีความเคียดแค้นแม่ ขอให้พลังอันนั้นเป็นพลังผลักดันให้ลูกๆได้ก้าวไปสู่ในสิ่งที่ดี เพื่อทดแทนความบอบช้ำที่ได้รับจากแม่ด้วยเถิด...

วันใดที่ลูกโหยหาความคิดถึงจากแม่...วันนั้นแม่จะรีบตอบรับ และไปหาลูกๆ เพื่อกอดให้ความอบอุ่นกับลูกๆอีกครั้ง...หากวันนี้ยังไม่ใช่วันที่ลูกต้องการ...แม่ก็จะคอย...คอยจนกว่าจะถึงวันนั้นจ้ะ...รักลูกๆที่สุด...

 

โดย: ปาน-Sapporo 16 มกราคม 2550 23:54:17 น.  

 


คุณแม่บ้านณ.โตเกียว...ขอบคุณค่ะ...หายแล้วค่ะ...แต่เจอะประเด็นข้างบน...อยากอ้วกซ้ำให้ชีวิตตัวเองจริงๆ...เฮ้ออออ....







 

โดย: ปาน-Sapporo 16 มกราคม 2550 23:58:59 น.  

 

พี่ปาน ผมสีสวยจังค่ะ ดัดอย่างนี้เป็นธรรมชาติดีนะคะ


พี่พูดกับลูกๆ ได้ดีมากเลย ขอให้วันหนึ่ง
ข้างหน้า ลูกๆ ของพี่เข้าใจและทุกอย่างคลี่คลาย
ได้ด้วยดีนะคะ

หนุ่ยไม่เคยอ่านบางกอกไทม์เลย
ไม่รู้ว่าต้องไปหาซื้อที่ไหน เคยตั้งกระทู้ถาม
แต่ว่า ตอนนั้นโดนลบไปก่อน ยังไม่ทันได้จด
น่ะค่ะ


รักษาสุขภาพนะคะ หายป่วยไวๆ

 

โดย: วดี 19 มกราคม 2550 6:11:37 น.  

 

อ่านแล้วน้ำตาไหลเลยค่ะ
อย่าพี่ปานว่าลุกยังมีแรงต่อว่าเราแสดงว่าเค้ายังแข็งแรงมีความสุขดี คนเป็นแม่ไม่มีอะไรดีไปกว่าลุกกินอิ่มนอนหลับแข็งแรงมีความสุข ใช่มั้ยคะ ยังไงๆๆก้เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ
ผมทรงใหม่เก่ไก๋ดีชอบสีผมอ่ะค่ะไม่แรงกะลังดีเลยค่ะ
ร้านสวยจังเลยค่ะ
สู้ๆๆนะคะทั้งเรื่องงานและเรื่องอื่นๆๆ แล้วจะแวะเวียนมาอีก ค่า

 

โดย: แม่บ้านณ.โตเกียว 19 มกราคม 2550 11:39:25 น.  

 



21 มกราคม 2550

เมื่อวานนี้เป็นวันทำงานวันสุดท้ายของฉัน แขกประจำผู้หญิงท่านหนึ่ง จองนวดไว้ตั้งแต่ฉันทำงานชั่วโมงแรก เป็นการนวดสั่งลาของฉันกับเธอสองชั่วโมง แขกท่านนี้รักฉันมาก เธออายุ 66 ปี เป็นภรรยาหมอ ไม่มีลูก มีเงินเหลือเฟือพอที่จะมานวดกับฉันทุกเดือน บางทีฉันก็ไปนวดให้เธอพิเศษที่บ้าน...(ในคอร์ส aroma oil ที่ฉันไม่มีหน้าที่ที่ร้าน)

เธอบอกว่า ถ้าฉันกลับมาฮาโกดาเตะเมื่อไหร่ ให้โทร.ไปหาเธอ และไปนวดอโรมาให้เธอที่บ้าน ฉันบอกว่า จะคิดราคาพิเศษให้ เธอบอกไม่ต้องหรอก คิดราคาเท่าเดิมน่ะแหละดีแล้ว เธอเห็นความพยายามของฉัน เธออยากให้กำลังใจฉัน และขอให้ฉันโชคดีที่เกียวโต...เธอเป็นแขกคนสำคัญที่ฉันไม่ลืมจริงๆ...

หลังจากนั้น...นวดให้ผู้จัดการร้านชั่วโมงครึ่ง เพราะแกสนใจจะไปเรียนนวดไทยอยู่เหมือนกัน อยากรู้เทคนิคต่างๆจากฉันไว้บ้าง...ฉันก็นวดไปอธิบายไป แกเคยเอาเทคนิคนวดของฉันไปผสมกับนวดญี่ปุ่นของแก...ฉันเองก็เอาเทคนิคของแกมานวดไทยให้ลูกค้าของฉันเหมือนกันแหละ...

ลูกค้าคนสุดท้ายเป็นผู้หญิง ลูกค้าใหม่เพิ่งมาครั้งแรกตอนหนึ่งทุ่ม...เธอพอใจและบอกว่าจะมานวดกับฉันอีก...ฉันไม่ได้บอกว่าฉันจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว เลยบอกว่าเชิญนะคะ...(ที่ร้าน...ฉันเห็นว่ารับพนักงานใหม่ เป็นคนญี่ปุ่นมานวดไทยแทนฉันได้แล้ว)

หลังจากนี้...ถ้ามีลูกค้าเก่ากลับมานวดกับฉันที่นี่ พนักงานร้านจะบอกว่า ฉันต้องกลับเมืองไทยกระทันหัน...เพื่อให้ลูกค้ากลับมาอีก และนวดกับพนักงานใหม่แทนฉัน เป็นการบริหารร้านหลังจากการลาออกของพนักงาน ดีกว่าที่จะบอกว่าฉันลาออกแล้ว...

หลังเลิกงาน...พนักงานและเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ด้านการเงินของบริษัท พาฉันไปเลี้ยงส่ง เจ้าของร้านไม่ได้ไปด้วย บอกว่าติดธุระ...นัยว่า...พนักงานไม่นับว่าแกเป็นคนในกลุ่ม...เป็นงั้นไป...คนญี่ปุ่นนี่เข้าใจยากชิบโป๋งว่ะ...ฉันเข้าไปร่ำลาแก...และขอบคุณที่ให้ฉันทำงานที่นี่ แม้ว่าจะระยะเวลาไม่นานนัก...(ครึ่งปี พอดิบพอดี)...แกขอบคุณฉัน และให้พร ขอให้ฉันโชคดีในเกียวโต...

บรรยากาศงานเลี้ยงส่ง เป็นการบ่นถึงการบริหารของเจ้าของร้านจากปากผู้ใหญ่ท่านนั้น ร่วมกับพนักงานเก่า ทำให้ฉันเห็นว่า...เออ...ฉันไม่ผิดหรอกที่ลาออกซะ...ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่คิดแบบนั้น...ทุกคนไม่พอใจความไม่แน่นอนในการบริหารของเจ้าของร้านกันถ้วนหน้า มองอนาคตไม่ออกว่าสถานะการณ์จะดำเนินไปในทางใด เพราะเจ้าของบริษัท(เจ้าของร้าน) เป็นคนโลเล เปลี่ยนใจง่าย เหมือนเด็กเล่นของเล่นแล้วเบื่อ อยากเปลี่ยนใหม่เรื่อยๆจนตามไม่ทัน...

ผู้ใหญ่ท่านนี้คิดแม้กระทั่ง พวกเรามาปฏิวัติบริหารบริษัทกันเองดีมะ เสียดายคนดีๆที่จะคิดจะลาออกกันอีก เพราะเจ้าของบริษัทบริหารงานไม่เป็น ไม่มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน ทำให้พนักงานหมดกำลังใจในการทำงานกันไปเรื่อยๆ....วะฮะโฮ่ยยย...ไรกันฟระเนี่ยะ...กลับมาคราวหน้า ฉันอาจจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของร้านนี้ก็เป็นได้เนาะ...

งานเลี้ยงจบลง...ทุกคนร่ำลากัน...ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก...และขอให้ฉันกลับมาเที่ยวหาเพื่อนๆที่ยังอยู่ที่ทำงานได้ทุกเมื่อ ทุกคนยินดีต้อนรับฉัน และคิดถึงฉันกันทุกคน...ซึ้งไหมเนี่ยะ...





 

โดย: ปาน-Sapporo 21 มกราคม 2550 15:40:04 น.  

 


หนุ่ยจ๊ะ...คริคริ...ผมพี่เป็นคนย้อมเองกะมือเลยนะน่าน...มั่วเองทุกครั้ง...เพราะเป็นคนผมน้อย เลยย้อมง่าย พี่ชอบเลือกสีแปลกๆใหม่ๆมาย้อม มันผสมกับสีเก่าที่อยู่บนหัว แล้วออกมาเป็นอย่างที่เห็นนี่หล่ะจ้ะ...เวลาทำเสร็จต้องมีลุ้นกันทุกครั้ง...ว่าจะออกมาเป็นสีอะไร...

เรื่องหนังสือพิมพ์บางกอกไทมส์ หนุ่ยสามารถโทร.ไปที่บริษัทที่โตเกียวได้เลยจ้ะ เบอร์ 03-5795-2247 น้องๆคนไทยที่รับสายเค้าจะบอกวิธีการให้หนุ่ยได้มีหนังสือพิมพ์อ่านได้ทุกเดือนจ้ะ

เรื่องลูกๆ...ตอนนี้พี่ขอพักสมองเอาไว้ระยะหนึ่ง...ไม่อยากไปรบกวนจิตใจพวกเค้ามาก...กลัวลูกๆจะสับสน และคิดมากจนเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ความจริงตัวพี่เองก็เริ่มสับสนเหมือนกัน ไม่รู้จะทำไงดี...หาทางออกสวยๆไม่ได้เลย...ในเมื่อพ่อของลูกๆเขาไม่ยอมเปิดใจที่จะทำเพื่อลูกๆ ในแบบสันติกับพี่...ความแค้น ความใจแคบของเขา เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมืดมนในการแก้ปัญหาในวันนี้เสียจริงๆ

 

โดย: ปาน-Sapporo 21 มกราคม 2550 15:58:08 น.  

 


คุณแม่บ้าน ณ.โตเกียวคะ...คนเป็นแม่แบบพี่ ทำได้แค่นั้นเองแหละค่ะ...ไม่รู้จะไปโกรธลูกๆทำไม พวกเค้าไม่ได้มีความผิดอะไรเลย...ทุกอย่างเป็นความผิดของผู้ใหญ่ที่เป็นพ่อแม่ของพวกเค้าเท่านั้น...

ในเมื่อลูกๆอยู่กับพ่อ คนเป็นแม่ก็ต้องห่วงใยคิดถึง...ไม่อยากให้ลูกอ่อนแอ ไม่อยากให้ลูกอ่อนไหวไปมากกว่านี้...อยากให้ลูกเข้มแข็ง จิตใจแข็งแรง ต่อสู้กับอุปสรรคหลังจากนี้ให้ได้ทุกอย่าง

ได้แต่ภาวนาค่ะ...ขอให้ลูกมีสุขภาพแข็งแรง มีจิตใจที่ดี อย่าก้าวร้าว และอย่าเป็นคนญี่ปุ่นแบบประหลาดๆทั้งหลายอยู่ตามข่าวทีวีให้เห็น...โดยเฉพาะพวกคดีต่างๆที่นับวันจะมีมากขึ้น ขออย่าให้เกิดกับลูกๆในอนาคตเลย....

สู้ๆค่ะ...สู้ต่อไป...จนกว่าจะสิ้นลม...
ขอบคุณ...และขอบคุณ...นะคะ

 

โดย: ปาน-Sapporo 21 มกราคม 2550 16:07:37 น.  

 

ขอบคุณมากสำหรับเบอร์โทรค่ะพี่
เดี๋ยวโทรไปเลยค่ะ

เมื่อวานหนุ่ยก็ทำสีผมเองเหมือนกันค่ะ ผมสีอ่อน
ลง หวังว่าหน้าจะอ่อนลงนิดหนึ่ง

เดี๋ยวเดือนหน้าไปดัดดิจิตอลมั่ง ไม่รู้จะออกมา
ปิ๊งหรือป้า ต้องลองดูๆ

 

โดย: วดี 24 มกราคม 2550 12:39:36 น.  

 

ตามอ่านประสบการณ์ชีวิตของพี่ปานมาซักระยะแล้วค่ะ ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจนะคะ

พี่เข้าใจลูก ๆ ได้ดีมากเลย คิดว่าเหมาะสมแล้วที่ไม่โกรธลูก ๆ นะคะ ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นบาปติดตัวของพวกเขาต่อไป ถึงแม้จะเป็นการพูดเพราะบทบอก

เชื่อว่าสักวันลูก ๆ ของพี่ปานจะเขียนบทบาทชีวิตตนเองได้
และเข้าใจคุณแม่ที่รักและหวังดีอย่างพี่ปานค่ะ

 

โดย: white fox (ลยา ) 30 มกราคม 2550 9:45:29 น.  

 

ไม่ได้เข้ามาตั้งนาน ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้พี่ปานสู้ ๆ นะคะ

 

โดย: LilyAi 31 มกราคม 2550 19:30:19 น.  

 



หลังเลิกงาน 1 กุมภาพันธ์ 2007

ย้ายมาอยู่เกียวโตตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม
ตอนนี้เวลาผ่านไปแล้วร่วมสัปดาห์ งานเริ่มเข้ารูปเข้ารอยเข้าที่เข้าทาง

ฉันพักอยู่ที่ร้านกินนอนเสร็จสรรพ แบบฟรีไม่เสียค่าเช่าใดๆ ที่ร้านมีครัวสำหรับทำอาหาร เจ้านายจะซื้ออาหารใส่ตู้เย็นขนาดใหญ่ไว้ให้ พวกเราที่เป็นพนักงานก็ผลัดกันทำอาหาร กินกันเองอย่างเสรี บางทีเจ้านายก็เข้ามาทานด้วย เพราะแกเป็นคนโสด จึงฝากท้องไว้ที่ครัวที่ร้านอยู่เป็นประจำ

พนักงานที่นี่ ล้วนแล้วแต่เป็นคนจีน มีฉันเป็นคนไทยอยู่คนเดียว พนักงานที่นอนประจำที่ร้านและต้องดูแลงานในร้านทั้งหมด มีฉันกับเด็กหนุ่มจีนซึ่งอายุน้อยกว่าฉันประมาณสิบกว่าปี แต่ไม่ต้องกลัวเลยว่าฉันจะเกิดอาการช็อตกับไอ้หนุ่มนี่ เพราะนิสัยของมันที่อยู่ด้วยกันมาประมาสัปดาห์นึงแล้ว รู้เลยว่าไม่ได้เข้าข่ายน่ารักน่าใคร่ แถมยังค่อนจะดื้อด้านน่าถีบเป็นพักๆอีกตะหาก

ฉันเห็นมันเป็นน้องชายที่ชอบมองโลกในแง่ลบ บางครั้งก็ชอบโยนความผิดให้คนอื่น โดยไม่คิดว่าตัวเองได้ทำอะไรไม่ดีไว้บ้าง คงต้องค่อยๆปรับตัวกันไปเท่านั้น วันนี้ก็โวยมันไปมั่งแล้ว เพราะมัึนเอาแต่พูดมากไม่ฟังเหตุผลที่ถูกที่ควร และไม่ค่อยนึกถึงใจคนฟังที่มันชอบพูดจาแรงๆใส่ (ฉันเองน่ะแหละ) สุดท้ายมันคงสำนึก(บ้างมั้ง) เลยมาทำเป็นเหมือนเด็กอ้อนผู้ใหญ่ และมานวดบ่านวดหลังให้ฉัน (พวกเราพนักงานจะผลัดกันนวด เวลาที่เหนื่อย หรือเมื่อยตัว ไม่งั้นร่างกายจะแย่ นวดแขกเยอะๆไม่ไหว)

สาเหตุที่ร้านต้องมีผู้ชายไว้ เพราะต้องทำหน้าที่เอาป้ายร้านไปไว้ข้างล่างตรงถนน และเก็บขึ้นไว้หน้าร้านซึ่งอยู่บนตึกชั้นเจ็ด ป้ายซึ่งมีน้ำหนักถึง 40 กิโล ลำพังแรงผู้หญิงมันหนักเกินไป ตอนเอาลงไปจากร้านน่ะไม่หนักหรอก เพราะมันมีล้อเลื่อน ใช้ลิฟต์ลงไป แต่เวลาลงไปถึงข้างล่างแล้ว จะเอาไปไว้ที่ถนนเนี่ยะ มันต้องลงบันไดไปอีกประมาณสี่ห้าขั้น ซึ่งต้องใช้กำลังผู้ชายค่อยๆรับน้ำหนักป้าย แล้วพยุงป้ายลงไปทีละขั้น และเวลาเอาขึ้นร้าน ก็ต้องใช้แรงพยุงขึ้นบันไดอีก ถ้าพลาดป้ายก็พังแตกแน่ๆ จึงต้องใช้แรงงานผู้ชายเป็นสำคัญ

คอร์สนวดที่นี่ เป็นแบบนวดจีนบนเตียง นวดอโรมา นวดเท้า และนวดไทยในห้องเสื่อปูที่นอน (หลังเลิกงานปิดร้านแล้วก็เป็นที่นอนของฉัน)

วันแรกๆที่ฉันมา ฉันยังไม่ค่อยคุ้นกับการนวดจีนเท่าไหร่ แต่ก็รู้วิธีนวด เพราะตอนอยู่ฮาโกดาเตะร้านที่ฉันทำอยู่เป็นนวดญี่ปุ่น มันก็แบบเดียวกันกับนวดจีนน่ะแหละ อยู่ที่เทคนิครายละเอียดที่จะนวดให้แขกเท่านั้นเอง ฉันอยู่ได้สองสามวัน ได้วิชาจากเด็กจีนถึงวิธีนวดแบบจีนที่เค้านวดกันอยู่ ตอนนี้ฉันเลยนวดได้ทุกคอร์สที่ร้านมี ไม่ต้องกลัวว่าจะรับแขกไม่ได้ตามคิว (คนจีนมันนวดไทยกันไม่ได้อยู่แล้ว)

ฉันสนุกสนานกับการทำงานมาก เพราะเจ้านายมีประกันให้ในกรณีที่ไม่มีแขกต่อวันๆละหมื่นเยน แต่ใช้คำนวณเป็นรายเดือน พูดง่ายๆ ถ้าฉันทำงานเดือนละ 26 วัน เจ้านายก็จะคิดจากฐานเงินเดือน 260,000 เยน ถ้ามีแขกเข้ามาก ฉันก็มีสิทธิ์ได้รับเงินเดือนมากกว่านั้น เพราะเค้าจะคำนวณรายได้จากเปอร์เซนต์ที่แขกจ่าย 50% เป็นของฉัน แล้วมาคำนวณต่อเดือนนั่นเอง ระบบที่แกให้กับการทำงานของฉันเป็นแบบนี้ ซึ่งฉันก็พอใจ เพราะึไงก็ไม่ต้องเช่าบ้าน ข้าวก็ไม่ต้องซื้อกิน นอกจากอยากกินอะไรที่พิเศษๆ เ่่ท่านั้น

ทุกวันสิ้นเดือน เจ้านายบอกว่าจะพาไปไหว้ศาลเจ้าเพื่อขอพรสำหรับการทำธุรกิจ ตอนหลังเที่ยงคืน อันเป็นประเพณีของคนญี่ปุ่นที่ทำกิจการค้าขาย

เมื่อวานนี้ (31มกราคม) เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ไปร่วมพิธีนี้ วัดที่ไปใหญ่มากๆ ตั้งอยู่ในตัวเมืองเกียวโต เราไปถึงก็มีรถจอดมากมายและมีคนไปไหว้พระเยอะพอควร ทำให้เห็นว่านักธุรกิจ ที่มีกิจการร้านค้าของเมืองเกียวโตต่างยึดถือประเพณีกันอย่างถ้วนหน้า

ไหว้พระเสร็จ ก็ไปกินข้าว กินเหล้ากัน สนุกมาก เพราะเจ้านายฉันคนนี้เป็นคนใจดี (แต่เวลาแกโมโหขึ้นมาก็เล่นบทโหดได้พอๆกัน เคยเห็นแล้วล่ะ...) เวลาแกพาลูกน้องไปเลี้ยง จะตามใจลูกน้องว่าอยากกินอะไร แกจะหาร้านที่ลูกน้องอยากกิน แล้วก็สั่งแบบกินไม่อิ่ม ดื่มไม่พอไม่ต้องกลับบ้าน (อยู่มาสัปดาห์เดียว ไปกินกันสองครั้งแล้ว) ฉันกับเพื่อนคนจีนผู้หญิง สั่งไวน์มาขวดนึง ซดกันคนละครึ่งขวด เมากันกรึ่มๆกลับร้านแล้วนอนหลับสบายจริงๆ

งานของฉันที่นี่ คงจะมีประสบการณ์ดีๆ และอะไรต่ออะไรอีกมากมายให้บันทึกลงในบล็อกนี้
บางสิ่งบางอย่าง เป็นเรื่องส่วนตัวหนักๆของเพื่อนร่วมงานที่ไม่สามารถนำมาเล่าได้อย่างละเอียด ก็เว้นไปไม่เขียนไม่เล่า เล่าแต่เรื่องที่มีสาระและประโยชน์กับชีวิตฉันอย่างเดียวก็พอเนาะ...

 

โดย: ปาน-Sapporo 1 กุมภาพันธ์ 2550 23:31:40 น.  

 




4 กุมภาพันธ์ 2007
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ อากาศที่นี่ท่าทางดี เพราะยังไม่ได้ออกจากร้านไปไหน อยู่ในตึกตื่นนอนตอนเช้าลุกออกมาจากที่นอนจะหนาว พอเปิดฮีทเตอร์ในเวลาใกล้ๆสิบเอ็ดโมงเช้าก็อุ่นขึ้นบ้าง

ห้องที่ฉันนอนเป็นห้องเสื่อเล็กๆ กลางคืนเวลาหลังปิดร้านเราจะปิดฮีทเตอร์ แต่ใต้ที่นอนจะมีเสื่้อไฟฟ้าให้ความอบอุ่น และมีผ้าห่มแบบขนผืนหนึ่ง พร้อมทั้งผ้าห่มนวมอีกผืนซ้อนบน จึงไม่ต้องกลัวว่าจะหนาวเวลานอนตอนกลางคืนแต่อย่างใด

เจ้านายฉันเป็นคนที่เทคแคร์ลูกน้อง ในเรื่องการอยู่อาศัยดีพอสมควร แต่แกก็เป็นคนเคร่งครัดในเรื่องการทำงาน และความรับผิดชอบที่สุด ใครอย่าพูดหรือทำอะไรตุกติกเด็ดขาด แกด่าแรงและตรงใจถึงกึ๋นทีเดียว

เมื่อวานนี้ฉันทะเลาะกับไอ้เด็กจีนผู้ชายที่นอนประจำร้านด้วยกัน สาเหตุมาจาก มันชอบเบ่งอวดอำนาจ พูดจาข่มขู่ฉันเหมือนฉันเป็นลูกน้องมัน ทั้งๆที่มันก็ไม่ได้เป็นผู้จัดการร้าน แล้วแถมยังอ่อนประสบการณ์ แต่มาทำวางกล้ามใหญ่โต

ฉันด่าสั่งสอนให้มันรู้ว่า การทำงานด้วยกัน ควรจะใช้วาจากับเพื่อนร่วมงานยังไง มันไม่ใช่บอสที่จ่ายเงินเดือนฉัน และสิ่งที่เพื่อนร่วมงานไม่รู้เพราะมาอยู่ทีหลังอย่างฉันนั้น มันควรจะมีมิตรไมตรี พูดจาแบบธรรมดาบอกสอนกัน ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ออกเสียงโวยวาย เหมือนกับฉันทำผิดซะใหญ่โต เรื่องเล็กๆนิดเดียว มันชอบทำให้เป็นเรื่องใหญ่

บางเรื่องที่มันไม่ได้บอกฉัน(ทั้งๆที่ควรจะบอก เพราะมันอยู่มาก่อนฉัน) แล้วฉันไม่รู้ ต้องศึกษาเอาเองและต้องคุยกับลูกค้า บางทีฉันใช้คำพูดผิดไปนิด พอลูกค้ากลับ มันก็โวยเหมือนกับร้านจะเสียหายมหาศาล แทนที่จะบอกกล่าวกันดีๆ มันกลับแสดงกิริยาเหมือนกับเจ้านายฉัน เวลาที่มันเคยโดนนายด่า

ขอโทษที...คนที่จะทำกิริยาแบบนั้นกับฉันได้ คือคนที่จ่ายเงินเดือนฉันเท่านั้น ไม่ใช่มัน...เรื่องนี้เจ้านายเคยพูดกับฉันไว้แล้วเหมือนกัน ว่าไอ้นี่มันนิสัยไม่ค่อยดีตรงไหน แล้วก็เคยทะเลาะกับผู้หญิงในร้านบ่อยๆก่อนที่ฉันจะมาอยู่ นายคงสงสารที่มันไม่มีที่ไป เพราะเคยลาออกจากร้านไปครั้งหนึ่ง แล้วขอกลับมาทำงานอีก แต่คราวนี้นายคงคิดหนักว่าจะจัดการกับมันยังไง

ฉันเห็นเจ้านายรับสมัครพนักงานผู้ชายจีนใหม่ มีคนมาทดสอบสองคนแล้ว ดูเหมือนว่าคนที่มารับการสัมภาษณ์และนวดทดสอบให้เจ้านาย ไม่อยู่ในข่ายที่ทำงานที่ร้านเราได้

ร้านเราเป็น relaxation ไม่ใช่ร้านนวดแบบรักษาโรค แต่คนที่มาสมัครงานล้วนแต่เป็นพวกนวดหนักๆ แบบรักษาโรค

ความแตกต่างของการนวดแบบรักษาโรคของจีน กับแบบ relaxation คือวิธีการลงน้ำหนักมือ
ถ้าอยากให้แขกสบายๆผ่อนคลาย จะนวดแบบช้าๆ กดหนักได้ แต่ต้องนวดช้าๆ ไม่ใช่กดจ้ำเอาๆ อย่างนี้แขกจะไม่รู้สึก relax แต่จะเครียดแทน

เจ้านายฉันก็คงอยากหาคนมาแทนไอ้เด็กจีนคนเก่านี่อยู่เหมือนกันแหละ ฉันว่า...ทะเลาะกับมันไป ผู้หญิงอีกหลายคนในร้านที่เห็นพากันตะลึงแต่ทุกคนก็เข้าข้างฉัน

ทั้งๆที่ฉันเป็นคนไทย ไม่ได้เป็นคนจีน อันนี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ชาติเดียวกันไม่จำเป็นต้องเข้าข้างกัน ถ้ามันไม่ดีจริงๆ ทำนิสัยแบบนี้ใครจะชอบ

เป็นเพื่อนร่วมงานกัน ควรจะมีความเห็นอกเห็นใจกัน มีน้ำใจต่อกัน อันไหนที่ทำผิดไปบ้าง ก็ควรว่ากล่าวตักเตือนกันด้วยคำพูดสุภาพ

เลิกงาน...ฉันเลยออกไปสูดอากาศราตรีนอกร้านคนเดียว ให้พ้นๆจากหน้ามัน ไปเดินเ่ล่นรอบๆบริเวณนั้น อยู่ชั่วโมงนึง...แวะซื้อของกินกลับมาโซ้ยสบายใจ นอนหลับหายเครียดไปได้

เจ้าเด็กจีนคงเห็นฤทธิ์ฉันที่ออกแล้ว วันนี้เลยสงบเงียบไปเยอะ...ไทยนี้รักสงบ....แต่ถึงรบไม่ขลาด....รู้ไว้ซะด้วยพวกเอ๋ย.....

วันพรุ่งนี้และวันต่อๆไป...จะมีอะไรให้วีนกันอีกล่ะไอ้ตี๋น้อย....

ปล. ยังไม่ทันอัพบล็อก...เพราะมาพิมพ์ในเวิร์ดก่อนมีเวลาต่อเน็ตหลังเลิกงาน (แย่งกันใช้เน็ตกับมันด้วย)

ได้ทะเลาะกับไอ้ตี๋อีกแล้ว.....โอ๊ยยย....อะไรกันวะ...เพิ่งแหม็บๆ...

แต่คราวนี้ทะเลาะกันต่อหน้าเจ้านาย ให้เจ้านายเห็นไปเลยว่าใครงี่เง่า

เรื่องของเรื่องคือการสื่อภาษาคนละความเข้าใจ เจ้านายพูดอย่างมันเข้าใจไปอีกอย่าง หลังจากเจ้านายออกไปข้างนอก ตอนที่ฉันคุยกับมันว่าเจ้านายพูดอย่างนี้ใช่ไหม มันบอกไม่ใช่แต่เป็นอีกอย่าง ฉันเลยคิดว่าฉันคงฟังนายผิดเอง เพราะมันเป็นเรื่องเข้าใจยาก

แต่จริงๆแล้วฉันเข้าใจถูกต้องตามที่นายพูด
พอฉันทำพลาดเพราะเชื่อตามมัน โดนเจ้านายต่อว่า...มันโยนความผิดให้ฉันคนเดียว ว่ามันไม่ได้พูดอย่างนั้น ฉันคิดเองทำเองอย่างหน้าตาเฉย โห....ไอ้ตี๋หน้าจู๋....ทำไมมันถึงเป็นคนอย่างนี้ เป็นผู้ชายซะปล่าว ตอแหลเก่งกว่าผู้หญิงอีก...

ฉันเลยด่ามันต่อหน้านายเลย....เราสองคนเป็นต่างชาติด้วยกัน ฟังภาษาญี่ปุ่นเข้าใจผิดกันได้
คนเราทำพลาดกันได้ ทำไมถึงไม่ยอมรับความผิดด้วยกัน ทำไมหนีความผิดคนเดียว อย่างนี้จะทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นได้ยังไง เซ็งชิบ.....
เจ้านายคงรู้ว่าฉันอึดอัด....มาแค่ไม่กี่วัน....ก็เกิดเรื่องแล้ว ทั้งๆที่นายก็เคยบอกฉันแล้วว่า ไอ้นี่มันชอบโยนความผิดให้ชาวบ้าน โกหกเก่ง...

และที่วิเศษสุดคือ ฉันเห็นมันประจบประแจงนายอยู่บ่อยๆ ทำเป็นถามโน่นนี่นาย หาเรื่องคุยให้นายอารมณ์ตลก แต่ฉันรู้ว่านายรู้...เจ้านายฉันไม่ใช่คนโง่ ที่จะชอบคนสอพลอ แต่ขี้เกียจทำงาน หรือไม่รับผิดชอบงานอย่างจริงจัง เพียงแต่แกจะพูดหรือไม่พูดเท่านั้นเอง

ฉันจะทนกับมันได้อีกกี่น้ำนะเนี่ยะ......ให้ตายสิ...เฮ้อ...เพิ่งมาอยู่แท้ๆ...

 

โดย: ปาน-Sapporo 4 กุมภาพันธ์ 2550 21:56:48 น.  

 


ขอโทษน้องๆที่เข้ามาเม้นท์ด้วยนะคะ ไม่ได้ตอบเม้นท์ เพราะมีเวลาเล่นเน็ตน้อยมาก อัพบล็อกเสร็จก็ต้องรีบเลิก เพราะมีคนต่อ (ไอ้เด็กจีนนั่นแหละ) ไม่ก็พี่เป็นคนต่อคิวมันอีกที แต่ว่าดึกมาก ตาจะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่ เลยไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร...

เราเล่นเน็ตได้เฉพาะเวลาเลิกงานแล้วค่ะ ซึ่งก็คือหลังห้าทุ่มไปแล้ว บางทีก็ดึกกว่านั้นถ้านายยังไม่กลับ แต่ยังนั่งคุยกันอยู่หรือนั่งคิดบัญชีร้าน

หนุ่ยจ๊ะ...ป่านนี้ได้อ่านหนังสือพิมพ์รึยังเอ่ย?
แล้วไปดัดผมรึยัง...เอารูปมาอวดที่บล็อกพี่หน่อยสิจ๊ะ...อยากเห็นๆ...

คุณลยา...ขอบคุณอย่างจริงใจค่ะ...ช่วงนี้เรื่องลูกเก็บไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ พักผ่อนสมองค่ะ กำลังจัดการกับเรื่องงานให้ลงรูปลงรอยที่สุด...รออนาคตอย่างเดียว

คุณLilyAi...หวัดดีค่ะ...ขอบคุณเช่นเคย...วันนี้ดื่มนมเพื่อสุขภาพรึยังคะ?...เอ๊ะ...เกี่ยวไรกันเนี่ยะเนอะ....

 

โดย: ปาน-Sapporo 4 กุมภาพันธ์ 2550 22:08:37 น.  

 

อยู่เกียวโตแล้วเหรอคะ เพิ่งรู้จากบล็อกพี่ปานนี่ละคะว่าการนวดมีแบ่งทั้ง
นวดแบบผ่อนคลายและนวดรักษาโรค... แถมมีนวดแบบ
จีน ไทย ญี่ปุ่นอีกด้วย

ขอให้เจ้าหนุ่มคนนั้นกิริยาวาจาเข้ากับผู้อื่นได้ดีขึ้นกว่านี้ค่ะ

 

โดย: white fox (ลยา ) 5 กุมภาพันธ์ 2550 10:03:39 น.  

 



8 กุมภาพันธ์ 2007

เมื่อวานซืนขอนายหยุดหนึ่งวัน ตอนเช้าไปเดินเล่นรอบๆสถานีเกียวโต
เดินแค่ชั้นใต้ดิน ก็ใช้เวลาร่วมสองชั่วโมง ร้านค้ามากมาย เสื้อผ้าสวยๆเพียบ
แฟชั่นที่นี่ดึงดูดใจเงินในกระเป๋าเหลือเกิน ราคาก็เซลส์กันสะบั้นหั่นแหลก
แต่ฉันยังไม่เห็นความจำเป็นตอนนี้ เพราะเวลาอยู่ที่ร้านก็ใส่ชุดฟอร์มของร้าน
จะมีเวลาออกไปข้างนอกก็เฉพาะแว่บๆช่วงสิบเอ็ดโมงเช้าหรือก่อนเทีี่่ยงที่แขกยังไม่ค่อยเข้าร้าน
หรือไม่ก็ต้องโน่น หลังห้าทุ่มไปแล้ว...ก็ไม่รู้จะไปที่ไหนอีก สถานที่ธรรมดามันก็ปิดกันหมดแล้ว
ไม่เห็นต้องซื้อใส่ไปโชว์ใครที่ไหนมากมาย เสื้อผ้าที่มีอยู่ตอนนี้ก็เกินพอ
ฉันเลยได้แต่เดินมองไปมองมา เอาเงินไปไว้ทำอย่างอื่นดีกว่า
เดินถ่ายรูปบริเวณสถานีเกียวโตทั้งด้านหน้าและด้านใน
ด้านในสถานี...ฉันชอบตรงที่มีบันไดเลื่อนสูงมาก เป็นลำดับชั้น
รู้สึกจุดสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณตึกสิบชั้น
ทางพักแต่ละชั้นของบันไดเลื่อนด้านขวา จะสามารถเข้าไปในห้างอิเซตันได้ตลอด
เพิ่งเห็นห้างอิเซตันที่ใหญ่ที่สุดก็ที่นี่แหละ อยู่เมืองไทยหรือสิงคโปร์ก็ไม่ใหญ่เ่ท่าที่นี่
อยู่ในฮอกไกโดก็ไม่มีห้างอิเซตันให้เดิน เหมือนบ้านนอกเข้ากรุงจริงๆตั้งแต่มาอยู่เกียวโต

บ่ายโมงท้องเริ่มร้อง ตอนเช้ากินกาแฟไปแก้วเดียว เลยเดินหาร้านอาหาร
มันมีเยอะซะจนไม่รู้จะกินอะไรดี ระหว่างนั้นเดินไปเจอะร้านแมคโดนัลด์
อะไรก็ไม่น่าสนใจเท่า ข้างๆร้านมีที่นั่งพิเศษสำหรับคนที่มีคอมพิวเตอร์
สามารถใช้ปลั๊กไฟฟรีต่อคอมสำหรับทำอะไรต่ออะไรในจอคอมส่วนตัวได้
กินไปด้วย ทำงานเอกสาร หรือเล่นเน็ตไปด้วย สบายใจดีนะ...

สุดท้าย...ฉันเอาท้องไปทิ้งไว้ที่ร้านพาสต้าร้านนึง สั่งสปาเก็ตตี้กุ้งซอสครีม กับโคล่าขนาดกลาง
มื้อนี้อิ่มอร่อย หลังจากที่กินแต่อาหารในร้านที่ทำงาน ซึ่งทำกันแบบง่ายๆพวกผัดๆต้มๆ
กินกันตายให้มีแรงทำงานไปวันๆเท่านั้น

ก่อนออกจากบ้าน (ก็ร้านที่ทำงานน่ะแหละ...ตอนนี้มันเป็นบ้านของฉันไปแล้ว)
ฉันโทร.ไปจองเวลาสำหรับ กัมบังโยกุ (นอนบนแท่นหินร้อน)
หรือจะเรียกว่าอ็องเซ็นแห้ง ซาวน์น่าแห้ง ก็ครือกัน
แคมเปญในหนังสือฮอทเปปเปอร์ 90 นาทีคอร์ส 1,800 เยน
ถ้าอยู่ฮาโกดาเตะล่ะก็ ฉันสามารถเสียเงินเพียง 1,300 เยน ได้เข้ากัมบังโยกุหนึ่งชั่วโมง
และต่อด้วยอ็องเซ็นแล้วแต่จะอยากแช่ ไม่กำหนดเวลา แต่นี่ฉันมาอยู่เมืองใหญ่แล้ว
อ็องเซ็นก็ไม่มีให้เข้าแถวนี้ง่ายๆ อะไรๆก็แพงไปหมด ช่วยไม่ได้...
ไหนๆอยากจะพักผ่อนเพื่อคลายเครียดหลังจากทำงานเหนื่อยๆ ก็ต้องยอมจ่าย
เพื่อสุขภาพชีวิตที่ดี จิตใจจะได้สดชื่น พร้อมที่จะสู้ชีวิตต่อไปได้

ฉันนั่งรถเมล์จากสถานีเกียวโต โดยสอบถามจากเจ้าหน้าที่แถวนั้น
ไม่ยาก...แป๊บเดียวก็ถึงจุดหมาย ลงจากรถเมล์ ก็ถามๆคนแถวนั้นอีก
มีปากต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินหาเอง
ไปถึงร้านอย่างปลอดภัย และใช้บริการอย่างมีความสุข
ร้านสวย สะอาดหรูหรา ดูไฮโซดี พนักงานสุภาพต้อนรับดีมาก
ฉันบริการลูกค้ามาทุกวัน ก็ต้องไปรับบริการสบายๆมั่งสิ
ออกมาจากร้านก็ค่อนเย็นแล้ว ฉันหาทางขึ้นรถเมล์กลับบ้าน
เพราะวันนี้จะไปค้างบ้านเพื่อนพนักงานสาวจีน นัดเธอไว้ที่ร้านตอนหกโมงเย็น

สาวจีนคนนี้ สมมุติว่าเธอชื่อ เฟย์ ละกัน
เฟย์ ทำงานที่ร้านตั้งแต่สิบเอ็ดโมงเช้า ถึงหกโมงเย็น
เพราะสามีเป็นคนขึ้หึง ไ่ม่ให้ทำงานถึงกลางคืนอย่างเด็ดขาด
วันอาทิตย์ก็ต้องหยุดอยู่กับครอบครัว ไม่มีการประณีประนอม ทั้งๆที่ยังไม่มีลูก
เธอบอกว่า รอฉันได้วีซ๋าถาวรก่อนเหอะ ทีนี้ล่ะห้ามไม่อยู่แน่ๆ
จะทำงานตั้งแต่เช้ายันดึก ถ้าสามีหือล่ะก็ ฉันจะขอหย่าให้ดู

สามีของเฟย์ เป็นพนักงานขับรถส่งผลิตภัณฑ์นมตามห้างร้าน
เงินเดือนไม่มากนัก แต่ก็มีบ้านเป็นของตัวเอง ซึ่งอยู่กับเฟย์สองคน
ห้องหลายห้องในบ้านนั้น เกินพอสำหรับครอบครัวเล็กๆอย่างเฟย์และสามี
แต่คนจีนคงมีวัฒนธรรมเหมือนคนไทยอย่างนึงคือ การดูแลบุพพาการี
โดยการส่งเงินไปทางบ้านให้พ่อแม่ได้ใช้จ่าย เฟย์จึงต้องทำงานหาเงินเอง
เพราะลำพังเงินเดือนสามีคงไม่พอจุนเจือไปถึงครอบครัวของเฟย์ได้

เพื่อนคนจีนของเฟย์มีมากมาย แต่สามีของเธอก็ไม่ให้โอกาสเธอไปเที่ยวหาเพื่อนตามลำพัง
จีงทำให้เธอรู้สึกเก็บกด และอยากมีชีวิตอิสระเร็ววัน
ตอนนี้เธอกำลังรอวีซ่าถาวรด้วยความตื่นเต้น เพราะยื่นไปแล้วประมาณเดือนกว่า
คาดว่าถ้าไม่มีปัญหาใดๆเธอจะได้วีซ่าถาวรในครั้งนี้อย่างแน่นอน
สามีของเธออายุแก่กว่าเธอสิบกว่าปี เธอยังอายุไม่ถึงสามสิบ อนาคตยังหวานแหววได้อีกนาน
เธอนวดเก่ง ทั้งนวดจีน นวดเท้า และอโรมา จึงไม่ต้องห่วงเรื่องหางานด้านนี้ในญี่ปุ่นหลังหย่าเลย

ฉันกินอาหารค่ำกับครอบครัวเฟย์อย่างมีความสุข
ได้อาบน้ำแช่ในอ่างโอะฟุโร่ อย่างสบายใจและเนิบนาบ อยู่เป็นนาน
ที่ร้านที่ฉันพัก มีแต่ห้องอาบน้ำฝักบัว ถึงแม้จะมีน้ำร้อนให้อาบ
แต่ก็ไม่สบายตัวเหมือนกับได้แช่ในอ่าง ซึ่งฉันคงติดวัฒนธรรมญี่ปุ่นในเรื่องนี้ไปซะแล้ว
การแช่ตัวในน้ำร้อนอุณหภูมิไม่สูงมาก คือประมาณ 39- 41 องศา และแช่นานๆไปเรื่อยๆ
จะทำร่่างกายผ่อนคลายความเมื่อยล้าได้ดี และทำให้นอนหลับสบายในคืนนั้น

ตื่นเช้าเราก็นั่งรถไฟมาทำงานด้วยกัน โดยฉันให้เฟย์ออกบ้านเร็วกว่าปรกตินิดหน่อย
เพื่อที่ฉันจะได้มีเวลามาช่วยไอ้เด็กผู้ชายจีนอีกคนที่นอนเฝ้าร้านอยู่ ทำความสะอาดร้าน

ฉันไม่ได้เล่นเน็ตเลยสองวัน รู้สึกหงุดหงิดๆ
หลังเลิกงาน ฉันขี้เกียจแบ่งเวลากับไอ้เด็กผู้ชายจีนเพื่อเล่นเน็ต
เพราะเวลามันน้อยมาก ถ้าเราเล่นก่อนก็รู้สึกไม่สบายใจที่จะต้องให้มันคอย
ถ้าเราคอยมันเล่น และไปขอต่อจากนั้น ช่วงว่างๆที่คอยก็จะทำให้ง่วงจนไม่อยากเล่นต่อในตอนดึก
ฉันเลยตัดสินใจ ไปซื้อเน็ตแบบเล่นที่ไหนก็ได้เป็นส่วนตัว โดยไม่ต้องต่อสายเน็ตซะเลย
วันนี้มีเวลาช่วงเช้า เลยรีบไปที่ร้านขายอุปกรณ์ และทำสํญญาแล้ว
แต่ฉันไม่มีเวลากลับไปที่ร้านอีกครั้งหลังจากนั้นชั่วโมงนึง ต้องรอเป็นพรุ่งนี้
ถ้าได้อุปกรณ์พร้อมติดตั้งเรียบร้อย ระหว่างที่ร้านไม่มีแขกเข้า ฉันคงนั่งเฝ้าหน้าจอตลอดแหงๆ
แต่ก็ดี เพราะฉันสามารถเอาคอมมาไว้ในห้องส่วนตัวได้
และเล่นได้ตลอดเวลาที่ว่าง (ถ้านายไม่ด่าซะก่อน) กลางคืนหลังเลิกงานโลกนี้ก็เป็นของเราไปเลย
ไม่ต้องหงุดหงิดๆว่าจะทำอะไรดี จะออกไปข้างนอกเที่ยวกลางคืนก็เสียเงินโดยใช่เหตุ
ตอนนี้นั่งรอไปก่อน....อีกแค่วันเดียวน่า....ไม่ตายหรอกเนอะ....

 

โดย: ปาน-Sapporo 9 กุมภาพันธ์ 2550 14:57:53 น.  

 



สถานีเกียวโต

 

โดย: ปาน-Sapporo 9 กุมภาพันธ์ 2550 15:12:08 น.  

 


เกียวโตทาวเวอร์ ไม่สวยเล้ยยย...

 

โดย: ปาน-Sapporo 9 กุมภาพันธ์ 2550 23:23:28 น.  

 



ที่นั่งพิเศษสำหรับคนมีคอมพิวเตอร์ ซื้อแม็คฯแล้วมาเสียบปลั๊กทำงานได้ฟรี...เอ๊ะ...เห็นบางคนไม่ได้ซื้ออะไร ก็มานั่งเสียบกะเค้านี่นา...

 

โดย: ปาน-Sapporo 9 กุมภาพันธ์ 2550 23:26:42 น.  

 



ร้านแม็คโดนัลด์

 

โดย: ปาน-Sapporo 9 กุมภาพันธ์ 2550 23:32:12 น.  

 


มุมของชมรมผู้มีคอมฯ

 

โดย: ปาน-Sapporo 9 กุมภาพันธ์ 2550 23:34:07 น.  

 

มาเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้พี่คะ ชีวิต ณ.วันนี้ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่วันพรุ่งนี้และวันต่อๆไปต้องดีกว่านี้แน่คะ สู้ๆนะคะ

 

โดย: ไทเอะ (ไทเอะ ) 14 กุมภาพันธ์ 2550 20:41:17 น.  

 



22 กุมภาพันธ์ 2550

ฉันไม่ได้อัพบล็อกมาระยะหนึ่ง...ระยะเวลาที่หายไป เป็นช่วงเวลาตื่นเต้นและมีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นในชีวิตฉันอีกครั้ง ตอนนี้ฉันกลับมาอยู่ฮาโกดาเตะ เพื่อกลับมาพักใจและเตรียมไปทำงานที่ใหม่ในเขตอื่น

ฉันไม่สามารถทำงานต่อที่เกียวโตได้ เนื่องจาก...ฉันรู้ว่าแท้จริงแล้ว หลังฉากของเจ้านายฉันคือ ยากุซ่าค้าผู้หญิง

ตัวฉันทำงานหน้าร้าน รับแขกตามปรกติ ไม่มีอะไร ดูมันน่าจะมีความสุขดี

แต่ว่า...มันไม่ใช่อย่างนั้น เจ้านายของฉันมีเบอร์มือถือพิเศษของแก ที่ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์กีฬา ซึ่งเป็นแหล่งโฆษณาบริการส่งผู้หญิงไปให้แขกตามโรงแรมหรือบ้าน แกมีใบอนุญาตทำการค้าประเภทนี้ จึงไม่ต้องกลัวกฏหมายเกี่ยวกับการโฆษณา แต่กฏหมายญี่ปุ่นเกี่ยวกับการทำการค้าประเภทนี้ มีอยู่ว่า ห้ามผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์กับแขกจริงๆ แต่ช่วยได้ในกรณีอื่น พูดง่ายๆ...จะช่วยด้วยปาก ด้วยมือ ไม่เป็นไร ห้ามร่วมเพศจริงๆ

อ้าว...แล้วตำรวจมันจะรู้ได้ยังไง ว่าเค้าไม่ได้ทำอะไรกัน...ไม่ยากกกก....ตราบใดที่ตำรวจไม่สุ่มตรวจปลอมตัวเป็นลูกค้าไปใช้บริการ มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เค้าก็สามารถจะร่วมเพศกับลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าพอใจ และตัวเองก็ไม่ต้องบริการทางปาก ทางมือให้เหนื่อยมากนัก แต่ก็เป็นเรื่องเสี่ยงดวงจริงๆ....

แกฉลาดที่เลือกคนต่างชาติเป็นที่หากิน เพราะคนต่างชาติมีทางเลือกน้อย ควบคุมง่ายกว่าคนญี่ปุ่น และเป็นที่นิยมของกลุ่มลูกค้าที่แกทำธุรกิจอยู่ พนักงานในร้านทั้งหมดเป็นคนจีน ไม่มีคนญี่ปุ่นแม้แต่คนเดียว นอกจากเจ้านายฉัน

ฉันมั่นใจว่า หากผู้หญิงพวกนี้พลาดท่าโดนตำรวจจับ แกจะไม่ช่วยเหลืออะไรทั้งสิ้น เพราะแกจะบอกว่า แกไม่ได้ให้ผู้หญิงเหล่านี้ไปร่วมเพศจริงๆกับแขก ผู้หญิงพวกนี้ก็รู้อยู่แล้วแต่ว่าสมัครใจทำผิดกฏหมายเอง

ทำไมจะไม่ใช่ล่ะ...ก็เพราะ...ฉันได้ยินอยู่ทุกวัน เวลามีแขกโทร.เข้ามาสั่งผู้หญิงในมือถือเบอร์พิเศษของแก แกจะพูดกับแขกอยู่เสมอว่า “ตามกฏหมายญี่ปุ่นแล้วเป็นอย่างนั้น...ทางร้านไม่ได้เรียกค่าบริการเพิ่ม หากลูกค้าต้องการก็ให้คุยกับผู้หญิงเอง ทางร้านไม่เกี่ยว” ชัดแจ้ง....เต็มหู.....

คนจีนสองคนเป็นพนักงานประจำร้านไม่เกี่ยวกับธุรกิจนี้เช่นเดียวกับฉัน นอนที่ร้านหนึ่งคน และอีกคนมาทำงานในตอนเช้ากลับเวลาหกโมงเย็นหนึ่งคน ส่วนฉันเป็นคนไทยทำงานกินนอนที่ร้าน จีงเห็นทุกอย่างในร้าน และได้รับความกดดันอย่างมาก

ฉันต้องทำงานดูแลร้าน ตั้งแต่ทำความสะอาดเตรียมร้านในตอนเช้า และเก็บซักผ้าหลังปิดร้าน ไม่มีเวลาออกนอกร้านมากนัก เพราะร้านเปิดเร็วและปิดดึก

เจ้านายจะเข้าร้านมาประมาณตอนบ่ายโมง พร้อมกับสาวๆจีนที่มานั่งๆนอนๆ แสตนบายในร้าน ทำไมจึงต้องมีร้านนี้ด้วย....ก็เอาไว้บังหน้าไงล่ะ...

แกจะลงโฆษณาตามนสพ.จีน รับสมัครพนักงานนวดจีน ร้านก็เอาไว้เป็นที่บังหน้าว่ามาทำที่นี่
เวลาสาวจีนที่มีปัญหากับสามี ต้องการทำงานได้เงินเยอะๆ ก็บอกสามีว่ามาทำงานที่นี่ บางครั้งต้องนอนค้างที่ร้าน เพราะร้านมีที่พักให้พนักงาน มีครัวให้ทำอาหารเลี้ยงพนักงาน สามีไม่มีทางรู้ว่าเมียของตัวเองมาทำอะไร และผู้หญิงพวกนี้ก็เจนจัดกันทุกคน หาทางเอาตัวรอดได้กันเก่งๆ

ในนสพ.ไทยก็เช่นกัน แกจะลงลักษณะว่างานดี รายได้ดี ไม่มีแอบแฝง แต่ถ้าโทร.มาถามแล้วจะได้รู้ว่า ที่ร้านนี้ทำอะไรบ้าง แต่เนื่องจากว่าตอนที่ฉันสมัครงานนั้น แกขาดพนักงานนวดไทยหน้าร้านด้วย คือมีนวดไทยในร้าน แต่ไม่มีพนักงานสักคน ฉันจึงมีสิทธิ์ที่จะเลือกไม่ทำงานพิเศษที่แกอยากให้ทำควบคู่กันไป อีกอย่างพอฉันมาจริงๆ...อายุของฉันเกินกำหนดที่แกจะเรียกแขกพิเศษได้ แกเลยไม่มาจู้จี้กับฉันในเรื่องนี้ (แม๊...ไม่งั้นคงได้มีอะไรสนุกๆกว่านี้แน่แล้วววว....)

เวลาที่มีแขกเข้าร้าน ฉันและพนักงานประจำร้านจะเป็นพนักงานยืนพื้น ทำงานไปตามปรกติ ผู้หญิงพิเศษพวกนี้จะเดินเข้าๆออกๆร้าน ถ้ามีออเดอร์เข้ามือถือของเจ้านายสั่งผู้หญิงตามสายมา โดยเจ้านายจะเป็นคนเลือกผู้หญิงให้ลูกค้า และพาไปส่งที่โรงแรม และรับกลับมาไว้ที่ร้านเมื่อถึงเวลา

ถ้าเวลาออเดอร์ตามสายมีไม่มากนัก ช่วงดึกแขกเข้าร้านเยอะ ฉันและพนักงานอีกคนรับแขกในร้านไม่ทัน ผู้หญิงพวกนี้ก็จะมานวดแบบธรรมดาช่วยงานร้านให้ แต่จะได้เปอร์เซนต์น้อยกว่าการออกไปข้างนอก ซึ่งเค้าไม่ค่อยอยากจะทำกันเท่าไหร่นัก และเจ้านายก็จะให้ฉันและพนักงานร้านพยายามอย่าไปรบกวนผู้หญิงพวกนี้มากนัก พูดง่ายๆถ้าแขกรอได้ ให้ฉันนวดจนเสร็จแล้วมารับแขกคนต่อไปโดยไม่ต้องพัก เพราะผู้หญิงพวกนี้คือรายได้ที่แน่นอนและสูงกว่าหน้าร้าน เค้าต้องรักษาน้ำใจผู้หญิงพวกนี้มากกว่าพนักงานธรรมดาอย่างฉัน

ร้านนวดส่วนใหญ่ ต้องการความสงบในการพักผ่อนคลายเครียดของลูกค้า แต่บรรยากาศในร้านนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น ผู้หญิงเดินเข้าออกร้าน เสียงกริ่งประตูร้านดังตลอดทั้งวัน (เวลาจะมีแขกเข้าร้าน หรือออกนอกร้านจะมีสัญญาณบอก เผื่อว่าพวกเราไม่ได้อยู่แถวๆนั้นจะได้รู้ว่ามีแขกมา)

เสียงคุยกันส่งภาษาจีนโดยไม่เกรงใจลูกค้าในร้านของเหล่าหญิงจีน บางทีก็โทรศัพท์ข้ามประเทศส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว เค้าไม่เกรงใจเพราะรู้ว่าเจ้านายเอาใจพวกเค้า แต่เจ้านายกลับมาบีบบังคับพวกฉันที่เป็นพนักงานประจำร้าน หาว่าลูกค้าประจำน้อยกว่าที่ควรเป็น โดยไม่นึกถึงปัญหาที่ตัวเองก่อว่ามันเป็นอย่างไร

ลูกค้ามันจะไม่น้อยได้ยังไง ก็เข้ามาแทนที่จะได้รับความสงบในการนวดแบบสบายๆ แต่กลับมีเสียงรบกวนประสาทอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ร้านจะอยู่ในทำเลที่ดีมาก ใกล้สถานีเพียงนาทีเดียว แต่แขกส่วนใหญ่ก็เป็นขาจรและกลับเข้ามานวดอีกเป็นครั้งที่สอง น้อยมาก ถ้าไม่ติดใจในฝีมือนวดของฉันจริงๆ

ฉันดูสถานะการณ์แล้ว อยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์กับชีวิต ฉันจึงตัดสินใจออกจากร้านนี้ โดยให้เหตุผลกับเจ้านายว่า ต้องกลับฮอกไกโดด่วนเนื่องจากมีธุระจำเป็นของคนในครอบครัว และใช้วิธีออกมาก่อนตอนเช้าตรู่ แล้วค่อยโทร.เข้าไปลาแก...จะได้ตามตัวไม่ได้ กลัวมากที่จะลาออกต่อหน้าแก เพราะแกเคยพูดว่าถ้าจะออกให้บอกล่วงหน้าเดือนนึง แต่มาอยู่จริงๆฉันรู้เลยว่า ขืนบอกล่วงหน้า ฉันจะโดนแกล้งก่อนออกแน่ๆ
เพราะแกไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นพวกยากุซ่า มีเบื้องหลังที่น่ากลัว รีบหนีออกมาดีกว่าจะช้ากว่านี้...

ฉันได้รับคำแนะนำจากเพื่อนคนจีนที่ทำงานตอนกลางวัน ให้ไปทำงานที่ร้านของญาติเธอที่นาโกย่า ซึ่งเป็นร้านนวดจีนแท้ๆ ไม่มีนวดไทย แต่ร้านขาดคนและเธอต้องการฉันเพราะเห็นฉันเป็นคนจริงจังในการทำงาน และพูดว่าฉันทำงานได้อย่างอิสระ และสบายกว่าอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน

เหมือนหนีเสือปะจระเข้ พอฉันไปอยู่ที่นั่น...เพียงสองวันฉันต้องเผ่นกลับมาตั้งหลักใหม่ที่ฮาโกดาเตะ บ้านที่ฉันรู้สึกอบอุ่นที่สุดในตอนนี้

ร้านที่นาโกย่า สกปรกมากกกกก....ฮีทเตอร์ก็เสีย เครื่องไฟฟ้าในร้านหลายตัวพัง เพราะคนอยู่ร้านไม่เก่งภาษาญี่ปุ่น ไม่หาทางซ่อมกัน เป็นผู้หญิงสองคน คนนึงเป็นลูกเจ้าของร้านที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเพื่อนที่แนะนำฉันมา แต่อายุยังน้อย แค่ยี่สิบสาม พ่อเธอเป็นคนจีนที่อยู่ญี่ปุ่นเป็นสิบๆปี จึงเปิดร้านนวดนี้และตอนนี้กลับไปเมืองจีน จะกลับมาอีกทีก็ประมาณปีหน้าโดยให้เพื่อนฉันช่วยเหลือดูแลอยู่ห่างๆ

อีกคนเป็นพนักงานที่เป็นเพื่อนของเธอ และมีสามีอาศัยอยู่ด้วยในร้านโดยช่วยงานเล็กน้อยๆในร้านที่ไม่ใช่งานนวด และเขาทำงานนอกร้านที่อื่น

ผู้หญิงสองคนนี้มีปัญหากัน และเพื่อนฉันรู้เลยเอาฉันมาเป็นไม้กันหมา โห...เชื่อเลย...
ร้านสกปรก เค้าไม่คิดจะทำอะไรกันเลย อาหารก็ต้องซื้อเอง มาทำกินเองในครัวที่สกปรกเป็นคราบน้ำมันเขรอะ น้ำร้อนในครัวพัง เพราะไม่มีใครซ่อม ใช้กันจนซ่อมไม่ได้ มีแต่น้ำเย็นเฉียบจากก๊อก

ห้องน้ำสกปรกเป็นคราบ ห้องอาบน้ำยิ่งกว่า....มีคราบหน้าเตอะดำปี๋ที่สะสมมาอย่างน้อยหลายๆเดือน ยังไม่พอ...ยังมีกระบะใส่ของสกปรกๆแช่น้ำเน่าๆอยู่ในอ่างอาบน้ำ ฉันมาวันแรก ช่วยขัดช่วยล้างให้ พวกเค้าดีใจกันมาก

ตกกลางคืน ฉันต้องนอนในที่นอนที่ไม่มีเสื่อไฟฟ้าให้ ห้องก็ไม่มีฮีทเตอร์ ห่มผ้ากี่ผืนมันก็หนาวจับใจ ฉันรู้สึกเจ็บกระดูกทั้งร่างเนื่องจากความหนาวเหน็บ หากฉันจะนอนอุ่นๆต้องไปซื้อเสื่อไฟฟ้าเอาเอง เค้าไม่มีอะไรให้พนักงานของเค้าเลย

ห้องที่เป็นร้านสำหรับแขก ไม่มีฮีทเตอร์ในห้อง แต่มีฮีทเตอร์แบบตั้งโต๊ะ แขกเข้าก็เปิดให้แขก ถ้าแขกไม่เข้าก็ต้องปิด ห้องก็หนาวจับใจ...เค้าก็ทนกันได้ เพราะเค้าจะซุกตัวอยู่ในที่นอนอันอบอุ่น หรือไม่ก็นั่งข้างๆฮีทเตอร์ตั้งโต๊ะประจำตัว ส่วนฉันจะพักบนเตียงแขกตัวริมสุดหลังห้องที่หอบเอาผ้าห่มมาไว้คลุมตัวซุกในนั้น เวลาเปิดฮีทเตอร์เค้าจะเข้ามาปิดอยู่เรื่อยๆหากฉันไปเข้าห้องน้ำ แล้วไม่ได้ปิดชั่วคราว

เวลามีงาน แขกเข้า....สองคนนี้แย่งแขกกันเอง ไม่ส่งลูกค้ามาให้ฉันหากลูกค้าไม่เยอะพอ...ทำไปจะได้อะไรเนี่ยะ...เผ่นดีกว่า....

วันที่สามรุ่งเช้า ฉันตัดสินใจขอลาออก แพ็คของส่งกลับฮอกไกโดเพื่อไม่ให้เป็นภาระในการเดินทาง และฉันออกจากร้านนั้น ตีตั๋วรถไฟ เครื่องบิน กลับมานอนอุ่นที่ฮอกไกโด ฮาโกดาเตะอยู่ตอนนี้....

ฉันได้งานใหม่แล้วที่คานากาว่าเค็น...แต่ฉันจะอยู่พักผ่อนกายใจให้หายเหนื่อยสักสัปดาห์นึงก่อน ค่อยก้าวออกไปใหม่

ตั๋วเครื่องบินของวันที่ 1 มีนาคม ซื้อเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว...ไม่มีอะไรให้ฉันกลัว...ทางข้างหน้า...เรื่องราวตื่นเต้นในชีวิต กำลังรอฉันอยู่เสมอ...

 

โดย: ปาน-Sapporo 22 กุมภาพันธ์ 2550 13:12:32 น.  

 

อ่านไปอึ้งไป
เป็นกำลังใจให้พี่ปานนะคะ สู้ๆๆๆค่ะพี่
ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองพี่ให้ปลอดภัย
ฟ้าหลังฝนต้องมีจริงค่ะ

 

โดย: katase 22 กุมภาพันธ์ 2550 15:48:00 น.  

 


คุณไทเอะ...ขอบคุณค่ะ...ได้กำลังใจแบบนี้ต้องสู้แน่นอนค่ะ...

น้องฟ้า...ขอบคุณนะคะ...พี่ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์คงคุ้มครองพี่ ถึงได้รอดมาได้เนี่ยะ...ไหว้พระก่อนนอนทุกคืน สวดมนต์ชินะบัญชรเป็นประจำทุกสัปดาห์ ภาวนาคิดแต่สิ่งดีๆ ไม่เอาเปรียบใคร ไม่ทำร้ายใครก่อน แต่ก็ไม่ยอมถ้าถูกเอาเปรียบเหมือนกันนะพี่...ขอให้ฟ้าหลังฝนเป็นฟ้าที่สว่างไสวสำหรับพี่เร็วๆด้วยจริงๆเถิดน้า...

 

โดย: ปาน-Sapporo 22 กุมภาพันธ์ 2550 19:59:38 น.  

 

ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ
สู้ๆ นะค่ะ
ขอให้ทุกอย่างดีขึ้น

 

โดย: iamname 24 กุมภาพันธ์ 2550 1:38:44 น.  

 

อ่านเรื่องของพี่แล้ว นับถือค่ะ พี่มีสติและครองตัวได้ดีทั้ง ๆ ที่เจอเรื่องหนักปนระทึกแบบนี้

 

โดย: white fox (ลยา ) 24 กุมภาพันธ์ 2550 20:42:24 น.  

 




25 กุมภาพันธ์ 2550

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่สดใส...แดดอุ่นจ้า...ทั้งๆที่ควรจะเป็นฤดูหนาวมีหิมะตก
โลกร้อนขึ้น...อากาศเปลี่ยนแปลงมั่วไปหมด...คนเราก็คงเหมือนกัน...ไม่มีอะไรแน่นอน...

23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาเป็นวันเกิดลูกชายของฉัน 22 กุมภาพันธ์ ฉันส่งจดหมายเขียนคำอวยพรส่งไปให้ลูก กะว่าจดหมายนั้นจะถึงมือลูกในวันเกิดพอดี พร้อมทั้งส่งปณ.บัตรถึงลูกสาวคนโต พร้อมๆกัน

ไม่รู้ว่าลูกจะได้อ่านรึไม่...ฉันไม่ส่งของขวัญให้แล้ว เพราะรู้ว่ามันต้องโดนตีกลับคืนมาอย่างแน่นอน

ฉันรู้ว่าทางโน้นจะทำอย่างไรกับฉัน หลายครั้งที่ฉันส่งของไปให้...ผลสุดท้ายก็มีกระดาษจากปณ.แปะกลับมาว่าปลายทางไม่รับของ....ก็แค่นั้นเอง...เอาเงินไปทิ้งเปล่าๆ...ไม่มีประโยชน์อะไร...

คืนวันเกิดลูก...ฉันโทร.เข้ามือถืออดีตสามี หวังว่าจะขอคุยกับลูกๆ เพราะรู้ว่าเค้าต้องจัดงานวันเกิดให้ลูกที่บ้านแน่ๆ

เค้ารู้แกวว่าฉันจะโทร.ไป...เค้าปิดมือถือปล่อยให้เป็นแบบฝากข้อความ ฉันโทร.เข้าเบอร์บ้าน...ก็คือกัน...เค้ากีดกันเช่นเคย

ฉันหมดหนทาง...ไม่อยากดื้อด้านเหมือนก่อน...จึงพักสายสักครู่แล้วโทร.เข้าไปใหม่ ฝากข้อความไว้กับเครื่องที่ถูกเซ็ทให้เป็นไม่มีใครอยู่บ้าน...

อวยพรให้ลูกชาย...ขอให้มีความสุขในวันเกิดนะลูกแม่....แล้ววางสาย...

หวังว่าลูกคงมีความสุขจริงๆ....Happy Birthday Daisuke…

 

โดย: ปาน-Sapporo 25 กุมภาพันธ์ 2550 11:09:40 น.  

 



คุณiamname...คุณลยา...ขอบคุณมากนะคะ...

 

โดย: ปาน-Sapporo 25 กุมภาพันธ์ 2550 11:14:59 น.  

 

Happy Birthday Daisuke ด้วยคนค่ะ และหวังว่าซักวันลูกของพี่ทั้งสองคนจะเข้าใจพี่มากขึ้น

 

โดย: แม่บ้านณ.โตเกียว 27 กุมภาพันธ์ 2550 8:34:15 น.  

 




13 มีนาคม 2550

เข้ามาทำงานในโตเกียว แถวๆโยโกฮาม่าตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ร้านนี้เป็นร้านของคนไทย พนักงานเป็นคนไทยทั้งหมด ผู้ที่แนะนำเข้ามาทำงานที่นี่ก็คือ อ้อแอ้ จากห้องแจแปน อ้อทำงานอยู่ที่นี่ก่อนฉัน และเห็นว่าร้านนี้ดีพอสมควร จึงปรึกษาพนักงานในร้านและเจ้าของร้านว่าจะรับฉันเข้ามาอีกคนได้ไหม ทุกคนยินดี...ฉันจึงได้เข้ามาเป็นสมาชิกของร้านนี้

ตอนนี้ฉันมีความสุขในชีวิตณ.จุดหนึ่ง....ฉันกินนอนอยู่ที่ร้าน เพื่อนร่วมงานทุกคนเป็นมิตรที่ดี เรากินอาหารไทยกันทุกวัน มีคนทำอาหารเก่งๆ...ฉันเป็นแขกดอย...ฮ่ะฮ่า...



 

โดย: ปาน-Sapporo 13 มีนาคม 2550 16:33:43 น.  

 

พี่ปาน ดีใจด้วยนะคะ ...ได้มาอยู่ใกล้ๆ กันแล้ว ยังไงก็ขอให้ชีวิตพี่รุ่งเรืองนะคะ ขอให้มีความสุขกับงาน และ การใช้ชีวิตนะคะ
( ปล. อยู่โยโกฮาม่าค่ะ แถวๆ คิคุนะ ค่ะ แต่เวลาพบคนไทยตามถนนก็ไม่กล้าทักนะคะ กลัวโดนหลอกน่ะค่ะ ยังไงก็ดีใจกับพี่ด้วยนะคะ )

 

โดย: LilyAi 14 มีนาคม 2550 14:34:41 น.  

 

พี่ปาน มีเวลาเข้ามาเขียนเรื่อย ๆ นะคะ

ปุ้ยเข้ามาอ่านตลอดค่ะ

อยากรู้ข่าวคราว เป็นยังไง สขายดี อยู่ดีหรือเปล่า

แต่ปุ้ยไม่ค่อยได้เม้นท์ค่ะ

แต่แอขดูอยู่เงียข ๆ ไม่ได้หายไปใหนนะคะ

พี่ปานสู้ ๆ นะคะ

พี่เข้มแข็งมาก ๆ เลยค่ะ

 

โดย: กาปุ้ย 25 มีนาคม 2550 22:58:47 น.  

 

 

โดย: T-E-N-A 26 มีนาคม 2550 0:56:51 น.  

 

พี่ปานมาเล่ารายละเอียดของประกันต่อให้ฟัง
จากประสพการณ์ที่ผ่านมาของตัวเองค่ะ
ไม่รู้จะมีประโยชน์บ้างเปล่า ลองอ่านดูนะคะ

ประกันมะเร็งแบบเต็มครอสมีค่ารักษาโรคต่างๆของผู้หญิงด้วย ของ**Aflac**
,(มีครอสธรรมดา)นุ้ยเข้าผ่าตัด10วันใช้ห้องเดี่ยว
ค่าใช้จ่ายตก30แสนเยน(ห้องรวมประมาณ1.5แสนเยนขึ้นไป)เงินเวียนคืนที่ได้รับ

1.ค่าหมอ(ผ่าตัด)
2.ค่าห้องพัก
3.ค่าทำขวัญ(ได้พอใจทีเดียว)
ครอสนี้ตกลงได้เงินเวียนคืนเกือบครบ จ่ายเพิ่มนิดหน่อยเพราะนุ้ยใช้ห้องเดี่ยว

ประกันอื่นๆที่ทำ
-ประกันสังคมจ่ายให้แทบไม่พอค่ายา
-ประกันชีวิตของไปรษณีย์*Kampo*ได้ไม่กี่หมื่นเยน

สรุปแล้วนุ้ยว่าต้องทำประกันแบบละเอียดจะช่วยได้ยามฉุกเฉิน

ประกันเป็นเรื่องซับซ้อนมาก เมื่อคืนลองเอาออกมาดูแล้วเพิ่งจะเข้าใจขึ้นมาบ้าง ทำประกันนี้มาตั้งแต่แต่งงานใหม่ๆแล้ว จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามวัย

がんばろ!私も頑張ります

 

โดย: naruน้องใหม่ 29 มีนาคม 2550 6:21:04 น.  

 

ไม่มีเวลาเข้ามาเขียนบล็อกเลย...ทำงานตั้งแต่บ่ายโมงถึงตีสองทุกวัน แล้วคนนอนที่ร้านอย่างฉันต้องตื่นเร็วเพื่อทำความสะอาด ตั้งป้าย เตรียมร้านแทนคนที่มีบ้านอยู่ข้างนอกที่สามารถมาสายได้

งานเลิกตีสองจริง แต่กว่าจะได้นอนไม่เคยต่ำกว่าตีสามครึ่งสักวัน เพราะถ้าที่ร้านยังมีแขกอยู่ก็ต้องให้งานเสร็จก่อนถึงจะจัดการธุระส่วนตัวได้

บางทีหม่าม้าเจ้าของร้าน หรือเพื่อนๆก็ชวนกันไปกินข้าวหลังเลิกงานที่ร้านอาหารไทยขาซี้ข้างๆร้านเรา กว่าจะกลับเข้ามาอาบน้ำนอน ก็ตีห้าครึ่ง หกโมงทุกที

ฉันเลยต้องใช้วิถีชีวิตแบบใหม่ ที่มีเวลาว่างจากการนวดเสร็จปุ๊บ ก็ต้องหาเวลางีบหลับพักผ่อนเอาแรงไว้ เพื่อจะได้ทำงานได้โดยไม่เหนื่อยเกินไป

น้องข้างๆบน...ขอแปะตอบเม้นท์ไว้ก่อนนะจ๊ะ
เด๋วมาตอบจ้า...นี่วันนี้ก็ทำงานถึงตีสี่...พิมพ์ไว้...ไปทำงาน...มาพิมพ์ต่อทีละนิด...

ไปอาบน้ำนอนก่อนล่ะจ้า...ราตรีสวาท...เอ๊ยสวัสดิ์จ้ะ

 

โดย: ปาน-Sapporo 1 เมษายน 2550 2:19:06 น.  

 

พี่ปานคะ มีน้องคนนึงเค้าไปอ่านบล็อกหนูแล้ววานให้มาแปะข้อความส่งถึงพี่ปานหน่อนเพราะน้องเค้าไม่มีล็อกอินน่ะค่ะเลยเม้นท์ไม่ได้ และอยากเม้นท์มากค่ะ
......................................................................

สวัสดีค่ะ คุณแม่บ้าน ณ โตเกียว
คือว่าหนูมีเรื่องจะรบกวนคุณแม่บ้าน ณ โตเกียวให้ช่วยลงคอมเมนต์ข้างล่างนี้ในบล๊อคของพี่ปานแทนหนูน่ะค่ะ หนูไม่ได้เป็นสมาชิกบล๊อคและพันทิพ แค่บังเอิญอ่านเจอน่ะค่ะ อยากให้กำลังใจพี่เค้า แต่คอมเมนต์ไม่ได้น่ะค่ะ ไม่รู้ว่ารบกวนมากไปหรือเปล่า แต่...โอะเนะไงชิมัส ค่ะ
...............................................
สวัสดีค่ะ พี่ปาน
หนูใช้เวลาวันหยุดศุกร์ถึงวันนี้ อ่านบล๊อคของพี่ทุกๆ หน้า ทั้งๆ ที่ปวดตา แต่ก็พักกลับมาอ่านต่อ จนในที่สุดก็เข้าใจเรื่องราวขึ้นบ้าง

ดูเหมือนหนูจะเป็นคนแปลกหน้าที่จู่ๆ ก็เข้ามาที่แห่งนี้ได้ยังไง ความจริงก็ไม่ได้เป็นสมาชิกทั้งบล๊อคแล้วห้องแจแปนด้วยค่ะ แต่เป็นคนที่ชอบอ่านบล๊อค อ่านไดอารี่คนอื่นเฉยๆ ปกติก็ไม่ได้คอมเมนต์ใครเลยค่ะ อ่านดูประสบการณ์ชีวิตของคนที่น่าสนใจ

เป็นครั้งนี้แหล่ะค่ะ ที่อยากคอมเมนต์ ก็เลยแสดงตัวว่าติดตามอ่านเรื่องราวของพี่อยู่ อยากให้กำลังใจค่ะ ไม่รู้จะพูดยังไงดี อ่านแล้วตื้นตันมากๆ

พ่อแม่ของหนูก็เคยเข้ากันไม่ได้และแยกกันอยู่ แต่ฝ่ายพ่อเป็นคนออกไปจากบ้านนะคะ ทั้งๆ ที่ตอนหนูกับพี่สาวยังเล็กๆ พ่อเป็นพ่อที่ใจดีและเราก็สนิทกับพ่อมากกว่าแม่ด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่พ่อทำกับแม่และเราไว้ การทอดทิ้งเราไป มันจะติดอยู่ในใจเราตลอดค่ะ
แม้ทุกวันนี้ที่พวกเขากลับมาอยู่ร่วมกันแล้ว แต่ลูกๆ กลับไม่มีความรู้สึกไว้วางใจ อบอุ่นใจได้อย่างเดิม แม่ให้อภัยพ่อที่กลับมาก็จริง แต่กลับเป็นลูกๆ เสียเองที่รู้สึกแปลกๆ กับการมีพ่ออีกครั้ง
ถึงเราจะเป็นเด็กแต่ก็พอเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ใหญ่ได้ แต่ถึงจะเข้าใจอย่างไร ฝ่ายที่ทิ้งครอบครัวไปก็ดู "ไร้น้ำใจ" สำหรับลูกๆ อยู่ดีค่ะ ปากพ่อบอกว่า "รักลูก และไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนความเป็นพ่อก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง" แต่... เราสองคนพี่น้องสัมผัสความรักนั้นไม่ได้เลยค่ะ พ่อไม่โทร ไม่ติดต่อมาเป็นปี(เราไม่ทราบเหตุผลที่เค้าไม่พยายามติดต่อมา) เราพี่น้องก็เริ่มทำใจกับการไม่มีพ่อ พอเวลาผ่านไปนานวันเข้า เราก็ชินกับการที่ไม่ต้องมีพ่อ และเรียนรู้วิธีการที่จะมีความสุขแบบครอบครัวสามคนแม่ลูก

ปัจจุบันนี้ พ่อและแม่อายุมากขึ้น ทั้งสองท่านก็ลดทิฐิไปได้แยะแล้ว พ่อกลับมาหาแม่ ขอแม่ให้โอกาสบั้นปลายชีวิตที่เหลืออยู่นี้ได้ดูแลกันและกันยามแก่เฒ่า แม่ให้อภัยพ่อ และอยู่ร่วมกันตามเดิม
แต่เราสองคนพี่น้อง อึดอัดค่ะ เราไม่ได้เกลียดพ่อนะคะ แต่ก็ไม่รู้ว่ารักหรือเปล่า เราไม่มีเค้ามานานนนน...เกินไปมั้งคะ เวลาลำบาก ต้องการคำปรึกษาหรือต้องการความช่วยเหลือก็มีกันแค่สามคนแม่ลูก ไม่ได้ผ่านอะไรๆ ร่วมกันมา ก็เลยรู้สึกห่างเหิน เราคิดอย่างนั้นนะคะ
ตอนนี้พี่สาวแต่งงานไปแล้ว ส่วนหนูตั้งแต่เรียนจบมาก็ทำงานเป็นปีที่สามแล้ว พูดได้ว่าเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว เราสองคนพี่น้องไม่โกรธเคืองพ่ออีกแล้ว แต่มันไม่เหมือนเดิม และ...ไม่มีทางเหมือนเดิมอีกแล้วค่ะ นี่คือความรู้สึกจริงๆของลูกคนหนึ่งนะคะ
อยากเล่าให้พี่ปานฟัง ไม่ได้ความว่าลูกของพี่จะคิดแบบหนูพี่น้อง แต่อยากบอกว่าถึงจะถูกเกลียด ถูกกีดกันแค่ไหน ขอให้พี่เข้าใจไว้เลยค่ะว่าลูกต้องการพี่แน่นอน อย่าให้เค้าขาดพี่จน "ชิน" นะคะ โดยเฉพาะเวลาหัวใจที่บอบบางและต้องการการเยียวยา เชื่อเถอะค่ะว่าเค้าต้องการพี่มากกว่าอะไรเลยล่ะ แต่ตอนนี้เค้าโกรธอยู่แน่นอนค่ะ วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป สายตาจากสังคมภายนอก ความลำบากที่ต้องมีชีวิตในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์จะทำให้เค้ารู้โกรธเคืองมาก อาจจะพูดจาไม่ทันคิดเยอะแยะ แต่จากประสบการณ์หนู การที่เรายังโกรธและยังรู้สึกอะไรๆ ด้วยนั่นแหล่ะคือสัญญาณว่าแคร์นะ ก็เพราะรักมากถึงได้เสียความรู้สึกขนาดนี้ แต่ถ้าเวลาผ่านไปนานๆ มันจะเกิดความรู้สึกว่าโกรธไปก็เท่านั้นแหล่ะ แล้วความรู้สึก "เย็นชา" หรือไม่รู้สึกทุกข์ร้อนกับการมีหรือไม่มีตัวตนของคนๆ นี้ ก็จะเข้ามาแทนที่ค่ะ ถ้าถึงตอนนั้นจริงๆ ... มันจะสายเกินไปค่ะ เหมือนที่หนูและพี่สาวรู้สึกกับพ่อ คือรู้ว่าเป็นพ่อผู้มีพระคุณล้นพ้น สำนึกพระคุณพ่อ และเราก็ตั้งมั่นว่าจะทำหน้าที่ลูกที่ดี เพียงแต่...เราไม่รู้สึกอยากกอดพ่อหรือร่ำร้องหาอ้อมกอดของพ่ออีกต่อไปแล้ว
มันเจ็บนะคะ เราที่เป็นลูกๆ เองก็เจ็บปวดมากค่ะ ที่รู้สึกแบบนี้กับพ่อตัวเอง รู้สึกไม่สนิทใจ รู้สึกเกรงใจ ทั้งที่พยายามที่รักเหมือนเดิม ปฏิบัติให้ได้เหมือนเดิม พยายามที่จะทำให้บรรยากาศในครอบครัวดีขึ้น แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งอึดอัด ไม่รู้พี่จะพอเข้าใจหรือเปล่า เหมือนอยู่กับคนแปลกหน้าน่ะค่ะ บอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะ
ไม่อยากให้พี่กับลูกๆ เป็นอย่างเรา มันยากนะคะ ยิ่งถ้าลูกสาวพี่เป็นวัยรุ่นเต็มตัว ยิ่งยากค่ะที่จะเข้าถึง เด็กวัยรุ่นมีโลกส่วนตัวสูงมากค่ะ เพราะงั้นต้องรีบหาทางสานสัมพันธ์ลูกๆ ให้เร็วที่สุดค่ะ แต่อย่าหักหารน้ำใจหรือบังคับ
หนูจะบอกให้อย่างหนึ่ง เด็กๆ ขี้สงสารค่ะ ถ้าพี่คิดถึงลูกจนทนไม่ได้ก็โทรไปร้องไห้ให้ลูกฟังเลยค่ะ บอกลูกว่าจะด่าก็ได้ แต่อยากได้ยินเสียง บอกให้ลูกๆ รู้ว่าพวกเค้ามีความสำคัญต่อชีวิตพี่แค่ไหน ถ้าตอนนั้นพ่อหนูทำแบบนี้ หรือทำให้หนูรู้ว่าพวกเรายังสำคัญกับชีวิตเค้า หนูกับพี่คงไม่เป็นอย่างนี้ทุกวันนี้ค่ะ แต่เราน่ะ รู้สึกว่าพ่อไม่ต้องการเรา ดังนั้นเราก็ต้องอยู่ได้ตัวเองโดยไม่มีเค้า อย่าให้เป็นแบบนี้เลยนะคะ

พยายามเข้านะคะ
ไว้หนูจะแวะมาอ่านอีกค่ะ
はらり、ひらり

...................................................
ปล. ขอบคุณคุณแม่บ้าน ณ โตเกียวมากนะคะ



โดย: รบกวนด้วยค่ะ IP: 124.120.220.189 7 เมษายน 2550 19:32:16 น.

 

โดย: แม่บ้านณ.โตเกียว 8 เมษายน 2550 8:54:36 น.  

 

แวะมา สวัสดีปีใหม่ไทยกับพี่ปานคะ คิดและหวังสิ่งใดของให้ได้ดังปราถนานะคะ

 

โดย: ไทเอะ 16 เมษายน 2550 8:10:25 น.  

 

เข้ามาเจอบล็อคนี้โดยผ่านบล็อคคนอื่นมาเป็นทอด ๆ รู้สึกสะกิดใจชื่อว่า ปาน ซับโปโร

นัทตี้อยากถามว่า ใช่คุณปาน ที่เมื่อก่อนเคยเขียนเรื่องสั้น มาลงในถนนนักเขียนของพันทิพหรือเปล่าคะ ..ที่เขียนได้สักพักแล้วก็หายจ้อยไปเลย

คงจำได้ว่า ..เราเคยเขียนเม้นต์คุยโต้ตอบกันในตอนนั้น ถ้าใช่..นัทตี้อ่านเรื่องราวครอบครัวของคุณในนี้แล้ว เสียใจด้วยจริง ๆ ค่ะที่มาตาลปัตรไปอย่างนี้

แต่ถึงอย่างไรก็สู้ ๆ นะคะ อย่าท้อถอยเป็นอันขาด ลูกเราคือลูกเราวันยังค่ำค่ะ ..สักวันเขาจะเข้าใจ

 

โดย: NATTI นัทตี้ 21 เมษายน 2550 2:31:42 น.  

 

เข้ามาอ่านเรื่อย ๆ ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ คุณปานเป็นหญิงแกร่งจริงๆค่ะ สู้นะคะอย่ายอมแ้พ้ค่ะ สักวันคงมีวันที่เป็นของเราค่ะ

 

โดย: a.miyazaki 23 เมษายน 2550 8:21:03 น.  

 




ไม่ได้เข้าบล็อกนานเเกือบเดือน...
ขอขอบคุณกำลังใจจากน้องๆและเพื่อนๆทุกคนที่เสียสละเวลาเข้ามาเขียนเม้นท์ให้ค่ะ
เวลาที่ผ่านไป หลังจากมาอยู่ที่ทำงานใหม่ มีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นกับชีวิตมากมายค่ะ
เริ่มจาก...วันที่ 6 เมษายน...ฉันกลับไปฮอกไกโด เพื่อไปหาลูกๆที่โรงเรียน
แต่ฉันทำพลาดไปนิด เ พราะความใจร้อน อยากพบลูกของตัวเอง
ฉันไปหาลูกสาวคนโตเป็นคนแรก (หลังจากนั้นมาเล่าให้เพื่อนคนญี่ปุ่นฟัง ทุกคนบอกว่าทำไมไม่ไปหาลูกชายคนเล็กก่อน...สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ฉันลังเลใจในขณะนั่งรถไฟ ว่าควรไปที่ไหนก่อน...แล้วฉันก็ตัดสินใจไปที่ลูกสาว)
ฉันเดินเข้าไปในโรงเรียน เจอะเพื่อนของลูกสาวที่เคยเป็นเพื่อนสนิทกันมากคนหนึ่ง
ฉันวานเธอให้บอกลูกสาวว่าแม่มาหา ให้ลูกลงจากตึกเรียนมาหาแม่หน่อย
แต่รอแล้วรอเล่า ลูกก็ไม่ลงมาพบ....สักพักก็มีครูประจำชั้นมาเรียกฉันให้เข้าไปในห้องพักครู
เธอบอกว่า ลูกสาวฉันไม่อยากพบฉัน ไม่อยากลงมาจากตึก ให้ฉันกลับไปซะ ไม่งั้นลูกก็จะกลับบ้านไม่ได้
ฉันขอร้องครูว่า ฉันได้เขียนจดหมายถึงลูกไว้แล้ว ฝากคุณครูให้ช่วยยื่นให้ลูกสาวหน่อยได้ไหม
ครูพูดว่า...ได้...แต่ถ้าลูกสาวฉันไม่รับล่ะ ครูจะเอาไปให้พ่อเด็กซึ่งเป็นผู้ปกครองตามกฏหมายของเด็กนะ
ฉันขอร้องว่า ถ้าลูกสาวไม่รับ ช่วยกรุณาเก็บไว้แล้วฉันจะกลับมาเอาคืนได้ไหม แต่ครูปฏิเสธที่จะรับจดหมายฉบับนั้นไว้
เพราะเธอบอกว่า...ถ้างั้นไม่เอาดีกว่า... ไม่รับฝาก...
ไม่ว่าฉันจะพูดเกี่ยวกับปัญหาการพบลูกไม่ได้ เนื่องจากถูกกีดกันจากทางครอบครัวฝ่ายโน้นให้ครูฟังเท่าไหร่
ครูก็ไม่สนใจสิ่งที่ฉันพูด และไม่มีทีท่าว่าจะแสดงน้ำใจ หรือหาทางในการให้ฉันได้มีโอกาสได้พบกับลูกเลยแม้แต่นิดเดียว
ทั้งๆลูกสาวของฉันก็อยู่ในบริเวณโรงเรียน ไม่ไกลจากฉันและครูเลยแม้แต่น้อย

ฉันเดินออกมาจากโรงเรียนของลูกสาวอย่างงุนงง และไม่รู้จะทำยังไงต่อ
ฉันเดินไปที่โรงเรียนของลูกชายคนเล็ก ท่าทางโรงเรียนยังไม่เลิก ฉันจึงนั่งคอยอยู่ตรงม้านั่งริมทางหน้าโรงเรียน
สักพัก...ฉันเห็นย่าของเด็กๆ เดินหน้าตื่นๆมาตามทางนั้น เธอเห็นฉัน....ฉันก็เห็นเธอ....
เธอทำหน้าตาเฉยเมยเหมือนไม่เห็นฉัน...เอ๊ะ...รึว่าเธอจะจำฉันไม่ได้...ไม่น่าใช่....
ฉันเลยทำหน้าตาเฉยๆไปด้วย...ไม่ทัก...ไม่พูด...เพราะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้
เธอเดินผ่านฉันเข้าไปในโรงเรียนลูกชายคนเล็กก่อน แล้วเดินไปที่โรงเรียนลูกสาวซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน
ฉันเปลี่ยนทิศทางการคอยลูก...ไปยืนคอยอยู่ตรงทางเข้าหน้าบ้าน ที่ป้อมตำรวจ
อากาศหนาวเย็น เพราะหิมะยังละลายไม่หมด ฉันจึงเข้าไปยืนคอยอยู่ด้านในป้อม
ตำรวจหญิงที่อยู่ข้างใน เห็นฉันท่าทางประหลาดๆจึงถามฉันว่าทำอะไร
ฉันตอบเธอว่า มาคอยลูกๆ อยากพบลูกๆ และฉันเคยอาศัยอยู่บนแมนชั่นชั้นสามหน้าป้อมนั่นแหละ
ฉันล้วงบัตรทุกชนิดที่สามารถแสดงตัวตนของฉันมาให้ตำรวจดู ว่าฉันไม่ได้มีเจตนาที่จะก่อคดี หรือคิดร้ายกับใคร
เพียงแต่เป็นห่วงลูก อยากเห็นหน้าลูก ว่าเติบโตกันไปแค่ไหนแล้วเท่านั้นเอง

ระหว่างนั้น...ฉันเห็นย่าจูงลูกสาวมาจากอีกทาง ซึ่งห่างจากป้อมตำรวจ แล้วพากันวิ่งข้ามถนนเข้าไปบ้าน
คุณครูที่โรงเรียนโทร.ตามย่าให้ไปรับลูกสาวฉันที่โรงเรียนไงล่ะ....แล้วย่าก็แวะเข้าไปในโรงเรียนลูกชายคนเล็กก่อน
เพื่อไปบอกครูที่นั่นเกันไม่ให้ลูกชายออกจากโรงเรียนมาก่อน แล้วไปรับลูกสาวกลับบ้าน โดยแอบกลับอีกทางไม่ให้ฉันเห็น
ฉันไปคนเดียว ทำอะไรไม่ถูก...เห็นหลังลูกไวๆ...แต่ไม่เห็นหน้าลูกเลย....ลูกฉันสูงขึ้นเยอะจริงๆ
แล้วย่าเดินออกมาจากบ้านอีกรอบ ไปรับลูกชายที่โรงเรียน...แต่ไม่กลับเข้ามาในบ้าน
ฉันยืนอยู่หน้าถนนแหงนหน้าขึ้นไปบนชั้นสาม จ้องมอง....
ปู่อยู่ในบ้าน...แหวกม่านยืนมองฉันตรงหน้าต่าง....ลูกสาวอยู่อีกห้อง แอบมองฉันตรงหน้าต่าง หลังม่าน
ฉันรู้ว่าลูกอยู่ตรงนั้น...ยืนมองเห็นว่าแม่มารออยู่ข้างล่าง...
ฉันโทร.ขึ้นไปบนบ้าน...ลูกสาวรับสาย...พอฉันเอ่ยเรียกชื่อ...ลูกก็ตัดสายโทรศัพท์ทันที....
ฉันไม่เห็นแม้แต่เงาของลูกชายคนเล็ก...เพราะย่าไม่ยอมพากลับเข้าบ้าน เนื่องจากรู้ว่าฉันยืนดักอยู่ตรงนั้น
แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าเค้าพากันไปหลบอยู่ที่ไหน อาจจะยังอยู่ที่โรงเรียน แล้วคอยโทร.เช็คเข้าบ้านเรื่อยๆรอให้ฉันกลับไปก่อน
ฉันยืนคอยอยู่เป็นนาน...แต่ไม่มีวี่แววที่จะได้พบกับลูกแน่ๆแล้ว...ฉันจึงเดินหันหลังจากมา
การไปครั้งนี้...เพียงเพื่ออยากให้ลูกรู้ว่า...แม่รักและคิดถึงลูกเสมอ...ถึงแม้ว่าจะไม่ได้คุยกับลูกก็ตาม
แต่อย่างน้อย...ลูกก็เห็นว่าฉันไปหา....ถึงลูกคนเล็กจะไม่ได้พบฉัน ไม่เห็นฉัน แต่ลูกสาวก็คงบอกน้อง
อีกอย่าง...ฉันพบเพื่อนของลูกชายที่ถนนหน้าบ้าน หลังจากนั้นแม่ของเพื่อนลูกชายก็โทร.มาหาฉันด้วย
ฉันคิดว่าเพื่อนของลูกชายก็คงจะบอกลูกชายฉันว่า พบแม่ของเค้าข้างทาง ลูกชายฉันคงต้องรู้...ฉันคิดอย่างนั้น

ฉันกลับมาทำงานตามปรกติ....หลังจากไปพักผ่อนสองสามวันที่ฮาโกดาเตะ แช่อ็องเซ็นที่ฉันชอบ ทำใจให้ผ่อนคลายบ้าง
ฉันตัดสินใจเช่าบ้าน.....ทำสัญญาอยู่ที่Kanakawa kenป็นเรื่องเป็นราว....สองปี...(สัญญาเช่าบ้านที่ญี่ปุ่นจะเป็นแบบนี้)
ฉันเลือกวันที่จะย้ายเข้าบ้านเป็นวันเกิดลูกสาวพอดี....วันนั้นฉันจัดบ้านจนดึก...โทร.ไปอวยพรวันเกิดให้ลูก
พ่อของเค้ามารับสาย...เห็นเบอร์โทร.ฉันบนหน้าจอในบ้านไม่ใช่เบอร์เก่า ก็ถามว่าเอาโทร.ใครมาใช้
ฉันไม่พูดอะไร ขอพูดกับลูกสาวเท่านั้น....อวยพรให้ลูกได้สองสามคำ....
ลูกก็ปฏิเสธที่จะคุยกับฉันต่อ บอกว่าไม่อยากคุยด้วย
ความเบลอเพราะเหนื่อยจากการย้ายบ้านทำให้ฉันลืมที่จะขอพูดกับลูกชายคนเล็ก พอนึกขึ้นได้...ก็ถูกตัดสายไปซะแล้ว

หลังจากนั้นฉันส่งจดหมายถึงลูก โดยขอร้องเพื่อนของลูกที่เจอะกันที่โรงเรียนว่า ฉันจะส่งจดหมายโดยผ่านไปทางบ้านเธอ
แล้วรบกวนให้เธอเอาไปยื่นให้ลูกสาวอีกที ซึ่งเพื่อนลูกก็โอเค....
วันนี้ฉันโทร.ไปหาเพื่อนลูกแล้ว ว่าจดหมายถึงแล้วแต่เธอไม่อยู่บ้าน ต้องไปรับที่ปณ.แล้วจะเอาไปให้อีกที
ฉันสอดบัตรโทรศัพท์(ลงทะเบียนจดหมาย) ไว้ในซองจดหมาย ใบละพันเยน จำนวนหกใบ
เขียนจดหมายถึงลูกว่าให้ลูกโทร.มาหาฉันเมื่อต้องการ โดยไม่ต้องใช้โทร.ที่บ้าน หรือมือถือของตัวเอง
ถ้าอยากจะคุยกับฉันอย่างมีอิสระ ให้ใช้โทรศัพท์สาธารณะโทร.มาหาฉัน บัตรโทรศัพท์ให้แบ่งให้น้องชายด้วย
ตอนนี้ฉันกำลังทำใจว่า ลูกจะติดต่อมาหาฉัน หรือเอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อเค้า แล้วไม่ติดต่อมา...
ฉันทำงานของฉันไปตามปรกติ....คอยดูอยู่ว่าเหตุการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร....

ขอขอบคุณน้องแม่บ้าน ณ.โตเกียวนะคะ...ที่นำข้อความจากน้องในบล็อกของคุณมาให้พี่อ่าน
น้องจ๋า...พี่อยากบอกว่า...ตอนนี้พี่โดนบล็อกเบอร์โทรศัพท์มือถือไปเรียบร้อยแล้ว เบอร์เก่าก็โดนบล็อก
เปลี่ยนเบอร์ใหม่ ก็โดนบล็อกไปอีก....ไม่สามารถใช้มือถือของตัวเองโทร.หาลูกๆได้
จะใช้โทร.สาธารณะ ก็ไม่รู้ว่าลูกๆจะอยู่บ้านกันช่วงไหน โทร.แบบสุ่มๆหลายครั้งก็เป็นย่ามารับสาย
พี่ก็ต้องตัดสายทิ้งไป เพราะขี้เกียจฟังเสียงอาละวาดจากแก ที่ฟังจนเบื่อ...คุยกันไม่รู้เรื่อง
อีกอย่างพี่ต้องทำงาน หาเงินมาเลี้ยงชีพตัวเอง ไม่มีเวลาวิ่งไปหาโทร.สาธารณะได้ตลอดเวลา
แต่พี่ก็จะพยายามหาวิธีติดต่อลูกๆ อย่างที่น้องแนะนำมานะคะ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำที่มีประโยชน์สูงสุด
มันทำให้พี่รู้สึกมีกำลังใจในการติดต่อลูกๆต่อไปอีก....แม้ว่าลูกจะเกลียดพี่แล้วก็ตาม

ขอบคุณน้องLilyAi....ค่ะ...อยู่ใกล้กัน...แต่คงหาเวลาพบกันยากเนอะ...พี่ทำงานแบบนี้ ไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัวมากมายนัก
แต่หวังว่าสักวันเราคงอาจจะได้พบกันนะคะ....ว่างๆโทร.คุยกันก็ได้นะคะ...090-6478-7220

กาปุ้ย....ขอบคุณจ้ะ....คิดถึงปุ้ยนะ....ลูกสาวคงน่ารัก...โตขึ้นเยอะแล้วสิ
ไม่มีเวลาไปเยี่ยมบล็อกใครได้เลย....ไม่รู้ว่าปุ้ยมีลูกเพิ่มขึ้นอีกรึยัง
ขอให้ปุ้ยมีความสุขกับครอบครัวมากๆนะจ๊ะ....

คุณT-E-N-A…อารมณ์ดีจัง...ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียนค่ะ

นุ้ย.....Naruน้องใหม่....ขอบคุณสำหรับคำแนะนำเรื่องประกันที่เราคุยกันทางโทรศัพท์แล้วไม่จบนะจ๊ะ
พี่กำลังดูกำลังรายได้ของตัวเองอีกสักระยะ แล้วถึงจะเลือกซื้อประกันจ้ะ
ตอนนี้ก็มีประกันสังคมแบบที่จ่าย 30% เวลาไปหาหมออยู่พอแก้ขัดไปก่อนได้
รายจ่ายมีรอบตัว...ต้องรอบคอบก่อนตัดสินใจอ่ะจ้ะ....

น้องไทเอะ...หวัดดีปีใหม่ไทยย้อนหลังจ้า....

หวัดดีพี่นัทตี้ค่ะ...ปานเองค่ะ...จำพี่ได้เสมอค่ะ
ชีวิตคนเรา...ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืนหรอกนะคะ....วันนี้เป็นแบบนี้ วันพรุ่งนี้อาจเป็นอีกอย่าง
ตอนนี้ปานพยายามใช้ชีวิตอย่างรอบคอบที่สุดค่ะ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นในวันหน้า....

คุณa.miyazaki…ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ....สู้กันไปเรื่อยๆค่ะ
ไม่มีวันยอมแพ้อย่างแน่นอนค่ะ....ไม่ว่าชีวิตจะเป็นเช่นไร....ไม่หวั่น....

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับชีวิตในวันนี้และวันข้างหน้า
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน...ทำสิ่งใดไว้ได้รับสิ่งนั้นตอบแทนเสมอ....ไม่ว่าจะดีหรือเลว
ฉันเองก็เป็นคนที่ยอมรับกับสิ่งที่ตัวเองได้กระทำไปในทุกๆสิ่ง
และยินดีที่จะได้รับผลตอบแทนในการกระทำของตัวเองด้วยความเต็มใจ

24 เมษายน 2550



 

โดย: ปาน-Sapporo 24 เมษายน 2550 1:43:31 น.  

 

ปุ้ยเชื่อว่า ซักวันลูกพี่ต้องโทรมาหาพี่แน่ ๆ ค่ะ

 

โดย: กาปุ้ย 24 เมษายน 2550 22:02:37 น.  

 

เป็นกำลังใจสใหะคับ
เข้ามาอ่านนานแล้ว จะรออ่านไปเรื่อยๆนะคั

เรื่องของพี่สร้างกำลังใจให้ผมมากเลยคับ

 

โดย: ฝนเหงา 25 เมษายน 2550 23:46:02 น.  

 





วันนี้ตัดสินใจออกจากงานค่ะ...
แล้วไม่รอช้าหางานใหม่ทันที
ปัญหางานที่เก่าไม่ขอพูดมากนะคะ...
มันกระทบจิตใจคนหลายๆคน...
รวมทั้งคนที่เราคิดว่าเป็นเพื่อน...
เคยเป็นเพื่อน...อยากเป็นเพื่อนกันต่อ...
แต่ต่อนี้มันไม่ใช่...ฝืนใจกันไม่ได้ค่ะ...

เราอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เค้าอยากให้เป็นในสายตาเค้า...
รับไม่ได้ก็คบกันไม่ได้...จบ...ไม่ต้องคบค่ะ...สบายใจดี...ดิฉันง้อคนซ้ำซากไม่เป็นค่ะ...
ง้อไปแล้วค่ะ...ยอมก้มหัวขอโทษก็แล้ว...
ศักดิ์ศรีสูงมากนัก...ก็รักษาศักดิ์ศรีนั้นไว้ให้สูงๆค่ะ...อย่าให้ตกนะคะ...

ฉันเป็นคนง่ายๆสบายๆ...อยู่ญี่ปุ่นมานาน...รู้จักวัฒนธรรมญี่ปุ่นพอควร...
ไม่ใช่คนโง่ไร้เดียงสา...ที่จะให้ใครมาควบคุมจิตใจได้ง่ายๆ
ฉันมีชีวิตเป็นของฉัน...และไม่ต้องการให้ใครมาบงการชีวิตฉันอีกต่อไปแล้ว....
ต่อจากนี้ฉันขอมีชีวิตเป็นของตัวเอง...
ยืนหยัดด้วยตัวเอง...ด้วยกำลังของตัวเองค่ะ...

ตื่นเช้ามา...เปิดหนังสือ...โทร.ไปสมัครงาน
ออกจากบ้านทันทีที่ผู้จัดการเรียกตัว...
สัมภาษณ์งาน...ทดลองฝีมือ....เค้ารับฉันเข้าทำงานค่ะ
เป็นHealing spa ตกแต่งภายในอย่างสวยหรูงดงาม ระดับไฮโซ
บริหารงานแบบบริษัทญี่ปุ่น เจ้าของบริษัทเป็นคนญี่ปุ่น
ผู้จัดการเป็นสาวเกาหลีที่อยู่ญี่ปุ่นมานานตั้งแต่มาเรียนต่อที่นี่ และคงจะตั้งรกรากที่นี่ละมัง

ผู้จัดการบอกว่า ที่นี่มีลูกค้าเป็นผู้หญิงเสียส่วนใหญ่ และมีพวกดารา นักสังคมชั้นสูงมารับบริการกันบ่อยๆ
ส่วนผู้ชายก็จะเป็นระดับนักบริหาร เรียกว่า ร้านนี้ค่อนข้างไฮโซ...และดูเคร่งครัดกับการบริการอย่างเต็มที่

ฉันไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น...หนทางข้างหน้า...ท้าพิสูจน์อนาคตฉันอยู่ค่ะ...
http://www.stone-retch.jp/index.html
ที่ทำงานใหม่ของฉัน....
วันเสาร์นี้ 28 เริ่มงานใหม่...ใหม่อีกแล้วววววว....เฮ้อออออ....

 

โดย: ปาน-Sapporo 26 เมษายน 2550 22:21:43 น.  

 

ร้านดูดีมากเลยค่ะพี่

สู้ ๆ นะคะ

เอาใจช่วยค่ะ

 

โดย: กาปุ้ย 26 เมษายน 2550 22:57:43 น.  

 

ร้านดูดีมากๆ เลยค่ะ

เป็นกำลังใจให้พี่ปานนะคะ

สักวันตอ้งเป็นวันของเรา ขอเพียงแต่ทำให้ดีที่สุดน่ะค่ะ

( ขอบคุณพี่มากๆ นะคะที่ให้เบอร์โทร จุ๊บเมมไว้แล้วล่ะค่ะ แต่ก็ไม่กล้าโทรไป เพราะเป็นคนคุยทางโทรศัพท์ไม่เก่ง ไม่รู้จะคุยอะไรด้วยล่ะค่ะ คุยไม่เก่ง หาเรื่องคุยไม่เป็น อีกอย่างกลัวว่าเป็นช่วงเวลาที่พี่กำลังยุ่ง หรือทำงานน่ะค่ะ

ยังไงจุ๊บก็ขอเป็นกำลังใจให้พี่เงียบๆ อยู่ตรงนี้ละกันนะคะ

พยายามนะคะพี่ งานใหม่น่าทำมากๆ เลยล่ะค่ะ )

 

โดย: LilyAi 28 เมษายน 2550 9:57:59 น.  

 

ร้านสวยมากเลยค่ะพี่ สู้ๆๆนะคะ
เอาใจช่วยเสมอ

พี่เป็นคนเก่ง ออกจากงานก็หางานใหม่ได้ง่าย ไม่เป็นไรอยู่แล้วค่ะพี่

 

โดย: แม่บ้านณ.โตเกียว 28 เมษายน 2550 20:45:38 น.  

 

สู้ๆคับ

ปล.ร้านงามมากๆ

 

โดย: ฝนเหงา 28 เมษายน 2550 23:11:20 น.  

 




29 เมษายน 2550

วันนี้ทำงานเป็นวันที่สอง...
สองวันที่ผ่านมา...บรรยากาศการทำงานสำหรับฉันดูแปลกใหม่

สิ่งที่ฉันตื่นเต้นก็คือ...ได้พบกับลูกค้ามีระดับ บริการลูกค้าแบบไฮโซญี่ปุ่น

วันนี้ฉันได้มีโอกาสนวดให้กับไดเรคเตอร์สาวฝ่ายผลิตละครของ ฟูจิเทเลบิ
อาร์ติสชาวอินเดียหนุ่ม ที่เป็นเจ้าของสตูดิโอกราฟฟิคในนิวยอร์ค และมีจ๊อบกับบรษัทโซนี่ในญี่ปุ่น

เมื่อวานนี้ นวดให้กับพยาบาลทำคลอดทารก และดูแลคนท้อง ที่เป็นงานอิสระของตัวเอง และคงจะเป็นคนเก่งพอสมควร เพราะเธอบอกว่า มีนิตยสารฉบับหนึ่งมาสัมภาษณ์เธอถึงสี่หน้า เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

และใครต่อใครอีก...จำไม่ได้แระ...

ฉันชอบบรรยากาศของร้านนี้มาก...ภายในตกแต่งแบบหรูสุดๆ ด้วยสไตล์บาหลี
ไม่ว่าจะเป็นบานประตู...ฝาผนัง...เฟอร์นิเจอร์...ทุกสิ่งในร้านดูดีมีราคาสมกับเป็นร้านระดับราคาแพง

น้ำผลไม้ที่ใช้บริการลูกค้า เราจะคั้นบดกันสดๆจากผลแอ๊ปเปิ้ล แครอท ฯลฯ
พนักงานต้องบริการลูกค้าอย่างสุภาพ นิ่มนวล พูดคุยกับแขกด้วยมารยาทธรรมเนียมญี่ปุ่นดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
เป็นการฝึกหัดการทำงานที่เข้าสังคมธุรกิจระดับไฮโซญี่ปุ่นของฉันอย่างแท้จริง

เปลี่ยนรสชาดให้กับชีวิตแบบใหม่...เข้าท่าดีเหมือนกันแฮะ...
ขอให้ได้อยู่ที่นี่นานๆ...มีความสุขกับงานได้นานๆ...และมีรายได้ดีๆนานๆด้วยเถิดเน่ออออ....เพี๊ยงงงงง....สาธุ....

ปล. ขอบคุณสำหรับกำลังใจจากเม้นท์ข้างบนของน้องๆที่รักทั้งหลายด้วยค่า...


 

โดย: ปาน-Sapporo 30 เมษายน 2550 1:56:14 น.  

 

พี่ปานสู้ๆ นะคะ
แวะมากี่หน ก็เขียนซ้ำๆ ว่า พี่ปาน สู้ๆ

ยังเป็นกำลังใจให้เหมือนเดิมนะคะ
ขอให้ทุกอย่าง ทั้งเรื่องลูกๆ และงาน
ลงตัวทั้งหมดเลย

 

โดย: วดี 2 พฤษภาคม 2550 10:10:23 น.  

 


ขำชีวิตจริงจริ๊งงงง....ให้ตายดิ....

เข้ามาอยู่ร้านไฮโซ...แต่....รายได้...จะกลายเป็นโลโซไปซะด้ายยยยย....

ตื่นเต้น กระดี๊กระด๊ากับความหรูของร้านมากเกินไป จนลืมนึกถึงเรื่องอื่นไปหมด...

เข้ามาอยู่ได้ไม่กี่วัน...ชักพะวักพะวง...แล้วนี่ตรูจะมีปัญญาทำงานเก็บเงินไว้เพื่ออนาคต กะชาวบ้านเค้าได้ป่าวฟระนี่...

ไหนจะค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ ค่ากินอยู่...ส่งเงินให้แม่ไว้หาหมอ...ค่าครองชีพจิปาถะต่อเดือน

ร้านนวดไทยส่วนใหญ่ในโตเกียว จะแบ่งเปอร์เซนต์ให้พนักงาน 50% และมีอาหารเลี้ยงพนักงาน พักที่ร้านได้...

ตอนเข้ามาครั้งแรก ดูผ่านๆจากราคาที่เก็บลูกค้า เค้าตั้งราคาไว้สูงเนื่องจากทำร้านตกแต่งหรู อยู่ทำเลดีมาก ให้ค่าแรงพนักงาน 40% ไม่มีข้าวเลี้ยง แต่มีค่ารถให้....นอนที่นี่ได้

กะว่าไงก็คงพอลุ้นมั้งเนาะ...ถ้าราคามันสูง คือยังไม่ได้คิดจริงๆจังๆแบบจิ้มเครื่องคิดเลข ขอให้มีงานใหม่แทนที่เก่าก่อนละกัน

พอมาตอนนี้...มานั่งเห็นปัญหาของร้านแล้วลมแทบใส่....ไม่อยากเล่าเยอะอ่ะ...เดี๋ยวจะหาว่าเอาร้านเค้ามาประจาน มันม่ายดี...ยังทำงานกับเค้าอยู่ง่ะ...

เอาเป็นว่า...ฉันอยู่ไม่ถึงสัปดาห์...พนักงานนวดไทยลาออกหนึ่งคน พนักงานเค้าน์เตอร์คนญี่ปุ่น เรียงกันทีละคน ลาออกแล้วสองคน...ซึ่งในนั้นรวมถึงผู้จัดการที่เป็นคนญี่ปุ่นด้วย...และมีวี่แววว่า จะมีคนลาออกต่ออีกในอนาคต...(แหงมๆ)

แล้วฉันจะอยู่ได้ฤานี่...ว๊ากกกก...แฉ่งๆๆๆๆ....

ช่วยด้วยยยย....พระเจ้าช่วยหนูที.....ฮือๆๆๆ...

ระบบงานระส่ำระสาย...มันกระเทือนไปทั้งร้าน...เพราะการบริการจะชะงักชะง่อน แขกก็จะไม่สมดุลย์กับพนักงาน และหดหายไปตามพนักงาน แล้วรายได้มานจะมาจากไหนล่ะน้องเอ๊ยยยย....

เสียวไส้จริงๆ...สิ้นเดือนนี้จะได้เงินเดือนซักเท่าไหร่...

เดือนหน้ามิต้องเตรียมหางานสำรองใหม่กันอีกแล้วเหรอเนี่ยะ...

ร้านนวดไทยมีเยอะ...หาง่ายมากสำหรับฉัน...แต่ต้องไปตั้งต้นใหม่ กับคนใหม่ เจอะอะไรร้ายกว่านี้อีกรึเปล่าก็มะรู้อ่ะดิ...

ชักไม่อยากคาดหวังกับวงการนิ้วทองในเมืองใหญ่นี้ซะแล้วสิเว้ยยยย....เฮ้ยยยยย.....เซ็งเว้ยยยยย....

ทำไงดี๊.....เปลี่ยนร้านเดือนละร้านเลยดีมะฟระ...ว่ะฮะเล่ยยยย....



 

โดย: ปาน-Sapporo 7 พฤษภาคม 2550 23:51:09 น.  

 

เข้ามาบอกว่า สู้ๆ อีกแล้วคับ

อ่านบล๊อกพี่แล้วใจมันฮึกเหิมๆ

ผมก็กะลังจะต้องไปต่อสู้ในโตเกียวเหมือนกัน สู้ๆๆๆๆ

 

โดย: ฝนเหงา 8 พฤษภาคม 2550 0:00:05 น.  

 

พี่อย่างเพิ่งท้อนะคะ

 

โดย: กาปุ้ย 13 พฤษภาคม 2550 21:40:22 น.  

 

สู้ ๆ ต่อไปค่ะพี่ สักวันหน่ง สักวันหนึ่งมันต้องเป็นของเราค่ะ

อย่าเพิ่งท้อแท้ หรือ ท้อถอยนะคะ...

ต้องสู้เท่านั้นคะ พยายามนะคะ เอาใจช่วยเสมอค่ะ

 

โดย: LilyAi 29 พฤษภาคม 2550 18:35:13 น.  

 

มาให้กำลังใจด้วยคนค่ะ ตามอ่านมานานนนนนนนนนนมากแล้ว แต่นานๆ เข้ามาที เข้ามาแต่ละครั้ง มักจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะเหมือนกันค่ะ และก็ให้กำลังใจช่วยเรื่องลูกนะคะ เชื่อว่าและหวังว่าสักวันเขาจะเข้าใจความรู้สึกของแม่ค่ะ

 

โดย: zuling68 1 มิถุนายน 2550 16:32:41 น.  

 




15 มิถุนายน 2550

เมื่อวานนี้ฉันไปซัปโปโรมาค่ะ...ไปดักรอพบลูกชายที่หน้ารร.
กะว่าจะกอดลูกให้สมกับที่คิดถึง แล้วก็ขอโทษลูกด้วยตัวเอง

เมื่อสองเดือนก่อน....ฉันไปที่นั่นครั้งนึงแล้ว
ไปหาลูกสาวที่โรงเรียน...ฉันพบเพื่อนลูกเลยบอกให้ช่วยเรียกอะมิริ(ลูกสาวฉัน)ให้หน่อย...
เธอไม่ยอมลงมาพบฉัน...แถมครูประจำชั้นยังมาไล่ฉันให้กลับแล้วโทร.หาย่าให้มารับหลาน
สองคนแอบหนีฉันอีกทางของประตูโรงเรียน...ฉันไปยืนรออยู่บริเวณหน้าบ้าน
เห็นหลังลูกไวๆ....วิ่งข้ามถนน...หนีฉันรีบเข้าบ้านกับย่า....
สำหรับลูกชาย...ไม่ปรากฏร่องรอย....เพราะย่าไปบอกให้ที่รร.ไม่ให้ออกมา แล้วแอบไปรับทีหลัง
ฉันยืนรอหน้าบ้าน...ลูกสาวแอบดูฉันหลังม่าน...ฉันเห็นเงาของลูกอยู่ตรงนั้น...แต่ลูกไม่ลงมาหาฉัน
ลูกจะรู้ไหมว่าฉันเป็นห่วง...จึงมาหา...แล้วฉันก็กลับไป....

มาวันนี้...ฉันรอลูกชายแถวๆหน้ารร.ด้วยความหวังที่จะได้เจอะ
เพราะคราวที่แล้วไปหาลูกสาวก่อน ไม่มีโอกาสได้มาหาลูกทางนี้
เด็กๆออกมาจากรร. กลุ่มเด็กที่เป็นเพื่อนลูกตกใจที่เห็นฉัน
ฉันทักทายกลุ่มเด็กเหล่านั้น....เพราะแอบไม่ทันแล้ว...
บางคนกลับเข้าไปในรร.อีก....แล้วบอกว่าเดี๋ยวลูกฉันก็คงออกมา...
แต่....รอไปเป็นช.ม ก็ไม่มีใครแล้ว....ไม่มีเด็กสักคนออกมาจากรร.
พวกเด็กๆคงไปบอกลูกฉัน....ว่าฉันมา...แต่ฉันไม่ได้โกรธเด็กๆเหล่านั้นนะ
พวกเค้าเป็นเด็ก...ไม่รู้หรอกว่า....ควร...ไม่ควร...บอก...

แม่ๆของเพื่อนลูก ที่ทำกิจกรรมที่รร.เสร็จ ออกมาเห็นฉัน
พวกเธอบอกว่า...เห็นย่ามารับหลาน...แล้วออกไปอีกทางนึง

ฉันรู้ทันที....ฉันหมดโอกาสที่จะได้พบกับลูกอีกแล้วล่ะ
เหตุการณ์ซ้ำรอยเก่า....ลูกๆกลัวฉัน...สับสน...และไม่กล้ามาหาแม่
พ่อและปู่ย่า....คงบอกความเลวของแม่ให้ลูกๆได้ยิน...จนลูกๆไม่คิดว่าฉันเป็นแม่แล้ว

ไม่เป็นไรลูกเอ๋ย...แม่ยอมรับทุกอย่างที่ทำกับลูกๆ....
กรรมกำลังตามสนอง....ฉันต้องอดทนรับกรรมนั้นต่อไป
รอคอยวันที่ลูกเติบโต....เรียนรู้ชีวิต...และเข้าใจปัญหาเองเมื่อเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า

วันนี้แม่มาหา...แม้จะไม่เจอะลูก...แต่เพียงแค่อยากให้ลูกรู้ว่า....แม่มาหานะ
มาด้วยความเป็นห่วง....คิดถึงลูกๆ....ให้ลูกได้รู้ว่าแม่ยังคิดถึงลูกอยู่เสมอไม่มีวันลืม

ฝากจ.มที่เขียนให้ลูกๆไว้กับแม่ของเพื่อน....ฝากหาลูก....แต่เธอก็ไม่รับรองว่าจ.มจะถึงมือลูกหรือไม่
เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาให้กับตัวเองตามมาทีหลัง....ไม่เป็นไร...ไม่ได้ตั้งความหวังมากมาย
เพราะถึงอย่างไร....มันก็คงทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้....

มาคราวนี้ไม่เห็นลูกแม้แต่เงา....ทั้งสองคน....

เพื่อนๆคนญี่ปุ่นแถวนั้นเข้ามาปลอบใจ....ฉันรู้ว่าบางคน...เสแสร้ง....อย่างไร
บางคนมีความจริงใจ...แต่ก็ไม่กล้าช่วยฉัน...
ฉันซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนเหล่านั้น มากกว่าคำปลอบใจที่งี่เง่า เสแสร้งจากอีกบางคน

ฉันบอกพวกเขาไปว่า....ฉันไม่เสียใจที่หย่ากับสามี...แต่ฉันเสียใจที่สร้างบาปให้กับลูกๆ
ฉันอยากทำอะไรก็ได้เพื่อลูกๆของฉัน....แต่วันนี้...อาจจะยังไม่ใช่โอกาสของฉัน

ฉันเดินกลับไปขึ้นรถไฟ....ไปหาเพื่อนซี้ที่นัดไว้....กินข้าวกินเหล้าด้วยกันที่ร้านอาหารไทยที่คุ้นเคยมานาน...
คุยกันเยอะแยะ....ไปนอน...แล้วก็ออกเดินทาง....

ฉันขึ้นรถไฟมาลงที่ฮาโกดาเตะ...กะมาพักผ่อนจิตใจอีกสักสี่ห้าวัน...แล้วจะกลับไปทำงานต่อ
วันนี้...ฉันยังคิดถึงลูกๆ....คิดถึง...และเป็นห่วงอยู่เสมอ...

 

โดย: ปาน-Sapporo 14 มิถุนายน 2550 23:43:23 น.  

 




16 มิถุนายน 2550
ฉันยังพักผ่อนอยู่แถวๆฮาโกดาเตะ...ชีวิตนี้ไม่ได้มีแต่ความขมขื่น
คนเราต้องการพักผ่อนสมองบ้าง เพื่อจะได้มีแรงต่อสู้กับชีวิตต่อไป
ฉันมีนัดกับคนที่ฉันเคารพรักที่นี่ พาฉันไปพักผ่อนและท่องเที่ยว
สถานที่ๆเราไปคือ ไปดูปราสาทที่เมือง Matsumae ซึ่งขับรถเลียบทะเลไปประมาณสองชั่วโมง
เป็นปราสาทในสมัยโบราณของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่พำนักของ Otono sama ถ้าเปรียบก็คงประมาณเจ้าเมืองละมัง
สถานที่นี้เป็นแห่งเดียวในฮอกไกโด ที่มีปราสาทอยู่
ปราสาทสวยดี แต่ไม่ใหญ่สมใจที่อยากเห็น








ถ่ายตรงทางเข้าปราสาทซะหน่อย...


อีกมุมหนึ่งสวยๆ...


ฉันไปแบบสบายๆ....แต่งตัวแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง....บอกตรงๆชุดนี้ใส่นอนมาตั้งกะเมื่อวานซืน...อิอิ...ขี้เกียจเปลี่ยนง่ะ...


ชุดโบราณที่เก็บไว้ในปราสาท ให้ผู้คนได้เข้าชม


ถนนของเมืองนี้...เหมือนทำเลียนแบบเกียวโต


โรงแรมที่ไปพัก...เป็นเรียวกังดีที่สุดของที่นี่ ราคาต่อหัวคนละสองหมื่นสองพันเยน...แต่ห้องดูแสนจะธรรมดาๆสำหรับฉัน...อาหารค่ำอร่อยมากเลยไม่บ่นดีกว่า ลืมถ่ายรูปอาหารมา มีทั้งหมดสิบกว่าชนิด จัดแบบสวยถ้วยเล็กๆสไตล์ญี่ปุ่น เมนูของอาหารจะเป็นพวก อาวาบิ อุนิ ซะหลายอย่าง กินไม่หมดเลย เสียดาย...แต่สงสารท้องจะครากเอา ยอมเหลือทิ้ง....จะให้เค้าเอาไปจัดให้กินถึงในห้องนอนก็ได้ แต่ฉันเลือกที่จะลงไปกินที่ห้องอาหารเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศแทน


จากห้องพัก...มองเห็นปราสาทได้...ตอนเช้ายามรุ่งอรุณ สักตีห้า....สวยมากกก...
คืนนึงที่นี่...แช่อ็องเซ็ง...กินอาหารชั้นเลิศ...ให้ความสุขกับชีวิตบ้าง...ไม่เลวนิ...

 

โดย: ปาน-Sapporo 16 มิถุนายน 2550 18:17:32 น.  

 



17 มิถุนายน 2550

ฉันกลับมาฮาโกดาเตะทุกครั้ง ต้องไปทำผมที่ร้านประจำ...กับช่างประจำ
ร้านนี้ชื่อ ลูลูดี้ เป็นภาษากรีก แปลว่า ดอกไม้
ฉันชอบร้านนี้มาก...มันอยู่ติดทะเล บรรยากาศดีสุดๆ แต่งร้านงามได้ใจฉันจริงๆ
เวลาที่เราทำผม...มีกาแฟ หรือเครื่องดื่มอื่นบริการลูกค้าฟรี เป็นระยะๆ
หน้าต่างกระจกใส ที่สามารถมองดูวิวทะเลไปด้วย อยู่ในร้านทำผมหลายๆชั่วโมงก็ไม่เคยเบื่อ

รูปนี้ฉันต้องการเน้นทะเลจากในร้านเป็นพิเศษ


ที่นั่งของฉันไง


เก็บรูปไว้เป็นที่ระลึกกับช่างประจำ Shuji san ทำผมให้ฉันไม่เคยผิดหวังสักครั้ง


มุมหนึ่งของร้าน


ชั้นสองเป็นเอสเต้ เสริมความงาม สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ


เจ้าของร้านใจดี ชวนฉันออกไปถ่ายรูปทางด้านนอกของร้าน ซึ่งสามารถเห็นทะเลได้อย่างชัดเจน มีบันไดทางขึ้นข้างตึก


สนุกกับการถ่ายรูปกันใหญ่ อากาศดี ทะเลเลยสวยสมใจ


โลกนี้เป็นของฉันคนเดียว ชีวิตอิสระเสรี...ด้านหลังที่เห็นเป็น ฮาโกดาเตะยามะ ตอนกลางคืนไปดูวิวที่นั่นสวยระดับโลก


ทำผมเสร็จมีคนเรียกไปเล่นม้าสนุกๆที่สนามม้าที่นี่ อ่ะ...ไปก็ไป....


ดูหน่วยก้านม้าก่อนซื้อตั๋วว่าจะเลือกตัวไหนดี เค้าจะมาเดินโชว์ให้ดูตรงนี้


นาทีลุ้น....



สกอร์บอร์ดประกาศผล....ฉันเสียไปพันเยน...เล่นหนุกๆ...คนข้างๆที่ไปด้วยได้มาสามหมื่นเยน...วันนี้เป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวฉันหล่ะ

 

โดย: ปาน-Sapporo 17 มิถุนายน 2550 16:03:05 น.  

 




ขอบคุณ...คุณฝนเหงา...น้องกาปุ้ย...คุณLilyAi...คุณZuling68 สำหรับคอมเม้นท์และกำลังใจค่ะ

ชีวิตฉันดำเนินไปเรื่อยๆ...และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ตอนนี้ก็ย้ายที่ทำงานอีกแล้ว...ไม่เขียนเรื่องงานดีกว่า....เพราะมันวนไปวนมา
สังคมในเมืองใหญ่ มีตัวเลือกให้ฉันเยอะกว่าเมืองเล็ก....ตรงไหนทำงานสบายใจฉันไปโลด...สู้ๆ...

ชีวิตต่อจากนี้ของฉันคือการทำงาน....สะสมเงินไว้เพื่ออนาคตตัวเอง และลูกๆที่ฉันรอคอยว่าจะได้พบ
การอยู่อย่างลำพัง ต้องช่วยเหลือตัวเองในเมืองใหญ่ของญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องง่าย
ถ้าคุณไม่แกร่งพอ ก็ตายสถานเดียว

ฉันเข้าใจดีถึงสภาพการเก็บกดของคนญี่ปุ่นจากการทำงาน....คนบ้า โรคจิตเพิ่มมากขึ้น
ฉันอาจจะเป็นหนึ่งในนั้น...ถ้าฉันไม่พยายามหาทางปลดปล่อย ผ่อนคลายความตึงเครียดในบางเวลา

วิถีชีวิตของฉัน...ไม่สามารถเลียนแบบใคร หรือใครมาเลียนแบบได้....ทุกคนมีทางของตัวเอง
ฉันรักอิสระ...มีความมั่นใจในตัวเอง....ฉันไม่ง้อใคร....เพราะฉันคิดว่าฉันยืนด้วยตัวเองได้
ฉันผิดฉันพลาด....ฉันรู้...ฉันพยายามแก้ไขชีวิตอยู่เรื่อยๆ....ในทางและแบบของฉัน

เวลาฉันเหนื่อย....ฉันคิดถึงแม่....ฉันโทร.หาแม่....แม่เป็นคนเดียวที่เข้าใจฉันทุกอย่าง

ถ้าจะพูดตรงๆ....ย้อนถึงอดีต....สาเหตุที่ฉันหย่าส่วนหนึ่งมาจากความที่ฉันรักแม่....และต้องการเป็นลูกของแม่

แม่ไม่สบายหนัก...ฉันต้องการดูแลแม่ด้วยน้ำพักน้ำแรงจากเงินของฉัน...ไม่ต้องการง้อหรือพึ่งพาใคร
คนญี่ปุ่นใจดำ...ไม่รักแม่เหมือนที่คนไทยรัก....แต่ฉันรักแม่....มากกว่าครอบครัวอันแสนสุขของฉัน
ฉันไม่เสียใจ...ที่ฉันทิ้งครอบครัวเพื่อจะได้กลับมาเป็นลูกของแม่อีกครั้ง....มีเวลาทำงานเพื่อแม่ส่วนหนึ่งในช่วงสุดท้าย

แม่ชรา...แม่เหงา....ลูกๆจากแม่ไปอยู่แดนไกลกันเกือบหมด....
ถ้าฉันไม่รักแม่อย่างนี้....แล้วลูกๆของฉันจะรักฉันได้อย่างไร....ใช่รึเปล่า....
ถึงอย่างไร....ฉันก็ภูมิใจในความเป็นคนไทย....และ...รักแม่....ในแบบคนไทย....

 

โดย: ปาน-Sapporo 17 มิถุนายน 2550 16:36:19 น.  

 



18 มิถุนายน 2550

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการมาพักผ่อนของฉันที่ฮาโกดาเตะ
พรุ่งนี้ฉันจะเดินทางกลับไปสู้ชีวิตต่อในเมืองหลวง

ฉันคงจะไม่มีเวลามานั่งพิมพ์ เจื้อยแจ้วเหมือนอย่างวันนี้อีกนาน
เวลาที่ฉันว่างๆอย่างนี้ อารมณ์ของฉันมักจะมีหลากหลาย ที่อยากจะระบายออกมาเป็นตัวอักษร

ฉันเศร้า...ฉันเหงา...แต่ฉันต้องพยายามทำตัวให้ร่าเริงเข้าไว้....ไม่งั้นชีวิตมันคงจะมีแต่ความทุกข์
ฉันผ่านความทุกข์มามากมาย....และยังต้องเจอะกับมันอีกเยอะแยะ...ผสมกับความสุขเล็กๆน้อยๆที่พอหาได้ในบางคราว

คนเรามีอะไรหลายๆอย่างที่เปิดเผยได้....บางอย่างเปิดเผยไม่ได้....แล้วก็เก็บไว้เป็นความทุกข์ส่วนตัว
ซึ่งทุกข์ส่วนนั้นไม่มีใครมาแก้ไขให้เราได้....นอกจากตัวเราเองเท่านั้น

ฉันเป็นคนมีทุกข์....มีกรรม....ทุกคนมีสิ่งนี้ด้วยกันทั้งนั้น....มากน้อยแล้วแต่ใครจะสร้างไว้
กรรมดี...กรรมชั่ว....ผสมปนเปอยู่ในชีวิตแต่ละช่วง....เวลาผ่านไป...

ฉันยอมที่จะรับทั้งกรรมดี...และกรรมชั่วของตัวเอง....เราสร้างมันเอง....ใครจะมารับแทนเราล่ะ....

ว่างๆมานั่งพิจารณาชีวิต....ถ้าฉันทำแบบนี้....ผลของมันก็จะเป็นแบบนี้
ถ้าฉันทำแบบนั้น....ผลของมันก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง....สัจจธรรม...

ฉันไม่โทษใคร...กับชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด....เพราะฉันคือตัวฉัน....เลือกเอง....ทำเอง....
เราพอใจที่จะทำ....ถึงแม้ว่าจะมีข้ออ้างบางอย่างมากระตุ้นให้เราทำ....แต่สุดท้ายใจเราเป็นผู้ที่เลือกจะทำแบบนั้น

ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป....และรับกรรมดี กรรมชั่ว ที่เราสร้างไว้กันต่อไป
ฉันรู้สึกว่าใจตัวเองแกร่งขึ้นอีกโขเลยนะเนี่ยะ....ให้ตายสิ....

 

โดย: ปาน-Sapporo 18 มิถุนายน 2550 10:55:26 น.  

 

viewblog.php?id=john13&group=1

 

โดย: john13 20 มิถุนายน 2550 22:23:06 น.  

 

สู้ๆครับ พีปาน

อุปสรรคไม่ได้มีไว้ให้ท้อถอย แต่มีใว้ให้ต่อสู้

 

โดย: john13 20 มิถุนายน 2550 22:25:10 น.  

 

สู้ๆ นะค่ะ ต้องมีสักวันเป็นวันของเราค่ะ

 

โดย: zuling68 10 กรกฎาคม 2550 8:57:38 น.  

 

แอบอ่านตั้งนาน ขอเผยตัววันนี้นะเจ๊....อิอิ....

โนคอมเม้นท์คับ...แต่ขอให้กำลังใจเจ๊แทน....

 

โดย: Tsuwamono (Tsuwamono ) 16 กรกฎาคม 2550 22:43:49 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ปาน-Sapporo

Location :
Tokyo&Ibaraki Japan

[ดู Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ฉันเคยแต่งงานกับคนญี่ปุ่น...สิบห้าปี...มีลูกที่แสนรักสองคน...มาบัดนี้...ฉันหย่าแล้ว...

ฉันยอมสละลูกๆไว้ให้เขา เพื่อเห็นแก่อนาคตอันมั่นคงของเด็กทั้งสอง แลกกับคำสบถและคำครหาต่างๆนานา ว่าฉันทิ้งลูก...ทิ้งครอบครัว...เพราะเราไม่สามารถใช้ชีวิตสามีภรรยาร่วมต่อกันไปได้...ในวิถีชีวิตอันแสนเก็บกด เคร่งเครียดของญี่ปุ่น...

บล็อกเก่าๆของฉันยังคงอยู่เหมือนเดิม เพื่อรำลึกถึงวันเก่าๆ...และจะเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆในชีวิตลงไป หากมีเวลา...สู้ต่อไป...กับชีวิตของฉัน...นี่แหละ...ปาน...ล่ะ...
 
Friends' blogs
[Add ปาน-Sapporo's blog to your weblog]
Links
 

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.