พฤษภาคม 2553

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
ข้อคิดดีๆจากชายที่จากไป

ข้อคิดดี ๆ จากชายที่จากไป









แง่คิดดีๆ จากชายชราผู้จากไป


โดย พิษณุ นิลกลัด



(ยกมาจากอีเมล์ส่งต่อ)



สัปดาห์สุดท้ายของปี 2548


ผมไปงานสวดและงานเผาศพผู้ชายวัย 81 ปีที่ผมรู้จักเขามา


ยาวนาน 30 ปี
ไม่ใช่ญาติ
แต่สนิทกันรักใคร่เสมือนญาติ



ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วันเขาสั่งลูกและภรรยาแบบคนไม่ครั่นคร้ามความตายว่า


สวดสามวันแล้วเผา


ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย


อย่าเศร้า


อย่าร้องไห้


ทุกคนต้องมีวันนี้


เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน



แล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง


สวดสามวันเผา


งานสวด คืนมีคนฟังพระสวดคืนละ  14 คน


คือเมีย ลูก หลาน!


เขย สะใภ้


และผมซึ่งเป็นคนนอก



เป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยไปฟังสวด



วันเผามีเพิ่มเป็น 17 คน


สามคนที่เพิ่มเป็นเพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็น


คนหนึ่งเป็นแม่ค้าล็อตเตอรี่ที่เคยยืมเงินแล้วไม่มีสตังค์จ่าย


เลยเอาล็อตเตอรี่ทยอยผ่อนใช้หนี้แทนเงินงวดละสองใบคนหนึ่ง


และคนสุดท้ายเป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตทุกมื้อเย็น


ทั้งสามคนบอกว่าเกือบมาไม่ทันเผา


เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล


เจ้าหน้าที่บอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว 3 วัน



หลังฌาปนกิจพระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่าเจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวดพระอภิธรรมแล้วหรือยัง


พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อยแบบที่ผมก็รู้สึกตั้งแต่สวดคืนแรก



จริงๆ แล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์


ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยจนเกษียณอายุที่ ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย


แต่ด้วยความที่รักและศรัทธาอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์


อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ


จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนา ให้ใครเดือนร้อน
-


แม้กระทั่งวันตาย



ผมสนิทกับเขาเพราะเขามีความฝันในวัยเด็กอยากเป็นนักประพันธ์แบบไม้เมืองเดิม


ที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอและวิ่งซื้อโอเลี้ยงให้


เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้ พอมาเจอะผมที่เป็นนักข่าวก็เลยถูกชะตาและให้ความเมตตา


การมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขาตามวาระโอกาสตลอด 30 ปี


ทำให้ได้แง่คิดดีๆมาใช้ในการดำรงชีวิต



วันหนึ่งเขารู้ว่าขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท


เขาปลอบใจผมว่า



'ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา


แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา


คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์'



เขามีวิธีคิด 'เท่ๆ'


แบบผมคิดไม่ได้มากมาย


เป็นต้นว่า


สุขและทุกข์อยู่รอบตัวเรา


อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร



คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข


ช่วงปีสุดท้ายของชีวิตเขาต่อสู้กับโรคชรา


เบา หวาน หัวใจ ความดัน เกาต์


และไตทำงานเพียง เปอร์เซ็นต์โดยไม่ปริปากบ่น


แถมยัง สามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์


โดยที่ตัวเองต้องหิ้วถุงปัสสาวะไปด้วยตลอดเวลา


เนื่องจากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้


 6 เดือนสุดท้ายของชีวิตต้องนอนโรงพยาบาลสามวันนอนบ้านสี่วันสลับกันไป


เวลาลูกหลาน หรือเพื่อนของลูกรวมทั้งผมด้วยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล


เขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที


แต่ 10 นาที ที่พูด มีแต่เรื่องสนุกสนาน


เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนไป เยี่ยมไข้


ทุกคนพูดตรงกันว่า



'คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย


ตลกเหมือนเดิม'



พอแขกกลับ


ลูกหลานถามว่าทำไมคุยแต่เรื่องตลก


เขาตอบว่า



 'ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย


วันหลังใครเขาจะอยากมาเยี่ยมอีก'



เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คนไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่


บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้ว


แต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้านเพราะยังคุย


ไม่จบเรื่อง


แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์!



 4 เดือนสุดท้ายของชีวิตแพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์อินเทิร์น


จนกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนกแนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อย


กลับบ้าน



แต่อยู่ได้ วันเขาวิงวอนหมอว่าขอกลับบ้าน


หมอซึ่งรักษากันมา 16 ปีไม่ยอม


เขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า



 'ขอให้ผมกลับบ้านเถอะ


ผมอยากฟังเสียงนกร้อง'



คุณหมอไม่รู้หรอกว่าคนคิดถึงบ้านมันเป็นอย่างไร


เพราะ พอเสร็จงานหมอก็กลับบ้าน'


หมอได้ฟังแล้วหมดทางสู้


ยอมให้คนไข้กลับบ้าน


แต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง



 1 เดือนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต


เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด


เคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือกะพริบตา


แต่แพทย์บอกว่าสมองของเขายังดีมาก


เวลาลูก เมียพูดคุยด้วยต้องบอกว่า



'ถ้าได้ยินพ่อกะพริบตาสองที'



เขากะพริบตาสองทีทุกครั้ง!


เห็นแล้วทั้งดีใจและใจหาย



เขายังรับรู้


แต่พูดไม่ได้


นี่กระมังที่เรียกว่าถูกขังในร่างของตนเอง



สิบวันก่อนพลัดพราก


ภรรยากระซิบข้างหูว่า


 ' พ่อสู้นะ '


เขาไม่กะพริบตาซะแล้ว


ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้สองเดือนเคยตอบว่า



 ' สู้ '



เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค


สู้ชนิดที่หมอออกปากว่า



คุณลุงแกสู้จริงๆ '



ตอนที่วางดอกไม้จันทน์


ผมนึกถึงประโยคที่แกพูดกับลูกเมื่อสี่เดือนก่อนว่า



'โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว


อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย'



'แง่คิดดีๆ จากชายชราที่จากไป '


สอนให้เรารู้ว่า...



เราเกิดมาพร้อมกับจิตใจบริสุทธิ์


และมันสมองมหัศจรรย์


ที่จะสามารถเรียนรู้


แยกแยะเรื่องดีๆและสิ่งร้ายๆในชีวิต


จงใช้โอกาสดีๆที่ร่างกายและจิตใจของเรา


ยังทำอะไรๆได้อย่างที่สมองสั่ง



จงเรียนรู้


และสร้างประโยชน์สุข


ให้กับตนเองและผู้อื่นอย่างพอเพียง


และดำรงชีวิตอย่างพอเพียงทางเศรษฐกิจ!



หากทุกๆครั้งที่เรียนรู้


เราล้ม


เราพลาดอาจจะรู้สึกท้อบ้างในบางที


แม้ไม่มีกำลังกายที่จะลุกในทันที..แต่ข้อให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป


ถ้าเราเรียนรู้...ก็จะทำให้เราพบว่า



การล้มหรือพลาดครั้งต่อไป


เราจะไม่เจ็บเท่าเดิม


  :-)







Create Date : 21 พฤษภาคม 2553
Last Update : 21 พฤษภาคม 2553 23:45:40 น.
Counter : 671 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

nutangmo
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เราไม่สามารถทำให้ทุกคนรักเราได้ แต่เราสามารถที่จะทำให้คนที่รักเรารักมากขึ้นได้ จงเลือกเก็บสิ่งที่ดีไว้ผลักดันตัวเอง จงใช้หัวใจนำทาง

ไปฟังเพลงที่ห้องTRUELIFEจ้า ไม่มีความคิดใดไร้ค่า แม้นาฬิกาตาย ยังบอกเวลาตรงตั้ง2ครั้งต่อวัน

Sudoku from SudokuPuzz.com
เพลงใหม่ โค้ดเพลง MV