Group Blog
 
<<
กันยายน 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
8 กันยายน 2553
 
All Blogs
 
สารคดีสั้น...จาก "คนเมือง" (9)

สวัสดีครับ...

สารคดีสั้นประกอบภาพย้อนยุคจากนิตยสารรายเดือน "คนเมือง" ตอนนี้ ค่อนข้างจะคาบลูกคาบดอกกับกฎหมายยาเสพติดในสมัยนี้นะครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ ฝิ่น” ซึ่งปลูกกันมากในบริเวณจังหวัดทางภาคเหนือตั้งแต่เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย รัฐฉานของสหภาพพม่า ไปจนถึงภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งป้อนวัตถุดิบให้กับโรงยาฝิ่นของประเทศไทยในขณะนั้น

ด้วยผลประโยชน์อันมหาศาลจากการค้าฝิ่นในสมัยก่อน จึงทำให้มีผู้แข่งขันกันมาก เกิดคาราวานขนฝิ่นเถื่อนจากรัฐฉาน สหภาพพม่า เดินลัดเลาะตามสันดอยจนถึงจุดพักในหัวเมืองภาคเหนือ ก่อนลำเลียงเข้าสู่โรงยาฝิ่นต่อไป

จนกระทั่งในที่สุด รัฐบาลคณะปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ออก พรบ.ยาเสพติดและเลิกโรงยาฝิ่นอย่างเด็ดขาดราวปี พ.ศ.2501 การค้าฝิ่นที่ถูกต้องตามกฎหมายจึงยุติลง แต่ทว่า ได้พัฒนาเงียบๆ กลายเป็นสารเสพติดที่มีฤทธิ์รุนแรงกว่าในภายหลังอันมีชื่อว่า “ เฮโรอีน ”

ช่วงที่กองบรรณาธิการนิตยสาร "คนเมือง" ถ่ายทำสารคดีภาพชุดนี้ ฝิ่น ยังเป็นเรื่องคาบลูกคาบดอกระหว่างยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย กับโรงยาฝิ่นในประเทศไทยยังมีเปิดให้บริการ จึงเป็นการนำเสนอครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับเรื่องราวของฝิ่นในหน้าหนังสือพิมพ์ เพราะหลังจากนั้น จะมีเฉพาะข่าวการจับฝิ่นเถื่อนเท่านั้น แต่ทีมงานถ่ายทำยังระมัดระวัง ไม่บ่งชื่อสถานที่ถ่ายทำเช่นปกติ ผมสันนิษฐานว่า อาจเป็นบริเวณหลังดอยอินทนนท์ หรือดอยอ่างขาง ซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการหลวงพัฒนาพื้นที่สูงในปัจจุบัน จนกระทั่งชาวเขาเลิกปลูกฝิ่นแทบทั้งหมด หันมาปลูกผลผลิตทางเกษตรทดแทนตามกระแสพระราชดำริฯ ซึ่งทำรายได้สู่ครอบครัวไม่แพ้กัน

ปัจจุบัน ผู้สนใจจะชมเรื่องราวของฝิ่น และยาเสพติดประเภทต่างๆ ได้ที่ พิพิธภัณฑ์ฝิ่น ซึ่งอยู่เลยบริเวณบ้านสบรวก หรือสามเหลี่ยมทองคำ ไปเล็กน้อย อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

สำหรับสารคดีสั้นตอนนี้ บันทึกภาพโดย นิคม กิตติกุล บรรยายโดย ภราดา นำลงพิมพ์ในนิตยสารรายเดือน "คนเมือง" ปีที่ 1 ฉบับที่ 8 ประจำเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2498 ครับ
......................


แถมด้วยมาตราเทียบน้ำหนักของฝิ่นให้ด้วยครับ 1 จ๊อย = 1.6 กิโลกรัม

......................

หุบเหวแห่งความหลัง

ภราดา เขียนเรื่อง

มันเป็นเช้าที่อากาศเย็นเยียบผิดจากทุกๆ วัน กองไฟกลางกะท่อมส่องแสงวอมแวม มันไม่ช่วยให้เกิดความอบอุ่นเลย เลาเสอ , แม้วชราลุกขึ้นยืนบิดกายให้คลายเมื่อยล้า เหม่อมองออกไปทางช่องประตู หมอกยังคลุมอยู่ทั่วไป แสงแดดยังไม่ส่อง

ข้างกองไฟ หมาผอมๆ ตัวหนึ่งนอนขดอยู่

เขาพูดกับหมา “เฮ้ย ไปไร่เว้ย” และเหมือนกับมันจะรู้ภาษา พอเขายกห่อผ้าเจี๋ยนขึ้นสพายหลัง หมาตัวนั้นก็ลุกพรวดพราดขึ้น แล้วเดินตามเจ้าของออกจากกะท่อม ฝ่าสายหมอกและความเยียบเย็นไป

เลาเสอ พาสังขารชรายักแย่ยักยันไปตามเส้นทางแคบๆ และสูงชัน ตลอดเวลาที่เท้าย่ำไปบนใบไม้แห้ง จิตสำนึกของแม้วชราก็กระเจิงสู่ความหลัง

อากาศหนาวยะเยือกเหมือนวันนี้ แต่เป็นเมื่อปีก่อน ที่เลาลี – ลูกชายคนเดียวของแก พาครอบครัวซึ่งมีพ่อ , แม่ และเมียเพียง ๔ คน อพยพมาจากปางป่าคา เพื่อหลบหนีการปราบปรามครั้งใหญ่ของเจ้าหน้าที่

อากาศหนาวยะเยือกเหมือนวันนี้ แต่เป็นเมื่อปีก่อน ที่เลาเสอจำได้อย่างแม่นยำว่า เลาลีถูกยิงตาย ! เมียของแกซึ่งแก่มากแล้ว กลืนฝิ่นดิบเกือบกำมือจนดับชีวิตไปด้วย เพราะนางเสียใจที่สูญเสียลูกชายคนเดียวไปอย่างไม่มีวันกลับคืนมาอีก

อากาศหนาวยะเยือกเหมือนวันนี้ แต่เป็นเมื่อปีก่อน ที่เลาเสองกเงิ่นพาลูกสะใภ้ไป “จำนอง” ไว้กับเพื่อนบ้าน เพื่อเอาทุนรอนมาตั้งเนื้อตั้งตัวในถิ่นใหม่ เป็นทุนรอนสำหรับกิน และจ้างเขาบุกเบิกป่าให้เป็นไร่

หมอกละลายเกือบหมดแล้ว... เลาเสอมายืนอยู่กลางไร่ฝิ่น... มันเป็นไร่ที่กว้างขวางพอใช้... มันเป็นไร่ที่เกิดจากการเสียสละของลูกสะใภ้ ซึ่งแกคิดว่าปีนี้ถ้าขายฝิ่นได้แล้วก็จะไป “ไถ่” เอากลับคืนมา

เลาเสอมองดูไร่ฝิ่นด้วยแววตาอันเศร้าสลด...

ไร่นี้- แกกรีดและขูดด้วยมือของแกเอง และบัดนี้จำนวนฝิ่นดิบก็ถูกนำไปเก็บไว้ในโรงเคี่ยว ไม่ไกลจากไร่นัก เลาเสอหมุนตัวกลับ มีหมาวิ่งตามไปข้างหลัง แกมุ่งหน้าเดินไปตามทางแคบๆ และรกด้วยหญ้าคา เพราะโรงเคี่ยวฝิ่นของแกอยู่ในที่ลับตาคน

ตะวันเกือบตรงหัว เลาเสอกับหมาของแกก็มาถึงโรงเคี่ยวฝิ่น

แกนั่งลง – ปลดห่อผ้าเจี๋ยนออกจากหลัง หอบ – เหนื่อย , และระโหยโรยแรงอย่างเหลือเกิน “ฟ้าต้องช่วยข้า !” แกพึมพำขณะเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีครามสด “ปีนี้ข้าได้ฝิ่นมากกว่าที่กะเอาไว้” แกเอื้อมมือไปลูบหัวหมา เหมือนกับจะให้มันดีใจกับความสำเร็จของแกด้วย

ครู่หนึ่งต่อมา , เลาเสอก็ทำการเคี่ยวฝิ่น... ถูกละ , มันเปลืองแรงอีกไม่น้อย กว่าจะเคี่ยวให้ได้ที่ แต่ราคาฝิ่นสุกที่เคี่ยวแล้วก็แพงกว่าฝิ่นดิบเกือบเท่าตัว ตลอดเวลาที่แกทำงาน แกครุ่นคิดอยู่แต่ว่า – เจ้าฝิ่นนี้แหละ จะขายได้เงินมา “ไถ่” ลูกสะใภ้กลับมา และต่อแต่นั้นไปก็จะได้ช่วยกันทำงานต่อไป

เสียงหมาเห่ากระโชกอยู่ข้างนอก... เลาเสอเอาหลังมือเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก “คงมีคนแปลกหน้าเข้ามา” แกพึมพำกับตัวเอง แล้วก้าวออกมาจากโรงเคี่ยว

พอพ้นออกมา – แกก็เผชิญหน้ากับคนหมู่หนึ่งมีอาวุธครบมือ !

คนพวกนั้นบอกว่า พวกเขาเป็นเจ้าหน้าที่ และจะขับกุมเอาแกไป พร้อมกับฝิ่นของกลาง เพราะแกทำผิดกฎหมาย

เลาเสอ ตัวสั่น... เพราะความกลัว แกอ้อนวอนตะกุกตะกักว่า...เอาแต่ของไปเถิด แกแก่มากแล้ว จะมีประโยชน์อะไรที่เอาตัวแกไปลงโทษ อีกไม่กี่ปีแกก็คงจะตายแล้ว เลาเสอเฝ้าอ้อนวอนอยู่พักใหญ่

คนแปลกหน้ากลุ่มนั้นหันมาซุบซิบกัน แล้วบอกว่า “ตกลง” และทวงบุญคุณเอาด้วยว่า นี่เพราะสงสารแกหรอกนะจึงจะเอาแต่ “ของ” ไปตามที่แกอ้อนวอนขอ พูดขาดคำ , คนเหล่านั้นก็ทำท่าจะขนฝิ่นดิบที่ยังไม่ได้เคี่ยว และที่กำลังเคี่ยวอยู่

เลาเสอมองดูคนเหล่านั้นด้วยแววตาลุกวาว... ทั้งเสียดายและเจ็บแค้น แกบอกกับคนพวกนั้นว่า “ของ” เหล่านี้ถึงจะเอาไปราคามันก็ไม่เท่าไหร่ ที่หุบเหวไม่ไกลจากที่นี่นัก แกมีฝิ่นสุกอยู่ ๑๐ จ๊อยฝังอยู่ ถ้าจะเอา – แกจะพาไป แต่ฝิ่นดิบเหล่านี้...ขอไว้ให้แกได้พอขายพอกินประทังตายไปเถิด

คนแปลกหน้าหันไปปรึกษากันอีกครั้งหนึ่ง แล้วตอบตกลง !

เลาเสอ เดินนำหน้าพาคนแปลกหน้าเหล่านั้นไป หมาของแกวิ่งตามไปห่างๆ ร่วมชั่วโมงก็ถึงหุบเหวแห่งหนึ่ง เลาเสอชี้มือบอกพวกนั้นว่า ที่นี่แหละที่แกฝังฝิ่นซุกซ่อนไว้ ขอให้ขุดเอาไปเถอะ

คนเหล่านั้นมองหน้ากัน แล้วอึดใจต่อมา , สามคนช่วยกันขุด พักใหญ่ก็เห็นกระป๋องจมอยู่ในดิน “เจอแล้วเว้ย ไอ้แก่นี้มันไม่โกหกหรอก” ขาดเสียงตะโกน คนแปลกหน้าทั้งหมดก็ปลดอาวุธตัวเอง เพื่อช่วยกันขุด – ช่วยกันขน

หมาผอมๆ ตัวนั้นเห่ากระโชกขึ้น... เลาเสอร้องตวาดให้มันเงียบเสียง

และเหมือนจิ้งจอกร้าย เลาเสอปราดไปหยิบแมตเสนกระบอกหนึ่ง ก่อนที่คนพวกนั้นจะรู้ว่าอะไรเกิดขึ้น กะสุนทองแดงก็พ่นจากปากกระบอก รัวถี่ยิบ... คนแปลกหน้าล้มกลิ้ง เลือดสดๆ ทะลักออกมา...ดินร่วนซุยตรงรอยขุดแดงฉาน

สิ้นเสียงปืน... ก็มีเสียงหัวเราะของเลาเสอผู้พิชิต

หุบเหวอย่างนี้แหละ ที่ลูกชายของแกถูกยิงทิ้ง... อากาศหนาวยะเยือกอย่างนี้แหละที่แกสูญเสียลูกชาย , เมีย และตัวเองต้องเอาลูกสะใภ้ไปขายฝากเขาไว้

บัดนี้ , เลาเสอหัวเราะก้องป่า... ถ้าการชำระหนี้ชีวิตกันได้ด้วยชีวิต แกก็ได้กำไรแล้ว !

หมาผอมโซตัวนั้นหอนโหยหวน... อึดใจต่อมา ทั่วทั้งป่าก็มีแต่ความเงียบสงบ

........................


ตระเวนไร่ฝิ่น

นิคม กิตติกุล ถ่ายภาพ
ภราดา เขียนเรื่อง


................





พวกเราต้องปีนเขาขึ้นไปสู่ “ นิคมภูผาภินท์ ” อีกวาระหนึ่งเมื่อกลางเดือนที่แล้ว ด้วยสปิริตของคนหนังสือพิมพ์ที่ต้องการจะเก็บภาพที่หาดูได้ยากที่สุด คือภาพการเกี่ยว “ แม่ทองดำ ” ซึ่งขึ้นชื่อลือกระฉ่อนไปทั่วโลกว่าเป็น “ ยางไม้มรณะ ”

เหนือนิคมภูผาภินท์ บนไหล่เขาซึ่งกรมป่าไม้ประกาศสงวนไว้เป็นวนาธรรมชาติของเวียงเหนือ เราก็พบบุปผาแห่งความตาย กำลังชูช่อล้อลมหนาวอยู่สะพรั่ง กลีบสีขาวดุจปุยฝ้ายของมันช่างผ่องไม่ต่างอะไรกับสีผ้าที่เขาใช้ตราสังข์...




ใครจะนึกบ้างว่าในกระเปาะสีเขียวอ่อนเหมือนหมากดิบ ซึ่งปกคลุมไว้ด้วยเกษรเหลืองอร่ามนั้น จะชุ่มฉ่ำไปด้วยพิษร้าย ไม่ต่างอะไรกับต่อมน้ำพิษของงูจงอาง ? นี่แหละคือ “ ขุมคลังแห่งความวิปโยค ” ซึ่งจวนจะได้เวลาเก็บเกี่ยวอยู่แล้ว





ฤดูกรีดฝิ่นเริ่มต้นในราวเดือนมกราคม ขณะที่เหมยเหนือกำลังพรำ และลมฟ้าอากาศกำลังเย็นยะเยียบ เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวได้มาถึง พวกชาวเขาก็จะหอบข้าวของไปนอนค้างอยู่ที่ไร่ชั่วคราว

ทุกคนจะต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อเก็บเกี่ยวพืชผลซึ่งจะทำรายได้ให้แก่เจ้าของดีกว่าการทำนาในเนื้อที่เท่ากันถึง ๔๐ เท่า...





การกรีดยางฝิ่นเป็นงานของผู้หญิงและเด็กๆ เครื่องมือที่ใช้ก็มีเพียงมีดคมคู่แบบมือเสือขนาดเล็กเพียงเล่มเดียว

การกรีดจะต้องทำเฉพาะในเวลาที่มีแสงแดด มิฉะนั้นยางฝิ่นจะไม่ซึมออกมาตามร่องที่กรีดนั้น...





การกรีดฝิ่นเป็นศิลปะชนิดหนึ่ง ซึ่งจำต้องอาศัยความชำนาญอยู่ไม่น้อย ผู้กรีดจะต้องกรีดเป็นเส้นขนานตั้งแต่ปลายกะเปาะลงมาจนจรดโคน ฝิ่นลูกหนึ่งกรีดได้ประมาณ ๓ – ๔ ครั้ง พอกรีดเสร็จจะมียางสีขาวเหมือนน้ำนม ซึมออกมาจากร่องที่กรีดนั้น

ฝิ่นที่กรีดแล้วจะต้องทิ้งไว้หนึ่งคืน เพื่อให้ยางฝิ่นเกาะตัวเหนียวจึงจะทำการ “ เก็บเกี่ยว ” ได้...





เมื่อยางฝิ่นถูกทิ้งตากน้ำค้างจนเป็นสีน้ำตาลและเหนียวดีแล้ว ชาวไร่ก็จะเริ่มลงมือขูดยางซึ่งเป็นงานกลางไร่ชิ้นสุดท้าย

การขูดยางฝิ่นต้องใช้เหล็กแบนๆ ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเหมือนมีดสั้นหัวป้านขูดเหมือนเราขูดขนหมู





การขูดยางฝิ่นไม่ใช่งานกล้วยๆ อย่างที่เราคิด เพราะยางฝิ่นนั้นเหนียวมาก ต้องใช้น้ำลายช่วยให้ลื่นบ่อยๆ

ยางฝิ่นหรือเนื้อฝิ่นดิบที่ท่านเห็นเป็นก้อนอยู่บนใบมีดนั้น จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า มีน้ำลายของผู้ขูดเจือปนอยู่ด้วยเป็นกระสายไม่น้อยกว่า ๑๕ เปอร์เซนต์เสมอไป...





ฝิ่นเป็นอุตสาหกรรมหนักประเภทหนึ่งของจังหวัดภาคเหนือ เพราะฝิ่น... มนุษย์หลายคนได้กลายเป็นอาเสี่ยและพ่อเลี้ยง... มนุษย์หลายคนต้องสิ้นเนื้อประดาตัวหรือกลายเป็นผีตายโหง... และมนุษย์อีกหลายร้อยหลายพันคนต้องกลายเป็นโสเภณี เป็นอาชญากร และ เป็นโรคลงแดง...

ตราบใดที่ความโลภยังครอบงำสันดานของคนเรา ตราบนั้นการปลูกฝิ่น การค้าฝิ่น และการปราบฝิ่นก็ยังจะเป็นสิ่งที่ท่านจะต้องได้ยิน ได้เห็นอยู่เสมอ...

...เพราะฝิ่นเป็นเสมือนหนึ่งผีนรก ที่มนุษย์เองเป็นผู้ปั้นมันขึ้นมา เพื่อท้าทายอำนาจของพระเจ้า !...

.............................

(จากนิตยสารรายเดือน "คนเมือง" ปีที่ 1 ฉบับที่ 8 ประจำเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2498)




Create Date : 08 กันยายน 2553
Last Update : 8 กันยายน 2553 23:53:53 น. 2 comments
Counter : 1864 Pageviews.

 
มาติดตามต่อครับ การบรรยายเรื่องของนักเขียนสมัยนั้น
เขาใช้ภาษาไทยได้ยอดเยี่ยมมากครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 11 กันยายน 2553 เวลา:10:14:18 น.  

 
ขอบคุณครับ สังคมในยุคนั้นไม่เร่งไม่ร้อน และยังอยู่ในกรอบจารีตประเพณี ทำให้งานข้อเขียนต่างๆ ที่ออกมา เจือด้วยภาษาและแทรกอารมณ์ที่ละเมียดละไมอยู่ในนั้นด้วย


โดย: owl2 วันที่: 11 กันยายน 2553 เวลา:15:09:45 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13


 
owl2
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add owl2's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.