"แจ๊ส....ฉัน"
Group Blog
 
 
ธันวาคม 2557
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
31 ธันวาคม 2557
 
All Blogs
 

มาร์คัส มิลเลอร์ แมวเก้าชีวิต

                การฟื้นฟูนั้นอาจจะหมายความถึงการฟื้นคืน,การเกิดใหม่ หรือการกลับคืนสภาพ ด้วยความหมายในเชิงนี้ น่าจะเป็นการเหมาะสมแล้วที่มาร์คัสมิลเลอร์จะเลือกใช้คำว่า Renaissance(คอนคอร์ด, 2012) มาเป็นชื่อผลงานชุดล่าสุด ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาเคยได้อยู่ในตำแหน่งหัวหอกแห่งการฟื้นฟูและนำเสนอรูปแบบใหม่ๆทางดนตรี  เพราะความที่เขาเองก็มีชื่อเสียงอยู่ในแวดวงนี้มาด้วยการเริ่มต้นตั้งแต่สมัยยังวัยรุ่นที่มีฝีมือเหนือเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆผลงานชุด Renaissance คือการปล่อยของที่อุดมไปด้วยความหลากหลายทางดนตรีทั้งหมด13 เพลง นำเสนอสไตล์และอารมณ์ดนตรีที่แปลกแตกต่างหากแต่ผูกร้อยเข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียวทั้งนักดนตรีและนักร้องต่างสำแดงฝีมือทั้งทางเทคนิกและอารมณ์กันอย่างเต็มที่โดยไม่มีการแย่งซีนกันเองในขณะที่อบอวลไปด้วยอารมณ์แห่งการอิมโพรไวส์ที่แทรกซึมด้วยแจ๊สแต่ก็ยังผสมผสานรสชาติกลมกล่อมของร็อกและพ็อพ,แต่งแต้มบางเบาด้วยริธึมแอนด์บลูส์และฟังก์ ไม่ว่าริฟจะออกมาในรูปแบบไหนเจตนารมณ์ในโปรเจ็กต์นี้ก็ยังคงส่องประกายแห่งแรงดลใจ, ช่างคิดช่างไตร่ตรองและความเบิกบานที่ขาดไม่ได้

Marcus Miller

Detroit เพลงเปิดนำจังหวะสดชื่นให้อารมณ์แห่งการเดินทางเต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉงและความกระตือรือร้นที่มาคู่กับการเดินทางผจญภัย เบสของมาร์คัสเป็นเสมือนคนขับพรั่งพร้อมไปด้วยเพื่อนร่วมวงที่กระกายในเสียงเพลงอย่าง โมริส บราวน์ (ทรัมเป็ต),อเล็กซ์ ฮาน (อัลโตแซ็กโซโฟน), คริส โบเวอร์ (เปียโนและเฟนเดอร์ โรดส์), อดัมอะกาติ (กีตาร์) และลุยส์ คาโต (กลอง) ท่ามกลางสเป็กตรัมหลากสียังมีทัศนียภาพอีกมุมหนึ่งใน Renaissance อย่างเพลง Setembro(Brazilian Wedding Song) ซึ่งเป็นบทประพันธ์ดั้งเดิมของไอแวนลินส์และกิลสัน เพแรนเซ็ตตา โดยมีเกร็ตเชน พาร์ลาโตและรูเบนเบลดส์มาเป็นนักร้องรับเชิญ บทประพันธ์ชิ้นนี้มีกลิ่นอายที่ลอยละล่องฟุ้งฝันของบทกวีแห่งความรักอบอวลด้วยท่วงทำนอง จังหวะและซิงโคเพชันกระตุ้นอารมณ์อันเป็นสัญลักษณ์ของดนตรีอะโฟร-บราซิลเลียน มาร์คัสค่อยลื่นไหลประกบ โดยสลับเล่นทั้งเบสไร้เฟร็ต,อะคูสติกเบส และเบสคลาริเน็ต

Goree มาร์คัสบรรเลงทั้งเบสคลาริเน็ตและเบสเป็นเพลงที่อุทิศให้กับเกาะโกรี สถานที่สัญลักษณ์ของชาวแอฟริกันที่ถูกบังคับให้ไปเป็นทาสและถูกส่งตัวไปที่อเมริกาประหนึ่งสินค้าบรรทุกบนเรือ บทเพลงรีเมก Slippin’Into Darkness เป็นเพลงยอดนิยมในช่วงยุค 70ของวงวอร์ ตีความออกมาอย่างมีชั้นเชิงผ่านอะเรนจ์เมนต์โฉมใหม่ซึ่งแทรกด้วยไลน์เบสและโซโลเล่าเรื่อง ผสมกลมกลืนไปกับกรูฟสนุกๆ แบบฟังกีบรรดาเซียนเหล่านี้ดูเหมือนจะเมามันกันอย่างมากกับเพลงนี้ ยังมีหักมุมอีกหนึ่งครั้งด้วยเสียงโดดเด่นของด็อกเตอร์จอห์นมาร้องในเพลงTightrope ต้นฉบับดั้งเดิมเป็นของจาเนล โมเน

ในบทสนทนาเกี่ยวข้องกับ Renaissance มาร์คัสบอกว่าธีมนี้เกิดขึ้นมาในระหว่างการเดินทางรอบโลกในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาเขาเหยียบย่างไปทุกที่ เดินทางข้ามไปมาระหว่างรัฐในอเมริกา,บินข้ามฟากฟ้าไปฝรั่งเศสและทั่วยุโรป มายังแอฟริกา, ออสเตรเลียและญี่ปุ่นการสังเกตการณ์ของเขาบ่งชี้ว่า ทุกคนทั่วโลกต่างพร้อมจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวการสร้างวิวัฒนาการใหม่กำลังจะเกิดขึ้น “ทุกคนพร้อมแล้วที่ย่างสู่ก้าวใหม่” มาร์คัสอธิบาย“และด้วยอัลบัม Renaissance ผมกำลังพยายามจะบรรยายในรูปแบบของเสียงเพลงสิ่งที่เรายืนอยู่เป็นของจริง คือความเป็นจริง ยังไงก็ตามนะครับมันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน เหมือนรอยต่อระหว่างคลื่นลูกใหม่กับคลื่นลูกเก่า ผมหมายถึงตอนนี้ทวิตเตอร์นี่ฮิตถล่มทลายแต่อีกห้าปีข้างหน้ามันจะยังอยู่หรือเปล่า?ดนตรีแบบไหนที่เหมาะกับสภาพจิตในแบบนั้นมากไปกว่าแจ๊สอีก? มันทั้งตั้งคำถาม,สำรวจ, สงสัย, ดัดแปลง, ซึมซับ แล้วก็ยังคงเป็นอย่างนี้มาตลอดเวลาที่ผ่านมา

“สำหรับผมนะการเดินทางเป็นประสบการณ์ล้ำค่า” นักดนตรีหนุ่มใหญ่เจ้าของรางวัลแกรมมีสองครั้งสองคราเล่าต่อ“ผมว่าคนอเมริกันทุกคนควรจะได้ไปเห็นโลกกว้าง ผมเห็นคนยากจนมั่งมีมาหลายแบบที่สามารถจะทำให้คุณอ้าปากหวอได้เลยผมอยู่ที่เกาะในอาณานิคมของฝรั่งเศสใกล้ๆ กับนิวซีแลนด์ เกาะนิวคาเลโดเนีย ซึ่งประชากรส่วนมากเป็นชนเผ่าอะบอริจินผิวดำพวกเขารักเสียงดนตรี เข้าใจอารมณ์ของ Renaissance คนเหล่านี้เข้าถึงเสียงดนตรีได้เป็นอย่างดีไม่แพ้ชาวนิวยอร์กเลยดนตรีเป็นสิ่งอันทรงพลังเมื่อคุณออกเดินทาง ในฐานะนักดนตรีพวกเราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ในระดับที่แม้แต่นักการทูตบางคนยังทำไม่ได้ เราเล่นดนตรีกันและตอนที่เล่นจบก็กลายมาเป็นครอบครัวเดียวกัน ดนตรีคือภาษาของคนสามัญพวกเราก็คือนักการทูตนี่เอง”

เมื่อมาร์คัสมีชื่อเป็นที่รู้จักในฐานะมือเบสเขาก็ขยายขอบเขตทางศิลปะโดยที่เครื่องดนตรีไม่เป็นอุปสรรคกีดขวางแม้ว่าจะมีความภักดีต่อดนตรีแจ๊สหากแต่ดนตรีของเขาก็ยากจะระบุชัดให้เป็นแขนงใดแขนงหนึ่งความสามารถของเขาดูเหมือนจะไร้ขอบเขตเสียจริงๆ เส้นทางโคจรได้นำพามาสู่การทำงานที่คาบเกี่ยวในหหลากหลายฐานะทั้งศิลปินในห้องอัดเสียง, นักดนตรีมากความสามารถ, โปรดิวเซอร์, อะเรนเจอร์,คอมโพเซอร์, หัวหน้าวง, อาจารย์,นักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่มีผลงานชุกและยังเป็นนักดนตรีที่แสดงสดได้อย่างไม่เป็นสองรองใคร ด้วยวัย 53 ปีเขาได้ออกผลงานบันทึกเสียงมามากกว่า500 ชิ้นน้องๆ ศิลปินระดับโลกอย่าง ไมเคิล แจ็กสัน, มารายห์แครี, ชากา คาห์น และเอลตัน จอห์น (นักร้อง) หรือแม็กคอย ไทเนอร์และโจ แซมเพิล(เปียโน), แร็พเพอร์ สนูป ด็อก หรือเดวิด แซนบอร์น, โกรเวอร์ วอชิงตัน จูเนียร์และเวย์น ชอร์เทอร์ (แซ็กโซโฟน), เอริก แคลปตัน (กีตาร์) และสตีฟ แก็ดด์ (กลอง) เขาได้ทำงานร่วมกับศิลปินมากมายในพื้นฐานของดนตรีที่มีทั้งแจ๊ส,พ็อพ, ร็อก, ริธึมแอนด์บลูส์ และแร็พ มีประสบการณ์กับศิลปินนักร้องอย่าง อเรธาแฟรงคลินและแฟรงก์ สิเนตรา ไปจนถึงไมล์ส เดวิส และจากนักร้องอย่าง ลูเธอร์แวนดรอสและแครี ไซมอน ไปถึงเฮอร์บี แฮนค็อก มาร์คัสยังได้แสดงความสามารถระดับมืออาชีพและความเป็นพหูสูตรทางดนตรีกับสุดยอดศิลปินคนอื่นๆ“พอคุณมองไปถึงผลงานที่เขาทำมาทั้งหมดมาตลอดกับคนเยอะแยะนี่มันสุดแสนจะน่าประทับใจมาก” เจ.ไมเคิล แฮริสันดีเจรายการวิทยุชื่อดังกล่าว “การที่ใครสักคนสามารถจะเชื่อมโยงกับคนเยอะแยะได้นี่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่นะพูดถึงเรื่องไปโรงเรียน ก็เป็นโอกาสทองที่จะไปเรียนรู้ คุณจะได้ฟังโอกาสงามๆที่ว่านี้ได้จากงานดนตรีของเขา เมื่อใดที่ผมคิดถึงมาร์คัส มิลเลอร์ ผมคิดถึงคำว่า“ฟังก์” คุณจะต้องได้ยินอย่างแน่นอน แต่คุณก็ยังจะได้ยินลีลาท่วงทำนองได้ยินความรุ่มรวยที่มากับกระแสความคิดที่เป็นหนึ่งเดียวและการทำงานที่ตั้งใจทั้งหมดทั้งปวงนั้นรู้สึกได้ชัดเจนจากซาวด์ของมาร์คัส”


มาร์คัสเกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 1959เมืองบรู๊กลิน จากครอบครัวที่สนับสนุนให้เขาเดินตามความฝันในการเป็นนักดนตรี วิลเลียมมิลเลอร์ ผู้เป็นพ่อเล่นออร์แกนและอำนวยวงประสานเสียงที่โบสถ์ของครอบครัว วินตันเคลลี (เปียโน) ญาติของวิลเลียมและเป็นนักดนตรีที่เล่นในผลงานมหากาพย์ของไมล์สเดวิส Kind of Blue (โคลัมเบีย, 1959) หนูน้อยมาร์คัสเริ่มเปล่งประกายกับเครื่องดนตรีอย่างคลาริเน็ต, เปียโน และเบสกีตาร์ตั้งแต่เขาอายุได้เพียง 13 พออายุสัก15 ก็เริ่มหันมาเล่นอาชีพ ประจำอยู่กับแวดวงดนตรีในนิวยอร์กซิตี เล่นให้กับลอนนี ลิสตัน สมิธ (คียบอร์ด) และบ็อบบี ฮัมฟรีย์ (ฟลู้ต) ไม่นานนักก็เป็นดาวส่องแสงเป็นที่ต้องการจากมืออาชีพคนอื่นๆและเป็นสมาชิกวงแซตเทอร์เดย์ ไนต์ ไลฟ์ในช่วงปี 1978-79ในขณะที่สายเลือดแจ๊สของมาร์คัสยังคงไหลเวียนอย่างลึกซึ้งเขาก็ยังโดดเด่นในแง่ของงานริธึมแอนด์บลูส์อยู่เช่นเดียวกัน เขาได้เขียนเพลง,โปรดิวซ์ และบันทึกเสียงผลงาน 20 กว่าโปรเจ็กต์กับลูเธอร์ แวนดรอสในฐานะนักดนตรี มาร์คัสได้พัฒนาเทคนิกการตบและเกี่ยวสายด้วยนิ้วชี้กับนิ้วโป้ง ทั้งยังได้ขยายคำจำกัดความของเบสไร้เฟร็ตอีกด้วย

เพื่อนนักเบส,ผู้อำนวยวงและศิลปินมากความสามารถอย่าง วอร์เรน ออร์รีให้ข้อคิดเห็นเอาไว้ว่า“มาร์คัส มิลเลอร์เป็นตัวอย่างของใครคนหนึ่งที่เดินก้าวผ่านข้อจำกัดของเครื่องดนตรีไปผมหมายถึงว่าเขาเป็นคอมโพเซอร์ที่ยอดเยี่ยมพอๆ กับการเป็นนักดนตรีคนอย่างเขาไม่ถูกจำกัดอยู่ในแขนงใดแขนงหนึ่ง เขามองไปที่ดนตรีอย่างที่ผมทำมันคือดนตรีไงครับ คุณไม่จำเป็นต้องมานั่งแปะป้ายว่ามันคืออะไรสิ่งที่ผมมักจะใช้แยกแยะมันออกมา ซึ่งผมว่ามาร์คัสก็น่าจะเห็นด้วยก็คือการเล่นออกมาจากจิตวิญญาณ หนึ่งในเพลงที่น่าจับตามองมากที่สุดก็คือเพลง Tutu ซึ่งเขาเล่นให้ไมล์สเดวิสฟัง Tutu ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงและได้รับคำสรรเสริญในวงกว้างเป็นเพลงไตเติลแทร็กของผลงานปี 1986 ที่มาร์คัสโปรดิวซ์ให้กับวอร์เนอร์บราเธอร์ส อันเป็นหนึ่งในอัลบัมสำคัญต่อเส้นทางนักดนตรีของไมล์ส เดวิสในยุค 80เป็นอย่างมาก โปรเจ็กต์เทพชิ้นนี้ถูกเก็บเป็นบันทึกเป็นซีรีส์ชื่อก้องของสถานีวิทยุเอ็นพีอาร์มาร์คัสบอกว่า “ผมทำ Tutu ออกมาได้ยังไงน่ะเหรอ ก็เหมือนการเขียนรูปนะเขียนบนผ้าใบ ทีละชั้นๆ”เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นถูกจัดวางแทร็กแยกกันในตอนอัดเสียงที่สตูดิโอ ตรงกันข้ามกับ Renaissanceที่บันทึกเสียงพร้อมกันทั้งวงในห้องอัดซึ่งไม่ใช่วิธีที่นิยมกันสักเท่าไรในปัจจุบันนี้ หากแต่ก็เป็นเครื่องแสดงมาตรฐานในการบันทึกเสียงชั้นครูในยุคที่ผ่านมา

“ผลงาน Renaissance สิ่งที่ผมต้องการจริงๆก็คือ การย้อนกลับไปหาคุณค่าในอดีต” มาร์คัสเล่า “ผมรู้สึกตื่นเต้นจริงๆกับวงที่ผมเล่นอยู่ด้วยตอนนี้ และก็อยากจะเก็บหัวใจสำคัญในการแสดงสดของวงนี้เอาไว้ผมว่าในตอนนี้มันเป็นเรื่องสำคัญที่จะหวนกลับมาสู่สุนทรียศาสตร์แบบนั้น”นอกเหนือไปจากสมาชิกหลัก โมริส (ทรัมเป็ต), อเล็กซ์ (อัลโตแซ็กโซโฟน), คริส(เปียโนและเฟนเดอร์ โรดส์), อดัม (กีตาร์) และลุยส์ (กลอง) ก็ยังมีเฟเดอริโกกอนซาเลซ พีนา และบ็อบบี สปาร์กส สองมือคีย์บอร์ดสผู้ช่ำชอง, อดัม โรเจอร์ส(กีตาร์) และฌอน โจนส์ (ทรัมเป็ต) มาเป็นส่วนเติมเต็มเมื่อถามถึงเพลงที่ชอบในผลงานชุดนี้ มาร์คัสตอบว่า “ผมชอบเพลง Redemption ตอนที่ผมเขียนเพลงนี้ ก็รู้เลยว่าอัลบัมชุดนี้มีใจกลางของมันแล้วผมคิดจริงๆ นะว่าเพลงนี้จะครอบคลุมทั้งหมด มันเป็นเพลงที่อธิบายว่าตอนนี้ผมมาถึงตรงไหนแล้ว”เขายังพูดถึงว่า รู้สึกดีขนาดไหนเกี่ยวกับการตัดสินใจปิดท้ายอัลบัมด้วยเพลงอุทิศให้กับไมเคิลแจ็กสัน การตีความโซโลเบสที่สวยงามในเพลง I’ll Be There

ตัวอย่างไลฟ์สไตล์แบบนานาชาติของมาร์คัสผลงาน Renaissance ทำมาสเตอร์โดย ดาร์ซีพร็อพเพอร์ที่สตูดิโอวิสเซิลลูร์ด ในฮิลเวอร์ซัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ มิกซ์เสียงโดยเดวิด ไอแซ็ก, ทากะ ฮอนดะ และบรูซ มิลเลอร์ เพลงทั้งหมดใน Renaissance โปรดิวซ์และอะเรนจ์โดย มาร์คัส มิลเลอร์ ทั้งยังเขียนเพลงเองทั้งหมด 8 เพลงจาก 13 เพลง ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการผลิตร่วมกันกับแฮโรลด์กูด และแฮรี มาร์ติน ในฐานะผู้อำนวยการผลิตมาร์คัสยังได้มีส่วนร่วมในการประสานงาน, หาเงินทุนและทำงานด้านการจัดการในผลงานชุด Reanissance เองด้วย “โปรดิวเซอรในอัลบัมก็เหมือนผูกำกับภาพยนตร์งานของเราคือ ดึงเอาความสามารถเยี่ยมๆ ของศิลปินออกมาให้ได้มากที่สุดส่วนผู้อำนวยการผลิตก็เป็นคนที่คอยช่วยให้งานโปรดักชันราบรื่นไปตลอดรอดฝั่งผมมักจะให้ความสนใจกับเรื่องธุรกิจด้วยเหมือนกัน” มาร์คัสเล่า “ตอนที่เราทำอัลบัม Tutuผมต้องทำแผนธุรกิจด้วย ไมล์สก็ใส่ใจและชื่นชมผมในข้อนั้น หลังๆมานี่ไม่ค่อยมีใครจะมานั่งเป็นแต่ศิลปิน รอให้คนมาปั้นเราแล้วล่ะครับคุณต้องก้าวออกไปเอง หัดใช้เทคโนโลยี ใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์ทุกวันนี้ถ้าคุณเอาแต่ใช้เวลาฝึกโดยไม่สนใจอะไรอย่างอื่นเลยสุดท้ายก็จะเป็นได้แค่นักดนตรีในชุมชนแค่นั้นเอง คุณต้องหาจุดสมดุลย์ที่จะเอาเพลงของตัวเองออกไปให้คนอื่นฟังด้วย"

แม้กระนั้นมันก็ไม่ง่ายเลยมาร์คัสเองก็ยอมรับหน้าชื่น แต่ว่านี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด“โมสาร์ตยังต้องหาวิธีทำเงินทำมาหากินเลย เบโธเฟนก็คิดหาวิธีเหมือนกันทุกคนต่างต้องค้นหาใครสักคนหนึ่งที่จะมาจ่ายค่าตัวเรา”ช่างเป็นคำคมบาดใจจากสุดยอดนักดนตรีแมวเก้าชีวิต ผู้ซึ่งปฏิบัติตามคำแนะนำของตนเองอย่างเห็นได้ชัดจริงๆ

ผลงานน่าสนใจของมาร์คัสมิลเลอร์

Marcus Miller, Renaissance (คอนคอร์ด, 2012)
Marcus Miller, Tutu Revisited (เดรย์ฟัส,2011)
Marcus Miller, A Night in Monte Carlo (คอนคอร์ด, 2011)
Marcus Miller, Tales (พีอาร์เอ,1994)
Marcus Miller, The Sun Don't Lie (พีอาร์เอ,1993)
Miles Davis, Tutu (วอร์เนอร์ บราเธอร์ส,1986)
Luther Vandross, Give Me the Reason (เอพิก,1986)




 

Create Date : 31 ธันวาคม 2557
2 comments
Last Update : 31 ธันวาคม 2557 8:36:08 น.
Counter : 688 Pageviews.

 

 

โดย: deco_mom 1 มกราคม 2558 6:21:47 น.  

 

ผมเป็นมือกลองคนนึง ที่เล่นเบสด้วยในบางครั้ง และต้องบอกว่าตาคนนี้เป็นไอดอลคนนึง

ยินดีที่ได้รู้จักคนชอบดนตรีเหมือนกันนะครับ
ฝากบล็อกผมด้วยน๊า ขอบคุณมากครับ

 

โดย: Nutdrumhazard 7 มกราคม 2558 11:39:58 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

nunaggie
Location :
City of Angels, Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




"I still find each day too short for all the thoughts I want to think, all the walks I want to take, all the books I want to read, and all the friends I want to see." John Burroughs

Follow my twitter @nunaggie :)

"มีเรื่องราวอีกมากมายให้ชีวิตต้องเดินทางไปค้นหา เราคงไม่ค้นพบทุกอย่างได้ เพียงแค่ชั่วชีวิตเดียว"
Creative Commons License
© Supada Luangsirimongkol 2015.
qrcode
Friends' blogs
[Add nunaggie's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.