Group Blog
 
<<
กันยายน 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
12 กันยายน 2553
 
All Blogs
 
สารคดีสั้น...จาก "คนเมือง" (10)

สวัสดีครับ....

ในปัจจุบัน มีสถานกาสิโนตั้งอยู่บริเวณชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ดึงดูดทรัพย์ของผู้แสวงโชคชาวไทยมากมายหลายแห่ง แต่กิจการบ่อนการพนันชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ได้มีมานานนักหนา ตั้งอยู่ที่บ้านปางวาด เมืองท่าขี้เหล็ก สหภาพพม่า ฝั่งตรงข้าม อ.แม่สาย จ.เชียงราย จากการให้เปิดสัมปทานชั่วคราวของเจ้าฟ้าในรัฐฉานในสมัยนั้น ช่วงตรุษจีนปีละครั้ง เปิดให้เซียนพนันเข้าไปเล่นตลอด 24 ชม. รวมระยะเวลานานหนึ่งเดือน




ทีมงานของวารสารรายเดือนฉบับเดียวของภาคเหนือ “ คนเมือง ” เดินทางตามถนนราดฝุ่นจากตัวจังหวัดเชียงราย และลงเรือข้ามน้ำแม่สาย ไปบันทึกภาพและจัดทำสารคดีเผยแพร่ลงในวารสารรายเดือน “ คนเมือง ” ปีที่ 1 ฉบับที่ 9 ประจำเดือน มีนาคม 2498

ลองติดตามเรื่องราวและสำนวนการเขียนในยุคก่อน ซึ่งผมคัดลอกมาทุกตัวอักษร เพื่อเข้าถึงบรรยากาศสมัยนั้น

แต่...เรื่องที่นำลงนี้ เป็นเกี่ยวกับเรื่องอบายมุข อาจเป็นตัวอย่างไม่ดีแก่ผู้ที่ยังอยู่ในวัยเยาว์ได้ทดลองกระทำก็ได้ จึงขอได้ใช่วิจารณญาณในการรับชมโดยรอบคอบด้วยครับ

หมายเหตุ

1. ถนนราดฝุ่นในภาพ เป็นเส้นทางพหลโยธินระหว่างตัวจังหวัดเชียงราย ไปยัง อ.แม่สาย แต่เดิมได้กำหนดเป็นเส้นทางหลวงหมายเลข 5 (เขตแดนจังโหลน – สะเดา - หาดใหญ่ – พังงา - กรุงเทพฯ – ลพบุรี - เชียงราย – แม่สาย) ต่อมากำหนดเป็นทางหลวงหมายเลข 1 และตัดช่วงระหว่างเชียงราย - แม่สาย เป็นทางหลวงหมายเลข 110 จนกระทั่งกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงหมายเลข 1 ในปัจจุบัน

ผมเคยนั่งรถเมล์ลุยฝุ่นถนนสายนี้ไปเที่ยวแม่สายครั้งหนึ่งสมัยเรียนอยู่ชั้นประถม ต่อมา มีการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงจากถนนราดฝุ่นเป็นถนนแอสฟัลติกมาตรฐานสองเลน ตามโครงการก่อสร้างทางหลวงสายเอเซียช่วง นครสวรรค์ – เชียงราย – แม่สาย เมื่อปี พ.ศ.2515

2. ฝั่งเรือข้ามฟากข้ามน้ำแม่สาย ได้เลิกไปนานแล้ว นับตั้งแต่มีการก่อสร้างสะพาน คสล.เชื่อมระหว่างแม่สาย – ท่าขี้เหล็ก ที่หลายๆ คนได้ข้ามไปเที่ยวฝั่งพม่า และถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันมาหลายๆ หนนั่นแหละครับ

3. บ่อนปางวาดในเวลาต่อมา ทางการพม่าไม่อนุญาตให้จัดอีก จนกระทั่งอนุญาตให้มีสถานคาสิโนในโรงแรมชั้นหนึ่ง บริเวณสามเหลี่ยมทองคำฝั่งพม่าเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง


...............................

ทาสตัวเอง

ชยาวุธ บรรยาย


พูดถึง “การพะนัน" ดูเหมือนว่าแทบทุกคนก็ได้ ที่เล่นเป็นหรือพอจะเล่นได้และ– คนไหนก็คนนั้น, ถ้าลงได้เล่นก็ฝังใจเหมือนถูก ผีสิง เพราะว่าไม่มีอะไรอีกแล้ว ที่จะได้เงินคล่อง , ไม่เหนื่อยยาก , เหมือนกับการพะนัน !

ว่ากันว่า การพะนันมันมี “ผี” ที่คอยจะสิงคนที่เล่น ใครก็ตามที่ริอ่านเล่นการพะนัน จะ “ติด” มันขนาดเล่นหามรุ่งหามค่ำ ไม่เป็นอันทำมาหากิน ทรัพย์สินที่มีอยู่ก็จะค่อยๆ ละลายหมดสิ้นไปอย่างไม่รู้ตัว

ใครๆ ก็รู้กันอย่างนี้ แต่ใครๆ ก็ยังจะเล่นการพะนันเมื่อมีโอกาส

ในบ้านเมืองของเรา– แม้จะมีบ่อนการพะนันอยู่นับไม่ถ้วน ทั้งที่ได้รับอนุญาตจากทางการบ้านเมืองถูกต้อง หรือลักลอบเล่นกันลับๆ โดยมี “อิทธิพล” คุ้มครอง ก็ยังไม่เอิกเกริกและดึงดูดนักเสี่ยงโชคได้มากมายเท่ากับงานปอยที่ปางวาด ณ ฝั่งท่าขี้เหล็ก ดินแดนไทยใหญ่ของสหภาพพะม่า

ที่นั่น , ใครรักจะเล่นการพะนันประเภทไหน – มีให้เล่นทุกอย่าง ไม่ต้องกลัวถูกจับ– ไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการพะนันใช้ ตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่มีงานปอยประจำปี

ทุกๆ ปี ที่ปางวาดจะมีงานปอย ซึ่งไม่มีอะไรขึ้นหน้าขึ้นตาสักอย่างเดียว บริเวณแคบ... ร้านรวงปลูกสร้างหยาบๆ... ไม่มีการตกแต่ง... ไม่มีทั้งแสงและสี แต่สิ่งเดียวที่มี คือ การพะนันทุกประเภท !

งานปอยที่ปางวาด จึงมีความหมายแต่เพียงว่า บ่อนการพะนันใหญ่ได้เปิดขึ้นแล้ว ใครอยากร่ำรวย– หรือฉิบหายขายตัวก็เชิญ !

เมื่องานปอยที่ปางวาดเริ่มต้น ผู้คนจากฝั่งไทยเราซึ่งอยู่ในจังหวัดภาคเหนือและจังหวัดใกล้เคียง ต่างก็เตรียมทุนรอนกันทะมัดทะแมง ที่เป็นเจ้ามือก็ฝึกกลเม็ดเด็ดพรายให้ช่ำชอง เพื่อ “ดูด” เงินจากกะเป๋าลูกค้า... ที่เป็นนักการพะนันก็คิดกะแผนการจะ “ต้อน” เงินจากเจ้ามือมาเข้ากะเป๋าตัว แต่ละคนแต่ละฝ่ายเข้าใจและมั่นใจใน “ ชั้นเชิง ” ของตนว่าเก่งฉกาจเหนือคนอื่นทั้งนั้น

ทั่วบริเวณบ่อนที่ปางวาด ตั้งแต่เช้าจนยันรุ่ง จึงมีนักเสี่ยงโชคมั่วสุมกันอยู่ ไม่มีเวลาพักผ่อนหลับนอน ใครมือดีเล่นได้ก็หน้าบาน ใครมือไม่ถึงเล่นเสียก็หน้าซีดเซียว เงินหมุนเวียนในบ่อนเป็นเรือนแสน ซึ่งก็เป็นเงินไทยเราทั้งนั้น ใครได้เห็นเข้า– ไม่มีหรอกที่จะไม่เกิดความโลภ

เมื่อความโลภเข้าครองใจ คนไหนก็คนนั้น เรื่องจะอิ่มจะพอเป็นไม่มี การพะนันก็เหมือนมีผีสิง เล่นตอนแรกๆ ก็มักจะ “ได้” อยู่เรื่อยไป แต่ตอนหลังๆ เงินที่ได้มานั้น จะดึงดูดเอา “ทุนเดิม” ออกไปเรื่อยๆ จนเกลี้ยงกระเป๋า !

การจัดบ่อนการพะนัน ในงานปอยที่ปางวาด นอกจากจะมีการพะนันชนิดต่างๆ ให้เลือกเล่นกันได้ตามใจชอบแล้ว ในบริเวณบ่อนยังมีร้านรับซื้อทองรูปพรรณตามราคาท้องตลาด... มีสถานที่มิดชิดพอสมควรสำหรับให้เช่าร่างกาย (จัดเฉพาะนักเลงการพนันผู้หญิง)... และฝิ่นให้สูบฟรี เพื่อ “บริการ” นักเสี่ยงโชคที่อับโชคหมดเนื้อหมดตัว นับว่าเป็นแหล่งอบาย– หรือโลกันต์บนแผ่นดินผืนนี้ก็ว่าได้

หลายคนรู้ดีว่า ไม่เคยมีใครร่ำรวยเพราะการพะนัน (นอกจากจะเป็นเจ้ามือ หรือคอยเก็บค่า “ต๋ง” จากการจัดบ่อน) แต่คนเป็นอันมากก็ยังไม่เคยรีรอหรือลังเล- ถ้ามีโอกาสจะได้เล่นการพะนัน

ที่เป็นเช่นนั้น , คนที่มองไม่เห็นตัวเองก็ว่า “การพะนันมันมีผีที่คอยชักจูงให้คนที่เห็นอดเล่นมันไม่ได้”

และผู้ที่เสียมานักต่อนัก จนรู้สำนึกก็จะว่า “ไม่ใช่ผีใช่สางอะไรหรอก มันเป็นเพราะความโลภของเราเองต่างหาก คนเราเมื่อมีช่องทางที่จะได้เงินคล่องๆ ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยอะไรนักหนา ก็ต้องเดินไปตามช่องทางนั้น ไม่มีใครหรอกที่ไม่อยากได้”

บ่อนการพะนันที่ปางวาด ไม่ใช่เพิ่งจะมี– แต่มีมานานแล้ว ทุกปีที่ผ่านมา นักเสี่ยงโชคจากฝั่งไทยก็ขนเงินไปทิ้งฝั่งโน้นปีละไม่ใช่น้อย แม้กระนั้น , เมื่อมีงานปอยที่ปางวาดอีก คนที่เคยเสียก็ไม่เข็ดขยาด กลับหอบเงินไปหมายจะ “แก้มือ” เอาทุนเดิมที่เสียไปกลับคืนมา และก็มีบางคนเท่านั้นเองที่จะแก้มือได้สำเร็จดังใจ
ผู้ที่เสียการพะนันก็โยนความผิดไปให้โชคชะตา หรือไม่ก็ปัดให้พ้นๆ ตัวเองไปเป็นเรื่องผีของสาง เรื่องที่จะลงโทษตัวเองนั้นมีน้อยคนนัก ธรรมดาของคนเรามักเข้าข้างตัวเองอย่างนี้

แต่- ความจริงนั้น , ถ้าเราจะมองจิตใจของเราเองอย่างพินิจ มองตัวเองอย่างที่เรามองดูคนอื่น เราก็จะได้ประจักษ์ในความจริงว่า หากเราไม่ยอมตัวเข้าไปพัวพัน หากเราไม่เป็นทาสตัวเอง ปล่อยให้ความละโมบเข้าครองใจ โชคชะตา – หรือผีการพะนัน มันจะทำอะไรเราไม่ได้เลย

ตัวเราเอง – จิตใจของเราเอง - ที่บงการให้เป็นไป

“ เงินทองเท่าไหร่ก็ไม่พอให้การพะนันผลาญ ”

ตรงท่าข้ามฝั่งไทยมีป้าย “เตือนสติ” บอกไว้อย่างนี้ แต่กระนั้นก็ยังไม่มีใครแยแส... ไม่มีใครเชื่อ... ไม่มีใครหยุดคิด ทุกคนข้ามไป... แต่ละคนพกเงินไปคนละไม่น้อยและน้อยคนเหลือเกินที่จะหอบเงินกลับมา

“ฉันได้ร่วมห้าพันแล้วนา ถ้าเลิกเสียตอนนั้นก็สบายไปแล้ว นี่เราอยากได้สักแปดพัน มันจึงดูดเอาเราเข้าไปตั้งสามพัน” คนที่กลับมายังฝั่งไทย มักจะบ่นอย่างนี้แทบทุกคน

และนั่นแหละ- สิ่งที่เรียกกันว่า “ผี” การพะนันเข้าสิง ซึ่งความจริงมันไม่ใช่ผีใช่สางอะไรหรอก หากเป็นเพราะความโลภของเราเอง เป็นเพราะเรายังเป็นทาสของตัวเองและเอาชนะตัวเองไม่ได้ต่างหาก...

...................


ปอยปางวาด

นิคม กิตติกุล ถ่ายภาพ
ชยาวุธ บรรยาย





กล่าวกันว่า บ่อนการพะนันต่างๆ ตั้งอยู่ได้ ก็เพราะความโลภอันไม่มีขอบเขตของมนุษย์ จากพฤติการณ์ที่เราได้พบเห็นเมื่อคราวข้ามฝั่งสายไปตระเวน “ปอยปางวาด” ที่ท่าขี้เหล็กเมื่อตรุษจีนคราวนี้ ทำให้เราตระหนักว่าคำกล่าวนี้เป็นความจริงที่สุด

ที่ฝั่งแม่สายอันเป็นพรมแดนระหว่างไทย กับ สหภาพพม่า เราพบบุคคลจากฝั่งไทยข้ามเรือขนาน เพื่อไปเสียภาษีให้เจ้าฟ้ากลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ไม่มีใครเลยที่แยแสต่อคำเตือนของทางราชการที่เขียนติดไว้ตรงท่า




ขณะที่เราก้าวเข้าไปสู่บริเวณปอยปางวาด ภาพที่เด่นและสะดุดตาที่สุดคือบ่อนหวย “มะก่องถี่” ของเจ้าฟ้า ซึ่งออกวันละ ๒ เวลา หวยที่จะออกในวันนั้นถูกบรรจุไว้ในถุงและชักขึ้นแขวนไว้บนยอดเสาที่เห็นตระหง่านอยู่นั้น




ถึงแม้ตอนที่เราไปถึงนั้นจะเป็นเวลาเช้า แต่บ่อนการพะนัน “แบกะดิน” ทั้งหลายก็กำลังครึกครื้นยิ่ง มีประชาชนซึ่งถูกผีพะนันเข้าสิงทั้งหลาย ยืนบ้างนั่งบ้าง ล้อมวงเป็นกลุ่มๆ ทุกคนมีความหวังอยู่เพียงประการเดียว คือคิดจะล้มเจ้ามือ แต่ทุกคนก็เรียนรู้เมื่อสายเสียแล้วว่า ผู้ที่ถูกล้มนั้นจะเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจาก... ลูกค้า




ที่ปอยปางวาด มีไพ่ป๊อกเพียง ๓ ใบ มีเสื่อเพียงผืนเดียว มีหน้าม้าดีๆ และมีศิลปะในการตลบตะแลงมากๆ หน่อย ใครๆ ก็สามารถเปิดบริการต้มหมูได้ เพราะที่ปางวาด มีสุกรทุกขนาดสำหรับให้ต้มและตุ๋นทุกเมื่อ




การพะนันที่นิยมกันมากในหมู่พวกไทยใหญ่เจ้าของถิ่น และรู้สึกว่าจะไม่สู้ร้อนแรงเหมือนการพะนันประเภทอื่น คือ การเล่น “มะโขกโหลก” ซึ่งใช้ทอดด้วยลูกเต๋าขนาดใหญ่สามลูก เต๋าเหล่านี้มีรูปสัตว์ต่างๆ เป็นเครื่องหมายแทนตัวเลข เป็นกีฬาประเภทเบา (กระเป๋า) ที่นิยมกันมากในหมู่แฟนหญิง




ในบรรดาผู้ที่หอบเงินไทยข้ามฝั่งสายไปส่งส่วยให้แก่เจ้าฟ้านั้น มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นสุภาพสตรี ซึ่งครั้งแรกก็ใจแข็งนักหนา ที่จะยอมเสียภาษีให้แก่เฉพาะรัฐบาลไทย แต่พอถูกเซ้าซี้เข้าหน่อย เธอก็อดที่จะช่วยอุดหนุนเจ้าฟ้าเพื่อรักษาสัมพันธไมตรีเสียมิได้




แต่... แน่ละ สำหรับพวกผู้ชายอกสามศอกคืบอย่างพวกเรา ไหนๆ จะมาอุดหนุนเจ้าฟ้าทั้งที ก็ขอได้นั่งใกล้กับเจ้ามือที่เป็นหญิงสาว เพราะรู้สึกว่าบรรยากาศมันครื้นเครงยิ่งขึ้น ไอ้เรื่องจะเสียหรือจะได้ไม่ต้องพูด เพราะไม่ว่าจะได้หรือจะเสียเราย่อมหัวเราะได้ทั้งนั้น ถึงแม้หลายต่อหลายครั้งจะเป็นการหัวเราะอย่างไม่สู้จะ “สมบูรณ์แบบ” ก็ตามที.

.................


(นิตยสารรายเดือน “ คนเมือง ” ปีที่ 1 ฉบับที่ 9 ประจำเดือน มีนาคม 2498)


Create Date : 12 กันยายน 2553
Last Update : 13 กันยายน 2553 12:02:43 น. 2 comments
Counter : 1456 Pageviews.

 
ชื่อเกมส์การพนันบางชื่อไม่เคยรับรู้มาก่อน
ห้าพันบาทในสมัยนั้นคงเป็นเงินที่มากพอสมควร
นิสัยรักการพนันคงอยู่ในสายเลือด
หากมีโอกกาส คนสมัยนี้ก็ไม่ยอมละทิ้งเช่นเดียวกันครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 12 กันยายน 2553 เวลา:23:01:51 น.  

 
ขอบคุณครับที่มาแวะชม

การพนันบางชนิด จะมีเฉพาะท้องถิ่นภาคเหนือตอนบน หรือในรัฐฉานของสหภาพพม่าครับ (โยนความผิดไปให้เขาเลย หุ หุ)

สมัยโน้น ทอง 1 บาท จะมีค่าราวๆ 450 บาทเท่านั้นเอง

เชื่อเถอะครับว่า ถึงบ้านเมืองจะก้าวหน้าเพียงใด ยังมีคนชอบการพนันอยู่นั่นแหละ เหมือนคำคมที่ มจ.อากาศดำเกิง รพีพัฒน์ กล่าวในนวนิยาย "ละครแห่งชีวิต" ของท่านว่า

"การพนัน เป็นมรดกของมนุษยชาติ"


โดย: owl2 วันที่: 13 กันยายน 2553 เวลา:0:34:25 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

owl2
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add owl2's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.