Group Blog
 
<<
กันยายน 2554
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
20 กันยายน 2554
 
All Blogs
 
มหัศจรรย์สื่อรัก





อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อกานติมา...นักอ่านนิยายตัวยงเกิดหลุดเข้าไปในโลกนิยายโดยไม่ทันตั้งตัว

ลำพังจะหาทางออกจากโลกแห่งนี้ก็ยากพอแล้ว เธอยังต้องสวมบทบาทสาวใช้จำเป็น คอยช่วยเหลือนางเอกแสนดีของเรื่องให้พ้นเงื้อมมือแม่เลี้ยงใจร้ายด้วย แล้วไหนจะต้องหาทางรับมือกับหนุ่มหล่อจอมเจ้าชู้ที่คอยตอแย ตามพัวพันให้หัวใจเธอต้องหวั่นไหวอีก

ไม่รู้ว่างานนี้เธอจะทำยังไงดี เพราะดูเหมือนว่ายิ่งเธอเข้าไปยุ่งมากเท่าไหร่ เนื้อหาในเรื่องกลับยิ่งวุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น!!!


**หนังสือจะวางแผงทั่วประเทศวันที่ 15 ตุลาคม นี้นะคะ แต่หาซื้อก่อนได้ในงานสัปดาห์หนังสือตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม ที่บูทสถาพรบุ๊คส์ L62 โซนแพลนนารีฮอลล์ค่ะ**







บทที่ 1

กานติมาก้าวยาวๆออกจากอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน เดินดุ่มไปตามทางที่เต็มไปด้วยแผงขายสินค้าของพ่อค้าแม่ค้าเข้าไปยังโครงการหนึ่งของตลาดนัดจัตุจักร...โครงการที่มีร้านขายของเก่า ของสะสม สินค้าหัตถกรรม ตลอดจนหนังสือทั้งเก่าและใหม่ตั้งเรียงราย ร้านค้าส่วนใหญ่เป็นเพียงห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กตั้งประจันหน้ากัน เหลือทางเดินแคบๆตรงกลางไว้ให้คนเดิน

เจ้าหล่อนเดินหลบกองหนังสือที่ถูกตั้งทิ้งระเกะระกะบนพื้นเพื่อรอการจัดเข้าที่และผู้คนที่กำลังยืนเลือกซื้อหนังสืออยู่ตามหน้าร้านต่างๆ มุ่งหน้าไปยังร้านที่หมายตา...ร้านหนังสือมือสองขนาดใหญ่ซึ่งหล่อนแวะเวียนมาเป็นประจำแทบทุกสัปดาห์ ทั้งมาเลือกซื้อหนังสือน่าสนใจกลับไปอ่านและนำหนังสือที่อ่านแล้วไม่ชอบใจมาขายต่อ ทำให้คุ้นเคยกับถนนหนทางละแวกนี้เป็นอย่างดี ถึงขนาดว่าหลับตาเดินได้ไม่หลง

หญิงสาวหยุดอยู่หน้าร้านหนังสือชั้นเดียวขนาดสองคูหา หน้าร้านเป็นกระจกใส มองเห็นหนังสือมากมายถูกอัดเรียงอยู่บนชั้นที่ตั้งชิดกระจกและกำแพงทุกด้าน

หล่อนดันแว่นกันแดดสีขาวอันใหญ่ขึ้นไปคาดไว้บนศีรษะ พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนใบหน้า กระชับกระเป๋าผ้าสีขาวใบใหญ่ที่สะพายอยู่บนบ่าแล้วผลักประตูกระจกใสเข้าไปด้านใน ลมเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศลอยมาปะทะใบหน้า กลิ่นกระดาษผสมกลิ่นดอกมะลิหอมอ่อนๆช่วยเพิ่มความสดชื่น บรรเทาความอบอ้าวจากอากาศด้านนอก ทำให้คนที่เดินฝ่าเปลวแดดมานานจนแก้มสองข้างกลายเป็นสีชมพูเรื่อต้องคลี่ยิ้มออกมาอย่างสุขใจ

“วันนี้มาซะบ่ายเชียว...” เสียงทักดังมาจากโต๊ะหนังสือทางขวามือ โต๊ะไม้ขนาดไม่ใหญ่นักตัวเดียวท่ามกลางชั้นหนังสือนับสิบที่ตั้งเรียงแถวขนานกันไปจนเต็มห้อง

“พอดีเมื่อคืนกุ้งนั่งอ่านนิยายจนดึกเลยตื่นสายไปหน่อย...” กานติมายิ้มกว้างให้เจ้าของร้านวัยกลางคนอย่างคุ้นเคยจนเห็นลักยิ้มที่แก้มทั้งสองข้าง “ว่าแต่เรื่องที่กุ้งสั่งไว้ มีรึเปล่าคะ”

หล่อนถามถึงหนังสือนิยายที่โทรมาสั่งไว้ตั้งแต่วันพุธ นิยายแนวสยองขวัญที่ผู้เขียนเสียชีวิตไปแล้วและยังไม่มีการพิมพ์ใหม่ จึงได้แต่คอยตามหาจากร้านหนังสือมือสองเพื่อหามาครอบครอง

“มีจ้ะ โชคดีที่วันก่อนมีคนเอามาขายพอดี ป้าเลยรีบเก็บไว้ให้” สตรีร่างท้วมยิ้มตอบอย่างกันเอง พลางหันไปที่ชั้นหนังสือซึ่งตั้งอยู่หลังโต๊ะตัวที่หล่อนนั่ง หยิบหนังสือปกแข็งสีแดงค่อนข้างเก่าออกมาวางบนโต๊ะ

คนสั่งตาโต รีบคว้าเจ้าหนังสือตรงหน้ามาลูบๆคลำๆด้วยความชื่นชม หล่อนอยากได้นิยายเรื่องนี้มานานแล้ว แต่หาซื้อที่ไหนไม่ได้เลย ไม่คิดว่าวันนี้จะสมหวัง

หญิงสาวเปิดหนังสือเพื่อสำรวจสภาพด้านใน พบว่านอกจากขอบหน้ากระดาษเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจากการเก่าเก็บและมีกลิ่นอับแล้ว หนังสือเล่มนี้อยู่ในสภาพดีทีเดียว

“ป้าเอาเล่มนี้ใส่ถุงรอได้เลยค่ะ เดี๋ยวกุ้งขอไปเลือกหนังสือก่อนแล้วค่อยกลับมาจ่ายตังค์ทีเดียวนะคะ” เจ้าหล่อนวางหนังสือไว้ที่เดิม แล้วเดินไปยังมุมหนังสือนิยายรักโรแมนติก กวาดสายตาไปตามหนังสือมากมายที่วางเรียงรายอัดแน่นอยู่บนชั้นตั้งแต่พื้นจนถึงเพดาน

แรกๆหล่อนจะเลือกหยิบหนังสือที่มีนามปากกาคุ้นเคย แต่นานวันเข้า ไม่มีผลงานของนักเขียนที่ชื่นชอบเหลือให้เลือกอีกเพราะหล่อนตามอ่านจนหมดแล้ว หล่อนก็จะสุ่มเลือกหนังสือจากคำโปรยหลังปก ถ้าอ่านคำโปรยแล้วเนื้อหาน่าสนใจ หล่อนจึงจะเปิดอ่านบทแรกเพื่อดูสำนวน โดยไม่ยอมเปิดดูตอนจบด้วยเกรงว่าจะทำให้เสียอรรถรสในการอ่าน ก่อนจะตัดสินใจซื้อ

กานติมาเดินวนเวียนอยู่ตามชั้นหนังสือแถวต่างๆในร้านเกือบสองชั่วโมง กว่าจะกลับมาที่โต๊ะของเจ้าของร้านอีกครั้งพร้อมหนังสือตั้งใหญ่ที่ทำให้คนขายยิ้มแก้มปริ

“ซื้อไปเยอะอย่างนี้ของเก่าอ่านหมดแล้วเหรอจ๊ะ” คุณป้าเจ้าของร้านชวนคุย ระหว่างใช้เครื่องสแกนบาร์โค้ดคิดราคาหนังสือไปด้วย เล่มไหนคิดแล้วค่อยหยิบใส่ถุงพลาสติกใบใหญ่

“โอ๊ย...ระดับกุ้ง...อ่านแค่แป๊บเดียวก็จบแล้วค่ะ เอาไว้อาทิตย์หน้า กุ้งจะเอาหนังสือที่อ่านจบแล้วไม่ชอบใจมาขายคืนนะคะ”

“ความจริงหนูอ่านแค่แป๊บๆแบบนี้ ทำไมไม่ไปเช่าอ่านล่ะ เล่มไหนอ่านแล้วชอบค่อยซื้อเก็บไว้” เจ้าของร้านแนะนำ

“แถวบ้านกุ้งไม่มีร้านเช่าหนังสือเลยค่ะ ใกล้สุดต้องนั่งรถเมล์ไปเกือบสิบป้าย เพราะงั้นถ้าต้องนั่งรถไปไกลๆเพื่อเช่าหนังสืออย่างนั้น กุ้งว่าเสียเวลาและไม่คุ้มเท่าไหร่ สู้ซื้อไปอ่านอย่างนี้ไม่ได้ เล่มไหนชอบก็เก็บไว้เลย เล่มไหนไม่ชอบค่อยเอามาขาย อีกอย่างร้านของป้ามีทั้งหนังสือเก่าหนังสือใหม่ แถมมีมากกว่าร้านเช่าตั้งเยอะ กุ้งมาเลือกแบบนี้ดีกว่า สะใจดี...” กานติมาตอบ น้ำเสียงร่าเริง

เจ้าของร้านพยักหน้าเข้าใจ ระหว่างมองตัวเลขสีเขียวที่ปรากฏยู่บนหน้าจอเครื่องคิดเงิน

“ทั้งหมดพันห้าร้อยเจ็ดสิบบาท แต่ป้าลดให้เหลือพันห้าแล้วกัน...”

กานติมายิ้มแป้น เพราะอย่างนี้ไง หล่อนถึงชอบมาซื้อหนังสือร้านนี้ นอกจากจะได้เลือกหนังสือในห้องแอร์เย็นสบายแล้ว เจ้าของร้านยังใจดี ลดแลกแจกแถมให้ด้วย

หล่อนหยิบเงินส่งให้พอดี ก่อนรับถุงหนังสือที่มีหนังสือนิยายทั้งไทยและเทศเกือบสิบเล่มมาถือเอาไว้ โบกมือลาเจ้าของร้านแล้วหิ้วถุงหนังสือออกจากร้านไปอย่างอารมณ์ดี

ได้หนังสือน่าสนใจมาตั้งหลายเล่มแบบนี้ ไม่รู้ว่าคืนนี้จะเลือกอ่านนิยายเล่มไหนก่อนดีนะ...หญิงสาวปรายตามองถุงพลาสติกสีแดงเข้มในมือแล้วคลี่ยิ้มบางๆ

รู้แล้ว ! อ่านเรื่อง ‘หมู่บ้านสาปสยอง’ ก่อนดีกว่า อุตส่าห์อดใจรอหนังสือเล่มนี้มาตั้งนาน....คิดได้แล้วเจ้าตัวเดินยิ้มกริ่มมุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟใต้ดิน เพื่อเดินทางกลับบ้านอย่างใจจดใจจ่อ

++++++++++

กานติมาหิ้วถุงหนังสือและขนมที่แวะซื้อระหว่างทาง เดินจากหน้าปากซอยไปตามถนนสองเลน ลึกประมาณสองร้อยเมตรจนถึงหน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง...ร้านที่ติดแอร์เย็นฉ่ำ เปิดบริการตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงสี่ทุ่ม หล่อนเดินผ่านประตูเปิดปิดอัตโนมัติเข้าไปด้านใน พบเด็กหนุ่มรูปร่างผอมแห้ง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากสิวกำลังนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่หลังเคาน์เตอร์ทางขวามือ

“เอ้า...จ้อน พี่ซื้อขนมครกกับลูกชิ้นปิ้งมาฝาก” กานติมาส่งถุงขนมในมือข้ามเคาน์เตอร์ไปให้อีกฝ่าย

“วันนี้กลับเร็วนี่นา ผมนึกว่าพี่กุ้งจะกลับค่ำๆซะอีก” หนุ่มน้อยวัยสิบเจ็ดปิดหนังสือที่กำลังอ่านอยู่แล้วกุลีกุจอรับถุงขนมไปเปิดดูอย่างกระตือรือร้น

จ้อนหรือจักราเป็นลูกชายของคุณป้าข้างบ้านที่มารับจ้างเฝ้าร้าน หารายได้พิเศษช่วงเสาร์อาทิตย์ สลับกับส้มโอ...เด็กสาวอีกคนที่จะมาทำงานช่วงเย็นวันธรรมดา ทำให้กานติมาได้มีเวลาส่วนตัวบ้าง ไม่ต้องผูกติดกับการดูแลร้านตลอดเวลา

ร้านสะดวกซื้อแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของตึกแถวหกชั้นสามคูหาที่ตั้งอยู่สุดซอยแห่งหนึ่งแถวสุขุมวิท กิ่งแก้ว...มารดาของหล่อนกันห้องชั้นล่างเอาไว้ขายของ พื้นที่ชั้นบนสุดทั้งชั้นทำเป็นที่พักอาศัย ส่วนที่เหลือกั้นแยกเป็นห้องๆ ทำเป็นหอพักสตรี

ความที่ราคาห้องพักไม่แพง การคมนาคมสะดวก ใกล้สถานีรถไฟฟ้า หน้าปากซอยเป็นป้ายรถเมล์ และมีลานจอดรถโล่งกว้างกินอาณาเขตตั้งแต่ปากซอยถึงท้ายซอยอยู่ฝั่งตรงข้าม ทำให้หอพักของหล่อนมีผู้เช่าเต็มอยู่เสมอ รายได้ที่ได้มาจึงอยู่กันสองคนแม่ลูกได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องขวนขวายอะไรมาก

“ฮื่อ...พอดีเลือกหนังสือได้เร็วน่ะ แล้วแม่ล่ะ” หล่อนถามหามารดาซึ่งปกติมักจะเดินไปเดินมาคอยดูร้านด้วย

“ป้ากิ่งบอกว่าจะไปเก็บค่าเช่าข้างบน เดี๋ยวคงลงมา”

“จริงสิ...พี่ลืมไปว่าสิ้นเดือนแล้ว ถ้างั้นพี่เอาหนังสือไปเก็บก่อนดีกว่า เดี๋ยวแม่เห็นของพวกนี้จะว่าเอาอีก”

กานติมาพยักพเยิดมาทางถุงหนังสือในมือ แล้วรีบเดินผ่านประตูหลังร้านขึ้นบันไดไปชั้นบนสุดเพื่อกลับเข้าที่พัก บันไดแห่งนี้จะแยกจากบันไดหลักของหอพักเพื่อความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว ดังนั้นหล่อนจึงไม่ต้องกังวลว่าจะสวนกับมารดาระหว่างทาง และมีเวลามากพอที่จะเอาหนังสือพวกนี้ไปซ่อนก่อนที่อีกฝ่ายจะเห็น

ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะหลังจบบัญชีจากมหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่งแล้ว หล่อนพยายามหางานทำตามสายวิชาที่เรียน แต่ทำได้ไม่เท่าไรก็เบื่อ เบื่อระบบ เบื่อเจ้านาย เบื่อการเดินทาง จึงลาออกมาช่วยมารดาดูหอพักและเฝ้าร้านขายของแทน โดยได้รับเงินเดือนประจำเป็นกอบเป็นกำ แต่เงินเดือนส่วนใหญ่ของหล่อนกลับหมดไปกับการซื้อหนังสือนิยายมาอ่านและสะสมจนเต็มบ้าน ทำให้หล่อนถูกมารดาตำหนิอยู่บ่อยๆ

“แม่ไม่ได้ห้ามแกอ่านหนังสือนะ แต่แกต้องรู้จักเก็บเงินบ้าง ไม่ใช่เอาเงินที่ได้ไปซื้อหนังสือนิยายจนหมดแบบนี้”

“หมดที่ไหนคะ ยังเหลือพอใช้ได้ทั้งเดือน” หล่อนเถียง

“จะไม่พอได้ไงล่ะ วันๆแกอยู่แต่ในบ้านนั่งอ่านนิยาย จมอยู่กับโลกเพ้อฝัน ปล่อยให้แม่หาข้าวหาปลาให้กินจนแทบจะไม่ได้ต้องใช้จ่ายอะไรเลย” คนเป็นแม่ค้อนขวับ

“แหม...แม่ก้อ...กุ้งอ่านเพื่อความบันเทิงใจเท่านั้นเอง จะให้กุ้งนั่งเฝ้าร้านเฉยๆ กุ้งก็เบื่อแย่สิ” หล่อนยิ้มหวานประจบ

ไอ้งานขายของแบบนี้ บ้างครั้งก็ไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย แต่บางเวลาก็ยุ่งเหลือหลาย ดังนั้นถ้ามีเวลาว่าง หล่อนขอผ่อนคลายด้วยการอ่านนิยายประโลมโลกสักหน่อยจะเป็นไร

“เบื่ออะไร แม่เห็นนะว่าถ้าแกไม่อ่านนิยาย แกก็จะนั่งดูซีรีส์เกาหลี ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับไอ้หนุ่มหน้าตี๋ในละคร ไม่รู้จะกรี๊ดกร๊าดอะไรกันนักหนา หล่อสู้พ่อเคนของแม่ก็ไม่ได้” ตอนท้ายกิ่งแก้วอดพูดถึงพระเอกในดวงใจด้วยไม่ได้ ทำเอาคนฟังต้องก้มหน้าซ่อนยิ้ม

“ค่าๆ กุ้งไม่ได้ว่าพระเอกเกาหลีหล่อกว่าพระเอกไทยนะคะ แต่ดูซีรีส์พวกนั้นแล้วมันอิน นึกอยากเป็นอย่างนางเอกในนั้นบ้างก็เท่านั้น” หล่อนตอบ คิดว่าสาวๆสาวกซีรีส์เกาหลีทั้งหลายคงคิดอย่างหล่อนเหมือนกัน

“ใช่สิยะ...แกถึงได้ติดโปสเตอร์รูปดาราเกาหลีจนเต็มห้องไปหมด”


นึกถึงเสียงพร่ำบ่นของมารดาด้วยเรื่องเดิมๆแล้ว กานติมาส่ายหน้า เปิดประตูห้องนอนส่วนตัวเข้าไป กวาดตามองภาพดาราเกาหลีมากมายบนผนังข้างเตียงแล้วส่งยิ้มหวานให้ลีจุนกิกับคังจีฮวาน สบตาสายตานุ่มลึกของฮยอนบิน ก่อนนั่งลงบนเตียงที่ตั้งอยู่กลางห้อง รื้อหนังสือออกจากถุงอย่างตั้งใจ

หล่อนหยิบหนังสือออกมานั่งพิจารณา ลูบๆคลำๆทีละเล่มด้วยความชื่นชมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง...หมู่บ้านสาปสยองที่ตระเวนหาซื้อมานาน กระทั่งถึงเล่มสุดท้ายที่วางอยู่ก้นถุง

หนังสือนิยายปกแข็งสีแดงเลือดหมูหนาประมาณหนึ่งนิ้ว หน้าปกพิมพ์ชื่อ ‘เส้นทางหัวใจ’ และ นามปากกา ‘จ. จันทร์หอม’ ด้วยตัวหนังสือสีทอง

“เอ๊ะ! ฉันซื้อหนังสือเล่มนี้มาด้วยเหรอ” กานติมานิ่วหน้า “จ.จันทร์หอม? ใครกัน ไม่เห็นรู้จักเลย หรือว่าคุณป้าหยิบผิด ใส่ถุงเกินมา” เจ้าตัวหันกลับไปนับจำนวนหนังสือที่ซื้อมา พบว่าหนังสือเกินมาหนึ่งเล่มจริงๆ

“หยิบผิดมาจริงๆด้วย” คนพูดโคลงศีรษะ “แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ลองอ่านดูหน่อยดีกว่าเผื่อสนุกจะได้ไปจ่ายตังค์เพิ่มแล้วเก็บไว้เอง แต่ถ้าไม่สนุกจะได้เอาไปคืนอาทิตย์หน้า...” เจ้าหล่อนบอกตัวเองยิ้มๆ มีหนังสือนิยายให้อ่านเพิ่มอีกเล่มอย่างนี้ เป็นใครจะไม่ชอบ

หญิงสาวทำท่าจะพลิกอ่านเนื้อหาด้านใน ทว่าเสียงเคาะประตูห้องดังขัดจังหวะเสียก่อน

“กุ้งอยู่ในห้องรึเปล่า?”

กรี๊ด....แม่มา !

คนถูกเรียกตาเหลือก หมดความสนใจกับหนังสือในมือ รีบเก็บหนังสือทั้งหมดที่กองอยู่บนเตียงใส่ถุงอย่างรวดเร็วแล้วกระโจนลงจากเตียง ตรงไปเปิดตู้เสื้อผ้าที่อยู่ใกล้ๆ ซุกถุงนั้นไว้มุมตู้ จัดแจงปิดประตูตู้ให้เรียบร้อย ก่อนเดินมาเปิดประตูรับหน้ามารดา

“มีอะไรเหรอแม่” เจ้าหล่อนปั้นหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ถามเสียงหวาน

กิ่งแก้วไม่ตอบ แต่เดินเข้ามาในห้อง กวาดตามองไปรอบๆ ไล่ตั้งแต่เตียงนอนทางขวามือ ไปยังชุดโซฟาเบดและโซฟาตัวยาวที่ตั้งอยู่อีกฟากของห้อง ทีวีจอแบน ก่อนมองผ่านชั้นหนังสือที่ตั้งติดผนังทอดยาวมาถึงประตูห้องแล้ววกกลับมาหยุดตรงดวงตาใสกระจ่างของลูกสาวที่กำลังมองหล่อนด้วยท่าทางแปลกใจเสียเต็มประดา

“แม่มองหาอะไรเหรอ บอกกุ้งมาสิ กุ้งจะได้ช่วยหา...” กานติมาแสร้งขันอาสา ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายกำลังมองหาอะไร

“จะหาอะไร ถ้าไม่ได้หาหนังสือที่แกซื้อมาใหม่” กิ่งแก้วตวัดเสียงตอบงอนๆ ใบหน้ากลมแป้นงอง้ำ

“ใครบอกแม่ว่ากุ้งซื้อหนังสือมา ไม่มี้...ไม่มี...”

“แกไม่ต้องปฏิเสธ ลองแกหายออกไปแล้วกลับมาหน้าตายิ้มน้อยยิ้มใหญ่แบบนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแกต้องไปช้อปหนังสือนิยายกลับมาอีกเป็นตั้งแหงๆ” คนเป็นแม่ดักคอด้วยสีหน้ารู้เท่าทัน พลางชี้มือไปที่ชั้นหนังสือทางซ้ายมือ แล้วบ่นต่อ “ดูสิว่าแกซื้อหนังสือมาเก็บไว้จนแทบจะล้นบ้านอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเลิกซื้อสักที”

“มันเป็นความสุขของกุ้งนี่นา กุ้งจะเลิกซื้อได้ก็ต่อเมื่อคนเขียนเลิกแต่งเท่านั้นแหล่ะ” ตอบแล้วเจ้าตัวก็รีบเข้ามาเกาะแขนอวบๆของมารดา พูดเสียงอ่อนเสียงหวานต่อไปว่า “ตอนนี้กุ้งซื้อน้อยลงแล้วจริงๆนะ ซื้อเฉพาะเรื่องที่ชอบเท่านั้น ส่วนไอ้ที่แม่เห็นกุ้งอ่านๆอยู่น่ะ เป็นนิยายมือสองทั้งน้าน... กุ้งอ่านจบก็เอาไปขายต่อ ไม่ได้ซื้อมากองไว้ที่บ้านหรอก ไม่เชื่อแม่ไปดูที่ชั้นหนังสือได้เลย หนังสือยังมีอยู่เท่าเดิมเหมือนในลิสต์ที่แม่มาแอบจดไว้เมื่อเดือนก่อนเปี๊ยบบบบ...”

“ใครบอกว่าฉันแอบมาจดรายชื่อหนังสือของแกยะ” กิ่งแก้วแหวใส่ กลบเกลื่อนความกระดากที่ถูกแม่ลูกสาวตัวดีจับไต๋ได้

“จ้ะๆ ไม่ได้จดเลยสักนิด แต่สงสัยว่าไอ้โพยหนังสือที่กุ้งเห็นในห้องแม่ คงเป็นรายชื่อนิยายที่แม่อยากอ่านมั้ง ถ้ายังไงแม่มาหยิบไปอ่านได้เลยนะจ๊ะ กุ้งไม่ว่าหรอก” กานติมาแกล้งแหย่

ผลคือได้รับสายตาค้อนควักจากกิ่งแก้วมาวงใหญ่ แต่ดูหน้าตาอีกฝ่ายก็รู้ว่าแกล้งปั้นปึ่งไปอย่างนั้นเอง ทำให้เจ้าหล่อนต้องก้มหน้ากลั้นยิ้ม รู้ว่าอีกไม่นานมารดาจะต้องยอมแพ้หล่อนเหมือนเคย

“แกไม่ต้องเฉไฉ พอแม่พูดเรื่องนี้เข้าหน่อยก็พาแม่ออกนอกเรื่องทุกที มัวแต่อ่านนิยายเพ้อฝัน ละเมอเพ้อพกถึงพระเอกในนิยายอยู่ได้แล้วเมื่อไหร่จะได้เจอพระเอกในชีวิตจริงซะที อายุปาเข้าไปจะยี่สิบห้าแล้ว ถ้าเป็นสมัยก่อน ป่านนี้คงแต่งงานแต่งการ มีลูกโตเข้าอนุบาลแล้วมั้ง”

“หูย...แม่ก็พูดเกินไป กุ้งเพิ่งเรียนจบมาแค่สองปีเองนะ ยังไม่แก่สักหน่อย อีกอย่างผู้หญิงสมัยนี้ สามสิบกว่ายังไม่แต่งงานก็มีถมไป ไม่ใช่สาว ‘โบ’ ที่ต้องรีบแต่งตั้งแต่อายุสิบห้าหยกๆสิบหกหย่อนๆสักหน่อย...” กานติมาโอดแล้วเสริมต่อด้วยน้ำเสียงเพ้อฝัน นัยน์ตาหวานเชื่อมว่า “อันที่จริงกุ้งก็อยากจะมีแฟนเหมือนคนอื่นๆเขาเหมือนกันนะ แต่ไม่มีใครสนใจกุ้งเองต่างหาก ตอนนี้เลยต้องอาศัยพระเอกน่ารักน่ากอดในนิยายมาอิงแอบ แนบหัวใจไปพลางๆ จิตใจจะได้กระชุ่มกระชวย มีกำลังใจทำงาน เฝ้าร้านให้แม่ไง...”

คนเป็นแม่ฟังลูกสาวตัวดีหาข้ออ้างไถลไปได้เรื่อยแล้วส่ายหน้า ดวงตามองใบหน้ารูปไข่ที่ล้อมกรอบด้วยเส้นผมสีน้ำตาลเข้มซอยสั้นแค่บ่า ประดับด้วยดวงตากลมโตเป็นประกายสดใสกับจมูกเชิดรั้นและริมฝีปากเล็กบางอย่างไม่เข้าใจ

จะว่าไปลูกสาวของหล่อน หน้าตาออกจะน่ารักน่าเอ็นดู รูปร่างรึก็บอบบางน่าทะนุถนอม หุ่นดียังกับนางแบบ แต่ทำไม๊...ทำไม...ถึงไม่มีผู้ชายหลงเข้ามาติดบ่วงเสน่ห์สักคน...

หรือจะเป็นเพราะอีกฝ่ายเอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้าน คอยเฝ้าร้านและหมกมุ่นกับการอ่านนิยาย ไม่รู้จักไปเที่ยวสังสรรค์กับใครเค้าบ้าง...

ไม่ก็ลูกสาวหล่อนอาจจะตั้งมาตรฐานเอาไว้สูง เพราะอ่านนิยายมากเกินไป เจอแต่พระเอกนิยายนิสัยเลิศเลอเพอร์เฟ็คจึงไม่ยอมชายตาแลผู้ชายธรรมดาๆคนอื่นบ้าง

“เอาเหอะ...พูดเรื่องนี้กับแกไปก็เท่านั้น แกไปช่วยแม่เก็บค่าเช่าดีกว่า ยังเหลือห้องชั้นสองกับชั้นสามอีกหลายห้อง ส่วนแม่จะออกไปซื้อข้าวขาหมูร้านที่แกชอบมาให้เป็นอาหารเย็น” กิ่งแก้วตัดบท คร้านจะพูดเรื่องนิสัยส่วนตัวของลูกสาวอีก และทำท่าจะเดินออกจากห้อง ก่อนนึกอะไรบางอย่างได้

“จริงสิ...เมื่อกี้ลูกหยีโทรมาหา เห็นว่าโทรเข้ามือถือแกไม่ติด เลยฝากแม่บอกแกว่า เธอกำลังจะขึ้นเครื่องไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษแล้ว ไว้ได้ที่อยู่แน่นอน จะเมลหาแกอีกที”

“อะไรกัน ยายหยีเนี่ย...ชอบมาบอกอะไรกุ้งกะทันหันๆอย่างนี้อีกแล้ว แบบนี้ก็ไม่ได้ล่ำลากันเลยสิ” กานติมาบ่น นึกถึงพริมา...เพื่อนรุ่นน้องที่สนิทสนมกันตั้งแต่สมัยไปรับน้องมหาวิทยาลัยโดยที่หล่อนเป็นรุ่นพี่ปีสี่ ส่วนอีกฝ่ายเพิ่งเป็นเฟรชชี่ปีหนึ่งอย่างปลงๆ

หล่อนรอจนมารดาคล้อยหลังไปจึงลองกดโทรศัพท์โทรหาอีกฝ่าย แต่กลับไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่เรียก ทำให้เดาได้ว่าอีกฝ่ายคงอยู่บนเครื่องบินไปแล้ว

หญิงสาวส่ายหน้า...

ช่างเหอะ...ติดต่อไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ตอนนี้หล่อนไปเก็บค่าเช่าห้องให้แม่ก่อนดีกว่า เสร็จแล้วจะได้มานอนอ่านนิยายที่ซื้อมาให้สบายใจเฉิบเสียที...

เจ้าตัวยิ้มกริ่มจนเห็นรอยบุ๋มที่สองข้างแก้ม แล้วรีบกระวีกระวาดออกจากห้องไปปฏิบัติหน้าที่ที่มารดามอบหมายทันที

++++++++++++++

เสร็จจากการเก็บค่าเช่า กานติมาไม่ได้กลับห้องส่วนตัวเพื่ออ่านนิยายตามตั้งใจ เพราะหล่อนต้องไปนั่งเฝ้าร้านแทนจักราที่เกิดติดธุระถูกแม่เรียกตัวกลับบ้านกะทันหัน ทำให้กว่าจะได้กลับมาถึงห้อง อาบน้ำแต่งตัวใหม่และรื้อนิยายออกจากตู้อีกครั้งก็เกือบห้าทุ่มครึ่ง

หญิงสาวคว้านิยายเรื่องเส้นทางหัวใจที่หลงติดถุงมานอนอ่านบนเตียงเป็นเล่มแรก ดูจากภายนอกหนังสือนิยายเล่มนี้ยังอยู่ในสภาพดี แต่เมื่อเปิดดูด้านใน กระดาษกลับเป็นสีเหลือง มีรอยสีน้ำตาลคล้ำเป็นวงกระดำกระด่างตามขอบ ทั้งยังมีกลิ่นอับผสมกลิ่นกระดาษเก่าๆโชยออกมา ทำเอาเจ้าตัวต้องย่นจมูก

“สงสัยจะเก็บมานานแหงๆ ไม่รู้ว่าถึงยี่สิบปีรึเปล่า...”

กานติมาพลิกหน้ากระดาษไปเร็วๆ จนถึงบทแรกของนิยาย

“แปลกดี...หนังสือเล่มนี้ไม่ยักกะมีชื่อสำนักพิมพ์หรือจำนวนครั้งที่พิมพ์เหมือนหนังสือนิยายทั่วไป”

เจ้าตัวตั้งข้อสังเกต เพราะจากปกหนังสือ มีเพียงกระดาษเปล่าหนึ่งหน้าคั่นไว้แล้วเป็นบทที่หนึ่งของนิยายเลย ทั้งที่หน้าแรกของหนังสือควรจะมีชื่อสำนักพิมพ์ จำนวนเล่มและจำนวนครั้งที่พิมพ์ปรากฏอยู่

“หรือว่าหนังสือเล่มนี้พิมพ์มานานแล้วเลยไม่มีการใส่ชื่อสำนักพิมพ์กับรายละเอียดเหมือนสมัยนี้?” กานติมาพยายามหาเหตุผล ก่อนก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือในมืออย่างขะมักเขม้น

นิยายเรื่องนี้กล่าวถึงครอบครัวอิทธิพันธ์ภักดีที่มี กังวาน...คหบดีหม้ายและอารดา ...ลูกสาวคนเดียวของเขา กับคะนึงจิต...ภรรยาคนใหม่ที่มีลูกติดมาด้วย โดยเปิดเรื่องมาปุ๊บ กังวานได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปแล้ว ทำให้บ้านหลังงามถูกคะนึงจิตปกครอง หล่อนเลื่อนฐานะน้ำหอม....ลูกสาวของหล่อนเป็นคุณหนูประจำบ้านแล้วไล่ลูกสาวเจ้าของบ้านตัวจริงไปอยู่เรือนคนใช้และทำงานงกๆในบ้าน

“โห...เข้าตำราแม่เลี้ยงใจร้ายกับพี่สาวเอาแต่ใจโขกสับนางเอกเหมือนเรื่องซินเดอเรลล่าเลย” คนอ่านรำพึงหน้านิ่ว ระหว่างกวาดสายตาไปตามตัวหนังสือขนาดฟ้อนสิบหกที่อ่านง่านสบายตา

“อ้ะ...มีหม่อมราชวงศ์หนุ่มโผล่มาด้วย สงสัยจะเป็นพระเอกนะเนี่ย”

หญิงสาวอ่านคำบรรยายใบหน้าอันหล่อเหลาและบุคลิกสง่างามของม.ร.ว. บวรทัต บริบูรณ์พูนสุข ซึ่งถูกหมั้นหมายไว้กับอารดาตั้งแต่ยังเด็กแล้วทำหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง

“ชัวร์ป้าบ...หล่อแบบนี้ เนี้ยบแบบนี้ พระเอกชัวร์ !” ดวงตาคนพูดเป็นประกาย การอ่านนิยายไป เดาเรื่องไปด้วย เป็นความสุขอย่างหนึ่งของหล่อน

แม้คุณชายบวรทัตจะถูกหมั้นหมายกับอารดา แต่เอาเข้าจริง คะนึงจิตกลับบอกทุกคนว่าน้ำหอมเป็นคู่หมั้นของอีกฝ่าย อารดาที่รู้แค่ว่าตัวเองมีคู่หมั้นและมีแหวนหมั้นเก็บเอาไว้โดยไม่เคยได้พบหน้าคู่หมั้นของตนเลยจึงพลอยถูกหลอกไปด้วย

ขณะที่หม่อมพรรณี...มารดาของม.ร.ว. บวรทัตไม่ชอบขี้หน้าน้ำหอมและคะนึงจิตจึงพยายามขัดขวาง และสนับสนุนรัชนีกร...ลูกสาวของเพื่อนสนิทมาเป็นว่าที่ลูกสะใภ้แทน

“เฮ้อ...พล็อตน้ำเน่าจริงๆ นางเอกแสนดี แสนประเสริฐ ถูกโขกสับยังไงก็ไม่มีปากมีเสียง ส่วนพระเอกก็เอาแต่เก๊กหล่อ หูเบา ยอมให้แม่ตัวร้ายออดอ้อน ลากไปโน่นไปนี่ ทำนางเอกช้ำใจ อ่านแล้วเซ็งชะมัด...” คนอ่านบ่น ชักหงุดหงิดกับนิสัยตัวละครในนิยายที่ไม่ได้ดั่งใจ

หญิงสาวเปิดอ่านข้ามๆไปเรื่อยจนถึงตอนที่ม.ร.ว.บวรทัตกับอารดารักกันแล้วและน้ำหอมรู้เข้า เกิดไม่พอใจ จึงวางแผนให้พยัคฆ์...บิดาตัวจริงจับตัวอารดาไปปู้ยี่ปู้ยำเพื่อให้พ้นทางรักของหล่อน

“ทำไมกี่เรื่องๆ นางเอกจะต้องโดนจับ รอให้พระเอกไปช่วยด้วยนะ ทำไมคนเขียนไม่รู้จักแต่งเรื่องให้มีพล็อตฉีกออกไปบ้างนะ...” กานติมาถอนใจเฮือก เหลือบมองนาฬิกาที่อยู่บนโต๊ะข้างเตียงแล้วส่ายหน้า

เที่ยงคืนกว่าแล้ว...จะนอนดีมั้ยเนี่ย หรือจะทนอ่านต่อไปดี...

หล่อนมองหนังสือในมืออย่างชั่งใจ

นิยายอะไรไม่รู้ ไม่สนุกสักนิด สำนวนก็ประหลาดๆ อ่านแล้วติดๆขัดๆ ไม่ลื่นไหลเอาซะเลย สงสัยคนเขียนเพิ่งเคยเขียนเป็นเรื่องแรก...

ถึงจะบ่นซะขนาดนั้น แต่เจ้าตัวกลับตัดสินใจอ่านต่อไป เพราะยังตาสว่างเกินกว่าจะนอน ที่สำคัญ...ต่อให้นิยายไม่สนุกยังไง แต่หล่อนมักจะอ่านจนจบเสมอ ด้วยหวังว่าจะมีอะไรพลิกโผหรือได้รับสิ่งที่คนเขียนต้องการสื่อบ้าง

และเนื้อเรื่องที่ดำเนินต่อไปเป็นแพทเทิร์นนั้นก็พลิกโผให้หล่อนประหลาดใจจริงๆ เพราะจู่ๆตัวหนังสือที่หล่อนกำลังกวาดตาอ่านก็สิ้นสุดลงตรงฉากที่อารดาถูกพยัคฆ์จับตัวขึ้นรถไปในบ่ายวันหนึ่งเท่านั้น !!!

“อ้าว ! ทำไมจบแค่นี้ล่ะ” คนที่นอนอ่านนิยายอยู่บนเตียงมาตลอดร้องอย่างประหลาดใจ

เจ้าหล่อนผุดลุกขึ้นนั่ง พลิกหน้ากระดาษไปอีกสองสามหน้า ทว่าเห็นแต่ความว่างเปล่า จึงลองกรีดไล่กระดาษส่วนที่เหลือเกือบครึ่งเล่มไปจนถึงปกหลัง แต่ไม่พบตัวหนังสือปรากฏอยู่ที่ใดอีก

“ไรว้า...นิยายไม่จบเหรอเนี่ย เซ็งชะมัด อุตส่าห์ทนอ่านตั้งนาน” กานติมาบ่นอย่างหัวเสีย

แม้จะเดาเรื่องได้ว่า ในที่สุดพระเอกต้องไปช่วยนางเอกกลับมาและได้ครองรักกันอย่างมีความสุขตามสไตล์นิยายน้ำเน่าทั่วไป แต่หล่อนชอบที่จะอ่านให้จบ ไม่ใช่ปล่อยค้างคาแล้วต้องคิดเอาเองแบบนี้

“เขียนไม่จบอย่างนี้พิมพ์ออกมาขายได้ยังไง ไม่รับผิดชอบต่อคนอ่านซะบ้างเลย” พอไม่ได้ดังใจ เจ้าตัวก็บ่นกระปอดกระแปด พลางพลิกกระดาษกลับมาที่หน้าสุดท้ายที่มีตัวหนังสือแล้วถอนใจอีกเฮือก

“มิน่า...ถึงไม่มีชื่อสำนักพิมพ์หรือคำนำอะไรเลย สงสัยผลิตออกมาเล่มเดียวในโลกแหง”

ดวงตาคนพูดจับจ้องอยู่ตรงบรรทัดสุดท้ายอย่างเซ็งๆ ก่อนรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวเริ่มเย็นลงอย่างประหลาด ความเย็นที่ทำให้เสียวสันหลังวาบ ขนแขนลุกตั้งเป็นทิวแถวโดยไม่รู้สาเหตุ

กานติมากลอกตามองซ้ายขวาอย่างระมัดระวัง

นอกจากพระจันทร์ทรงกลดที่เห็นลอยเด่นอยู่กลางฟ้านอกหน้าต่างทางซ้ายมือแล้ว ในห้องของหล่อนยังคงสว่างนวลตาด้วยแสงจากโคมเหนือเตียง แลเห็นเก้าอี้นวมไร้พนักตรงปลายเตียงเป็นเงาตะคุ่ม กระนั้นในห้องก็ไม่ได้มีสิ่งแปลกปลอมหรือมีสิ่งใดผิดปกติ

“ไม่มีอะไรนี่นา...” หญิงสาวยกมือลูบแขนสองข้างไปมา “สงสัยแอร์จะทำงานดีเกินคาด ในห้องถึงได้เย็นยะเยือกแบบนี้...”

หล่อนคิดขำๆ ทว่าอุณหภูมิห้องที่ลดลงจนร่างหล่อนสะท้านกลับแฝงไว้ด้วยความวังเวง ทำให้หล่อนไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อกลิ่นเหม็นอับของกระดาษผสมกับกลิ่นยาเจือจางที่ลอยอยู่ในอากาศ เริ่มอบอวลมากขึ้นเรื่อยๆ

ทำไมมีกลิ่นยาเหมือนในโรงพยาบาล?

กานติมาหัวใจเต้นระรัว แต่พยายามตั้งสติ ทำจมูกฟุดฟิด หาที่มาของกลิ่นนั้น ก่อนจะก้มมองหนังสือในมือ...หนังสือที่ยังเปิดค้างอยู่ที่หน้าสุดท้าย

กลิ่นมาจากในหนังสือ?

ขณะกำลังสงสัยถึงที่มาของกลิ่น หล่อนก็ต้องตาค้าง เมื่อเห็นว่าตัวหนังสือที่เรียงตัวกันเป็นระเบียบในแต่ละบรรทัดของนิยายหน้านั้น ค่อยๆขยับเข้าหากันแล้ววิ่งวนเป็นก้นหอย หมุนเข้าสู่แกนกลางของหนังสือราวกับถูกอะไรบางอย่างดูดลงไป

“อะไรเนี่ย !”

ด้วยความตกใจ หญิงสาวโยนหนังสือในมือทิ้งไปบนเตียงตรงหน้า แต่แทนที่มันจะปิดตัวลง มันกลับเปิดค้างอยู่หน้าเดิม

กานติมาลองชะโงกหน้าไปมอง พบว่าตัวหนังสือทั้งหลายบนหน้ากระดาษยังหมุนวนไม่หยุด ทำเอาหล่อนตาลาย เริ่มจะเวียนหัวไปด้วย อีกทั้งความเร็วของตัวหนังสือที่หมุนเร็วขึ้น ทำให้สติของหล่อนเริ่มวูบไหว หน้าคะมำเข้าหาหนังสือ

หญิงสาวรู้สึกว่าอุณหภูมิในห้องลดต่ำลงยิ่งกว่าจุดเยือกแข็ง ทำเอาหล่อนเย็นยะเยือก ร่างสั่นไม่หยุด ขณะที่กลิ่นยาและกลิ่นอับของหนังสือฉุนกึกจนหายใจไม่ออก แสงสีเหลืองนวลจากหลอดไฟกลางห้องสลัวลง ตามด้วยอาการคลื่นเหียนอย่างรุนแรงถาโถมเข้าใส่ ก่อนทุกอย่างรอบตัวจะดับมืดลง

หน้ากระดาษของหนังสือที่เปิดค้างอยู่กลางเล่มเริ่มพลิกกลับมายังหน้าแรกของนิยาย ก่อนปกแข็งสีแดงเข้มจะปิดตาม พร้อมกับที่ร่างไร้สติของกานติมาล้มลงนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียงข้างหนังสือนิยายเล่มนั้น !!

++++++++++++++++

จบบทที่ 1



TOP





Create Date : 20 กันยายน 2554
Last Update : 20 กันยายน 2554 4:22:26 น. 16 comments
Counter : 3299 Pageviews.

 
อ๊าย.....อยากอ่านฉบับเต็มอ่ะ
(ไม่ถูกกับอ่านนิยายในคอมเลยจริ๊ง จริงๆ)

ไว้เจอกันในเล่มเลยล่ะกันนะ



โดย: ดอกแก้ว (tanH2O ) วันที่: 20 กันยายน 2554 เวลา:8:21:29 น.  

 

น่าอ่านอีกแล้ว ไม่พลาดแน่นอนค่ะคุณมี่


โดย: บอล IP: 49.48.148.238 วันที่: 20 กันยายน 2554 เวลา:10:53:33 น.  

 
ท่าทางจะสนุกนะคะเรื่องนี้ อยากอ่านๆๆ

แต่หมอมี่คะ มีอย่างนึงอยากบอก นกจิ๊บอ่านแล้วสะดุดๆนิดหน่อยกับสรรพนามที่แม่นางเอกแทนตัวเพื่อนของนางเอกว่า เธอ... ฟังดูแปร่งๆค่ะ ปกติถ้าเป็นเพื่อนของลูก โดยเฉพาะเพื่อนสนิทเนี่ยะคนเป็นแม่น่าจะพูดแทนด้วยชื่อ หรือถ้าเป็นการพูดถึงในฐานะบุคคลที่ 3 น่าจะเป็น เค้า.. มากกว่าป่ะคะ



โดย: rainoflove (rainoflove ) วันที่: 20 กันยายน 2554 เวลา:13:50:59 น.  

 
รึว่าคำว่า เค้า มันเป็นภาษาพูด ไม่เหมาะจะเอามาใช้...อันนี้ไม่แน่ใจระดับภาษาที่ใช้ในงานเขียน แต่นกจิ๊บคิดเองในฐานะคนอ่านอ่ะค่ะ ว่าใช้คำไหนจะรื่นใจมากกว่ากัน (อ่านในใจก็ต้อง รื่นใจมากกว่ารื่นหู ชิมิๆ อิอิ)


โดย: rainoflove (rainoflove ) วันที่: 20 กันยายน 2554 เวลา:13:52:49 น.  

 
ดีใจจังค่ะ พี่มี่ รับรองจะไปซื้อในหนังสือเลยค่ะ


โดย: Bu IP: 49.49.78.154 วันที่: 21 กันยายน 2554 เวลา:0:09:01 น.  

 
น่าอ่านจังค่ะ


โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 21 กันยายน 2554 เวลา:16:34:21 น.  

 
ต้องเอามานอนกอดให้ได้เรื่องนี้อิอิอิ


โดย: panon IP: 49.48.26.101 วันที่: 1 ตุลาคม 2554 เวลา:21:06:16 น.  

 
ถึง คุณอรพิม

เรื่องนี้จะมีภาคต่อไหมครับ
อ่านแล้วมันยังไงๆอยู่


โดย: จ. IP: 192.168.1.106, 124.122.229.191 วันที่: 12 พฤศจิกายน 2554 เวลา:16:44:16 น.  

 
ไม่มีภาคต่อแล้วค่ะ เนื้อเรื่องจบเพียงเท่านั้น ที่เหลือให้คนอ่านคิดเอาเองค่ะ


โดย: อรพิม IP: 171.7.134.62 วันที่: 20 ธันวาคม 2554 เวลา:22:21:49 น.  

 



HappY NeW YeaR นะคะ
อยากได้อะไร
...ก็...
อธิษฐานเอาเองเลยแล้วกันค่ะ
โอม ! เพี้ยง



โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 29 ธันวาคม 2554 เวลา:18:59:57 น.  

 
อยากอ่านจังเลยค่ะแต่ยังหาโอกาสซื้อไม่ได้


โดย: ติว IP: 192.168.1.234, 113.53.44.104 วันที่: 10 มีนาคม 2555 เวลา:15:14:07 น.  

 
อ่านจบแล้ว กริ๊ดดดด หนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ตอนจบแบบสุดยอดอ่ะ อรพิมคิดได้ไงโคตรเก่งเลย น่ารักได้อีก แต่ตอนแรกๆอ่านแล้วค่อนข้างเบื่อ สรุปคือ ซื้อมาแล้วไม่เสียดายตังเลยยยยยย ^_^


โดย: hello IP: 180.180.41.234 วันที่: 22 พฤศจิกายน 2555 เวลา:20:45:46 น.  

 
เขียนนิยายได้สนุกมากค่ะ..เพิ่งอ่านปมปาริชาติจบ ตอนนี้กำลังมองหาเรื่องอื่นๆ อยู่ เป็นกำลังใจให้มีงานเขียนดีๆออกมาอีกค่ะ


โดย: เจี๊ยบ IP: 58.11.151.90 วันที่: 26 พฤศจิกายน 2555 เวลา:10:07:20 น.  

 



Happy New Year 2013 นะคะ
อยากได้อะไร
...ก็...
อธิษฐานเอาเองเลยแล้วกันค่ะ
โอม ! เพี้ยง



โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 28 ธันวาคม 2555 เวลา:22:54:55 น.  

 
อ่านจบแล้วสงสัยอะครับ
ขอถามหน่อยครับ

1. ป้าจุ่มไปเป็นคนใช้ที่บ้านอารดาได้ไงอะครับ, แล้วปลิวไปเป็นเจ้าของธุรกิจโรงแรมและไปเป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยกับชายใหญ่ได้ไงอะครับ

2. ตอนที่ป้าจุ่มหลงอยู่ในหนังสือคนเดียว ป้าจุ่มดำเนินเรื่องไปถึงไหนอะครับ ถ้าพอถึงตอนที่อารดาถูกจับตัว แล้วยังไงต่อครับ เรื่องวนกลับไปที่บทแรกหรือเปล่า (เดาเอา)

3. พอมีคนใหม่หลงเข้ามาในหนังสือ ไม่ว่าคนก่อนๆจะดำเนินเรื่องไปถึงไหน ทุกคนจะต้องกลับมาฉากแรกหมดเลยรึเปล่าครับ, ถ้าเป็นอย่างนั้น ในตอนที่กุ้งหลงเข้ามา ป้าจุ่มกับปลิวอยู่ตรงไหนของฉากครับ

4. ในระหว่างที่กุ้งอยู่ในฉากต่างๆ ทำไมนายปลิว หรือป้าจุ่มไม่อยู่พร้อมกันล่ะครับ ในเมื่อเป็นคนในโลกมนุษย์เหมือนกัน, สงสัยว่าไปอยู่ที่ไหนกัน

พอจะเข้าใจสิ่งที่ผมสงสัยป่าวอะครับ ผมเขียนอาจงงๆ เพราะผมก็งงๆกับเรื่อง 555

ขอบคุณครับ


โดย: สส IP: 58.8.133.82 วันที่: 12 กรกฎาคม 2556 เวลา:19:31:07 น.  

 
อ่านจบแล้วคะ
ทั้งสนุก และเศร้าในช่วงท้ายเรื่อง แต่สุดท้ายก็จบอย่างมีความสุข ประทับใจ"นายปลิว" มากคะ


โดย: สินีนาถ จงพิเชฐกุล IP: 124.120.248.201 วันที่: 29 กรกฎาคม 2556 เวลา:4:44:40 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อรพิม
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]






ผู้ที่กำลังชมบล็อก

ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด


ขอสงวนสิทธิ์ใดๆในการคัดลอก เผยแพร่ หรือดัดแปลงส่วนหนี่งส่วนใดหรือทั้งหมดของข้อความ เรื่องสั้น หรือนิยายที่โพสต์ในบล็อกแห่งนี้ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าผู้ใดละเมิดจะถูกดำเนินการตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด




Orapim Novel

Create your badge
New Comments
Friends' blogs
[Add อรพิม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.