ตุลาคม 2554

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
13 ตุลาคม 2554
ผ่าตัดรอบที่ 3 TT
อาจจะออกอาการน่ากลัวไปสักนิดนะค่ะ แต่ความจิงแล้วก็เหนื่อยใจจริงๆ ถูกโฉลกอะไรกันหนักกันหนากับห้องผ่าตัดก็ไม่รู้ เพิ่งจะอายุ 25 เองนะเนี่ยผ่าตัดไปแล้ว 3 ครั้ง ---- ปวดใจ

มาเข้าเรื่องดีกว่า ผ่าตัดครั้งนี้ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการผ่าตัดครั้งที่แล้ว สำหรับใครที่ยังไม่ทราบว่านู๋ป่วยเป็นอะไรนั้นจะแจ้งให้ทราบตอนนี้นะค่ะ นู๋ป่วยเป็นซีสค่ะ หรือที่หมอจะเรียกว่า ถุงน้ำรังไข่ คราวที่แล้วก็ตัดรังไข่ไปข้างนึงนะค่ะ เหลือด้านขวา ด้วยความที่เราละเลยด้วยที่ไม่ไม่ตรวจร่างกาย และก็เข้าใจว่าครั้งที่แล้วรังไข่ด้านขวาไม่มีอาการผิดปกติอะไร ก็เลยวางใจ แต่พอมาหลังๆรู้สึกว่าท้องมันป่องแปลกๆ ตรงท้องน้อยอ่ะค่ะ มันป่องไม่เท่ากันระหว่างด้านขวากะด้านซ้าย แต่ไม่มีอาการปวดอะไร เลยไม่ได้สนใจอะไรมากนัก

จนมาเกิดเหตุเมื่อวันที่ 28 กย 54 เนื่องจากว่าได้รับเกียร์ติให้เป็นเพื่อนเจ้าสาวซึ่งมีกำหนดจัดงานปลายเดือน ตค นี้ จึงพยายามลดน้ำหนักคือไม่ทานแป้งอ่ะค่ะ กินแต่ผลไม้กับพวกกับข้าวที่ไม่มัน และวันนี้ก้อทานฝรั่งในตอนเช้า ซึ่งเราก็กระเพาะไม่ค่อยดี กินฝรั่งที่ไรก็ปวดท้องเป็นประจำ เล๊ยปวดท้องมากแต่เป็นปวดกระเพาะเล๊ยไปซื้อยาโรคกระเพาะมากิน ก็เลยหลับไป
ตื่นมาเข้าห้องน้ำตอนตี 5 กว่าๆ เริ่มปวดท้องแต่แปลกที่ปวดท้องด้านขวา ซึ่งปวดค่อนไปด้านล่างเหมือนจะใกล้ใส้ติ่ง เล๊ยรีบอาบน้ำและก็สระผม (คิดว่าอาการหนักอยู่เล๊ยสระผมก่อนเผื่อต้องนอน รพ ยาว ) และก็รีบลากสังขารไป รพ ทั้งๆที่ ผมยังเปียกอยู่

เข้าห้องฉุกเฉินค่ะ ปวดท้องมากจิงๆ เดินแทบไม่ไหว มือและเท้าซีด ในใจคิดว่าใส้ติ่งชัวร์ หมอสงสัยว่าเป็นนิ่วเล๊ยให้ตรวจฉี่ก่อน พอผลออกมาว่าฉีปกติ ก็เล๊ยสงสัยว่าจะเป็นใส้ติ่งแน่ๆ หมอเลยจับไปทำ CT scan หรือที่เรียกว่า เอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ค่ะ ซึ่งต้องมีการใส่ยาที่เป็นสีเข้าร่างกายและฉีดรังสีเพื่อดูอวัยวะภายในค่ะ ครั้งนี้โดนสวนก้นซะงั้น ก็งงเหมืือนกัน เล๊ยถามหมอว่า ไมไม่ให้กินน้ำที่ผสมยาล่ะ ผ่าครั้งที่แล้ว รพ นั้นเค้าทำแบบนี้ หมอเล๊ยบอกว่ากว่ายาจะไหลลงไปที่ลำไส้ใหญ่อีกนาน แบบนี้เร็วกว่าเยอะ เอาหว่ะ เป็นไงเป็นกัน ลองดูสักตั้ง สแกนไป 2-3 รอบ หมอก็บอกผลเล๊ยว่า พบถุงน้ำที่รังไข่ด้านขวาประมาณ 7 cm คาดว่าแตกด้วยเพราะมีน้ำซึม ต้องรีบผ่า

ทุกอย่างเกินขึ้นเร็วมาก เพราะต้องผ่าตอนบ่ายโมงวันนั้นเล๊ย เพราะหมอเจ้าของไข้ต้องไปต่างประเทศ พอเข้าห้องผ่าตัดทุกอย่างก็เหมือนเดิมค่ะ ต้องเตรียมร่างกายให้สะอาด และก็คราวนี้ เค้าฉีดยาบล๊อกหลังค่ะ ให้อวัยวะตั้งแต่สะดือลงมาชาไปหมดโดยการฉีดไปที่ไขสันหลัง ถามว่าเจ็บไหม ไม่เจ็บค่ะ แต่ห้ามสะดุ้งนะ เพราะจะมีผลเสียได้ถ้าเราสะดุ้งอาจจะเดินไม่ได้ก็ได้ หมอบอกมา พอฉีดยาได้แป๊บนึง ก้อเริ่มชาค่ะ หมอก็บอกว่า เริ่มเล๊ยม่ะ เราก็ตกใจค่ะ เลยบอกหมอว่าให้นู๋สลบก่อนได้ไหมค่ะ ค่อยลงมือ
หมอบอกว่ารอแป๊บนึงนะ เด่วฉีดยาสลบให้ พอฉีดปุ๊บนู๋ก็ไปเล๊ยค่ะ

ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เค้าเข็นออกมาจากห้องผ่าตัดแล้ว เจอหน้าพี่ที่ทำงานที่มาอยู่เป็นเพื่อน แต่หมอไม่ให้คุยค่ะ อยากให้พักผ่อนก่อน หมอบอกว่าขาขยับได้เมื่อไหร่จะให้กลับห้องพักได้ เราก็พยายามขยับขาใหญ่เล๊ย เพราะไม่อยากอยู่ห้องนี้ และรำคาญหน้ากากออกซิเจนด้วย แอบหยิบออกเป็นระยะจนพยาบาลเห็นเล๊ยถอดออกให้ แต่เริ่มมีอาการแปลกๆค่ะ เริ่มคันยิบๆ ที่หน้า พยาบาลเล๊ยบอกว่า สงสัยจะแพ้มอฟีน เลยเอาผ้ากลอสชุบน้ำมาแปะหน้าให้ คืออยากจะบอกว่า มันไม่ได้ทำให้นู่หายคันเล๊ยนะค่ะ

การพักรักษาตัวที่ รพ นั้น หมอให้งดทั้งน้ำและอาหาร ให้น้ำเกลือไปทั้งหมด 4 ขวด คิดแล้วสยองอ่ะ บวมแน่ๆๆ พอหมด 4 ขวดอาหารมือแรกก็เป็น น้ำข้าวกับ น้ำซุป นู๋ว่าไม่ให้นู๋กินซะดีกว่า น้ำก็ทานได้แค่จิบๆๆ เพราะเดียวท้องจะอืดเนื่องจากไม่ได้กินอะไรมาเป็นเวลานาน นอน รพ ทั้งหมด 4 วันค่ะ แล้วกลับไปพักฟื้นที่ห้อง อยู่หอพักแถวที่ทำงานค่ะ อยู่ชั้น 3 ไม่มีลิฟท์ด้วย ปรากฏว่ากลับไปวันแรก รู้สึกเหมือนแผลปริ ถามว่ารู้ได้ยังไงเคยมีประสบการณ์จากผ่าตัดครั้งที่แล้วค่ะ มันแปล็บๆ ที่แผล เลยกลับไป รพ แล้วปรากฎว่าแผลิปริจิง แต่หมอไม่ได้เย็บใหม่ ทำแผลอย่างเดียว โดยใช้แอลกอฮอล์ แสบมาก ค่ะ หมอบอกว่ามีที่ซึมๆ เป็นไขมันด้วย เราก็งงอ่ะ ไขมันมันซึมได้ขนาดนั้นเล๊ยหรอ ก็ไม่ได้เถียงอะไร วันรุ่งขึ้นก็ไปทำแผลกับหมออีกคน คราวนี้ใช้เบตาดีนเช็ดแผลและก็หยดน้ำผึ้งด้วย อยากจะบอกว่า แสบมากกว่าใช้แอลกอฮอล์ซะอีก

วันที่สามของการทำแผล พอดีหมอนู๋กลับมาแล้ว แกก็ล้างแผลด้วยแอลกอฮอล์อีก แต่เป็นหมอผู้ชายค่ะ มือแกหนักหน่อย แต่แกใจดี มีแซวด้วยว่าไม่เจ็บหรอ คือหมอค่ะ ขอนู๋พันกันจะเป็นเลขแปดอยู่แล้วอ่ะ ล้างแผลอยู่ประมาณสองสามครั้งค่ะ หมอก็แปะพลาสเตอร์กันน้ำให้ คราวนี้เกิดเรื่องค่ะ คือคันมากคันขนาดเป็นตุ่มน้ำค่ะ เล๊ยรีบกลับไป รพ อีกครั้ง หมอก็งง อ่าวมาทำไมอีก เพราะยังไม่ถึงวันนัด นู๋ก็บอกว่าคันค่ะ สงสัยแพ้พลาสเตอร์ หมอก็เลยดูให้ แล้วบอกว่า โห แพ้ขนาดนี้เลยหรอ คือเป็นตุ่มน้ำค่ะ หมอเล๊ยเจาะตุ่มน้ำนั้นซะ แล้วก็ปิดเเผลเหมือนเดิม เพราะแผลที่ผ่าดีขึ้นแล้ว หมอพูดว่าคำนึงค่ะ ว่า สงสัยไอ้ตุ่มน้ำที่หมอคนแรกพูดคงเป็นเพราะแพ้พลาสเตอร์แน่เลีย เราก้อคิดในใจ ไหนบอกว่าเป็นไขมันไง ยังงี้นู๋เสียหายนะค่ะ ก็ว่าอยู่ถ้าไขมันมันสลายง่ายขนาดมาติดผ้ากลอสนู๋คงผอมไปนานแล้วล่ะ ว่าม่ะ ตอนนี้ก็ยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่คอนโดพี่ที่ทำงานค่ะ เพราะลาป่วยที่ทำงาน 30 วันเล๊ยออกจะเซ็งๆ หน่อย ก็มันว่างเกินไปอ่ะค่ะ


*** เป็นความรู้นิดนึงนะค่ะ ถุงน้ำรังไข่เกิดได้กับทุกคนค่ะ เกิดจากการแบ่งตัวไม่สมบูรณ์ตอนเด็กแล้วมาเป็นถุงน้ำที่รังไข่เราเองค่ะ พอถึงเวลามันก็โตจนไปเบียดรังไข่ทำให้เราปวดท้อง หรือมีอาการท้องโตได้

*** ซึ่งถุงน้ำนั้นอาจมีเซลล์ของเส้นผม กระดูก ฟัน หรือแขนขาได้ค่ะ ไม่ใช่โดนของแต่อย่างใดนะค่ะ

*** โอกาสที่ผ่าตัดไปแล้วจะพบอีกเป้นครั้งที่ 2 อยู่ที่ 15% ค่ะ ซึ่งอยุ่เป็น 15% นี้

*** มีโอกาสที่จะพบเป็นครั้งที่ 3 มีไหม และเป็นเท่าไหร่ ตอบว่ามีค่ะ 3%

*** ถามว่ามีการป้องกันอะไรไหม ไม่มีค่ะ แต่เราต้องตรวจร่างกายเป็นประจำโดยการอัลตร้าซาวด์บ่อยขึ้นอย่างน้อย 6 เดือน/ครั้งค่ะ

ปล. หากใครมีข้อสงสัยสอบถามได้นะค่ะ ถ้าตอบได้ก็จะตอบจากประสบการณ์ตรงเล๊ยนะค่ะ คิดว่าคงเป็นประโยชน์กะเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆ คนอื่นๆบ้างไม่มากก็น้อยเน๊อะ ---- เอ๊ะ ประโยคสุดท้ายเหมือนคำนำในรายงานต่อเรียนแหะ 5555



Create Date : 13 ตุลาคม 2554
Last Update : 13 ตุลาคม 2554 16:17:44 น.
Counter : 325 Pageviews.

7 comments
  
ไม่มีข้อสงสัยอะไรหรอกค่ะ มาเป็นกำลังใจให้นะคะ ขอให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นโดยเร็วไว ชอบที่คุณมีอารมณ์ขันมาก ทั้งๆที่เจ็บตัวตั้งหลายครั้ง สู้ สู้ น๊า!!

คุณ...ทำให้ป้าเน็ท คิดถึงลูกสาวจังค่ะ

เอาเค้กมาฝากด้วยจร๊า...



โดย: phanet วันที่: 13 ตุลาคม 2554 เวลา:17:01:44 น.
  
โห เป็นซ้ำซ้อนอ่ะ
นึกแล้วกลัวแทน
กลับมาเดินคล่องกินคล่องไวๆนะคะ

มีความสุขในทุกๆวันค่ะ
โดย: NWzephyr วันที่: 13 ตุลาคม 2554 เวลา:17:07:03 น.
  
ขอบคุณค่ะป้าเน็ท เค้กน่ากินมาก รู้ได้ไงค๊าว่านู๋ชอบเค้กส้ม เป็นเค้กชนิดเดียวที่กินได้ค่ะ เพราะเป็นคนไม่ชอบกินครีมบนเค้กสักเท่าไหร่

ขอบคุณ NWaephyr มากค่ะแอบหวังลึกๆว่าคงไม่เป็นอีก 3% ที่เหลือค่ะ ตอนนี้แอบหนีไปเดินเที่ยวได้บ้างแล้วแต่ยังยกอะไรหนักๆไม่ได้เลย จะรู้สึกเหนื่อยนิดๆค่ะ
โดย: maiejung วันที่: 13 ตุลาคม 2554 เวลา:17:39:29 น.
  
ใจเดียวกันเลยจ้า...ป้าเน็ทก็ไม่ชอบกินเค้กแต่งหน้าอ่ะ ไม่ใช่อะไรหรอก...ยังแต่งหน้าเค้กมะเปงงงง่ะ อิอิ..
โดย: phanet วันที่: 13 ตุลาคม 2554 เวลา:17:48:51 น.
  
ทำได้ก็เก่งแล้วค่ะ นู๋ชอบทำกับข้าวมากกว่าค่ะ เพราะมันง่ายดี
โดย: maiejung วันที่: 13 ตุลาคม 2554 เวลา:18:26:49 น.
  
ให้เค้าวางยาสลบเฉยๆไม่ได้หรอค่ะ ทำไมต้องบล๊อกหลังก่อนค่ะ กลัวสะดุ้งเดินไม่ได้อ่า เค้ามีแววผ่าตัดนิ่วอ่ะ
โดย: Junenaka1 วันที่: 13 ตุลาคม 2554 เวลา:19:44:01 น.
  
คุณ junenaka1 บล๊อกหลังให้เรารู้สึกชาค่ะ แล้วหลังจากผ่าตัดจะได้ไม่เจ็บค่ะ ความจิงแล้วมันไม่เจ็บนะ การฉีดยาบล๊อกหลังเจ็บน้อยกว่าฉีดยาอีก การที่เราสะดุ้งอาจเป็นรีแฟล็กของร่างกายค่ะ แค่เราบังคับไว้เท่านั้นเอง แล้วเข็มก็เล็กเท่าเส้นผมค่ะ แทบไม่รู้สึก ตอนฉีดจะมีพยาบาลคอยกอดแขน กอดขาเราไว้ด้วยค่ะ รับรองไม่มีทางสะดุ้งได้แน่นอน
โดย: maiejung วันที่: 13 ตุลาคม 2554 เวลา:20:52:04 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

maiejung
Location :
สงขลา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



안 영 하세요 ? 저는 마 이 입 니 다.

ชื่อที่ทุกคนมักจะเรียกผิด งั้นมาฟังกันให้ชัดๆนะค่ะ " แพรวไหม ค่ะ " ไม่มีความหมายตามพจนานุกรมไม่ว่าบัณฑิตท่านใดจะเขียนไว้ เพราะมามี๊คิดเองไม่ได้วิ่งไปให้ใครตั้งให้ (แต่ชอบมีคนบอกว่า ชื่อเพราะจัง ส่วนตัวก็ไม่เข้าใจว่ามันเพราะยังไง ถ้าใครคิดว่าชื่อเราเพราะก็ช่วยบอกเหตุผลมาด้วยละกันนะ ^^
New Comments