"Over 3,000 Miles in 20 Days " : U.S. West Coast Road Trip [DAY 1] "Fly to L.A. with Cathay Pacific"

http://pantip.com/topic/32072135

สวัสดีครับ อมยิ้ม17

หลังจากได้เห็นภาพรวมๆ ทั้งการเตรียมตัวก่อนเดินทาง แผนการเดินทาง และสถานที่ท่องเที่ยวของทริปครั้งนี้ไปแล้ว  ซึ่งใช้เวลาเตรียมตัวก่อนเดินทางร่วม 1 ปีเต็ม  วีซ่าก็ทำตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ปีที่แล้ว ส่วนช่วงเวลาที่เหลือก็ดูแผนที่เส้นทางการท่องเที่ยว ทำแผนการเดินทางแต่ละวัน  เสิร์ชหาข้อมูล อ่านรีวิวของหลายๆคน ทำให้แผนเปลี่ยนไปมาตลอดเวลา เห็นสถานที่เที่ยวแห่งไหนน่าสนใจ ก็ใส่เพิ่มเข้าไป ที่ไหนที่คิดว่าเฉยๆ ก็ตัดทิ้ง  เรียกว่า เปลี่ยนแปลงกันทุกวันจนกว่าจะถึงวันเดินทาง

สำหรับการเดินทางครั้งนี้ พึ่งพา GPS เป็นหลัก ในการนำทางไปยังสถานที่ต่างๆ   แต่แผนที่จาก Google Map ก็ยังคงจำเป็นเช่นกัน ผมพยายามหาวิธีที่จะนำแผนการเดินทางแต่ละจุดที่ทำไว้ใน Google Map มาเชื่อมต่อกับ GPS แต่ไม่สามารถทำได้ จึงต้องใช้วิธี Capture แผนที่เส้นทางในแต่ละวัน เก็บไว้ใน iPad เพื่อไว้ใช้ดูประกอบกัน เผื่อเวลาที่ GPS หาเส้นทางไม่เจอ

ส่วนเอกสารต่างๆ ก็เตรียมให้พร้อม ทั้งใบจองที่พัก ใบจองทัวร์ แผนการเดินทาง ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว สำเนาพาสปอร์ต สำเนาวีซ่า รูปถ่าย ทำสำเนาไว้ พร้อมสแกนเก็บไว้ใน iPad อีกชุด  เนื่องจากทริปนี้แพลนค่อนข้างแน่น ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาช็อปปิ้ง   เราเลยช็อปปิ้ง ออนไลน์ไว้ก่อน  เพราะในเวบแบรนด์ต่างๆ มักจะมีโปรโมชั่นลดราคา เป็นระยะๆ  เลยถือโอกาสสั่งออนไลน์ แล้วส่งไปที่บ้านเพื่อนพี่ที่อเมริกาไว้รอ ไม่เสียเวลาเที่ยวด้วยครับ  ดังนั้นกระเป๋าเดินทาง จึงเป็นอีกอย่างที่ต้องให้ความสำคัญ พยายามควบคุมจำนวนและน้ำหนักกระเป๋าให้พอดีด้วย

เมื่อเตรียมตัวกันพร้อมแล้ว งั้นออกเดินทางกันเลยนะครับเพี้ยนออกทริป



ตามกำหนดการ เครื่องออกประมาณ 8 โมงเช้า แต่เนื่องจากผมไม่ได้อยู่กรุงเทพ ทำให้เราต้องเตรียมตัวออกเดินทางกันตั้งแต่เนิ่นๆครับ  ตอนแรกนัดรถตู้มารับช่วงเที่ยงคืน กะว่าคงถึงสนามบินสุวรรณภูมิประมาณ ตี 4  รออีกนิดคงได้เวลาเช็คอินพอดี แต่เปลี่ยนใจเลื่อนเวลาให้รถตู้มารับตอนห้าทุ่ม เพราะกลัวมีเหตุการณ์สุดวิสัย อย่างรถเสีย อะไรทำนองนี้ครับ  

พอถึงคืนที่กำลังจะเดินทาง กำลังรอรถตู้มารับ ช่วงสี่ทุ่มกว่าๆ ก็ได้รับอีเมลข้อความจากสายการบิน ว่า " CX700 on x Apr from BKK will depart at 10:10 (1h 50m late)." สรุปดีเลย์เกือบ 2 ชั่วโมง เฮ้อออ.. ไม่เป็นไร เดี๋ยวรถตู้ก็มารับแล้ว คงเปลี่ยนเวลาไม่ทัน ไปก่อนยังดีกว่าไปไม่ทัน ไปรอที่สนามบินก็ได้  ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง รถตู้ก็พาเรามาถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้วครับ

สำหรับสายการบิน Cathay Pacific เคาน์เตอร์เช็คอินตั้งอยู่ที่แถว M ครับ แถว M06-M19 หากเช็คอินออนไลน์มาแล้วไปโหลดกระเป๋าที่ เคาน์เตอร์ M10

https://www.cathaypacific.com/cx/en_HK/travel-information/airport/other-airports/airport-details.BKK.html



เคาน์เตอร์เช็คอินเปิดประมาณ  05.30-06.00 น. ครับ  ก่อนโหลดกระเป๋า อย่าลืมถ่ายภาพกระเป๋าให้เรียบร้อย เผื่อมีปัญหากระเป๋าหาย หรือชำรุดต้องเคลม จะได้มีรูปยืนยันเป็นหลักฐานครับ





สำหรับไฟลท์ไปอเมริกา ชั้น Economy class ของสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิคนั้น  สามารถโหลดสัมภาระได้ 2 ชิ้น ขนาดรวมแต่ละชิ้นไม่เกิน 158 เซนติเมตร หรือ 62 นิ้ว น้ำหนักแต่ละชิ้น ไม่เกิน 23 กิโลกรัม หรือ 50 ปอนด์ครับ

หากใครเป็นขาช็อป แนะนำให้ซื้อที่ชั่งน้ำหนักดิจิตอล แบบพกพาไปด้วยครับ จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักกระเป๋า

http://www.cathaypacific.com/cx/en_HK/travel-information/baggage/check-in-baggage/free-baggage-allowance.html

หลังจากเช็คอินเรียบร้อย ก็จะได้ Boarding Pass มา 2 ชุด ทั้งจาก BKK-HKG และ HKG-LAX ตรวจสอบชื่อ ไฟลท์บินให้เรียบร้อยก่อนนะครับ



ตอนแรกเราได้บัตรเชิญเข้า เลาจน์ ที่ฮ่องกงด้วยครับ แต่เนื่องจากไฟลท์ดีเลย์ ทำให้เวลาต่อเครื่อง 4 ชั่วโมงที่ฮ่องกงเหลือแค่ 2 ชั่วโมง เลยเปลี่ยนใจขอเป็นเลาน์จที่นี่แทน และทางสายการบินยังชดเชยที่ไฟลท์ดีเลย์ โดยให้คูปองทานอาหาร มูลค่า 300 บาท  ซึ่งใช้ได้เฉพาะร้านอาหารที่รับคูปองในโซนใกล้ๆ กับเกทครับ



เพิ่งเคยทานอาหารในสนามบิน แต่ละเมนู ราคาจานละ เกือบ 300 แล้วครับ (นึกว่าเอาไปใช้ที่ฟู้ดคอร์ทชั้นล่างได้ 55)เลยนำไปใช้ที่ร้าน Silom Village Restaurant ครับ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ Gate G  อาหารรสชาติใช้ได้ครับ

เหลือคูปองอีกใบ เลยซื้อไอติม ที่ Cream & Fudge ครับ  อร่อยมากๆ







จากนั้นเดินไปนั่งที่เลานจ์ของคาเธ่ย์ แปซิฟิค ครับ ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 3 Concourse G





ยื่นบัตรเชิญให้เจ้าหน้าที่แล้วเข้าไปด้านใน  ทางขวามือจะเป็นโซนที่ค่อนข้างสงบหน่อยครับ



ตรงกลางจะมีที่นั่งพร้อมจอทีวี ไว้แก้เหงา  อีกมุมจะเรียงรายไปด้วยเครื่องดื่ม ของว่าง อาหารยาวตลอดแนวเคาน์เตอร์ครับ ของว่างจะเป็นจำพวกขนมปัง เค้ก แซนวิช ซาลาเปาต่างๆ ส่วนเครื่องดื่มก็มีทั้งน้ำผลไม้ น้ำอัดลม เบียร์ต่างๆ นอกจากนั้นยังมีอาหารจานเดียว อย่างผัดไทยกุ้งสด อีกด้วย รสชาติใช้ได้ครับเพี้ยนกิน



























ส่วนมุมด้านในสุด ก็จะมีโซฟา สำหรับนั่งพักผ่อนเหมือนกับอีกด้านครับ นางพญาเม่า



นั่งเล่นที่เลานจ์จนประมาณ 07.30 ก็ได้เวลาเตรียมตัวไปรอหน้าเกทละครับ

ไฟลท์ของเราในวันนี้เป็น CX700 เดินทางจากกรุงเทพ ไปยังฮ่องกง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ





ไฟลท์เช้าสุดวันนี้ ที่นั่งค่อนข้างเต็มครับ  เราเลือกที่นั่งแบบด้านหน้าสุดของโซน  เพราะมีผู้ใหญ่ไปด้วย จะได้วางขาสบายๆ  และสะดวกในการเข้าห้องน้ำ แต่ก็แลกกับความไม่ส่วนตัวเท่าไรนัก  

ที่นั่งแถวหน้านี้ จอและที่วางอาหาร จะอยู่ด้านข้างตรงที่วางแขนครับ เวลาดึงมาใช้งานลำบากนิดหน่อย เพราะมันฝืดๆ แข็งๆ ยกไม่ค่อยออกครับ









เริ่มออกเดินทางกันเลยนะครับ วันนี้อากาศค่อนข้างดีทีเดียวพระอาทิตย์





อาหารบนไฟลท์นี้ มีให้เลือก 2 อย่าง คือ บะหมี่ผัด และ ออมเล็ท บะหมี่

บะหมี่รสชาติโอเคครับ แต่จืดไปนิดครับ  เพราะปกติชอบอาหารแบบรสจัด ถ้าเติมพริกป่นอีกหน่อย อร่อยเลย 555





นั่งยังไม่ทันเมื่อย ก็ถึงฮ่องกงแล้วครับ อากาศที่นี่ขมุกขมัว เมฆเยอะ ดูครึ้มๆ แต่ไม่เป็นไร ไม่ได้ออกไปข้างนอก เราลงเครื่องที่ Terminal 1 แล้วก็เดินตามป้าย Transfer ไปเรื่อยๆ ครับ  ผ่านการสแกนสัมภาระติดตัว อีกรอบ ก่อนที่จะมองหาจอว่าไฟลท์ของเรา ต้องไปที่เกทไหน

http://www.hongkongairport.com/leaflet/map_facilities.pdf





ผ่านขั้นตอนการสแกนเรียบร้อย เราก็โผล่มาแถวๆ Gate 20 ปลายๆ  ดูจอแล้ว CX882 เดินตรงไปที่ Gate 3 ครับ  ซึ่งเท่าที่อ่านรีวิวมา ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเกทนี้ครับ  





" The Wing " Lounge ของ Cathay Pacific ก็อยู่ติดกับ Gate 3 และ 4 เลยครับ



ที่นั่งบริเวณเกท ก็สะดวกสบาย มีช่อง USB สำหรับเสียบชาร์จ iPad iPhone ด้วยครับ  มีเวลานั่งเล่นประมาณชั่วโมง ก่อนขึ้นเครื่อง ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจกระเป๋าถือ อีกครั้ง ว่ามีของต้องห้ามหรือไม่



ได้เวลาขึ้นเครื่องอีกรอบแล้วครับ   เรานั่งชั้น Economy ขนาดที่นั่งก็ไม่แคบไม่กว้าง กำลังดีครับ ตอนแรกคิดว่าจะมีชุด Amenity Kit แจกซะอีก เพราะเป็นไฟลท์บินยาว แต่ไม่มีแจกนะครับ แอบอยากได้อมยิ้ม35





มีความบันเทิงให้คลายเหงา เอาจริงๆ ก็ไม่ค่อยได้เล่นเท่าไร หลับตลอดทางคร่อกฟี้



ระยะเวลาการบิน จาก ฮ่องกง - ลอสแองเจลลิส ก็ประมาณ 14-15 ชั่วโมงครับ ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิค ดังนั้นวิวด้านล่างก็แทบจะมีแต่ผืนน้ำครับ



เมนูที่พนักงานต้อนรับแจกบนเครื่องครับ เพี้ยนกินมาม่า





แจก Custom Declaration Form ให้ด้วย  หากมาเป็นครอบครัวเดียวกัน ให้กรอกเพียงใบเดียวครับ ไม่ต้องกรอกทุกคน

http://www.cbp.gov/travel/us-citizens/sample-declaration-form



แจก Snack รองท้องก่อนครับ เอาเข้าจริงก็เริ่มหิวแล้วเพี้ยนเพลีย



พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าไปแล้ว น่าจะใกล้เวลาอาหารค่ำละครับ



ขอเลือกเป็น " ข้าวหมูสับทรงเครื่องราดซอสกับเต้าหู้ "  เมนูนี้อร่อยมากๆครับ  หมูสับหมัก ใส่เห็ดหูหนูสับละเอียด ปั้นเป็นก้อน ปรุงกับน้ำซอส พอมาคลุกกับข้าวเข้ากันดีมากๆ  กลิ่นหอมฉุยเลยครับ



อิ่มแล้วจะชักช้าอยู่ไย ได้เวลานอนหลับพักผ่อน งีบไปประมาณ 8 ชั่วโมง ตื่นมาอีกที ดูหน้าจอ อีก 3 ชั่วโมงก็จะถึงแล้ว ตื่นเต้นๆ  ดูจากหน้าจอตอนนี้เริ่มเข้าใกล้ L.A.แล้วล่ะครับ เพี้ยนสู้สู้





สักพักมื้อเช้าก็ถูกเสิร์ฟพอดีครับ มี " โจ๊กเนื้อ " กับ " ออมเลทซอสครึมเห็ด "

แน่นอนเลือกโจ๊กแทน แม้ปกติจะไม่กินเนื้อก็ตาม รสชาติดีนะครับ หอมอร่อย





ตอนแรกคิดว่าเส้นทางการบิน จะบินข้ามทะเลตรงเข้าสู่แอลเอเลย แต่พอดูจากจอจะเห็นว่า บินไปทางซานฟรานก่อน จึงบินลงมาที่แอลเอครับ





พอเข้าสู่แผ่นดิน ก็จะเริ่มเห็นเมืองจากมุมสูงแล้วครับ ซึ่งที่เห็นส่วนใหญ่ มีทั้งที่ราบและภูเขาสูง







ขณะนี้เริ่มมุ่งหน้าผ่าน Santa Barbara สู่ Los Angeles แล้วครับ วิวส่วนใหญ่เป็นหุบเขาสูงแบบนี้ล่ะครับ











เริ่มบินผ่านตัวเมือง มองเห็นบ้านเรือนเป็นระยะๆ  ที่นี่ผังเมืองออกแบบดีนะครับ วางเป็นบล็อคเลย





ตอนนี้เริ่มตีโค้งผ่านชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค เตรียมกลับลำ มุ่งสู่สนามบิน LAX แล้วครับ





เริ่มเห็นตึกสูงระฟ้า น่าจะเป็นใจกลางแอลเอ แล้วครับ





Landing เป็นที่เรียบร้อย  ยินดีต้อนรับสู่ " Los Angeles "  หรือเรียกสั้นๆ ว่า แอลเอ  เป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของอเมริกา เลยครับ ตั้งอยู่ในรัฐ California (CA)  ส่วนชื่อ Los Angeles มาจากภาษาสเปน แปลว่า " เมืองแห่งทุตสวรรค์ " เป็นศูนย์กลางทั้งทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความบันเทิง ที่สำคัญของอเมริกาอีกเมืองหนึ่ง







หลังจากลงเครื่องแล้ว ก็รีบเดินตามป้าย ตรวจคนเข้าเมือง ไปเรื่อยๆครับ  









พอถึง ตม.ก็เตรียมพาสปอร์ตกับ Custom Declaration Form ที่เรากรอกไว้ให้พร้อม  จำนวนคนที่ต่อแถวไม่เยอะเท่าไรครับ รอไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงคิวของเราแล้ว  ตื่นเต้นเล็กน้อยว่าจะได้เจอเจ้าหน้าที่ช่องไหน  แต่ละคนดูท่าทางดุๆ ทั้งนั้น  พอถึงคิวก็เดินเข้าไปพร้อมกันทั้งครอบครัวเลยครับ  ได้เจ้าหน้าที่ ตม.ผู้ชายดูคล้ายๆคนเม็กซิกัน   โดยรวมก็ถามว่า มาทั้งครอบครัวเหรอ ใครเป็นใครกันบ้าง  ให้เราอธิบายความสัมพันธ์กันทีละคน  นอกนั้นก็ถามว่ามาเที่ยวกี่วัน ไปที่ไหนบ้าง  มีเงินสดติดตัวมาเท่าไร  และให้สแกนนิ้ว ทีละคน จนเสร็จสิ้นกระบวนการ   จึงจะมีรอยยิ้มออกมา และพูดว่า " ขอให้เที่ยวให้สนุกนะครับ "พาพันดี๊ด๊า



จาก ตม. เราก็เดินลงบันไดเลื่อนไปรับกระเป๋ากันต่อ ระหว่างที่ลง เห็นที่เค้าต่อแถวกันยาวๆ นั่นไหมครับ เดี๋ยวเราต้องไปต่อแถวนั้น โดยนำใบ Custom Declaration Form ไปด้วย เมื่อถึงคิว เจ้าหน้าที่ก็ถามเช่นเคย เอาเงินสดมาเท่าไร  และเจ้าหน้าที่ก็เขียนอะไรสักอย่าง พร้อมกับชี้ให้เดินไปทางด้านซ้าย ซึ่งบางคนก็จะให้เดินไปทางขวา ออกไปเลยก็มี   หลังจากเดินตามป้ายไปต่อแถวจะมีเจ้าหน้าที่สัมภาษณ์ ถามอะไรอีกนิดหน่อย และให้ลากกระเป๋ามาสแกนครับ ถ้ามีสงสัยใบไหนก็ให้เราเปิดกระเป๋าออกให้ดู ก็ไม่มีอะไรครับ ผ่านออกมาได้ด้วยดี ใช้เวลาตั้งแต่ลงเครื่องจนผ่านออกไปด้านนอกประมาณ 2 ชั่วโมงครับเม่าดี๊ด๊า



เดินกระเป๋าผ่านออกมาทางด้านผนังสีเขียวๆ ครับ  ออกมาก็เจอผู้คนมายืนรอรับญาติพี่น้องของตัวเอง กันเยอะแยะเลย



หลังจากเจอเพื่อนพี่แล้ว ก็เดินออกมาด้านนอกครับ



ด้านหน้าเป็นป้าย  TOM BRADLEY INTERNATIONAL TERMINAL



บริเวณด้านนอกครับ เราก็เข็นกระเป๋ามายืนรอเพื่อนพี่ ซึ่งกำลังไปเอารถจากลานจอด ตรงนี้ครับ  (จริงๆรู้สึกจะมีป้ายห้ามจอดนะครับ )ดังนั้นพอรถมาแล้ว ก็ต้องรีบขนกระเป๋าขึ้นรถด้วยความรวดเร็วเม่าออกรถ



บรรยากาศรอบๆสนามบิน



เริ่มออก Highway แล้วครับ เราขับมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ ไปที่เมือง Irvine



ที่นี่มีช่องสำหรับ Carpools ด้วยครับ สะดวกดี  



ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงที่พักแล้วครับ  ขนกระเป๋าลงจากรถ นั่งพักสักแป๊บ ก็ได้เวลาออกไปช็อปปิ้งต่อ เม่าชอปปิ้ง



เรามาช็อปปิ้ง ซื้อของกันที่นี่ครับ " Costco "  คอสโก้เป็นห้างคล้ายๆกับแมคโครบ้านเรา ต้องมีบัตรสมาชิกถึงจะเข้าได้ครับ เจ้าของบัตรสามารถพาคนอื่นเข้าได้อีก 3 คนครับ จะมีพนักงานคอยตรวจอยู่ด้านหน้าทางเข้าด้วย ที่นี่ต้องชำระด้วยบัตรเดบิต หรือเงินสดเท่านั้น ไม่รับบัตรเครดิตนะครับ  สินค้าที่ขายในนี้ก็มีตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ เสื้อผ้า ของใช้ อาหารแห้ง อาหารสด เรียกว่ามีแทบทุกอย่างครับ

http://www.costco.com



บรรยากาศภายในห้างครับ ถ้าใครมีโอกาสมา อย่าลืมซื้อไก่ย่าง ไปชิมนะครับ อร่อยมาก ตัวใหญ่กว่าไก่ย่างบ้านเรา ราคาตัวละ $4.99



ไข่ไก่ที่นี่เปลือกสีขาวนะครับ  ราคาแผงละประมาณ $10 ต้องซื้อไว้ตลอดห้ามขาดครับ เพราะเป็นอาหารหลัก อิอิ



อีกอย่างที่ราคาถูกมาก เมื่อเทียบกับเมืองไทย ก็คือ วิตามิน ครับ



จากนั้นไปต่อกันที่ " Ranch Market " ที่นี่มีลักษณะเป็นเหมือน Supermarket บ้านเรา จำหน่ายสินค้า อาหารแห้ง อาหารสด ของแถบเอเชีย ซึ่งพวกผักต่างๆ จะมีหลากหลายกว่าซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป มีหลายสาขาเหมือนกันครับ

http://www.99ranch.com/









ก่อนกลับบ้านก็แวะไปเติมน้ำมันกันก่อน ปั้มที่เห็นกันทั่วไป ก็มีของ Chevron ที่นี่มีทั้งออกเทน 87 /89 /91 ราคาน้ำมันที่นี่อยู่ที่ประมาณ  $4.2-4.5/Gallon



ถึงบ้าน ค่ำนี้ก็ทำอาหารทานกันง่ายๆ ครับ มีไก่ย่างที่ซื้อมาจาก Costco ไข่เจียว น้ำพริกกะปิ  ที่แสนจะอิ่มอร่อย เป็นอันจบวันแรกของการเดินทางอันยาวนานครับ  





------------------------------------------------------------------------

ขอบคุณเพื่อนๆ ที่แวะมาชม นะครับ  พบกันใหม่คราวหน้าครับ พาพันขอบคุณ

หากเพื่อนๆต้องการติดตามหรือพูดคุย เชิญที่นี่นะครับ

FB: https://www.facebook.com/oLosMagazine

Instagram :onelightoneshadow



Create Date : 20 พฤษภาคม 2557
Last Update : 20 พฤษภาคม 2557 11:09:30 น. 0 comments
Counter : 747 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

One Light One Shadow
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




กด like / ถูกใจ OLOS

qrcode free counters
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2557
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
20 พฤษภาคม 2557
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add One Light One Shadow's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.