จงยิ้มเถิดน้องสาวเจ้าผมนิ่ม เพราะรอยยิ้มเจ้าเติมแต้มโลกแจ่มใส
Group Blog
 
<<
เมษายน 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
12 เมษายน 2550
 
All Blogs
 
(วิ)วาทะอีสเตอร์

วันหยุดเทศกาลอีสเตอร์เพิ่งผ่านไป หยุด 4 วันเหนาะๆ เหมาะแก่การไปเที่ยว แต่กระเป๋าแบน (แฟนไม่มี) อย่างฉัน หมดสิทธิ์ เพื่อนคนหนึ่ง ชื่อ ตาไมค์ แกก็ชวนยิกๆ ว่าไปกินข้าวเย็นกันมั่ง ไปเต้นรำกันมั่ง ตอนแรกฉันก็เออๆ คะๆ ไปตามเรื่อง (กะว่ารับปากไปก่อน....แล้ว........ตัวฉันก็ค่อยไม่มีเวลาว่างทีหลัง) จะโกหกไปเลยว่าไม่ว่างก็ละอายใจ..... ครั้นจะปฏิเสธไปเลยว่าไม่อยากไปก็กลัวเขาจะรู้สึกไม่ดี..... อันที่จริงเมื่อก่อนก็ไปไหนมาไหนกันออกบ่อย แต่หลังๆก็ไม่สนิทกันเท่าเดิม

เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องรู้สึกผิด... ไม่ทำให้เขารู้สึกไม่ดี...และไม่ต้องไปด้วยกันสองต่อสองกลางค่ำกลางคืน....บ่ายวันเสาร์หลังจากเดินช็อปกับน้องสาวขวัญจนขาลาก ฉันเลยจัดแจงโทรไปชวนแกมาร่วมดื่มกาแฟ ที่ร้านเปิดใหม่ชื่อ coffee culture ใน shopping center ที่พวกฉันไปเดินจงกรมกันอยู่ทั้งวันน่ะแหละค่ะ...... หกโมงเย็น ได้กาแฟกันคนละถ้วย ขนมเค้กกันคนละชิ้น สองสาวไทย กับหนึ่งหนุ่มมะริกัน ก็ปักหลักอยู่บนโซฟาในร้าน เริ่มบทสนทนา ที่เป็นที่มาของ “ (วิ)วาทะ อีสเตอร์ “
มุมแดง
เป็นสาวขอนแก่น
มุมน้ำเงิน
เป็นไอ้หนุ่ม แคลิฟอร์เนีย
ประเด็นศาสนา สังคม ศีลธรรม กระเด็นกระดอน บินว่อนเต็มร้าน ความคิดเห็นขัดแย้งกันตามประสาคนต่างวัฒนธรรม

วุ้ย ! คิดแล้วแค้นมาก มากกกกกกกกก เพราะดันถกกันด้วยภาษาปะกิด อีตาแก่มุมน้ำเงินมันอาศัยความเป็นเจ้าของภาษา พล่ามๆๆๆๆๆ จนสองสาวเว้าบ่ทัน ยกมือแล้ว ยกมืออีก ไม่สามารถขัดจังหวะไปเสนอความคิดเห็นให้มันรับฟังได้เลย (หนอย เอ็งถือว่าเอ็งจ่ายค่ากาแฟให้พวกข้าเหรอฟระ)

ประเด็นที่ 1 เริ่มด้วยเรื่องศาสนา

เพราะคุณไมค์นี่ เขาเป็นคนไม่มีศาสนา แล้วเขาก็ไม่ชอบศาสนาเดิมของครอบครัวเขา เขาว่ามันสวนทางกับวิทยาศาสตร์ ตอนนี้แกกำลังสนใจศึกษาศาสนาพุทธ เพราะแกคิดว่า มีเหตุผลดี เหมาะกับโลกปัจจุบัน แกมองว่าศาสนาอื่นทำให้คนกลัว และไม่มีเหตุผล ทำให้คน งมงาย บลา บลา บลา

แม้ว่าฉันจะเป็นคนพุทธ แต่ฉันเชื่อว่าทุกศาสนา ก็สอนให้คนเป็นคนดี เพียงแต่มีวิธีที่ต่างกัน และก็เหมาะกับคนที่มีลักษณะนิสัยแตกต่างกัน การไปมองว่าของเราถูกคนเดียว ของคนอื่นไม่ดี นี่มันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร รังแต่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง มันต้องเรียนรู้ที่จะเคารพและเข้าใจกัน เพื่อให้อยู่ในสังคมร่วมกันได้อย่างสงบสุข ถ้าใครสักคนเอาศาสนามากล่าวอ้างในการที่จะกระทำความเดือดร้อนให้คนอื่น มันน่าจะเกิดจากเพราะไม่เข้าใจอย่างแท้จริงมากกว่า

ที่เล่าๆ มานี่ เป็นสิ่งที่ฉันคิดอยากพูดแต่ฉันพูดไม่ทันมัน ได้แต่อ้าปากพะงาบ พะงาบ

ประเด็นที่ 2 เป็นเรื่องเท่าเทียมกันระหว่างหญิง-ชาย ในสังคม

โหย เรื่องนี้ ฮีมองว่า อเมริกาของฮี ดีเหลือหลาย เพราะทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่เหมือนบางประเทศ ที่ผู้หญิงไม่เท่าเทียมผู้ชาย ...........ฉันก็เลยว่า บ้านฉัน ก็ไม่ได้เลวร้ายนะ ชาย-หญิงก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก ผู้หญิงได้เรียนหนังสือ ทำงานตำแหน่งเดียงกับผู้ชายได้ พ่อ-แม่ คนไทยก็ไม่ได้มองว่าลูกผู้หญิงด้อยกว่าลูกชาย เพียงแต่มันอาจจะมีเรื่องทางสังคม วัฒนธรรมบางอย่างแค่นั้นเอง ที่เป็นกรอบกำหนดว่า เช่นว่า เป็นสาวเป็นนาง ไม่ควรไปกินเหล้าเมาแอ๋ สูบบุหรี่ปุ๋ยๆ แล้วก็ไปมั่วเข็ม มั่วเพศ อย่างนี้เป็นต้น เพราะบ้านเรามองว่า ถ้าผู้หญิงไปทำอย่างนั้นมันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายมากกว่าผู้ชาย (ในขณะที่บ้านฮี หญิงกะชายมันเท่ากันตั้งแต่ มีการคิดค้น ยาคุมกำเนิดสำเร็จนู่น)

ฉันยังไม่ทันได้แสดงความเห็น เลย ว่า ฉันคิดว่าค่านิยมทางสังคมเหล่านั้นก็มีส่วนปกป้องลูกผู้หญิง และปกป้อง next generation ไม่ให้ต้องเกิดมาไม่ได้ตั้งใจ (แบบว่า คุมแล้ว คุมไม่อยู่น่ะนะ) แต่เรื่องแบบนี้พูดให้ตาย เขาก็ไม่เข้าใจหรอก เขาก็มองว่า โลกตะวันออกผู้หญิงก็มีสิทธิ์ มีเสียงน้อยกว่าผู้ชายอยู่ดี

ฉันล่ะ อยากจะตอกหน้ามันกลับเหลือเกิน ว่า ถ้าสิทธิสตรี แปลว่า ฉันใส่เสื้อคอลึกถึงสะดือ กระโปรงสั้นแค่คืบ แล่นแตร๊ไปส่งสายตาถูไถ กะไอ้หนุ่มตามปาร์ตี้ ถูกใจกันก็พากันหายไปในความมืด วันดีคืนดีก็ป่องโดยไม่ได้วางแผน เลยต้องไปทำแท้ง (เสรี) เพราะยังรักสนุก ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขออยู่ในกระดองโลกโบราณของฉันต่อไปดีกว่า


ประเด็นนี้ กุสุมา ก็กระอักอีกรอบ เพราะพูดไม่ทันมัน อีกแล้วววววว กรี๊ดดดดดด

ประเด็นที่ 3 ทำไมศาสนาพุทธต้องให้มีเฉพาะผู้ชายบวชเป็นพระได้

แล้วผู้หญิงได้เป็นชี ที่ไม่เท่ากันกับเป็นพระ มันสมควรแล้วหรือ (โว้ย อีตานี่) ที่ผู้หญิงเข้าถึงธรรมน้อยกว่าผู้ชาย เป็นเพราะผู้หญิงถูกมองว่าไม่ดีเท่าชายหรือเปล่า (แตกประเด็นมาจาก ข้อ 2) สองสาวชาวไทย บอกว่ามันไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงไม่สามารถเข้าถึงธรรมเพราะถูกกีดกัน ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ แต่ที่มีผู้หญิงน้อย เพราะมันเป็นธรรมชาติวิสัย ของสตรี ที่ตัดความห่วงใย อาลัยอาวรณ์ได้ยากกว่าผู้ชาย แถมยังมีปัจจัยทางร่างกายอื่นๆ อีก ที่อาจจะเป็นอุปสรรค เช่น ฮอร์โมนเปลี่ยน ร่างกายไม่ทนทานเท่า ชาย อะไรทำนองนี้

ตาแก่มันหัวเราะ อ่ะ แล้วบอกว่าน่าสนใจมากๆ ไม่เคยได้ยินมาก่อน แถมย้อนว่า พวกยูคิดว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือว่า เป็นเพราะพวกยูถูกเลี้ยงดูมาให้คิดแบบนั้น บลา บลา บลา โว้ยยยยยยยยย เถียงไม่ทันอีกละ

ประเด็นที่ 4 เรื่องการยอมรับเพศที่สาม

ถกกันมานาน ประเด็นนี้ดุเดือดมาก เพราะคุณชาย เธอเป็นคน sensitive เรื่องนี้มากกก again ฮีบอกว่า ที่อเมริกา ทุกคน ทุกเพศ เท่าเทียมกันมากๆ อย่างน้อยก็สามารถเป็น gay โดยเปิดเผยได้ โดยที่คนอื่นจะมาเหยียดหยามดูถูกไม่ได้ ใครมาปฎิบัติกับคุณไม่ดี เพียงเพราะว่าคุณเป็น gay ไม่ได้ ต้องฟ้องงงงงงงงง (เก่งมาก เรื่องนี้) มันไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรนิ ที่คนจะเป็น homosexual อันนี้ฉันก็เห็นด้วย ว่า ทุกคนก็เป็นคนเท่ากันแหละ ต่างกันที่พอใจ รักชอบแบบไหน

แต่ฉันคิดว่านะคะ สังคมของเรามันซับซ้อนเกินกว่าที่จะ มาตัดสินกันว่าเราเหยียดหยามเพศที่ 3 เพียงเพราะเราไม่เขียนลงไปเป็นตัวบทกฎหมาย ในสังคมเรามีความอลุ่มอล่วย ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เห็นอกเห็นใจกันมากอยู่นะ มันก็มีการยอมรับกันกลายๆ อยู่แล้ว อาจจะมีคนซุบซิบกันมั่ง แต่ก็ไม่ได้ไปตามล้างผลาญให้เขาเดือดร้อนไม่ใช่เหรอ ทุกอย่างมันก็อยู่ที่การวางตัวของคนๆ นั้น ทั้ง gay และ ไม่ gay นั่นแหละ (พยายาม defense บ้านตัวเองสุดฤทธิ์)

ส่วนตัวแล้วฉันเห็นด้วยกับการออกกฏหมายให้รองรับการแต่งงานในเพศเดียวกัน ก็ถ้าเขารักกันจริง อยากแต่งงานกันก็แต่งไปเถอะ จะได้ดูแลกันได้ หรือ มีสิทธิ์เป็นแต่งตั้งกันเป็นทายาทตามกฏหมาย อย่างในยุโรปนี่ เขาก็ยอมรับในหลายๆ ประเทศ ถ้ามันทำให้คนกลุ่มหนึ่งมีความสุขขึ้น ก็ไม่เสียหายอะไรนี่นา


แต่ก็ตามเคย ฉันไม่สามารถจะ แสดงความคิดเห็นในส่วนของฉันได้ เต็มที่ เพราะ ตาไมค์มันเหมือนติดลมบนซะแล้ว มันก็ลอยลิ่วๆๆๆๆ ไม่ได้สนเลยว่า คนอื่นเขาก็อยากพูดมั่ง เซ็งโว้ยยยยย

ประเด็นที่ 5 การรับเลี้บงดูบุตรบุญธรรมของคู่รัก homosexual

ประเด็นนี้แตกออกมาจากประเด็นที่ 4 ค่ะ ถ้าว่าประเด็น 4 ดุเดือดแล้ว ประเด็น 5 นี่ ถือเป็น ศึกวันธงชัยเลยล่ะค่ะ ประทุขึ้น เพียงเพราะฉันพูดว่า “ It sounds un-natural” เท่านั้นแหละ ตาไมค์ พุ่งปรี๊ด โต้กลับว่า “ You think, being gay is un-natural???” จากนั้นก็ใส่กันต่อเรื่อง “การตีความหมายของคำว่า ธรรมชาติ”
ตาไมค์ : Being gay is so natural. Do you beleive me? I can prove that about 5% of gay populations exists in all species.

ปอ : I see. But still, gay couples adopt child, sounds so unusual for me.
ตาไมค์ : So being gay is abnormal for you???? (ยวนเต็มที่)
ปอ : OK. OK (ยกมือขึ้น 2 ข้าง) . I used a wrong word. Not abnormal but different, OK???
ตาไมค์ : Why shouldn’t gay couple adopt child, then? Why??? (ลอยหน้าลอยตา น่า ตบมากๆ)

ตาไมค์ : พยายามจะบอกว่า มีพ่อ-แม่เป็นคู่เกย์ ดีกว่า เป็น single mom หรือมีครบทั้งพ่อ-แม่ แต่พ่อเป็น alcoholism ตบตีทารุณเด็ก ทำไมไม่ให้คู่เกย์ เขารับเลี้ยงเด็กเป็นบุตรบุญธรรม เด็กจะได้มีครอบครัว

ปอ: มันก็ใช่ แต่มันอาจจะทำให้เด็กไม่มีความสุข หรือมีปัญหา เพราะต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างจากเด็กทั่วไป เพราะโดยธรรมชาติสร้างให้มี 2 เพศ ชาย-หญิง ทำงานร่วมกัน แล้วค่อยกำเนิดกุมาร อยู่กันเป็นครอบครัว

ตาไมค์ : สวนกลับ ว่า มีเด็กตั้งเยอะแยะ เกิดมาไม่มีครอบครัว คนบางคนไม่ชอบมีเซกส์ก็มีเยอะแยะ

ปอ : ก็แล้วมันโผล่ ออกมาจากแก้วกาแฟเรอะ มันต้องมีผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงท้องแล้ว เด็กมันถึงเกิด ถ้าเพศเดียวกันอยู่ด้วยกันแล้วมีลูกได้ ก็ว่าไปอย่าง (เดือดจนเริ่มไม่อายแล้ว)

ตาไมค์: เออ งั้นคู่ที่เป็นหมัน ก็ไม่ควรรับบุตรบุญธรรมสิ ซื้อ sperm จาก sperm bank ก็ไม่ได้ ใช่ไหมแล้วเด็กหลอดแก้วก็ไม่ดี ไม่ควรทำใช่ไหม

ถกกันหน้าดำหน้าแดง จนร้านกาแฟปิด หาคนชนะไม่ได้ ตาแก่ มันสรุปว่า “กุสุมาเธอเป็นพวกหัวโบราณเกินไป”

ฉันเองก็ไม่มีโอกาสพูดอีกล่ะนะ ว่า การที่เด็กมีคนรักใคร่ ใส่ใจ ดูแลน่ะ มันดีหมดแหละ แต่จำเป็นไหมว่าจะต้องกำหนดบทบาทเลียนแบบ แม่-พ่อ ในธรรมชาติ เสมอไป พูดยากเนาะ

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ระหว่างฉันกะตาไมค์ นี่ ไม่ใช่แค่เรื่องเดียวที่มานั่งถกกัน และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันพูดๆๆๆ แบบชนิดที่ฉันแทบไม่มีโอกาสแสดงความเห็น

ฉันเก็บไปนอนกระอักโลหิตอยู่ที่บ้าน เพราะเถียงมันไม่ทัน แล้วก็นึกถึง คำท่านพุทธทาสได้ว่า “ความขัดแย้งเป็นเสนียดจัญไร” ฉันเลยเลิกแค้น เพราะคนเรามีสิทธิที่จะมีความเห็นแตกต่งกันได้ใช่ไหม จริงๆ ก็ไม่ได้แค้นเพราะความคิดแตกต่างนะ แต่แค้นเพราะตาแก่นี่มันไม่เปิดโอกาสให้ฉันพูดบ้างเลย

เอาเป็นว่า ยกหน้า (ถ้ามี) ฉันขอจ่ายค่ากาแฟเองก็แล้วกัน เผื่อจะมีโอกาสได้พูดมั่ง ฮึ่มมมมม.....



Create Date : 12 เมษายน 2550
Last Update : 12 เมษายน 2550 15:17:01 น. 13 comments
Counter : 292 Pageviews.

 
ประโยชน์อีกประการหนึ่งของบล็อก คือ เอาไว้ใช้ระบายอารมณ์เวลาเถียงไม่ทันเพื่อน


อ่านแล้วผมนึกถึงเพื่อนผมคนหนึ่งตอนที่เรียนอยู่ที่อเมริกา

เราเดินไปตามทางเดินในอาคาร จังหวะหนึ่งก็สวนกับผู้หญิงคนหนึ่งที่หอบหนังสือมาเพียบ จำเพาะที่สาวเจ้าจะต้องมาทำหนังสือตกตอนที่เดินสวนกับเราพอดี

ผมก็เตรียมจะเข้าไปช่วยเก็บ แต่เจ้าเพื่อนผมมันเดินลิ่วไปโน่นแล้ว ผมก็เลยตัดสินใจเดินตามเพื่อนไป ปล่อยให้ผู้หญิงเขาเก็บหนังสือของเขาไปคนเดียว

พอเดินห่างออกมา ผมก็ถามเพื่อนว่าทำไมไม่ช่วยเก็บ เขาบอกผมว่า
"Not necessary. Let her do it. Damn feminism!"

ดูมันทำ มันบอกว่าอยากเรียกร้องสิทธิสตรีกันดีนัก ก็ช่วยเหลือตัวเองไปสิ


ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมยอมเป็นคนหัวโบราณแบบตะวันออกๆ แบบนี้ดีกว่าครับ

พวกมะกันเหมือนจะทำตัวให้เป็น open-minded นะ คนส่วนใหญ่ก็จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ผมว่าเพื่อนคุณปอนี่ นอกจากจะพยายามทำตัวให้เหมือนเป็น open-minded แล้ว ยังทำตัวเป็นผู้ชนะในทุกเรื่องเหมือนคนมะกันอีกด้วย บางคำพูดมันฟังดูข้างๆ คูๆ พิกล


โดย: คนทับแก้ว วันที่: 12 เมษายน 2550 เวลา:17:41:38 น.  

 
แวะมาเยี่ยมเยียนครับ

ผมว่ามีเพื่อนคุยเรื่องแบบนี้สนุกดีออกครับ

เสริมคุณ O_Sole_mio นิดนึงนะครับ พอดี พอที่จะรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง พระพุทธเจ้ายอมรับว่าผู้หญิงสามารถบรรลุธรรมได้เท่าเทียมกับผู้ชาย และอนุญาติให้บวชเป็นภิกษุณีได้ แต่มาภายหลังด้วยเงื่อนไขทางสังคม (โดยเฉพาะเงื่อนไขที่สร้างขึ้นโดยผู้ชาย) ภิกษุณีจึงค่อยๆ หายไปจากศาสนาพุทธครับ


โดย: dreamingbutterfly วันที่: 12 เมษายน 2550 เวลา:18:30:51 น.  

 
เข้ามาอ่านบล็อกนี้แล้วสมองทำงานหนักครับ
อ่านตาม คิดตาม สนุกดีครับ
ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเล็กน้อย

ประเด็นที่ 1
ถ้าเขาเข้าใจธรรมชาติ ผมว่าเขาเข้าใกล้ศาสนาแล้วครับ

ประเด็นที่ 2
นิ้วมือเรายังยาวไม่เท่ากัน
ต่างคนต่างทำหน้าที่ไม่ดีกว่าหรือ
เกื้อกูลกัน

ประเด็นที่ 3
ภิกษุนี้มีนะครับ ปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่
ส่วนใหญ่บวชที่ศรีลังกาครับ
ในพุทธประวัติมีพระอรหันต์เป็นสตรีด้วยครับ

ประเด็นที่ 4
บางทีการยอมรับตัวเองก็สำคัญกว่าการยอมรับจากผู้อื่น
ผมว่าถ้าเพศที่สามยอมรับตัวเองได้
ใครจะว่ายังไงก็เป็นเรื่องที่สำคัญน้อยลงมา

ประเด็นที่ 5
ภาษาอังกฤษผมไม่แข็งแรง
ผ่านครับ
แต่คิดว่าบางทีเด็ก็สับสนนะครับ
สมมติอยู่ในครอบครัวเกย์จริงๆ
จะเรียกพ่อกับแม่ยังไงดี ?

...................................

วันสงกรานต์ไม่มีความหมายสำหรับผมเลยครับ
ทำงาน เลิกงานก็อยู่ในบ้าน
หลายปีแล้วที่ผมไม่อยากออกไปทำสงครามสาดน้ำ
คิดถึงเมื่อหลายปีก่อน
เดินเล่นในคูเมืองเชียงใหม่
มีสาวน้อยเดินมา ยกมือ "ขอสูมานะเจ้า" (ขอโทษนะคะ)
แล้วก็ค่อยๆประคองขันเล็กที่ใส่น้ำและดอกมะลิ
รดที่แขนเบาๆ....
นั่นเป็นหนึ่งในความประทับใจที่มี
พอเดินไปสามก้าว โดนถังน้ำโคลนสาดเข้าเบ้าตาแทบล้ม
อืมม....กลับบ้านดีกว่า


โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 12 เมษายน 2550 เวลา:19:33:08 น.  

 
ยุ่ง ๆ อยู่นาน พอได้เข้าบล็อกนี้ก็อ่านสนุกเหมือนเคย

เรื่องที่ถกกันเนี่ย เป็นเรื่องที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ ก็หาข้อสรุปไม่ได้ซักทีเลยเนาะ แต่ฟังดูแล้ว ความคิดพวกมะกันเนี่ย เหมือนเชื่อมั่นว่าชั้นถูกอยู่เสมอ เหมือนเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งเลยนะ

เคยรู้จักน้องคนนึงที่ไปโตที่นั่น ก็กลายเป็นคนที่คิดแบบคนมะกัน แบบมั่นใจแบบนี้แหละ เลยรู้สึกว่า มันคงถูกปลูกฝังมารุ่นต่อรุ่นล่ะมั้ง

บายดีนะคะ แล้วจะมาอ่านอีกค่ะ


โดย: ดอกรักเร่ (ดอกรักเร่ ) วันที่: 13 เมษายน 2550 เวลา:4:07:08 น.  

 
สวัสดีปีใหม่จากเมืองไทยครับ


โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 13 เมษายน 2550 เวลา:8:28:38 น.  

 
สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ


พี่พยายามมาทักทายหลายรอบ(>10)ค่ะ แต่เข้ามาไม่ได้อิอิ บอกว่า error !!



''ดอก Pieris''


โดย: law of nature วันที่: 13 เมษายน 2550 เวลา:18:09:45 น.  

 
เอ่อ
อ่านดูแต่ละประเด็นที่นำมาถกกันแล้ว
ไม่มีประเด็นที่น่าถกด้วยเลยอ่าครับ
เป้นผมผมไม่โดดไปร่วมวงในเรื่องพวกนี้ด้วยหรอกครับ
ปวดหัวอ่า..

แต่ จขบ. เล่าเรื่องการถกเครียดๆ ให้ไม่เครียดได้
แจ๋วเลยครับ

ป.ล.
สวัสดีปีใหม่ครับ


โดย: กุมภีน วันที่: 13 เมษายน 2550 เวลา:22:14:11 น.  

 


โดย: โสมรัศมี วันที่: 15 เมษายน 2550 เวลา:8:36:05 น.  

 
น้อมขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์อธิษฐาน
ดลบันดาลปีใหม่ไทยให้พร้อมพรั่ง
ทั้งอายุ วรรณะ สุขะพลัง
เลิศดังหวังเกษมมั่นนิรันดร์เทอญ

สุขสันต์วันสงกรานต์นะคะ
แวะมาทักทายค่ะ


โดย: เราสองคน (ฝากเธอ ) วันที่: 15 เมษายน 2550 เวลา:9:43:38 น.  

 
นำดอกไม้มาฝากค่ะ



ดอก Weigela


โดย: law of nature วันที่: 16 เมษายน 2550 เวลา:16:52:30 น.  

 
สวัสดีปีใหม่ไทยจ้า

อ่านแล้วสนุกดีที่มีคนเถียงด้วยเป็นงานอดิเรก 55555..

เรื่องความไม่เท่าเทียมระหว่างพระและชีนี่ เราว่า คิดจะบวชจริงๆละก็ น่าจะละกิเลสตรงจุดนี้ไปเลย เราเคยอยู่วัดที่เชียงใหม่ 40 วัน เราเห็นชีออกบิณทบาตรตอนเช้าๆ ชาวบ้านมาตักบาตรด้วยข้าวสาร ผักปลา และเกลือป่นทุกๆวัน ชีไม่ต้องออกไปขอทำบุญ เราชอบมากเลย


โดย: hayashimali วันที่: 17 เมษายน 2550 เวลา:13:05:57 น.  

 
Gay issue !!

ใช่ค่ะ Shamrock!!
จะเคลียร์รูปเพราะยังเหลืออีกเยอะค่ะ สนุกกับดูละครนะคะ
วันนี้เอาดอกไม้มาฝากคุณ Por ค่ะ



ดอก Oxalis



โดย: law of nature วันที่: 17 เมษายน 2550 เวลา:16:48:58 น.  

 

เขียนเล่าเหตุการณ์ได้ละเอียดครับ แถมอ่านแล้วสนุก

เชื่อเถอะผมอยู่ข้างเดียวกะ กุสุมา ทั้ง100%

ปกติแล้ว ไม่มีใครกล้าเถียงกะผมหรอก เรื่องจริงครับ

เพราะพอใครเริ่มขึ้นเสียง ผมเลี่ยงเลย เดินออกบ้าง หยุดและทำอย่างอื่นบ้าง ก็เลยชาตินี้ ไม่เคยเถียงกะใคร แล้วใครๆ(คนรู้จักน่ะ)เขาจะรู้ว่าผมไม่ชอบเถียง

ผมเป็นคนไม่ชอบเครียด อ่ะ ถ้าไม่ชอบก็ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำอะไรของตัวเอง ....น่าจะเป็นสาเหตุของการอยู่เป็นโสดด้วย

เรื่องเศร้า ก็อีกเรื่อง ถ้าเป็นไปได้ จะไม่ชอบอ่านหรือดูหรือฟัง

สงสัยผมจะเป็นคนแปลก มั๊ง? คุณปอ


โดย: yyswim วันที่: 18 เมษายน 2550 เวลา:9:33:57 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

O_Sole_mio
Location :
TH Germany

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add O_Sole_mio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.