Group Blog
 
<<
เมษายน 2554
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
2 เมษายน 2554
 
All Blogs
 
เที่ยวสุพรรณ....กับด่วนขุนแผน ตอนที่ 3 (ส่งท้าย)

เพียงแค่ระยะเวลาไม่ถึงสิบนาที ก๊วนผมได้ดั้นด้นมาถึงทางเข้าวัดป่าเลไลยก์ วัดใหญ่วรวิหาร พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ซึ่งนักท่องเที่ยวเมืองสุพรรณบุรีรายใด หากไม่แวะนมัสการ "หลวงพ่อโต" ที่วัดแห่งนี้แล้ว ดูเหมือนจะขาดอะไรไปสักอย่าง



ซึ่งทางก๊วนผม ไม่ยอมให้ขาดหรอกครับ เพราะปลายทางรถไฟสายสุพรรณบุรี ตั้งอยู่ใกล้ๆ บริเวณวัดนี้เอง

ยิ่งบ่ายวันนี้ มีขบวนแห่นาคมาบวชที่วัดป่าเลไลยก์ ในช่วงวันพระใหญ่ด้วยแล้ว บรรยากาศยิ่งคึกคักกว่าเดิม

ทางชาวคณะ ได้ถือโอกาสมานมัสการ และถือโอกาสทำบุญสมดังใจปรารถนา



ภายในวิหารวัดป่าเลไลยก์ ซึ่งมี "หลวงพ่อโต" ประดิษฐานอยู่นั้น นั่งมองดูความใหญ่โตขององค์หลวงพ่อโตแล้ว สร้างความรู้สึกที่มั่นใจ จิตสงบนิ่งอย่างบอกไม่ถูกครับ



ตามข้อมูลและประวัติได้กล่าวไว้ว่า "หลวงพ่อโต" เป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ ที่แตกต่างจากองค์พระประธานทั่วไป ศิลปสมัยอู่ทองสุพรรณบุรี ภูมิลักษณะประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำบนพระชานุ พระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระชานุอีกข้างหนึ่งในท่าทรงรับของถวาย องค์พระสูง 23.46 เมตร รอบองค์ 11.20 เมตร มีนักปราชญ์หลายท่านกล่าวว่า หลวงพ่อโตเดิมคงเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา สร้างไว้กลางแจ้งเหมือนพระพนัญเชิงในสมัยแรกๆ เพราะมักจะพบว่า พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สร้างสมัยก่อนอยุธยาและอยุธยาตอนต้น ส่วนมากชอบสร้างไว้กลางแจ้งเพื่อให้สามารถมองเห็นได้แต่ไกล ภายในองค์พระพุทธรูปนี้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลาย จำนวน 36 องค์ หลวงพ่อโตเป็นที่นับถือของประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ทุกปีจะมีงานเทศกาลสมโภชและนมัสการหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ 2 ครั้ง คือในวันขึ้น 5-9 ค่ำ เดือน 5 และเดือน 12

................

ข้อมูลจากหนังสือเผยแพร่ชุด สุพรรณบุรี ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดพิมพ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2552



หลังจากนมัสการองค์ "หลวงพ่อโต" และเก็บภาพไว้จนเป็นที่พอใจแล้ว ผู้ที่เคยมา ก็ชักชวนกันเดินลัดเลาะจากวิหารหลวงพ่อโต ไปยัง "เรือนขุนช้าง" โดยเส้นทางจะผ่านอุโบสถของวัดที่กำลังก่อสร้างอยู่

หากแล้วเสร็จ จะเป็นอุโบสถหลังใหญ่ที่สุดในประเทศไทย



ผ่านอุโบสถหลังใหญ่แล้ว ทางเดินจะผ่านศาลของอดีตนักร้องลูกทุ่งชื่อดังของไทย สุรพล สมบัติเจริญ

เสียงเพลงหนึ่งของสุรพล สมบัติเจริญ แล่นเข้ามาในหัว ที่แสดงว่าคนร้องนั้น สุดฮิตมากมายขนาดไหน ในยุควิทยุ เอ.เอ็ม.สมัยโน้น

.... ฟัง ฟัง ฟัง
เสียงดังเริ่มมาอีกแล้ว
เปิดเครื่องสิครับ รับฟังให้มันแจ๋ว
สุรพลมาแล้ว เปิดเครื่องให้ดังๆ .....


เพิ่งนึกได้ว่า เมืองสุพรรณบุรี เป็นบ้านเกิดของนักร้องลูกทุ่งของไทยซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังระดับชาติมากมายหลายรายทีเดียวครับ

รวมถึงน้าแอ๊ด คาราบาว (ยืนยง โอภากุล) ที่โด่งดังของวง "คาราบาว" ด้วย



หลังจากขึ้นมาเลือกเสาเรือนเหมาะๆ คนละต้นไว้พิงหลัง บางคนถือวิสาสะนอนแผ่บนกระดานบนเรือนขุนช้างแล้ว ก็ไม่อยากขยับเขยื้อนไปไหนล่ะครับ นั่งเสวนากันด้วยเรื่องสัพเพเหระ หยอกล้อกันอยู่ตรงนั้นแหละ

ด้านหลังเรือนขุนช้าง จะเป็นกุฏิเจ้าอาวาสด้วยครับ



จนกระทั่งชาวคณะที่ไปกับบริษัททัวร์ตามมาสมทบกันอีกครั้งหนึ่ง จึงมีโอกาสเฮฮาหยอกล้อกันพอหอมปากหอมคอ ก่อนคณะทัวร์ ลงจากเรือนขุนช้าง เดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร (อุทยานมังกรสวรรค์) และขึ้นหอชมเมืองสุพรรณบุรีกันต่อไป

มิใยที่หัวหน้าทัวร์จะชักชวน คะยั้นคะยอให้ขึ้นรถไปเที่ยวรายการทัวร์ที่เหลือฟรีๆ ก็ตาม ต่างคนต่างส่ายหัวปฏิเสธแบบไม่ใยดี ช่างขี้เกียจกันจริงๆ ครับ ฮ่าๆๆ

คราวนี้ ทางเจ้าหน้าที่จาก ททท.จังหวัดสุพรรณบุรีที่ติดตามคณะทัวร์ นำเอกสารมาแจก และเข้ามาพูดคุยด้วย ได้ความว่า ทางเขาตื่นเต้นที่มีคณะทัวร์แรกขึ้นรถไฟมาเที่ยว แถมด้วยการแลกเปลี่ยนความเห็นกันตามระเบียบ

จากข้อมูลทาง ททท. หากมีคณะทัวร์ใดที่ติดต่อประสานงานผ่านทางจังหวัด หรือเทศบาลเมืองฯ แล้ว ถ้าประสงค์จะชมตัวเมืองแล้ว จะมีบริการรถรางชมเมืองสุพรรณบุรีให้กับคณะทัวร์ฟรีๆ ด้วยครับ



ครั้นเข็มนาฬิกาบอกใกล้เวลานัดหมายกับขบวนรถไฟที่จะมารับแล้ว ต่างคนต่างลุกขึ้นบิดขี้เกียจ อำลาเรือนขุนช้างกันอ้อยอิ่งหน่อยๆ

เดินลัดโรงเรียนปริยัติธรรม ประนมมือสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตัว ก็รีบรุดมายังถนนมาลัยแมนโดยไม่ชักช้า



ผมเคยอ่านคำให้สัมภาษณ์ของท่านบรรหาร ศิลปอาชา แก่สื่อมวลชนฉบับใดก็จำไม่ได้ เพราะนานมาแล้ว กล่าวว่า มองจากสุพรรณบุรีไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จะเห็นแสงไฟฟ้าที่กรุงเทพฯ จับขอบฟ้าได้ชัดเจน แต่ทำไมชาวสุพรรณบุรี เวลาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ต้องอ้อมไปถึงนครปฐม ไกลนับร้อยกิโลเมตร ถึงจะไปกรุงเทพฯ ได้ ?

ความคิดนี้ ฝั่งใจท่านตลอดเวลาจนโอกาสเหมาะสม ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ความฝันแรกที่เร่งดำเนินการก็คือ โครงการก่อสร้างทางหลวงสายตลิ่งชัน - สุพรรณบุรี ทำให้ชาวสุพรรณบุรี นั่งรถเข้าสู่กรุงเทพฯ ด้วยระยะทางเพียง 80 กม.เท่านั้น

แล้วความฝันที่จะเปิดเมืองสุพรรณบุรี มิให้เป็นเมืองปิดเช่นก่อน ก็ตามมาอีกกับโครงการก่อสร้างขยายผิวจราจรถนนสายตลิ่งชัน - สุพรรณบุรี เป็นขนาดสี่เลน และขยายไปยังจังหวัดชัยนาท กลายเป็นถนนเชื่อมระหว่างภาคเหนือ - ใต้โดยไม่ต้องผ่านกรุงเทพฯ ตลอดจนเชื่อมโยงกับจังหวัดใกล้เคียงให้สามารถเดินทางติดต่อกันโดยสะดวก จนแทบจะพูดได้ว่า ไปทางไหน เห็นจะไม่พ้นเมืองสุพรรณบุรี

แม้แต่ทางรถไฟสายสุพรรณบุรีเอง เคยมีขบวนรถดีเซลรางปรับอากาศระหว่างสุพรรณบุรี - กรุงเทพฯ รวมวันละ 6 ขบวน แต่ไม่ได้รับความนิยม คงเหลือเพียงขบวนรถดีเซลรางชั้น 3 ตอนเช้ามืด กับขบวนค่ำ เข้าออกรวม 2 ขบวนเท่านั้น

อะไรจะอาถรรพ์ขนาดนั้น ?



มีป้ายชื่อถนนอยู่ป้ายเดียว ที่พอบอกชาวบ้านว่า เมืองสุพรรณบุรียังมีทางรถไฟอยู่



มาแล้ว รถไฟ.... จอดรับด้วยเน้อ

ถึงจะเป็นขบวนรถปกติ มารอขึ้นตรงที่หยุดรถมาลัยแมน เพื่อเข้ากรุงเทพฯ ก็ได้ครับ เพราะเป็นไฟต์บังคับให้มารับ-ส่งผู้โดยสารที่นี่ก่อนกลับไปยังสถานีสุพรรณบุรี



เรามาตั้งหลักที่สถานีสุพรรณบุรีกันอีกครั้งหนึ่งครับ รอคณะจำนวนสองคันรถทัวร์ ที่จะตามมาสมทบในอีกไม่ช้านี้

ก่อนเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ



ภาพส่งท้ายยามบ่ายวันนั้น กับขบวนรถไฟพิเศษที่สถานีสุพรรณบุรี

และคงไม่ได้เห็นแบบนี้อีกนาน...



บ่ายสี่โมงเศษ นายสถานีสุพรรณบุรียกธงเขียว พร้อมๆ กับขบวนรถชักหวีด ค่อยๆ แล่นออกจากสถานี



ป้ายเตือน และป้ายแจ้ง พขร.ประจำรถได้ทราบความหมายของการรถไฟฯ

ป้ายเตือน บอกว่า ให้ใช้ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 50 กม./ชม. ทั้งขบวนรถที่ลากจูงด้วยรถจักร และขบวนรถดีเซลราง ที่มีขอบสีแดงริมป้าย
ป้ายสี่เหลี่ยม แจ้งให้ พขร.ทราบว่า ระหว่างสถานีชุมทางหนองปลาดุก (ปด.) ถึงสถานีชุมทางตลิ่งชัน (ตช.) ใช้สัญญาณไฟสีชนิด 3 ท่า (แดง = หยุด ,เขียว = ไป , และเหลือง = ระวัง , ลดความเร็ว)
บอกกันแต่เนิ่น ตั้งแต่ 78 กม.เชียวน้อ...

หลักปูนซีเมนต์สี่เหลี่ยม สูงท่วมหัวนั้นบอกว่า เป็นเขตสับเปลี่ยนขบวนรถ ห้ามสับเปลี่ยนเลยหลักนี้



ผ่านอดีตสถานีบ้านมะขามล้ม เหลือแต่บ้านพักของนายตรวจทางรถไฟที่ยังคงอยู่ประจำการเท่านั้นเอง



อดีตสถานีหนองผักชี แต่ชาวบ้านได้ไปตั้งคอกเลี้ยงวัวบน (อดีต) ชานชาลาเรียบร้อยแล้ว



กับทิวทัศน์ยามเย็น บนท้องนาเมืองสุพรรณบุรี



ตัดอ้อยส่งเข้าโรงงานน้ำตาล เสียดายตรงที่เป็นภาพย้อนแสงครับ



กับรถ บขส.สาย โรงเรียนการบินฯ - กรุงเทพฯ ที่จุดตัดโรงเรียนการบิน

เรากลับเข้าสู่พื้นที่จังหวัดนครปฐมกันอีกครั้งหนึ่ง



เที่ยวกลับ น้องๆ อาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันเช่นเคย ขอขอบคุณทุกๆ ท่านด้วยครับ



บรรยากาศยามพลบ พื้นที่ต่อแดนระหว่าง อ.เมืองฯ จ.นครปฐม กับ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี



ยามโพล้เพล้แบบนี้ ที่ควรระวัง เห็นจะเป็นบรรดารถยนต์ หรือรถมอเตอร์ไซต์ที่มักข้ามทางตัดรถไฟโดยไม่มองซ้าย-ขวาดูรถไฟแต่ประการใด เป็นที่หวาดเสียวหรือเกิดอาการเกร็งแก่ พขร.หรือช่างเครื่องที่ปฏิบัติงานบนขบวนรถอยู่เสมอๆ

ถึงแม้จะชักหวีดกันยาวๆ เตือนกันสุดฤทธิ์แล้วก็ตาม แต่ผู้ขับรถยนต์ที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ฟังเพลงสุดกำลังวัตต์ หรือใช้มือถือคุยอย่างเมามันนั้น จะได้ยินหรือ ?

และรถไฟไม่ได้หยุดกันง่ายๆ แบบรถเมล์กรุงเทพฯ เสียเมื่อไหร่ ?

ตัวอย่างหมาดๆ เมื่อตอนดึกไม่กี่วันนี้ รถด่วนเชียงใหม่ขบวนสุดท้าย ชนรถกระบะแล่นข้ามจุดตัดโดยไม่หยุดมองรถไฟก่อนที่ อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ทำให้ทั้งคนขับและภรรยาที่นั่งมาด้วยกันเสียชีวิตทั้งสองคน ด้วยเหตุชล่าใจ ไม่มองดูรถไฟก่อนขับรถข้ามนี่แหละ



ทุกคนต่างโล่งอก เมื่อมองเห็นเส้นทางประธานสายใต้เริ่มขนานอยู่ข้างๆ ก่อนที่ขบวนรถเข้าจอดที่ชุมทางหนองปลาดุก เพื่อรอสัญญาณทางสะดวกต่อไป



ค่ำวันนั้น ขบวนรถไฟพิเศษวิ่งสวนกับขบวนรถดีเซลรางเจ้าของทางสายสุพรรณบุรี ที่สถานีคลองบางตาล จึงไม่เกิดปัญหารอเส้นทางดังที่คาดการไว้แต่ประการใด



ลูกทัวร์หลายราย เริ่มลงจากขบวนรถกันที่สถานีนครปฐมครับ เพราะมีบ้านช่องอยู่ที่นี่ และมีบางราย รอขึ้นขบวนรถด่วนกลับบ้านที่หาดใหญ่

ช่างทรหดอดทนกันจริงๆ เดินทางตั้งแต่เย็นวันศุกร์ ไปสุพรรณบุรีในวันเสาร์ทั้งวัน แถมด้วยอีกหนึ่งคืนในขากลับ ทราบข่าวว่าถูกแถมเวลา กว่าจะไปถึงหาดใหญ่ก็ค่อนบ่าย

อาบน้ำได้ นอนยาว หมดสภาพที่บ้าน นับตั้งแต่เย็นวันอาทิตย์จนถึงเช้าวันจันทร์นั่นแหละ



ระหว่างรอทางสะดวกที่สถานีวัดสุวรรณ เนื่องจากรถด่วนกรุงเทพ - ตรัง รถจักรชำรุดจนเป็นปัญหาเรื้อรังของการรถไฟฯ ไปแล้ว ทางคู่จึงกลายเป็นทางเดี่ยว ระบายรถขาออกกรุงเทพ แล่นผ่านไปก่อน รถขาเข้าจึงถูกกักรอไว้ร่วมครึ่งชั่วโมง

แต่ไม่เสียเปล่าหรอกครับ บรรดาลูกทัวร์ต่างพากันลงมา เบิ่งอีเกิ้ง full moon ในโอกาสพิเศษนี้โดยทั่วหน้า



นอกจากขบวนพิเศษสุพรรณบุรีจะทนรอให้ขบวนรถขาออกจนหมดคิวแล้ว ยังมีเพื่อนร่วมชตากรรมที่ตามหลังมา คือขบวนรถไฟท่องเที่ยวสายน้ำตก อดรนทนไม่ได้ ขอเข้าพ่วงรวมขบวนกันที่สถานีนครชัยศรี เพื่อประหยัดเวลาเข้ากรุงเทพฯ โดยไม่ต้องรอวิ่งตามกันอีก

ด้วยเพื่อนคู่หู duo ยามเช้าที่กลับเข้ามาร่วมขบวนแบบไม่คาดฝัน เมื่อล้อเริ่มหมุนอีกครั้งหนึ่ง ไม่นานนัก ขบวนรถได้หยุดส่งลูกทัวร์ลงที่สถานีศาลายา ชุมทางตลิ่งชัน บางบำหรุ และชุมทางบางซื่อ 2 ซึ่งก๊วนส่วนใหญ่รวมทั้งตัวผม ต่างแยกย้ายกันลงที่นั่นเพื่อต่อรถกลับเข้าบ้าน ในเวลาสองทุ่มสี่สิบห้านาที

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามเรื่องราวมาจนถึงตอนจบ ขอกุศลผลบุญที่หากมี จากหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ ดลบันดาลให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขโดยทั่วกัน สวัสดีครับ...


Create Date : 02 เมษายน 2554
Last Update : 2 เมษายน 2554 14:09:24 น. 8 comments
Counter : 2007 Pageviews.

 
นั่งรถไฟเที่ยว น่าสนุกจังค่ะ


โดย: bettygirl วันที่: 2 เมษายน 2554 เวลา:17:49:01 น.  

 
ขอบคุณครับ ที่มาเยี่ยมชม ตามปกติจะหาโอกาสมาเยือนสุพรรณบุรีในช่วงกลางวันนั้นยาก เพราะขบวนรถปกติ จะวิ่งในช่วงค่ำ และออกจากสุพรรณบุรี ช่วงเช้ามืดเท่านั้นครับ

จนทำให้ชาวสุพรรณฯ คิดว่า ไม่มีรถไฟวิ่งมาถึงสุพรรณบุรี


โดย: owl2 IP: 115.87.233.62 วันที่: 2 เมษายน 2554 เวลา:23:03:49 น.  

 
ติดตามมาจากบล็อกที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับถนนมิตรภาพค่ะ ถ้าต้องการขอความอนุเคราะห์ภาพจากนิตยสารเสรีภาพ ฉบับที่เกี่ยวข้องกับถนนมิตรภาพ จะขอรบกวนติดต่อได้มั้ยคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ


โดย: กมลวรรณ IP: 58.9.249.239 วันที่: 28 เมษายน 2554 เวลา:17:14:07 น.  

 
ขออภัยที่เข้ามาตอบล่าช้าครับ ถ้าเป็นหนังสือ ผมได้ยกให้เพื่อนที่เป็นอาจารย์ ม.รังสิตไปแล้วครับ เพราะชอบสะสม "เสรีภาพ" เหมือนกัน

เหลือแต่ภาพที่สแกนเอาไว้ ถ้าต้องการ แจ้ง อีเมล์ มาติดต่อก็ได้ครับ และรบกวนลงเครดิตให้กับนิตยสาร "เสรีภาพ" ด้วย ถึงแม้ว่าหนังสือชื่อนี้จะเลิกพิมพ์จำหน่ายไปแล้วก็ตาม


โดย: owl2 วันที่: 2 พฤษภาคม 2554 เวลา:23:12:20 น.  

 
แนะนำเว็บท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงาม


โดย: attractions (loveyoupantip ) วันที่: 6 สิงหาคม 2554 เวลา:21:39:17 น.  

 
ขอบคุณครับ


โดย: owl2 IP: 58.8.1.213 วันที่: 30 สิงหาคม 2554 เวลา:20:53:58 น.  

 


โดย: register (nrokas_1 ) วันที่: 25 กันยายน 2554 เวลา:15:35:07 น.  

 
แวะมาเยี่ยม..ชุมชนคนรักรถไฟ อิอิ...


โดย: phuketian วันที่: 22 ธันวาคม 2554 เวลา:9:17:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

owl2
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add owl2's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.