Group Blog
 
 
ตุลาคม 2552
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
24 ตุลาคม 2552
 
All Blogs
 
ถ้าให้พูดถึง Twilight

ถ้าให้พูดถึงเรื่องราวลึกลับแบบตำนานหรือเทพนิยายอะไรแนวๆนั้น


ตัวละครที่รู้สึกหลงใหลที่สุดคงเป็น Vampire


ทรงเสน่ห์ พละกำลังแข็งแกร่ง เคลื่อนไหวได้เร็วกว่าใจนึก และเป็นอมตะ


เป็นหนุ่มหล่อ สาวสวยไปตลอดกาล ใครล่ะจะไม่อยาก


แต่ก็นั่นแหละ มันก็เป็นแค่เรื่องเล่า ไม่มีหลักฐานทางวิทยศาสตร์ยืนยันได้ซักทีว่ามีจริง



     ตั้งแต่เริ่มอ่านหนังสือออกจนเดี๋ยวนี้ก็เพิ่งจะรู้สึกว่าตัวเองสะสมนิยายและหนังสือที่เกี่ยวกับแวมไพร์ไม่ใช่น้อยเลย


เรื่องล่าสุดก็คือ ปราสาทรัตติกาล อันนี้ตัวละครแวมไพร์เป็นผู้หญิง แต่ไม่ค่อยโดน ดูมันมั่วซั่วไปหน่อย


เหมือนจับเอาแร็คนาร็อคกับไฟนอลแฟนตาซีมาผสมกันแถมมีตัวเอกเป็นแวมไพร์ โอ้วว....มันเยอะไป


ดังนั้นปัจจุบันเรื่องโปรดก็ยังเป็นหนังสือชุด Twilight  อันที่จริงก็อ่านถึงเล่มจบแล้วล่ะ แต่..ทำไมถึงยังติดตราตรึงใจแต่เล่มแรกนักก็ไม่รู้



วันนี้ก็เลยไปหาดีวีดีมาดูเปลี่ยนบรรยากาศหลังอ่านหนังสือไปครบสิบรอบแล้ว


ได้ยินได้เห็นมาซักพักแล้วล่ะถึงความหล่อเหลาของพ่อพระเอก


แหม หล่อจริงๆนะ เห็นแล้วก็รู้สึกว่า อู้ยยย ได้ดั่งใจช้านนน


นางเอกก็เหมือนแกะออกมาจากหนังสือ แคสติ้งตัวละครลงตัวดี เคมีคู่นี้เหมาะเจาะ ดูแล้วไม่ขัดหูขัดตา


ดูหนังจบแล้วรู้สึกว่าตัดออกหลายฉากที่มันเจ๋งๆทีเดียว ก็เข้าใจแหละว่าจำเป็น แต่ก็ทำให้หนังถ่ายทอดความผูกพันธ์ลึกซึ้งไม่ครบ


ทำให้รู้สึกว่า ไรเนี่ย รักกันง่ายจริง แล้วแบบฉากหวานก็กลายเป็นฉากกายกรรมเปียงยางยังไงไม่รู้อะ


แต่ก็ถือว่าโอเคนะเรื่องบทพูด ไม่ตัดไม่เปลี่ยนบทพูดเลี่ยนๆของพระเอกอันเป็นจุดขายของพ่อเอ็ดเวิร์ดเค้า(ก็พระเอกเป็นหนุ่มยุคกลางนี่เนาะ)


ก็ถือว่าเป็นหนังรักวัยรุ่นที่ดูเพลินดีอยู่



ถ้าจะให้พูดถึงสิ่งที่ประทับใจจริงๆในหนังสือทไวไลท์เห็นจะมีอยู่สามฉาก


อ่านไปสองบทแรกไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ น่าเบื่อชวนง่วงมาก นางเอกพล่ามอะไรอยู่ได้


แต่พอเจอฉากนี้ เริ่มรู้สึกอินไปกับหนังสือ นั่นก็คือฉากที่นางเอกจะโดนรถชน


ก่อนหน้าที่นางเอกจะโดนรถทับอยู่แล้วนั้น ได้ก้มลงไปดูล้อรถเพราะสังเกตเห็นอะไรแว้บๆเข้าตา


ซึ่งก็คือโซ่พันล้อที่พ่อนางเอกหรือ "ชาร์ลี" พันไว้ให้กันลื่นก่อนที่เธอจะขับไปโรงเรียนในวันที่หิมะเริ่มตก


ซึ่งนางเอกได้บรรยายไว้ว่า "ฉันไม่รู้ว่าชาร์ลีต้องตื่นเช้าขนาดไหน แต่ความห่วงใยที่เค้าถ่ายทอดอย่างเงียบๆนั้น มันช่างจับใจชั้นเหลือเกิน"


อ่านแล้วนึกถึงพ่อตัวเอง พ่อของชั้นกับชั้นก็แบบนี้นะ ไม่ค่อยพูดอะไรกัน ทั้งที่ตอนเย็นพ่อก็มารับจากโรงเรียนทุกวัน


ระหว่างทางกลับบ้านเราไม่ค่อยพูดอะไรกันมากเท่าไหร่ ก็เปิดเพลงฟังไปเรื่อย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเพลงโปรดพ่อ คือ เพลงยุค 70 - 80


แต่พอทุกครั้งที่ชั้นจะเปลี่ยนเครื่องแบบ เช่น ขึ้นม.ต้น เริ่มผูกคอซองไปโรงเรียน จะเห็นพ่อตื่นเช้ากว่าปกติ มานั่งรอข้างล่างก่อนชั้นไปโรงเรียน


และพ่อก็จะเป็นคนไปส่งแทนพี่เลี้ยง ก่อนออกจากบ้านก็วิจารณ์เรื่องการแต่งตัวของชั้นซะเสียเซลฟ์ "ทำไมกระโปรงมันยาว" "ทำไมโบว์มันเบี้ยว" แต่แม่ก็จะทำหน้ายิ้มๆขำๆมาทางชั้นว่า "พ่อเขิน"


ตอนม.ปลาย ตอนเข้ามหาลัยเป็นแบบนี้ตลอด แต่ชุดเดียวที่พ่อไม่ทันเห็นคือชุดครุย พ่อเสียก่อนที่ชั้นจะได้ใส่ชุดครุยตอนเรียนจบ.....


ในหนังสือจะเห็นว่านางเอกเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ถ่ายทอดความรู้สึกไม่ค่อยเก่ง ชาร์ลีเองก็เช่นกัน ทำให้ความรักของพ่อลูกคู่นี้ดูเป็นจริง คือรักแหละแต่แสดงออกมากกว่าคำพูด ซึ่งเชื่อว่าพ่อกับลูกสาวหลายคู่คงเป็นแบบนี้ไม่น้อยในสังคม ทำให้เนิ้อเรื่องเริ่มแสดงถึงความผูกพันธ์และเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้ตัวละครเริ่มมีมิติ เบลลาเองก็คงรักพ่อไม่น้อยกว่ารักเอ็ดเวิร์ดเลย และเอ็ดเวิร์ดก็รู้ดีจึงไม่อยากทำให้นางเอกต้องพรากจากครอบครัว


ฉากที่สอง เป็นฉากที่ชั้นคิดว่าเป็นเลิฟซีนของหนังสือเล่มนี้ คือฉากในรถหลังจากดินเนอร์มื้อแรกที่ซีแอตเติล


การได้ใกล้ชิดกันในที่แคบๆสองต่อสอง ระยะทางที่ดูเหมือนยาวไกลกลับผ่านไปไวเหมือนวิ่งร้อยเมตร เคยคิดแบบนี้กันไม๊คะ


แบบประมาณว่า "ว้า..ถึงบ้านแล้ว" หรือ "อยากจับมือที่อยู่บนเกียร์นั่นจริงๆ แล้วเค้าจะจับมือเราไม๊" ไรเงี๊ยะ อร้ายย แค่คิดก็เขินแล้ววว


 ฉากนี้น่ารักมาก คนเขียนก็บรรยายได้วัยรุ่นซะจริงๆ คือใช้ภาษาไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่ก็เป็นเรื่องที่รู้ๆกันอยู่สามคน คือ พระเอก นางเอก และคนอ่าน 555


แถมเป็นฉากไฮไลท์ก็ว่าได้นะ เพราะกำแพงที่พระเอกบรรจงสร้างขึ้นพังทลายลงหลังจากนางเอกรู้ความจริงและบอกพระเอกว่า "ถึงพระเอกจะเป็นอะไรก็ไม่สำคัญ"(หล่อขนาดเน้ ชั้นก็ไม่แคร์ว้อยย)


แถมตอนถึงหน้าบ้านนางเอก พ่อพระเอกก็ทำท่านิ่งๆแต่จริงๆอะไม่อยากให้นางเอกจากไป เรียกนางเอกก่อนเปิดประตูตั้งสองครั้ง แหม่ ลีลาจริงๆ


มันทำให้รู้สึกถึงช่วงเวลาที่จีบกันใหม่ๆ เริ่มเรียนรู้กัน เริ่มติดใจกันและกลายมาเป็นความคิดถึงกัน เชื่อว่าสาวๆหลายคนคงโดนหนุ่มจีบโดยใช้วิธี "ขับรถไปส่ง"อยู่ไม่น้อย คืนนั้นคงนั่งลุ้นรอโทรศัพท์อยู่เป็นแน่ ใช่มะล่า ฮี่ๆๆๆ นางเอกก็เช่นกัน ตอนเช้าวันนั้นก็คงเหมือนฝัน งงๆเบลอๆ และคิดถึงพระเอกเป็นคนแรกตอนตื่น


และฉากสุดท้าย คือฉากที่นางเอกกับพระเอกแกล้งเล่นละครตบตาชาร์ลี


ก็เข้าใจนะ แต่นางเอกก็ใจร้ายมาก รู้แหละว่าไม่อยากให้พ่อมีอันตราย แต่การพูดถึงสิงที่เสียใจที่สุดก็เท่ากับว่าเปิดแผลเก่าให้เลือดซิบอีก แถมคราวนี้ลูกสาวที่รอคอยมานานเป็นคนพูดด้วย ชาร์ลีผู้น่าสงสารจะทำอะไรได้นอกจากยืนช็อค


ประโยคที่จับใจชั้นมากคือ "อย่าไปเลย พ่อเพิ่งจะได้ลูกคืนมา" ชาร์ลีผู้ไม่เคยพูดอะไรมากกว่าสามประโยคกลับพูดความในใจที่ลึกที่สุด


นางเอกก็เกือบใจอ่อน สงสารก็สงสารพ่อ รู้สึกผิดและเสียใจอยู่แล้ว พอมาเจอประโยคเด็ดจึงจำเป็นต้องพูดสิ่งที่พ่อช้ำใจที่สุด ในช่วงเวลานั้นใครที่เคยทะเลาะกับพ่อคงได้น้ำตาตกกันบ้างล่ะ ใครที่พ่อยังอยู่ ถ้าคิดได้ก็ควรหาโอกาสขอโทษท่านบ้าง จะได้ไม่เสียใจเวลาเค้าไม่อยู่แล้ว เหมือนชั้น....


เพราะชีวิตจริงไม่มีใครเป็นอมตะ 


การได้ใช้ชีวิตอยู่โดยรู้คุณค่าของมันและทำให้ทุกนาทีมีค่ากับคนสำคัญย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา  


อย่ารู้คุณค่าของเค้าเมื่อสายไปแล้ว


เชื่อว่าแม้แต่แวมไพร์ผู้เป็นนิรันดร์ก็คงคิดแบบนั้นเหมือนกัน



 


 





Create Date : 24 ตุลาคม 2552
Last Update : 24 ตุลาคม 2552 2:46:17 น. 4 comments
Counter : 1231 Pageviews.

 
แอร๊ยยยยยยยยย
ดีค๊าบ

เราเพิ่งอ่านเล่ม 3 ไปได้หน่อยนึงเองอ่ะ
T T

อยากอ่านให้จบ
แต่ติดใจเล่ม 1 เหมือนกัน
ชอบฉากเดียวกันเลย อิอิอิ
แถมมีฉาก กุ๊กกิ๊ก น่ารักมากมาย

ยังม่ายด้ายดูหนังด้วย

อยากดู พระเอกหล่อเนาะ


กรี๊ดดดดดดดดดด



โดย: หัวเหม่งคุง วันที่: 24 ตุลาคม 2552 เวลา:4:12:55 น.  

 
กรี๊ดดด twilight เหมือนกันคะ
Edward หล่อมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
55555

รู้นึกว่าอ่านในหนังสือ แล้วหล่อกว่าในหนังอีก ^_^
New moon กำลังจะเข้าแล้ว ตื่นเต้ววว


โดย: Classical Pianist วันที่: 24 ตุลาคม 2552 เวลา:10:13:00 น.  

 
เอร้ยยยย
เจอคนกรี๊ดเหมือนกันแล้ววว
เนี่ยถ้าต้มหนังสือกินได้ทำไปแล้วนะ

ตอนนี้ก็เริ่มอ่าน Midnight Sun จวนจะจบแล้ว แต่พยายามเล็มๆอ่านไม่อยากให้จบเล้ยย เมื่อไหร่เจ๊สเตฟานี่จะหายงอนแล้วเขียนต่อก็ไม่รู้
รอมาปีกว่าแล้วเนี่ย


โดย: แป้งเปียกรสแซ่บ วันที่: 24 ตุลาคม 2552 เวลา:15:01:48 น.  

 
กริ๊ดเรื่องนี้เหมือนกันค่ะ

จขบ.เขียนถึงเรื่องนี้ได้ลึกซึ้งดีจังเลย

ตอนแรกที่เรื่องนี้เป็นหนัง เพื่อนๆบอกว่าเป็นหนังรักโรแมนติก แอนก็เลยตีตั๋วเข้าไปดู ดูจบก็ค้างคาใจ(แต่ติดใจพระเอก)เลยไปหาหนังสือเล่มแรกมาอ่าน ยอมรับว่าอ่านรอบแรกๆมึนๆงงๆกับการแปล คือยังไงไม่รู้ แต่เราอ่านไม่ค่อยเกต

ด้วยความที่เป็นคนที่ชอบทำให้อะไรต้องทำเสร็จเรียบร้อย ดังนั้นอ่านเล่มหนึ่งจบก็หาเล่มสอง สาม สี่จุดหนึ่ง สี่จุดสองมาอ่านจนครบ ยังดีที่เล่มสองเป็นต้นไปเปลี่ยนคนแปลเลยรู้สึกเข้าใจและสนุกมากกว่าเล่มแรก แต่พอเอาเล่มแรกมาอ่านอีกรอบ เพิ่งจะรู้สึกว่าก็สนุกดีเหมือนกันนะเนี่ย

ตอนนี้รอหยังเข้าโรงก็คงไม่มีพลาดแน่นอนค่ะ


โดย: aiannahna วันที่: 14 พฤศจิกายน 2552 เวลา:8:39:02 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แป้งเปียกรสแซ่บ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




บล็อคนี้มีอะไร

เมื่อก่อนไม่รู้จักบล็อคฯ ทำไปทำไม มีอะไรดี...ตอนนี้มันคือพื้นที่ส่วนตัวที่สุดที่เล่าอยากบอกอะไรก็ได้ แฟชั่น,เรื่องที่ชอบ,หนังสือที่อ่าน,เพลงที่กำลังอิน

อะไรก็แล้วแต่ที่วันๆคงไม่ได้คุยเรื่องแนวๆนี้ให้ใครฟังเท่าไหร่

แล้วก็เพื่อพยายามตามหาแรงบันดาลใจที่อยากทำเสื้อผ้าสวยๆต่อไป

เพราะฉะนั้นในบล็อคนี้ไม่ได้มุ่งมาขายของนะคะ

สนใจสินค้าเชิญหน้าร้านเลยดีกว่าจ้า
ประเดี๋ยวจะโดนปิดบล็อค

http://www.chillycandy.com

ยินดีต้อนรับทุกคนค่า>>click

แหล่งช็อปออนไลน์ทั้งมือหนึ่งมือสองพรีเมียมสวยล้ำกว่าใครในราคาเบาๆ










Google



โค้ดแต่งบล็อคง่ายๆจากคุณ"ป้ามด"จ้า
Friends' blogs
[Add แป้งเปียกรสแซ่บ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.