+-+ OncE UPoN'-'a MaN +-+ รักนะ.. คนอ่าน เข้ามาดู.. โดนใจ ออกไป.. อย่าลืมกัน
Summary for Best of the Year 2012 ..Please CLICK!!
สวัสดี มีนาคม :: ปรับปรุงบล็อกใหม่ ไฉไลกว่าเดิม... พี่อ่าง ขอบอก "อ่า แหล่มเลย!"

โปรโมตสักนิด ปล่าวประกาศสักหน่อย


นอกไปจากการเริงรมย์ Bloggang ตะแร๊ดแต๊ดแต๋ที่ พันทิพ แล้ว ...ตอนนี้ นาย OncE UPoN'-'a MaN คนนี้ มีสถานที่ของคนรักหนังแห่งใหม่มาชวนให้คุณๆไปเถิดเทิงด้วยกันครับ


http://vreview.yarisme.com


Vreview = We review = การรวมบทความรีวิวเกี่ยวกับหนังของแต่ละคน อาทิเช่น อัพเดตรีวิวสั้นๆถึงหนังโรงที่ได้ดูพร้อมคะแนนเพื่อช่วยตัดสินใจ พร้อม link ไปอ่านฉบับเต็มของแต่ละคน หรือ รีวิวเต็มๆตามสไตล์ใครสไตล์มัน


ผม OncE UPoN'-'a MaN คนนี้ คือคนหนึ่งที่ได้รับโอกาสมาอยู่ในทีม Vreview นี้อันประกอบไปด้วยสมาชิกอีก 5 คน คือ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" (คุณหมอเป็นโต้โผใหญ่ในการนี้) , "บลูยอชต์" , "Nanoguy" , "renton_renton" และ "เทพบุตรตบะแตก!!" ...พวกเราทั้ง 6 มีหน้าที่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว คือ การมาร่วมอัพเดทเปิดประเด็นคุย ให้รีวิวถึงอะไรก็ได้ที่เรียกว่า "หนัง" เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้พวกเราและคุณๆคนรักหนังได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและกัน

ก็ขอเชิญชวนคนรักหนังทุกๆท่าน มาร่วมคุยร่วมแจม ณ ที่บล็อกแห่งนี้กันครับ ...และ Toyota Yaris เจ้าของบล็อก ฝากบอกมาว่า ถ้าเราไปร่วมรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนใหญ่ๆแล้ว เขาจะจัดกิจกรรมดีๆ ให้เราได้มาสนุกกันจริงๆจังๆอีกด้วยนะ





สวัสดี มีนาคม ครับ...เพื่อนๆพี่ๆ ชาว "บล็อคแก๊งค์" ที่น่ารักทุกคน

เข้ามาสู่เดือนที่ 3 กันแล้ว ...กับวันเวลาที่เดินเร็วเสียจนใจหายแทบไม่ได้หายใจเลยทีเดียว เฮ้ออออ!!! เหนื่อย

สำหรับคนที่เคยเข้ามาด่อมๆมองๆบล็อกของผม ทั้งขาประจำ ขาจร (อีกทั้งยังมี...ขาสะดุด หลุดเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ) คงจะรู้สึกแปลกๆแปร่งๆไปบ้าง ใช่ไหมครับ ...เพราะโดยปกติแล้ว บล็อกของนาย OncE UPoN'-'a MaN คนนี้ แทบไม่เคยได้มีความสร้างสรรค์ใดๆเกิดขึ้นเลย ...ทำได้ดีที่สุดก็คือไปหยิบเอาแบบบล็อกที่มีอยู่แล้วของที่นี่มาใช้มันไปเรื่อยกันตั้งแต่เริ่มเล่นมาในหนนู้น

แต่นับต่อจากนี้ไปแล้ว บล็อกของผม จะขอเปลี่ยนลุคแล้วจ้า... กับอะไรที่เคยหม่นๆ(เขียวชืดๆ) จะหมดไปเสีย เปลี่ยนเป็นโลกที่ได้แต่งแต้มสีสัน สวยใส หวังจะให้มันไฉไลกว่าเดิม ...เริ่มต้นตั้งแต่ ตัวโลโก้ของ Bloggang ที่ถูกออกแบบมาให้มีความเป็นตัวผม (บ้าหนังว่างั้นเหอะ) และต่อมา กับการเล่นสีสันอันฉูดฉาดของแบ็คกราวด์ ให้ห้องของผมสว่างไสวกันเต็มที่ (ใครว่าผมมีแต่ด้านมืด ...ดูดีๆ ผมก็สว่างเป็นเหมือนกัน 555+++)

นี่เป็นแค่เบื้องต้นในการเริ่มสังคายนาเท่านั้นนะครับ ...เพราะตอนนี้ในหัว ก็คิดเอาไว้พอสมควร ว่าอยากจะเพิ่มอะไรเข้าไปให้มันดูรกมากไปกว่านี้ (แทนที่จะปรับปรุงทำให้สะอาด ...กลับอยากจะให้เลอะเทอะมันซะงั้น เอิ้กๆ) ซึ่งก็คงต้องไปศึกษาดูจากบล็อกของหมู่มวลคนเล่นท่านอื่นๆ แล้วเลียนแบบเอาซะเลย (เลอะเทอะไม่พอ ...ยังไม่มีความเป็นตัวของตัวเองอีกต่างหาก) ...แหม จะเอาอะไรกับคนที่ไม่เชี่ยวทำบล็อกละคร้าบ พี่น้องงงง!!! (ถึงไม่เชี่ยว... แต่ความสะเออะมีเต็มร้อย เอิ้กๆ)

แต่ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรอีกในอนาคต ...ผมก็ขอประเดิมทำพิธีการเปิดบล็อกฉบับปรับปรุงนี้อย่างเป็นทางการไปก่อนเลยแล้วกัน ...วันนี้ ผมได้เรียนเชิญ พี่อ่าง เถิดเทิง มาเป็นผู้ตัดริบบิ้นให้ ...อ่า นะหนึ่งงงงง สะสองงงงง สะสามมม ...(ตัดริบบิ้น) "อ่า แหล่มเลย!!!"

หนังโรงน่าดูชม...มีนาคม


* "The Spiderwick Chronicles" ...อีกครั้งหนึ่งที่นิยายถูกนำมาสร้างเป็นหนัง ...ถึงส่วนตัวจะไม่เคยอ่าน แต่ก็ผ่านตาและได้ยินความหนุกเล่มนี้มาพอสมควร ...ขอไปดูหนังก่อน ถ้าดีจริง ก็อาจมีต่อยอด แบบ เลโมนี สนิกเก็ตฯ หรือ Bridge to Terabithia
* "Rambo" ...ดูป๋าสไล (กลับมารำลึกวันวานยังระห่ำอยู่) และ ดูเอามันส์กันเพียวๆ
* "ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น" ...หนังน่ารักแนวถนัด GTH เขาล่ะ ...ได้เพลินๆ ก็ดี ถ้ามีประทับใจ ก็แหล่มแหละ
* "Always 2" ...ภาคแรก กระซวกน้ำตาไปได้เป็นถัง ...มาครั้งนี้ "จะรับกี่ถังดีค่ะ"

บล็อกแนะนำ...อ่านกันเพลินๆ

"OSCAR 2008" ... เมื่อ 'ชายแก่' มาชิลซิวใหญ่ ,'คนขุดน้ำมัน' เป็นพระเอก และ'นักร้อง' ทำเซอร์ไพรส์




ดู{หนัง}แล้วอยากเล่า...มีนาคม

นี่คือส่วนที่จะมีมาอัพเดทกันโดยตลอด หลังจากดูหนังจบปุ๊บ ผมก็จะมาเล่าปั้บ แบบสั้นๆ กะทัดรัด ได้ใจความ ...จะดี ไม่ดี ก็จะเล่าให้หมดทุกเรื่อง ไม่สปอยไม่สแปลซให้เสียรมณ์อย่างแน่นอน

และถ้าหนังบางเรื่องมีอะไรให้ประทับใจ หรือให้มีอะไรที่เป็นแรงบันดาลใจให้อยากเขียน ก็จะกลายสภาพไปเป็น "ดู{หนัง} วิธ มายเซลฟ์" รีวิวฉบับเต็มด้วยครับ


มีนาคม 2551

Once -> เกรด A- <- {Recommended}



แรกเริ่มเดิมที หนังเรื่องนี้เข้าข่าย โนเนมโนเนะ สำหรับความรู้จักของผม...จนเมื่อหนังได้ชิงออสการ์ และสุดท้ายก็คว้าเพลงประกอบไปได้นั่นเอง จึงทำให้ผมดั้งด้นหาโหลดเพลง Falling Slowly มาฟัง ซึ่งความรู้สึกก็ยังถือว่าเพราะ แต่ไม่โดนเท่าไหร่... ด้วยเหตุฉะนั้นจึงขอไปลองฟังเพลงนี้ดูในโรงหนังบ้างละกัน และพบว่า เพลงยังเพราะเท่าเดิม แต่ความโดนกลับมีมากขึ้น

หนังดรามาปนโรแมนซ์ เรื่องนี้มีการเดินเรื่องที่เรียบง่าย การถ่ายทำที่สารคดีสุดขั้น (เราไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ ว่าพระ-นางคู่นี้มีชื่อนามว่าอะไร) แต่ในความเรียบๆเหล่านั้น หนังก็มีความงดงามของความสัมพันธ์ที่ก่อตัวเงียบๆท่ามกลางเสียงเพลงที่ดังคลอไปกับเรื่องในหนังโดยตลอด...แม้จะไม่ใช่หนังมิวสิคัล แต่ก็เถียงไม่ได้ว่านี่เป็นหนังเพลงจริงๆ

ฉะนั้นแล้วสำหรับคนที่อยากจะดูอะไรที่สบายอารมณ์ แต่ให้ความแช่มชื่นกับหัวใจอย่างล้นปรี่...นี่คือหนังที่ควรดูสำหรับคุณๆครับ



ดู{หนัง} วิธ มายเซลฟ์ ;
"Once" ... ขอเพียงสักครั้ง แค่เจอใครสักคน ต่อให้ต้องทำอะไรสักเท่าไหร่ก็ยอม





Superbad [DVD] -> เกรด A- <- {Recommended}



ความจริงที่ Superbad เป็นไม่หลอกลวงจากหน้าหนัง ...นี่คือหนังตลกขายเรื่องเบื้องล่าง ที่เคยฮาสะเทือนเลือนลั่นจนคนมะกันถูกอกถูกใจกันนักหนา (กับกระทั่งนักวิจารณ์...ต่อให้แก่เกินแกงหัวหงอกหัวขาว ก็ค่อนข้างจะชื่นชมเรื่องพรรค์นี้ด้วยแฮะ)

และความจริงที่ทำให้กลายเป็นหนังฮิต ...ก็เป็นครั้งต่อมาของงานในสังกัด "จั้ด อะพาโทว" (ผู้กำกับ Knocked Up) ที่ดูเอามันส์ ให้ชีวิต(ได้ฮา)บัดซบ ในความซกม๊กระเบิดระเบ้อกับกิริยาท่าทางและคำพูดที่เน้นย้ำความสัปดนจนเลยเถิด ...นี่ถ้ากระทรวงวัฒนธรรมประเทศไทยได้ดูได้ยินคงดิ้นร้อนรนกันผ่าวๆ ประหนึ่งคุณเธอกำลังขึ้นสู่จุดสุดยอด (อ้าว ฮา...!!!)

แต่ถึงจะดูเอาฮาอย่างนี้ก็จริงเถิด เรื่องนี้ก็มีดีมากกว่าเรื่องพรรค์นั้นอยู่นะ... อย่างน้อยๆสาระที่ได้ ก็น่าจะทำให้เด็กในวันนี้ได้ฉุกคิดอะไรได้บ้างกับการยอมเสียความเวอร์จิ้น เพื่อเป็นการโอ้อวดศักดาความเจ๋ง ...เมื่อปล่อยให้อารมณ์หมกหมุ่นชั่ววูบเข้าครอบงำ สุดท้ายผลลัพธ์มันไม่เห็นจะดี ไม่รู้สึกว่ามันจะแมนตรงไหนเลยวุ้ย

นี่แหละคือความจริงที่ Superbad ต้องการนำเสนอมากกว่าความโจ๋งครึ๋ม ที่แค่ได้ฮาระเบิดระเบ้อ แล้วสุดท้ายก็จบลง อย่างไม่มีอะไรค้างคาเช่นหนังตลกวัยรุ่นเรด R อีกหลายเรื่องนิยมจะสนอง






Lions For Lambs [VCD] -> เกรด B



มันอาจจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น ที่ได้เห็นระดับ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด , เมอรีล สตรีพ และ ทอม ครูซ มาเจอกันในหนังเรื่องเดียวกัน ...แต่คงจะต้องลดความคาดหวังลงสักหน่อย เมื่อการป๊ะกันหนนี้ มาพร้อมกับ ความเชยเหลือแสน ของพลอตเรื่องวิพากษ์ประเทศ(อเมริกา)ตัวเองกับสงครามในวันนี้

หากจะไปว่า ความเชย เป็นส่วนด้อยหลักๆตัวหนัง ก็เห็นจะไม่เชิงอย่างงั้นสักทีเดียวหรอก... เพราะก็เป็นเรื่องปกติที่ถึงจะเชย ก็ยังทำให้ออกมาดูสนุกก็ย่อมได้ ...ติดเพียงแต่ว่า ผู้กำกับเรดฟอร์ด คงใส่ใจวิพากษ์อย่างตรงไปตรงมามากไปหน่อย ก็เลยเหมือนบทเรียนสอนใจมะกันอีกครั้งที่ค่อนไปทางน่าเบื่อ ...คนนอกประเทศอย่างเราๆ ตามเกมส์พี่ท่านไม่ทันจริงๆ

อีกอย่างที่ถือว่าด้อยแรงกว่า ความเชย ...ก็ตรงที่หนังเรียกใช้ระดับ 3 ดาราตัวเก่งทั้งที แต่ไม่ได้รีดประสิทธิภาพของพวกเขาได้ทะลุจอทะลวงใจผู้ชมสักเท่าไหร่ ...เมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับการรวมดาวดังในข่ายเดียวกันอย่าง Charlie Wilson's War ก็ยิ่งดูไม่คุ้มค่าเท่าเรื่องหลัง

แต่ก็ใช่ว่า นี่จะเป็นหนังการเมืองที่ไม่มีอะไรให้น่าสนใจ ...เพราะโดยส่วนตัวก็ยังคงมองเรื่องสงครามในวันนี้เป็นสำคัญ และหนังก็ทำออกมาได้น่าพอใจ ในการวิพากษ์ผู้คนและเหตุการณ์ปัจจุบันได้อย่างตรงไปตรงมา (ถึงจะไม่มีชั้นเชิง ลูกเล่นแอบแฝง ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร) ...แล้วที่อาจจะเรียกว่า ว่านี่ก็ถือเป็นหนังดียังได้อยู่ ก็ตรงที่หนังสามารถบรรจบเรื่องราวทั้ง 3 ส่วน อย่างต่อเนื่อง และสร้างความรู้สึกสื่อถึงกันได้อย่างเข้าใจ ลงตัว มีอะไรให้ได้ขบคิด (เสียแต่มันไม่โดนอก ประทับใจอะไรนัก)






The Spiderwick Chronicles -> เกรด A- <- {Recommended}



มันอาจจะดูเกร่อไปแล้วในวันนี้ กับการนำนิยายฉบับหนังสือแสนฮิตหลายต่อหลายเล่ม มาเสนอเป็นหนังอยู่เรื่อยๆ ประเดิมตั้งแต่ การเปิดยุคทองของ พ่อมดแผลเป็นสายฟ้า และไตรภาคตำนานแห่งแหวน ที่ปิดท้ายด้วยการกวาดออสการ์อย่างเรียบยุทธ์ ...เพราะถึงแม้จะได้ชื่อว่ามีอะไรให้ได้ดูกันหลากหลาย แต่กับความรู้สึกในวันนี้ของคอหนังแฟนตาซีก็คงไม่ใช่อะไรที่จำเป็นอีกต่อไป

แต่ในความเดิมๆที่ค่อนข้างจะตายด้านในความอยากดู... ก็ยังมีอะไรที่ทำให้ไม่ตายจากความน่าสนใจ และ The Spiderwick Chronicles ก็มีความน่าสนใจ ในความเป็นหนังสืออีกเล่มที่ผมไม่เคยอ่าน แต่คนเคยอ่านเขาบอกกันว่าสนุก และก็มีจุดเด่นบางอย่างที่ผมรู้สึกได้จากตัวอย่าง ว่าคงมีอะไรมากกว่าเป็นหนังแฟนตาซีอีกเรื่อง (แอบคิดด้วยซ้ำว่ามันจะออกมาครือกับ Bridge to Terabithia หรือเปล่าหว่า?)

และจุดเด่นที่ว่า ก็ชัดเจนในความต้องการ ...เพราะหนังจากนิยายเรื่องนี้ ว่าด้วยแก่นของครอบครัว กับคนสองตระกูลที่มีความแตกต่างในลักษณะ หากก็มีจุดเชื่อมที่ทำให้พวกเขาได้มาพบกัน และมีเรื่องราวที่ทำให้ต่างฝ่ายต่างได้เรียนรู้สิ่งที่เคยเสียไป และรับโอกาสปรับแก้ที่มาพร้อมกับการผจญภัยกับเหล่าสัตว์ประหลาดในตำนาน

จากที่เคยดูหนังของ มาร์ก วอเตอร์ส อย่าง Mean Girls และ Freaky Friday (หนังสองเรื่องที่เคยทำให้ "ลินด์เซย์ โลแฮน" มีอนาคตไกล..แต่วันนี้อาจไม่ใช่อย่างงั้น) ...ก็นับว่าเหมาะสมมากเลยทีเดียวกับการเล่าเรื่องของผู้คนที่ได้เรียนรู้ชีวิตผ่านประสบการณ์แบบแก่นเซี้ยว แต่ในขณะเดียวกันก็เกินคาดอยู่กับพาร์ทแอดเวนเจอร์ แฟนตาซี ซึ่งพอถึงทีจังหวะเรื่องของมันต้องการจะให้เราลุ้น ก็ทำใจหายใจคว่ำได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

แม้ส่วนตัวจะไม่อ่านฉบับหนังสือมาก่อนก็ตาม แต่ก็ขอ(บังอาจ)เชื่อว่า ถ้าเคยได้อ่านก่อน ผมก็ยังคงจะสนุกกับหนังเป็นอย่างมากอยู่ดี ...แต่ถ้าประเมินผลจากการดูหนังที่สร้างจากนิยายแฟนตาซีที่ผ่านมาในรอบปีสองปีนี้ ...ผมขอยกให้ ตำนานสไปเดอร์วิค เป็นหนังที่ดูสนุกที่สุด และดีที่สุด ในหมู่มวลของพวกนี้ทั้งหมด



ดู{หนัง} วิธ มายเซลฟ์ ;
"The Spiderwick Chronicles" ... ตำนานมั่วๆ ที่สนุกชัวร์ ไม่มั่วนิ่ม




Rambo 4 -> เกรด B+



ถ้าคุณเคยประทับใจกับการคืนสังเวียนของ ร็อคกี้ ใน Rocky Balbao ...แล้วคาดหวังว่า การกลับมาระห่ำของ John Rambo จะครือกัน ...ขอบอกไว้ก่อนว่า อย่าคิดไกลถึงขนาดน้านนนนน

แต่กระนั้นแล้ว... การคืนจอของลุงสตอลโลน ทั้ง 2 คราวในภาพลักษณ์เดิมๆ ก็เป็นอะไรที่สมศักดิ์ศรีเหมือนๆกัน ...ทั้งในแง่ของการแสดง ที่บอกทางนัยน์ตาแสนเศร้าว่า ตูแก่แล้ว หากพลกำลังก็แร๊งงงงพอจะยังเตะปี๊บดังอยู่นะเฟ้ย ...แม้การกำกับอาจจะไม่ได้จัดจ้านฝีมืออะไรนัก แต่อย่างน้อยๆ ลุงแกก็กำกับหนังเป็น และทำได้ดี ในมุมมองของคนที่ผ่านอะไรมามาก แต่ก็รอบคอบพอที่จะไม่พาหนังตัวเองออกทะเล เหมือนเช่นผู้กำกับที่เคยเป็นนักแสดงหลายคนพลาดพลั้งมา ...รวมไปถึงบทหนังที่แม้จะสักเน้นแต่ฆ่า ฆ่า และฆ่า หากเรื่องราวที่มีปมดรามาแฝงเข้ามา ก็ไม่ฆ่าตัวหนังทิ้งไป ...ส่วนในแง่ความรู้สึกที่อาจดูไม่ค่อยเชื่อในเรื่องราวหลายอย่าง อย่างน้อยๆก็มีจิตวิญญาณของ แรมโบ้ ที่ทำให้เราเชื่อและเข้าใจในการกระทำและความคิดของพระเอกบ้าพลังคนนี้

แม้โดยส่วนตัวผมก็ยังไม่เคยได้ดู แรมโบ้ ภาคก่อนๆมาก่อนหน้าก็ตามทีเหอะ... แต่ก็มีห้วงรู้สึกว่ากลิ่นอายแห่งความรำเลิกรำลึกก็ลอยฟุ้งอยู่มากจนคนที่รู้อะไรมาน้อยพอจับต้องได้ ...และอีกอย่างสำหรับแฟนพันธุ์บู๊ ถ้าคิดจะดูหนังมันส์ๆ ระเบิดภูเขา เผากระท่อม (ประหนึ่งหนังอาหลอง...แต่ทุนสร้างสูงกว่าเย้อออออ ดูจริงกว่าม้ากกกกก) เน้นความซาดิสม์ เลือดสาดกระจาย แบบไม่จำเป็นต้องรู้อะไรแล้ว ...นี่แหละ คือ หนังที่น่าจะถูกใจคุณๆ นักแล

ปล. พี่ด๊อก-ศุภกรณ์ ที่เป็นดาราไทยมีชี่อคนเดียวในหนัง... ก็มีบทบาทโชว์เท่ห์อยู่พอสมควรนะ ไม่ใช่แค่เดินผ่านกล้องอย่างที่ผมเข้าใจตอนแรก






Surf's Up -> เกรด B



อนิเมชั่นอีกหนึ่งคู่แข่งที่จำเป็นต้องพูดว่า ยังไม่สมน้ำสมเนื้อ จะแย่งออสการ์จาก Ratatouile มาได้... ไม่ว่าจะมองในแง่ของเนื้อหา หรือว่าการทำทุกอย่างให้กลมกล่อมได้ใจทุกๆคน ...แต่ที่พูดอย่างนี้ก็ไม่ได้หมายถึง นี่ไม่ใช่หนังที่ไม่มีอะไรดีแต่อย่างใด

อย่างหนึ่ง ที่ผมก็มองเหมือนคนอื่นๆ ว่ามัน Cooool ...คือ การทำการ์ตูนเลียนสารคดีเชิงเรียลลิตี้ (นิยามที่หนังเรื่องนี้ใช้ คือ Mockumentary) ที่ช่างลอกได้เข้าท่าดี และอีกอย่างที่ค่อนข้าง Gooood ก็คือ ประเด็นที่ว่าด้วยเรื่องของ Loser ที่มันอาจเดิมๆก็เหอะ แต่หนังก็ทำออกมาซึ้งดี ...ส่วนเรื่องของภาพ อาจไม่ได้จ๊าบอะไรนัก เมื่อเอามาเทียบกับงานขั้นเทพจากพิกซาร์ แต่ที่ถือว่าเจ๋งอยู่ ก็ตรงน้ำทะเลแสนใส ดูแล้วจริง น่าเล่นเซิร์ฟเลยพับผ่า

ถ้าดูเอาเพลินๆขำๆ ก็เรียกว่าโอเค ...แต่ถ้าถามว่าประทับใจมั้ย ก็ยังเฉยๆ ...อย่างน้อยก็ดูสนุกกว่าอีกเพนกวิน Happy Feet ที่ออกจะน่าเบื่อกว่า แถมดันเจ๊งเอากับตอนจบที่ไถลออกไกลเกินทะเล แบบว่าหลุดโลกกันไปเลย






Step Up 2 the Streets -> เกรด B+



ตอนแรกก็ไม่แน่ใจกับตัวเองสักเท่าไหร่ ว่าจะดูเรื่องนี้จริงๆเหรอ ...แม้ตัวอย่างหนังจะค่อนข้างทำให้น่าสนุก แต่คำวิจารณ์ก็ค่อนข้างจะเทไปทางลบซะมากกว่า ...แต่แล้วด้วยอานิสงส์จากเงินค่าตั๋วที่ไม่ต้องจ่ายเอง ก็เลยขอลองสักหน่อยละกัน ...อย่างน้อยๆ ถ้าผิดหวัง ก็คิดเสียว่าไม่ใช่เงินตู 555+

สุดท้าย จากที่พยายามไม่หวังอะไรนอกจากดูหนังบันเทิงๆ ...Step Up ภาคสอง (ซึ่ง ภาคแรก ก็ยังไม่ได้ดูเลยนะนั่น) ก็กลายเป็นหนังที่ตัวผมหนุกหนานกับมันอย่างผิดคาด ...แม้เรื่องบทจะดูอ่อนๆ เปราะๆ เล่าอย่างรวบรัดตัดตอนหลายที ...แต่ผู้กำกับก็สามารถอัดความเพลินด้วยเริงลีลาการดาวดิ้นที่สวิงสวายจนข้อเสียเหล่านั้น แทบหมดความหมาย

ฉากเต้นในช่วงไคลแม๊กซ์ ทำได้พีคดี ...พัฒนาการในการเต้นของกลุ่มตัวละครพระ-นาง จากแทบดูไม่ได้ ไปสู่สเตปเทพในจุดจบ ก็เป็นดีเทลเล็กๆ ที่ทำให้ผมอินกับตัวหนังได้พอสมควรเลย

และ(ส่วนตัว) ชอบนางเอกเสียงแหบคนนี้จังๆ ...มาทำลีลาเต้นอ่อยเหยื่อกันอย่างนี้ ระวังพ่อจะ..."ออกมาเต้น อ้าว ออกมาเต้น เด็ดขาดลีลาไปเล้ยยยย..."






My Blueberry Nights -> เกรด A- <- {Recommended}



ถ้าผมบอกว่า ผมรู้จัก หว่องคาไว มาจาก ป๋าเบิร์ด-ธงไชย...จะผิดมั้ยครับ (ถ้าจำกันได้..ซูเปอร์สตาร์คนนี้เคยออกฉากหนัง 2046 ในระยะเวลา 3 วินาที!!?)

แต่ในผลงานเรื่องใหม่ ผมไม่จำเป็นต้องรู้จักเขาจากใครคนอื่นอีกต่อไป... ผมได้เห็นกับตาแล้วว่า ความเหงาบาดลึกที่เฮียหว่อง เชี่ยวชาญนั้นเป็นอย่างไร

แม้ความเหงาที่ว่านี้ น่าจะดูมีสัดส่วนความเข้มข้นที่น้อยกว่าหนังเรื่องก่อนๆของเขา... แต่การนำเสนอเรื่องราว โดยเปิดทางให้คนแสดงด้นกันได้เอง ก็เป็นอะไรที่เอาได้อยู่ ทั้งคนกำกับ และดาราคนเล่น ที่ได้ระดับฝืมือฉกาจอย่าง จูด ลอว์ , ราเชล ไวส์ , เดวิด สแตรทเทิร์น , นาตาลี พอร์ตแมน ...แล้วยังต้องรวมไปถึงผลงานหนังครั้งแรกที่ทำได้ดี ของนักร้องเสียงเพราะละลายหู อย่าง นอร่า โจนส์

ความรักอันพันผูกที่เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละคร ส่งผลให้การเดินทางเหงาๆ ของ อลิซาเบธ ได้เรียนรู้อะไรที่มากมายไปกว่า การยึดติดกับคนที่ไม่รักเธอ... และนั่นก็เป็นความซาบซึ้งกินใจลึกๆ ที่ทำให้ผมน้ำตาไหลพรั่งพรูไปเรื่อย พร้อมกับเรื่องราวความเศร้าที่แต่ละตัวละครได้พบเจอ

จะมีเสียดายก็แต่ ...หนังน่าจะสมบูรณ์แบบกว่านี้ได้อีก ถ้ายึดคนดูให้ได้เรียนรู้จากการเดินทางกับอลิซาเบธไปด้วยกัน ...เพราะเท่าที่เป็นอยู่ ดูเหมือนหนังจะใส่ใจกับการเล่าเรื่อง กับไดอะล็อก มากไปกว่า การทำให้บุคคลที่สามอย่างคนดู รู้สึกว่าเราได้ใกล้ชิดกับตัวละครเหล่านี้ โดยไม่ต้องมีหน้าจอสี่เหลี่ยมมากั้นขวาง ...ถึงนั่นจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับผม มันก็สำคัญต่อความอิน ที่จะมีมากกว่านี้ได้ ถ้าผมสมมติว่าได้เข้าไปนั่งในสถานที่ในหนังอย่างสนิทใจมากกว่านี้



ดู{หนัง} วิธ มายเซลฟ์ ;
"My Blueberry Nights" ... ความเหงากินลึก กับของหวานที่ไม่มีใครกิน




ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น -> เกรด A- <- {Recommended}



แม้ส่วนตัวผม จะกล้ายอมรับได้เต็มปากว่าเป็น สาวก GTH ...แต่ตอนแรกก็คิดโกงไปเองว่า "ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น" เป็นอะไรที่ดูซ้ำๆไปแล้วในวันนี้ หากเมื่อย้อนกลับไปคิดถึงสองมาสเตอร์พีซขึ้นชั้นประทับใจอย่าง เพื่อนสนิท กับ Season Change ...อีกทั้งมันอาจจะสายเกินไป สำหรับการทำหนังไทยที่เป็นเรื่องรักรอบตัว จะให้ได้ความโดนที่ตราตรึงใจเทียบเท่า รักแห่งสยาม ได้ ...แต่ในเมื่อยังขึ้นชื่อว่าเป็นสาวก ก็อดที่จะไม่ดูไม่ได้ ขอเอาเพียงอย่างน้อยๆ ให้หนังมันดูเพลินๆ ผ่อนคลายใจ ตามสไตล์ Feel Good ก็ยังโอเค

แต่แล้วที่ผมคาดมา ก็ได้เกินกว่าที่คิด ...แม้หนังจะเลี่ยงข้อครหาดูซ้ำไปไม่อาจได้ แต่ในความ Feel Good ของมันก็ยังมีเสน่ห์ที่ยึดคนดูให้อยู่กับหนัง ...เมื่อเทียบกับงานก่อนอย่าง เด็กหอ (หนังดี...ที่ผมไม่ชอบนัก) ผกก.ย้ง-ทรงยศ บินเดี่ยวทำหนังได้อยู่มือมากขึ้น ...สามารถบิดความเดิมๆ ให้มีรสความสนุก 4 แบบ ที่ให้ทั้งความเพลินหรรษาคอมเมดี้ และความเข้มข้น น่าติดตาม ที่ทำให้เราอยากรู้ว่าหนังจะหาทางออกเช่นไรให้เรื่องราวทั้ง 4 จบลงได้ Feel Good เช่นเคยๆ

จะติดขัดก็แต่ความ Smooth ในการส่งต่อเรื่องแต่ละเรื่อง (หนังเล่าแบบสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป) ที่ดูสะดุดในช่วงท้ายๆ (ช่วงแรกทำได้ดีในการใช้สัญลักษณ์ส่งต่อ..แต่ตอนท้ายกลับหายไป กลายเป็นการตัดแล้วต่อที่ไม่เนียนอารมณ์นัก) และอีกปัญหาที่ส่งผลความจี๊ดให้ไม่ถึงขั้นสุด ก็คือ การเดินเรื่องไปหาจุดจบที่เร่งและเร็วเกิน ..เสียดายที่ตอนจบของแต่ละเรื่อง คิดทางออกมาได้ดีแล้ว แต่ก็ทำได้แค่เกือบสวยเพราะความน่าเชื่อถือที่หายไปเพียงเล็กน้อยเหล่านั้น... แต่จุดตำหนิในที่นี้ ขอยกเว้นก็แต่ พาร์ทของ โจ้-ซี ที่เล่าออกมาได้สมบูรณ์ ทำจี๊ดใจเพื่อนสนิท(เคย)คิดไม่ซื่อคนนี้โดยแท้

ในส่วนของการแสดง ที่แทบยกเด็กปั้นกันมาเกือบหมดค่าย (มีให้เล่นไปตั้งแต่บทใหญ่ บทน้อย จนกระทั่งออกกล้องแพลมๆ ก็ยังได้) ...ขอยกย่องให้ น้องโฟกัส (โอ่เล็กน้อยว่า...แฟนพ้มมมม) ทำหน้าที่ได้เยี่ยมที่สุด และมีสิทธิ์เข้าตากรรมการแจกรางวัลในปีหน้าไม่ยากเลย... ต่าย-ชุติมา เสน่ห์ยังเหลือล้นเหมือนเคย (แต่ก็ยังน้อยกว่าตอนเป็นอ้อม..ที่ลั้ลลาน่าตกหลุมรักให้ดิ้นตาย) ...ว่าน-รัชชุ พลิกภาพตัวตลกจากเรื่องก่อน มาเป็นหมาหงอยได้โดน ...หนูอ้อย(อา-โอ-อิ) ชีก็มีความน่าสนใจในแบบของชี อิอิ(หื่นหื่น) ...น้องแพท-อังศุมาริน ยิ้มทีไร โลกสดใสวิ้งๆ (พี่ขอจีบทั้งวันคู่/วันคี่ เลยได้ปะ เอิ้กๆ) ...ส่วนคนอื่นๆ ก็ทำได้ดีสมควร ไม่มีใครที่เป็นตัวถ่วง แม้กระทั่งกับหน้าใหม่ เต๋อ-ฉันทวิชญ์ ที่ยังดูแข็ง.. ในเวลาที่ต้องทำตัวดูลุกลี้ลุกลน กระสับกระส่าย ก็ทำให้ผมเชื่อและอินในบทของเขาได้

สำหรับใครที่เป็นสาวกของ GTH แล้ว ก็ไม่น่าผิดหวังจากหนังเรื่องนี้ (ขอเพียงแต่อย่าหวังมากไป...เมื่อหวนคิดหนังสองเรื่องข้างบนนั้น) ...ส่วนใครที่อยากลิ้มรสหนังรักรอบตัวอีกสักครั้ง ก็ต้องลองดู ...จะจี๊ดมาก จี๊ดน้อย หรือไม่จี๊ด อันนี้มันก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ และวิจารณญาณ(ทางความรัก)ของแต่ละคนกันล่ะครับ



ดู{หนัง} วิธ มายเซลฟ์ ;
"ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น" ... GTH(อีกแล้ว) กับ [4 in 1] หนังรักใสๆ หัวใจ Feel Good




Assault on Precinct 13 [DVD] -> เกรด C



เป็นหนังที่พลาดผิดเผลอพกกลับบ้านมา จากโปรฯของร้านแมงป่อง ซื้อ 1 แถม 1 และก็เลือกเรื่องนี้เป็นของแถม เพราะคิดว่าคงจะดูเอามันส์ๆ น่าจะพอได้

หนังเป็นเรื่องราวของ นายตำรวจคนหนึ่ง (อีธาน ฮอว์คส) ที่เคยผิดพลาดกับปฏิบัติการในอดีดจนสูญเสียเพื่อนตำรวจไป เขาสูญเสียความมั่นใจไป จนไม่กล้าทำงานกลางแจ้งได้อีก... ในคืนส่งท้ายปีเก่า เตรียมรับปีใหม่ สน.ที่เขาประจำการจะทำการปิดตัวลง เขาจึงกลับมาเก็บข้าวของเตรียมตัวย้ายไปทำงานในที่ใหม่ แต่แล้วงานสำคัญก็เข้า เมื่อมีกลุ่มนักโทษถูกฝากฝังให้มาขังไว้ที่นี่ก่อน เพื่อรอคอยไปส่งในคุกใหญ่ และหนึ่งในนักโทษกลุ่มนั้น ก็มี มาเฟียอาชญากรตัวเอ้ (ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น) เป็นหัวโจกที่ตำรวจตามจับมาได้

แต่เมื่อเจ้ามาเฟียนี่ เป็นตัวแสบสุดโต่ง ที่เคยยัดสินบนตำรวจกลุ่มหนึ่งเพื่อรอดตะรางครั้งแล้วครั้งเล่า ...เมื่อโดนจับได้ จึงเป็นเรื่องที่กลุ่มตำรวจชั่ว จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นล้างบัญชีไม่ให้เจ้ามาเฟียไปให้ปากคำซักทอดในศาลได้

ที่ว่าพลาดเนี่ย มันก็ไม่ถึงกับรู้สึกว่าหนังห่วยอะไรเลย ...แต่ถ้าพูดกันแบบไม่ต้องยึดตรรกะใดๆ บทหนังเนี้ยโคตะระมั่วนิ่ม ความมีเหตุมีผลน่าจะเป็นน่าจะได้ไม่มีอยู่ในความน่าเชื่อถือ คือ ถ้าให้ผมเขียนบทเอง คิดว่าต้องหาทางออกให้แต่ละเหตุการณ์ได้ดี น่าสนุก มากกว่านี้แน่ๆ ...ปกติหนังแอ๊คชั่น บทจะดีไม่ดีอาจไม่มีปัญหานัก ถ้าฉากบู๊ทำได้มันส์ แต่เรื่องนี้ ทำได้สุดแสนน่าเบื่อ ไม่น่าลุ้นเอาเสียเลย นั่นจึงเป็นเรื่องที่พาลกับบทได้ง่ายขึ้น

ถ้าหนังเรื่องนี้ ไม่ได้การแสดงระดับมืออาชีพ ของ อีธาน ฮอว์คส มาช่วยไว้ได้นิดหนึ่ง... ก็คงไม่หลงเหลืออะไรที่จะให้รับชมรับฟังได้อีกแล้ว ...ส่วนนักแสดงดังๆ อย่าง ฟิชเบิร์น , มาเรีย เบลโล , จอห์น เลกุยซาโม่ (ปกติจะเป็นตัวสร้างสีสัน ...แต่เรื่องนี้โคตรน่ารำคาญ) ก็ไม่น่าพากันมาฆ่าตัวตายโดยถ้วนหน้าอย่างงี้เลย






Meet the Parents -> เกรด A- <- {Recommended}



เคยได้ยินได้ฟังมานาน ถึงหนัง ลูกเขยซ่าส์ พ่อตาแสบ เรื่องนี้...อันเป็นการประทะกันของรุ่นใหญ่ฝีมือแน่นเปี๊ยะ "โรเบิร์ต เดอ นีโร" กับรุ่นเล็กตัวฮาขบกรามเขม่น "เบน สติลเลอร์" ...เรื่องของเรื่องก็ไม่มีอะไรนอกไปจาก หนุ่มสติลเลอร์ ตกหลุมรัก ลูกสาวของลุงเดอ นีโร เลยว่าจะไปสู่ขอตามธรรมเนียม แต่ด้วยเหตุที่พ่อตาแทบทุกรายมักจะต้องหึงลูกสาวตัวเองจนขึ้นสมอง เลยไม่วายวางกล้ามอวดความเป็นอดีต CIA ขุดคุ้ยประวัติและศึกษาพฤติกรรมของหมอนี่ โดยไม่ยอมให้คลาดสายตาแม้แต่ขยับปลายนิ้ว

ในเรื่องของความสนุกอันนี้ หายห่วงได้ เพราะเอาแค่ได้ดู พ่อตา กะลูกเขย โชว์ความกะล่อนดักกันไปดักกันมา ก็มันส์ถึงพระเดชพระคุณดีแท้... โดยเฉพาะ ลุงเดอ นีโร ที่ทำตัวเก่งกล้าเก๋าจัดเสียจน อดจะคิดไม่ดีกับแกเป็นไม่ได้ มันให้ทั้งสงสาร รันทดและก็บังอาจขำไปกับชะตากรรมของบทพี่เบน แกจริงๆ...แต่ที่ผมว่ามันมีเสน่ห์ที่ทำให้มีอะไรที่เป็นมากกว่าหนังตลกเดิมๆอีกเรื่อง ก็คือ ความเป็นหนังที่เน้นเรื่องของครอบครัว เป็นสำคัญ

ถึงแม้เราจะเห็นฝ่ายของบ้านพ่อตา พยายามกีดกันทุกวิถีทางไม่ให้เขยคนนี้ผุดหัวขึ้นมาหายใจ แต่เมื่อหนังมาถึงเวลาที่พ่อตา ต้องตัดทิฐิทิ้งไป แล้วเปิดใจรับใครมาเป็นคนที่เหมาะสมกับลูกสาว นั่นก็เพราะวงจรความไว้วางใจมันจำเป็นต้องมีเพื่อให้ชีวิตคู่ของคนทั้งสองพอจะฝากความหวังอะไรไว้ได้ ไม่ใช่แต่งกันเพียงเพราะความรักชั่ววูบ แล้วเบื่อๆก็จืดจาง ทิ้งหายกันไปโดยง่าย... เมื่อเรื่องมันเดินมาจนถึงสุดเราจะเห็นว่าพ่อตาแกได้ตาสว่างจริงๆ ไม่ได้เกิดมาจากรมณ์ที่หนังบังคับให้เอ๊งต้องเอาไอ้คนนี้แล้ว เหมือนที่หนังหลายๆเรื่องเคยเป็นมา (ฉากจับเท็จที่สนามบิน เลยเป็นอะไรที่น่ากดดันแทนตัวพระเอก... ทั้งๆที่ก็รู้แหละว่าจบฉากนี้ไป เรื่องราวจะดำเนินไปอย่างไรก็ตาม)

ภาคแรก ถือว่าสนุกจัดๆ ให้อารมณ์ประทับใจ ...ติดในความรู้สึก เสียจนวันต่อมา ต้องรีบแจ๋นไปหาวีซีดีภาคต่อมาเช่าดูต่อ เพื่อไม่ให้ขาดตอน และขาดรมณ์กันเลยทีเดียว






Meet the Fockers -> เกรด B+



ภาคแรก อาจว่าสนุกได้ด้วย คู่พ่อตากับลูกเขยเป็นหลักๆ ...แต่มาภาคสองที่จะแย่งซีนหนักๆยิ่งกว่า เห็นจะไปเป็นคู่พ่อแม่ตระกูลฟ็อกเกอร์ส (คล้ายๆกับคำบางคำที่คุณก็น่าจะรู้ว่าคือคำไหน เหอๆ) ที่ได้อีกสองเก๋า อย่าง "ดัสติน ฮอฟฟ์แมน" กับ "บาร์บาร่า สตรัยแซนด์" มารวมทีมขำก๊ากส์ ...ผลที่ได้ออกมา ก็ยังคงสนั่นไม่แพ้ไปกับภาคแรกเลย (แต่มุขในภาคนี้ออกจะเน้นเรื่องเบื้องล่างมากไปนิดส์... อินโนเซนต์โนเนะอย่างผมจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณในการรับชมอย่างใคร่รู้มากส์ 555555+)

แต่ถ้าถามว่าภาคนี้ ติดใจตรงไหนมากเป็นพิเศษ... ก็คงเป็นเรื่องที่ตัวพ่อตาก็ยังเคร่งเครียดกับการไม่ลดละปล่อยวางให้ลูกเขยของตัวเองเข้ามาอยู่ในวงจรแห่งความไว้ใจได้เต็มสองเท้า ซึ่งเป็นผลทำให้เรื่องบางเรื่องก็ออกจะมากเกินกว่าเหตุ
แล้วยิ่งครอบครัวฟ็อกเกอร์ส ก็มีแนวโน้มจะทำอะไรขวางหูขวางตาไปซะทุกอย่างอีกต่างหาก ด้วยเหตุเช่นนั้นก็เลยยึดเป็นน้ำหนักเอามาตั้งแง่ มองอะไรที่เกี่ยวกับลูกเขยในมุมที่ดูเลวร้ายไปได้เสียหมด ...แต่กระนั้นในสิ่งที่อาจดูไม่เข้าทีเข้าท่า ล้วนแล้วชอบกลซึ่งพ่อแม่ฟ็อกเกอร์ส ต่างพากันทำให้ครอบครัวพ่อตาเห็นแจ่มแจ้ง มันก็ยังล้วนแฝงไปด้วยความจริงใจโดยแท้ ที่เคลือบหน้ากับความปรารถนาดี ไม่มีพิษภัย ชวนให้น่าไว้วางใจเป็นที่สุด... นี่แหละหนาที่น่าจะทำให้ใครต่อใครไม่ว่าจะครอบครัวไหน ที่เผลอได้มารู้จักกับ ฟ็อกเกอร์ส แล้ว จะหลงเสน่ห์อันชอบกลของครอบครัวนี้ไปโดยปริยาย

ฉะนั้นแล้ว การที่หนังมีภาคต่อออกมา จึงไม่น่าใช่เรื่องของปัจจัยเงินเพียงอย่างเดียวเสมอไป.. ผมกลับมองว่าภาคนี้ จำเป็นต้องมีออกมา เพื่อจะสรุปเรื่องราวทุกอย่าง ปิดคดีความได้โดยบริบูรณ์ และที่สำคัญ คือ การเติมเต็มความรู้สึก
ดีๆ ที่อาจจะทำให้คนในครอบครัวได้นั่งมาดูหนังเรื่องนี้ด้วยกัน แล้วบังเกิดความอบอุ่นใจขึ้นมา ...อย่างน้อยๆ นี่น่าจะหนังทวิภาค ที่ควรค่าแก่การเป็น ยาสามัญประจำบ้าน ซึ่งน่าจะช่วยเยียวยา ความขัดแย้งในครอบครัวเดียวกัน หรืออีกต่างครอบครัว ให้สมานฉันท์ มีความสุขร่วมกัน ได้โดยสันติ






Bee Movie -> เกรด B+

หนังการ์ตูนอนิเมชั่นภาพสีลูกกวาด ตามสไตล์ดรีมเวิร์คส กับเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่ยิ่งใหญ่เกินใครคาดถึงอย่าง ผึ้ง ...จะให้คาดถึงได้อย่างไร เมื่อมีผึ้งตัวหนึ่งกล้าคิดการณ์ไกล ขึ้นศาลฟ้องร้องมนุษย์ว่า ชอบบ่อนทำลายการผลิตน้ำผึ้งของพวกมัน ???

ถ้าให้ถามหาตรรกะ ความเป็นไปได้จริงในหนังเรื่องนี้ ก็บอกให้เชื่ออะไรไม่ได้ ตั้งแต่ ผึ้งพูดกับมนุษย์รู้เรื่องแล้ว... มิเช่นนั้น ถ้าใครอยากจะสนุกกับหนังเรื่องนี้
ก็จงทำใจ ยอมรับมันว่า นี่เป็นแค่การ์ตูนนะจ๊ะ

ส่วนตัวผมแล้ว ค่อนข้างจะสนุกกับมันเลยทีเดียว ...หนังมีความตลกที่ออกแนว ช่างกระเซ้าเย้าหยอกอยู่หลายมุข หลายฉาก (เป็นธรรมเนียมของการ์ตูนค่ายนี้ ที่ต้องมีไปแว้งกัดชาวบ้านเขาตลอด) แม้กระทั่งกับโลกของผึ้งในรวง ก็ไม่วายจะทำให้เรานึกถึงโลกมนุษย์เราๆอยู่กลายๆ ...ส่วนที่ค่อนช้างชอบเลย คือ การที่หนังแสดงมุมมองต่อ สมดุลธรรมชาติ ที่จะเกิดการกระทบอย่างรุนแรง ถ้ามีอะไรบางอย่างไปถ่วงให้อีกฝ่ายหนักกว่า ซึ่งในที่นี้ ก็คือ การที่เจ้าผึ้งสามารถชนะคดีได้ อาจสร้างความสุขให้กับมัน แต่กลับทำให้โลกทั้งใบต้องหมองหม่น เพราะขาดดอกไม้มาเป็นสีสัน ...แต่ก็น่าเสียดายที่ในส่วนความสัมพันธ์ของเหล่าตัวละคร ทำได้ยังไม่ถึงเท่าไหร่ นี่ถ้าหนังตั้งใจเขียนบทดีๆอีกสักนิด สนใจความละเอียดอ่อนอีกสักหน่อย ก็น่าลุ้นที่จะแข่งบารมีกับ Ratatouille ได้เลย

ถ้าใครหวังจะดูอะไรเพลินๆกับคนในครอบครัว เรื่องนี้ก็เป็นโปรแกรมหนึ่ง ที่ไม่ถึงกับน่ามองข้าม ...แต่ก่อนจะดูโปรดทำใจให้เด็กเพียงเท่านั้นเอง




Always 2 : Sunset on the Third Street -> เกรด A- <- {Recommended}




หลังจากที่เมื่อ 2 ปีก่อน ได้มีหนังญี่ปุ่นอยู่เรื่องหนึ่ง เข้ามาแอบฮิตอยู่เงียบๆ ในบ้านเรา และกลายเป็นที่พูดถึงของผู้คนในแวดวงหนังเล็กๆฉายจำกัดโรง อย่างท่วมท้น ...ในปีนี้ หนังเรื่องนี้ ได้กลับมาอีกครั้งในรูปแบบของภาคต่อ ที่เหมือนจะอยากตามรอยความสำเร็จอย่างเดิมๆ แต่ในความรู้สึกของคนรักหนังเรื่องนี้ ย่อมไม่มีข้อโต้แย้งใดๆจะตัดพ้อทีมผู้สร้างในความพยายามหนนี้

Always 2 ...ดำเนินเรื่องราวต่อจากภาคแรก ใน 4 เดือนให้หลัง กับช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังพยายามพลิกฟื้นตัวหลังจากพ่ายสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้ฝ่ายสัมพันธมิตร (อเมริกันเป็นผู้นำ) ...แม้ตัวประเทศจะบอบช้ำอย่างหนักหนา แต่สำหรับผู้คนประชาชน ก็ไม่อาจจะห้ามไม่ให้สุขได้ โดยเฉพาะกับชาวบ้านถนนสายที่ 3 แห่งกรุงโตเกียว ที่ยังคงแน่นแฟ้นในความสามัคคี มีชีวิตที่พอเพียงอย่างพอดี ...ในภาคนี้ ตัวละครจากภาคก่อน ยังตามกลับมาอย่างครบครัน ไม่ขาดหาย หรือเปลี่ยนแปลงหน้าตา ทั้งยังมีคนใหม่เข้ามาเพิ่มทีมที่แข็งปั๋งอยู่แล้ว ให้แน่นในมนต์เสน่ห์ได้อีก

ถ้าถามว่าภาคนี้ดีกว่าภาคที่แล้วหรือไม่ ก็บอกตามตรงได้เลยว่า ไม่ ...แต่ถ้าถามว่าคนที่ดูภาคแรกเคยประทับใจอย่างเปี่ยมล้น จะชอบภาคนี้ไปด้วยหรือไม่ ก็พูดได้เลยแม่นๆว่า แน่นอน ...ภาคสองยังคงครบรสซึ่งภาคแรกเคยมีไม่เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่หวานอมขมกลืน ยังคงละเมียดอยู่ในใจ ทั้งเวลาที่ชื่นมื่นเฮฮาไปด้วยรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะ หรือจะเวลาเศร้าๆที่น้ำตาปริ่มๆ ไปจนถึงทะลักทะล้น เมื่อหนังจี้จุดอ่อนในหัวใจได้ถูกที่ ...แม้ในคราวนี้จะไม่มีฉากไฮไลท์ใดที่ซาบซึ้งตรึงใจเทียบเท่า 'แหวนที่มองไม่เห็น' แต่ตลอดเวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ มันก็คุ้มค่ามากมาย ที่เราได้กลับมาดูชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ และได้รู้ได้เห็นว่าบทสรุปในตอนท้ายของพวกเขา ก็เปี่ยมไปด้วยความสุข ที่เติมความประทับใจให้รู้สึกแนบแน่นกับหนังชุดนี้มากเข้าไปอีก

สำหรับคนที่ดูภาคแรกแล้ว ห้ามพลาดเป็นยิ่งๆ ...ส่วนใครที่ยังไม่ได้ดูมาก่อน ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกหนังดี ที่อยากให้ลองพิจารณา สุดท้ายค่อยตามกลับมาเก็บภาคแรกดูอีกทีก็ยังไม่สายไป ...แล้วคุณจะรู้ว่า ทำไม Always ภาคแรก ถึงเป็นหนังญี่ปุ่นอันดับ 1 ในดวงใจของใครๆหลายคน รวมทั้งผมอีกคนหนึ่ง






An Empress and the Warriors -> เกรด B

หนังจีน กับเรื่องของสงคราม ยังคงเป็นของคู่กันเรื่อยมา แต่ยุคไหนๆ ซึ่งอาจจะคล้ายๆ ปาท่องโก๋ กับนมข้น หรือ หมูสะเต๊ะ กับ อาจาด ที่ถึงจะขาดของเคียงอะไรไปก็ยังกินได้ แต่มันจะสนุกปากมากกว่าที่ได้กินเป็นคู่

และสำหรับ An Empress and the Warriors... ก็แทบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงขนบใดๆ ที่หนังจีน ในท้องเรื่องของสงคราม กระทำกันมาเลย ...แม้กระทั่งที่ดูแปลกตาไปบ้าง อย่างการให้ผู้หญิงตัวคนเดียวไปออกรบท่ามกลางชายชาติทหารนับพันๆ ก็ยังมีเรื่องของ มู่หลาน เป็นวีรสตรีต้นแบบให้เคยผ่านตามาแล้ว (ในที่นี้ หมายถึง ฉบับการ์ตูนของดิสนีย์)

โดยส่วนตัวที่รู้สึกอยากดู ไม่ได้เกิดมาจากความคิดว่าหนังท่าจะมันส์ หรือดูตื่นตาตระการใจ... มันล้วนเกิดมาจากความรู้สึกปลื้มในความงามของนางเอก "เฉินฮุ่ยหลิน" โดยถ้วนๆ

ฉะนั้นแล้ว ถ้าใครหวังจะดู เฉินฮุ่ยหลิน ออกมาเฉิดฉายในท่วงท่าของนักรบ ก็รับรองว่า คุ้มค่า ...แต่ถ้าให้พูดถึงตัวหนังแล้ว มันก็สนุกในระดับที่เฉยๆ ...ฉากแอ๊คชั่นทำค่อนข้างใช้ได้ ตื่นเต้นพอประมาณ แต่ไม่หนักแน่นเข้มแข็งอะไรนัก ...การดำเนินเรื่องก็ค่อนข้างจะไม่เนียนเท่าไหร่ ดูเร่งๆรีบๆ ตัดให้สั้นเข้าไว้ และสรุปความเพียงพอสังเขป ถึงจะยังรู้เรื่อง แต่มันจะจำเป็นกว่ามั้ย ที่เล่าแบบไม่กั้ก... ส่วนเรื่องของบทหนัง ก็ไม่มีอะไรให้พูดถึงความโดดเด่นนัก ค่อนข้างจะเบสิกสำหรับหนังแนวนี้

นอกจากนางเอกที่ทำให้หนังมีอะไรให้น่าดู ...ก็มีข้อดี อีกสองอย่าง คือ ช่วงเวลาโรแมนติก กะ "หลี่ หมิง" ที่เข้าคู่ได้หวาน และ ดนตรีประกอบ ซึ่งเสริมพลังให้กับหนังไว้ได้เยอะเลยทีเดียว




Awake -> เกรด B-



"ใน 700 คน ที่ต้องทำการผ่าตัด จะมีอยู่ 1 คน ที่วางยาสลบแล้ว กลับยังตื่นรับรู้อะไรได้อยู่"(ข้อความนี้ ...เพี้ยนจากคำโปรยจริงๆ อย่างใหญ่หลวง) ข้อความที่แปะอยู่บนหัวโปสเตอร์ประมาณนี้ เป็นตัวเรียกร้องความสนใจจากผมได้พอสมควร กับหนังทริลเลอร์ที่มีหน้าหนังที่น่าจะเล่นกับความลุ้นของคนดูได้สนุก อย่าง Awake

แต่ก็น่าเสียดายที่หนังที่มีเปลือกหน้าควรจะสนุกได้ กลับมาอยู่ในมือของผู้ำกำกับที่ทำอะไรแบบทื่อๆ นำเสนอแบบไม่โชว์กึ๋นนัก บทจะพาไปอย่างไร ตัวคนทำก็ลากนำมันไปตามทางนั้น ...ทั้งๆที่หนังก็อุตส่าห์มีมุขหักมุมที่ใช้ได้ มีกลวิธีการล่อหลอกที่ทำเอาเหยื่อ(คือ คนดู) ตกหลุมบ่วงพรางทางสายตาเอาไว้ได้ แต่ที่ๆอยากจะเซอร์ไพรส์ มันกลับไม่น่าตกใจเท่าที่มันควรจะเป็น ...เรื่องบทหนังที่ยังมีจุดอ่อนให้จับผิด สะดุดใจอยู่เยอะ อาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรนักเลย ถ้าหนังยึดคนดูให้สนใจในตัวหนังได้ ถึงต่อให้จะไม่เชื่อสุดๆ อย่างน้อยๆ ก็ขอแค่สนุก ลุ้น ไปกับหนังก็ยังดี

อีกอย่างที่ค่อนข้างเสียดายหน่อยๆ ก็คือ การแสดงของ "เฮย์เดน คริสเตนเซ่น" (เพิ่งโดดไปโดดมาน่าเวียนหัวใน Jumper อยู่แหม่บๆ) ที่ทำหน้าที่พระเอกได้ค่อนข้างดี ...ถึงหนังจะไม่ได้ทำให้คนดูต้องวิ่งตามตัวละคร ลุ้นไปกับเขาทุกนาที แต่บทบาทที่เขาเล่นก็ทำให้เราใจเสีย และเสียใจได้พอสมควร ...ส่วนสาวเอ๊กซ์อึ๋มอย่าง "เจสซิก้า อัลบ้า" อาจจะไม่ได้โชว์อะไรมากมาย แต่ก็ต้องยอมรับว่า ผมมองตัวเธอผิดไป อย่างรุนแรง (ทั้งส่วนการแสดงที่ก็มีดีกว่า โชว์อึ๋มในเรื่องก่อนๆ และบทบาทที่กลายเป็นจุดหักมุมในหนัง) ...และ "เทอเรนซ์ ฮาวเวิร์ด" กับ "ลีน่า โอลิน" แม่ของพระเอก ก็ทำหน้าที่เป็นตัวประกอบที่ช่วยหนังให้น่าติดตามเอาไว้ได้พอสมควร

นี่เป็นหนังที่ไม่ถึงกับแนะนำต้องดูในโรง จะรอวีซีดีอยู่บ้านก็ยังได้... แต่ถ้าคิดว่าอยากดูอะไรให้มันได้คิดหนักๆหัวสักหน่อย ก็ลองเสี่ยงดู ไม่ถึงกับแย่อะไรซะทีเดียว











ผมยินดีเสมอในมิตรภาพของทุกท่าน และบล็อคของผมก็ต้อนรับเสมอในความน่ารักของทุกคน ...ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ


Create Date : 06 มีนาคม 2551
Last Update : 28 เมษายน 2551 19:17:58 น. 12 comments
Counter : 558 Pageviews.

 
เข้ามาชมค่ะ


โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:0:30:07 น.  

 
แอบเข้ามาดูความเปลี่ยนแปลงค่ะ เป็นขาจรตลอดเลย


โดย: Picike วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:3:59:24 น.  

 
ว้าว ... แจ่มสุด ๆ ครับ


โดย: POL_US วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:4:17:57 น.  

 
เข้ามาเพราะคำว่าพี่อ่างเลยนะเนี่ย

เผอิญที่ออฟฟิศมีตาอ่างเป็นหัวหน้าอยู่ อิอิ


โดย: ลั่นทมขาว วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:9:18:57 น.  

 
สดใสมากๆ เลยค่ะ


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:11:51:31 น.  

 
หลงทางมา แวะพักหน่อยนะ

สบายจัยจัง ขอบคุณจ๊ะ


โดย: บ้าได้ถ้วย วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:17:33:07 น.  

 
+ วันก่อนพี่เห็นแล้วล่ะครับ ว่าบล็อกนัทเปลี่ยนรูปโฉมไปเยอะเลย แต่พอดีลืมเจิมหน้านี้ไว้อ่ะครับ แหะๆ

+ เดือนนี้พี่ขอ Spiderwick, Always2, Water horse, Kite runner, Persepolis, Blueberry nights, Valley of Elah เป็นโปรแกรมเด็ดห้ามพลาดของตัวเอง ... ส่วนปิดเทอมใหญ่ฯ อาจขอฟังกระแสนิดส์นึง เพราะเห็นคุณ ผกก. เค้าทำแนวนี้ออกมาเยอะแล้ว กลัวมุกเค้าจะตันอ่ะครับ หุๆ


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:17:10:56 น.  

 
ดูดีมีระดับทีเดียวไอ้น้อง ฮุๆ


โดย: nanoguy IP: 125.24.68.105 วันที่: 8 มีนาคม 2551 เวลา:20:14:04 น.  

 
แวะมาเยี่ยมครับ


โดย: beerled IP: 203.154.187.189 วันที่: 14 มีนาคม 2551 เวลา:12:53:08 น.  

 
สวัสดีค่ะ

มาทักทาย แล้วเดี๋ยวจะไปอ่านรีวิวนะคะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 17 มีนาคม 2551 เวลา:9:41:45 น.  

 
ชอบหนังเรื่องปิดเทิอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่นมากค่ะ อยากให้มีภาค2อีกค่ะแต่เอานักแสดงเดิม


โดย: ฟาร่าห์ IP: 222.123.97.2 วันที่: 9 เมษายน 2551 เวลา:16:38:20 น.  

 
อยากให้มีปิดเทิอมใหญ่ภาค2(เอานักแสดงเดิม)
ขอร้องนะค่ะ


โดย: มาย IP: 222.123.97.2 วันที่: 9 เมษายน 2551 เวลา:16:40:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

OncE UPoN'-'a MaN
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




สวัสดีครับ ...บล็อคแก๊งค์

คิดไม่ออก จะพูดอะไรดี
พูดถึงประวัติตัวเอง... ก็ดูไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ
พูดถึงนิสัยตัวเอง... ก็มีทั้งดีทั้งร้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนไป เฉกเช่นคนธรรมดา
พูดถึงหน้าตา... ก็บ้านๆแบบพื้นๆ น้องๆ แบรด พิตต์ หลานๆ ทอม ครูซ เท่านั้นเอง (แหวะ!!!)

ตอนนี้ อาจยังคิดไม่ออก แต่ถ้าตอนไหน คุณชวนผมคุย ตอนนั้นผมก็พร้อมจะคุยกับคุณ ในทุกเรื่อง ได้ทุกแนว เพียงแต่ขอยกเว้น ...เรื่องส่วนตั้ว ส่วนตัว

ขอขอบคุณ ในมิตรภาพของทุกท่าน ความรู้จักที่คุณมีให้ผม ...ผมขอน้อมรับ ในทุกสิ่ง ที่ท่านมีต่อผม ไม่ว่าจะด้วยภาษา หรือว่าความรู้สึก

ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ...แต่ถ้านี่ยังน้อยไป ก็อย่าลืม ...เมล์ของผม แอดกันได้นะ

once_upon.a.man@hotmail.com


My @ http://twitter.com/once_upon_a_man

ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ ...รักนะ คนอ่าน

ผลงานบทความที่อยู่ใน Blog นี้ สามารถให้คนอื่นนำไปเผยแพร่ในที่อื่นๆได้ แต่ต้องขอให้แจ้งทางเจ้าของ Blog ก่อน ว่าจะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางที่ถูก พร้อมทั้งให้เครดิตของเจ้าของผลงานตัวจริงด้วย โดยห้ามทำการดัดแปลงแก้ไข ด้วยภาษาของตัวคุณเอง เพื่อทำให้เจ้าของ Blog เสียหาย

ขอความกรุณา อย่าละเมิดสิทธิ์กันเลยครับ เพราะกว่าจะเป็น กว่าจะเกิดผลงานขึ้นมาแต่ละชิ้นได้ อาจคิดขึ้นมาได้ไม่ยาก แต่มันก็ลงมือทำไม่ง่ายเช่นเดียวกัน

ถ้าท่านผู้ใดไปพบว่า มีคนนำผลงานของเจ้าของ Blog ไปเผยแพร่ นำเสนอ ในทางที่ไม่ดีไม่ชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเจ้าของ Blog กับคนอื่นๆ หรือว่าสังคม ..ขอให้แจ้งมาทาง "หลังไมค์" ของเจ้าของ Blog เลยทันที ขอบคุณมากๆครับ

OncE UPoN'-'a MaN on Facebook
Blog ใหม่ล่าสด..สด
"VieTrio & Friends" ... เพื่อนร้อง พี่น้องเล่น เป็นเพลงเพราะเสนาะหู
"Lady Antebellum : Need You Now" ... ลูกทุ่งแบบมะกัน แต่สีสันระดับโลก
"The Social Network" ... วันนี้ คุณรู้จัก Facebook ดีพอแล้วหรือยัง?
"Harry Potter and the Deathly Hallows : Part I" ... ฉันต้องเปิด เพื่อจะปิด!
"Scrubb : Kid" ... คำตอบของเพลงอินดี้ที่ฟังง่าย อยู่ในอัลบั้มนี้แล้ว
"Due Date" ... รวมกันเราต้องอยู่ (กรุณา)อย่าทิ้งตูเป็นอันขาด!!?
"B.o.B. Presents: The Adventures of Bobby Ray" ... อาจเป็นฮิปฮอปหน้าใหม่ แต่ไม่ขอยึดติดความฮิป
"RED" ... โตอย่างสมวัย แก่อย่างมีคุณภาพ และจงระห่ำอย่างไม่เหลืออะไรจะเสีย!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... (หนังสั้น)แบบตัวเต็ม ที่ไม่มีอะไรมากมาย แต่ก็ยังมีความจริงใจ!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... กับตัวอย่างน้ำจิ้ม ของหนังสั้นที่คงจะมีอะไรๆอยู่ในนั้น
"อินทรีแดง" ... สมศักดิ์ศรีที่ได้กลับมา ..วีรบุรุษที่หนังไทยต้องการ!
"ชั่วฟ้าดินสลาย" ... เมื่อคำ “รัก” มีค่าเท่าคำว่า “ร้าย” คงทำลายคนทั้งหลายให้วายวอด
"Resident Evil : Afterlife" ... สงครามยังไม่จบ ยังต้องนับศพซอมบี้จนเบื่อกันไปข้าง!!
"Lula : Twist" ... เพลงฟังชวนเพลิน จากคนเพลินๆ ที่ชื่อ 'ลุลา'
"Piranha 3D" ... กัดกระจุย เลือดกระจาย สามมิติกระเจิง!!!
"CHARICE" ... เพชรน้ำงามเม็ดเล็กแห่ง ‘เอเชีย’ ที่คู่ควรกับการเจียระไนโดย ‘อเมริกา’
"กวน มึน โฮ" ... ความรัก อาจแพ้บ้างอะไรบ้าง แต่ ความ ‘เห็นแก่ตัว’ เอาชนะได้ทุกสิ่ง!
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
6 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add OncE UPoN'-'a MaN's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.