เกลียดจริง ๆ คนไม่จริงใจ
 
มีนาคม 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
27 มีนาคม 2552
 
 
5. ลักษณะของสารสนเทศที่ดี

1. มีความถูกต้อง แม่นยำ
2. ทันต่อการใช้งาน (ทันสมัยอยู่เสมอ)
3. ความสมบูรณ์ในตัวเอง
4. มีความกะทัดรัก ชัดเจน
5. ตรงกับความต้องการ

นอกจากนี้สารสนเทศที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้
- มีความลำเอียดแม่นยำ
- มีคุณสมบัติเชิงปริมาณ สามารถแสดงออกมาในรูปของตัวเลข
- มีความยอมรับได้
- ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว
- ไม่ลำเอียง
- ชัดเจน เข้าใจง่าย

แบบฝึกหัด
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย


Create Date : 27 มีนาคม 2552
Last Update : 12 มิถุนายน 2552 10:07:02 น. 181 comments
Counter : Pageviews.

 
1. การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มาhttp://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm


2. หลายท่านคงไม่ปฏิเสธว่าความต้องการของมนุษย์คือ ต้องการให้ตนเองมีความสุข แต่ความสุขของมนุษย์ที่ว่านั้นแล้วแต่ว่าจิตจะมีประสบการณ์สั่งสมมาเป็นอย่างไร บางคนบอกว่าต้องการให้ตนเองมีความสุขก็เพียงพอแล้ว บางคนบอกว่าอยากให้ตนเองมีความสุข เพื่อนและครอบครัวมีความสุขก็เพียงพอแล้ว หรือบางคนก็บอกว่าตนเองมีความสุขและก็ปรารถนาที่จะให้คนอื่นทั้งที่เป็นญาติตนและที่ไม่ใช่ญาติตนมีความสุขด้วย



1) มีบางครั้งที่รับปากคนอื่นแล้วทำไม่ได้ หรืออาสาแล้วทำไม่เต็มที่ไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่ตนเองรับมา ส่วนสิ่งที่ตนเองรับผิดชอบจะตั้งใจทำเต็มที่

2) คิดว่าตนเองเก่ง สามารถทำได้หลายอย่าง ไม่ยอมรับความสามารถของคนอื่น ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นคิดและทำ ตัวเองทำหมด หรือถ้าให้คนอื่น มักจะสั่งให้คนอื่นทำโดยไม่ให้คนอื่นช่วยคิด ถ้าหากผิดพลาดมาก็จะโยนความผิดให้คนที่ตนเองสั่ง ถ้าคนอื่นทำอะไรก็จะมีข้อตำหนิได้เสมอ แต่ตัวเองไม่มีผิดเลย เมื่อช่วยคนอื่นแล้วมักจะเอามาพูดทีหลังว่าได้ช่วยคนอื่น จ่ายเงินไปหรือหมดไปเท่าไหร่ บางครั้งทำบุญบริจาคเงินก็ยังพูดว่าทำบุญไปเท่าไหร่ ซึ่งแสดงถึงการเสียดายเงินที่ตัวเองจ่ายไป

3) มักจะหนักใจเสมอเวลาจะทำอะไร มองเห็นปัญหาและอุปสรรคมากมาย ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเงินยิ่งหนักใจ คิดว่าถ้าไม่มีเงินแล้วทำอะไรไม่ได้ เกิดทุกข์ร้อนถ้าขาดเงิน คิดว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญ เชิดชูคนที่มีเงินและทรัพย์สมบัติ และคิดว่าตนเองต้องหาเงินและหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเพิ่มขึ้นอีก ยินดีที่จะคบกับคนมีชื่อเสียง ไม่ค่อยสนใจหรือดูถูกคนที่ไม่ค่อยมีเงิน ดูคนมักจะดูที่การแต่งกายเครื่องประดับ

4) ชอบหาทางที่จะไม่ให้คนอื่นเอาเปรียบตน มองหาประโยชน์ตนเองปกป้องผลประโยชน์ให้กับตนและลูกอย่างเห็นได้ชัด ไม่มองคนอื่นแต่มองเห็นความต้องการของตนเป็นหลัก พยายามหาหนทางที่จะให้ตนเองดูโดดเด่น จนลืมนึกถึงว่าคนอื่นก็มีความสามารถเหมือนกันและมีความต้องการที่จะแสดงความสามารถของเขาเหมือนกับที่เราเป็น

5) ชอบใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหาต่างๆ เป็นคนโกรธง่าย บางครั้งผูกพยาบาทและจ้องจะเอาคืนคนที่ตนเองไม่พอใจด้วยวิธีการต่างๆ

6) ทำงานทุกอย่างเต็มที่ เมื่อมีปัญหาก็คิดว่าสามารถแก้ได้ ประสานงานกับคนอื่นได้ เมื่อมีผลงานก็ยกผลงานให้ทีมของตน ไม่คิดว่าตนเองดีคนเดียว และรับผิดชอบแล้วจะทำอย่างเต็มที่ มีความพยายามและอดทนต่อปัญหาและอุปสรรค และมักจะพัฒนาตนเองและองค์กรเสมอ

7) ชอบช่วยเหลือคนอื่น มีความเอื้อเฟื้อต่อคนในครอบครัว เพื่อน และญาติ ช่วยอนุเคราะห์คนอื่นเมื่อถึงคราวจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งของ เมื่อช่วยแล้วไม่เคยเอามาพูดให้คนอื่นฟังว่าตนเองช่วยไปเท่าไหร่ หมดไปเท่าไหร่ และจะยินดีกับคนอื่นเมื่อเขามีความสุขอย่างจริงใจ

ที่มา http://www.lpmp.org/index.php?option=com_content&task=view&id=86&Itemid=30


โดย: นศ.ณัฐชนันท์พร ศรีบุญเรือง (หมู่08 พฤ เช้า ) 52040332142 IP: 58.147.38.151 วันที่: 11 มิถุนายน 2552 เวลา:10:27:27 น.  

 
1.ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จง อธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ


โดย: นศ.เกศรินทร์ ไชยปัญญา (หมู่ 08 พฤ เช้า) IP: 58.147.38.151 วันที่: 11 มิถุนายน 2552 เวลา:11:54:25 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

คือ การที่จะทำอะไรๆให้เสร็จก่อนเวลาที่ถูกกำหนดไว้ หรือการซ่อมแซมวัสดุอุปกร์ให้มีสภาพที่ใช้งานได้ ก่อนที่เราจะนำไปใช้งาน


ที่มา นาย ตงประดิชญากาญจน์


5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog/?tag=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87

นาย ตง ประดิชญากาญจน์ (หมู่22 อังคารเช้า)


โดย: นาย ตง ประดิชญากาญจน์ IP: 114.128.16.131 วันที่: 14 มิถุนายน 2552 เวลา:12:23:35 น.  

 
ข้อที่ 1
การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มา http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm

ข้อที่ 2
มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog


โดย: นายนภศักดิ์ ชาทอง ม.29 พุธเช้า IP: 110.49.84.192 วันที่: 14 มิถุนายน 2552 เวลา:14:05:49 น.  

 
1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
1. ความเที่ยงตรง (Accuracy) สารสนเทศขององค์การที่ดีจะต้องมีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้ โดยไม่ให้มีความคลาดเคลื่อนหรือมีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ดังนั้นประสิทธิผลของการตัดสินใจจึงขึ้นอยู่กับความถูกต้องหรือความเที่ยงตรง ย่อมส่งผลกระทบทำให้การตัดสินใจมีความผิดพลาดตามไปด้วย

2. ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

3. ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ

4. การสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ (Relevance) สารสนเทศขององค์การที่ดีจะต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ จะต้องตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ที่จะนำไปใช้ในการตัดสินใจได้ ดังนั้นในการที่องค์การจะออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศในองค์การนั้น การสอบถามความต้องการของสารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมาก เช่น สนเทศในการบริหารการผลิต การตลาด และการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น

5. ตรวจสอบได้ (Verifiability) สารสนเทศที่ดีควรมีคุณลักษณะที่สามารถจะตรวจสอบได้โดยเฉพาะแหล่งที่มา การจัดรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ ทั้งนี้เพื่อให้การตัดสินใจได้เกิดความรอบครอบ การที่ผู้บริหารมองเห็นสารสนเทศบางเรื่องแล้วพบว่าทำไมจึงมีค่าที่ต่ำเกินไป หรือสูงเกินไป อาจต้องตรวจสอบความถูกต้องของสารสนเทศที่ได้มา ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้การติดสินใจเกิดผิดพลาด
2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
สารสนเทศต้องถูกต้องเม่นยำ เมื่อพิจารณาสารสนเทศแล้วต้องเข้าใจง่ายมีวิธีการรวบรวมข้อมูลที่น่าเชื่อ ถือ และเป็นวิธีที่ประหยัดเหมาะสมกับราคา นอกจากนี้ต้องตรวจสอบได้ ยืดหยุ่น สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้และที่สำคัญต้องมีความปลอดภัย
ที่มา
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2


โดย: นางสาวเกศรินทร์ ไชยปัญญา (ม.08 พฤ เช้า) IP: 124.157.220.45 วันที่: 14 มิถุนายน 2552 เวลา:16:46:14 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย


เพราะมีความสะดวกรวดเร๊ว รอบคอบ ในกานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา...
http://webhost.cpd.go.th/ewt/govclean/download/standard_good.doc


โดย: น.ส.วิภาดา นาสิงห์ขันธ์ หมู่8(พฤหัสเช้า) IP: 125.26.241.222 วันที่: 14 มิถุนายน 2552 เวลา:20:19:27 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

-นอกจากมีความสะดวกรวดเร๊วแล้ว การทำงานของคอมพิวเตอร์นั้นย่อมมีประสิทธิภาพทุกด้าน จะมีการประมวลข้อมูล ทำให้มีความสมบูรณ์ในตนเอง


ที่มา..
http://www.stks.or.th/blog/?tag=%


โดย: น.ส.วิภาดา นาสิงห์ขันธ์ หมู่8(พฤหัสเช้า) IP: 125.26.241.222 วันที่: 14 มิถุนายน 2552 เวลา:20:24:21 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
คุณลักษณะของสารสนเทศที่ดี
ในการจัดการเพื่อให้องค์การบรรลุถึงประสิทธิผลและประสิทธิภาพที่องค์การตั้งไว้นั้น ดังที่กล่าวมาแล้วว่าข้อมูลและสารสนเทศเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อทุกองค์การ ทั้งนี้สารสนเทศที่ดีควรมีลักษณะ ดังต่อไปนี้

1. ความเที่ยงตรง (Accuracy) สารสนเทศขององค์การที่ดีจะต้องมีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้ โดยไม่ให้มีความคลาดเคลื่อนหรือมีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ดังนั้นประสิทธิผลของการตัดสินใจจึงขึ้นอยู่กับความถูกต้องหรือความเที่ยงตรง ย่อมส่งผลกระทบทำให้การตัดสินใจมีความผิดพลาดตามไปด้วย
2. ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย
3. การสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ (Relevance) สารสนเทศขององค์การที่ดีจะต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ จะต้องตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ที่จะนำไปใช้ในการตัดสินใจได้ ดังนั้นในการที่องค์การจะออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศในองค์การนั้น การสอบถามความต้องการของสารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมาก เช่น สนเทศในการบริหารการผลิต การตลาด และการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น
4. ตรวจสอบได้ (Verifiability) สารสนเทศที่ดีควรมีคุณลักษณะที่สามารถจะตรวจสอบได้โดยเฉพาะแหล่งที่มา การจัดรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ ทั้งนี้เพื่อให้การตัดสินใจได้เกิดความรอบครอบ การที่ผู้บริหารมองเห็นสารสนเทศบางเรื่องแล้วพบว่าทำไมจึงมีค่าที่ต่ำเกินไป หรือสูงเกินไป อาจต้องตรวจสอบความถูกต้องของสารสนเทศที่ได้มา ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้การติดสินใจเกิดความผิดพลาด

คุณลักษณะดังกล่าวข้างต้น มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้บริหารงานบุคคลจะต้องพยายามจัดระบบให้มีความพร้อมครบถ้วนและพร้อมที่จะใช้งานได้ ปัญหาสำคัญที่องค์การส่วนมากมักจะต้องเผชิญ คือ การไม่สามารถสนองข้อมูลที่เกี่ยวกับบุคคลให้ทันกับความจำเป็นใช้ในการที่จะต้องดำเนินการหรือตัดสินปัญหาบางประการ ดังเช่น ถ้าหากมีเหตุเฉพาะหน้าที่ต้องการบุคคลที่มี คุณสมบัติอย่างหนึ่งในการบรรจุเข้าตำแหน่งหนึ่งอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น ซึ่งหากผู้จัดเตรียม ข้อมูลจะต้องใช้เวลาประมวลขึ้นมานานเป็นเดือนก็ย่อมถือได้ว่า ข้อมูลที่สนองให้นั้นช้ากว่าเหตุการณ์ หรือในอีกทางหนึ่ง บางครั้งแม้จะเสนอข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่เป็นข้อมูลที่เป็นรายละเอียดมากเกินไปที่ไม่อาจพิจารณาแยกแยะคุณสมบัติที่สำคัญ หรือข้อมูลที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับบุคคลอย่างเด่นชัด ก็ย่อมทำให้การใช้ข้อมูลนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก


ที่มา http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2


โดย: น.ส.นิตยา กลิ่นเมือง ( หมู่ 15 ศ. เช้า ) IP: 124.157.230.253 วันที่: 15 มิถุนายน 2552 เวลา:13:36:45 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ
1. ความละเอียดแม่นยำ คือ สารสนเทศจะต้องมีความละเอียดแม่นยำในการวัดข้อมูล ให้ความเชื่อถือได้สูง มีรายละเอียดของข้อมูล และแหล่งที่มาของข้อมูลที่ถูกต้อง
2. คุณสมบัติเชิงปริมาณ คือความสามารถที่จะแสดงออกมาในรูปของตัวเลขได้ และสามารถเปรียบเทียบในเชิงปริมาณได้
3. ความยอมรับได้ คือ ระดับความยอมรับได้ของกลุ่มผู้ใช้สารสนเทศอย่างเดียวกัน สารสนเทศควรมีลักษณะเดียวกันในกลุ่มผู้ใช้งาน หรือใกล้เคียงกันโดยสามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น การใช้เครื่องมือเพื่อวัดคุณภาพการผลิตสินค้า เครื่องมือดังกล่าวจะต้องเป็นที่ยอมรับได้ว่าสามารถวัดค่าของคุณภาพได้อย่างถูกต้อง
4. การใช้ได้ง่าย คือ ความสามารถนำไปใช้งานได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ทั้งในส่วนของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน
5. ความไม่ลำเอียง ซึ่งหมายถึง ไม่เป็นสารสนเทศที่มีจุดประสงค์ที่จะปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่าง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดไปจากความเป็นจริง หรือแสดงข้อมูลที่ผิดจากความเป็นจริง
6. ชัดเจน ซึ่งหมายถึง สารสนเทศจะต้องมีความคลุมเครือน้อยที่สุด สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย
ที่มา th.wikipedia.org/wiki
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2
web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/network/it/index.html


โดย: น.ส.นิตยา กลิ่นเมือง ( หมู่ 15 ศ. เช้า ) IP: 124.157.230.253 วันที่: 15 มิถุนายน 2552 เวลา:13:38:02 น.  

 
แบบฝึกหัดที่ 5

5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบ

ทันต่อการใช้งาน คือ สารสนเทศที่ดีต้องได้รับทันต่อการใช้ประโยชน์ กล่าวคือ ไม่ช้าจน ไม่สามารถจะบอกถึงสภาพการณ์ หรือแนวโน้มการเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้ ควรที่จะรวมข้อมูลเป็นงวด ๆ และทำรายงานประจำงวด ช่วงเวลาที่เหมาะสมของการจัดทำสารสนเทศ และการรายงานสารสนเทศจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาให้ดีในแต่ละองค์กร


5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบ

มีความสมบูรณ์ในตนเอง คือ เก็บรวบรวมสารสนเทศที่เกี่ยวข้องได้ครอบคลุมถูกต้อง คุณสมบัติข้อนี้แสดงถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของสารสนเทศ ซึ่งนับว่าสำคัญมาก เพราะแม้สารสนเทศนั้นจะต้องต่อความต้องการและผลิตได้ทันต่อเวลา แต่ว่าขาดความถูกต้องแล้วจะหาประโยชน์ไม่ได้เลยกลับจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและเกิดผลเสียต่อองค์การได้


ที่มา
http://www.bpcd.net/new_subject/library/ebook/ict/ict_fundamental/12331.html



โดย: นางสาวภัทราภรณ์ อุ่นจิต 52240236104 หมู่ 1(พิเศษ) IP: 125.26.217.119 วันที่: 15 มิถุนายน 2552 เวลา:15:53:43 น.  

 
1.2 สังคมสารสนเทศ

สังคมสารสนเทศหรือสังคมแห่งข่าวสาร (The Information Society) เป็นสังคมที่มีการนำสารสนเทศในรูปแบบต่างๆ มาช่วยตัดสินใจ เพื่อดำเนินกิจกรรมทั้งเพื่อตนเอง องค์กร สังคมและชุมชน ทั้งนี้สามารถกล่าวได้ว่าโลกในยุคปัจจุบัน คือ ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคของสังคม สารสนเทศนั่นเอง โดยสิ่งสำคัญที่ทำให้ได้สารสนเทศที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการ ทันเวลา และสามารถประกอบการตัดสินใจ ได้แก่ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า IT ทั้งนี้ประกอบด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ ผสมผสานกัน เช่น
* เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (Computer Technology)
* เทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูล (Communication Technology)
ทั้งนี้บุคคลต่าง ๆ ในสังคมแห่งใหม่นี้ จำเป็นต้องมีการพัฒนาศักยภาพตนเองอยู่ตลอดเวลา ทั้งด้านความรู้และทักษะเพื่อสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ได้
คุณลักษณะของสังคมสารสนเทศ
1. เป็นสังคมที่มีการใช้สารสนเทศ โดยเน้นด้านอิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจุบันหลัก
2. เป็นสังคมที่มีการใช้ IT เพื่อการได้มา จัดเก็บ ประมวลผล สืบค้น และเผยแพร่สารสนเทศให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
3. เป็นสังคมที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์ หรืออุปกรณ์ที่มี Microprocessor เป็นตัวควบคุมการทำงาน
4. เป็นสังคมที่ผู้ใช้สามารถใช้ IT ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม
คุณลักษณะของสารสนเทศที่ดี
ในการจัดการเพื่อให้องค์การบรรลุถึงประสิทธิผลและประสิทธิภาพที่องค์การตั้งไว้นั้น ดังที่กล่าวมาแล้วว่าข้อมูลและสารสนเทศเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อทุกองค์การ ทั้งนี้สารสนเทศที่ดีควรมีลักษณะ ดังต่อไปนี้
1. ความเที่ยงตรง (Accuracy) สารสนเทศขององค์การที่ดีจะต้องมีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้ โดยไม่ให้มีความคลาดเคลื่อนหรือมีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ดังนั้นประสิทธิผลของการตัดสินใจจึงขึ้นอยู่กับความถูกต้องหรือความเที่ยงตรง ย่อมส่งผลกระทบทำให้การตัดสินใจมีความผิดพลาดตามไปด้วย
2. ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย
3. ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ
4. การสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ (Relevance) สารสนเทศขององค์การที่ดีจะต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ จะต้องตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ที่จะนำไปใช้ในการตัดสินใจได้ ดังนั้นในการที่องค์การจะออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศในองค์การนั้น การสอบถามความต้องการของสารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมาก เช่น สนเทศในการบริหารการผลิต การตลาด และการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น
5. ตรวจสอบได้ (Verifiability) สารสนเทศที่ดีควรมีคุณลักษณะที่สามารถจะตรวจสอบได้โดยเฉพาะแหล่งที่มา การจัดรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ ทั้งนี้เพื่อให้การตัดสินใจได้เกิดความรอบครอบ การที่ผู้บริหารมองเห็นสารสนเทศบางเรื่องแล้วพบว่าทำไมจึงมีค่าที่ต่ำเกินไป หรือสูงเกินไป อาจต้องตรวจสอบความถูกต้องของสารสนเทศที่ได้มา ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้การติดสินใจเกิดความผิดพลาด
คุณลักษณะดังกล่าวข้างต้น มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้บริหารงานบุคคลจะต้องพยายามจัดระบบให้มีความพร้อมครบถ้วนและพร้อมที่จะใช้งานได้ ปัญหาสำคัญที่องค์การส่วนมากมักจะต้องเผชิญ คือ การไม่สามารถสนองข้อมูลที่เกี่ยวกับบุคคลให้ทันกับความจำเป็นใช้ในการที่จะต้องดำเนินการหรือตัดสินปัญหาบางประการ ดังเช่น ถ้าหากมีเหตุเฉพาะหน้าที่ต้องการบุคคลที่มี คุณสมบัติอย่างหนึ่งในการบรรจุเข้าตำแหน่งหนึ่งอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น ซึ่งหากผู้จัดเตรียม ข้อมูลจะต้องใช้เวลาประมวลขึ้นมานานเป็นเดือนก็ย่อมถือได้ว่า ข้อมูลที่สนองให้นั้นช้ากว่าเหตุการณ์ หรือในอีกทางหนึ่ง บางครั้งแม้จะเสนอข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่เป็นข้อมูลที่เป็นรายละเอียดมากเกินไปที่ไม่อาจพิจารณาแยกแยะคุณสมบัติที่สำคัญ หรือข้อมูลที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับบุคคลอย่างเด่นชัด ก็ย่อมทำให้การใช้ข้อมูลนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก
นอกจากลักษณะที่ดีของสารสนเทศดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีคุณสมบัติที่แอบแฝงของสารสนเทศอีกบางลักษณะที่สัมพันธ์กับระบบสารสนเทศ และวิธีการดำเนินงานของระบบ สารสนเทศ ซึ่งจะมีความสำคัญแตกต่างกันไปตามลักษณะงานเฉพาะอย่าง ซึ่งได้แก่
1. ความละเอียดแม่นยำ คือ สารสนเทศจะต้องมีความละเอียดแม่นยำในการวัดข้อมูล ให้ความเชื่อถือได้สูง มีรายละเอียดของข้อมูล และแหล่งที่มาของข้อมูลที่ถูกต้อง
2. คุณสมบัติเชิงปริมาณ คือความสามารถที่จะแสดงออกมาในรูปของตัวเลขได้ และสามารถเปรียบเทียบในเชิงปริมาณได้
3. ความยอมรับได้ คือ ระดับความยอมรับได้ของกลุ่มผู้ใช้สารสนเทศอย่างเดียวกัน สารสนเทศควรมีลักษณะเดียวกันในกลุ่มผู้ใช้งาน หรือใกล้เคียงกันโดยสามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น การใช้เครื่องมือเพื่อวัดคุณภาพการผลิตสินค้า เครื่องมือดังกล่าวจะต้องเป็นที่ยอมรับได้ว่าสามารถวัดค่าของคุณภาพได้อย่างถูกต้อง
4. การใช้ได้ง่าย คือ ความสามารถนำไปใช้งานได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ทั้งในส่วนของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน
5. ความไม่ลำเอียง ซึ่งหมายถึง ไม่เป็นสารสนเทศที่มีจุดประสงค์ที่จะปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่าง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดไปจากความเป็นจริง หรือแสดงข้อมูลที่ผิดจากความเป็นจริง
6. ชัดเจน ซึ่งหมายถึง สารสนเทศจะต้องมีความคลุมเครือน้อยที่สุด สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย

ที่มา : http://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1.2.html


โดย: นางสาวอรธิรา บัวลา บช.บ. 1/3 เรียนวันพุธ คาบ 2 - 5 เมล์ manay_manay@hotmail.com IP: 113.53.161.51 วันที่: 16 มิถุนายน 2552 เวลา:23:19:35 น.  

 
5.2 อะไรที่มนุษย์ควรให้ความสนใจเพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

มนุษย์จะต้องอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน รวมทั้งพึ่งพาทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกนี้ ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างต้องเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน มนุษย์เกื้อหนุนต่อสัตว์ พืช และสิ่งไม่มีชีวิตทั้งหลาย สัตว์ก็ต้องพึ่งพามนุษย์ พืช และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ พืชก็ยังต้องพึ่งสัตว์รวมทั้งมนุษย์ ดวงอาทิตย์ และสิ่งที่ไม่มีชีวิต เพื่อการดำรงชีวิต และที่สำคัญมนุษย์ก็ต้องเกื้อหนุนมนุษย์ด้วยกันเอง สงครามและการสู้รบกันแสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีการแข่งขันชิงความเป็นผู้ชนะและชิงความมีอำนาจ ยึดตัวเองเป็นใหญ่และคิดว่าตนเองเก่ง สร้างประโยชน์ส่วนตนและเกิดความเสียหายให้กับส่วนรวมทั่วโลก เมื่อมองเฉพาะในองค์กรซึ่งเป็นที่ทำงานของคนหลายคนเพื่อให้หน่วยงานหรือองค์กรนั้นประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่คนที่ทำงานร่วมกันจะต้องมีพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ดังคำถามที่เกี่ยวกับความรู้สึกกับการกระทำบางอย่าง ให้ท่านพิจารณาและแสดงความคิดเห็น ดังต่อไปนี้

1) ท่านชอบคบกับคนที่เป็นมือปืนหรือไม่ หรือถ้าเพื่อนเรามีอาชีพฆ่าสัตว์เราจะทำอย่างไร

2) ลูกหลานท่านชอบลักขโมย หยิบของของคนอื่นแล้วเอามาเป็นของตนเอง ท่านชอบหรือไม่ แล้วท่านจะทำอย่างไร

3) ถ้าพี่สาวเรามีสามีแล้ว สามีช่วยดูแลลูกและช่วยหาเลี้ยงครอบครัวเป็นอย่างดี แต่พี่สาวไปมีสามีใหม่ ทิ้งลูกให้อยู่กับพ่อโดยไม่สนใจเลยและลูกก็มีปัญหาเนื่องจากไม่ได้รับความอบอุ่นเต็มที่ ท่านชอบหรือไม่

4) เพื่อนเราพูดคำหยาบ พูดไม่เพราะ พูดให้คนอื่นเสียหาย หรือแตกแยก เราชอบหรือไม่

5) เพื่อนที่ทำงานดื่มสุรามาทุกวัน ไม่สามารถทำงานได้ ให้ทำงานกับหน่วยงานอื่นก็สร้างความเสียหายให้กับหน่วยงาน ขับรถก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง บางวันก็ขาดงาน ท่านชอบหรือไม่

จากตัวอย่างที่กล่าวมา 5 ข้อนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องมีเป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ซึ่งเรียกว่าศีลห้านั่นเองคือไม่ฆ่า ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดโกหก และไม่เสพของมึนเมา แต่นอกเหนือจากนั้น ถ้าจะพัฒนาให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จะต้องประกอบด้วยคุณธรรมนอกเหนือจากห้าข้อ ดังจะยกตัวอย่างการแสดงออกของคน ให้ท่านพิจารณาเองว่าการแสดงออกของคนแบบใดที่ท่านอยากเข้าใกล้และอยากพูดคุยด้วย



คุณธรรมที่จะทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

1) มีบางครั้งที่รับปากคนอื่นแล้วทำไม่ได้ หรืออาสาแล้วทำไม่เต็มที่ไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่ตนเองรับมา ส่วนสิ่งที่ตนเองรับผิดชอบจะตั้งใจทำเต็มที่

2) คิดว่าตนเองเก่ง สามารถทำได้หลายอย่าง ไม่ยอมรับความสามารถของคนอื่น ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นคิดและทำ ตัวเองทำหมด หรือถ้าให้คนอื่น มักจะสั่งให้คนอื่นทำโดยไม่ให้คนอื่นช่วยคิด ถ้าหากผิดพลาดมาก็จะโยนความผิดให้คนที่ตนเองสั่ง ถ้าคนอื่นทำอะไรก็จะมีข้อตำหนิได้เสมอ แต่ตัวเองไม่มีผิดเลย เมื่อช่วยคนอื่นแล้วมักจะเอามาพูดทีหลังว่าได้ช่วยคนอื่น จ่ายเงินไปหรือหมดไปเท่าไหร่ บางครั้งทำบุญบริจาคเงินก็ยังพูดว่าทำบุญไปเท่าไหร่ ซึ่งแสดงถึงการเสียดายเงินที่ตัวเองจ่ายไป

3) มักจะหนักใจเสมอเวลาจะทำอะไร มองเห็นปัญหาและอุปสรรคมากมาย ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเงินยิ่งหนักใจ คิดว่าถ้าไม่มีเงินแล้วทำอะไรไม่ได้ เกิดทุกข์ร้อนถ้าขาดเงิน คิดว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญ เชิดชูคนที่มีเงินและทรัพย์สมบัติ และคิดว่าตนเองต้องหาเงินและหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเพิ่มขึ้นอีก ยินดีที่จะคบกับคนมีชื่อเสียง ไม่ค่อยสนใจหรือดูถูกคนที่ไม่ค่อยมีเงิน ดูคนมักจะดูที่การแต่งกายเครื่องประดับ

4) ชอบหาทางที่จะไม่ให้คนอื่นเอาเปรียบตน มองหาประโยชน์ตนเองปกป้องผลประโยชน์ให้กับตนและลูกอย่างเห็นได้ชัด ไม่มองคนอื่นแต่มองเห็นความต้องการของตนเป็นหลัก พยายามหาหนทางที่จะให้ตนเองดูโดดเด่น จนลืมนึกถึงว่าคนอื่นก็มีความสามารถเหมือนกันและมีความต้องการที่จะแสดงความสามารถของเขาเหมือนกับที่เราเป็น

5) ชอบใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหาต่างๆ เป็นคนโกรธง่าย บางครั้งผูกพยาบาทและจ้องจะเอาคืนคนที่ตนเองไม่พอใจด้วยวิธีการต่างๆ

6) ทำงานทุกอย่างเต็มที่ เมื่อมีปัญหาก็คิดว่าสามารถแก้ได้ ประสานงานกับคนอื่นได้ เมื่อมีผลงานก็ยกผลงานให้ทีมของตน ไม่คิดว่าตนเองดีคนเดียว และรับผิดชอบแล้วจะทำอย่างเต็มที่ มีความพยายามและอดทนต่อปัญหาและอุปสรรค และมักจะพัฒนาตนเองและองค์กรเสมอ

7) ชอบช่วยเหลือคนอื่น มีความเอื้อเฟื้อต่อคนในครอบครัว เพื่อน และญาติ ช่วยอนุเคราะห์คนอื่นเมื่อถึงคราวจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งของ เมื่อช่วยแล้วไม่เคยเอามาพูดให้คนอื่นฟังว่าตนเองช่วยไปเท่าไหร่ หมดไปเท่าไหร่ และจะยินดีกับคนอื่นเมื่อเขามีความสุขอย่างจริงใจ



จากตัวอย่างของการแสดงออกข้างต้น ท่านคงตัดสินใจได้ว่าคนแบบไหนที่ท่านอยากพูดคุยด้วย เข้าใกล้แล้วรู้สึกสบายใจ และอยากจะคบเป็นเพื่อน และมีคุณธรรมอะไรบ้างที่จะทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ จะเห็นว่าทั้ง 7 ข้อนั้น 2 ข้อสุดท้ายแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนมีคุณธรรมที่ทำให้มนุษย์ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นความพยายาม อดทน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่นำเรื่องเงินมาเป็นที่ตั้งของการดำเนินชีวิต มีความยินดีเมื่อคนอื่นได้ดี และพยายามพัฒนาความสามารถของตนเอง ถ้าเป็นคุณธรรมขั้นสูงคือสามารถช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเต็มใจ ไม่เลือกว่าชอบหรือไม่ชอบ ซึ่งจากคุณธรรมที่กล่าวมานั้น สามารถใช้ได้กับครอบครัวเช่นกัน ถ้าหากคนในครอบครัวขาดศีลห้าข้อแล้วครอบครัวก็จะไม่ก่อเกิดความรัก ความอบอุ่น และถ้าเราเลี้ยงลูกโดยใช้หลักการพึ่งพาซึ่งกันและกันใช้คุณธรรมเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ โดยไม่ยึดเรื่องเงินเป็นหลัก การที่เลี้ยงลูกด้วยเงิน หรือพูดเรื่องเงินซ้ำซาก จะทำให้ทุกคนเบื่อหน่าย ดังที่ยกตัวอย่างมาให้เห็นแล้วว่าเงินไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ต้องการ เงินไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง แต่การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยอย่างจริงใจ ช่วยแล้วไม่เอามาพูดอีกว่าช่วยเท่าไหร่ การมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง การตั้งใจจดจ่ออยู่กับหน้าที่ของตน และพัฒนาตนเองเสมอๆ สิ่งที่ดีอื่นๆ ก็จะตามมาเอง ได้รับความสุขและพึงพอใจในตนเอง ทำให้มีจิตใจและร่างกายที่เข้มแข็ง การมีคุณธรรมที่กล่าวมานั้น เป็นการพัฒนาจิตหรือยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น นั่นถือว่าเราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และสามารถที่จะอยู่กับครอบครัว ที่ทำงานและสังคมโลกอย่างมีความสุข

ที่มา : http://www.lpmp.org/index.php?option=com_content&task=view&id=86&Itemid=30


โดย: นางสาวอรธิรา บัวลา บช.บ. 1/3 เรียนวันพุธ คาบ 2 - 5 เมล์ manay_manay@hotmail.com IP: 113.53.161.51 วันที่: 16 มิถุนายน 2552 เวลา:23:24:36 น.  

 
ข้อที่ 1

การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มา http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm

ข้อที่ 2

มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog


โดย: นางสาววิภาวี พลวี (หมู่ 8 พฤ เช้า ) IP: 125.26.168.206 วันที่: 17 มิถุนายน 2552 เวลา:16:38:01 น.  

 
ข้อที่ 1

คือ สามารถตอบสนองตามความต้องการของผู้ที่จะนำไปใช้งาน เช่นต้องการทราบส่วนสูงของกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุ 12 – 15 ปี และแยกระหว่างชาย กับหญิง เพื่อเก็บข้อมูลนำไปใช้ในการผลิตเสื้อนักเรียนชั้นมัธยมตอนต้น ออกจำหน่ายในท้องตลาด

http://www.geocities.com/t1school/IT.htm


ข้อที่ 2

ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ

http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2


โดย: นางสาวปวีณา บรรยงค์ หมู่ 1 เรียนบ่าย-วันจัทร์ รหัส50040302112 IP: 192.168.1.49, 124.157.245.253 วันที่: 17 มิถุนายน 2552 เวลา:22:13:02 น.  

 
ข้อที่1
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

ที่มา http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=418c374198be5812

ข้อที่2
มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จง อธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์

ที่มา http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2&clk=wttpcts




โดย: นางสาวชลดา บุญรุ่ง หมู่8(พฤหัสเช้า) IP: 192.168.1.115, 58.147.38.196 วันที่: 18 มิถุนายน 2552 เวลา:14:07:05 น.  

 
1. สารสนเทศที่ดีต้องมีความความถูกต้อง (Accurate) และไม่มีความผิดพลาด
2. ผู้ที่มีสิทธิใช้สารสนเทศสามารถเข้าถึง (Accessible) สารสนเทศได้ง่าย ในรูปแบบ และเวลาที่เหมาะสม ตาม
ความต้องการของผู้ใช้
3. สารสนเทศต้องมีความชัดเจน (Clarity) ไม่คลุมเครือ
4. สารสนเทศที่ดีต้องมีความสมบูรณ์ (Complete) บรรจุไปด้วยข้อเท็จจริงที่มีสำคัญครบถ้วน
5. สารสนเทศต้องมีความกะทัดรัด (Conciseness) หรือรัดกุม เหมาะสมกับผู้ใช้
6. กระบวนการผลิตสารสนเทศต้องมีความประหยัด (Economical) ผู้ที่มีหน้าที่ตัดสินใจมักจะต้องสร้างดุลยภาพ
ระหว่างคุณค่าของสารสนเทศกับราคาที่ใช้ในการผลิต
7. ต้องมีความยึดหยุ่น (Flexible) สามารถในไปใช้ในหลาย ๆ เป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์
8. สารสนเทศที่ดีต้องมีรูปแบบการนำเสนอ (Presentation) ที่เหมาะสมกับผู้ใช้ หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง
9. สารสนเทศที่ดีต้องตรงกับความต้องการ (Relevant/Precision) ของผู้ที่ทำการตัดสินใจ
10. สารสนเทศที่ดีต้องมีความน่าเชื่อถือ (Reliable) เช่น เป็นสารสนเทศที่ได้มาจากกรรมวิธีรวบรวมที่น่าเชื่อ ถือ หรือแหล่ง (Source) ที่น่าเชื่อถือ เป็นต้น
11. สารสนเทศที่ดีควรมีความปลอดภัย (Secure) ในการเข้าถึงของผู้ไม่มีสิทธิใช้สารสนเทศ
12. สารสนเทศที่ดีควรง่าย (Simple) ไม่สลับซับซ้อน มีรายละเอียดที่เหมาะสม (ไม่มากเกินความจำเป็น)
13. สารสนเทศที่ดีต้องมีความแตกต่าง หรือประหลาด (Surprise) จากข้อมูลชนิดอื่น ๆ
14. สารสนเทศที่ดีต้องทันเวลา (Just in Time : JIT) หรือทันต่อความต้องการ (Timely) ของผู้ใช้ หรือสามารถส่ง
ถึงผู้รับได้ในเวลาที่ผู้ใช้ต้องการ
15. สารสนเทศที่ดีต้องเป็นปัจจุบัน (Up to Date) หรือมีความทันสมัย ใหม่อยู่เสมอ มิเช่นนั้นจะไม่ทันต่อการ
เปลี่ยนแปลงที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
16. สารสนเทศที่ดีต้องสามารถพิสูจน์ได้ (Verifiable) หรือตรวจสอบจากหลาย ๆ แหล่ง ได้ว่ามีความถูกต้อง ที่มา :guru.google.co.th/guru/thread?tid=418c374198be5812


โดย: น.ส.ชฎาพร โสภาคำ รหัส52040281117ชีววิทยา(จุลชีววิทยา) ม.8 พฤ(เช้า) IP: 124.157.220.178 วันที่: 21 มิถุนายน 2552 เวลา:16:13:26 น.  

 
5.1
ทันต่อการใช้งาน คือ สารสนเทศที่ดีต้องได้รับทันต่อการใช้ประโยชน์ กล่าวคือ ไม่ช้าจน ไม่สามารถจะบอกถึงสภาพการณ์ หรือแนวโน้มการเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้ ควรที่จะรวมข้อมูลเป็นงวด ๆ และทำรายงานประจำงวด ช่วงเวลาที่เหมาะสมของการจัดทำสารสนเทศ และการรายงานสารสนเทศจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาให้ดีในแต่ละองค์กร

5.2
ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา :www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm


โดย: วันพฤหัส(เช้า)หมู่8 นางสาวเจนจิรา จุตตะโน 52040302126 IP: 1.1.1.157, 202.29.5.62 วันที่: 24 มิถุนายน 2552 เวลา:22:58:29 น.  

 
แบบฝึกหัด 5

5.1 ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบ ทันต่อการใช้งาน หมายถึง
ความรวดเร็วและมีข้อมูลที่ทันเหตุการณ์เป็นปัจจุบัน การได้มาของข้อมูลจำเป็นต้องให้ทันต่อความต้องการของผู้ใช้ มีการตอบสนองต่อผู้ใช้ได้เร็ว ตีความหมายสารสนเทศได้ทันต่อเหตุการณ์หรือความต้องการ มีการออกแบบระบบการเรียกค้น และรายงานตามความต้องการของผู้ใช้

ที่มา http://www.nukul.ac.th/it/content/01/1-1.html

5.2 มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบ ความสมบูรณ์ในตนเอง หมายถึง
ความสมบูรณ์และกระทัดรัด พิจารณาจากการรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงที่กระจัดกระจายให้ได้ปริมาณพอเหมาะครอบคลุมประเด็นที่ต้องใช้ประโยชน์ในเรื่องนั้น ๆ ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายถึงการรวบรวมรายละเอียดเชิงปริมาณมาก จนเกินประโยชน์ใช้สอย จำเป็นต้องจัดกระทำให้กระทัดรัด และนำเสนอให้เกิดประโยชน์ เช่น เลือกนำเสนอในรูปแบบแผนภูมิ แผนภาพ ตารางสรุป เพื่อให้เห็นได้สะดวกย่อมดีกว่าการบรรยายรายละเอียดของข้อมูล ความสมบูรณ์ของสารสนเทศขึ้นอยู่กับการรวบรวมข้อมูลและวิธีการทางปฏิบัติด้วย ในการดำเนินการจัดทำสารสนเทศต้องสำรวจและสอบถามความต้องการใช้ข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ในระดับหนึ่งที่เหมาะสม

ที่มา http://www.thaigoodview.com/node/19324


โดย: นางสาว สมฤทัย มิตรอุดม รหัสนักศึกษา 51040240104 ( หมู่ 1 จันทร์บ่าย ) IP: 172.29.147.5, 58.137.131.62 วันที่: 25 มิถุนายน 2552 เวลา:11:14:51 น.  

 
ความรวดเร็วและเป็นปัจจุบัน การได้มาของข้อมูลจำเป็นต้องให้ทันต่อความต้องการของผู้ใช้ มีการตอบสนองต่อผู้ใช้ได
้เร็ว ตีความหมายสารสนเทศได้ทันต่อเหตุการณ์หรือความต้องการ มีการออกแบบระบบการเรียนค้น และรายงานตามผู้ใช้


โดย: นาย กฤษฎา ศรีรักษา ศุกร์(เช้า) ม.15 IP: 58.147.38.36 วันที่: 25 มิถุนายน 2552 เวลา:15:24:15 น.  

 
ความสมบูรณ์ ความสมบูรณ์ของสารสนเทศขึ้นกับการรวบรวมข้อมูลและวิธีการทางปฏิบัติด้วย ในการดำเนินการจัดทำ
สารสนเทศต้องสำรวจและสอบถามความต้องการใช้ข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ในระดับหนึ่งที่เหมาะสม
ความชัดเจนและกะทัดรัด การจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากจะต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมากจึงจำเป็นต้องออกแบบโครงสร้างข้อมูลให้กะทัดรัดสื่อความหมายได้ มีการใช้รกัสหรือย่นย่อข้อมูลให้เหมาะสมเพื่อที่จะจัดเก็บเข้าไว้ในระบบคอมพิว
เตอร์



โดย: นาย กฤษฎา ศรีรักษา ศุกร์(เช้า) ม.15 IP: 58.147.38.36 วันที่: 25 มิถุนายน 2552 เวลา:15:25:32 น.  

 
5.1 ความถูกต้องเที่ยงตรง (Accuracy) หมายถึง อัตราส่วนของสารสนเทศที่ถูกต้องกับจำนวนสารสนเทศทั้งหมดในช่วงเวลาหนึ่ง สารสนเทศที่ดีจะต้องมีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้โดยไม่ให้ความคลาดเคลื่อนหรือมีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุดเพราะประสิทธิผลของการตัดสินใจขึ้นอยู่กับความถูกต้องเที่ยงตรงของสารสนเทศ ยิ่งสารสนเทศมีความถูกต้องมากเท่าใด ก็ยิ่งมีคุณค่าต่อผู้ใช้มากเท่านั้น เช่น ในเวลา 1 เดือนมีสารสนเทศที่ถูกต้องตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง 970 รายการ จากจำนวนสารสนเทศทั้งหมด 1,000 รายการ ระดับความถูกต้องคิดเป็นร้อยละ 97 ผิดพลาด ร้อยละ 3 ระดับความถูกต้องนี้จะถือว่าเพียงพอหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับลักษณะงาน5.2 ความรวดเร็วทันต่อการใช้งาน (Timeliness) หมายถึง การได้รับสารสนเทศมาทันเวลาต่อความต้องการใช้งาน เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าได้สารสนเทศมาล่าช้าก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการตัดสินใจด้วยสำหรับช่วงเวลาที่อยู่ตลอดเวลา ถ้าได้สารสนเทศมาล่าช้าก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการตัดสินใจด้วยสำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมก็คือ ต้องสามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันเหตุการณ์ และไม่รวดเร็วจนไม่สามารถแสดงให้เห็นแนวโน้ม หรือการเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้ ไม่ใช่ทุกครั้งที่เก็บข้อมูล เช่น การรายตามปกติ ถ้าทำรายงานทุกครั้งทันทีที่เก็บข้อมูลมาได้ ก็จะได้รายงานที่รวดเร็ว แต่ก็จะทำให้ปริมาณของรายงานมีมากเกินไป และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ซึ่งค่าใช้จ่าย ซึ่งถ้ารวบรวมข้อมูลไว้เป็นงวด ๆ แล้วจึงจัดทำเป็นรายงานประจำงวด ก็จะเหมาะสมและประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์5.3 ความสมบูรณ์ (Completeness) แม้ว่าองค์การจะมีสารสนเทศที่ถูกต้อง และได้มาอย่างรวดเร็วทันเวลาแล้วก็ตาม แต่ถ้าสารสนเทศนั้นไม่ครบถ้วนสมบูรณ์พอที่จะทำการวินิจฉัยได้สารสนเทศนั้นก็ไม่สามารถใช้เพิ่มประสิทธิภาพของการตัดสินใจได้ หรือกรณีที่มีสารสนเทศครบถ้วนในเวลาที่ต้องการแต่สารสนเทศนั้นกระจายทั่วไปในรายงานฉบับต่าง ๆ ไม่มีการนำมารวมสรุปจัดเป็นหมวดหมู่ไว้ให้สมบูรณ์ ก็ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้บริหารในการที่จะนำมาใช้งาน5.4 ความกะทัดรัด (Conciseness) หมายถึง สารสนเทศที่มีรูปแบบที่สะดวกต่อการใช้งานไม่เยิ่นเย้อ ได้ใจความสมบูรณ์ในตัวเอง แสดงว่าสาระสำคัญตามที่ผู้ใช้ต้องการได้ครบถ้วน สรุปเฉพาะสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ ซึ่งอาจแสดงอยู่ในรูปของรูปภาพ ตัวเลข ตาราง หรือกราฟ ที่ให้ความชัดเจนและกะทัดรัดกว่าการบรรยายด้วยตัวอักษรจำนวนมาก5.5 สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ (Relevance) หมายถึง สารสนเทศที่สื่อความหมายได้ครบบถ้วนสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่จะนำไปใช้ ในการออกแบบพัฒนาระบบสารสนเทศจะต้องถามความต้องการของผู้ใช้ด้วยว่า ต้องการสารสนเทศใดบ้างสำหรับใช้ในแต่ละงาน5.6 ตรวจสอบได้ (Verifiability) หมายถึง สารสนเทศที่ได้มาควรจะต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งที่มาได้ ทั้งนี้เพื่อให้มีการตัดสินใจอย่างรอบคอบ ไม่ผิดพลาด5.7 ความละเอียดแม่นยำ (Reliability) หมายถึง มีความละเอียดแม่นยำในการวัดข้อมูลให้ความเชื่อถือได้สูงในการประมวลผล เช่น ขนาดของชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ต้องการสั่งผลิต เป็นต้น5.8 คุณสมบัติเชิงปริมาณ (Quantifiable) หมายถึง สารสนเทศที่สามารถวัดได้ หรือ แสดงออกมาในรูปของตัวเลข เช่น เปอร์เซนต์ความเชื่อมั่นของข้อมูลที่ใช้ช่วยในการตัดสินใจ5.9 ความยอมรับได้ (Appropriateness) หมายถึงระดับของความยอมรับได้ของกลุ่มผู้ใช้สารสนเทศอย่างเดียวกัน เช่น ลักษณะของแบบฟอร์ม รูปแบบของรายงาน เป็นต้น5.10 ใช้งานง่าย (Accessible) หมายถึง สารสนเทศที่สามารถนำไปใช้ง่าย สะดวก ไม่ยุ่งยาก 5.11 ความไม่ลำเอียง (Freedom From Bias) หมายถึง สารสนเทศจะต้องไม่ปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่าง หรือทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดไปจากความเป็นจริง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด5.12 ชัดเจน (Clarity) หมายถึง สารสนเทศที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ ทำความเข้าใจได้ง่าย คุณสมบัติของสารสนเทศเหล่านี้มีความสำคัญแตกต่างกันไปตามลักษณะงานเฉพาะอย่าง ซึ่งผู้ใช้จะเป็นผู้พิจารณาคุณค่าสารสนเทศนั้น


โดย: นางสาวลำไพ พูลเกษม ม.15 ศุกร์ เช้า IP: 58.147.38.36 วันที่: 25 มิถุนายน 2552 เวลา:15:31:45 น.  

 
ข้อ 2
5.3 ความสมบูรณ์ (Completeness) แม้ว่าองค์การจะมีสารสนเทศที่ถูกต้อง และได้มาอย่างรวดเร็วทันเวลาแล้วก็ตาม แต่ถ้าสารสนเทศนั้นไม่ครบถ้วนสมบูรณ์พอที่จะทำการวินิจฉัยได้สารสนเทศนั้นก็ไม่สามารถใช้เพิ่มประสิทธิภาพของการตัดสินใจได้ หรือกรณีที่มีสารสนเทศครบถ้วนในเวลาที่ต้องการแต่สารสนเทศนั้นกระจายทั่วไปในรายงานฉบับต่าง ๆ ไม่มีการนำมารวมสรุปจัดเป็นหมวดหมู่ไว้ให้สมบูรณ์ ก็ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้บริหารในการที่จะนำมาใช้งาน

ที่มา


โดย: นางสาวลำไพ พูลเกษม ม.15 ศุกร์ เช้า IP: 58.147.38.36 วันที่: 25 มิถุนายน 2552 เวลา:15:34:38 น.  

 
ระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 6 ส่วน คือ
(1) ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง เช่นแป้นพิมพ์ เมาส์ หน่วยประมวลผลกลาง จอภาพ เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์อื่น ๆ ฮาร์ดแวร์จะทำงานตามโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้น
(2) ซอฟต์แวร์ (Software) บางครั้งเรียกว่าโปรแกรม หรือชุดคำสั่งวัตถุประสงค์หลักของซอฟต์แวร์ที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน คือการประมวลผลข้อมูล (Data) ให้เป็นสารสนเทศ (Information)
(3) ข้อมูลหรือข้อสารสนเทศ (Dataหรือ Information)ในการประมวลผลข้อมูล คอมพิวเตอร์จะประมวลผลตามข้อมูลหรือข้อสนเทศที่ป้อนเข้าสู่หน่วยรับข้อมูล ดังนั้นข้อมูลจึงเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ
ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงที่ได้จากการรวบรวม ซึ่งอาจจะเป็นตัวเลข ข้อความ รูปภาพ หรือเสียง เพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์ทำการประมวลให้ได้สารสนเทศ
สารสนเทศ หมายถึง สิ่งที่ได้จากการประมวลผลแล้ว ซึ่งในในบางครั้งสารสนเทศอาจจะเป็นข้อมูลเพื่อการประมวลผลให้ได้ข้อสนเทศอีกอย่างหนึ่งก็ได้ เช่น คะแนนสอบของนักศึกษาเป็นข้อมูล เมื่อผ่านการตัดเกรด จะได้เกรดเป็นสารสนเทศ และเมื่อนำเกรดนักศึกษาไปคำนวณหาค่าเฉลี่ย เกรดของนักศึกษาจะเป็นข้อมูล และสารสนเทศที่ได้คือเกรดเฉลี่ย (GPA)
(4) ผู้ใช้ (User) การทำงานของคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องให้ผู้ใช้สั่งงาน
(5) กระบวนการทำงาน (Procedure) เป็นขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์หรือข้อสนเทศจากคอมพิวเตอร์ ในการทำงานกัวบคอมพิวเตอร์จำเป็นที่ผู้ใช้จะต้องเข้าใจขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ได้งานที่ถูกต้องและมีประสิทธภาพ
(6) บุคลากรทางสารสนเทศ (Information systems personnel) เป็นส่วนที่สำคัญของระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ เพื่อจัดการให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนทำงานร่วมกับผู้ใช้ อย่างใกล้ชิด


โดย: นางสาวลำไพ พูลเกษม ม.15 ศุกร์ เช้า IP: 58.147.38.36 วันที่: 25 มิถุนายน 2552 เวลา:15:39:36 น.  

 
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม


ที่มา http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm




มนุษย์ต่างมีความไม่สมบูรณ์แบบอยู่ในตัว ความโกรธ เกลียดชัง ความแค้น เกิดจากความไม่เข้าใจในความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์



หากมนุษย์ต่างเข้าใจในความไม่สมบรูณ์แบบของมนุษย์ด้วยกัน การรบรา ฆ่าฟัน เจ็บแค้น เกลียดชัง ก็จะไม่เกิดขึ้น


การฆ่าตัวตายเพราะไม่เข้าใจในความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิตและโลกก็จะไม่เกิดขึ้น


โลกก็จะมีแต่ความสงบสุข ทุกคนต่างมีความรักให้แก่กัน


ถ้าเราเข้าใจในความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ได้แล้ว แม้คนรอบข้างจะทำเรื่องร้ายแรงกับเราแค่ไหนเราก็จะไม่โกรธเค้าเลย เพราะเค้าก็เป็นแค่คนๆหนึ่งที่แสนธรรมดา เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่มีทั้งดี เลว อยู่ในตัว เป็นแค่ชีวิตหนึ่งที่ไม่สมบูรณ์แบบในโลกใบหนึ่งที่ไม่สมบูรณ์แบบแล้วคนที่ไม่สมบรูณ์แบบอย่างเรา จะไปถือสาอะไรกับการกระทำที่เกิดจากความไม่สมบรูณ์แบบแบบนั้นให้มากมาย



ขอให้โลกนี้สงบสุข ทุกๆคนรักกัน สาธุ




*รักตัวเอง เพราะเข้าใจในความไม่สมบูรณ์แบบของตนเอง

เขียนเมื่อปี 2547อ้างอิงจากแนวคิดมนุษยนิยมของRogerที่เชื่อในศักยภาพของมนุษย์ คือ มนุษย์สามารถกำหนดโชคชะตาของตนเองได้ มนุษย์สามารถพัฒนาตนเองได้ เป็นแนวคิดให้เครดิตกับมนุษย์มากๆ

ที่มา http://tungting.exteen.com/20050616/entry


โดย: อนุชิต จำปาเรือง 15 (ศ ช) IP: 172.29.6.24, 202.29.5.62 วันที่: 26 มิถุนายน 2552 เวลา:8:57:08 น.  

 
1. ลักษณะของสารสนเทศ

ถูกต้องแม่นยำ
สมบูรณ์ครบถ้วน
เข้าใจง่าย
ทันต่อเวลา
เชื่อถือได้
คุ้มราคา
ตรวจสอบได้
ยืดหยุ่น
สอดคล้องกับความต้องการ
สะดวกในการเข้าถึง
ปลอดภัย
http://porthong189.spaces.live.com/blog/cns!C81037074AA80D6C!234.entry

2.ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog


โดย: นางสาวอรนิดา วรินทรา ม. 15 (ศ. เช้า ) IP: 172.29.6.25, 202.29.5.62 วันที่: 26 มิถุนายน 2552 เวลา:9:51:23 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ทันต่อความต้องการ (Timely) ของผู้ใช้ หรือสามารถส่งถึงผู้รับได้ในเวลาที่ผู้ใช้ต้องการดีต้องเป็นปัจจุบัน (Up to Date) หรือมีความทันสมัย ใหม่อยู่เสมอ มิเช่นนั้นจะไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=418c374198be5812

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ
สารสนเทศที่ดีต้องมีความสมบูรณ์ (Complete) บรรจุไปด้วยข้อเท็จจริงที่มีสำคัญครบถ้วน



โดย: นางสาวมาริษา ดวงกุลสา 52040305128 ภาษาอังกฤษธุรกิจ เรียนเช้าวันพฤหัสบดี IP: 117.47.130.24 วันที่: 28 มิถุนายน 2552 เวลา:13:50:48 น.  

 
1.ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จง อธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ





โดย: ศุภชัย จันทาพูน IP: 125.26.164.252 วันที่: 28 มิถุนายน 2552 เวลา:21:36:34 น.  

 
1. การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มาhttp://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm


2. หลายท่านคงไม่ปฏิเสธว่าความต้องการของมนุษย์คือ ต้องการให้ตนเองมีความสุข แต่ความสุขของมนุษย์ที่ว่านั้นแล้วแต่ว่าจิตจะมีประสบการณ์สั่งสมมาเป็นอย่างไร บางคนบอกว่าต้องการให้ตนเองมีความสุขก็เพียงพอแล้ว บางคนบอกว่าอยากให้ตนเองมีความสุข เพื่อนและครอบครัวมีความสุขก็เพียงพอแล้ว หรือบางคนก็บอกว่าตนเองมีความสุขและก็ปรารถนาที่จะให้คนอื่นทั้งที่เป็นญาติตนและที่ไม่ใช่ญาติตนมีความสุขด้วย



1) มีบางครั้งที่รับปากคนอื่นแล้วทำไม่ได้ หรืออาสาแล้วทำไม่เต็มที่ไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่ตนเองรับมา ส่วนสิ่งที่ตนเองรับผิดชอบจะตั้งใจทำเต็มที่

2) คิดว่าตนเองเก่ง สามารถทำได้หลายอย่าง ไม่ยอมรับความสามารถของคนอื่น ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นคิดและทำ ตัวเองทำหมด หรือถ้าให้คนอื่น มักจะสั่งให้คนอื่นทำโดยไม่ให้คนอื่นช่วยคิด ถ้าหากผิดพลาดมาก็จะโยนความผิดให้คนที่ตนเองสั่ง ถ้าคนอื่นทำอะไรก็จะมีข้อตำหนิได้เสมอ แต่ตัวเองไม่มีผิดเลย เมื่อช่วยคนอื่นแล้วมักจะเอามาพูดทีหลังว่าได้ช่วยคนอื่น จ่ายเงินไปหรือหมดไปเท่าไหร่ บางครั้งทำบุญบริจาคเงินก็ยังพูดว่าทำบุญไปเท่าไหร่ ซึ่งแสดงถึงการเสียดายเงินที่ตัวเองจ่ายไป

3) มักจะหนักใจเสมอเวลาจะทำอะไร มองเห็นปัญหาและอุปสรรคมากมาย ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเงินยิ่งหนักใจ คิดว่าถ้าไม่มีเงินแล้วทำอะไรไม่ได้ เกิดทุกข์ร้อนถ้าขาดเงิน คิดว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญ เชิดชูคนที่มีเงินและทรัพย์สมบัติ และคิดว่าตนเองต้องหาเงินและหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเพิ่มขึ้นอีก ยินดีที่จะคบกับคนมีชื่อเสียง ไม่ค่อยสนใจหรือดูถูกคนที่ไม่ค่อยมีเงิน ดูคนมักจะดูที่การแต่งกายเครื่องประดับ

4) ชอบหาทางที่จะไม่ให้คนอื่นเอาเปรียบตน มองหาประโยชน์ตนเองปกป้องผลประโยชน์ให้กับตนและลูกอย่างเห็นได้ชัด ไม่มองคนอื่นแต่มองเห็นความต้องการของตนเป็นหลัก พยายามหาหนทางที่จะให้ตนเองดูโดดเด่น จนลืมนึกถึงว่าคนอื่นก็มีความสามารถเหมือนกันและมีความต้องการที่จะแสดงความสามารถของเขาเหมือนกับที่เราเป็น

5) ชอบใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหาต่างๆ เป็นคนโกรธง่าย บางครั้งผูกพยาบาทและจ้องจะเอาคืนคนที่ตนเองไม่พอใจด้วยวิธีการต่างๆ

6) ทำงานทุกอย่างเต็มที่ เมื่อมีปัญหาก็คิดว่าสามารถแก้ได้ ประสานงานกับคนอื่นได้ เมื่อมีผลงานก็ยกผลงานให้ทีมของตน ไม่คิดว่าตนเองดีคนเดียว และรับผิดชอบแล้วจะทำอย่างเต็มที่ มีความพยายามและอดทนต่อปัญหาและอุปสรรค และมักจะพัฒนาตนเองและองค์กรเสมอ

7) ชอบช่วยเหลือคนอื่น มีความเอื้อเฟื้อต่อคนในครอบครัว เพื่อน และญาติ ช่วยอนุเคราะห์คนอื่นเมื่อถึงคราวจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งของ เมื่อช่วยแล้วไม่เคยเอามาพูดให้คนอื่นฟังว่าตนเองช่วยไปเท่าไหร่ หมดไปเท่าไหร่ และจะยินดีกับคนอื่นเมื่อเขามีความสุขอย่างจริงใจ

ที่มา http://www.lpmp.org/index.php?option=com_content&task=view&id=86&Itemid=30


โดย: นางสาววินภา พินิจมนตรี 51241151116 สาขารัฐประศาสนศาสตร์ รูปแบบพิเศษหมู่5 วันเสาร์บ่ายโมง IP: 125.26.178.231 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:10:23:11 น.  

 
5. ลักษณะของสารสนเทศที่ดี

1. มีความถูกต้อง แม่นยำ
2. ทันต่อการใช้งาน (ทันสมัยอยู่เสมอ)
3. ความสมบูรณ์ในตัวเอง
4. มีความกะทัดรัก ชัดเจน
5. ตรงกับความต้องการ

นอกจากนี้สารสนเทศที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้
- มีความลำเอียดแม่นยำ
- มีคุณสมบัติเชิงปริมาณ สามารถแสดงออกมาในรูปของตัวเลข
- มีความยอมรับได้
- ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว
- ไม่ลำเอียง
- ชัดเจน เข้าใจง่าย

แบบฝึกหัด
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย



Create Date : 27 มีนาคม 2552
Last Update : 12 มิถุนายน 2552 10:07:02 น. 28 comments
Counter : Pageviews.







1. การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มาhttp://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm


2. หลายท่านคงไม่ปฏิเสธว่าความต้องการของมนุษย์คือ ต้องการให้ตนเองมีความสุข แต่ความสุขของมนุษย์ที่ว่านั้นแล้วแต่ว่าจิตจะมีประสบการณ์สั่งสมมาเป็นอย่างไร บางคนบอกว่าต้องการให้ตนเองมีความสุขก็เพียงพอแล้ว บางคนบอกว่าอยากให้ตนเองมีความสุข เพื่อนและครอบครัวมีความสุขก็เพียงพอแล้ว หรือบางคนก็บอกว่าตนเองมีความสุขและก็ปรารถนาที่จะให้คนอื่นทั้งที่เป็นญาติตนและที่ไม่ใช่ญาติตนมีความสุขด้วย



1) มีบางครั้งที่รับปากคนอื่นแล้วทำไม่ได้ หรืออาสาแล้วทำไม่เต็มที่ไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่ตนเองรับมา ส่วนสิ่งที่ตนเองรับผิดชอบจะตั้งใจทำเต็มที่

2) คิดว่าตนเองเก่ง สามารถทำได้หลายอย่าง ไม่ยอมรับความสามารถของคนอื่น ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นคิดและทำ ตัวเองทำหมด หรือถ้าให้คนอื่น มักจะสั่งให้คนอื่นทำโดยไม่ให้คนอื่นช่วยคิด ถ้าหากผิดพลาดมาก็จะโยนความผิดให้คนที่ตนเองสั่ง ถ้าคนอื่นทำอะไรก็จะมีข้อตำหนิได้เสมอ แต่ตัวเองไม่มีผิดเลย เมื่อช่วยคนอื่นแล้วมักจะเอามาพูดทีหลังว่าได้ช่วยคนอื่น จ่ายเงินไปหรือหมดไปเท่าไหร่ บางครั้งทำบุญบริจาคเงินก็ยังพูดว่าทำบุญไปเท่าไหร่ ซึ่งแสดงถึงการเสียดายเงินที่ตัวเองจ่ายไป

3) มักจะหนักใจเสมอเวลาจะทำอะไร มองเห็นปัญหาและอุปสรรคมากมาย ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเงินยิ่งหนักใจ คิดว่าถ้าไม่มีเงินแล้วทำอะไรไม่ได้ เกิดทุกข์ร้อนถ้าขาดเงิน คิดว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญ เชิดชูคนที่มีเงินและทรัพย์สมบัติ และคิดว่าตนเองต้องหาเงินและหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเพิ่มขึ้นอีก ยินดีที่จะคบกับคนมีชื่อเสียง ไม่ค่อยสนใจหรือดูถูกคนที่ไม่ค่อยมีเงิน ดูคนมักจะดูที่การแต่งกายเครื่องประดับ

4) ชอบหาทางที่จะไม่ให้คนอื่นเอาเปรียบตน มองหาประโยชน์ตนเองปกป้องผลประโยชน์ให้กับตนและลูกอย่างเห็นได้ชัด ไม่มองคนอื่นแต่มองเห็นความต้องการของตนเป็นหลัก พยายามหาหนทางที่จะให้ตนเองดูโดดเด่น จนลืมนึกถึงว่าคนอื่นก็มีความสามารถเหมือนกันและมีความต้องการที่จะแสดงความสามารถของเขาเหมือนกับที่เราเป็น

5) ชอบใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหาต่างๆ เป็นคนโกรธง่าย บางครั้งผูกพยาบาทและจ้องจะเอาคืนคนที่ตนเองไม่พอใจด้วยวิธีการต่างๆ

6) ทำงานทุกอย่างเต็มที่ เมื่อมีปัญหาก็คิดว่าสามารถแก้ได้ ประสานงานกับคนอื่นได้ เมื่อมีผลงานก็ยกผลงานให้ทีมของตน ไม่คิดว่าตนเองดีคนเดียว และรับผิดชอบแล้วจะทำอย่างเต็มที่ มีความพยายามและอดทนต่อปัญหาและอุปสรรค และมักจะพัฒนาตนเองและองค์กรเสมอ

7) ชอบช่วยเหลือคนอื่น มีความเอื้อเฟื้อต่อคนในครอบครัว เพื่อน และญาติ ช่วยอนุเคราะห์คนอื่นเมื่อถึงคราวจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งของ เมื่อช่วยแล้วไม่เคยเอามาพูดให้คนอื่นฟังว่าตนเองช่วยไปเท่าไหร่ หมดไปเท่าไหร่ และจะยินดีกับคนอื่นเมื่อเขามีความสุขอย่างจริงใจ

ที่มา http://www.lpmp.org/index.php?option=com_content&task=view&id=86&Itemid=30



โดย: นศ.ณัฐชนันท์พร ศรีบุญเรือง (หมู่08 พฤ เช้า ) 52040332142 IP: 58.147.38.151 วันที่: 11 มิถุนายน 2552 เวลา:10:27:27 น.







1.ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จง อธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ



โดย: นศ.เกศรินทร์ ไชยปัญญา (หมู่ 08 พฤ เช้า) IP: 58.147.38.151 วันที่: 11 มิถุนายน 2552 เวลา:11:54:25 น.







5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

คือ การที่จะทำอะไรๆให้เสร็จก่อนเวลาที่ถูกกำหนดไว้ หรือการซ่อมแซมวัสดุอุปกร์ให้มีสภาพที่ใช้งานได้ ก่อนที่เราจะนำไปใช้งาน


ที่มา นาย ตงประดิชญากาญจน์


5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog/?tag=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87







โดย: นายสุรพล อินทร์ธิราช สาขารัฐประศานศาสตร์ หมู่ 5 รูปแบบพิเศษวันเสาร์บ่ายโมง IP: 125.26.178.231 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:10:24:49 น.  

 
5. ลักษณะของสารสนเทศที่ดี

1. มีความถูกต้อง แม่นยำ
2. ทันต่อการใช้งาน (ทันสมัยอยู่เสมอ)
3. ความสมบูรณ์ในตัวเอง
4. มีความกะทัดรัก ชัดเจน
5. ตรงกับความต้องการ

นอกจากนี้สารสนเทศที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้
- มีความลำเอียดแม่นยำ
- มีคุณสมบัติเชิงปริมาณ สามารถแสดงออกมาในรูปของตัวเลข
- มีความยอมรับได้
- ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว
- ไม่ลำเอียง
- ชัดเจน เข้าใจง่าย

แบบฝึกหัด
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย



Create Date : 27 มีนาคม 2552
Last Update : 12 มิถุนายน 2552 10:07:02 น. 28 comments
Counter : Pageviews.







1. การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มาhttp://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm


2. หลายท่านคงไม่ปฏิเสธว่าความต้องการของมนุษย์คือ ต้องการให้ตนเองมีความสุข แต่ความสุขของมนุษย์ที่ว่านั้นแล้วแต่ว่าจิตจะมีประสบการณ์สั่งสมมาเป็นอย่างไร บางคนบอกว่าต้องการให้ตนเองมีความสุขก็เพียงพอแล้ว บางคนบอกว่าอยากให้ตนเองมีความสุข เพื่อนและครอบครัวมีความสุขก็เพียงพอแล้ว หรือบางคนก็บอกว่าตนเองมีความสุขและก็ปรารถนาที่จะให้คนอื่นทั้งที่เป็นญาติตนและที่ไม่ใช่ญาติตนมีความสุขด้วย



1) มีบางครั้งที่รับปากคนอื่นแล้วทำไม่ได้ หรืออาสาแล้วทำไม่เต็มที่ไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่ตนเองรับมา ส่วนสิ่งที่ตนเองรับผิดชอบจะตั้งใจทำเต็มที่

2) คิดว่าตนเองเก่ง สามารถทำได้หลายอย่าง ไม่ยอมรับความสามารถของคนอื่น ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นคิดและทำ ตัวเองทำหมด หรือถ้าให้คนอื่น มักจะสั่งให้คนอื่นทำโดยไม่ให้คนอื่นช่วยคิด ถ้าหากผิดพลาดมาก็จะโยนความผิดให้คนที่ตนเองสั่ง ถ้าคนอื่นทำอะไรก็จะมีข้อตำหนิได้เสมอ แต่ตัวเองไม่มีผิดเลย เมื่อช่วยคนอื่นแล้วมักจะเอามาพูดทีหลังว่าได้ช่วยคนอื่น จ่ายเงินไปหรือหมดไปเท่าไหร่ บางครั้งทำบุญบริจาคเงินก็ยังพูดว่าทำบุญไปเท่าไหร่ ซึ่งแสดงถึงการเสียดายเงินที่ตัวเองจ่ายไป

3) มักจะหนักใจเสมอเวลาจะทำอะไร มองเห็นปัญหาและอุปสรรคมากมาย ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเงินยิ่งหนักใจ คิดว่าถ้าไม่มีเงินแล้วทำอะไรไม่ได้ เกิดทุกข์ร้อนถ้าขาดเงิน คิดว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญ เชิดชูคนที่มีเงินและทรัพย์สมบัติ และคิดว่าตนเองต้องหาเงินและหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเพิ่มขึ้นอีก ยินดีที่จะคบกับคนมีชื่อเสียง ไม่ค่อยสนใจหรือดูถูกคนที่ไม่ค่อยมีเงิน ดูคนมักจะดูที่การแต่งกายเครื่องประดับ

4) ชอบหาทางที่จะไม่ให้คนอื่นเอาเปรียบตน มองหาประโยชน์ตนเองปกป้องผลประโยชน์ให้กับตนและลูกอย่างเห็นได้ชัด ไม่มองคนอื่นแต่มองเห็นความต้องการของตนเป็นหลัก พยายามหาหนทางที่จะให้ตนเองดูโดดเด่น จนลืมนึกถึงว่าคนอื่นก็มีความสามารถเหมือนกันและมีความต้องการที่จะแสดงความสามารถของเขาเหมือนกับที่เราเป็น

5) ชอบใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหาต่างๆ เป็นคนโกรธง่าย บางครั้งผูกพยาบาทและจ้องจะเอาคืนคนที่ตนเองไม่พอใจด้วยวิธีการต่างๆ

6) ทำงานทุกอย่างเต็มที่ เมื่อมีปัญหาก็คิดว่าสามารถแก้ได้ ประสานงานกับคนอื่นได้ เมื่อมีผลงานก็ยกผลงานให้ทีมของตน ไม่คิดว่าตนเองดีคนเดียว และรับผิดชอบแล้วจะทำอย่างเต็มที่ มีความพยายามและอดทนต่อปัญหาและอุปสรรค และมักจะพัฒนาตนเองและองค์กรเสมอ

7) ชอบช่วยเหลือคนอื่น มีความเอื้อเฟื้อต่อคนในครอบครัว เพื่อน และญาติ ช่วยอนุเคราะห์คนอื่นเมื่อถึงคราวจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งของ เมื่อช่วยแล้วไม่เคยเอามาพูดให้คนอื่นฟังว่าตนเองช่วยไปเท่าไหร่ หมดไปเท่าไหร่ และจะยินดีกับคนอื่นเมื่อเขามีความสุขอย่างจริงใจ

ที่มา http://www.lpmp.org/index.php?option=com_content&task=view&id=86&Itemid=30



โดย: นศ.ณัฐชนันท์พร ศรีบุญเรือง (หมู่08 พฤ เช้า ) 52040332142 IP: 58.147.38.151 วันที่: 11 มิถุนายน 2552 เวลา:10:27:27 น.







1.ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จง อธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ



โดย: นศ.เกศรินทร์ ไชยปัญญา (หมู่ 08 พฤ เช้า) IP: 58.147.38.151 วันที่: 11 มิถุนายน 2552 เวลา:11:54:25 น.







5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

คือ การที่จะทำอะไรๆให้เสร็จก่อนเวลาที่ถูกกำหนดไว้ หรือการซ่อมแซมวัสดุอุปกร์ให้มีสภาพที่ใช้งานได้ ก่อนที่เราจะนำไปใช้งาน


ที่มา นาย ตงประดิชญากาญจน์


5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog/?tag=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87







โดย: นายสุรพล อินทร์ธิราช สาขารัฐประศานศาสตร์ หมู่ 5 รูปแบบพิเศษวันเสาร์บ่ายโมง IP: 125.26.178.231 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:10:24:49 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ระบบทันเวลาพอดี (Just-in-time System) หรือ JIT หมายถึง ระบบการผลิตหรือการให้บริการที่ถูกพัฒนาและออกแบบให้ทำการผลิต ส่งมอบสินค้า หรือบริการในปริมาณที่ถูกต้อง และทันกับขบวนการผลิตอื่น หรือทันตามความต้องการของลูกค้า โดยยึดปรัชญาว่าวัตถุดิบจะไม่ถูกใช้ถ้าไม่ถูกผลติหรือดำเนินงาน โดยที่ระบบ JIT
ที่มา:http://e-learning.mfu.ac.th/mflu/1301312/IM/chapter6_1.htm
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
การเขียนสาระสังเขปที่ดีิิ ต้องมีความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ
ที่มา:http://www.stks.or.th/blog/?tag=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87


โดย: นางสาวเบญจมาศ ปวงสุข ศศ.บ.ภาษาอังกฤษ3/1 รหัส 50040302108 หมู่ 1 เรียนจันทร์-บ่าย IP: 172.29.9.44, 58.137.131.62 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:13:14:33 น.  

 
1.ตอบ ปัจจุบันพัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศได้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีการ ปรับปรุงเครื่องมือ เครื่องใช้ที่เป็นประโยชน์กับงานสารสนเทศอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทุกวงการ วิชาชีพ ต้องหันมาปรับปรุงกลไกในวิชาชีพของตนให้ทันต่อสังคมสารสนเทศ เพื่อให้ทันต่อ กระแสโลก ตัวอย่างเช่น การใช้ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Geographic Information System : GIS) การถอนเงินอัตโนมัติ (Automatic Teller Machine : ATM) การเคลื่อนย้ายเงินอิเล็กโทรนิกส์ (Electronic Fund Transfer) การศึกษาทางไกล (Tele-education) การแพทย์ทางไกลหรือโทรเวช (Tele-medicine) การประชุมทางไกล (Tele-conference) และระบบห้องสมุดอัตโนมัติ (Library Automation) เป็นต้น ทำให้เกิดบริการรูปแบบใหม่ๆ ขึ้น ในขณะที่ราคาเครื่องมือเครื่องใช้ ดังกล่าวลดลงกว่าเดิมทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคข่าวสารข้อมูล (Information age) องค์กรทั้งภาครัฐบาลและเอกชนในปัจจุบัน ต่างก็หันมาให้ความสนใจกับเทคโนโลยีสารสนเทศ กันอย่างจริงจังและมากขึ้น โดยใช้เป็นเครื่องมือช่วยสร้างระบบสารสนเทศในหน่วยงานของตน เนื่องจาก ตระหนักดีว่า สารสนเทศมีบทบาทในการทำกิจกรรมแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร การปฏิบัติงาน การ แก้ปัญหา หรือการตัดสินใจ เพื่อการวางแผนและการจัดการ และโดยที่เทคโนโลยีสารสนเทศ จะช่วยให้ได้ สารสนเทศอย่างรวดเร็ว ถูกต้องเชื่อถือได้ ทันต่อเวลา มีเนื้อหาและรูปแบบที่ต้องการ จึงได้มีการจัดตั้ง หน่วยงาน และองค์การต่างๆ ขึ้น เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์จากสารสนเทศอย่างกว้างขวางทั่วถึงและคุ้มค่า

2.ตอบ มีความสมบูรณ์ในตัวเองต้องประกอบด้วย
2.1คุณสมบัติของสารสนเทศ
สารสนเทศที่จัดว่าเป็นสารสนเทศที่ดี ควรจะมีคุณสมบัติที่สำคํญคือ ถูกต้อง ทันต่อการใช้งาน ครบถ้วน
สมบูรณ์ กะทัดรัด และตรงกับความต้องการ
2.2 ความถูกต้อง หมายถึงอัตราส่วนของสารสนเทศที่ถูกต้องกับจำนวนสารสนเทศที่ผลิตขึ้นทั้งหมดในช่วงเวลาหนึ่ง ยิ่งสารสนเทศมีความถูกต้องมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นสารสนเทศที่มีคุณค่าสำหรับผู้บริหารมากขึ้น
2.3 ความทันต่อการใช้งาน สารสนเทศที่ดีนั้นมีความถูกต้องอย่างเดียวอาจจะยังไม่เพียงพอต้องได้รับให้
ทันต่อการใช้ประโยชน์ด้วย

*** สารสนเทศนั้นควรจะรวดเร็วพอที่จะจัดทำได้จากปริมาณข้อมูลปริมาณหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่เก็บข้อมูล
ได้ เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย และสารสนเทศนั้นไม่ควรจะรวดเร็วจนไม่สามารถบอกถึงแนวโน้มหรือการเกิดเหตุการณืใดเหตุการณ์หนึ่งได้
2.4 ความสมบูรณ์ บางครั้งผู้บริหารต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ไม่แน่นอนหรือด้วยความลังเล เพราะสารสนเทศที่นำมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจนั้นไม่สมบูรณ์ ความสมบูรณ์ของสารสนเทศได้มาจากการรวบรวมข้อเท็จจริงหรือข้อมุลที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจายในองค์การหนึ่งได้ในปริมาณที่เพียงพอต่อการผลิตสารสนเทศนั้น
2.5 ความกะทัดรัดของสารสนเทศ สารสนเทศที่ดีควรเป็นสารสนเทศที่กะทัดรัดได้ใจความที่สมบูรณ์ในตัวเอง สามารถแสดงสาระที่สำคัญ ๆ ตามที่ผู้บริหารต้องการได้ครบถ้วน
นอกจากคุณสมบัติของสารสนเทศที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีคุณสมบัติที่แอบแฝงของสารสนเทศอีกบางลักษระที่สัมพันธ์กับระบบสารสนเทศ และวิธีการดำเนินงานของระบบสารสนเทศ ได้แก่
1. ความละเอียดแม่นยำ ให้ความเชื่อถือได้สูง
2. คุณภาพเชิงปริมาณ ความสามารถที่จะแสดงออกมาในรูปของตัวเลข
3. ความยอมรับได้ ระดับความยอมรับของผู้ใช้สารสนเทศอย่างเดียวกัน เช่นลักษณะแบบฟอร์ม รูป
แบบของรายงานเป็นต้น
4.การใช้งานได้ง่าย
5.ความไม่ลำเอียง ไม่เป็นสารมนเทศที่มีจุดประสงค์ที่จะปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่างซึ่งทำให้
ผู้ใช้เข้าใจผิดจากความเป็นจริง
6.ชัดเจน มีความคลุมเครือน้อยที่สุด สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย


ที่มา : http://www.joseph.ac.th/websara1/elearningpratham/presentationweb/technology/alesson/computer%20p5/_1_.html
และ
http://lecture.cs.buu.ac.th/~tomkanok/315211/lecture/isconcept.doc


โดย: 52040281122 ชื่อนางสาวณัฐติยา โกศิลา (หมู่08 วันพฤหัสบดีเช้า) IP: 172.29.168.124, 58.137.131.62 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:16:18:47 น.  

 
ข้อ1.
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

ที่มา http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2

ข้อ2
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ

ที่มาhttp://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2



โดย: น.ส นิภารัตน์ เครือเนตร (ม.1 จันทร์ บ่าย)รหัส 51040240103 IP: 172.29.168.65, 58.137.131.62 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:16:23:26 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย


มีความทันสมัยและทันเวลาเมื่อต้องการใช้ (Timeliness) องค์การต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลและนำมาประมวลผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ทันสมัย


ที่มา

http://cola.kku.ac.th/main5/components/com_sheet/files/725/725_002.doc


โดย: น.ส. วริศรา ทิมแดง (ม.8 เช้า พฤ. ) IP: 172.29.85.24, 58.137.131.62 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:17:55:57 น.  

 

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ

ที่มา
http://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1.2.html


โดย: น.ส. วริศรา ทิมแดง (ม.8 เช้า พฤ. ) IP: 172.29.85.24, 58.137.131.62 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:18:01:36 น.  

 
แบบฝึกหัด
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบ คือ

การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มา http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm



5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบ มีความสมบูรณ์พร้อมในการใช้งานต่างๆ
กล่าวคือ ดังนี้


ประสิทธิภาพ (Efficiency)
ระบบสารสนเทศทำให้การปฏิบัติงานมีความรวดเร็วมากขึ้น โดยใช้กระบวนการประมวลผลข้อมูลซึ่งจะทำให้สามารถเก็บรวบรวม ประมวลผลและปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้อย่างรวดเร็วระบบสารสนเทศช่วยในการจัดเก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ หรือมีปริมาณมากและช่วยทำให้การเข้าถึงข้อมูล (access) เหล่านั้นมีความรวดเร็วด้วย

ช่วยลดต้นทุน การที่ระบบสารสนเทศช่วยทำให้การปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง กับข้อมูลซึ่งมีปริมาณมากมีความสลับซับซ้อนให้ดำเนินการได้โดยเร็ว หรือการช่วยให้เกิดการติดต่อสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการประหยัดต้นทุนการดำเนินการอย่างมาก

ช่วยให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว การใช้เครือข่ายทางคอมพิวเตอร์ทำให้มีการติดต่อได้ทั่วโลกภายในเวลาที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยกัน (machine to machine) หรือคนกับคน (human to human) หรือคนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ (human to machine) และการติดต่อสื่อสารดังกล่าวจะทำให้ข้อมูลที่เป็นทั้งข้อความ เสียง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวสามารถส่งได้ทันที

ระบบสารสนเทศช่วยทำให้การประสานงานระหว่างฝ่ายต่างๆ เป็นไปได้ด้วยดีโดยเฉพาะหาระบบสารสนเทศนั้นออกแบบเพื่อเอื้ออำนวยให้หน่วยงาน ทั้งภายในและภายนอกที่อยู่ในระบบของซัพพลายทั้งหมด จะทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ และทำให้การประสานงาน หรือการทำความเข้าใจเป็นไปได้ด้วยดียิ่งขึ้น

ประสิทธิผล (Effectiveness)
ระบบสารสนเทศช่วยในการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศที่ออกแบบสำหรับผู้บริหาร เช่น ระบบสารสนเทศที่ช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision support systems) หรือระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Executive support systems) จะเอื้ออำนวยให้ผู้บริหารมีข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจได้ดีขึ้น อันจะส่งผลให้การดำเนินงานสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ไว้ได้

ระบบสารสนเทศช่วยในการเลือกผลิตสินค้า/ บริการที่เหมาะสมระบบสารสนเทศจะช่วยทำให้องค์การทราบถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับต้นทุน ราคาในตลาดรูปแบบของสินค้า/บริการที่มีอยู่ หรือช่วยทำให้หน่วยงานสามารถเลือกผลิตสินค้า/บริการที่มีความเหมาะสมกับความเชี่ยวชาญ หรือทรัพยากรที่มีอยู่

ระบบสารสนเทศช่วยปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/ บริการให้ดีขึ้นระบบสารสนเทศทำให้การติดต่อระหว่างหน่วยงานและลูกค้า สามารถทำได้โดยถูกต้องและรวดเร็วขึ้น ดังนั้นจึงช่วยให้หน่วยงานสามารถปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/ บริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้นด้วย

ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)

คุณภาพชีวิตการทำงาน (Quality o f Working Life)

ที่มา http://www.bcoms.net/temp/lesson1.asp


โดย: น.ส ชฎาพร โสภาคำ 52040281117 ชีววิทยา (จุลชีววิทยา) พฤ(เช้า)หมู่ 8 IP: 124.157.245.94 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:18:03:59 น.  

 
ตอบแบบทดสอบที่ 5 ลักษณะของสารสนเทศที่ดี

ข้อที่1 ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ งาน(Timeliness) คือนอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

ข้อที่2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) คือสารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ
ที่มาhttp://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1.2.html


โดย: นางสาวจิลวรรณ ปัดถาวะโร รหัส 52040281130 วทบ.ชีววิทยา (จุลชีววิทยา) พฤ.เช้า ม.08 IP: 172.29.85.24, 58.137.131.62 วันที่: 30 มิถุนายน 2552 เวลา:16:20:05 น.  

 
ตอบแบบทดสอบที่ 5 ลักษณะของสารสนเทศที่ดี

ข้อที่1 ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ งาน(Timeliness) คือนอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

ข้อที่2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) คือสารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ
ที่มาhttp://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1.2.html


โดย: นางสาวจิลวรรณ ปัดถาวะโร รหัส 52040281130 วทบ.ชีววิทยา (จุลชีววิทยา) พฤ.เช้า ม.08 IP: 172.29.85.24, 58.137.131.62 วันที่: 30 มิถุนายน 2552 เวลา:16:20:33 น.  

 
ตอบแบบทดสอบที่ 5 ลักษณะของสารสนเทศที่ดี

ข้อที่1 ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ งาน(Timeliness) คือนอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

ข้อที่2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) คือสารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ
ที่มาhttp://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1.2.html


โดย: นางสาวจิลวรรณ ปัดถาวะโร รหัส 52040281130 วทบ.ชีววิทยา (จุลชีววิทยา) พฤ.เช้า ม.08 IP: 172.29.85.24, 58.137.131.62 วันที่: 30 มิถุนายน 2552 เวลา:16:21:05 น.  

 
ตอบข้อที่5.2
ความสมบูรณ์ คือ ความสมบูรณ์ของสารสนเทศขึ้นกับการรวบรวมข้อมูลและวิธีการทางปฎิบัติด้วย ในการดำเนินการจัดทำสารสนเทศต้องสำรวจและสอบถามความต้องการใช้ข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความสมบูรณ
์ในระดับหนึ่งที่เหมาะสม
ที่มา
http://www.nukul.ac.th/it/content/01/1-1.html#1-5


โดย: นางสาวอรสา จุไธสง หมู่1 (จันทร์บ่าย) IP: 172.29.85.69, 202.29.5.62 วันที่: 2 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:46:11 น.  

 
ตอบข้อที่5.1
ทันต่อการใช้งาน คือ สารสนเทศต้องได้รับทันต่อการใช้ประโยชน์ คือ ไม่ช้าจน ไม่สามารถจะบอกถึงสภาพการณ์ หรือแนวโน้มการเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้ ควรที่จะรวมข้อมูลเป็นงวด ๆ และทำรายงานประจำงวด ช่วงเวลาที่เหมาะสมของการจัดทำสารสนเทศ และการรายงานสารสนเทศจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาให้ดีในแต่ละองค์กร
ที่มา
:www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm






โดย: นางสาวอรสา จุไธสง หมู่1 (จันทร์บ่าย) IP: 172.29.85.69, 202.29.5.62 วันที่: 2 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:52:25 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

ที่มา http://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1.2.html


โดย: นางสาวจันทร์ธิมา หงสระคู 51040240101 หมู่ 1 (วันจันทร์บ่าย) IP: 117.47.132.172 วันที่: 2 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:29:58 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ

ที่มา http://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1.2.html


โดย: นางสาวจันทร์ธิมา หงสระคู 51040240101 หมู่ 1 (วันจันทร์บ่าย) IP: 117.47.132.172 วันที่: 2 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:36:24 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

ที่มาhttp://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1.2.html


โดย: นาย กีรติ จันทร์ชมภู (พฤหัสบดี ค่ำ) IP: 172.29.6.84, 202.29.5.62 วันที่: 2 กรกฎาคม 2552 เวลา:18:14:45 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ ( คือสารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้
ที่มาhttp://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1.2.html




โดย: นาย กีรติ จันทร์ชมภู (พฤหัสบดี ค่ำ) IP: 172.29.6.84, 202.29.5.62 วันที่: 2 กรกฎาคม 2552 เวลา:18:21:19 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
=มีความทันสมัยและทันเวลาเมื่อต้องการใช้ (Timeliness) องค์การต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลและนำมาประมวลผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ทันสมัย
ที่มา

http://cola.kku.ac.th/


โดย: นางสาว อุไรวรรณ หาญศึก 52240210235 ม.1 (พิเษศ) IP: 58.147.39.40 วันที่: 3 กรกฎาคม 2552 เวลา:10:53:05 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
=ความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ

ที่มา
http://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1


โดย: นางสาว อุไรวรรณ หาญศึก 52240210235 ม.1 (พิเษศ) IP: 58.147.39.40 วันที่: 3 กรกฎาคม 2552 เวลา:10:55:26 น.  

 
แบบฝึกหัด
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มา http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog



นายวีระวิทย์ นาคเสน เรียนจันทร์ บ่าย หมู่1


โดย: นายวีระวิทย์ นาคเสน เรียนจันทร์ บ่าย หมู่1 IP: 58.147.38.208 วันที่: 3 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:58:59 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบ
ทันต่อเวลา สารสนเทศที่ดีต้องได้รับทันต่อการใช้ประโยชน์ กล่าวคือ ไม่ช้าจน ไม่สามารถจะบอกถึงสภาพการณ์ หรือแนวโน้มการเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้ ควรที่จะรวมข้อมูลเป็นงวด ๆ และทำรายงานประจำงวด ช่วงเวลาที่เหมาะสมของการจัดทำสารสนเทศ และการรายงานสารสนเทศจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาให้ดีในแต่ละองค์กร


ที่มา:
http://www.bpcd.net/new_subject/library/ebook/ict/ict_fundamental/12331.html

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบ
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมี ประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ

ที่มา:
http://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1.2.html


โดย: นางสาวสมฤทัย ราชอินทร์ หมู่01 (พิเศษ) เรียนพฤหัสบดีค่ำ รหัสนักศึกษา 52240501127 IP: 125.26.180.14 วันที่: 3 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:12:22 น.  

 
ข้อ 5.1

1. มีความเป็นปัจจุบัน คือต้องทันต่อการใช้ประโยชน์ ไม่ช้าจนไม่สามารถใช้บอกสถานการณ์ หรือแนวโน้มของการเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ได้ และไม่ช้าจนนำมาเป็นแนวทางวางแผนปรับปรุงงานไม่ได้ ควรจะมีการเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอตามความเหมาะสม

2. ตรงต่อความต้องการ ข้อมูลและสารสนเทศชุดหนึ่งอาจมีคุณค่าต่อการใช้งานหนึ่งแต่ไม่ตรงต่อความต้องการของอีกงานหนึ่ง ก็ไม่ควรจะนำมาใช้ในงานนั้นต่อไป

3. มีความถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากข้อมูลและสารสนเทศมีความเป็นปัจจุบันและตรงต่อความต้องการ หากขาดความถูกต้องแล้ว การนำไปใช้ประโยชน์ก็อาจจะกลายเป็นโทษ เพราะทำให้มีการตัดสินในที่ผิดพลาด ฉะนั้นในการเก็บข้อมูลเบื้องต้นตลอดจนการประมวลผลจึงควรตระหนักและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มาก

ที่มา http://chittrapa.net/index.php?option=com_content&task=view&id=35&Itemid=51


ข้อ 5.2 จะต้องมี ความสมบูรณ์ ในตัวเอง ความสมบูรณ์ของสารสนเทศขึ้นกับการรวบรวมข้อมูลและวิธีการทางปฏิบัติด้วย ในการดำเนินการจัดทำ
สารสนเทศต้องสำรวจและสอบถามความต้องการใช้ข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ในระดับหนึ่งที่เหมาะสม

ที่มา http://poousak99.exteen.com/


โดย: นางสาว ปาริสา แคนหนอง 52040332140 หมู่ 15 ศุกร์ (เช้า) IP: 125.26.234.226 วันที่: 4 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:44:53 น.  

 
ข้อ 5.1๑) ความถูกต้อง หากมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วข้อมูลเหล่านั้นเชื่อถือไม่ได้จะทำให้เกิดผลเสียอย่างมาก ผู้ใช้จะไม่กล้าอ้างอิงหรือนำเอาไปใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นเหตุให้การตัดสินใจของผู้บริหารขาดความแม่นยำ และอาจมีโอกาสผิดพลาดได้ โครงสร้างข้อมูลที่ออกแบบต้องคำนึงถึงกรรมวิธีการดำเนินงานเพื่อให้ได้ความถูกต้องแม่นยำมากที่สุด โดยปกติความผิดพลาดของสารสนเทศส่วนใหญ่ มาจากข้อมูลที่ไม่มีความถูกต้องซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก คนหรือเครื่องจักร การออกแบบระบบจึงต้องคำนึงถึงในเรื่องนี้

๒) ความรวดเร็วและเป็นปัจจุบัน การได้มาของข้อมูลจำเป็นต้องให้ทันต่อความต้องการของผู้ใช้ มีการตอบสนองต่อผู้ใช้ได้เร็ว ตีความหมายสารสนเทศได้ทันต่อเหตุการณ์หรือความต้องการ มีการออกแบบระบบการเรียกค้น และรายงานตามความต้องการของผู้ใช้
ที่มาhttp://www.thaigoodview.com/node/24294

ข้อ 5.2 ) ความสมบูรณ์ ความสมบูรณ์ของสารสนเทศขึ้นกับการรวบรวมข้อมูลและวิธีการทางปฎิบัติด้วย ในการดำเนินการจัดทำสารสนเทศต้องสำรวจและสอบถามความต้องการใช้ข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความสมบูรณ์ในระดับหนึ่งที่เหมาะสม
ที่มาhttp://www.oknation.net/blog/lookikung1/2009/02/17/entry-3


โดย: นางสาว อนุสรา แคนหนอง 52040332139 หมู่เรียน 15 ศุกร์ เช้า IP: 125.26.234.226 วันที่: 4 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:56:33 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

คำตอบคือ...

นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

ที่มา...
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2&clk=wttpcts


โดย: นางสาวศศิวิมล ภาณุพงศ์ภูสิทธิ์ หมู่ 8(พฤหัสเช้า) IP: 1.1.1.229, 58.137.131.62 วันที่: 11 กรกฎาคม 2552 เวลา:11:12:43 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

คำตอบคือ...

จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ


ที่มา...
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2&clk=wttpcts


โดย: นางสาวศศิวิมล ภาณุพงศ์ภูสิทธิ์ หมู่ 8(พฤหัสเช้า) IP: 1.1.1.229, 58.137.131.62 วันที่: 11 กรกฎาคม 2552 เวลา:11:30:05 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm


5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ

ที่มา
http://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1







โดย: นส.บลสิการ ดอนโสภา หมู่เรียน 15 ศุกร์ เช้า รหัส 52041151217 IP: 113.53.166.202 วันที่: 11 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:05:11 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบข้อ5.1.
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม


โดย: นายบดินทร์ แก้วมีศรี หมู่ 01(พิเศษ) 52240210214 สาธารณสุขศาสตร์ IP: 113.53.166.202 วันที่: 11 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:39:22 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบข้อ5.1.
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม



http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm
ที่มา


โดย: นายบดินทร์ แก้วมีศรี หมู่ 01(พิเศษ) 52240210214 สาธารณสุขศาสตร์ IP: 113.53.166.202 วันที่: 11 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:42:01 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบข้อ 5.2

ความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ

ที่มา
http://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1




โดย: นายบดินทร์ แก้วมีศรี หมู่ 01(พิเศษ) 52240210214 สาธารณสุขศาสตร์ IP: 113.53.166.202 วันที่: 11 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:47:48 น.  

 
ข้อที่ 1
การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มา http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm

ข้อที่ 2
มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog


โดย: นางสาววิภายี กลางหล้า ม. 15 ศุกร์เช้า IP: 192.168.1.102, 125.26.167.254 วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:43:59 น.  

 
1.1ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

2.2 มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จง อธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ





โดย: นางสาว ธัญธิตา แก้วมีศรี ม. 15 ศุกร์เช้า 52041151239 IP: 192.168.1.104, 125.26.167.254 วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:08:37 น.  

 
แบบฝึกหัด
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มา http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm






โดย: นาวสาว สุทธิดา ยาโย 52240210217 วัน พฤหัสฯค่ำ หมู่ 1 IP: 119.42.82.8 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:50:57 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา :www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm








โดย: นางสาว สุทธิดา ยาโย 52240210217 วัน พฤหัสฯค่ำ หมู่ 1 IP: 119.42.82.8 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:54:23 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

ที่มา http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2&clk=wttpcts





โดย: โดยน.ส อังคณา สุทธิแพทย์ 52240210209 หมู่01(พิเศษ)พฤ.ค่ำ สาขา สาธารณสุขศาสตร์ IP: 119.42.82.8 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:06:04 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ

ที่มา
http://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1






โดย: โดยน.ส อังคณา สุทธิแพทย์52240210209 หมู่01(พิเศษ)พฤ.ค่ำ สาขา สาธารณสุขศาสตร์ IP: 119.42.82.8 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:14:50 น.  

 
1.ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จง อธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ


โดย: นาย โชคชัย เชื้อมแก้ว ม.15 ศุกร์เช้า IP: 124.157.149.104 วันที่: 18 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:54:35 น.  

 
5.1) -ข้อมูลต้องมีความทันสมัย คือ เป็นเหตุการณ์ที่ทันยุคทันเหตุการณ์ ไม่ล้าหลัง
-ข้อมูลต้องใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยากในการใช้ และสามารถใช้งานได้ในรูปแบบที่หลากหลาย
http://www.geocities.com/t1school/IT.htm


โดย: น.ส. วิไลวรรณ พงค์พันธ์ ม.29 พุธเช้า 52040501303 IP: 124.157.145.197 วันที่: 22 กรกฎาคม 2552 เวลา:19:38:04 น.  

 
5.2) 1. มีความถูกต้องเชื่อถือได้ (Accuracy) หมายถึง ความถูกต้องที่จะปราศจากข้อผิดพลาดหรือ
ความคลาดเคลื่อนของข้อมูล สารสนเทศเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลของข้อมูล บ่อยครั้งที่ผู้บริหาร
ในระดับต่าง ๆ รีบร้อนใช้สารสนเทศที่เตรียมได้จากคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจเป็นสารสนเทศที่ยังมีข้อผิดพลาด การที่จะให้ได้สารสนเทศที่ถูกต้องนั้นข้อมูลที่ได้มาจะต้องถูกต้องด้วย เหมือนกับสำนวนที่ว่า "Garbage In Garbage Out" หรือ GIGO

2. สามารถตรวจสอบได้ (Verifiable) สารสนเทศที่ได้อาจมาจากข้อมูลหลาย ๆ แหล่ง ดังนั้น
ข้อมูลที่มาจากแหล่งต่างกันควรจะได้มีการตรวจสอบเพื่อจะได้เชื่อถือได้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง หรือ
สารสนเทศบาง อย่างที่มีความสำคัญ ควรผ่านการตรวจสอบให้แน่ใจว่าสารสนเทศนั้นถูกต้อง เช่น สารสนเทศเกี่ยวกับการเงิน เป็นต้น

3. ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศที่ช่วยในการตัดสินใจ จะต้องมีความสมบูรณ์
มิฉะนั้นอาจทำให้การตัดสินใจของผู้บริหารมีความผิดพลาดได้ ความสมบูรณ์ไม่ได้หมายถึงปริมาณ
ของสารสนเทศ คุณภาพความสมบูรณ์ของสารสนเทศมักจะเน้นถึงสารสนเทศที่ปราศจากจากการ
ถูกละเลยหรือถูกมองข้ามสิ่งสำคัญไป เช่น ในการพิจารณาการทำโครงการต่างๆ ควรพิจารณาทั้งในด้าน
ผลประโยชน์ที่ได้รับ และค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ลงทุนไป ถ้าคำนึงแต่ผลประโยชน์ของสารสนเทศที่ได้โดย
ไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายว่าจะคุ้มหรือไม่และถ้าผู้บริหารไม่คำนึงถึงความสมบูรณ์ของสารสนเทศ อาจตัดสินใจ
ผิดพลาดโดยอนุมัติให้ทำ โครงการที่ไม่ได้ผลกำไร

4. ทันต่อการใช้งานหรือทันเวลา (Timeliness) สารสนเทศจะต้องทันสมัยและทันต่อการใช้งาน
อยู่เสมอทุกครั้งที่ข้อมูลมีการ เปลี่ยนแปลงจะต้องการปรับปรุงข้อมูลเพื่อผลิตสารสนเทศ ให้ทันต่อการนำไป
ใช้ประโยชน์ สารสนเทศจะมีคุณค่าหรือไม่นั้นจะต้องคำนึงถึงช่วงเวลาเป็นสิ่งสำคัญ

5. ความกระทัดรัด (Conciseness) เนื่องจากผู้สร้างสารสนเทศพยายามที่จะสร้างสนเทศให้เป็น
สารสนเทศที่สมบูรณ์ที่สุด ทำให้คำนึงถึงแต่เพียงว่า ทำอย่างไรจะให้ได้สารสนเทศมีความละเอียดมากพอ สำหรับผู้บริหาร ซึ่งแทนที่จะเป็นประโยชน์กลับลายเป็นว่าสารสนเทศมีความละเอียดมากเกินความจำเป็น
ทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเมื่อผู้บริหารต้องการใช้สารสนเทศ จะต้องเสียเวลาค้นหา

6. ตรงประเด็นหรือตรงตามความต้องการ (Relevance) สารสนเทศที่ตรงตามความต้องการ
หมายถึง ความเกี่ยวข้องของสารสนเทศกับงาน สารสนเทศที่ดีจะต้องเกี่ยวข้อง หรือสัมพันธ์โดยตรงกับงาน ที่ต้องการใช้สารสนเทศนั้น ดังนั้นสารสนเทศที่ดีผู้ใช้คนหนึ่งต้องการอาจจะไม่ตรงตามความต้องการของผู้ ใช้อีกคนหนึ่งก็ได้
http://www2.rn.ac.th/information/student_work_information/infor_well2.html


โดย: น.ส. วิไลวรรณ พงค์พันธ์ ม.29 พุธเช้า 52040501303 IP: 124.157.145.197 วันที่: 22 กรกฎาคม 2552 เวลา:19:45:14 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

-ข้อมูลต้องมีความทันสมัย คือ เป็นเหตุการณ์ที่ทันยุคทันเหตุการณ์ ไม่ล้าหลัง
-ข้อมูลต้องใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยากในการใช้ และสามารถใช้งานได้ในรูปแบบที่หลากหลาย
http://www.geocities.com/t1school/IT.htm

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

1. มีความถูกต้องเชื่อถือได้ (Accuracy) หมายถึง ความถูกต้องที่จะปราศจากข้อผิดพลาดหรือ
ความคลาดเคลื่อนของข้อมูล สารสนเทศเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลของข้อมูล บ่อยครั้งที่ผู้บริหาร
ในระดับต่าง ๆ รีบร้อนใช้สารสนเทศที่เตรียมได้จากคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจเป็นสารสนเทศที่ยังมีข้อผิดพลาด การที่จะให้ได้สารสนเทศที่ถูกต้องนั้นข้อมูลที่ได้มาจะต้องถูกต้องด้วย เหมือนกับสำนวนที่ว่า "Garbage In Garbage Out" หรือ GIGO

2. สามารถตรวจสอบได้ (Verifiable) สารสนเทศที่ได้อาจมาจากข้อมูลหลาย ๆ แหล่ง ดังนั้น
ข้อมูลที่มาจากแหล่งต่างกันควรจะได้มีการตรวจสอบเพื่อจะได้เชื่อถือได้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง หรือ
สารสนเทศบาง อย่างที่มีความสำคัญ ควรผ่านการตรวจสอบให้แน่ใจว่าสารสนเทศนั้นถูกต้อง เช่น สารสนเทศเกี่ยวกับการเงิน เป็นต้น

3. ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศที่ช่วยในการตัดสินใจ จะต้องมีความสมบูรณ์
มิฉะนั้นอาจทำให้การตัดสินใจของผู้บริหารมีความผิดพลาดได้ ความสมบูรณ์ไม่ได้หมายถึงปริมาณ
ของสารสนเทศ คุณภาพความสมบูรณ์ของสารสนเทศมักจะเน้นถึงสารสนเทศที่ปราศจากจากการ
ถูกละเลยหรือถูกมองข้ามสิ่งสำคัญไป เช่น ในการพิจารณาการทำโครงการต่างๆ ควรพิจารณาทั้งในด้าน
ผลประโยชน์ที่ได้รับ และค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ลงทุนไป ถ้าคำนึงแต่ผลประโยชน์ของสารสนเทศที่ได้โดย
ไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายว่าจะคุ้มหรือไม่และถ้าผู้บริหารไม่คำนึงถึงความสมบูรณ์ของสารสนเทศ อาจตัดสินใจ
ผิดพลาดโดยอนุมัติให้ทำ โครงการที่ไม่ได้ผลกำไร

4. ทันต่อการใช้งานหรือทันเวลา (Timeliness) สารสนเทศจะต้องทันสมัยและทันต่อการใช้งาน
อยู่เสมอทุกครั้งที่ข้อมูลมีการ เปลี่ยนแปลงจะต้องการปรับปรุงข้อมูลเพื่อผลิตสารสนเทศ ให้ทันต่อการนำไป
ใช้ประโยชน์ สารสนเทศจะมีคุณค่าหรือไม่นั้นจะต้องคำนึงถึงช่วงเวลาเป็นสิ่งสำคัญ

5. ความกระทัดรัด (Conciseness) เนื่องจากผู้สร้างสารสนเทศพยายามที่จะสร้างสนเทศให้เป็น
สารสนเทศที่สมบูรณ์ที่สุด ทำให้คำนึงถึงแต่เพียงว่า ทำอย่างไรจะให้ได้สารสนเทศมีความละเอียดมากพอ สำหรับผู้บริหาร ซึ่งแทนที่จะเป็นประโยชน์กลับลายเป็นว่าสารสนเทศมีความละเอียดมากเกินความจำเป็น
ทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเมื่อผู้บริหารต้องการใช้สารสนเทศ จะต้องเสียเวลาค้นหา

6. ตรงประเด็นหรือตรงตามความต้องการ (Relevance) สารสนเทศที่ตรงตามความต้องการ
หมายถึง ความเกี่ยวข้องของสารสนเทศกับงาน สารสนเทศที่ดีจะต้องเกี่ยวข้อง หรือสัมพันธ์โดยตรงกับงาน ที่ต้องการใช้สารสนเทศนั้น ดังนั้นสารสนเทศที่ดีผู้ใช้คนหนึ่งต้องการอาจจะไม่ตรงตามความต้องการของผู้ ใช้อีกคนหนึ่งก็ได้
http://www2.rn.ac.th/information/student_work_information/infor_well2.html


โดย: นายอดิศักดิ์ รักวิชา ม.1(พิเศษ) พฤ.ค่ำ 52240427132 IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 23 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:32:13 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

-ข้อมูลต้องมีความทันสมัย คือ เป็นเหตุการณ์ที่ทันยุคทันเหตุการณ์ ไม่ล้าหลัง
-ข้อมูลต้องใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยากในการใช้ และสามารถใช้งานได้ในรูปแบบที่หลากหลาย
http://www.geocities.com/t1school/IT.htm

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

1. มีความถูกต้องเชื่อถือได้ (Accuracy) หมายถึง ความถูกต้องที่จะปราศจากข้อผิดพลาดหรือ
ความคลาดเคลื่อนของข้อมูล สารสนเทศเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลของข้อมูล บ่อยครั้งที่ผู้บริหาร
ในระดับต่าง ๆ รีบร้อนใช้สารสนเทศที่เตรียมได้จากคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจเป็นสารสนเทศที่ยังมีข้อผิดพลาด การที่จะให้ได้สารสนเทศที่ถูกต้องนั้นข้อมูลที่ได้มาจะต้องถูกต้องด้วย เหมือนกับสำนวนที่ว่า "Garbage In Garbage Out" หรือ GIGO

2. สามารถตรวจสอบได้ (Verifiable) สารสนเทศที่ได้อาจมาจากข้อมูลหลาย ๆ แหล่ง ดังนั้น
ข้อมูลที่มาจากแหล่งต่างกันควรจะได้มีการตรวจสอบเพื่อจะได้เชื่อถือได้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง หรือ
สารสนเทศบาง อย่างที่มีความสำคัญ ควรผ่านการตรวจสอบให้แน่ใจว่าสารสนเทศนั้นถูกต้อง เช่น สารสนเทศเกี่ยวกับการเงิน เป็นต้น

3. ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศที่ช่วยในการตัดสินใจ จะต้องมีความสมบูรณ์
มิฉะนั้นอาจทำให้การตัดสินใจของผู้บริหารมีความผิดพลาดได้ ความสมบูรณ์ไม่ได้หมายถึงปริมาณ
ของสารสนเทศ คุณภาพความสมบูรณ์ของสารสนเทศมักจะเน้นถึงสารสนเทศที่ปราศจากจากการ
ถูกละเลยหรือถูกมองข้ามสิ่งสำคัญไป เช่น ในการพิจารณาการทำโครงการต่างๆ ควรพิจารณาทั้งในด้าน
ผลประโยชน์ที่ได้รับ และค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ลงทุนไป ถ้าคำนึงแต่ผลประโยชน์ของสารสนเทศที่ได้โดย
ไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายว่าจะคุ้มหรือไม่และถ้าผู้บริหารไม่คำนึงถึงความสมบูรณ์ของสารสนเทศ อาจตัดสินใจ
ผิดพลาดโดยอนุมัติให้ทำ โครงการที่ไม่ได้ผลกำไร

4. ทันต่อการใช้งานหรือทันเวลา (Timeliness) สารสนเทศจะต้องทันสมัยและทันต่อการใช้งาน
อยู่เสมอทุกครั้งที่ข้อมูลมีการ เปลี่ยนแปลงจะต้องการปรับปรุงข้อมูลเพื่อผลิตสารสนเทศ ให้ทันต่อการนำไป
ใช้ประโยชน์ สารสนเทศจะมีคุณค่าหรือไม่นั้นจะต้องคำนึงถึงช่วงเวลาเป็นสิ่งสำคัญ

5. ความกระทัดรัด (Conciseness) เนื่องจากผู้สร้างสารสนเทศพยายามที่จะสร้างสนเทศให้เป็น
สารสนเทศที่สมบูรณ์ที่สุด ทำให้คำนึงถึงแต่เพียงว่า ทำอย่างไรจะให้ได้สารสนเทศมีความละเอียดมากพอ สำหรับผู้บริหาร ซึ่งแทนที่จะเป็นประโยชน์กลับลายเป็นว่าสารสนเทศมีความละเอียดมากเกินความจำเป็น
ทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเมื่อผู้บริหารต้องการใช้สารสนเทศ จะต้องเสียเวลาค้นหา

6. ตรงประเด็นหรือตรงตามความต้องการ (Relevance) สารสนเทศที่ตรงตามความต้องการ
หมายถึง ความเกี่ยวข้องของสารสนเทศกับงาน สารสนเทศที่ดีจะต้องเกี่ยวข้อง หรือสัมพันธ์โดยตรงกับงาน ที่ต้องการใช้สารสนเทศนั้น ดังนั้นสารสนเทศที่ดีผู้ใช้คนหนึ่งต้องการอาจจะไม่ตรงตามความต้องการของผู้ ใช้อีกคนหนึ่งก็ได้
http://www2.rn.ac.th/information/student_work_information/infor_well2.html


โดย: นายนิรัช วิจิตรกุล ม.1(พิเศษ) พฤ.ค่ำ 52240427117 IP: 117.47.10.111 วันที่: 24 กรกฎาคม 2552 เวลา:4:11:26 น.  

 
1.ทันต่อการการใช้งานหมายความว่าอย่างไร (จงอธิบาย)
ตอบ
การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิต และสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสาร และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ
โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบ ความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบัน และอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศ ให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้าง การบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและ บุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วน รวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจใน ศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้าน ลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มา
http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS
102/noname1.htm

2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ
หลายท่านคงไม่ปฏิเสธว่าความต้องการของมนุษย์คือ ต้องการให้ตนเองมีความสุข แต่ความสุขของมนุษย์ที่ว่านั้นแล้วแต่ว่าจิตจะมีประสบการณ์สั่งสมมาเป็น อย่างไร บางคนบอกว่าต้องการให้ตนเองมีความสุขก็เพียงพอแล้ว บางคนบอกว่าอยากให้ตนเองมีความสุข เพื่อนและครอบครัวมีความสุขก็เพียงพอแล้ว หรือบางคนก็บอกว่าตนเองมีความสุขและก็ปรารถนาที่จะให้คนอื่นทั้งที่เป็นญาติ ตนและที่ไม่ใช่ญาติตนมีความสุขด้วย
1) มีบางครั้งที่รับปากคนอื่นแล้วทำไม่ได้ หรืออาสาแล้วทำไม่เต็มที่ไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่ตนเองรับมา ส่วนสิ่งที่ตนเองรับผิดชอบจะตั้งใจทำเต็มที่
2) คิดว่าตนเองเก่ง สามารถทำได้หลายอย่าง ไม่ยอมรับความสามารถของคนอื่น ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นคิดและทำ ตัวเองทำหมด หรือถ้าให้คนอื่น มักจะสั่งให้คนอื่นทำโดยไม่ให้คนอื่นช่วยคิด ถ้าหากผิดพลาดมาก็จะโยนความผิดให้คนที่ตนเองสั่ง ถ้าคนอื่นทำอะไรก็จะมีข้อตำหนิได้เสมอ แต่ตัวเองไม่มีผิดเลย เมื่อช่วยคนอื่นแล้วมักจะเอามาพูดทีหลังว่าได้ช่วยคนอื่น จ่ายเงินไปหรือหมดไปเท่าไหร่ บางครั้งทำบุญบริจาคเงินก็ยังพูดว่าทำบุญไปเท่าไหร่ ซึ่งแสดงถึงการเสียดายเงินที่ตัวเองจ่ายไป
3) มักจะหนักใจเสมอเวลาจะทำอะไร มองเห็นปัญหาและอุปสรรคมากมาย ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเงินยิ่งหนักใจ คิดว่าถ้าไม่มีเงินแล้วทำอะไรไม่ได้ เกิดทุกข์ร้อนถ้าขาดเงิน คิดว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญ เชิดชูคนที่มีเงินและทรัพย์สมบัติ และคิดว่าตนเองต้องหาเงินและหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเพิ่มขึ้นอีก ยินดีที่จะคบกับคนมีชื่อเสียง ไม่ค่อยสนใจหรือดูถูกคนที่ไม่ค่อยมีเงิน ดูคนมักจะดูที่การแต่งกายเครื่องประดับ
4) ชอบหาทางที่จะไม่ให้คนอื่นเอาเปรียบตน มองหาประโยชน์ตนเองปกป้องผลประโยชน์ให้กับตนและลูกอย่างเห็นได้ชัด ไม่มองคนอื่นแต่มองเห็นความต้องการของตนเป็นหลัก พยายามหาหนทางที่จะให้ตนเองดูโดดเด่น จนลืมนึกถึงว่าคนอื่นก็มีความสามารถเหมือนกันและมีความต้องการที่จะแสดงความ สามารถของเขาเหมือนกับที่เราเป็น
5) ชอบใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหาต่างๆ เป็นคนโกรธง่าย บางครั้งผูกพยาบาทและจ้องจะเอาคืนคนที่ตนเองไม่พอใจด้วยวิธีการต่างๆ
6) ทำงานทุกอย่างเต็มที่ เมื่อมีปัญหาก็คิดว่าสามารถแก้ได้ ประสานงานกับคนอื่นได้ เมื่อมีผลงานก็ยกผลงานให้ทีมของตน ไม่คิดว่าตนเองดีคนเดียว และรับผิดชอบแล้วจะทำอย่างเต็มที่ มีความพยายามและอดทนต่อปัญหาและอุปสรรค และมักจะพัฒนาตนเองและองค์กรเสมอ
7) ชอบช่วยเหลือคนอื่น มีความเอื้อเฟื้อต่อคนในครอบครัว เพื่อน และญาติ ช่วยอนุเคราะห์คนอื่นเมื่อถึงคราวจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งของ เมื่อช่วยแล้วไม่เคยเอามาพูดให้คนอื่นฟังว่าตนเองช่วยไปเท่าไหร่ หมดไปเท่าไหร่ และจะยินดีกับคนอื่นเมื่อเขามีความสุขอย่างจริงใจ

ที่มา
http://www.lpmp.org/index.php?option=com_content&task=view&id=86&Itemid=30


โดย: นาย สุระทิน ใจใส หมู่ 15 รหัส 52041151202 IP: 1.1.1.63, 58.137.131.62 วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:28:16 น.  

 
5.1. ทันต่อการปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ
การใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย


โดย: น.ส วนิดา ปัตตานี เช้าวันศุกร์ หมู่15 IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:39:14 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ


โดย: น.ส วนิดา ปัตตานี เช้าวันศุกร์ หมู่15 IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:57:00 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลัก


โดย: น.ส วนิดา ปัตตานี เช้าวันศุกร์ หมู่15 IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:03:48 น.  

 
ตรวจแล้ว (ครั้งที่ 1)


โดย: อ.น้ำผึ้ง (neaup ) วันที่: 28 กรกฎาคม 2552 เวลา:8:59:57 น.  

 
แบบฝึกหัด
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย



5.1 การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม
1. ติดตามการเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น ตลอดจนทำความเข้าใจบทบาทของเทคโนโลยีใหม่ที่จะมีผลกระทบต่อองค์การและในอนาคต
2. พิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและกำลังเกิดขึ้นในแต่ละหน่วยงาน โดยเฉพาะความต้องการทางด้านข้อมูลข่าวสาร เพื่อหาแนวโน้มความต้องการ จัดทำแผน และแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีขององค์การ
3. เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและงบประมาณ เพื่อรองรับต่อการนำเทคโนโลยีมาใช้ เนื่องจากการจัดการเทคโนโลยีไม่สามารถใช้เงินซื้อหามาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความเข้าใจในศักยภาพและความพร้อมของบุคลากรประกอบด้วย
เราจะเห็นว่าการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันต้องอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นพื้นฐาน โดยเทคโนโลยีสารสนเทศถูกใช้ให้เป็นประโยชน์แก่องค์การในหลายด้าน ตั้งแต่ การประมวลผลงานประจำวัน การตัดสินใจของผู้จัดการ ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินกลยุทธ์ขององค์การ นอกจากนี้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยส่งเสริมรูปแบบใหม่ในการสื่อสารข้อมูล และการเพิ่มผลผลิตขององค์การ
ที่มา...http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm
http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname2.htm
5.2 3. ความสมบูรณ์ ความสมบูรณ์ของสารสนเทศขึ้นกับการรวบรวมข้อมูลและวิธีการทางปฏิบัติด้วย ในการดำเนินการจัดทำ
สารสนเทศต้องสำรวจและสอบถามความต้องการใช้ข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ในระดับหนึ่งที่เหมาะสม

ที่มา...http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/108/data.html


โดย: นางสาวสุจิตรา มหาฤทธิ์ 51040305111คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ หมู่01 จันทร์บ่าย IP: 172.29.5.133, 58.147.7.66 วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:11:55 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
1. การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm


โดย: น.ส ผกาพรรณ ห.ษ์ทอง หมู่ 1 จันทร์ บาย IP: 124.157.146.74 วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:18:56:55 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
คุณสมบัติและจรรยาบรรณของพนักงานขาย
(Personal Quality and the Ethical of Salesman)
ตอนที่
5.1 บุคลิกภาพของพนักขาย (Salesman Personality)
5.2การเตรียมความพร้อมเพื่อปฏิบัติงานขาย (Tasks Planned for Selling)
5.3จรรยาบรรณของพนักงานขาย (The Ethical of Salesman)
แนวคิด
5.1บุคลิกภาพในการขายคือลักษณะพิเศษเฉพาะของบุคคลซึ่งเหมาะสมกับการทำหน้าที่ขายสินค้าหรือบริการและเป็นการประทับใจที่ลูกค้าได้รับจากพนักงานขาย
5.2งานขายเป็นงานอิสระ ไม่ต้องนั่งประจำโต๊ะทำงาน ไม่มีกำหนดเวลาทำงานแน่นอน ไม่มีใครที่จะมานั่งสั่งหรือบอกได้ว่าจะต้องทำอะไร เมื่อไรพนักงานขายจะต้องวางแผน และเตรียมงานของตนเอง จะเริ่มงานเมื่อไรที่ไหนจะทำอย่างไรบ้างมากน้อยเพียงใดจะต้องสามารถควบคุมตัวเองนั่นคือเป็นนายของตัวเองเพราะความสำเร็จหรือล้มเหลวของงานขึ้นอยู่กับความสามารถและ ความพยามยามของตัวเองเท่านั้น
5.3พนักงานขายต้องรู้สึกถึงความรับผิดชอบที่ตนเองมีต่อลูกค้า กิจการ คู่แข่งขันต่อสังคม ความรับผิดชอบเหล่านี้ จะทำให้พนักงานขายเลือกปฏิบัติงานเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายหรือผลกระทบใด ๆ ไปสู่กิจการ ต่อสังคมที่เป็นสมาชิกร่วมกัน
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. จุดประสงค์ปลายทาง
อธิบายบุคลิกภาพในการขาย การเตรียมความพร้อมเพื่อการปฏิบัติงานขายและจรรยาบรรณของพนักงานขายได้
2. จุดประสงค์นำทาง2.1บอกความหมายบุคลิกภาพในการขายได้
2.2อธิบายการเตรียมตัวเพื่อขายได้
2.3อธิบายการเตรียมงานเพื่อขายได้
2.4บอกความหมายของคำว่า “จรรยาบรรณ” ของพนักงานขายได้
2.5บอกจรรยาบรรณของพนักงานขายที่มีต่อลูกค้าได้
2.6บอกจรรยาบรรณของพนักงานขายที่มีต่อกิจการได้
2.7บอกจรรยาบรรณของพนักงานขายที่มี่ต่อคู่แข่งขันได้
2.8บอกจรรยาบรรณของพนักงานขายที่มีต่อสังคมได้
2.9บอกวิธีส่งเสริมจรรยาบรรณให้กับพนักงานขายได้คุณสมบัติและจรรยาบรรณของพนักงานขาย
(Personal Quality and the Ethical of Salesman)

5.1 บุคลิกภาพของพนักงานขาย (Salesman Personality)
งานขายเป็นงานที่ไม่ยากก็จริงแต่หากไม่ชอบแล้ว คนที่ฝืนในทำก็ย่อม ไม่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพการขาย ผู้ที่จะประสบความสำเร็จไม่ใช่ผู้ที่ขายสินค้า ที่ดีที่สุดหรือเป็นตัวแทนขายของบริษัทที่มีชื่อเสียงดีที่สุด แต่เป็นผู้ที่รู้จักตนเองมากที่สุดจะต้องรู้สึกถึงความสามารถและความถนัดของตนเองว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมกับงานขายหรือไม่ เช่น มีความอดทน กระตือรือร้น สามารถสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า เป็นต้น ความพึงพอใจ อันดับแรกไม่ได้อยู่ที่สินค้าหรือบริการ อันดับแรกจะต้องขายตนเองเสียก่อน คือทำให้ลูกค้าที่ได้พบเห็นพอใจในบุคลิกภาพของตน เพราะเมื่อพนักงานขายไปพบลูกค้าเพื่อเสนอขาย สิ่งแรกที่ลูกค้าจะพบเห็นคือ “บุคลิกภาพ”

มีผู้ให้คำนิยามของคำว่า “บุคลิกภาพ” (Personality) ไว้ดังนี้
บุคลิกภาพ (Personality) หมายถึง ลักษณะพิเศษของแต่ละบุคคลที่จะทำให้บุคคลหนึ่ง แตกต่างไปจากบุคคลหนึ่ง ทั้งรูปสมบัติ และคุณสมบัติ
รูปสมบัติ หมายถึง รูปร่างหน้าตา การแต่งกาย
คุณสมบัติ หมายถึง ลักษณะนิสัย เช่น ความจริงใจ ความสุภาพ ความซื่อสัตย์ เป็นต้น

5.1.1บุคลิกภาพในการขาย (Sales Personality)
บุคลิกภาพในการขาย หมายถึง “ลักษณะพิเศษเฉพาะของบุคคล ซึ่งเหมาะสมกับการทำหน้าที่ขายสินค้าหรือบริการและเป็นภาพประทับใจที่ลูกค้าได้รับจากพนักงานขาย”
จากคำนิยามที่กล่าวมานี้พอสรุปได้ว่า บุคลิกภาพเกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากพฤติกรรม (Behavior) ของแต่ละบุคคล ทำให้บุคคลนั้น ๆ แตกต่างไปจากผู้อื่น บุคลิกภาพของพนักงานขายจะสร้างความประทับใจแรกพบ (First Impression) แก่ลูกค้าได้มากหรือน้อยย่อมขึ้นอยู่กับพฤติกรรมที่แสดงออกมา
5.1.2คุณสมบัติทั่วไปของพนักงานขาย
คุณสมบัติทั่วไปของพนักงานขายก็เหมือนกับคุณสมบัติของมนุษย์โดยทั่ว ๆ ไป ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ
1. คุณสมบัติที่มีมาโดยกำเนิด บางคนเกิดมามี “รูปเป็นทรัพย์” คือมีรูปร่างหน้าตาดี แต่บางคนเกิดมามีรูปร่างหน้าตาไม่สวยงาม ไม่ดึงดูดใจ แต่สำหรับงานขายแล้ว จะพิจารณาเพียงแต่ “รูป” ไม่ได้ จะต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติอื่น ๆ ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดอีกด้วย
(1) กาย หรือ รูปลักษณ์ สามารถแยกออกได้ ดังนี้
1.รูปร่างหน้าตา บางคนที่รูปร่างหน้าตาดีนั้น ไม่ได้หมายความว่ามีเท่านี้ แล้วจะขายของได้ พนักงานขายคนสวยจนเกินไป ลูกค้ามัวแต่สนใจคนขาย เลยลืมสินค้าไปก็ได้หรือลูกค้าอาจจะซื้อเพราะคนขาย ไม่ได้ซื้อเพราะมีความต้องการในสินค้าและก็อาจจะซื้อเพียงครั้งเดียวแล้วเลิกกันไป เหมาะสำหรับการขายสินค้าราคาแพงและมีอายุการใช้งานนาน พนักงานขายควรมีรูปร่างหน้าตาดี สะอาด สดใส ยิ้มแย้มแจ่มใส สดชื่นอยู่เสมอ มีลักษณะเป็นมิตร ก็คงจะเพียงพอ
2.น้ำเสียง งานขายเป็นงานที่ต้องพูด ต้องสื่อความหมาย น้ำเสียงดีจึงมีความสำคัญ
3.กำลังกายแข็งแรง งานขายเป็นงานหนักที่ต้องใช้กำลังงานมาก ตั้งแต่การเดินทาง การรอพบลูกค้า รับประทานอาหารผิดเวลา บางครั้งต้องนอนดึกและตื่นเช้า และงานขายสินค้าบางประเภทจะต้องยกสินค้า หรือตัวอย่างสินค้าด้วย
ง. สุขภาพอนามัย จะแข็งแรงได้ก็ต้องมีสุขภาพอนามัยที่ดี งานขายเป็นงานที่ตรากตรำ ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก ก็ต้องพยายามไปพบลูกค้าให้ได้ หรือบางครั้งอาหารที่รับประทาน จะเลือกก็ไม่ได้เพราะไม่มีให้เลือก พนักงานจึงต้องรักษาสุขภาพอนามัยให้ดี
(2) ใจหรือบุคลิกภาพที่มีอยู่ในตัวและนิสัยติดตัว ได้แก่
1.สติปัญญาเฉลียวฉลาด (Intelligence) พนักงานขายจะต้องมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ศาสตราจารย์โรเบิร์ต เจ. สเติร์นเบิร์ก (Robert J. Sternberg) แห่งมหาวิทยาลัยเยลได้ทำการค้นคว้าวิจัยที่สรุปได้ว่า บุคคลที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด จะต้องมีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความเฉลียวฉลาด แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดในการพูด (Verbal Intelligence)
ความสามารถในการแก้ปัญหา (Problem-Solving Ability)
สติปัญญานั้นสามารถนำมาใช้ปฏิบัติได้ (Practical Intelligence)
ความสามารถของพนักงานขาย เราจะวัดได้จากส่วนที่แสดงออก แต่การที่พนักงานขายจะแสดงออกได้ดี จะต้องมีส่วนเสริมสร้างที่ดีอยู่ในตัวด้วย

มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดในการพูด
การแสดงออก
ส่วนเสริมสร้าง
1.ใช้ศัพท์ที่ดีถูกต้อง
2.แสดงความอยากรู้อยากเห็น
3.อยากรู้อยากเห็นอย่างคนฉลาด
4.มีเชาวน์
5.พูดได้คล่องแคล่ว
6. เมื่อมีการถกเถียงจะฟังทุกฝ่ายก่อนตัดสินใจ
7. แสดงความตื่นตัวอยู่เสมอ
8. แสดงว่ามีความคิดสร้างสรรค์
9. สนทนาได้ทุกเรื่องอย่างง่ายดาย
1. อ่านและเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
2. มองปัญหาทุกด้าน
3.เรียนรู้เร็ว
4.เห็นคุณค่าของความรู้
5.สามารถเชื่อมโยงปะติดปะต่อ ความคิดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
6.คิดลึก
7.ชอบอ่าน
8.อ่านอย่างกว้างขวาง
9.รับฟังความคิดเห็นคนอื่น

ความสามารถในการแก้ปัญหา
การแสดงออก
ส่วนเสริมสร้าง
1.ตัดสินใจดี
2.สามารถใช้ความรู้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้
3.วางปัญหาในแนวทางที่ดีที่สุด
4.แสดงความเป็นจริง
5.แก้ปัญหาดี พิจารณาผลลัพธ์ของการปฏิบัติ
1.มีสามัญสำนึก
2.วางแผนล่วงหน้ามีญาณหรือหารหยั่งรู้ดี
3.เข้าถึงหัวใจของปัญหา
4.พึงพอใจในความเป็นจริง
5.เข้าหาปัญหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
สติปัญญานั้นนำมาปฏิบัติได้
การแสดงออก
ส่วนเสริมสร้าง
1.ตกลงใจแน่ว่าจะบรรลุถึงเป้าหมายอย่างไร
2.แสดงความสนใจในโลกกว้าง
1.มีความเห็น หรือเข้าถึงสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี
2. ไม่ประมาทในสิ่งรอบข้างรอบตัว
ถ้าจะเรียงลำดับให้เข้าใจง่ายขึ้น การแสดงออกของคนที่มีความเฉลียวฉลาด มีสติปัญญาที่ดี จะมาจาก พูด คิด สามารถนำไปปฏิบัติ ซึ่งองค์ประกอบของความเฉลียวฉลาดทั้ง 3 จะแยกออกจากกันไม่ได้ คนที่คิดเก่งแต่พูดแสดงไม่เป็น ก็ไม่มีใครเห็นคุณค่า คนที่คิดเก่ง พูดเก่ง แต่นำมาใช้มาปฏิบัติไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์ ผู้ที่มีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ประการจึงจะนับได้ว่าเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด
2.มีอิทธิบาทสี่ คือ
ฉันทะ ความพอใจ คือ พอใจในงาน รักงาน
วิริยะ มีความอุตสาหะ มีความขยันหมั่นเพียรประกอบหน้าที่การงาน
จิตตะ มีจิตใจฝักใฝ่ในการงาน มุ่งแต่จะทำให้ได้ดี ให้สำเร็จลุล่วง
วิมังสา หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น
สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงตรัสไว้ในหนังสือนวโกวาท ว่า “คุณ 4 อย่างนี้ มีบริบูรณ์แล้ว อาจชักนำบุคคลให้ถึงสิ่งที่ต้องประสงค์ซึ่งไม่เหลือวิสัย”
ถ้าจะพิจารณากันให้ดีแล้ว อิทธิบาทสี่ก็คือแรงผลักดันไปสู่ความสำเร็จ (Drive to Succeed) นั่นเองที่โดนัลด์ เจ. โมอีน (Donald J. Moine) ซึ่งเป็นประธาน American Association for the Advancement of Communications Training แห่งสหรัฐอเมริกา เชื่อว่ายอดนักขาย เช่น โจ จีราร์ด ซึ่งเป็นยอดนักขายรถยนต์ เบนเฟลแมน ยอดนักขายประกัน และยอดนักขายคนอื่น ๆ จะต้องมีคุณสมบัติประการนี้เป็นส่วนสำคัญประการหนึ่ง
ค. มีความซื่อสัตย์ คือ ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ต่อบริษัท และต่อเพื่อนร่วมงาน
มีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ฟิล โคเฮน (Phil Cohen) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาธุรกิจและหนึ่งในผู้ร่วมงานของ Grubb & Associates เขียนถึงพนักงานขายใน Asia Magazine ว่า “ท่าน (พนักงานขายคอมพิวเตอร์) ต้องรู้จักสินค้าและวิธีใช้ ถ้าไม่รู้ ต้องไม่กลัวที่จะบอกกับลูกค้า ผมไม่ทราบ …”
พนักงานขายบางคนเสนอขายสินค้าทั้งที่รู้ไม่จริงหรือเกินความจริงพยายามตอบทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใดก็ตาม เช่น ดูลูกค้าผิด คิดว่าลูกค้าไม่รู้หรือกลัวว่าจะขายไม่ได้ การกระทำดังกล่าวแสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า หลอกตัวเอง อาจจะทำให้สูญเสียธุรกิจหรือพนักงานขายอาจเสียอนาคตไป
มีความซื่อสัตย์ต่อบริษัท ที่สำคัญคือ เงิน และเวลา พนักงานขายที่ต้องทำหน้าที่เก็บเงินด้วย ถ้าเก็บแล้วเอาไปใช้ก่อนถือว่าทุจริต หรือทุจริตในการเบิกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หรือการนำเอาตัวอย่างสินค้าไปขาย เป็นต้น การทุจริตต่อเวลา เช่น การโดดร่ม หรือเดินทางไม่ตรงหมายกำหนด หนีไปเที่ยว กลับมานอนบ้าน หรือไม่ออกเดินทางตามกำหนด แต่เบิกค่าใช้จ่ายเต็ม หรือเดินทางออกไปจริง แต่ไปเล่นการพนัน ไม่ไปทำงานหรือแอบไปทำงานให้กับบริษัทอื่น เพื่อหารายได้พิเศษ
มีความซื่อสัตย์ต่อผู้ร่วมงาน การกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์บางอย่าง เช่น แอบไปรู้มาว่า เดือนหน้าจะมีการแข่งขันกันขาย เลยดึงตัวเลขเดือนนี้เพื่อเก็บเอาไว้ออกเดือนหน้าทำให้ตนเองมีโอกาสได้รับรางวัลจากการแข่งขันมากกว่าคนอื่น ถือว่าเป็นการเอาเปรียบ ไม่ซื่อสัตย์ต่อผู้ร่วมงานและบริษัทด้วย เพราะบริษัทควรได้รับผลประโยชน์เร็วขึ้น
ง. ตรงต่อเวลา ปัจจุบัน การแข่งขันในเชิงธุรกิจการค้าสูง การตรงต่อเวลา มีความสำคัญมาก พนักงานขายบางคนพลาดโอกาสไปเพราะไปผิดเวลา เช่น การประมูลจะเห็นบ่อย ๆ ที่พนักงานขายพลาดโอกาสไปเพราะไปไม่ทัน
ในกรณีที่นัดล่วงหน้าไว้กับลูกค้า ถ้าคิดว่าไปไม่ได้แน่ ๆ หรือจะผิดเวลา ควรที่จะต้องโทรศัพท์หรือติดต่อให้ลูกค้าทราบล่วงหน้า
จ. รู้จักกาลเทศะ พนักงานขายบางคนชอบถือวิสาสะหรือแสดงความสนิทสนม กับลูกค้ามากจนเกินไปโดยไม่รู้จักกาลเทศะ อาจจะเสียสัมพันธภาพอันดีไปได้ เช่น ในขณะที่ลูกค้ากำลังทำงานอยู่หรือรับแขกอยู่ ควรให้ลูกค้าทำธุระให้เสร็จเสียก่อน นอกจากนั้นไม่ควรใช้เวลาในการพบลูกค้านานเกินไป อาจทำให้ลูกค้าเบื่อ ต้องเสียเวลาทำงาน หรือยังมีพนักงานขายจากบริษัทอื่นกำลังคอยอยู่อีกก็เป็นได้
ฉ. มีความคิดสร้างสรรค์ พนักงานขายที่สามารถจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์และกล้าทดลองในสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ เช่น แนวทางในการเสนอขายแบบต่าง ๆ การใช้คำพูด
ช. รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เช่น ลูกค้าที่ทำหน้าที่จัดซื้อ แต่มีเจ้านายคอยจ้องจับผิดอยู่ พนักงานขายจะต้องช่วยปกป้องลูกค้าด้วย อย่าคิดเอาแต่ได้ข้างเดียว โดยดำเนินการตามขั้นตอนให้ถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าได้รับเสียหายได้ในภายหลัง
การที่พนักงานขายรู้จักใจลูกค้าว่ามีปัญหาอะไร ต้องการอะไร คาดว่าจะมีข้อโต้แย้งอะไร จะสามารถเตรียมการเสนอขาย เตรียมตัวรับสถานการณ์ได้ทุกรูปแบบเป็นอย่างดี
ซ. มีจิตใจเข้มแข็งมั่นคง งานขายเป็นงานที่ประสบทั้งความสำเร็จและล้มเหลวอยู่ตลอดเวลา ถ้าสำเร็จอย่าหลงระเริง ถ้าล้มเหลว จะต้องศึกษาหาสาเหตุดูว่าล้มเหลวเพราะอะไร และไม่ท้อถ้อยที่จะแก้ตัวใหม่ สามารถควบคุมตนเองได้
ฌ. มีความเชื่อมั่นในตนเอง งานขายเป็นงานที่พนักงานขายจะต้องกระทำด้วยตัวเองเพียงคนเดียว จะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย พนักงานขายจึงควรมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง
2.คุณสมบัติที่ได้รับการปลูกฝัง คุณสมบัติดังต่อไปนี้สามารถปลูกฝังเพื่อให้เป็นคนที่มีคุณภาพและทัศนคติที่ดีได้จากการศึกษาเล่าเรียน การอบรมจากประสบการณ์ และจากการหมั่นฝึกฝนปฏิบัติ ที่สำคัญได้แก่
(1)ความรู้ การที่พนักงานขายมีพื้นความรู้เฉพาะด้านมาก่อน จะทำให้เรียนรู้ในสินค้าได้เร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ปริญญาบัตรไม่ใช่เป็นใบรับประกันความสำเร็จใน การประกอบอาชีพขาย
พนักงานขายที่จบ ปวช. สามารถขายสินค้าอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความรู้ทางวิศวกรรมเคมีหรือขายยาได้เป็นอย่างดี ไม่แพ้วิศวกรเคมีหรือนักวิทยาศาสตร์ หรือเภสัชกร
(2)กิริยามารยาท เป็นเรื่องที่ฝึกสอนกันได้ ได้แก่ ขนบธรรมเนียมในการเข้าพบลูกค้า ซึ่งจะมีความแตกต่างกันมาก เช่น การเข้าพบร้านค้าอาจใช้เพียงแค่ก้มศีรษะก็เพียงพอ แต่ถ้าจะไปพบข้าราชการหรือผู้ใหญ่บางท่าน การก้มศีรษะแบบที่ใช้กับร้านค้า จะดูน่าเกลียด ไม่มีมารยาท ในกรณีหลังนี้ควรจะต้องไหว้
บริษัทดูก่อน ทัศนคติของพนักงานขายอาจจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีก็ได้






http://www.brookersales.biz/images/salesman.jpg 02/01/06
ที่www.wt.ac.th/.../%CB%B9%E8%C7%C2%A1%D2%C3%E0%C3%D5%C2%B9%...


โดย: น.ส ผกาพรรณ ห.ษ์ทอง หมู่ 1 จันทร์ บาย IP: 124.157.146.74 วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:19:13:13 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ
1. ความละเอียดแม่นยำ คือ สารสนเทศจะต้องมีความละเอียดแม่นยำในการวัดข้อมูล ให้ความเชื่อถือได้สูง มีรายละเอียดของข้อมูล และแหล่งที่มาของข้อมูลที่ถูกต้อง
2. คุณสมบัติเชิงปริมาณ คือความสามารถที่จะแสดงออกมาในรูปของตัวเลขได้ และสามารถเปรียบเทียบในเชิงปริมาณได้
3. ความยอมรับได้ คือ ระดับความยอมรับได้ของกลุ่มผู้ใช้สารสนเทศอย่างเดียวกัน สารสนเทศควรมีลักษณะเดียวกันในกลุ่มผู้ใช้งาน หรือใกล้เคียงกันโดยสามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น การใช้เครื่องมือเพื่อวัดคุณภาพการผลิตสินค้า เครื่องมือดังกล่าวจะต้องเป็นที่ยอมรับได้ว่าสามารถวัดค่าของคุณภาพได้อย่างถูกต้อง
4. การใช้ได้ง่าย คือ ความสามารถนำไปใช้งานได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ทั้งในส่วนของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน
5. ความไม่ลำเอียง ซึ่งหมายถึง ไม่เป็นสารสนเทศที่มีจุดประสงค์ที่จะปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่าง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดไปจากความเป็นจริง หรือแสดงข้อมูลที่ผิดจากความเป็นจริง
6. ชัดเจน ซึ่งหมายถึง สารสนเทศจะต้องมีความคลุมเครือน้อยที่สุด สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย

ที่มา
:www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm

http://www.brookersales.biz/images/salesman.jpg 02/01/06








โดย: นายวิทวัฒน์ พากุล 52040255102 ม.29 เช้า IP: 192.168.1.108, 113.53.175.235 วันที่: 30 กรกฎาคม 2552 เวลา:18:24:23 น.  

 
5.1
เพราะมีความสะดวกรวดเร๊ว รอบคอบ ในกานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา...
http://webhost.cpd.go.th/ewt/govclean/download/standard_good.doc





โดย: นางสาวประทุมพร ปากเจริญ พุธเช้า หมู่ที่29 บช.บ. IP: 125.26.171.25 วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:43:31 น.  

 
5.2
ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog/?tag=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87

นาย ตง ประดิชญากาญจน์ (หมู่22 อังคารเช้า)


โดย: นางสาว ประทุมพร ปากเจริญ พุธเช้า หมู่ที่29 บช.บ. IP: 125.26.171.25 วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:45:08 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ
1. ความละเอียดแม่นยำ คือ สารสนเทศจะต้องมีความละเอียดแม่นยำในการวัดข้อมูล ให้ความเชื่อถือได้สูง มีรายละเอียดของข้อมูล และแหล่งที่มาของข้อมูลที่ถูกต้อง
2. คุณสมบัติเชิงปริมาณ คือความสามารถที่จะแสดงออกมาในรูปของตัวเลขได้ และสามารถเปรียบเทียบในเชิงปริมาณได้
3. ความยอมรับได้ คือ ระดับความยอมรับได้ของกลุ่มผู้ใช้สารสนเทศอย่างเดียวกัน สารสนเทศควรมีลักษณะเดียวกันในกลุ่มผู้ใช้งาน หรือใกล้เคียงกันโดยสามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น การใช้เครื่องมือเพื่อวัดคุณภาพการผลิตสินค้า เครื่องมือดังกล่าวจะต้องเป็นที่ยอมรับได้ว่าสามารถวัดค่าของคุณภาพได้อย่างถูกต้อง
4. การใช้ได้ง่าย คือ ความสามารถนำไปใช้งานได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ทั้งในส่วนของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน
5. ความไม่ลำเอียง ซึ่งหมายถึง ไม่เป็นสารสนเทศที่มีจุดประสงค์ที่จะปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่าง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดไปจากความเป็นจริง หรือแสดงข้อมูลที่ผิดจากความเป็นจริง
6. ชัดเจน ซึ่งหมายถึง สารสนเทศจะต้องมีความคลุมเครือน้อยที่สุด สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย
ที่มา...http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/108/data.html


โดย: นายอรรคพล วิทิยาอังคารเช้าหมู่22 IP: 125.26.167.27 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:18:56:10 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบายทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย


5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบายความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ



โดย: นางสาวนฤมล ภูหนองโอง รหัส 52040264108 สาขาการจัการอุตสาหกรรม คณะเทคโนโลยี (พุธเช้า) ม.29 IP: 125.26.178.52 วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:16:18:29 น.  

 
แบบฝึกหัด
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความรวดเร็วทันต่อการใช้งาน (Timeliness) หมายถึง การได้รับสารสนเทศมาทันเวลาต่อความต้องการใช้งาน เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าได้สารสนเทศมาล่าช้าก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการตัดสินใจด้วยสำหรับช่วงเวลาที่อยู่ตลอดเวลา ถ้าได้สารสนเทศมาล่าช้าก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการตัดสินใจด้วยสำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมก็คือ ต้องสามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันเหตุการณ์ และไม่รวดเร็วจนไม่สามารถแสดงให้เห็นแนวโน้ม หรือการเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้ ไม่ใช่ทุกครั้งที่เก็บข้อมูล เช่น การรายตามปกติ ถ้าทำรายงานทุกครั้งทันทีที่เก็บข้อมูลมาได้ ก็จะได้รายงานที่รวดเร็ว แต่ก็จะทำให้ปริมาณของรายงานมีมากเกินไป และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ซึ่งค่าใช้จ่าย ซึ่งถ้ารวบรวมข้อมูลไว้เป็นงวด ๆ แล้วจึงจัดทำเป็นรายงานประจำงวด


โดย: นายอภิชาติ อินทรีย์ หมู่ 22 อ.เช้า รหัสน.ศ.52040265109 IP: 117.47.12.96 วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:13:46:29 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ
ที่มาhttp://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1.2.html


โดย: นายอภิชาติ อินทรีย์ หมู่ 22 อ.เช้า รหัสน.ศ.52040265109 IP: 117.47.12.96 วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:13:57:50 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ 1. ทันต่อเวลา สารสนเทศที่ดีต้องได้รับทันต่อการใช้ประโยชน์ กล่าวคือ ไม่ช้าจน ไม่สามารถจะบอกถึงสภาพการณ์ หรือแนวโน้มการเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้ ควรที่จะรวมข้อมูลเป็นงวด ๆ และทำรายงานประจำงวด ช่วงเวลาที่เหมาะสมของการจัดทำสารสนเทศ และการรายงานสารสนเทศจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาให้ดีในแต่ละองค์กร
2. ตรงต่อความต้องการ สารสนเทศที่ดีต้องมีคุณสมบัติในการสื่อความหมาย ความรู้ และความเข้าใจให้เกิดการปฏิบัติที่ถูกต้อง เช่น รายงานต่าง ๆ ซึ่งมีค่าการบริหารงาน แต่ปัจจุบันไม่เป็นสารสนเทศที่ตรงต่อความต้องการของผู้บริหารแล้วก็ไม่ควรที่จะนำมาใช้งานอีกต่อไป
3. ถูกต้อง คุณสมบัติข้อนี้แสดงถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของสารสนเทศ ซึ่งนับว่าสำคัญมาก เพราะแม้สารสนเทศนั้นจะต้องต่อความต้องการและผลิตได้ทันต่อเวลา แต่ว่าขาดความถูกต้องแล้วจะหาประโยชน์ไม่ได้เลยกลับจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและเกิดผลเสียต่อองค์การได้ ซึ่งสอดคล้องกับที่ ปทีป เมฑาคุณวุฒิ (2538 , 3) ได้กำหนดคุณสมบัติของ สารสนเทศ สรุปได้ดังนี้
1. ทันต่อเวลา คือ ทันต่อการใช้ประโยชน์
2. ตรงต่อความต้องการ คือ สามารถใช้ในการสื่อความหมาย ความรู้ และความเข้าใจเพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่ถูกต้องได้
3. ถูกต้อง คือ ต้องไม่ผิดพลาด และเชื่อถือได้
4. สมบูรณ์ คือ เก็บรวบรวมสารสนเทศที่เกี่ยวข้องได้ครอบคลุมทุกเรื่องที่ผู้บริหารจะใช้ในการตัดสินใจ
5. เหมาะสม หมายถึง สารสนเทศที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ใช้ ผู้ใช้สามารถจัดทำได้อย่างดีตามต้องการ
6. กะทัดรัด หมายถึง สารสนเทศที่สั้นง่าย สะดวกต่อการอ่าน สรุปประเด็นได้ใจความ
7. ยุติธรรม หมายถึง สารสนเทศที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ผู้ใช้เกิดความคิดโน้มเอียง ไปในทางที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
8. สะดวก หมายถึง ความง่ายและรวมเร็วในการที่จะจัดทำและนำสารสนเทศมาใช้โดยไม่มีกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อน
9. ชัดเจนหมายถึง สารสนเทศที่สามารถทำให้ผู้ใช้สรุปประเด็นได้อย่างรวดและถูกต้อง
10. เป็นตัวเลขหรือภาพ หมายถึง การที่จัดทำสารสนเทศในลักษณะที่เป็นตัวเลขหรือเป็นกราฟจะช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจได้ดีขึ้น

ทีมา:
www.bpcd.net/new_subject/library/ebook/.../12331.html

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ
1. ความละเอียดแม่นยำ คือ สารสนเทศจะต้องมีความละเอียดแม่นยำในการวัดข้อมูล ให้ความเชื่อถือได้สูง มีรายละเอียดของข้อมูล และแหล่งที่มาของข้อมูลที่ถูกต้อง
2. คุณสมบัติเชิงปริมาณ คือความสามารถที่จะแสดงออกมาในรูปของตัวเลขได้ และสามารถเปรียบเทียบในเชิงปริมาณได้
3. ความยอมรับได้ คือ ระดับความยอมรับได้ของกลุ่มผู้ใช้สารสนเทศอย่างเดียวกัน สารสนเทศควรมีลักษณะเดียวกันในกลุ่มผู้ใช้งาน หรือใกล้เคียงกันโดยสามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น การใช้เครื่องมือเพื่อวัดคุณภาพการผลิตสินค้า เครื่องมือดังกล่าวจะต้องเป็นที่ยอมรับได้ว่าสามารถวัดค่าของคุณภาพได้อย่างถูกต้อง
4. การใช้ได้ง่าย คือ ความสามารถนำไปใช้งานได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ทั้งในส่วนของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน
5. ความไม่ลำเอียง ซึ่งหมายถึง ไม่เป็นสารสนเทศที่มีจุดประสงค์ที่จะปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่าง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดไปจากความเป็นจริง หรือแสดงข้อมูลที่ผิดจากความเป็นจริง
6. ชัดเจน ซึ่งหมายถึง สารสนเทศจะต้องมีความคลุมเครือน้อยที่สุด สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย
ที่มา...http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/108/data.html


โดย: นางสาวสุภาพร รัตนา 50240210102 วท.บ.สาธารณสุขศาสตร์ (เรียนวัน พฤ-คำ เวลา 17.00-21.00 น.) IP: 114.128.22.96 วันที่: 5 สิงหาคม 2552 เวลา:11:12:47 น.  

 
ตรวจแล้ว (ครั้งที่ 2)


โดย: อ.น้ำผึ้ง (neaup ) วันที่: 10 สิงหาคม 2552 เวลา:15:58:17 น.  

 
การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม
http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm

นิยามความมั่นคงปลอดภัยคอมพิวเตอร์

ในปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ได้ถูกคุกคามมากขึ้นทั้งจากไวรัสคอมพิวเตอร์หรือจากผู้ไม่ประสงค์ดี ซึ่งความมั่นคงปลอดภัยคอมพิวเตอร์ (Computer Security) ช่วยปกป้องเครื่องคอมพิวเตอร์รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญยังสามารถช่วยปกป้องข้อมูลที่ได้จัดเก็บไว้ภายในระบบหรือใช้ในความหมายความปลอดภัยทางข้อมูลสารสนเทศ (Information Security) ก็ได้ จุดประสงค์หลักของความปลอดภัยทางข้อมูลคือ ความลับ (Confidentiality) ความสมบูรณ์ (Integrity) ความพร้อมใช้ (Availability) และการห้ามปฏิเสธความรับผิดชอบ (Non-Repudiation) ของข้อมูลต่างๆภายในองค์กร (CIA-N) โดยมีรายละเอียดดังนี้


การรักษาความลับ (Confidentiality) คือการรับรองว่าจะมีการเก็บข้อมูลไว้เป็นความลับ และผู้มีสิทธิเท่านั้นจึงจะเข้าถึงข้อมูลนั้นได้

การรักษาความสมบูรณ์ (Integrity) คือการรับรองว่าข้อมูลจะไม่ถูกเปลี่ยนแปลงหรือทำลายไม่ว่าจะเป็นโดย อุบัติเหตุหรือโดยเจตนา

ความพร้อมใช้ (Availability) คือการรับรองว่าข้อมูลและบริการการสื่อสารต่าง ๆ พร้อมที่จะใช้ได้ในเวลาที่ต้องการใช้งาน

การห้ามปฏิเสธความรับผิดชอบ (Non-Repudiation) คือวิธีการสื่อสารซึ่งผู้ส่งข้อมูลได้รับหลักฐานว่าได้มีการส่งข้อมูลแล้วและผู้รับก็ได้รับการยืนยันว่าผู้ส่งเป็นใคร ดังนั้นทั้งผู้ส่งและผู้รับจะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าวในภายหลัง
ในทางปฏิบัตินั้นสามารถกำหนดลักษณะของการควบคุมความมั่นคงปลอดภัย (Security Controls) ได้ 5 ระดับตามรูป

และถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งของความมั่นคงปลอดภัยคอมพิวเตอร์ เพราะจัดเป็นการกำหนดและควบคุมทั้งบุคคลที่สามารถเข้าสู่ระบบและเข้าสู่ข้อมูลภายในระบบ และเพื่อกระทำการใดได้บ้าง อนุญาตตามระดับชั้นของความสำคัญของข้อมูล รวมไปถึงการจัดเก็บพฤติกรรมการใช้งานระบบของบุคคลนั้นต่อข้อมูลบนระบบทั้งหมด

A. การพิสูจน์ตัวตน (Authentication)

การพิสูจน์ตัวตน คือขั้นตอนการยืนยันความถูกต้องของหลักฐาน (Identity) ที่แสดงว่าเป็นบุคคลที่กล่าวอ้างจริง ในทางปฏิบัติจะแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ


การระบุตัวตน (Identification) คือขั้นตอนที่ผู้ใช้แสดงหลักฐานว่าตนเองคือใครเช่น ชื่อผู้ใช้ (username)

การพิสูจน์ตัวตน (Authentication) คือขั้นตอนที่ตรวจสอบหลักฐานเพื่อแสดงว่าเป็นบุคคลที่กล่าวอ้างจริง

จากแผนผังแสดงกระบวนการพิสูจน์ตัวตน ในขั้นแรกผู้ใช้จะทำการแสดงหลักฐานที่ใช้ในการพิสูจน์ตัวตนต่อระบบ ซึ่งในขั้นนี้คือการระบุตัวตน และในขั้นตอนต่อมาระบบจะทำการตรวจสอบหลักฐานที่ผู้ใช้นำมากล่าวอ้างซึ่งก็คือการพิสูจน์ตัวตน หลังจากระบบได้ทำการตรวจสอบหลักฐานเรียบร้อยแล้วถ้าหลักฐานที่นำมากล่าวอ้างถูกต้องจึงอนุญาตให้เข้าสู่ระบบได้ หากหลักฐานที่นำมากล่าวอ้างไม่ถูกต้องผู้ใช้จะถูกปฎิเสธจากระบบ

หลักฐานที่ผู้ใช้นำมากล่าวอ้างที่เกี่ยวกับเรื่องของความปลอดภัยนั้นสามารถจำแนกได้ 2 ชนิด


Actual identity คือหลักฐานที่สามารถบ่งบอกได้ว่าในความเป็นจริงบุคคลที่กล่าวอ้างนั้นเป็นใคร

Electronic identity คือหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งสามารถบ่งบอกข้อมูลของบุคคลนั้นได้ แต่ละบุคคลอาจมีหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ได้มากกว่า 1 หลักฐาน ตัวอย่างเช่น บัญชีชื่อผู้ใช้
กลไกของการพิสูจน์ตัวตน (Authentication mechanisms) สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 คุณลักษณะคือ


สิ่งที่คุณมี (Possession factor) เช่น กุญแจหรือเครดิตการ์ด เป็นต้น

สิ่งที่คุณรู้ (Knowledge factor) เช่น รหัสผ่าน (passwords) หรือการใช้พิน (PINs) เป็นต้น

สิ่งที่คุณเป็น (Biometric factor) เช่น ลายนิ้วมือ รูปแบบเรตินา (retinal patterns) หรือใช้รูปแบบเสียง (voice patterns) เป็นต้น

กระบวนการพิสูจน์ตัวตนนั้นจะนำ 3 ลักษณะข้างต้นมาใช้ในการยืนยันหลักฐานที่นำมากล่าวอ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระบบ วิธีการที่นำมาใช้เพียงลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง (Single-factor authentication) นั้นมีข้อจำกัดในการใช้ ตัวอย่างเช่น สิ่งที่คุณมี (Possession factor) นั้นอาจจะสูญหายหรือถูกขโมยได้ สิ่งที่คุณรู้ (Knowledge factor) อาจจะถูกดักฟัง เดา หรือขโมยจากเครื่องคอมพิวเตอร์ สิ่งที่คุณเป็น (Biometric factor) จัดได้ว่าเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยสูงอย่างไรก็ตามการที่จะใช้เทคโนโลยีนี้ได้นั้นจำเป็นต้องมีการลงทุนที่สูง เป็นต้น

ดังนั้นจึงได้มีการนำแต่ละคุณลักษณะมาใช้ร่วมกัน (multi-factor authentication) ตัวอย่างเช่น ใช้สิ่งที่คุณมีกับสิ่งที่คุณรู้มาใช้ร่วมกัน เช่น การใช้ลายมือชื่อร่วมกับการใช้บัตรเครดิตหรือการใช้รหัสผ่านร่วมกับการใช้บัตร ATMเป็นต้น การนำแต่ละลักษณะของการพิสูจน์ตัวตนมาใช้ร่วมกันมากกว่า 1 ลักษณะ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

B. การกำหนดสิทธิ์ (Authorization)
การกำหนดสิทธิ์ คือขั้นตอนในการอนุญาตให้แต่ละบุคคลสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือระบบใดได้บ้าง ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าบุคคลที่กล่าวอ้างนั้นคือใครตามขั้นตอนการพิสูจน์ตัวตนและต้องให้แน่ใจด้วยว่าการพิสูจน์ตัวตนนั้นถูกต้อง
C. การเข้ารหัส (Encryption)

การเข้ารหัส คือการเก็บข้อมูลให้เป็นส่วนบุคคลจากบุคคลอื่นที่ไม่ได้รับอนุญาต ส่วนประกอบ 2 ส่วนที่สำคัญที่จะช่วยทำให้ข้อมูลนั้นเป็นความลับได้ก็คือ การกำหนดสิทธิ์และการพิสูจน์ตัวตนเพราะว่าก่อนการอนุญาตให้บุคคลที่กล่าวอ้างเข้าถึงข้อมูลหรือถอดรหัสข้อมูลนั้นต้องสามารถแน่ใจได้ว่าบุคคลที่กล่าวอ้างนั้นเป็นใครและได้รับอนุญาตให้สามารถเข้ามาดูข้อมูลได้หรือไม่ ในการเข้ารหัสนั้นวิธีการหนึ่งที่ทำได้คือการเข้ารหัสในรูปแบบของกุญแจลับ (Secret key) ซึ่งในการใช้คีย์รูปแบบนี้ต้องเฉพาะผู้ที่มีกุญแจลับนี้เท่านั้นที่สามารถรับข้อมูลที่เข้ารหัสแล้วได้

D. การรักษาความสมบูรณ์ (Integrity)
การรักษาความสมบูรณ์ คือการรับรองว่าข้อมูลจะไม่ถูกเปลี่ยนแปลงหรือทำลายไปจากต้นฉบับ (source) ไม่ว่าจะเป็นโดยบังเอิญหรือดัดแปลงโดยเจตนาที่อาจส่งผลเสียต่อข้อมูล การคุกคามความสมบูรณ์ของข้อมูลคือการที่บุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตสามารถที่จะเข้าควบคุมการจัดการของข้อมูลได้

E. การตรวจสอบ (Audit)
การตรวจสอบ คือการตรวจสอบหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถใช้ในการติดตามการดำเนินการเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและแม่นยำ ตัวอย่างเช่นการตรวจสอบบัญชีชื่อผู้ใช้ โดยผู้ตรวจบัญชี ซึ่งการตรวจสอบความถูกต้องของการดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์นั้นได้ถูกสร้างและสั่งให้ทำงานโดยบุคคลที่ได้รับอนุญาต และในการเชื่อมต่อเหตุการณ์เข้ากับบุคคลจะต้องทำการตรวจสอบหลักฐานของบุคคลนั้นด้วย ซึ่งถือเป็นหลักการพื้นฐานของขั้นตอนการทำงานของการพิสูจน์ตัวตนด้วย

การพิสูจน์ตัวตนจัดเป็นการตรวจสอบหลักฐานขั้นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดใน 5 ระดับชั้นของการควบคุมความปลอดภัย ดังนั้นการพิสูจน์ตัวตนดีจะช่วยเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยขั้นพื้นฐานให้กับระบบมากยิ่งขึ้น
ประเภทของการพิสูจน์ตัวตน (Authentication Types)

ส่วนประกอบพื้นฐานของการพิสูจน์ตัวตนสมบูรณ์แบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ

การพิสูจน์ตัวตน (Authentication) คือส่วนที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นขั้นตอนแรกของการเข้าใช้ระบบ ผู้เข้าใช้ระบบต้องถูกยอมรับจากระบบว่าสามารถเข้าสู่ระบบได้ การพิสูจน์ตัวตนป็นการตรวจสอบหลักฐานเพื่อแสดงว่าเป็นบุคคลนั้นจริง
การกำหนดสิทธิ์ (Authorization) คือข้อจำกัดของบุคคลที่เข้ามาในระบบ ว่าบุคคลคนนั้นสามารถทำอะไรกับระบบได้บ้าง
การบันทึกการใช้งาน (Accountability) คือการบันทึกรายละเอียดของการใช้ระบบและรวมถึงข้อมูลต่างๆที่ผู้ใช้กระทำลงไปในระบบ เพื่อผู้ตรวจสอบจะได้ตรวจสอบได้ว่า ผู้ใช้ที่เข้ามาใช้บริการได้เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อมูลในส่วนใดบ้าง

จากที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าการพิสูจน์ตัวตนมีความสำคัญที่สุดกับการเข้าใช้ระบบ จึงแจกแจงชนิดของการพิสูจน์ตัวตนใช้กันอยู่ในปัจจุบันว่ามีอะไรบ้างและแต่ละชนิดมีลักษณะอย่างไร ดังนี้

A. ไม่มีการพิสูจน์ตัวตน (No Authentication)
ตามหลักการแล้วการพิสูจน์ตัวตนไม่มีความจำเป็น ถ้าเงื่อนไขต่อไปนี้เป็นจริง

ข้อมูลเหล่านั้นเป็นข้อมูลสาธารณะ ที่อนุญาตให้ทุกคนเข้าใช้บริการและเปลี่ยนแปลงได้ หรือ

ข้อมูลข่าวสารหรือแหล่งของข้อมูลนั้นๆ สามารถเข้าถึงได้เฉพาะบุคคลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

B. การพิสูจน์ตัวตนโดยใช้รหัสผ่าน (Authentication by Passwords)
รหัสผ่านเป็นวิธีการที่ใช้มานานและนิยมใช้กันแพร่หลาย รหัสผ่านควรจำกัดให้เฉพาะผู้ใช้ที่มีสิทธิเท่านั้นที่ทราบ

แต่ว่าในปัจจุบันนี้ การใช้แค่รหัสผ่านไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เนื่องจากการตั้งรหัสผ่านที่ง่ายเกินไป และวิทยาการและความรู้ที่ก้าวหน้าทำให้รหัสผ่านอาจจะถูกขโมยโดยระหว่างการสือสารผ่านเครือข่ายได้

C. การพิสูจน์ตัวตนโดยใช้ PIN (Authentication by PIN)

PIN (Personal Identification Number) เป็นรหัสลับส่วนบุคคลที่ใช้เป็นรหัสผ่านเพื่อเข้าสู่ระบบ ซึ่ง PIN ใช้อย่างแพร่หลายโดยเฉพาะการทำธุรกรรมทางด้านธนาคาร เช่นบัตร ATM และเครดิตการ์ดต่างๆ
การใช้ PIN ทำให้มีความปลอดภัยในการสื่อสารข้ามระบบเครือข่ายสาธารณะมากขึ้น เนื่องจาก PIN จะถูกเข้ารหัสเอาไว้และจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่สามารถถอดรหัสนี้ออกมาได้ เช่นฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ และถูกติดตั้งไว้ในเครื่องของผู้รับและผู้ส่งเท่านั้น

D. การพิสูจน์ตัวตนโดยใช้ Password Authenticators หรือ Tokens (Authentication by Password Authenticators or Tokens)

Authenticator หรือ Token เป็นฮาร์ดแวร์พิเศษที่ใช้สร้าง "รหัสผ่านซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ (dynamic password)" ในขณะที่กำลังเข้าสู่ระบบเครือข่าย มี 2 วิธี คือ ซิงโครนัส และ อะซิงโครนัส

การพิสูจน์ตัวตนแบบซิงโครนัส แบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามลักษณะของการใช้งาน คือ
การพิสูจน์ตัวตนแบบซิงโครนัสโดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ (Event-synchronous authentication) เมื่อผู้ใช้ต้องการที่จะเข้าสู่ระบบ ผู้ใช้จะต้องกด Token เพื่อให้ Token สร้างรหัสผ่านให้ จากนั้นผู้ใช้นำรหัสผ่านที่แสดงหลังจากกด Token ใส่ลงในฟอร์ม เพื่อเข้าสู่ระบบ ระบบจะทำการตรวจสอบกับเซิร์ฟเวอร์ก่อน ว่ารหัสผ่านที่ใส่มีอยู่ในเซิร์ฟเวอร์จริง จึงจะยินยอมให้ผู้ใช้เข้าสู่ระบบ

การพิสูจน์ตัวตนแบบซิงโครนัสโดยขึ้นอยู่กับเวลา (Time-synchronous authentication) เป็นวิธีการที่สร้างรหัสผ่านโดยมีการกำหนดช่วงระยะเวลาการใช้งาน โดยปกติแล้วรหัสผ่านจะถูกเปลี่ยนทุกๆ หนึ่งนาที การสร้างรหัสผ่านจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้บางครั้งรหัสผ่านที่สร้างออกมาอาจจะซ้ำกันกับรหัสผ่านตัวอื่นที่เคยสร้างมาแล้วก็ได้ เมื่อผู้ใช้ต้องการเข้าสู่ระบบก็ใส่รหัสผ่านและเวลาที่รหัสผ่านตัวนั้นถูกสร้างขึ้นมา ( รหัสผ่านจะถูกสร้างขึ้นมาจาก Token ) ลงในฟอร์ม เพื่อเข้าสู่ระบบ ระบบจะทำการตรวจสอบเวลาและรหัสผ่านที่ผู้ใช้ใส่ลงไป กับเซิร์ฟเวอร๋ว่ารหัสผ่านที่ใส่ตรงกับเวลาที่ Token สร้าง และมีอยู่ในเซิร์ฟเวอร์จริง จึงยินยอมให้ผู้ใช้เข้าสู่ระบบ
การพิสูจน์ตัวตนแบบอะซิงโครนัส หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "challenge-response" ถูกพัฒนาขึ้น เป็นลำดับแรกๆ ของระบบการใช้ "รหัสผ่านซึ่งเปลี่ยนแปลงได้" ซึ่งถือได้ว่าเป็นการป้องกันการจู่โจมที่ปลอดภัยที่สุด เพราะเนื่องจากว่าเมื่อผู้ใช้ต้องการจะเข้าสู่ระบบ ผู้ใช้จะต้องทำการร้องของไปยังเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นเซิร์ฟเวอร์ก็จะส่ง challenge string มาให้ผู้ใช้ เพื่อให้ผู้ใช้ใส่ลงใน Token ที่ผู้ใช้ถืออยู่ จากนั้น Token จะทำการคำนวณรหัสผ่านออกมาให้ผู้ใช้ ผู้ใช้จึงสามารถนำรหัสผ่านนั้นใส่ลงในฟอร์มเพื่อเข้าสู่ระบบได้
การพิสูจน์ตัวตนแบบซิงโครนัสทั้งไคลเอ็นต์และเซิร์ฟเวอร์จะมีรหัสผ่านเก็บเอาไว้ แต่แบบอะซิงโครนัส ไคลเอ็นต์จะต้องติดต่อเซิร์ฟเวอร์ก่อน ก่อนจะได้รับรหัสผ่านจริง ทำให้การพิสูจน์ตัวตนแบบอะซิงโครนัสมีขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่าแบบซิงโคนัส

: http://www.securecomputing.com/index.cfm?sKey=665





โดย: นายนารายณ์ แก้วภักดี ม.15 ศ. เช้า IP: 124.157.129.16 วันที่: 10 สิงหาคม 2552 เวลา:18:01:00 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2&clk=wttpcts
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2&clk=wttpcts




โดย: น.ส.นงนุช นาเจริญ52040258129 หมู่ 22 อังคารเช้า IP: 124.157.147.193 วันที่: 11 สิงหาคม 2552 เวลา:19:33:51 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2

5.2 มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ

http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2


โดย: น.ส. ศิราณี ผิววงษ์ 52040258102 หมู่ 22 (อังคารเช้า) IP: 124.157.147.193 วันที่: 11 สิงหาคม 2552 เวลา:20:08:17 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน ปัจจุบันความก้าวหน้าของ
ตอบ
เทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม
หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ที่มาwww.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm
5.2 มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ
ที่มา:www.clinicdek.com/index.php?option=com...task...


โดย: 52040263105 ชื่อ น.ส.อรวรรณ ไชยยงค์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร หมู่ 22 (อังคารเช้า) IP: 1.1.1.7, 58.137.131.62 วันที่: 15 สิงหาคม 2552 เวลา:21:08:43 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน ปัจจุบันความก้าวหน้าของ
ตอบ
เทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม
หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ที่มาwww.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm
5.2 มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ
ที่มา:www.clinicdek.com/index.php?option=com...task...


โดย: 52040263105 ชื่อ น.ส.อรวรรณ ไชยยงค์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร หมู่ 22 (อังคารเช้า) IP: 1.1.1.7, 58.137.131.62 วันที่: 15 สิงหาคม 2552 เวลา:21:08:59 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน ปัจจุบันความก้าวหน้าของ
ตอบ
เทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม
หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ที่มาwww.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm
5.2 มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ
ที่มา:www.clinicdek.com/index.php?option=com...task...


โดย: 52040263105 ชื่อ น.ส.อรวรรณ ไชยยงค์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร หมู่ 22 (อังคารเช้า) IP: 1.1.1.7, 58.137.131.62 วันที่: 15 สิงหาคม 2552 เวลา:21:09:09 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบมนุษย์ได้ชื่อว่าประเสริฐกว่าสัตว์โลกทั้งปวงก็เพราะรู้จักรางวัลภายใน รู้จักสัจธรรมและความหลุดพ้น ถ้ามนุษย์ไม่รู้จักความพอดีพอควรในเรื่อง กิน กาม เกียรติ ไฉนเลยบุคคลจะสามารถพัฒนาตนไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ อนึ่ง ในการพัฒนาตนเองเพื่อมุ่งความสมบูรณ์นั้น บุคคลจำเป็นต้องรู้จักประยุกต์ใช้สองขั้นตอนสำคัญคือ



(1) การวางเป้าหมายของชีวิตให้ตระหนักถึงความต้องการภายในและภายนอก



(2) การรู้จักประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาทสี่ เพื่อกระตุ้นแรงจูงใจในการทำงานให้มุ่งสู่เป้าหมายชีวิต



องค์ประกอบทั้งสองประการเป็นหลักประกันความสมหวังของชีวิตทั้งในและนอกหน้าที่การงาน เป็นทางสว่างแห่งชีวิตที่อยู่ภายและนอกหน้าที่การงาน เป็นทางสว่างแห่งชีวิตที่อยู่ภายใต้กรอบความดีงาม ซึ่งถึงพร้อมด้วยการพัฒนาตนเองและสังคม ด้วยเหตุนี้การพัฒนาชาติให้มีลักษณะมั่นคง ถาวรและยั่นยืนนั้นจึงจำเป็นต้องเริ่มพัฒนาจากจิตใจของคนในชาติเป็นสำคัญ



ที่มา : ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์. เป้าหมายชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานตามความหมายเชิงพุทธ.--กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ
www.pdamobiz.com/forum/forum_posts.asp?TID=36467&PN...


โดย: 52040263105 ชื่อ น.ส. อรวรรณ ไชยยงค์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร หมู่22 (อังคารเช้า) IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 16 สิงหาคม 2552 เวลา:14:12:38 น.  

 
5.1ทันสมัยอยู่เสมอ
5.21. มีความถูกต้อง แม่นยำ
2. ทันต่อการใช้งาน (ทันสมัยอยู่เสมอ)
3. ความสมบูรณ์ในตัวเอง
4. มีความกะทัดรัก ชัดเจน
5. ตรงกับความต้องการ
ที่มาhttp://www.bloggang.com/viewblog.php?id=numpuang&group=7
โดยน.สอภิญญา อุ้ยปะโค 520412781014 ม.15 ศ.เช้า


โดย: อภิญญา อุ้ยปะโค IP: 124.157.148.58 วันที่: 16 สิงหาคม 2552 เวลา:15:40:20 น.  

 
1.ตอบ
การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มา http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm
2.ตอบ
ตอบ ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ
ที่มา:www.clinicdek.com/index.php?option=com...task...


โดย: นางสาวคนึงนิจ ผิวบาง รหัส52040263139 หมู่22 IP: 124.157.148.178 วันที่: 17 สิงหาคม 2552 เวลา:19:12:01 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน ปัจจุบันความก้าวหน้าของ
ตอบ
เทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม
หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ที่มาwww.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm
5.2 มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ
ที่มา:www.clinicdek.com/index.php?option=com...task...


โดย: นางสาว นฤมล หมู่หาญ 52040263122 หมู่22 อังคารเช้า IP: 1.1.1.182, 58.147.7.66 วันที่: 20 สิงหาคม 2552 เวลา:19:07:11 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มา http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog


โดย: นางสาวสุจิตรา อินทสร้อย 52040258139 หมู่22 อังคารเช้า IP: 125.26.165.199 วันที่: 21 สิงหาคม 2552 เวลา:21:46:26 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

สารสนเทศที่ดีสำหรับใช้ประกอบการดำเนินการวางแผนและการบริหารควรจะมีคุณสมบัติที่สำคัญ 3 ประการ คือ

1. ทันต่อเวลา สารสนเทศที่ดีต้องได้รับทันต่อการใช้ประโยชน์ กล่าวคือ ไม่ช้าจน ไม่สามารถจะบอกถึงสภาพการณ์ หรือแนวโน้มการเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้ ควรที่จะรวมข้อมูลเป็นงวด ๆ และทำรายงานประจำงวด ช่วงเวลาที่เหมาะสมของการจัดทำสารสนเทศ และการรายงานสารสนเทศจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาให้ดีในแต่ละองค์กร
2. ตรงต่อความต้องการ สารสนเทศที่ดีต้องมีคุณสมบัติในการสื่อความหมาย ความรู้ และความเข้าใจให้เกิดการปฏิบัติที่ถูกต้อง เช่น รายงานต่าง ๆ ซึ่งมีค่าการบริหารงาน แต่ปัจจุบันไม่เป็นสารสนเทศที่ตรงต่อความต้องการของผู้บริหารแล้วก็ไม่ควร ที่จะนำมาใช้งานอีกต่อไป
3. ถูกต้อง คุณสมบัติข้อนี้แสดงถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของสารสนเทศ ซึ่งนับว่าสำคัญมาก เพราะแม้สารสนเทศนั้นจะต้องต่อความต้องการและผลิตได้ทันต่อเวลา แต่ว่าขาดความถูกต้องแล้วจะหาประโยชน์ไม่ได้เลยกลับจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ ผิดพลาดและเกิดผลเสียต่อองค์การได้ คุณสมบัติของ สารสนเทศ สรุปได้ดังนี้

1. ทันต่อเวลา คือ ทันต่อการใช้ประโยชน์
2. ตรงต่อความต้องการ คือ สามารถใช้ในการสื่อความหมาย ความรู้ และความเข้าใจเพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่ถูกต้องได้
3. ถูกต้อง คือ ต้องไม่ผิดพลาด และเชื่อถือได้
4. สมบูรณ์ คือ เก็บรวบรวมสารสนเทศที่เกี่ยวข้องได้ครอบคลุมทุกเรื่องที่ผู้บริหารจะใช้ในการตัดสินใจ
5. เหมาะสม หมายถึง สารสนเทศที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ใช้ ผู้ใช้สามารถจัดทำได้อย่างดีตามต้องการ
6. กะทัดรัด หมายถึง สารสนเทศที่สั้นง่าย สะดวกต่อการอ่าน สรุปประเด็นได้ใจความ
7. ยุติธรรม หมายถึง สารสนเทศที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ผู้ใช้เกิดความคิดโน้มเอียง ไปในทางที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
8. สะดวก หมายถึง ความง่ายและรวมเร็วในการที่จะจัดทำและนำสารสนเทศมาใช้โดยไม่มีกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อน
9. ชัดเจนหมายถึง สารสนเทศที่สามารถทำให้ผู้ใช้สรุปประเด็นได้อย่างรวดและถูกต้อง
10. เป็นตัวเลขหรือภาพ หมายถึง การที่จัดทำสารสนเทศในลักษณะที่เป็นตัวเลขหรือเป็นกราฟจะช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจได้ดีขึ้น


ที่มา : http://www.bpcd.net/new_subject/library/ebook/ict/ict_fundamental/12331.html


โดย: น.ส นาริณี อินทร์ดี IP: 113.53.171.71 วันที่: 26 สิงหาคม 2552 เวลา:20:52:51 น.  

 
ความหมายและหลักการทำงาน VPN



Virtual Private Network (VPN) หมายถึง เครือข่ายเสมือนส่วนตัว ที่ทำงานโดยใช้ โครงสร้างของเครือข่ายสาธารณะ หรืออาจจะวิ่งบนเครือข่ายไอพีก็ได้ แต่ยังสามารถคงความเป็นเครือข่ายเฉพาะ ขององค์กรได้ด้วยการเข้ารหัส package ก่อนส่ง เพื่อให้ข้อมูลมีความปลอดภัยมากขึ้น VPN เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อเครือข่ายนอกอาคาร (WAN-Wide Area Network) ที่กำลังเป็นที่สนใจและเริ่มนำไปใช้ในหน่วยงานที่มีหลายสาขา หรือ มีสำนักงานกระจัดกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค ในระบบ VPN การเชื่อมต่อระหว่างสำนักงานโดยใช้เครือข่าย Internet แทนการต่อเชื่อมด้วย Leased line หรือ Frame Relay
Private network (PN) คือเครือข่ายภายในของแต่ละบริษัท (Public Network คือเครือข่าย สาธารณะเช่น Internet) Private network เกิดจากการที่บริษัทต้องการเชื่อมเครืข่ายของแต่ละสาขา สำนักงาน เข้าด้วยกัน (กรณีพวกที่เชื่อมต่อด้วย TCP / IP เลขที่ IP ก็จะกำหนดเป็น 10.xxx.xxx.xxx หรือ 192.168.xxx.xxx หรือ 172.16.xxx.xxx) ในสมัยก่อนจะทำการเชื่อมต่อด้วย leased line หลังจากที่เกิดการเติบโตของการใช้งาน Internet และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง การปรับปรุงในเรื่อง ความเร็วของการเชื่อมต่อ ทำให้เกิดแนวคิดในการแทนที่ leased line หรือ Frame Relay ซึ่งมีราคาแพงด้วย Internet ที่มีราคาถูกกว่า แล้วตั้งชื่อ Virtual Private Network




หลักการทำงาน
อินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นเครือข่ายสื่อสารแบบ WAN ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าและมีพื้นที่ครอบคลุมทั่วโลกมากกว่าการใช้สีสไลน์, เฟรมรีเลย์ หรือ ATM แต่ไม่สามารถประกันด้านความปลอดภัย, แบนด์วิดธ์ หรือ Quality of Service (QoS) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบ Private Network อีกทั้งระบบอินเทอร์เน็ตยังสนับสนุนเฉพาะโพรโตคอล TCP/IP เพียงอย่างเดียว ในขณะที่เครือข่ายส่วนใหญ่มักประกอบด้วยโพรโตคอลต่าง ๆ มากมาย ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISO) ที่สนับสนุนหลากหลายโพรโตคอลของ Private Network ในราคาที่ไม่แพงและมีบริการครอบคลุมเช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ต ให้บริการในชื่อของเวอร์ชวลไพรเวตเน็ตเวิร์ก (Virtual Private Network - VPN) หรือ Extranet ในปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกพิจารณาให้เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายสู่ Private Network สำหรับการเชื่อมต่อโดยการหมุนโทรศัพท์ แต่การเชื่อมต่อระหว่างคู่ค้าธุรกิจและลูกค้าก็เป็นจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งในการประยุกต์ใช้ และส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ VPN อาจต้องใช้ในพื้นที่ที่การเชื่อมต่อ Private Network ทำได้ แต่ไม่คุ้มค่า ทำให้ผู้ผลิตและผู้ให้บริการบางราย ได้มีการพูดคุยกันมากขึ้นถึงแนวความคิดในการใช้ VPN แทนเครือข่ายส่วนตัวที่มีอยู่แล้ว

สถาปัตยกรรมหลักในการทำทันแนล (tunnel) มีสองแบบ คือ

1. client-initiated โดยทั่วไปออกแบบมาเพื่อให้ User สามารถเลือกทางที่จะ Access ผ่าน VPN ต่างๆได้หลายแห่งโดยไม่ต้องการจัดตั้งค่าการทำงานใหม่ลักษณะของระบบนี้ ได้แก่การที่ User สามารถตัดสินใจได้ว่าเมื่อไร หรือที่ไดที่จะจัดตั้งการเชื่อมต่อ VPN ขึ้นและด้วยเหตุนี้เองจึงถูกเรียกว่า Voluntary VPN และเนื่องจาก NAS (Network Access Server)ของ ISP ไม่ได้เป็นผู้สร้าง Tunnel ขึ้นมา ดังนั้นจึงสามารถเชื่อมต่อVPN ไปยังหลายๆที่ และผ่าน ISP หลายแห่งโดยไม่ต้องจัดตั้งค่าการทำงานเพิ่มเติม และการเข้ารหัสข่าวสารสามารถเกิดขึ้นได้ระหว่าง VPN Server ในองค์กรกับ User
2. client-transparent โดยจะทำอยู่ที่ไซต์ส่วนกลางขององค์กร หรือทำให้อยู่ที่จุดเชื่อมต่อของ ISP ซึ่งให้บริการแก่ไซต์ส่วนกลางขององค์กรก็ได้ ด้วยการใช้ไคลเอ็นต์ซอฟต์แวร์ และทันแนลเซิร์ฟเวอร์ที่ไซต์ส่วนกลางขององค์กร ทำให้ ISP ไม่จำเป็นต้องสนับสนุนการทำทันแนลแต่อย่างใด โดยไคลเอ็นต์ซอฟต์แวร์ และทันแนลเซิร์ฟเวอร์จะเริ่มสร้างทันแนล ต่อจากนั้นจะตรวจสอบโดยใช้หมายเลขยูสเซอร์และรหัสผ่าน ในการติดต่อขั้นนี้ก็สามารถเข้ารหัสได้ เมื่อเชื่อมต่อเรียบร้อยแล้วการติดต่อสื่อสารสามารถทำได้โดยเสมือนว่าไม่มี ISP เป็นตัวเชื่อมการติดต่อ อีกวิธีหนึ่งหากต้องการเชื่อมต่อแบบทรานส์พาเรนต์ผ่านไปยังไคลเอ็นต์ที่จุดเชื่อมต่อของ ISP จำเป็นต้องมีทันแนลอีนาเบิลแอคเซสเซิร์ฟเวอร์ (tunnel-enabled access server) และบางทีอาจรวมไปถึงเราท์เตอร์ด้วย เริ่มจากไคลเอ็นต์หมุนโทรศัพท์ไปยังแอคเซสเซิร์ฟเวอร์ (โดยแอคเซสเซิร์ฟเวอร์สามารถแยกแยะโดยใช้หมายเลขยูสเซอร์ หรือให้ยูสเซอร์เลือกจากเมนู) เพื่อเชื่อมต่อแบบทันแนลไปยังปลายทาง หลังจากนั้นแอคเซสเซิร์ฟเวอร์จะสร้างการเชื่อมต่อแบบทันแนลกับทันแนลเซิร์ฟเวอร์แล้ว ตรวจสอบโดยใช้รหัสผ่าน แล้วไคลเอ็นต์ก็สามารถสร้างเซลชันโดยตรงกับทันแนลเซิร์ฟเวอร์ผ่านทางทันแนลดังกล่าว เสมือนว่าทั้งสองเชื่อมต่อกันโดยตรง ในขณะที่วิธีนี้มีข้อได้เปรียบตรงที่ไม่ต้องการซอฟต์แวร์พิเศษบนฝั่งไคลเอ็นต์ แต่ไคลเอ็นต์ต้องหมุนโทรศัพท์ไปยังแอคเซสเซิร์ฟเวอร์ที่กำหนดไว้เท่านั้น

2.
ตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ผู้เขียนมีความภูมิใจที่ได้อ่านหนังสือใหม่เรื่อง เข้าใจสุขภาพ-กลับสู่วิถีชีวิตธรรมชาติที่ถูกต้องของอนุตราจารย์ชิงไห่ ก่อนที่จะตีพิมพ์ออกมา ขณะเปิดหนังสืออีเล็กโตรนิกส์อ่าน ข้าพเจ้ารู้สึกถึงพลังแรงส่วนหนึ่งได้ไหลเข้ามา ทำให้ในใจของข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกที่ซาบซึ้งมาก ช่างเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ทำไมข้าพเจ้าจึงเกิดความซาบซึ้งฉับพลัน? จากการเปิดอ่านรายละเอียดในหนังสือ ข้าพเจ้าได้รับคำตอบคือ แต่ละคำพูดในหนังสือที่ให้ความรักความเอาใจใส่ต่อมนุษย์นั่นเองมากระตุ้นจิตใจของข้าพเจ้า

ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นฉับพลันนี้ ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจถึงการทำงานของพลังแห่งจิตวิญญาณที่วิเศษสุด แต่วิทยาศาสตร์สรีระปัจจุบันยังไม่สมารถอธิบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความจริง การวิจัยทางเทคนิคในปัจจุบันที่สามารถอธิบายได้อย่างมีประสิทธิภาพในเรื่องจักรวาลยังมีน้อยมาก วิชาแพทย์ในยุคอันใกล้นี้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 มา ได้สร้างฐานวิจัยในเรื่องจุลินทรีย์ การผ่าตัดร่างกายและประสิทธิภาพของอวัยวะไว้อย่างดีเยี่ยม มาถึงศตวรรษที่ 20 เทคนิคทางการแพทย์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว นอกจากเข้าใจถึงการเสื่อมและการสร้างของเซลโมเลกุล โปรตีนไรโบนิวคลีอิก ลักษณะของดีเอ็นเอแล้ว สามารถสร้างก็อปปี้ชีวิตแต่ละร่างได้สำเร็จ และใช้สตีมเซล และลักษณะของดีเอ็นเอมารักษาโรคได้ ซ่อมแซมอวัยวะ แต่ว่าในศตวรรษที่ 21 นี้ มีโรคที่รักษาไม่ได้ยังคงทำให้วงการแพทย์ต้องจนปัญญา การเจริญทางการแพทย์แม้จะสามารถยืดอายุคนได้ แต่การจะป้องกันการเกิดโรคนั้น เพื่อให้มนุษย์รอดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ ใช้ชีวิตที่มีสุขภาพแข็งแรงเป็นสุขได้ตลอดชีวิต วงการแพทย์ในปัจจุบันยังไม่สามารถหาวิธีที่จะแก้ไขได้

หลังจากอ่านหนังสือเข้าใจสุขภาพ-กลับสู่วิถีชีวิตธรรมชาติที่ถูกต้องแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่า การแพทย์ในปัจจุบันต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการเอาใจใส่ให้มากขึ้น จึงจะสามารถมองเห็นจุดบอดและความสับสนได้อย่างชัดเจนภายใต้ความเชี่ยวชาญ อนาคตทิศทางการวิจัยเทคนิคการแพทย์จะไปทางทิศไหน? ในหนังสือเล่มนี้มีข้อคิดเห็นที่ทรงค่ายิ่งมากมาย โดยเฉพาะผู้ทำการวิจัยขั้นพื้นฐานและผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการบำบัดรักษาต้องอ่านและคิดได้อย่างรอบคอบ มีปัญญา และความรักที่ไร้เงื่อนไขของผู้นำแห่งจิตวิญญาณ อาจสามารถชี้ทิศทางใหม่ในเทคนิคการวิจัยทางการแพทย์ได้

หน้าแรกของหนังสือเล่มนี้ได้ชี้ชัดถึงเรื่องการพัฒนาความสามารถที่ซ่อนเร้นทางกาย ใจ จิตวิญญาณทั้งหมด-เพื่อเข้าสู่ขุมทรัพย์แห่งพลังของจักรวาล เป็นหนทางแห่งสุขภาพที่แข็งแรงและอายุยืนที่ดีที่สุด และกระแสนี้ได้พัฒนาและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และใกล้จะเป็นรูปธรรมขึ้นมาในสังคมทางทิศตะวันออก-ตะวันตกในเร็วๆ นี้ เช่น งานใหญ่ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในเดือนพฤษภาคมของทุกปี นั่นคือ งานนิทรรศการพัฒนากาย ใจ และจิตวิญญาณ

ในตอนที่ 2 จากบทความเรื่อง "การดื่มการกินอาหารด้วยความรักและชีวิตที่มีสุขภาพแข็งแรง" นั้น อนุตราจารย์ชิงไห่ได้พูดถึงสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงขั้นพื้นฐานของคนและการรักษาสิ่งแวดล้อม ความอดอยาก จนถึงการดูแลสัตว์เลี้ยง และข้อคิดในการเดินทาง ต่างๆ เป็นต้น การปราศรัยธรรมด้วยคำพูดที่สนุกขบขัน มีเหตุผลในการดำรงชีวิต และมีข่าวสารเพื่อสุขภาพที่ทรงคุณค่า ปีที่ผ่านมาไม่นาน จากโรควัวบ้า ปากเปื่อย เท้าเปื่อย ไข้หวัดนก จนถึงอาหารทะเลที่มีสารโลหะสูง สัตว์เลี้ยงได้นำพิษโรคร้ายซาร์ส(SARS)ที่น่าสะพรึงกลัวไปทั่วโลก สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้อาจเป็นข่าวสารเตือนหมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายของพระเจ้า ให้รีบเปลี่ยนแปลงอาหารการกิน โดยให้บริโภคอาหารมังสวิรัติด้วยความรัก อย่างที่กล่าวไว้ว่า "การป้องกันดีกว่าการบำบัดรักษา" อนุตราจารย์ชิงไห่ใช้ยกตัวอย่างที่เข้าใจง่าย อธิบายถึงอาหารการกินที่ถูกต้องเป็นการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ เป็นเงื่อนไขการรักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรงได้ตลอดกาลนาน โดยเน้นเรื่องการใช้ชีวิตแบบอาหารมังสวิรัติ นอกจากนี้แล้ว เรื่องที่สังคมปัจจุบันกำลังพูดถึงกันคือ การอดอาหารเพื่อรักษาสุขภาพ อาหารที่ดัดแปลงพันธุกรรม ผักที่มีอินทรีย์ และอาหารเสริม ต่างๆ เป็นต้น จากการปราศรัยของอนุตราจารย์ชิงไห่ก็มีการค้นคว้าหลายเรื่อง

การเกิด แก่ เจ็บตาย เป็นหนทางที่ทุกคนต้องประสบ ในบทความตอนที่ 3 "การรักษาที่ไม่ต้องใช้ยา" อนุตราจารย์ชิงไห่ใช้เหตุผลเรื่อง "สารชนิดเดียวกันจะดึงดูดกัน" มาอธิบายอย่างละเอียดถึงเหตุแห่งการเกิดโรคภัยไข้เจ็บและวิธีการบำบัดรักษา ความคิดของคน จิตใจ สามารถผลักดันให้ร่างกายหายจากโรคที่มาจากภายนอกด้วยพลังการรักษาโรคที่มีซ่อนเร้นอยู่ โดยการรักษา กาย วาจา ใจให้อยู่ในความเชื่อมั่นเสมอ ก็จะสามารถคุ้มครองตัวเองได้ หลีกเลี่ยงจากเรื่องอุบัติเหตุและโรคภัยไข้เจ็บได้ ส่วนเรื่องที่จะผลักดันพลังที่ซ่อนเร้นมารักษาโรคได้อย่างไรนั้น ผู้อ่านเพียงแต่เปิดหนังสือเล่มนี้ออกอ่าน ก็จะสามารถพบวิธีได้ ในบทความนี้ยังได้บอกกับผู้รักษาพยาบาลว่า จะดูแลป้องกันคนไข้ได้อย่างไรในขั้นแรก ขณะเดียวกันก็ป้องกันตัวเองด้วย อนุตราจารย์ชิงไห่ได้เน้นความสำคัญของเรื่องความคิดที่เชื่อมั่นกับการมองโรคในแง่ดี มันสอดคล้องกับการค้นพบของแพทย์ศาสตร์ในปัจจุบัน จากผลวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ ปรากฏว่า การหัวเราะเสียงดังมีประโยชน์กับสุขภาพ ตรงกันข้าม การซึมเศร้า การขับแยกของเหลวภายในร่างกาย และระบบภูมิต้านทาน ทำให้อัตราการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง เพิ่มมากขึ้น ทำให้ชีวิตสั้นลงเฉลี่ย 5-10 ปี

ในบทความที่ 4 "จะปฏิบัติต่อตัวเองและญาติมิตรที่อยู่ในความทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างไร" ผู้อ่านสามารถอ่านจากการถาม-ตอบระหว่างอนุตราจารย์ชิงไห่และลูกศิษย์ เพื่อแก้ปัญหาให้กับผู้คน ได้รับการปลอบใจและพลังแห่งความรัก ด้วยการมองโลกในทางที่ดี และการยอมรับข่าวสารที่มีอยู่ต่อหน้าของอุปสรรค เผชิญชีวิตอย่างกล้าหาญ วิธีที่ง่ายๆ และวิเศษสุดจากการเสนอของอนุตราจารย์ชิงไห่ "ให้อธิฐานกับพระเจ้ามากๆ" ทำให้ข้าพเจ้านึกถึง โลโก้ที่เขียนด้วยภาษาลาตีน "พระเจ้าส่องทางสว่าง" ของโรงเรียนประวัติศาสตร์พันปี–มหาวิทยาลัยนิวตัน แห่งสหราชอาณาจักร ความหมายตรงกับอนุตราจารย์ชิงไห่ได้บอกกับชาวโลกว่า "ทุกชีวิตจะอยู่ในความดูแลของพระเจ้า"

เมื่อเร็วๆ นี้ทั่วโลกต่างนิยมในเรื่องการนั่งสมาธิ เช่น ศูนย์การวิจัยของแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาวาดและมหาวิทยาลัยเมดิคอลที่ค้นพบว่า การนั่งสมาธิไม่เพียงสามารถลดความเครียดได้ ยังสามารถเพิ่มภูมิต้านทาน ชะลอ ป้องกัน และรักษาโรคได้มากมาย ศูนย์แพทย์ศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซท แห่งสหรัฐอเมริกา ได้จัดตั้ง "คลินิคการนั่งสมาธิ" มีผู้คนมารับการตรวจรักษามากกว่าพันคนทุกวัน จากมุมมองของวิทยาศาสตร์ แนวคิดจากอนุตราจารย์ชิงไห่ เรื่อง "ธรรมวิถีกวนอิมรักษาได้ทุกโรค" เป็นวิธีการรักษาด้วยพลัง(การสั่นสะเทือน)ที่ก้าวหน้าที่สุดของวิชาแพทย์ในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ก็ได้ยืนยันวิชาแพทย์จีนเรื่อง (ลมปราณ)และ(เส้นชีพจร)ผู้ที่อยากจะทราบเรื่องการรักษาโรคด้วยตนเองจากการนั่งสมาธินั้น สามารถอ่านจากบทความตอนที่ 5 "การรักษาโรคด้วยตนเองจากวิธีการนั่งสมาธิ" ค้นพบการชี้แนะที่เข้าใจได้อย่างชัดเจน

ในบทความตอนที่ 6 "การมองโลกในอนาคตด้วยมุมมองที่ดี-การมีสุขภาพที่แข็งแรงไปกับโลกด้วยกัน" ได้บ่งบอกถึงข่าวสารที่สำคัญหลายเรื่องที่จะนำมาให้กับชาวโลกจากการสรุปของหนังสือเล่มนี้ คำสอนของอนุตราจารย์ชิงไห่ เป็นที่น่าค้นคว้าของผู้ที่สนใจโลกและความสุขของมนุษย์

ศตวรรษใหม่น่าจะมองโลกในแง่ดี จากการพัฒนาเทคโนโลยี การแพทย์ ศาสนา หรือกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ตัดสินจากการวิจัย มนุษย์จะต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงของจิตสำนึกครั้งใหญ่ เช่น การก้าวหน้าของทฤษฎีควอนตัม (quantum อินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีนาโน เช่นเดียวกันกับสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ในวงการแพทย์ที่รวมเครื่องมือที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง, เครื่องสแกนเนอร์ตรวจด้วยคอมพิวเตอร์, การสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก-เอ็มอาร์ไอ, การถ่ายภาพรังสีระนาบ(ภาพตัดขวาง)โดยการปล่อยอนุภาคต้านของอิเล็กตรอน-พีอีที, เครื่องตรวจสอบเรโซแนนซ์แม่เหล็ก-เอ็มอาร์ที ต่างอยู่เหนือความคิดในการวิจัยทางเทคโนโลยีที่สืบทอดกันมา ค่อยๆ ยืนยันคำพูดของอนุตราจารย์ชิงไห่ว่า “ทุกวันนี้พวกเราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นไปได้”

อนุตราจารย์เรื่องที่ยังเน้นว่า อาศัยพลังของจิตวิญญาณ สามารถบรรลุเป้าหมายที่พวกเราต้องการ พร้อมยกตัวอย่างยืนยัน ขณะที่ผู้เขียนได้ขออ่านหนังสือเล่มนี้ก่อน ได้สัมผัสกับพลังทางจิตวิญญาณที่ดีเยี่ยมจากอนุตราจารย์ชิงไห่ด้วยตัวเอง ในที่นี้ขออวยพรผู้ที่เอาใจใส่สุขภาพและความสุขแห่งชีวิตของตัวเอง ญาติมิตร รวมทั้งหมูมวลมนุษย์ทั้งหลาย สามารถค้นพบคำตอบของตัวเอง จากหนังสือเล่มนี้ ที่เต็มไปด้วยความสนุกและแฝงไว้ซึ่งความรัก คำพูดที่เข้าใจง่ายแต่มีความลึกซึ้ง และจัดพิมพ์อย่างสบาย ราบรื่น พร้อมทั้งก้าวหน้าทางด้านจิตวิญญาณ เข้าใจสุขภาพ พัฒนาพลังที่ซ่อนเร้นที่สามารถรักษาโรคด้วยตัวเอง มีชีวิตที่แข็งแรงสมบูรณ์

หมายเหตุ : ดร.หลัวซือหง จบปริญญาเอกวิชาสรีระศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด อาจารย์สอนวิชาเภสัชวิทยา สถาบันแพทย์ศาสตร์กระทรวงกลาโหม อาจารย์ชี้แนะสมาคมพัฒนากายใจในมหาวิทยาลัยครูแห่งรัฐ เป็นอาจารย์คณะรักษาพยาบาลในงานกู้ภัยพิบัติของรัฐ



โดย: นายวรวัฒน์ ศรีใจ 52040332110 พฤหัส เช้า หมู่ 08 IP: 58.137.131.62 วันที่: 27 สิงหาคม 2552 เวลา:17:25:32 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มา : http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา : http://www.clinicdek.com/index.php?option=com...task...


โดย: นางสาวกฤติยา เหล่าผักสาร 52040263134 หมู่ 22 อังคารเช้า คณะเทคโนโลยี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร IP: 124.157.145.109 วันที่: 28 สิงหาคม 2552 เวลา:17:55:06 น.  

 

5. ลักษณะของสารสนเทศที่ดี

1. มีความถูกต้อง แม่นยำ
2. ทันต่อการใช้งาน (ทันสมัยอยู่เสมอ)
3. ความสมบูรณ์ในตัวเอง
4. มีความกะทัดรัก ชัดเจน
5. ตรงกับความต้องการ

นอกจากนี้สารสนเทศที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้
- มีความลำเอียดแม่นยำ
- มีคุณสมบัติเชิงปริมาณ สามารถแสดงออกมาในรูปของตัวเลข
- มีความยอมรับได้
- ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว
- ไม่ลำเอียง
- ชัดเจน เข้าใจง่าย

แบบฝึกหัด
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย



Create Date : 27 มีนาคม 2552
Last Update : 12 มิถุนายน 2552 10:07:02 น. 99 comments
Counter : 1338 Pageviews.







1. การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มาhttp://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm


2. หลายท่านคงไม่ปฏิเสธว่าความต้องการของมนุษย์คือ ต้องการให้ตนเองมีความสุข แต่ความสุขของมนุษย์ที่ว่านั้นแล้วแต่ว่าจิตจะมีประสบการณ์สั่งสมมาเป็นอย่างไร บางคนบอกว่าต้องการให้ตนเองมีความสุขก็เพียงพอแล้ว บางคนบอกว่าอยากให้ตนเองมีความสุข เพื่อนและครอบครัวมีความสุขก็เพียงพอแล้ว หรือบางคนก็บอกว่าตนเองมีความสุขและก็ปรารถนาที่จะให้คนอื่นทั้งที่เป็นญาติตนและที่ไม่ใช่ญาติตนมีความสุขด้วย



1) มีบางครั้งที่รับปากคนอื่นแล้วทำไม่ได้ หรืออาสาแล้วทำไม่เต็มที่ไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่ตนเองรับมา ส่วนสิ่งที่ตนเองรับผิดชอบจะตั้งใจทำเต็มที่

2) คิดว่าตนเองเก่ง สามารถทำได้หลายอย่าง ไม่ยอมรับความสามารถของคนอื่น ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นคิดและทำ ตัวเองทำหมด หรือถ้าให้คนอื่น มักจะสั่งให้คนอื่นทำโดยไม่ให้คนอื่นช่วยคิด ถ้าหากผิดพลาดมาก็จะโยนความผิดให้คนที่ตนเองสั่ง ถ้าคนอื่นทำอะไรก็จะมีข้อตำหนิได้เสมอ แต่ตัวเองไม่มีผิดเลย เมื่อช่วยคนอื่นแล้วมักจะเอามาพูดทีหลังว่าได้ช่วยคนอื่น จ่ายเงินไปหรือหมดไปเท่าไหร่ บางครั้งทำบุญบริจาคเงินก็ยังพูดว่าทำบุญไปเท่าไหร่ ซึ่งแสดงถึงการเสียดายเงินที่ตัวเองจ่ายไป

3) มักจะหนักใจเสมอเวลาจะทำอะไร มองเห็นปัญหาและอุปสรรคมากมาย ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเงินยิ่งหนักใจ คิดว่าถ้าไม่มีเงินแล้วทำอะไรไม่ได้ เกิดทุกข์ร้อนถ้าขาดเงิน คิดว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญ เชิดชูคนที่มีเงินและทรัพย์สมบัติ และคิดว่าตนเองต้องหาเงินและหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเพิ่มขึ้นอีก ยินดีที่จะคบกับคนมีชื่อเสียง ไม่ค่อยสนใจหรือดูถูกคนที่ไม่ค่อยมีเงิน ดูคนมักจะดูที่การแต่งกายเครื่องประดับ

4) ชอบหาทางที่จะไม่ให้คนอื่นเอาเปรียบตน มองหาประโยชน์ตนเองปกป้องผลประโยชน์ให้กับตนและลูกอย่างเห็นได้ชัด ไม่มองคนอื่นแต่มองเห็นความต้องการของตนเป็นหลัก พยายามหาหนทางที่จะให้ตนเองดูโดดเด่น จนลืมนึกถึงว่าคนอื่นก็มีความสามารถเหมือนกันและมีความต้องการที่จะแสดงความสามารถของเขาเหมือนกับที่เราเป็น

5) ชอบใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหาต่างๆ เป็นคนโกรธง่าย บางครั้งผูกพยาบาทและจ้องจะเอาคืนคนที่ตนเองไม่พอใจด้วยวิธีการต่างๆ

6) ทำงานทุกอย่างเต็มที่ เมื่อมีปัญหาก็คิดว่าสามารถแก้ได้ ประสานงานกับคนอื่นได้ เมื่อมีผลงานก็ยกผลงานให้ทีมของตน ไม่คิดว่าตนเองดีคนเดียว และรับผิดชอบแล้วจะทำอย่างเต็มที่ มีความพยายามและอดทนต่อปัญหาและอุปสรรค และมักจะพัฒนาตนเองและองค์กรเสมอ

7) ชอบช่วยเหลือคนอื่น มีความเอื้อเฟื้อต่อคนในครอบครัว เพื่อน และญาติ ช่วยอนุเคราะห์คนอื่นเมื่อถึงคราวจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งของ เมื่อช่วยแล้วไม่เคยเอามาพูดให้คนอื่นฟังว่าตนเองช่วยไปเท่าไหร่ หมดไปเท่าไหร่ และจะยินดีกับคนอื่นเมื่อเขามีความสุขอย่างจริงใจ

ที่มา http://www.lpmp.org/index.php?option=com_content&task=view&id=86&Itemid=30



โดย: นศ.ณัฐชนันท์พร ศรีบุญเรือง (หมู่08 พฤ เช้า ) 52040332142 IP: 58.147.38.151 วันที่: 11 มิถุนายน 2552 เวลา:10:27:27 น.







1.ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จง อธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ



โดย: นศ.เกศรินทร์ ไชยปัญญา (หมู่ 08 พฤ เช้า) IP: 58.147.38.151 วันที่: 11 มิถุนายน 2552 เวลา:11:54:25 น.







5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

คือ การที่จะทำอะไรๆให้เสร็จก่อนเวลาที่ถูกกำหนดไว้ หรือการซ่อมแซมวัสดุอุปกร์ให้มีสภาพที่ใช้งานได้ ก่อนที่เราจะนำไปใช้งาน


ที่มา นาย ตงประดิชญากาญจน์


5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog/?tag=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87

นาย ตง ประดิชญากาญจน์ (หมู่22 อังคารเช้า)




โดย: นาย ตง ประดิชญากาญจน์ IP: 114.128.16.131 วันที่: 14 มิถุนายน 2552 เวลา:12:23:35 น.







ข้อที่ 1
การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มา http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm

ข้อที่ 2
มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog







โดย: นายอัศวิน บัวน้ำอ้อม 51241151118 รูปแบบพิเศษหมู่ 5 วันเสาร์บ่ายโมง IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 29 สิงหาคม 2552 เวลา:13:43:13 น.  

 
1.ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จง อธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ
คือ การที่จะทำอะไรๆให้เสร็จก่อนเวลาที่ถูกกำหนดไว้ หรือการซ่อมแซมวัสดุอุปกร์ให้มีสภาพที่ใช้งานได้ ก่อนที่เราจะนำไปใช้งาน
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog/?tag=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87





โดย: ส.ต.ต.หญิงพิพิทย์ชยานันต์ สีลาเวช 51241151133 พิเศษ เสาร์บ่าย IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 29 สิงหาคม 2552 เวลา:14:08:12 น.  

 
2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ..ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog/?tag=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87



โดย: นางสาวสุกัญญา แก้วคูณเมือง รหัส 51241151122 (เรียนเสาร์บ่ายโมง) IP: 192.168.1.107, 114.128.224.201 วันที่: 29 สิงหาคม 2552 เวลา:19:07:16 น.  

 
1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ..ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย
ที่มา http://www.stks.or.th/blog/?tag=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87









โดย: นางสาวสุกัญญา แก้วคูณเมือง รหัส 51241151122 (เรียนเสาร์บ่ายโมง) IP: 192.168.1.107, 114.128.224.201 วันที่: 29 สิงหาคม 2552 เวลา:19:11:32 น.  

 
5. ลักษณะของสารสนเทศที่ดี

1. มีความถูกต้อง แม่นยำ
2. ทันต่อการใช้งาน (ทันสมัยอยู่เสมอ)
3. ความสมบูรณ์ในตัวเอง
4. มีความกะทัดรัก ชัดเจน
5. ตรงกับความต้องการ

นอกจากนี้สารสนเทศที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้
- มีความลำเอียดแม่นยำ
- มีคุณสมบัติเชิงปริมาณ สามารถแสดงออกมาในรูปของตัวเลข
- มีความยอมรับได้
- ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว
- ไม่ลำเอียง
- ชัดเจน เข้าใจง่าย

แบบฝึกหัด
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ที่มา http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm


โดย: นาย ปิยะ ศรีกุลวงศ์ เสาร์บ่าย 51241151204 IP: 202.29.5.62 วันที่: 30 สิงหาคม 2552 เวลา:17:48:59 น.  

 
1. การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มาhttp://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm


2. หลายท่านคงไม่ปฏิเสธว่าความต้องการของมนุษย์คือ ต้องการให้ตนเองมีความสุข แต่ความสุขของมนุษย์ที่ว่านั้นแล้วแต่ว่าจิตจะมีประสบการณ์สั่งสมมาเป็นอย่างไร บางคนบอกว่าต้องการให้ตนเองมีความสุขก็เพียงพอแล้ว บางคนบอกว่าอยากให้ตนเองมีความสุข เพื่อนและครอบครัวมีความสุขก็เพียงพอแล้ว หรือบางคนก็บอกว่าตนเองมีความสุขและก็ปรารถนาที่จะให้คนอื่นทั้งที่เป็นญาติตนและที่ไม่ใช่ญาติตนมีความสุขด้วย



1) มีบางครั้งที่รับปากคนอื่นแล้วทำไม่ได้ หรืออาสาแล้วทำไม่เต็มที่ไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่ตนเองรับมา ส่วนสิ่งที่ตนเองรับผิดชอบจะตั้งใจทำเต็มที่

2) คิดว่าตนเองเก่ง สามารถทำได้หลายอย่าง ไม่ยอมรับความสามารถของคนอื่น ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นคิดและทำ ตัวเองทำหมด หรือถ้าให้คนอื่น มักจะสั่งให้คนอื่นทำโดยไม่ให้คนอื่นช่วยคิด ถ้าหากผิดพลาดมาก็จะโยนความผิดให้คนที่ตนเองสั่ง ถ้าคนอื่นทำอะไรก็จะมีข้อตำหนิได้เสมอ แต่ตัวเองไม่มีผิดเลย เมื่อช่วยคนอื่นแล้วมักจะเอามาพูดทีหลังว่าได้ช่วยคนอื่น จ่ายเงินไปหรือหมดไปเท่าไหร่ บางครั้งทำบุญบริจาคเงินก็ยังพูดว่าทำบุญไปเท่าไหร่ ซึ่งแสดงถึงการเสียดายเงินที่ตัวเองจ่ายไป

3) มักจะหนักใจเสมอเวลาจะทำอะไร มองเห็นปัญหาและอุปสรรคมากมาย ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเงินยิ่งหนักใจ คิดว่าถ้าไม่มีเงินแล้วทำอะไรไม่ได้ เกิดทุกข์ร้อนถ้าขาดเงิน คิดว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญ เชิดชูคนที่มีเงินและทรัพย์สมบัติ และคิดว่าตนเองต้องหาเงินและหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเพิ่มขึ้นอีก ยินดีที่จะคบกับคนมีชื่อเสียง ไม่ค่อยสนใจหรือดูถูกคนที่ไม่ค่อยมีเงิน ดูคนมักจะดูที่การแต่งกายเครื่องประดับ

4) ชอบหาทางที่จะไม่ให้คนอื่นเอาเปรียบตน มองหาประโยชน์ตนเองปกป้องผลประโยชน์ให้กับตนและลูกอย่างเห็นได้ชัด ไม่มองคนอื่นแต่มองเห็นความต้องการของตนเป็นหลัก พยายามหาหนทางที่จะให้ตนเองดูโดดเด่น จนลืมนึกถึงว่าคนอื่นก็มีความสามารถเหมือนกันและมีความต้องการที่จะแสดงความสามารถของเขาเหมือนกับที่เราเป็น

5) ชอบใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหาต่างๆ เป็นคนโกรธง่าย บางครั้งผูกพยาบาทและจ้องจะเอาคืนคนที่ตนเองไม่พอใจด้วยวิธีการต่างๆ

6) ทำงานทุกอย่างเต็มที่ เมื่อมีปัญหาก็คิดว่าสามารถแก้ได้ ประสานงานกับคนอื่นได้ เมื่อมีผลงานก็ยกผลงานให้ทีมของตน ไม่คิดว่าตนเองดีคนเดียว และรับผิดชอบแล้วจะทำอย่างเต็มที่ มีความพยายามและอดทนต่อปัญหาและอุปสรรค และมักจะพัฒนาตนเองและองค์กรเสมอ

7) ชอบช่วยเหลือคนอื่น มีความเอื้อเฟื้อต่อคนในครอบครัว เพื่อน และญาติ ช่วยอนุเคราะห์คนอื่นเมื่อถึงคราวจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งของ เมื่อช่วยแล้วไม่เคยเอามาพูดให้คนอื่นฟังว่าตนเองช่วยไปเท่าไหร่ หมดไปเท่าไหร่ และจะยินดีกับคนอื่นเมื่อเขามีความสุขอย่างจริงใจ

ที่มา http://www.lpmp.org/index.php?option=com_content&task=view&id=86&Itemid=30


โดย: นางสาว สมร นาแพงหมื่น เสาร์บ่าย 51241151220 IP: 222.123.10.90 วันที่: 31 สิงหาคม 2552 เวลา:13:01:53 น.  

 
ตอบข้อ.5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

คือ การที่จะทำอะไรๆให้เสร็จก่อนเวลาที่ถูกกำหนดไว้ หรือการซ่อมแซมวัสดุอุปกร์ให้มีสภาพที่ใช้งานได้ ก่อนที่เราจะนำไปใช้งาน

ตอบข้อ.5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

คือ ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog/?tag=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87


โดย: นางสาว จุรีพร โคตรชมภู รหัส 52040332125 พฤหัส เช้า หมู่ 08 IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 31 สิงหาคม 2552 เวลา:16:23:34 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ทันสมัยอยู่เสมอ
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ - มีความลำเอียดแม่นยำ
- มีคุณสมบัติเชิงปริมาณ สามารถแสดงออกมาในรูปของตัวเลข
- มีความยอมรับได้
- ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว
- ไม่ลำเอียง
- ชัดเจน เข้าใจง่าย


โดย: นางฉวีวรรณ แสงเลิศ 51241151132 รูปแบบพิเศษ รปศ. เรียนเวลา บ่ายโมงวันเสาร์ IP: 117.47.14.74 วันที่: 1 กันยายน 2552 เวลา:19:12:57 น.  

 
ข้อที่ 1.

6.1 ระบบทันเวลาพอดี
ระบบทันเวลาพอดี (Just-in-time System) หรือ JIT หมายถึง ระบบการผลิตหรือการให้บริการที่ถูกพัฒนาและออกแบบให้ทำการผลิต ส่งมอบสินค้า หรือบริการในปริมาณที่ถูกต้อง และทันกับขบวนการผลิตอื่น หรือทันตามความต้องการของลูกค้า โดยยึดปรัชญาว่าวัตถุดิบจะไม่ถูกใช้ถ้าไม่ถูกผลติหรือดำเนินงาน โดยที่ระบบ JIT มีคุณสมบัติ ต่อไปนี้
6.1.1 การไหลของวัสดุแบบดึง (Pull Method of Material Flow) เป็นวิธีการที่ใช้ความต้องการของลูกค้าเป็นเครื่องกำหนดปริมาณการผลิตและการใช้วัตถุดิบ ซึ่งลูกค้าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะลูกค้าผู้ซื้อสินค้าเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงบุคลากรในส่วนงานอื่นที่ต้องการงานระหว่างทำหรือวัตถุดิบ เพื่อทำการผลิตต่อเนื่อง โดยวิธีดึงเป็นวิธีการควบคุมวัสดุคงคลัง และการผลิต ณ สถานีทำงานที่ทำการผลิตนั้นๆ

6.1.2 การรักษาคุณภาพในระดับสูงอย่างคงที่ (Consistently High Quality) ระบบ JIT เป็นระบบการดำเนินงานที่ค้นหาและขจัดเศษซาก หรือชิ้นงานที่เสียออกจากกระบวนการ เพื่อให้ระบบการไหลของงานเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ JIT จะมีประสิทธิภาพได้ต้องอาศัยการควบคุมคุณภาพของสินค้าและบริการโดยเทคนิคการจัดการคุณภาพ เช่น TQM เพื่อให้สินค้าและบริการมีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการ โดยระบบ JIT จะควบคุมคุณภาพที่แหล่งวัตถุดิบ ซึ่งผู้ปฏิบัติงานจะเป็นผู้ควบคุมและตรวจสอบคุณภาพด้วยตนเอง หรือที่เรียกว่า “คุณภาพ ณ แหล่งกำเนิด (Quality at Source)”

6.1.3 ปริมาณการผลิตขนาดเล็ก (Small Lot Size) ระบบ JIT จะพยายามควบคุมวัสดุคงคลังให้อยู่ในระดับที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อไม่ก่อให้เกิดต้นทุนในการจัดเก็บและต้นทุนค่าเสียโอกาสจึงผลิตในปริมาณที่ต้องการโดยที่ปริมาณการผลิตขนาดเล็กหรือในจำนวนที่น้อยมีประโยชน์ 3 ประการต่อไปนี้
- ช่วยลดวงจรของวัสดุคลัง และทำให้ระดับสินค้าคงคลังจะลดลง
- ช่วยลดเวลานำหรือช่วงเวลารอคอย รวมทั้งวัสดุคงคลังที่เป็นงานระหว่าง
ทำ (Work-in-process) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงาน คือ
- ขจัดของเสียที่เกิดในขบวนการผลิต
- ขจัดปัญหาความล่าช้า การจัดส่งสินค้า หรือการให้บริการ
- ช่วยให้ระบบการทำงานเป็นแบบเดียวกัน ซึ่งเป็นผลทำให้
- มีความชำนาญมากขึ้น
- สามารถใช้กำลังการผลิตให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ฝ่ายผลิตสามารถปรับตัวไปผลิตสินค้ารายการอื่นๆ อย่างรวดเร็ว

6.1.4 ระยะเวลาการตัดตั้งและเริ่มดำเนินงานสั้น (Short Setup Time) ผลจากการลดขนาดการผลิตให้เล็กลง ทำให้ฝ่ายผลิตต้องเพิ่มความถี่ในการจัดการขึ้น ขณะที่ต้องทำให้เวลาของการจัดการลดลง ดังนั้นถ้าจัดเวลาให้มีช่วงเวลาของการผลิตที่ใช้เวลามาก จะทำให้เกิดการสูญเสียเวลา เกิดเวลาว่าเปล่าของพนักงานและอุปกรณ์ ดังนั้นผู้ควบคุมกระบวนการผลิตจึงต้องลดเวลาของการจัดตารางเวลาให้สั้นลง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพเต็มที่และสัมพันธ์กับปริมาณการผลิตจำนวนน้อย ในทางปฏิบัติการที่จะให้เวลาในการติดตั้งและเริ่มดำเนินงานสั้น ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือ อย่างใกล้ชิดระหว่างฝ่าย วิศวกรรม ฝ่ายบริหาร และแรง


ที่มา http://e-learning.mfu.ac.th/mflu/1301312/IM/c6_0.htm


โดย: ชื่อกิ่งแก้ว เชื้อบุญมา 52040281114 (ม. 8) พฤฯเช้า IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:11:48:37 น.  

 
1.ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htmความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ http://www.be2hand.com/scripts/view.php?prod_id=269297


โดย: ชื่อนางสาววิจิตรา สร้อยคำ52040280145หมู่ที่8เรียนพฤหัสเช้า IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:11:54:02 น.  

 
น่ารัก


โดย: เก๋ IP: 125.27.115.118 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:15:44:04 น.  

 
1 ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

2. ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ

http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2&table=%2Fguru%2Fsearch%3Fq%3D%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B5


โดย: นางสาวชรัญดา สีปุ้ม รหัส 52040280121 หมู่ 8 เรียน พฤหัสเช้า IP: 1.1.1.104, 58.137.131.62 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:18:17:38 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

คือ การที่จะทำอะไรๆให้เสร็จก่อนเวลาที่ถูกกำหนดไว้ หรือการซ่อมแซมวัสดุอุปกร์ให้มีสภาพที่ใช้งานได้ ก่อนที่เราจะนำไปใช้งาน


ที่มา นาย ตงประดิชญากาญจน์


5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog/?tag=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87


โดย: นางสาวเกษร อัครฮาด รหัสนักศึกษา 52040003135 หมู่ 29 เรียนพุธเช้า IP: 202.29.5.62 วันที่: 7 กันยายน 2552 เวลา:17:39:19 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มา http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog


โดย: ณัฐวุฒิ ไชยเสนา หมู่22 IP: 172.29.5.133, 58.147.7.66 วันที่: 8 กันยายน 2552 เวลา:9:35:10 น.  

 
1.ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จง อธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ


โดย: น.สชไมพร ตะโคตร พุธ (เช้า) 29 52040422103 IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 8 กันยายน 2552 เวลา:10:59:20 น.  

 
ข้อ 5.1

1. มีความเป็นปัจจุบัน คือต้องทันต่อการใช้ประโยชน์ ไม่ช้าจนไม่สามารถใช้บอกสถานการณ์ หรือแนวโน้มของการเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ได้ และไม่ช้าจนนำมาเป็นแนวทางวางแผนปรับปรุงงานไม่ได้ ควรจะมีการเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอตามความเหมาะสม

2. ตรงต่อความต้องการ ข้อมูลและสารสนเทศชุดหนึ่งอาจมีคุณค่าต่อการใช้งานหนึ่งแต่ไม่ตรงต่อความต้องการของอีกงานหนึ่ง ก็ไม่ควรจะนำมาใช้ในงานนั้นต่อไป

3. มีความถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากข้อมูลและสารสนเทศมีความเป็นปัจจุบันและตรงต่อความต้องการ หากขาดความถูกต้องแล้ว การนำไปใช้ประโยชน์ก็อาจจะกลายเป็นโทษ เพราะทำให้มีการตัดสินในที่ผิดพลาด ฉะนั้นในการเก็บข้อมูลเบื้องต้นตลอดจนการประมวลผลจึงควรตระหนักและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มาก

ที่มา http://chittrapa.net/index.php?option=com_content&task=view&id=35&Itemid=51


ข้อ 5.2 จะต้องมี ความสมบูรณ์ ในตัวเอง ความสมบูรณ์ของสารสนเทศขึ้นกับการรวบรวมข้อมูลและวิธีการทางปฏิบัติด้วย ในการดำเนินการจัดทำ
สารสนเทศต้องสำรวจและสอบถามความต้องการใช้ข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ในระดับหนึ่งที่เหมาะสม

ที่มา http://poousak99.exteen.com/


โดย: นายวัชระพงศ์ โคตรชมภู 51040901205 คณะมนษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ หมู่01 จันทร์บ่าย IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:13:47:53 น.  

 
6.1. อระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ส่วนด้วยกัน คือ



องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์



ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
คือลักษณะทางกายของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งหมายถึงตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ และ อุปกรณ์รอบข้าง (peripheral) ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดดิสก์ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น ฮาร์ดแวร์ประกอบด้วย

หน่วยรับข้อมูล ( input unit )
หน่วยประมวลผลกลาง ( central processor unit ) หรือ CPU
หน่วยความจำหลัก
หน่วยแสดงผลลัพธ์ (output unit )
หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (secondary storage unit )


หน่วยรับข้อมูล จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับข้อมูลต่าง ๆ เข้าสู่คอมพิวเตอร์ จากนั้น หน่วยประมวลผลกลาง จะนำไปประมวลผล และแสดงผลลัพธ์ที่ได้ออกมากให้ผู้ใช้รับทราบทาง หน่วยแสดงผลลัพธ์

หน่วยความจำหลัก จะทำหน้าที่เสมือนเก็บข้อมูลชั่วคราวที่มีขนาดไม่สูงมากนัก การที่ฮาร์ดแวร์จะทำหน้าที่ได้มีประสิทธิภาพนั้น ขึ้นอยู่กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ ส่วนการทำงานได้มากน้อยเพียงใด จะขึ้นอยู่กับหน่วยความจำหลักของเครื่องนั้น ๆ ข้อเสียของหน่วยความจำหลักคือ หากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในหน่วยความจำหลักจะหายไป ในขณะที่ข้อมูลอยู่ที่ หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง จะไม่สูญหายตราบเท่าที่ผู้ใช้ไม่ทำการลบข้อมูลนั้น รวมทั้งหน่วยเก็ยข้อมูลสำรองยังมีความจุที่สูงมาก จึงเหมาะสำหรับการเก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ หรือเก็บข้อมูลไว้ใช้ในภายหลัง ข้อเสียของหน่วยเก็บข้อมูลสำรองคือการเรียกใช้ข้อมูลจะช้ากว่าหน่วยความจำหลักมาก



ฮาร์ดแวร์ในระบบไมโครคอมพิวเตอร์



ซอฟต์แวร์ (Software)
คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่ประกอบออกมาจากโรงงานจะยังไม่สามารถทำงานใดๆ เนื่องจากต้องมี ซอฟต์แวร์ (Software) ซึ่งเป็นชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงานต่าง ๆ ตามต้องการ โดยชุดคำสั่งหรือโปรแกรมนั้นจะเขียนขึ้นมาจาก ภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Language) ภาษาใดภาษาหนึ่ง และมี โปรแกรมเมอร์ (Programmer) หรือนักเขียนโปรแกรมเป็นผู้ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเขียนซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ขึ้นมา

ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆคือ

ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software )
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ( Application Software )
ซอฟต์แวร์ระบบ โดยส่วนมากแล้วจะติดตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์เนื่องจากซอฟต์แวร์ระบบเป็นส่วนควบคุมทำงานต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถเริ่มต้นการทำงานอื่น ๆ ที่ผู้ใช้ต้องการได้ต่อไป ส่วน ซอฟต์แวร์ประยุกต์ จะเป็นซอฟต์แวร์ที่เน้นในการช่วยการทำงานต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน



ซอฟต์แวร์ในระบบไมโครคอมพิวเตอร์



บุคลากร (Peopleware)
เครื่องคอมพิวเตอร์โดยมากต้องใช้บุคลากรสั่งให้เครื่องทำงาน เรียกบุคลากรเหล่านี้ว่า ผู้ใช้ หรือ ยูเซอร์ (user) แต่ก็มีบางชนิดที่สามารถทำงานได้เองโดยไม่ต้องใช้ผู้ควบคุม อย่างไรก็ตาม คอมพิวเตอร์ก็ยังคงต้องถูกออกแบบหรือดูแลรักษาโดยมนุษย์เสมอ

ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ (computer user) แบ่งได้เป็นหลายระดับ เพราะผู้ใช้คอมพิวเตอร์บางส่วนก็ทำงานพื้นฐานของคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่บางส่วนก็พยายามศึกษาโปรแกรมประยุกต์ในขั้นที่สูงขึ้น ทำให้มีความชำนาญในการใช้โปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ นิยมเรียกกลุ่มนี้ว่า เพาเวอร์ยูสเซอร์ (power user)

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์ (computer professional) หมายถึงผู้ที่ได้ศึกษาวิชาการทางด้านคอมพิวเตอร์ ทั้งในระดับกลางและระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้จะนำความรู้ที่ได้ศึกษามาประยุกต์และพัฒนาใช้งาน และประสิทธิภาพของระบบคอมพิวเตอร์ให้ทำงานในขั้นสูงขึ้นไปได้อีก นักเขียนโปรแกรม (programmer) ก็ถือว่าเป็นผู้เชียวชาญทางคอมพิวเตอร์เช่นกัน เพราะสามารถสร้างโปรแกรมใหม่ ๆ ได้ และเป็นเส้นทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์ต่อไป

บุคลากรก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบคอมพิวเตอร์ เพราะมีความเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่การพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ ตลอดจนถึงการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานต่าง ๆ ซึ่งสามารถสรุปลักษณะงานได้ดังนี้

การดำเนินงานและเครื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น การบันทึกข้อมูลลงสื่อ หรือส่งข้อมูลเข้าประมวล หรือควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ เช่น เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล (Data Entry Operator) เป็นต้น
การพัฒนาและบำรุงรักษาโปรแกรม เช่น เจ้าหน้าที่พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ (Application Programmer) เจ้าหน้าที่พัฒนาโปรแกรม (System Programmer) เป็นต้น
การวิเคราะห์และออกแบบระบบงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผล เช่น เจ้าหน้าที่วิเคราะห์และออกแบบระบบงาน (System Analyst and Administrator) วิศวกรระบบ (System Engineer) เจ้าหน้าที่จัดการฐานข้อมูล (Database Adminstrator) เป็นต้น
การพัฒนาและบำรุงรักษาระบบทางฮาร์ดแวร์ เช่น เจ้าหน้าที่ควบคุมการทำงานระบบคอมพิวเตอร์ (Computer Operator) เป็นต้น
การบริหารในหน่วยประมวลผลข้อมูล เช่น ผู้บริหารศูนย์ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ (EDP Manager) เป็นต้น


ข้อมูลและสารสนเทศ (Data / Information)
ในการทำงานต่าง ๆ จะต้องมีข้อมูลเกิดขึ้นตลอดเวลา ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานที่ถูกเก็บรวบรวมมาประมวลผล เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ ซึ้งในปัจจุบันมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาเป็นข้อมูลในการดัดแปลงข้อมูลให้ได้ประสิทธิภาพโดยแตกต่างๆระหว่าง ข้อมูล และ สารสนเทศ คือ

ข้อมูล คือ ได้จากการสำรวจจริง แต่ สารสนเทศ คือ ได้จากข้อมูลไม่ผ่านกระบวนการหนึ่งก่อน

สารสนเทศเป็นสิ่งที่ผู้บริหาารนำไปใช้ช่วยในการตัดสินใจ โดยที่สารสนเทศที่มีประโยชน์นั้นจะมีคุณสมบัติ ดังตาราง

มีความสัมพันธ์กัน (relevant) สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
มีความทันสมัย (timely) ต้องมีความทันสมัยและพร้อมที่จะใช้งานได้ทันทีเมื่อต้องการ
มีความถูกต้องแม่นยำ (accurate) เมื่อป้อนข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์และผลลัพธ์ที่ได้จะต้องถูกต้องในทุกส่วน
มีความกระชับรัดกุม (concise) ข้อมูลจะต้องถูกย่นให้มีความยาวที่พอเหมาะ
มีความสมบูรณ์ในตัวเอง (complete) ต้องรวบรวมข้อมูลที่สำคัญไว้อย่างครบถ้วน

คุณสมบัติของสารสนเทศที่มีประโยชน์







การเปลี่ยนรูปจากข้อมูลสู่สารสนเทศ



กระบวนการทำงาน (Procedure)
กระบวนการทำงานหรือโพรซีเยอร์ หมายถึง ขั้นตอนที่ผู้ใช้จะต้องทำตาม เพื่อให้ได้งานเฉพาะอย่างจากคอมพิวเตอร์ซึ่งผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนต้องรู้การทำงานพื้นฐานของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น การใช้เครื่อง ฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ ถ้าต้องการถอนเงินจะต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ ดังนี้

จอภาพแสดงข้อความเตรียมพร้อมที่จะทำงาน
สอดบัตร และพิมพ์รหัสผู้ใช้
เลือกรายการ
ใส่จำนวนเงินที่ต้องการ
รับเงิน
รับใบบันทึกรายการ และบัตร
การใช้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติงานในส่วนต่าง ๆ นั้นมักจะมีขั้นตอนที่สลับซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานด้วย จึงต้องมีคู่มือการปฏิบัติงานที่ชัดเจน เช่น คู่มือสำหรับผู้ควบคุมเครื่อง (Operation Manual) คู่มือสำหรับผู้ใช้ (User Manual) เป็นต้น
6.2. จงยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่เป็น Application Software มาอย่ซอฟต์แวร์ (Software)
คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่ประกอบออกมาจากโรงงานจะยังไม่สามารถทำงานใดๆ เนื่องจากต้องมี ซอฟต์แวร์ (Software) ซึ่งเป็นชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงานต่าง ๆ ตามต้องการ โดยชุดคำสั่งหรือโปรแกรมนั้นจะเขียนขึ้นมาจาก ภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Language) ภาษาใดภาษาหนึ่ง และมี โปรแกรมเมอร์ (Programmer) หรือนักเขียนโปรแกรมเป็นผู้ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเขียนซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ขึ้นมา

ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆคือ

ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software )
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ( Application Software )
ซอฟต์แวร์ระบบ โดยส่วนมากแล้วจะติดตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์เนื่องจากซอฟต์แวร์ระบบเป็นส่วนควบคุมทำงานต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถเริ่มต้นการทำงานอื่น ๆ ที่ผู้ใช้ต้องการได้ต่อไป ส่วน ซอฟต์แวร์ประยุกต์ จะเป็นซอฟต์แวร์ที่เน้นในการช่วยการทำงานต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน
6.3. ROM และ RAM มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

Rom เป็นหน่วยความจำที่ไม่ลบเลือน

Rom เป็นหน่วยความจำหลักลบเลือนได้



http://www.bcoms.net/webboard/detail.asp?id=564



โดย: นายวัชระพงศ์ โคตรชมภู 51040901205 คณะมนษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ หมู่01 จันทร์บ่าย IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:14:19:23 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมี ประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ


http://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1.2.html


โดย: น.ส. นาริณี อินทร์ดี IP: 125.26.154.172 วันที่: 13 กันยายน 2552 เวลา:23:35:32 น.  

 
1.ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จง อธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ


โดย: นายจักรกริช โพธิวงษ์ หมู่15 ศุกร์เช้า IP: 192.168.1.105, 119.42.83.235 วันที่: 14 กันยายน 2552 เวลา:19:04:12 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ

ที่มา

http://www.stks.or.th/blog





โดย: นางสาวปวีณา พุทธกุล รหัส 52040263115 หมู่ที่22 เรียนวันอังคาร IP: 172.29.5.133, 58.147.7.66 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:9:22:28 น.  

 
แบบฝึกหัด
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย
ที่มา http://www.stks.or.th/blog
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ

ที่มา

http://www.stks.or.th/blog




โดย: นางสาวศิริพร คมกล้า51040901250สาขา นิติศาสตร์หมู่ 01 (จันทร์-บ่าย) IP: 222.123.14.135 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:11:37:49 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

ที่มา http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2&clk=wttpcts



โดย: นาวสาวกาญจนา อุปวันดี (หมู่01 วันจันทร์บ่าย) IP: 113.53.164.173 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:17:40:25 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog/?tag=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87


โดย: นาวสาวกาญจนา อุปวันดี (หมู่01 วันจันทร์บ่าย) IP: 113.53.164.173 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:17:44:13 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบ

ทันต่อการใช้งาน คือ สารสนเทศที่ดีต้องได้รับทันต่อการใช้ประโยชน์ กล่าวคือ ไม่ช้าจน ไม่สามารถจะบอกถึงสภาพการณ์ หรือแนวโน้มการเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้ ควรที่จะรวมข้อมูลเป็นงวด ๆ และทำรายงานประจำงวด ช่วงเวลาที่เหมาะสมของการจัดทำสารสนเทศ และการรายงานสารสนเทศจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาให้ดีในแต่ละองค์กร


5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบ

มีความสมบูรณ์ในตนเอง คือ เก็บรวบรวมสารสนเทศที่เกี่ยวข้องได้ครอบคลุมถูกต้อง คุณสมบัติข้อนี้แสดงถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของสารสนเทศ ซึ่งนับว่าสำคัญมาก เพราะแม้สารสนเทศนั้นจะต้องต่อความต้องการและผลิตได้ทันต่อเวลา แต่ว่าขาดความถูกต้องแล้วจะหาประโยชน์ไม่ได้เลยกลับจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและเกิดผลเสียต่อองค์การได้


ที่มา
http://www.bpcd.net/new_subject/library/ebook/ict/ict_fundamental/12331.html


โดย: นางสาวประสิทธิ์พร เพ็งสอน(หมู่01 วันจันทร์บ่าย) IP: 113.53.164.173 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:17:49:29 น.  

 

1. ลักษณะของสารสนเทศ

ถูกต้องแม่นยำ
สมบูรณ์ครบถ้วน
เข้าใจง่าย
ทันต่อเวลา
เชื่อถือได้
คุ้มราคา
ตรวจสอบได้
ยืดหยุ่น
สอดคล้องกับความต้องการ
สะดวกในการเข้าถึง
ปลอดภัย
http://porthong189.spaces.live.com/blog/cns!C81037074AA80D6C!234.entry

2.ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog



โดย: นางสาวปิยนุช แสงจันทร์(หมู่01 วันจันทร์บ่าย) IP: 113.53.164.173 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:17:53:25 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย
ที่มา
http://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1.2.html

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่
ที่มาhttp://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1.2.html


โดย: นางสาวกิตติยาพร คนดี(51040901202)สาขานิติศาสตร์ จันทร์บ่าย หมู่1 IP: 124.157.149.128 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:18:29:12 น.  

 
1.ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จง อธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ


โดย: นายอายุวัฒน์ นามมาลา 52041302111 วศ.บ.เครื่องกล หมู่.29 (พุธ เช้า ) IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 16 กันยายน 2552 เวลา:17:38:42 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

คือ การที่จะทำอะไรๆให้เสร็จก่อนเวลาที่ถูกกำหนดไว้ หรือการซ่อมแซมวัสดุอุปกร์ให้มีสภาพที่ใช้งานได้ ก่อนที่เราจะนำไปใช้งาน


ที่มา นาย ตงประดิชญากาญจน์


5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog/?tag=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87


โดย: น.ส.สุวรรณี ระวะใจ หมู่ที่ 22 อังคารเช้า IP: 125.26.176.80 วันที่: 16 กันยายน 2552 เวลา:18:43:14 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบ

ทันต่อการใช้งาน คือ สารสนเทศที่ดีต้องได้รับทันต่อการใช้ประโยชน์ กล่าวคือ ไม่ช้าจน ไม่สามารถจะบอกถึงสภาพการณ์ หรือแนวโน้มการเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้ ควรที่จะรวมข้อมูลเป็นงวด ๆ และทำรายงานประจำงวด ช่วงเวลาที่เหมาะสมของการจัดทำสารสนเทศ และการรายงานสารสนเทศจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาให้ดีในแต่ละองค์กร


5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบ

มีความสมบูรณ์ในตนเอง คือ เก็บรวบรวมสารสนเทศที่เกี่ยวข้องได้ครอบคลุมถูกต้อง คุณสมบัติข้อนี้แสดงถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของสารสนเทศ ซึ่งนับว่าสำคัญมาก เพราะแม้สารสนเทศนั้นจะต้องต่อความต้องการและผลิตได้ทันต่อเวลา แต่ว่าขาดความถูกต้องแล้วจะหาประโยชน์ไม่ได้เลยกลับจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและเกิดผลเสียต่อองค์การได้


ที่มา
http://www.bpcd.net/new_subject/library/ebook/ict/ict_fundamental/12331.html



โดย: วิทูร ภูนามูล (จันทร์บ่าย) IP: 117.47.9.192 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:14:47:21 น.  

 
แบบฝึกหัด
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

5.1 ทันต่อเวลา สารสนเทศที่ดีต้องได้รับทันต่อการใช้ประโยชน์ กล่าวคือ ไม่ช้าจน ไม่สามารถจะบอกถึงสภาพการณ์ หรือแนวโน้มการเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้ ควรที่จะรวมข้อมูลเป็นงวด ๆ และทำรายงานประจำงวด ช่วงเวลาที่เหมาะสมของการจัดทำสารสนเทศ และการรายงานสารสนเทศจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาให้ดีในแต่ละองค์กร


ที่มา:
http://www.bpcd.net/new_subject/library/ebook/ict/ict_fundamental/12331.html

5.2ความสมบูรณ์ (Completeness) คือสารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ
ที่มาhttp://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson1/lesson1.2.html






โดย: น.ส.จิตราภรณ์ ภุเกตุ หมู่ 8 พฤหัสเช้า IP: 58.137.131.62 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:16:13:56 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย
ที่มาhttp://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2


5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ
ทืมา http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2





โดย: นายสุพจน์ ยางขัน หมู่ 8 พฤหัสเช้า IP: 58.137.131.62 วันที่: 19 กันยายน 2552 เวลา:13:34:27 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ
1. ความละเอียดแม่นยำ คือ สารสนเทศจะต้องมีความละเอียดแม่นยำในการวัดข้อมูล ให้ความเชื่อถือได้สูง มีรายละเอียดของข้อมูล และแหล่งที่มาของข้อมูลที่ถูกต้อง
2. คุณสมบัติเชิงปริมาณ คือความสามารถที่จะแสดงออกมาในรูปของตัวเลขได้ และสามารถเปรียบเทียบในเชิงปริมาณได้
3. ความยอมรับได้ คือ ระดับความยอมรับได้ของกลุ่มผู้ใช้สารสนเทศอย่างเดียวกัน สารสนเทศควรมีลักษณะเดียวกันในกลุ่มผู้ใช้งาน หรือใกล้เคียงกันโดยสามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น การใช้เครื่องมือเพื่อวัดคุณภาพการผลิตสินค้า เครื่องมือดังกล่าวจะต้องเป็นที่ยอมรับได้ว่าสามารถวัดค่าของคุณภาพได้อย่างถูกต้อง
4. การใช้ได้ง่าย คือ ความสามารถนำไปใช้งานได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ทั้งในส่วนของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน
5. ความไม่ลำเอียง ซึ่งหมายถึง ไม่เป็นสารสนเทศที่มีจุดประสงค์ที่จะปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่าง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดไปจากความเป็นจริง หรือแสดงข้อมูลที่ผิดจากความเป็นจริง
6. ชัดเจน ซึ่งหมายถึง สารสนเทศจะต้องมีความคลุมเครือน้อยที่สุด สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย

ที่มา
:www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm

http://www.brookersales.biz/images/salesman.jpg 02/01/06

นาย พิษณุ มีที คบ.ทัศนศิลป์ หมู่ 11 1/52 จันทร์/บ่าย 51100103115


โดย: นาย พิษณุ มีที คบ.ทัศนศิลป์ หมู่ 11 1/52 จันทร์/บ่าย 51100103115 IP: 192.168.1.124, 124.157.149.201 วันที่: 20 กันยายน 2552 เวลา:11:25:26 น.  

 
1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
1. ความเที่ยงตรง (Accuracy) สารสนเทศขององค์การที่ดีจะต้องมีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้ โดยไม่ให้มีความคลาดเคลื่อนหรือมีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ดังนั้นประสิทธิผลของการตัดสินใจจึงขึ้นอยู่กับความถูกต้องหรือความเที่ยงตรง ย่อมส่งผลกระทบทำให้การตัดสินใจมีความผิดพลาดตามไปด้วย

2. ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

3. ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ

4. การสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ (Relevance) สารสนเทศขององค์การที่ดีจะต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ จะต้องตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ที่จะนำไปใช้ในการตัดสินใจได้ ดังนั้นในการที่องค์การจะออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศในองค์การนั้น การสอบถามความต้องการของสารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมาก เช่น สนเทศในการบริหารการผลิต การตลาด และการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น

5. ตรวจสอบได้ (Verifiability) สารสนเทศที่ดีควรมีคุณลักษณะที่สามารถจะตรวจสอบได้โดยเฉพาะแหล่งที่มา การจัดรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ ทั้งนี้เพื่อให้การตัดสินใจได้เกิดความรอบครอบ การที่ผู้บริหารมองเห็นสารสนเทศบางเรื่องแล้วพบว่าทำไมจึงมีค่าที่ต่ำเกินไป หรือสูงเกินไป อาจต้องตรวจสอบความถูกต้องของสารสนเทศที่ได้มา ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้การติดสินใจเกิดผิดพลาด
2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
สารสนเทศต้องถูกต้องเม่นยำ เมื่อพิจารณาสารสนเทศแล้วต้องเข้าใจง่ายมีวิธีการรวบรวมข้อมูลที่น่าเชื่อ ถือ และเป็นวิธีที่ประหยัดเหมาะสมกับราคา นอกจากนี้ต้องตรวจสอบได้ ยืดหยุ่น สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้และที่สำคัญต้องมีความปลอดภัย
ที่มา
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0a


โดย: นายจิติวรรษ์ คอยตาม หมู่8. 1/52 พฤหัสบดี เช้า IP: 124.157.139.207 วันที่: 22 กันยายน 2552 เวลา:1:14:27 น.  

 
2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จง อธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ


โดย: นายจิติวรรษ์ คอยตาม หมู่ 8. 1/52 พฤหัสบดี เช้า IP: 124.157.139.207 วันที่: 22 กันยายน 2552 เวลา:1:16:45 น.  

 
1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
1. ความเที่ยงตรง (Accuracy) สารสนเทศขององค์การที่ดีจะต้องมีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้ โดยไม่ให้มีความคลาดเคลื่อนหรือมีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ดังนั้นประสิทธิผลของการตัดสินใจจึงขึ้นอยู่กับความถูกต้องหรือความเที่ยงตรง ย่อมส่งผลกระทบทำให้การตัดสินใจมีความผิดพลาดตามไปด้วย

2. ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

3. ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ

4. การสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ (Relevance) สารสนเทศขององค์การที่ดีจะต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ จะต้องตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ที่จะนำไปใช้ในการตัดสินใจได้ ดังนั้นในการที่องค์การจะออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศในองค์การนั้น การสอบถามความต้องการของสารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมาก เช่น สนเทศในการบริหารการผลิต การตลาด และการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น

5. ตรวจสอบได้ (Verifiability) สารสนเทศที่ดีควรมีคุณลักษณะที่สามารถจะตรวจสอบได้โดยเฉพาะแหล่งที่มา การจัดรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ ทั้งนี้เพื่อให้การตัดสินใจได้เกิดความรอบครอบ การที่ผู้บริหารมองเห็นสารสนเทศบางเรื่องแล้วพบว่าทำไมจึงมีค่าที่ต่ำเกินไป หรือสูงเกินไป อาจต้องตรวจสอบความถูกต้องของสารสนเทศที่ได้มา ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้การติดสินใจเกิดผิดพลาด
2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
สารสนเทศต้องถูกต้องเม่นยำ เมื่อพิจารณาสารสนเทศแล้วต้องเข้าใจง่ายมีวิธีการรวบรวมข้อมูลที่น่าเชื่อ ถือ และเป็นวิธีที่ประหยัดเหมาะสมกับราคา นอกจากนี้ต้องตรวจสอบได้ ยืดหยุ่น สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้และที่สำคัญต้องมีความปลอดภัย


โดย: นางสาวสุขชฎา อินทปัญญา หมู่ 22 รหัส 52040427216 IP: 192.168.1.112, 124.157.129.6 วันที่: 23 กันยายน 2552 เวลา:17:41:34 น.  

 
แบบฝึกหัด
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย
ที่มา http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2


5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ
ที่มา http://www.stks.or.th/blog









โดย: นางสาวหนึ่งฤทัย มังคละแสน คณะมนุษศษสตร์และสังคมศาสตร์ สาขานิติศาสตร์หมู่01 จ.บ่าย IP: 124.157.147.100 วันที่: 23 กันยายน 2552 เวลา:19:04:22 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ งาน(Timeliness) คือนอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย


5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา :www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm


นายศราวุฒิ ทดกลาง หมุ๋22 (อ.เช้า)



โดย: นายศราวุฒิ ทดกลาง IP: 58.147.7.66 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:15:13:28 น.  

 
ข้อที่1

ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ งาน(Timeliness) คือนอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

ข้อที่2.

มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) คือสารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ
ที่มาhttp://www.rbru.ac.th


โดย: นายพงษ์ระวี รีชัยวิจตรกุล ม.22 อังคารเช้า IP: 192.168.1.109, 124.157.139.216 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:16:23:49 น.  

 
มนุษย์จะต้องอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน รวมทั้งพึ่งพาทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกนี้ ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างต้องเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน มนุษย์เกื้อหนุนต่อสัตว์ พืช และสิ่งไม่มีชีวิตทั้งหลาย สัตว์ก็ต้องพึ่งพามนุษย์ พืช และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ พืชก็ยังต้องพึ่งสัตว์รวมทั้งมนุษย์ ดวงอาทิตย์ และสิ่งที่ไม่มีชีวิต เพื่อการดำรงชีวิต และที่สำคัญมนุษย์ก็ต้องเกื้อหนุนมนุษย์ด้วยกันเอง สงครามและการสู้รบกันแสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีการแข่งขันชิงความเป็นผู้ชนะและชิงความมีอำนาจ ยึดตัวเองเป็นใหญ่และคิดว่าตนเองเก่ง สร้างประโยชน์ส่วนตนและเกิดความเสียหายให้กับส่วนรวมทั่วโลก เมื่อมองเฉพาะในองค์กรซึ่งเป็นที่ทำงานของคนหลายคนเพื่อให้หน่วยงานหรือองค์กรนั้นประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่คนที่ทำงานร่วมกันจะต้องมีพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ดังคำถามที่เกี่ยวกับความรู้สึกกับการกระทำบางอย่าง ให้ท่านพิจารณาและแสดงความคิดเห็น ดังต่อไปนี้

1) ท่านชอบคบกับคนที่เป็นมือปืนหรือไม่ หรือถ้าเพื่อนเรามีอาชีพฆ่าสัตว์เราจะทำอย่างไร

2) ลูกหลานท่านชอบลักขโมย หยิบของของคนอื่นแล้วเอามาเป็นของตนเอง ท่านชอบหรือไม่ แล้วท่านจะทำอย่างไร

3) ถ้าพี่สาวเรามีสามีแล้ว สามีช่วยดูแลลูกและช่วยหาเลี้ยงครอบครัวเป็นอย่างดี แต่พี่สาวไปมีสามีใหม่ ทิ้งลูกให้อยู่กับพ่อโดยไม่สนใจเลยและลูกก็มีปัญหาเนื่องจากไม่ได้รับความอบอุ่นเต็มที่ ท่านชอบหรือไม่

4) เพื่อนเราพูดคำหยาบ พูดไม่เพราะ พูดให้คนอื่นเสียหาย หรือแตกแยก เราชอบหรือไม่

5) เพื่อนที่ทำงานดื่มสุรามาทุกวัน ไม่สามารถทำงานได้ ให้ทำงานกับหน่วยงานอื่นก็สร้างความเสียหายให้กับหน่วยงาน ขับรถก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง บางวันก็ขาดงาน ท่านชอบหรือไม่

จากตัวอย่างที่กล่าวมา 5 ข้อนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องมีเป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ซึ่งเรียกว่าศีลห้านั่นเองคือไม่ฆ่า ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดโกหก และไม่เสพของมึนเมา แต่นอกเหนือจากนั้น ถ้าจะพัฒนาให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จะต้องประกอบด้วยคุณธรรมนอกเหนือจากห้าข้อ ดังจะยกตัวอย่างการแสดงออกของคน ให้ท่านพิจารณาเองว่าการแสดงออกของคนแบบใดที่ท่านอยากเข้าใกล้และอยากพูดคุยด้วย



คุณธรรมที่จะทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

1) มีบางครั้งที่รับปากคนอื่นแล้วทำไม่ได้ หรืออาสาแล้วทำไม่เต็มที่ไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่ตนเองรับมา ส่วนสิ่งที่ตนเองรับผิดชอบจะตั้งใจทำเต็มที่

2) คิดว่าตนเองเก่ง สามารถทำได้หลายอย่าง ไม่ยอมรับความสามารถของคนอื่น ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นคิดและทำ ตัวเองทำหมด หรือถ้าให้คนอื่น มักจะสั่งให้คนอื่นทำโดยไม่ให้คนอื่นช่วยคิด ถ้าหากผิดพลาดมาก็จะโยนความผิดให้คนที่ตนเองสั่ง ถ้าคนอื่นทำอะไรก็จะมีข้อตำหนิได้เสมอ แต่ตัวเองไม่มีผิดเลย เมื่อช่วยคนอื่นแล้วมักจะเอามาพูดทีหลังว่าได้ช่วยคนอื่น จ่ายเงินไปหรือหมดไปเท่าไหร่ บางครั้งทำบุญบริจาคเงินก็ยังพูดว่าทำบุญไปเท่าไหร่ ซึ่งแสดงถึงการเสียดายเงินที่ตัวเองจ่ายไป

3) มักจะหนักใจเสมอเวลาจะทำอะไร มองเห็นปัญหาและอุปสรรคมากมาย ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเงินยิ่งหนักใจ คิดว่าถ้าไม่มีเงินแล้วทำอะไรไม่ได้ เกิดทุกข์ร้อนถ้าขาดเงิน คิดว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญ เชิดชูคนที่มีเงินและทรัพย์สมบัติ และคิดว่าตนเองต้องหาเงินและหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเพิ่มขึ้นอีก ยินดีที่จะคบกับคนมีชื่อเสียง ไม่ค่อยสนใจหรือดูถูกคนที่ไม่ค่อยมีเงิน ดูคนมักจะดูที่การแต่งกายเครื่องประดับ

4) ชอบหาทางที่จะไม่ให้คนอื่นเอาเปรียบตน มองหาประโยชน์ตนเองปกป้องผลประโยชน์ให้กับตนและลูกอย่างเห็นได้ชัด ไม่มองคนอื่นแต่มองเห็นความต้องการของตนเป็นหลัก พยายามหาหนทางที่จะให้ตนเองดูโดดเด่น จนลืมนึกถึงว่าคนอื่นก็มีความสามารถเหมือนกันและมีความต้องการที่จะแสดงความสามารถของเขาเหมือนกับที่เราเป็น

5) ชอบใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหาต่างๆ เป็นคนโกรธง่าย บางครั้งผูกพยาบาทและจ้องจะเอาคืนคนที่ตนเองไม่พอใจด้วยวิธีการต่างๆ

6) ทำงานทุกอย่างเต็มที่ เมื่อมีปัญหาก็คิดว่าสามารถแก้ได้ ประสานงานกับคนอื่นได้ เมื่อมีผลงานก็ยกผลงานให้ทีมของตน ไม่คิดว่าตนเองดีคนเดียว และรับผิดชอบแล้วจะทำอย่างเต็มที่ มีความพยายามและอดทนต่อปัญหาและอุปสรรค และมักจะพัฒนาตนเองและองค์กรเสมอ

7) ชอบช่วยเหลือคนอื่น มีความเอื้อเฟื้อต่อคนในครอบครัว เพื่อน และญาติ ช่วยอนุเคราะห์คนอื่นเมื่อถึงคราวจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งของ เมื่อช่วยแล้วไม่เคยเอามาพูดให้คนอื่นฟังว่าตนเองช่วยไปเท่าไหร่ หมดไปเท่าไหร่ และจะยินดีกับคนอื่นเมื่อเขามีความสุขอย่างจริงใจ



จากตัวอย่างของการแสดงออกข้างต้น ท่านคงตัดสินใจได้ว่าคนแบบไหนที่ท่านอยากพูดคุยด้วย เข้าใกล้แล้วรู้สึกสบายใจ และอยากจะคบเป็นเพื่อน และมีคุณธรรมอะไรบ้างที่จะทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ จะเห็นว่าทั้ง 7 ข้อนั้น 2 ข้อสุดท้ายแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนมีคุณธรรมที่ทำให้มนุษย์ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นความพยายาม อดทน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่นำเรื่องเงินมาเป็นที่ตั้งของการดำเนินชีวิต มีความยินดีเมื่อคนอื่นได้ดี และพยายามพัฒนาความสามารถของตนเอง ถ้าเป็นคุณธรรมขั้นสูงคือสามารถช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเต็มใจ ไม่เลือกว่าชอบหรือไม่ชอบ ซึ่งจากคุณธรรมที่กล่าวมานั้น สามารถใช้ได้กับครอบครัวเช่นกัน ถ้าหากคนในครอบครัวขาดศีลห้าข้อแล้วครอบครัวก็จะไม่ก่อเกิดความรัก ความอบอุ่น และถ้าเราเลี้ยงลูกโดยใช้หลักการพึ่งพาซึ่งกันและกันใช้คุณธรรมเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ โดยไม่ยึดเรื่องเงินเป็นหลัก การที่เลี้ยงลูกด้วยเงิน หรือพูดเรื่องเงินซ้ำซาก จะทำให้ทุกคนเบื่อหน่าย ดังที่ยกตัวอย่างมาให้เห็นแล้วว่าเงินไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ต้องการ เงินไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง แต่การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยอย่างจริงใจ ช่วยแล้วไม่เอามาพูดอีกว่าช่วยเท่าไหร่ การมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง การตั้งใจจดจ่ออยู่กับหน้าที่ของตน และพัฒนาตนเองเสมอๆ สิ่งที่ดีอื่นๆ ก็จะตามมาเอง ได้รับความสุขและพึงพอใจในตนเอง ทำให้มีจิตใจและร่างกายที่เข้มแข็ง การมีคุณธรรมที่กล่าวมานั้น เป็นการพัฒนาจิตหรือยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น นั่นถือว่าเราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และสามารถที่จะอยู่กับครอบครัว ที่ทำงานและสังคมโลกอย่างมีความสุข

ที่มา : http://www.lpmp.org/index.php?option=com_content&task=view&id=86&Itemid=30





โดย: นายชัยวัฒน์ ศรีอุต หมู่ 22 อังคาร (เช้า) IP: 192.168.1.108, 124.157.139.216 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:16:35:48 น.  

 

5. ลักษณะของสารสนเทศที่ดี

1. มีความถูกต้อง แม่นยำ
2. ทันต่อการใช้งาน (ทันสมัยอยู่เสมอ)
3. ความสมบูรณ์ในตัวเอง
4. มีความกะทัดรัก ชัดเจน
5. ตรงกับความต้องการ

นอกจากนี้สารสนเทศที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้
- มีความลำเอียดแม่นยำ
- มีคุณสมบัติเชิงปริมาณ สามารถแสดงออกมาในรูปของตัวเลข
- มีความยอมรับได้
- ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว
- ไม่ลำเอียง
- ชัดเจน เข้าใจง่าย

แบบฝึกหัด
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย



Create Date : 27 มีนาคม 2552
Last Update : 12 มิถุนายน 2552 10:07:02 น.

Counter : 1559 Pageviews. 138 comments

Add to







1. การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มาhttp://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm


2. หลายท่านคงไม่ปฏิเสธว่าความต้องการของมนุษย์คือ ต้องการให้ตนเองมีความสุข แต่ความสุขของมนุษย์ที่ว่านั้นแล้วแต่ว่าจิตจะมีประสบการณ์สั่งสมมาเป็นอย่างไร บางคนบอกว่าต้องการให้ตนเองมีความสุขก็เพียงพอแล้ว บางคนบอกว่าอยากให้ตนเองมีความสุข เพื่อนและครอบครัวมีความสุขก็เพียงพอแล้ว หรือบางคนก็บอกว่าตนเองมีความสุขและก็ปรารถนาที่จะให้คนอื่นทั้งที่เป็นญาติตนและที่ไม่ใช่ญาติตนมีความสุขด้วย



1) มีบางครั้งที่รับปากคนอื่นแล้วทำไม่ได้ หรืออาสาแล้วทำไม่เต็มที่ไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่ตนเองรับมา ส่วนสิ่งที่ตนเองรับผิดชอบจะตั้งใจทำเต็มที่

2) คิดว่าตนเองเก่ง สามารถทำได้หลายอย่าง ไม่ยอมรับความสามารถของคนอื่น ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นคิดและทำ ตัวเองทำหมด หรือถ้าให้คนอื่น มักจะสั่งให้คนอื่นทำโดยไม่ให้คนอื่นช่วยคิด ถ้าหากผิดพลาดมาก็จะโยนความผิดให้คนที่ตนเองสั่ง ถ้าคนอื่นทำอะไรก็จะมีข้อตำหนิได้เสมอ แต่ตัวเองไม่มีผิดเลย เมื่อช่วยคนอื่นแล้วมักจะเอามาพูดทีหลังว่าได้ช่วยคนอื่น จ่ายเงินไปหรือหมดไปเท่าไหร่ บางครั้งทำบุญบริจาคเงินก็ยังพูดว่าทำบุญไปเท่าไหร่ ซึ่งแสดงถึงการเสียดายเงินที่ตัวเองจ่ายไป

3) มักจะหนักใจเสมอเวลาจะทำอะไร มองเห็นปัญหาและอุปสรรคมากมาย ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเงินยิ่งหนักใจ คิดว่าถ้าไม่มีเงินแล้วทำอะไรไม่ได้ เกิดทุกข์ร้อนถ้าขาดเงิน คิดว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญ เชิดชูคนที่มีเงินและทรัพย์สมบัติ และคิดว่าตนเองต้องหาเงินและหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเพิ่มขึ้นอีก ยินดีที่จะคบกับคนมีชื่อเสียง ไม่ค่อยสนใจหรือดูถูกคนที่ไม่ค่อยมีเงิน ดูคนมักจะดูที่การแต่งกายเครื่องประดับ

4) ชอบหาทางที่จะไม่ให้คนอื่นเอาเปรียบตน มองหาประโยชน์ตนเองปกป้องผลประโยชน์ให้กับตนและลูกอย่างเห็นได้ชัด ไม่มองคนอื่นแต่มองเห็นความต้องการของตนเป็นหลัก พยายามหาหนทางที่จะให้ตนเองดูโดดเด่น จนลืมนึกถึงว่าคนอื่นก็มีความสามารถเหมือนกันและมีความต้องการที่จะแสดงความสามารถของเขาเหมือนกับที่เราเป็น

5) ชอบใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหาต่างๆ เป็นคนโกรธง่าย บางครั้งผูกพยาบาทและจ้องจะเอาคืนคนที่ตนเองไม่พอใจด้วยวิธีการต่างๆ

6) ทำงานทุกอย่างเต็มที่ เมื่อมีปัญหาก็คิดว่าสามารถแก้ได้ ประสานงานกับคนอื่นได้ เมื่อมีผลงานก็ยกผลงานให้ทีมของตน ไม่คิดว่าตนเองดีคนเดียว และรับผิดชอบแล้วจะทำอย่างเต็มที่ มีความพยายามและอดทนต่อปัญหาและอุปสรรค และมักจะพัฒนาตนเองและองค์กรเสมอ

7) ชอบช่วยเหลือคนอื่น มีความเอื้อเฟื้อต่อคนในครอบครัว เพื่อน และญาติ ช่วยอนุเคราะห์คนอื่นเมื่อถึงคราวจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งของ เมื่อช่วยแล้วไม่เคยเอามาพูดให้คนอื่นฟังว่าตนเองช่วยไปเท่าไหร่ หมดไปเท่าไหร่ และจะยินดีกับคนอื่นเมื่อเขามีความสุขอย่างจริงใจ

ที่มา http://www.lpmp.org/index.php?option=com_content&task=view&id=86&Itemid=30



โดย: นศ.ณัฐชนันท์พร ศรีบุญเรือง (หมู่08 พฤ เช้า ) 52040332142 IP: 58.147.38.151 วันที่: 11 มิถุนายน 2552 เวลา:10:27:27 น.







1.ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จง อธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ



โดย: นศ.เกศรินทร์ ไชยปัญญา (หมู่ 08 พฤ เช้า) IP: 58.147.38.151 วันที่: 11 มิถุนายน 2552 เวลา:11:54:25 น.







5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

คือ การที่จะทำอะไรๆให้เสร็จก่อนเวลาที่ถูกกำหนดไว้ หรือการซ่อมแซมวัสดุอุปกร์ให้มีสภาพที่ใช้งานได้ ก่อนที่เราจะนำไปใช้งาน


ที่มา นาย ตงประดิชญากาญจน์


5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog/?tag=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87

นาย ตง ประดิชญากาญจน์ (หมู่22 อังคารเช้า)




โดย: นาย ตง ประดิชญากาญจน์ IP: 114.128.16.131 วันที่: 14 มิถุนายน 2552 เวลา:12:23:35 น.







ข้อที่ 1
การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

ที่มา http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm

ข้อที่ 2
มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog







โดย: นาย วัชฤทธิ์ มวลพิทักษ์ หมู่22 อ.เช้า IP: 125.26.175.79 วันที่: 26 กันยายน 2552 เวลา:13:48:34 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย


โดย: นาย เกรียงไกร สลับศรี หมู่1 จ.บ่าย IP: 192.168.10.106, 117.47.12.205 วันที่: 26 กันยายน 2552 เวลา:18:21:08 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ



โดย: นาย เกรียงไกร สลับศรี หมู่1 จ.บ่าย IP: 192.168.10.106, 117.47.12.205 วันที่: 26 กันยายน 2552 เวลา:18:22:32 น.  

 
1.ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จง อธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ


ที่มา http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm







โดย: เบญจมาศ โคตรเพชร หมู่ 08 รหัส 52040332107 IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 27 กันยายน 2552 เวลา:13:06:35 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
คุณลักษณะของสารสนเทศที่ดี
ในการจัดการเพื่อให้องค์การบรรลุถึงประสิทธิผลและประสิทธิภาพที่องค์การตั้งไว้นั้น ดังที่กล่าวมาแล้วว่าข้อมูลและสารสนเทศเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อทุกองค์การ ทั้งนี้สารสนเทศที่ดีควรมีลักษณะ ดังต่อไปนี้

1. ความเที่ยงตรง (Accuracy) สารสนเทศขององค์การที่ดีจะต้องมีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้ โดยไม่ให้มีความคลาดเคลื่อนหรือมีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ดังนั้นประสิทธิผลของการตัดสินใจจึงขึ้นอยู่กับความถูกต้องหรือความเที่ยงตรง ย่อมส่งผลกระทบทำให้การตัดสินใจมีความผิดพลาดตามไปด้วย
2. ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย
3. การสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ (Relevance) สารสนเทศขององค์การที่ดีจะต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ จะต้องตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ที่จะนำไปใช้ในการตัดสินใจได้ ดังนั้นในการที่องค์การจะออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศในองค์การนั้น การสอบถามความต้องการของสารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมาก เช่น สนเทศในการบริหารการผลิต การตลาด และการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น
4. ตรวจสอบได้ (Verifiability) สารสนเทศที่ดีควรมีคุณลักษณะที่สามารถจะตรวจสอบได้โดยเฉพาะแหล่งที่มา การจัดรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ ทั้งนี้เพื่อให้การตัดสินใจได้เกิดความรอบครอบ การที่ผู้บริหารมองเห็นสารสนเทศบางเรื่องแล้วพบว่าทำไมจึงมีค่าที่ต่ำเกินไป หรือสูงเกินไป อาจต้องตรวจสอบความถูกต้องของสารสนเทศที่ได้มา ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้การติดสินใจเกิดความผิดพลาด

คุณลักษณะดังกล่าวข้างต้น มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้บริหารงานบุคคลจะต้องพยายามจัดระบบให้มีความพร้อมครบถ้วนและพร้อมที่จะใช้งานได้ ปัญหาสำคัญที่องค์การส่วนมากมักจะต้องเผชิญ คือ การไม่สามารถสนองข้อมูลที่เกี่ยวกับบุคคลให้ทันกับความจำเป็นใช้ในการที่จะต้องดำเนินการหรือตัดสินปัญหาบางประการ ดังเช่น ถ้าหากมีเหตุเฉพาะหน้าที่ต้องการบุคคลที่มี คุณสมบัติอย่างหนึ่งในการบรรจุเข้าตำแหน่งหนึ่งอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น ซึ่งหากผู้จัดเตรียม ข้อมูลจะต้องใช้เวลาประมวลขึ้นมานานเป็นเดือนก็ย่อมถือได้ว่า ข้อมูลที่สนองให้นั้นช้ากว่าเหตุการณ์ หรือในอีกทางหนึ่ง บางครั้งแม้จะเสนอข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่เป็นข้อมูลที่เป็นรายละเอียดมากเกินไปที่ไม่อาจพิจารณาแยกแยะคุณสมบัติที่สำคัญ หรือข้อมูลที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับบุคคลอย่างเด่นชัด ก็ย่อมทำให้การใช้ข้อมูลนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก


ที่มา http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

1. มีความถูกต้องเชื่อถือได้ (Accuracy) หมายถึง ความถูกต้องที่จะปราศจากข้อผิดพลาดหรือ
ความคลาดเคลื่อนของข้อมูล สารสนเทศเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลของข้อมูล บ่อยครั้งที่ผู้บริหาร
ในระดับต่าง ๆ รีบร้อนใช้สารสนเทศที่เตรียมได้จากคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจเป็นสารสนเทศที่ยังมีข้อผิดพลาด การที่จะให้ได้สารสนเทศที่ถูกต้องนั้นข้อมูลที่ได้มาจะต้องถูกต้องด้วย เหมือนกับสำนวนที่ว่า "Garbage In Garbage Out" หรือ GIGO

2. สามารถตรวจสอบได้ (Verifiable) สารสนเทศที่ได้อาจมาจากข้อมูลหลาย ๆ แหล่ง ดังนั้น
ข้อมูลที่มาจากแหล่งต่างกันควรจะได้มีการตรวจสอบเพื่อจะได้เชื่อถือได้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง หรือ
สารสนเทศบาง อย่างที่มีความสำคัญ ควรผ่านการตรวจสอบให้แน่ใจว่าสารสนเทศนั้นถูกต้อง เช่น สารสนเทศเกี่ยวกับการเงิน เป็นต้น

3. ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศที่ช่วยในการตัดสินใจ จะต้องมีความสมบูรณ์
มิฉะนั้นอาจทำให้การตัดสินใจของผู้บริหารมีความผิดพลาดได้ ความสมบูรณ์ไม่ได้หมายถึงปริมาณ
ของสารสนเทศ คุณภาพความสมบูรณ์ของสารสนเทศมักจะเน้นถึงสารสนเทศที่ปราศจากจากการ
ถูกละเลยหรือถูกมองข้ามสิ่งสำคัญไป เช่น ในการพิจารณาการทำโครงการต่างๆ ควรพิจารณาทั้งในด้าน
ผลประโยชน์ที่ได้รับ และค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ลงทุนไป ถ้าคำนึงแต่ผลประโยชน์ของสารสนเทศที่ได้โดย
ไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายว่าจะคุ้มหรือไม่และถ้าผู้บริหารไม่คำนึงถึงความสมบูรณ์ของสารสนเทศ อาจตัดสินใจ
ผิดพลาดโดยอนุมัติให้ทำ โครงการที่ไม่ได้ผลกำไร

4. ทันต่อการใช้งานหรือทันเวลา (Timeliness) สารสนเทศจะต้องทันสมัยและทันต่อการใช้งาน
อยู่เสมอทุกครั้งที่ข้อมูลมีการ เปลี่ยนแปลงจะต้องการปรับปรุงข้อมูลเพื่อผลิตสารสนเทศ ให้ทันต่อการนำไป
ใช้ประโยชน์ สารสนเทศจะมีคุณค่าหรือไม่นั้นจะต้องคำนึงถึงช่วงเวลาเป็นสิ่งสำคัญ

5. ความกระทัดรัด (Conciseness) เนื่องจากผู้สร้างสารสนเทศพยายามที่จะสร้างสนเทศให้เป็น
สารสนเทศที่สมบูรณ์ที่สุด ทำให้คำนึงถึงแต่เพียงว่า ทำอย่างไรจะให้ได้สารสนเทศมีความละเอียดมากพอ สำหรับผู้บริหาร ซึ่งแทนที่จะเป็นประโยชน์กลับลายเป็นว่าสารสนเทศมีความละเอียดมากเกินความจำเป็น
ทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเมื่อผู้บริหารต้องการใช้สารสนเทศ จะต้องเสียเวลาค้นหา

6. ตรงประเด็นหรือตรงตามความต้องการ (Relevance) สารสนเทศที่ตรงตามความต้องการ
หมายถึง ความเกี่ยวข้องของสารสนเทศกับงาน สารสนเทศที่ดีจะต้องเกี่ยวข้อง หรือสัมพันธ์โดยตรงกับงาน ที่ต้องการใช้สารสนเทศนั้น ดังนั้นสารสนเทศที่ดีผู้ใช้คนหนึ่งต้องการอาจจะไม่ตรงตามความต้องการของผู้ ใช้อีกคนหนึ่งก็ได้
http://www2.rn.ac.th/information/student_work_information/infor_well2.html


โดย: ปรีชา กลมเกลียว หมู่8 พฤหัสบดีเช้า รหัส 52040901222 IP: 124.157.139.201 วันที่: 27 กันยายน 2552 เวลา:15:07:09 น.  

 
ข้อ 5.1

1. มีความเป็นปัจจุบัน คือต้องทันต่อการใช้ประโยชน์ ไม่ช้าจนไม่สามารถใช้บอกสถานการณ์ หรือแนวโน้มของการเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ได้ และไม่ช้าจนนำมาเป็นแนวทางวางแผนปรับปรุงงานไม่ได้ ควรจะมีการเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอตามความเหมาะสม

2. ตรงต่อความต้องการ ข้อมูลและสารสนเทศชุดหนึ่งอาจมีคุณค่าต่อการใช้งานหนึ่งแต่ไม่ตรงต่อความต้องการของอีกงานหนึ่ง ก็ไม่ควรจะนำมาใช้ในงานนั้นต่อไป

3. มีความถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากข้อมูลและสารสนเทศมีความเป็นปัจจุบันและตรงต่อความต้องการ หากขาดความถูกต้องแล้ว การนำไปใช้ประโยชน์ก็อาจจะกลายเป็นโทษ เพราะทำให้มีการตัดสินในที่ผิดพลาด ฉะนั้นในการเก็บข้อมูลเบื้องต้นตลอดจนการประมวลผลจึงควรตระหนักและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มาก

ที่มา http://chittrapa.net/index.php?option=com_content&task=view&id=35&Itemid=51


ข้อ 5.2 จะต้องมี ความสมบูรณ์ ในตัวเอง ความสมบูรณ์ของสารสนเทศขึ้นกับการรวบรวมข้อมูลและวิธีการทางปฏิบัติด้วย ในการดำเนินการจัดทำ
สารสนเทศต้องสำรวจและสอบถามความต้องการใช้ข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ในระดับหนึ่งที่เหมาะสม

ที่มา http://poousak99.exteen.com/


โดย: นาย เจริญชัย ผ่ามดิน IP: 58.137.131.62 วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:9:53:49 น.  

 
มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ สังคมแห่งการเรียนรู้ คือ สังคมของผู้คนที่แสวงหาความรู้ใหม่อยู่เสมอ ผู้คนเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ มีกระบวนการทางสังคมที่เกื้อหนุน ส่งเสริมให้บุคคลในสังคม เกิดการเรียนรู้โดยผ่านทางสื่อ เทคโนโลยี สารสนเทศ แหล่งการเรียนรู้จนสามารถสร้างความรู้ ทักษะ ระบบการจัดการความรู้และระบบการเรียนรู้ที่ดี มีการถ่ายทอดความรู้ แลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันในสังคมทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์ ใช้ความรู้เป็นเครื่องมือในการเลือกและตัดสินใจแก้ปัญหาและพัฒนาอย่างเหมาะสม
http://learners.in.th/file/lumyaitim/addd.doc


โดย: นางสาวปัทมาวดี ไชยลา หมู่เรียนที่ 1 เรียนบ่ายวันจันทร์ IP: 119.42.110.112 วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:16:53:17 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
-ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม
www.sirikitdam.egat.com


โดย: นางสาววันวิสาข์ ศรีทอง หมู่ 1เรียนจันทร์บ่าย IP: 119.42.110.112 วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:16:55:02 น.  

 
5.1 ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้
1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ


โดย: นางสาวปัทมาวดี ไชยลา หมู่เรียนที่ 1 เรียนบ่ายวันจันทร์ IP: 119.42.110.112 วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:17:00:30 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้
1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ
ที่มา http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm


โดย: นางสาวปัทมาวดี ไชยลา หมู่เรียนที่ 1 เรียนบ่ายวันจันทร์ IP: 119.42.110.112 วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:17:03:46 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
- มนุษย์ทุกคนมีองค์ประกอบสองส่วนคือ จิตกับกาย การเรียนรู้ของมนุษย์เกิดจากจิตคอยสั่งการและมีเครื่องมือในร่างกายคือสมอง ที่ช่วยประสานการสั่งการของจิตไปสู่การทำงานของประสาทการรับรู้ของร่างกาย เช่น ตา หู จมูก ปาก และผิวสัมผัส เมื่อมีการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าแล้ว จิตก็ใช้สมองเป็นเครื่องมือในการประมวลประสบการณ์ที่ได้รับ แยกแยะ เรียนรู้ ทั้งสิ่งที่ควร และไม่ควร ดีและไม่ดี ซึ่งจิตเป็นผู้สั่งสม แล้วแสดงออกผ่านประสบการณ์นั้น เช่นแสดงออกทางด้าน บุคลิกทางกาย การพูด การคิด ซึ่งเป็นผลมาจากการเรียนรู้นั่นเอง บางคนก็เรียกว่าการศึกษา การเรียนรู้และการศึกษาอาจมีความหมายต่างกันคือ การศึกษา
การศึกษามีความหมายในทางวิชาการซึ่งผู้ที่ศึกษาตั้งใจจะค้นคว้าในเรื่องที่ตนเองสนใจเป็นพิเศษ และค้นคว้าข้อมูลมาเพื่อให้ตอบสนองและสนับสนุนต่อสิ่งที่ตนเองสนใจในเรื่องนั้นๆ ถ้าสมองพิการหรือเส้นใยสมองมีน้อย หรือสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก จิตก็ไม่มีเครื่องมือในการสั่งการ หรือสั่งการไม่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้บุคคลนั้นอาจเป็นคนปัญญาอ่อน ออทิสติก หรือป่วยเป็นโรคพิการทางสมองไม่สามารถบัญชาการให้ร่างกายเคลื่อนไหว รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของร่างกายได้ แต่จิต หรือใจยังทำงานอยู่แต่เรามองไม่เห็นเพราะจิตนั้นเป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ ถ้าศึกษาประวัติของคนที่ตายแล้วฟื้นหลายคนจะบอกคล้ายกันว่าตอนที่ตนเองตายรู้ว่าตนเองออกจากร่างแล้วเห็นตัวเองนอนอยู่ ตอนนั้นไม่รู้สึกว่ามีร่างกายแต่ล่องลอยไปตามที่ต่างๆ ได้ หรือมีคนพาไปที่อื่น ถ้าทำดีก็จะได้ไปในที่ที่ดี ถ้าทำชั่วไว้ก็จะพาไปรับทุกข์ตามที่ตนเองได้ทำไว้ เมื่อกลับเข้ามาในร่างจึงรู้สึกเจ็บ รู้สึกว่ามีร่างกาย ซึ่งในทางพุทธศาสนาจิตกับวิญญาณคือสิ่งเดียวกัน แต่วิญญาณใช้เรียกเมื่อจิตที่ไม่มีร่างกายแล้ว หรือตายแล้ว เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายมากน้อยเพียงใด ถ้าคนที่ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธศาสนา และปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็จะเชื่อเรื่องตายแล้วไม่สูญ (ยกเว้นคนหรือพระสงค์ที่จิตเข้าถึงภาวะนิพพาน เมื่อสิ้นร่างกายแล้วจะไม่กลับมาเกิดอีก) ตายแล้วจะไปรับผลที่ตนเองทำกรรมไว้ เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ส่วนคนที่เชื่อว่าตายแล้วสูญ ตายแล้วจิตก็ดับไปพร้อมกับร่างกายก็ไม่แปลก เพราะเรื่องของจิตใจ หรือวิญญาณ เป็นเรื่องของนามธรรม มันไม่มีรูปร่าง ถ้าคนที่ไม่มีประสบการณ์ในเรื่องของจิต หรือวิญญาณ ก็จะไม่เชื่อ หรือเชื่อก็แบ่งรับแบ่งสู้
www.lpmp.org/


โดย: นางสาววันวิสาข์ ศรีทอง หมู่ 1เรียนจันทร์บ่าย IP: 119.42.110.112 วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:17:04:35 น.  

 
แนวโน้มการใช้เทคโนโลยีขององค์การ
ปัจจุบันพัฒนาการและการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในองค์การ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ซึ่งก่อให้เกิดความท้าทายแก่ผู้บริหาร ในอนาคตให้นำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ธุรกิจ โดยผู้บริหารต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และวิสัยทัศน์ต่อแนวโน้มของเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถตัดสินใจนำเทคโนโลยีมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเราสามารถจำแนกผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อการทำงานขององค์การออกเป็น 5 ลักษณะ ดังต่อไปนี้

1. การปรับปรุงรูปแบบการทำงานขององค์การ
เทคโนโลยีหลายอย่างได้ถูกนำเข้ามาใช้ภายในองค์การ และส่งผลให้กระบวนการทำงานได้เปลี่ยนรูปแบบไป ตัวอย่างเช่น การนำเอาเทคโนโลยีไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (eletronics mail) เข้ามาใช้ภายในองค์การ ทำให้การส่งข่าวสารไม่ต้องใช้พนักงานเดินหนังสืออีกต่อไป ตลอดจนลดการใช้กระดาษที่ต้องพิมพ์ข่าวสาร และสามารถส่งข่าวสารไปถึงบุคคลที่ต้องการ ได้เป็นจำนวนมากและรวดเร็ว หรือเทคโนโลยีสำนักงานอัตโนมัติ (ofice automation) ที่เปลี่ยนรูปแบบของกระบวนการทำงานและประสานงาน ในองค์การให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการ บริหารงานของผู้บริหารในระดับต่าง ๆ ขององค์การ

2. การสนับสนุนการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์
โดยเทคโนโลยีสารสนเทศจะผลิตสารสนเทศที่สำคัญให้แก่ผู้บริหาร ที่จะใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจและการสร้างความได้เปรียบเหนือกว่าคู่แข่ง ขัน ในอนาคตการแข่งขัน ในแต่ละอุตสาหกรรมจะมีความรุนแรงมากขึ้น การบริหารงานของผู้บริหารที่อาศัยเพียงประสบการณ์และ โชคชะตาอาจจะไม่เพียงพอ แต่ถ้าผู้บริหารมีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ มาประกอบในการตัดสินใจ ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาและบริหารงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น ดังนั้นผู้บริหารในอนาคตจะต้องสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การสร้างสารสนเทศที่ดีให้กับตนเองและองค์การ

3. เครื่องมือในการทำงาน
เทคโนโลยีถูกนำเข้ามาใช้ภายในองค์การ เพื่อให้การทำงานคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ เช่น การออกเอกสารต่าง ๆ โดยใช้คอมพิวเตอร์ การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบชิ้นส่วนของเครื่องจักร และการควบคุมการผลิต เป็นต้น เราจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีสามารถที่จะนำมาประยุกต์ในหลาย ๆ ด้าน โดยเทคโนโลยีจะช่วยเปลี่ยนแปลง และปรับปรุงคุณภาพของการที่จะนำมาประยุกต์ในหลาย ๆ ด้าน โดยเทคโนโลยีจะช่วยเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงคุณภาพของการทำงานให้ดีขึ้น หรือแม้กระทั่งช่วยลดค่าใช้จ่าย ในเรื่องของแรงงานและวัสดุสิ้นเปลืองต่าง ๆลง แต่ยังคงรักษาหรือเพิ่มคุณภาพในการทำงานหรือการให้บริการลูกค้าที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าเทคโนโลยี จะถูกนำเข้ามาใช้ในการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงกระบวนการ ในการดำเนินงานขององค์การมากขึ้นในอนาคต

4. การเพิ่มผลผลิตของงานโดยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือ PC ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนการใช้งานสะดวกและไม่ซับซ้อนเหมือนอย่างคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ในท้องตลาดยังมีชุดคำสั่งประยุกต์ (application software) อีกมากมายที่สามารถใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตของงานได้อย่างมาก และเมื่อต่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเข้ากับระบบเครือข่าย ก็จะทำให้องค์การสามารถรับ-ส่ง ข้อมูลและข่าวสารจากทั้งภายในและภายนอกองค์การได้อีกด้วย ดังนั้นในอนาคตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจะกลายเป็น เครื่องมือหลักของพนักงานและผู้บริหารขององค์การ

5. เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร
ในช่วงแรกของการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งาน ทางธุรกิจคอมพิวเตอร์จะถูกใช้เป็นเพียงอุปกรณ์หลักที่ช่วยในการเก็บและคำนวณ ข้อมูลต่าง ๆ เท่านั้น ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้ถูกพัฒนาให้มีศักยภาพมากขึ้น โดยสามารถที่จะต่อเป็นระบบเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง คอมพิวเตอร์ ปัจจุบันผู้ใช้สามารถติดต่อเพื่อที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน ได้จากทุกหนทุกแห่งทั่วโลก คอมพิวเตอร์จึงมีบทบาทที่สำคัญมากกว่า การเป็นเครื่องมือที่เก็บและประมวลผลข้อมูลเหมือนอย่างในอดีตต่อไป

แนวโน้มของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศขององค์การ แสดงให้เราเห็นได้ว่าในอนาคต ผู้ที่จะเป็นนักบริหารและนักวิชาชีพที่ประสบความสำเร็จจะต้องไม่เพียงแค่ รู้จักคอมพิวเตอร์ แต่จะต้องสามารถใช้คอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ และรู้จักการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยผู้บริหารในอนาคตจะต้องรู้จักการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับงานของตน มีความคิดในการที่จะสร้างระบบสารสนเทศที่ตนเองต้องการ เพื่อช่วยในการตัดสินใจในภาวะที่มีการแข่งขันสูง ทำให้การบริหารของตนเองมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จอย่างสูง ขณะที่นักวิชาชีพจะใช้ระบบสารสนเทศในการรวบรวมประมวลผล และจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการค้นหาและตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ผ่านระบบเครือข่ายอย่างถูกต้องและรวดเร็ว

เทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคต
ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้บูรณาการเข้าสู่ระบบธุรกิจ ดังนั้นองค์การที่จะอยู่รอด และมีพัฒนาการต้องสามารถปรับตัวและจัดการกับเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยหัวข้อนี้จะกล่าวถึงเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจใน อนาคต เพื่อให้ผู้บริหารในฐานะหัวใจสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ขององค์การได้ศึกษา แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศอาจทำให้ เทคโนโลยีที่กล่าวถึงในที่นี้ล้าสมัยได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ผู้บริหารที่สนใจจะต้องศึกษาติดตามความเปลี่ยน แปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเทคโนโลยีสารสนเทศที่สำคัญในอนาคตมีดังต่อไปนี้

1. คอมพิวเตอร์ (computer)
ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาไปจากยุคแรกที่เครื่องมีขนาดใหญ่ทำงานได้ช้า ความสามารถต่ำ และใช้พลังงานสูง เป็นการใช้เทคโนโลยีวงจรรวมขนาดใหญ่ (very large scale integrated circuit : VLSI) ในการผลิตไมโครโปรเซสเซอร์ (microprocessor) ทำให้ประสิทธิภาพของส่วนประมวลผลของเครื่องพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาหน่วยความจำให้มี ประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่มีราคาถูกลง ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในปัจจุบัน โดยที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในขณะที่มีความสามารถเท่าเทียมหรือมากกว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ในสมัยก่อน ตลอดจนการนำคอมพิวเตอร์ชนิดลดชุดคำสั่ง (reduced instruction set computer) หรือ RISC มาใช้ในการออกแบบหน่วยประเมินผล ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้เร็วขึ้นโดยใช้คำสั่งพื้นฐานง่าย ๆ นอกจากนี้พัฒนาการและการประยุกต์ความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ทั้งสาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ส่งผลให้เครื่องคอมพิวเตอร์มีการประมวลผลตามหลักเหตุผล ของมนุษย์หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป

2. ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) หรือ AI
เป็นการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถที่จะคิด แก้ปัญหาและให้เหตุผลได้เหมือนอย่างการใช้ภูมิปัญญาของมนุษย์จริง ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ในหลายสาขาวิชาได้ศึกษาและ ทดลองที่จะพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานที่มีเหตุผล โดยการเลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ ซึ่งความรู้ทางด้านนี้ถ้าได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานต่าง ๆ อย่างมากมาย เช่น ระบบผู้เชี่ยวชาญเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อให้ความสามารถในการแก้ปัญหาได้อย่างผู้เชี่ยวชาญ และหุ่นยนต์ (robotics) เป็นการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ให้สามารถปฏิบัติงานและ ใช้ทักษะการเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงกับการทำงานของมนุษย์ เป็นต้น

3. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (executive information system) หรือ EIS เป็นการพัฒนาระบบสารสนเทศที่สนับสนุนผู้บริหารในงานระดับวาง แผนนโยบายและกลยุทธ์ขององค์การโดยที่ EIS จะถูกนำมาให้คำแนะนำผู้บริหารในการตัดสินใจเมื่อประสบปัญหาแบบไม่มีโครง สร้างหรือกึ่งโครงสร้าง โดย EIS เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่พิเศษของผู้บริหารในด้าน ต่าง ๆ เช่น สถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์การ รวมทั้งสถานะของคู่แข่งขันด้วย โดยที่ระบบจะต้องมีความละเอียดอ่อนตลอดจนง่ายต่อการใช้งาน เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากไม่เคยชินกับการติดต่อและสั่งงานโดยตรง กับระบบคอมพิวเตอร์

4. การจดจำเสียง (voice recognition) เป็นความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้คอมพิวเตอร์จดจำเสียงของผู้ใช้ ปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีสาขานี้ยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่นักวิทยา ศาสตร์ต้องการ ถ้าในอนาคตนักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการนำความรู้ต่าง ๆ มาใช้สร้างระบบการจดจำเสียง ก็จะสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาลแก่การใช้งานคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี สารสนเทศ โดยที่ผู้ใช้จะสามารถออกคำสั่งและตอบโต้กับคอมพิวเตอร์แทนการกดแป้นพิมพ์ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ที่ไม่เคยชินกับการใช้คอมพิวเตอร์ให้สามารถปรับตัวเข้ากับ ระบบได้ง่าย เช่น ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง การสั่งงานระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ และระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและขยายคุณค่าเพิ่มของเทคโนโลยี สารสนเทศที่มีต่อธุรกิจ

5. การแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronics data interchange) หรือ EDI เป็นการส่งข้อมูลหรือข่าวสารจากระบบคอมพิวเตอร์หนึ่ง ไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์อื่นโดยผ่านทางระบบสื่อสารข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การส่งคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อไปยังผู้ขายโดยตรง ปัจจุบันระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กำลัง ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะช่วงลดระยะเวลาในการทำงานของแต่ละองค์การลง โดยองค์การจะสามารถส่งและรับสารสนเทศในการดำเนินธุรกิจ เช่น ใบสั่งซื้อและใบตอบรับผ่านระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่มีอยู่ ทำให้ทั้งผู้ส่งและผู้รับไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง

6. เส้นใยแก้วนำแสง (fiber optics) เป็นตัวกลางที่สามารถส่งข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วโดยอาศัยการส่งสัญญาณ แสงผ่านเส้น ใยแก้วนำแสงที่มัดรวมกัน การนำเส้นใยแก้วนำแสงมาใช้ในการสื่อสารก่อให้เกิดแนวความคิดเกี่ยวกับ “ทางด่วนข้อมูล (information superhighway)” ที่จะเชื่อมโยงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลและสารสนเทศต่าง ๆ ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ปัจจุบันเทคโนโลยีเส้นใยแก้วนำแสงได้ส่งผลกระทบต่อ วงการสื่อสารมวลชนและการค้าขายสินค้าผ่านระบบเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์

7. อินเทอร์เน็ต (internet)
เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงไปทั่วโลก มีผู้ใช้งานหลายล้านคน และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่สมาชิกสามารถติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนค้นหาข้อมูลจากห้องสมุดต่าง ๆ ได้ ในปัจจุบันได้มีหลายสถาบันในประเทศไทยที่เชื่อมระบบคอมพิวเตอร์กับเครือข่าย นี้ เช่น ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (Nectec) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย เป็นต้น

8. ระบบเครือข่าย (networking system)
โดยเฉพาะระบบเครือข่ายเฉพาะพื้นที่ (local area network : LAN) เป็นระบบสื่อสารเครือข่ายที่ใช้ในระยะทางที่กำหนด ส่วนใหญ่จะภายในอาคารหรือในหน่วยงาน LAN จะมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้สูงขึ้น รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การใช้ข้อมูลร่วมกัน และการเพิ่มความเร็วในการติดต่อสื่อสาร นอกจากนี้ระบบเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยังผลักดัน ให้เกิดการกระจายความรับผิดชอบในการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศไปยังผู้ใช้ มากกว่าในอดีต

9. การประชุมทางไกล (teleconference)
เป็นการนำเทคโนโลยีสาขาต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายโทรทัศน์ และระบบสื่อสารโทรคมนาคมผสมผสาน เพื่อให้สนับสนุนในการประชุมมีประสิทธิภาพ โดยผู้นำเข้าร่วมประชุม ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ในห้องประชุมและพื้นที่เดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเวลาในการเดินทาง โดยเฉพาะในสภาวะการจราจรที่ติดขัด ตลอดจนผู้เข้าประชุมอยู่ในเขตที่***งไกลกันมาก

10. โทรทัศน์ตามสายและผ่านดาวเทียม (cable and sattleite TV)
การส่งสัญญาณโทรทัศน์ผ่านสื่อต่าง ๆ ไปยังผู้ชม จะมีผลทำให้ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่ไปได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่ กว้างขึ้น โดยที่ผู้ชมสามารถเข้าถึงข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ ได้มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ชมรายการมีทางเลือกมากขึ้นและสามารถตัดสินใจในทางเลือกต่าง ๆ ได้เหมาะสมขึ้น

11. เทคโนโลยีมัลติมีเดีย (multimedia technology)
เป็นการนำเอาคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มาจัด เก็บข้อมูลหรือข่าวสารในลักษณะที่แตกต่างกันทั้งรูปภาพ ข้อความ เสียง โดยสามารถเรียกกลับมาใช้เป็นภาพเคลื่อนไหวได้ และยังสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ด้วยการประยุกต์เข้ากับความรู้ทางด้าน คอมพิวเตอร์ เช่น หน่วยความจำแบบอ่านอย่างเดียวที่บันทึกในแผ่นดิสก์ (CD-ROM) จอภาพที่มีความละเอียดสูง (high resolution) เข้ากับอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อจัดเก็บและนำเสนอข้อมูล ภาพ และเสียงที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ ปัจจุบันเทคโนโลยีมัลติมีเดียเป็นเทคโนโลยีที่ตื่นตัวและได้รับความสนใจจาก บุคคลหลายกลุ่ม เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญว่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษา โฆษณา และบันเทิงเป็นอย่างมาก

12. การใช้คอมพิวเตอร์ในการฝึกอบรม (computer base training)
เป็นการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการฝึกอบรมในด้านต่าง ๆ หรือการนำเอาคอมพิวเตอร์มาช่วยในด้านการเรียนการสอนที่เรียกว่า “คอมพิวเตอร์ช่วยการสอน (computer assisted instruction) หรือ CAI” การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการสอนเปิดช่องทางใหม่ในการเรียนรู้ โดยส่งเสริมประสิทธิภาพการเรียนรู้ ตลอดจนปรัชญาการเรียนรู้ด้วยตนเอง

13. การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ (computer aided design) หรือ CAD
เป็นการนำเอาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และระบบข้อมูลเข้ามาช่วยในการออกแบบ ผลิตภัณฑ์ รวมทั้งรูปแบบหีบห่อของผลิตภัณฑ์หรือ การนำคอมพิวเตอร์มาช่วยทางด้านการออกแบบ วิศวกรรมและสถาปัตยกรรมให้มีความเหมาะสมกับความต้องการและความเป็นจริง ตลอดจนช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในการออกแบบ โดยเฉพาะในเรื่องของเวลา การแก้ไข และการจัดเก็บแบบ

14. การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการผลิต (computer aided manufacturing) หรือ CAM
เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการผลิตสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์จะมีความเที่ยงตรงและน่าเชื่อถือได้ในการทำงานที่ ซ้ำกัน ตลอดจนสามารถตรวจสอบ รายละเอียดและข้อผิดพลาดของผลิตภัณฑ์ได้ตามมาตรฐานที่ต้องการ ซึ่งจะช่วยประหยัดระยะเวลาและแรงงาน ประการสำคัญ ช่วยให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์มีความสม่ำเสมอตามที่กำหนด

15. ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (geographic information system) หรือ GIS เป็นการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์ทางด้านรูปภาพ (graphics) และข้อมูลทางภูมิศาสตร์มาจัดทำแผนที่ในบริเวณที่สนใจ GIS สามารถนำมาประยุกต์ให้เป็นประโยชน์ในการดำเนินกิจการต่าง ๆ เช่น การวางแผนยุทธศาสตร์ การบริหารการขนส่ง การสำรวจและวางแผนป้องกันภัยธรรมชาติ การช่วยเหลือและกู้ภัย เป็นต้น

ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ถูกพัฒนาขึ้นใน ปัจจุบัน และกำลังทำการศึกษาและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพเหมาะสมต่อการใช้งานในอนาคต โครงการพัฒนาความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้จะมีผลไม่เพียงต้องการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีสารสนเทศเท่านั้น แต่ยังจะส่งผล กระทบต่อการดำเนินงานขององค์การและความเป็นอยู่ของมนุษย์ในสังคมส่วนรวมอีก ด้วย เราจะเห็นว่าปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศ จะเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์เพิ่มขึ้น ดังนั้นเราต้องพยายามติดตาม ศึกษา และทำความเข้าใจแนวทางและพัฒนาการที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิต อย่างเหมาะสม

การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ

ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาท ที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการเปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่น เปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้น เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ใน การติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีให้เกิด ประโยชน์ ปัจจุบันองค์การในประเทศไทยได้มีการตื่นตัวที่จะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มา ใช้งานมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้เราติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีได้ทัน และสามารถใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม

การพัฒนาเทคโนโลยีขององค์การจะขึ้นอยู่กับผู้บริหารเป็นสำคัญ โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน เพื่อ ให้สามารถนำความรู้ต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้กับงานที่กำลังทำอยู่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพในการแข่งขันขององค์การ เช่น การนำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในระบบคลังสินค้าของบริษัท การใช้ความก้าวหน้าด้านการสื่อสารมาช่วยในการเชื่อมโยงข้อมูลของแผนกต่าง ๆ หรือการใช้ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ในการเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ขายวัตถุดิบ องค์การ และลูกค้า เป็นต้น

2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ นักวิเคราะห์ระบบและผู้ใช้จะศึกษาหรือพิจารณาถึงข้อมูลและข่าวสารต่าง ๆ ที่องค์การต้องการและใช้ในการดำเนินงานอยู่เป็นประจำ เพื่อที่จะทำการรวบรวม และจัดระเบียบเก็บไว้ในระบบสารสนเทศ และเมื่อมีความต้องการข้อมูล ก็สามารถเรียกออกมาใช้ได้ทันที โดยการพัฒนาระบบต้องให้ความสำคัญกับภาพรวมและความสอดคล้อง ในการใช้งานสารสนเทศขององค์การเป็นสำคัญ

3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ
เพื่อให้การดำเนินการสร้างหรือพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นไป ตามวัตถุประสงค์ขององค์การภายใต้งบประมาณและระยะเวลาที่กำหนดไว้ การวางแผนถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะระบบสารสนเทศจะประกอบด้วยระบบย่อยอื่น ๆ อีกมาก ซึ่งจะต้องสัมพันธ์กันและใช้เวลาในการพัฒนาให้สมบูรณ์

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบ ความสำเร็จ สมควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของ เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศ ให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน

2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนา ระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัยและสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ในระยะเวลาสั้น

3. การวางแผน ผู้ บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบและผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน

องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปใน โครงสร้างการบริหารงานและการติดต่อสื่อสาร โดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศใน องค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากร มากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพหรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วน รวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความ เป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อการร้ายหรือการโจรกรรม ซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตาม ทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและ ก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม
http://www.siam55.com/search/data/1/0022-1.html


โดย: น.ส.จิราภรณ์ ศุกรักษ์(หมู่15 ศุกร์ เช้า) IP: 192.168.100.12 IP: 222.123.58.158 วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:11:50:57 น.  

 
มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

จงเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ
หลักธรรมได้ชี้แนะไว้ว่า จงเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ คนยุคปัจจุบันซึ่งชีวิตถูกหล่อหลอมไว้ด้วยอิทธิพลเงินและวัตถุ ส่วนใหญ่อาจคิดว่าชีวิตนี้คงไม่ต้องหลับนอนพักผ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลวัตถุและเงินที่เข้ามาครอบงำจิตใจ เมื่อมีโอกาสสัมผัสสิ่งภายนอก มักมีแนวโน้มทำให้ลืมตัว ซึ่งหมายถึงลืมค้นหาความจริงจากใจตัวเอง

ธรรมชาติได้มอบจิตวิญญาณไว้ให้คนใช้เป็นพื้นฐานการเรียนรู้เพื่อการดำเนินชีวิตที่มั่นคงอยู่ได้ นอกจากนั้นธรรมชาติยังให้เวลาและโอกาสในการเรียนรู้แก่ทุกคนอย่างเสมอภาคกันหมด เว้นไว้แต่ว่าผู้ใดมีนิสัยลืมตัวย่อมเสียโอกาสอันดีไปอย่างน่าเสียดาย เนื่องจากเอาเวลาไปใช้สนุกสนานเพลิดเพลินอยู่กับสิ่งสมมติซึ่งมีผู้อื่นทำขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลจากสิ่งดังกล่าว มักทำให้คนหลุดจากความจริงซึ่งควรมีอยู่ในใจ มุ่งอยากได้สิ่งสมมติซึ่งอยู่ภายนอกมากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ย่อมมีอิทธิพลล่อตาล่อใจให้ลุ่มหลงมัวเมา อันเป็นธรรมชาติของคนลืมตัวอย่างปฏิเสธได้ยาก

เมื่อทุกคนเกิดมาเป็นคนเหมือนกันหมด กล่าวคือมีทั้งร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังมีจิตใจเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต หากลืมสิ่งดังกล่าวชีวิตย่อมเดินหลงทาง โดยที่เอาไปฝากไว้กับสิ่งสมมติรูปแบบต่างๆ อย่างที่กล่าวกันว่า เปลี่ยนแปลงไปจนทำให้เสียผู้เสียคน

การเรียนรู้ของมนุษย์แต่ละคนควรมองเห็นได้สองด้าน หมายถึงสิ่งที่อยู่ด้านนอกซึ่งได้กล่าวไว้แล้วว่า ล้วนเป็นสิ่งสมมติ หากไม่มีสิ่งสมมติให้เราเรียนรู้ย่อมไม่นำไปสู่การรู้ความจริงจากใจในตนเองซึ่งอยู่ด้านใน อันควรถือว่าเป็นรากฐานจิตใจตนเองได้อย่างลึกซึ้ง

ดังนั้น หากเราหยั่งรู้รากฐานจิตใจตนเองได้ว่า พื้นฐานจริงๆ ควรมีอิสระ ไม่ควรนำสิ่งใดเข้าไปปนเปื้อน แต่ชีวิตทุกคนที่เกิดมาย่อมมีสิ่งปนเปื้อนติดมาด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะเป็นเครื่องมือทำให้เราต้องเห็นแก่ตัวในช่วงเริ่มแรกของการดำเนินชีวิต ไม่เช่นนั้นก็คงอยู่ไม่รอด

แต่การเรียนรู้หลังจากชีวิตเติบโตถึงระยะหนึ่งแล้ว ควรมีผลชำระล้างสิ่งปนเปื้อนซึ่งมีอยู่ในใจมาแต่กำเนิดให้เบาบางลงไป โดยที่พ่อแม่ต้องมีจิตใจเข้มแข็งและมองเห็นการณ์ไกล ปล่อยให้ลูกต่อสู้กับความยากลำบากอย่างอิสระ

อนึ่ง ผลการเรียนรู้ย่อมช่วยให้รู้ความจริงจากใจตนเอง อีกทั้งเข้าใจและยอมรับความจริงจากผู้อื่น ส่วนคนที่ถูกกล่าวหาแล้วนิ่งเฉยไม่ได้ แต่มักปฏิเสธย่อมสะท้อนให้เห็นว่ายังรับความจริงไม่ได้ หมายความว่าภายในจิตใจยังมีสิ่งสกปรกปนเปื้อนอยู่ด้วย

หากหวนกลับมาสำรวจตัวอง และพบความจริงได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งธรรมชาติมอบมาให้กับตน ล้วนเป็นเครื่องมือซึ่งควรจะนำมาใช้ให้บังเกิดประโยชน์ในการเรียนรู้ทั้งสิ้น ดังนั้นการทบทวนเพื่อสำรวจตนเองจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตของทุกคน

นอกจากนั้นสิ่งที่ปรากฏเห็นได้สัมผัสได้จากภายนอก ไม่ว่าจะรูปร่างลักษณะอย่างไรซึ่งเป็นผลการกระทำของเพื่อนมนุษย์ทุกรูปแบบ ควรถือว่าเป็นอีกด้านหนึ่งซึ่งธรรมชาติได้มอบมาให้เพื่อการเรียนรู้ทั้งสิ้น

หากบุคคลใดเลือกที่รักมักที่ชัง หรืออีกนัยหนึ่งสนใจสัมผัสเฉพาะบางสภาพ ย่อมมีอีกด้านหนึ่งที่รังเกียจและปฏิเสธร่วมด้วย โดยเฉพาะการเรียนรู้สภาพจิตใจและพฤติกรรมของเพื่อนมนุษย์ หากเลือกรับสภาพใดสภาพหนึ่ง แต่รู้สึกรังเกียจชีวิตอีกสภาพหนึ่ง ย่อมสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ความจริงซึ่งควรจะบังเกิดความสมบูรณ์ครบถ้วน ซึ่งน่าจะช่วยให้ตนเป็นคนคิดได้อย่างอิสระ

ประสบการณ์ชีวิตของผู้เขียนเท่าที่ผ่านพ้นมาแล้ว อาจนำมาถ่ายทอดสู่กันพิจารณา ซึ่งมิได้หมายความว่าเป็นการปฏิบัติที่ผิดหรือถูก ชอบหรือไม่ชอบ ทั้งนี้และทั้งนั้นสุดแล้วแต่พื้นฐานของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันจะมองเห็นได้เอง เสียงสะท้อนจากบางคนแม้ในมุมที่อยู่ห่างไกลและไม่ได้คาดคิดที่เกิดขึ้นเช่น การปรารภในวงสนทนาจากผู้ซึ่งไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวที่กล่าวว่า ฉันเป็นคนเห็นอะไรที่ผ่านเข้ามาสู่สายตา จะต้องเก็บมาคิดแทบทั้งสิ้น มิใช่หมายความว่าเป็นคนคิดมาก เพราะความหมายของคำว่าเป็นคนคิดมาก หมายถึงคิดอย่างเป็นทุกข์ แต่ลักษณะความคิดในที่นี้มิใช่คิดเพราะทุกข์ หากมีความสุขใจที่จะสนใจคิดทุกเรื่อง

ฉันเคยกล่าวกับชนรุ่นหลังว่า ธรรมชาติได้ให้สมองเรามาไว้ให้ใช้คิดเพื่อพัฒนาจิตใจตนเองให้อิสระยิ่งขึ้น สมองคนเปรียบเสมือนมีดซึ่งธรรมชาติได้มอบมาให้ ส่วนปัญหาต่างๆ ที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวันล้วนเปรียบเสมือนหินลับมีดที่หลากหลายรูปแบบ นอกจากนั้นเวลาซึ่งธรรมชาติมอบมาให้ชีวิตเราทุกคน ถือว่าเป็นการให้โอกาสที่จะนำมีดเล่มนี้มาลับให้คมยิ่งขึ้น ส่วนการเรียนรู้ย่อมมีผลย้ำความมั่นใจในการรู้เหตุผลซึ่งมีอยู่แล้วในใจตนเองให้ลงรากฝังลึกอย่างอิสระ

มีดเล่มนี้ดีกว่ามีดที่ใช้งานกันอยู่ทั่วไป เนื่องจากมีดเล่มนั้นเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ซึ่งมีข้อจำกัดความคมอยู่ในตัว เพราะมีสภาพเป็นวัตถุแม้จะพยายามลับให้คม แต่ข้อจำกัดซึ่งได้รับย่อมมีเหตุผลสืบเนื่องมาจากเนื้อโลหะที่ใช้ทำมีดรวมทั้งปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย

ส่วนสมองคนไม่มีข้อจำกัดอย่างใดทั้งสิ้น ยกเว้นกรรมซึ่งเป็นเงื่อนไขแฝงอยู่ในจิตใจของแต่ละคน หากเพียรพยายามต่อสู้ปัญหาต่างๆ ย่อมมีผลชำระล้างกรรมซึ่งอยู่ในใจ ทำให้จิตใจใสสะอาดยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะคิดสิ่งใดย่อมมีความคมชัด จึงช่วยให้สามารถมองเห็นความจริงได้อย่างลึกซึ้ง

เท่าที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด น่าจะถือว่าธรรมชาติทุกลักษณะ มีความดีที่จะเปิดโอกาสให้มนุษย์ทุกคนมองเห็นความจริงได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งนี้และทั้งนั้นสุดแล้วแต่เงื่อนไขภายในรากฐานจิตใจแต่ละคนว่าจะมีแรงต้านทานหนาบางมากน้อยแค่ไหน

อนึ่ง ในยุคหลังๆ เท่าที่โลกเปลี่ยนแปลงมาถึงปัจจุบัน มนุษย์มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นและฉกฉวยโอกาสช่วงชิงผลประโยชน์ซึ่งกันและกันรุนแรงยิ่งขึ้น

หากเราเป็นผู้มีจิตใจตื่นอยู่เสมอ ย่อมทำให้รู้จักใช้พลังซึ่งธรรมชาติได้มอบมาให้ภายในจิตใจตัวเอง รวมทั้งสติปัญญาเพื่อช่วยให้ตนมองเห็นความจริงจากสิ่งต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง อีกทั้งรู้ว่าชีวิตของแต่ละคนย่อมมีโอกาส เว้นไว้แต่ว่าคิดและทำลายตัวเองให้ปัญญามืดบอดจนกระทั่งต้องพบทางตันและหวนกลับมาทำร้ายกันเอง เพราะไม่รู้จักธรรมชาติที่อยู่ในใจตัวเองย่อมไม่รู้ถึงธรรมชาติของผู้อื่น จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขธรรมชาติที่อยู่ในจิตใจคนอย่างได้ผล ซึ่งบุคคลลักษณะนี้หากมีอำนาจย่อมคิดแก้ปัญหาด้วยการทำร้ายชีวิตคนด้านเดียว

แท้จริงแล้วมนุษย์อยู่ร่วมกัน ย่อมมองเห็นโอกาสที่จะเรียนรู้ความจริงซึ่งกันและกัน แม้ความจริงที่อยู่ในใจจะเป็นพื้นฐานเฉพาะตัว หากไม่เป็นคนเห็นแก่ตัวย่อมรู้จักใช้ให้บังเกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนและสังคมร่วมกันได้ เพียงเปิดใจให้อิสระและนำปฏิบัติจากใจจริง ย่อมทำให้สังคมมีความสุขมากกว่านี้ อย่างที่กล่าวกันว่า ควรเข้าใจดีต่อกัน หากแต่ละคนมีจิตใจดีย่อมเข้าใจผู้อื่นในด้านดีได้ไม่ยาก

ผู้เขียนเคยให้สัมภาษณ์โทรทัศน์รายการหนึ่งว่า ทุกคนล้วนเป็นคนดีทั้งสิ้น เมื่อถูกถามว่าที่พูดเช่นนี้มีเหตุผลอย่างไร จึงตอบไปว่าถ้าเรามีจิตใจดี ย่อมเห็นความดีของผู้อื่น แม้ใครจะว่าเลวร้ายแค่ไหน ถ้าเราให้ใจบริสุทธิ์กับเขาได้ เขาย่อมให้สิ่งนั้นตอบแทนเราได้เช่นกัน

จงเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ จึงมิได้หมายความว่า จำเป็นต้องทรมานร่างกาย ไม่ยอมหลับนอน แต่จิตใจตื่นอยู่เสมอ ย่อมรู้ได้ว่าทุกคนที่เกิดมามีหน้าที่เรียนรู้เป็นพื้นฐานสำคัญของการเจริญเติบโตทางสติปัญญา

เพราะฉะนั้นผู้ตื่นอยู่เสมอ ย่อมมีความสุขและสามารถทำงานทุกสิ่งอย่างมีความสุขร่วมด้วย เนื่องจากเป็นคนรู้เหตุที่มีอยู่ในใจตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ และเรียนรู้ผลจากการปฏิบัติโดยตัวเอง แทนที่จะยึดติดอยู่กับอิทธิพลสิ่งรอบด้าน ทำให้สติปัญญาเกิดภาวะอุดตัน นับเป็นสิ่งเลวร้ายยิ่งกว่าเส้นเลือดอุดตัน ซึ่งคนปัจจุบันกลัวกันนักหนา

เราควรระวังสติปัญญาอุดตัน ช่วยให้การปฏิบัติทุกอย่างไม่ประมาท น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะไม่ทำให้เกิดความทุกข์แก่จิตใจตัวเองไปจนกระทั่งวันตาย หากรู้ได้ว่าความตายเป็นของธรรมดาสำหรับชีวิตทุกคนซึ่งไม่มีใครหลีกเลี่ยงพ้น จึงตายอย่างเป็นสุข


โดย: โดย: น.ส.จิราภรณ์ ศุกรักษ์(หมู่15 ศุกร์ เช้า) IP: 222.123.58.158 วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:11:58:36 น.  

 
อ้างอิ:http://74.125.153.132/search?q=cache:WDqerRdCKccJ:www.openbase.in.th/files/%2520_109.doc+%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87+%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3+%E0%B8%88%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2&cd=7&hl=th&ct=clnk


โดย: น.ส.จิราภรณ์ ศุกรักษ์(หมู่15 ศุกร์ เช้า) IP: 222.123.58.158 วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:12:00:02 น.  

 
5.1 ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
1. ความเที่ยงตรง (Accuracy) สารสนเทศขององค์การที่ดีจะต้องมีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้ โดยไม่ให้มีความคลาดเคลื่อนหรือมีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ดังนั้นประสิทธิผลของการตัดสินใจจึงขึ้นอยู่กับความถูกต้องหรือความเที่ยงตรง ย่อมส่งผลกระทบทำให้การตัดสินใจมีความผิดพลาดตามไปด้วย



โดย: น.ส.สกัญญา พรมสวัสดิ์ (หมู่ที่ 15 ศุกร์ เช้า ) IP: 61.19.119.253 วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:13:11:01 น.  

 
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-sufficiency) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการเข้าใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเอกสารเล่มอื่น หลักการเขียนให้ได้ดีอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องยึดถือข้อเท็จจริง (Objectivity) ไม่ควรเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแสดงความพอใจหรือไม่พอใจลงในสาระสังเขป จะต้องคัดเลอกหรือเรียบเรียงตามเอกสารต้นฉบับ โดยยึดถือความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นหลักสำคัญ

ที่มา http://www.stks.or.th/blog




โดย: น.ส.สกัญญา พรมสวัสดิ์ (หมู่ที่ 15 ศุกร์ เช้า ) IP: 61.19.119.253 วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:13:18:10 น.  

 
ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ
1. ความละเอียดแม่นยำ คือ สารสนเทศจะต้องมีความละเอียดแม่นยำในการวัดข้อมูล ให้ความเชื่อถือได้สูง มีรายละเอียดของข้อมูล และแหล่งที่มาของข้อมูลที่ถูกต้อง
2. คุณสมบัติเชิงปริมาณ คือความสามารถที่จะแสดงออกมาในรูปของตัวเลขได้ และสามารถเปรียบเทียบในเชิงปริมาณได้
3. ความยอมรับได้ คือ ระดับความยอมรับได้ของกลุ่มผู้ใช้สารสนเทศอย่างเดียวกัน สารสนเทศควรมีลักษณะเดียวกันในกลุ่มผู้ใช้งาน หรือใกล้เคียงกันโดยสามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น การใช้เครื่องมือเพื่อวัดคุณภาพการผลิตสินค้า เครื่องมือดังกล่าวจะต้องเป็นที่ยอมรับได้ว่าสามารถวัดค่าของคุณภาพได้อย่างถูกต้อง
4. การใช้ได้ง่าย คือ ความสามารถนำไปใช้งานได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ทั้งในส่วนของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน
5. ความไม่ลำเอียง ซึ่งหมายถึง ไม่เป็นสารสนเทศที่มีจุดประสงค์ที่จะปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่าง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดไปจากความเป็นจริง หรือแสดงข้อมูลที่ผิดจากความเป็นจริง
6. ชัดเจน ซึ่งหมายถึง สารสนเทศจะต้องมีความคลุมเครือน้อยที่สุด สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย

ที่มา
:www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm

http://www.brookersales.biz/images/salesman.jpg 02/01/06








โดย: น.ส.สุกญญา พรมสวัสดิ์ (หมู่ที่ 15 ศุกร์ เช้า ) IP: 61.19.119.253 วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:17:16:39 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

คำตอบคือ...

นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

ที่มา...
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2&clk=wttpcts
5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ

ที่มา

http://www.stks.or.th/blog

นาย ณัฐพงศ์ มันทะลา หมู่22



โดย: นาย ณัฐพงศ์ มันทะลา IP: 124.157.129.36 วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:18:39:48 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม


โดย: นางสาวกฤตยา อินทร์กอ หมู่22 IP: 61.19.119.253 วันที่: 3 ตุลาคม 2552 เวลา:14:21:17 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม
ที่มา http://www.sirikitdam.egat.com/WEB_MIS/102/noname1.htm

5.2 มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ

http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2


โดย: นางสาวกฤตยา อินทร์กอ หมู่22 IP: 61.19.119.253 วันที่: 3 ตุลาคม 2552 เวลา:14:26:58 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การ

ที่มาwebhost.cpd.go.th/ewt/govclean/download/standard_good.doc


5.2 มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

.1 บุคลิกภาพของพนักขาย (Salesman Personality)
5.2การเตรียมความพร้อมเพื่อปฏิบัติงานขาย (Tasks Planned for Selling)
5.3จรรยาบรรณของพนักงานขาย (The Ethical of Salesman)
แนวคิด
5.1บุคลิกภาพในการขายคือลักษณะพิเศษเฉพาะของบุคคลซึ่งเหมาะสมกับการทำหน้าที่ขายสินค้าหรือบริการและเป็นการประทับใจที่ลูกค้าได้รับจากพนักงานขาย
5.2งานขายเป็นงานอิสระ ไม่ต้องนั่งประจำโต๊ะทำงาน ไม่มีกำหนดเวลาทำงานแน่นอน ไม่มีใครที่จะมานั่งสั่งหรือบอกได้ว่าจะต้องทำอะไร เมื่อไรพนักงานขายจะต้องวางแผน และเตรียมงานของตนเอง จะเริ่มงานเมื่อไรที่ไหนจะทำอย่างไรบ้างมากน้อยเพียงใดจะต้องสามารถควบคุมตัวเองนั่นคือเป็นนายของตัวเองเพราะความสำเร็จหรือล้มเหลวของงานขึ้นอยู่กับความสามารถและ ความพยามยามของตัวเองเท่านั้น
5.3พนักงานขายต้องรู้สึกถึงความรับผิดชอบที่ตนเองมีต่อลูกค้า กิจการ คู่แข่งขันต่อสังคม ความรับผิดชอบเหล่านี้ จะทำให้พนักงานขายเลือกปฏิบัติงานเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายหรือผลกระทบใด ๆ ไปสู่กิจการ ต่อสังคมที่เป็นสมาชิกร่วมกัน
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. จุดประสงค์ปลายทาง
อธิบายบุคลิกภาพในการขาย การเตรียมความพร้อมเพื่อการปฏิบัติงานขายและจรรยาบรรณของพนักงานขายได้
2. จุดประสงค์นำทาง2.1บอกความหมายบุคลิกภาพในการขายได้
2.2อธิบายการเตรียมตัวเพื่อขายได้
2.3อธิบายการเตรียมงานเพื่อขายได้
2.4บอกความหมายของคำว่า “จรรยาบรรณ” ของพนักงานขายได้
2.5บอกจรรยาบรรณของพนักงานขายที่มีต่อลูกค้าได้
2.6บอกจรรยาบรรณของพนักงานขายที่มีต่อกิจการได้
2.7บอกจรรยาบรรณของพนักงานขายที่มี่ต่อคู่แข่งขันได้
2.8บอกจรรยาบรรณของพนักงานขายที่มีต่อสังคมได้
2.9บอกวิธีส่งเสริมจรรยาบรรณให้กับพนักงานขายได้คุณสมบัติและจรรยาบรรณของพนักงานขาย
(Personal Quality and the Ethical of Salesman)

ที่มาwww.thaicert.org/paper/authen/authentication_guide.php -


โดย: น.ส.นิชานัน กองหล้า รหัส52040263118 หมู่เรียนที่31 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกการอาหาร (พฤหัส บ่าย) IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 19 พฤศจิกายน 2552 เวลา:18:44:38 น.  

 
นส.เพ็ญนภา เจริญทรง
49240428132 ม.05
ส.13.00-16.00 น.

1.ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จง อธิบาย
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ


โดย: นส.เพ็ญนภา เจริญทรง IP: 192.168.0.109, 180.183.67.230 วันที่: 6 ธันวาคม 2552 เวลา:13:53:29 น.  

 
แบบฝึกหัด
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ

ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ


โดย: นายธีรยุทธ วันทอง คบ.ภาษาอักฤษ รหัส 52100102145 หมู่ 08 พฤหัสเช้า IP: 202.29.5.243 วันที่: 26 ธันวาคม 2552 เวลา:16:50:15 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ

ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ



โดย: **** นายสุรศักดิ์ พฤคณา 52100102101 คบ.อังกฤษ หมุ่8 พฤหัสบดี เช้า IP: 202.29.5.240 วันที่: 26 ธันวาคม 2552 เวลา:17:55:08 น.  

 



แบบฝึกหัด
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ

ทันต่อความต้องการใช้ (Timeliness) นอกเหนือจากสารสนเทศขององค์การจะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความถูกต้องแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติของการที่สามารถนำสารสนเทศมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล หรือเพื่อการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการบริหารทั้งภายในและภายนอกองค์การมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสารสนเทศด้านการขาย การผลิต ตลอดจนด้านการเงิน ถ้าผู้บริหารได้รับมาล่าช้า ก็จะส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตัดสินใจ หรือการดำเนินงานของผู้บริหารที่จะลดลงตามไปด้วย

ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม

5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ
ความสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศขององค์การที่ดี จะต้องมีความสมบูรณ์ที่จะช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความถูกต้อง การมีสารสนเทศที่มีปริมาณมาก ไม่ได้หมายถึงการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน สารสนเทศที่มีมากเกินไปอาจเป็นสารสนเทศที่ไม่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการมีสารสนเทศที่มีปริมาณน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ไม่ได้สารสนเทศที่สำคัญครบเพียงพอทุกด้านที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีสารสนเทศครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะทำการตัดสินใจได้ เช่น จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราการใช้สินค้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ราคาต่อหน่วย แหล่งผู้ผลิตค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ระยะเวลารอคอยของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับสารสนเทศในทุกเรื่อง การขาดไปเพียงบางเรื่องจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมากเป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ได้หมายความว่ามีสารสนเทศมากเฉพาะในบางด้าน ขณะที่สารสนเทศในบางด้านไม่มีหรือมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่จะต้องได้รับสารสนเทศที่สำคัญครบในทุกด้านที่ทำการตัดสินใจ


โดย: นายวัชระ ทาสะโก 52100102105 คบ.ภาษาอังกฤษ หมู่ 8 พฤหัสบดี เช้า IP: 1.1.1.81, 61.19.118.250 วันที่: 27 ธันวาคม 2552 เวลา:20:35:27 น.  

 
5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบ

การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์การ เช่นเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์และการแข่งขันในอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างการดำเนินงานขององค์การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริการ เป็นต้นเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการพัฒนาและกระจายตัวของภูมิปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับองค์การดังต่อไปนี้

1. ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลขององค์การ
3. วางแผนที่จะสร้างและพัฒนาระบบ

โดยที่การเตรียมงานเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การประสบความสำเร็จ ควรประกอบด้วยการเตรียมการในด้านต่อไปนี้
1. บุคลากร การเตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะสร้างและพัฒนา ตลอดจนการใช้งานระบบสารสนเทศเมื่อจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว บุคลากรที่ต้องจัดเตรียมควรเป็นทั้งระดับผู้บริหาร นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาชีพเฉพาะ และพนักงานปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ทักษะ และความเข้าใจในขีดความสามารถและศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดฝึกอบรมหรือบรรยายพิเศษ รวมทั้งการสรรหาบุคลากรทางสารสนเทศให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคตของหน่วยงาน
2. งบประมาณ เตรียมกำหนดจำนวนเงินและวางแนวทางในการจัดหาเงินที่จะมาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอกับแผนที่วางไว้ ตลอดจนจัดทำงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีขององค์การอาจจะล้าสมัย และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาสั้น
3. การวางแผน ผู้บริหารต้องจัดทำแผนการจัดสร้างหรือพัฒนาระบบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ใช้ นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาปฏิบัติงานร่วมกัน
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม



5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบ

มนุษย์ทุกคนมีองค์ประกอบสองส่วนคือ จิตกับกาย การเรียนรู้ของมนุษย์เกิดจากจิตคอยสั่งการและมีเครื่องมือในร่างกายคือสมอง ที่ช่วยประสานการสั่งการของจิตไปสู่การทำงานของประสาทการรับรู้ของร่างกาย เช่น ตา หู จมูก ปาก และผิวสัมผัส เมื่อมีการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าแล้ว จิตก็ใช้สมองเป็นเครื่องมือในการประมวลประสบการณ์ที่ได้รับ แยกแยะ เรียนรู้ ทั้งสิ่งที่ควร และไม่ควร ดีและไม่ดี ซึ่งจิตเป็นผู้สั่งสม แล้วแสดงออกผ่านประสบการณ์นั้น เช่นแสดงออกทางด้าน บุคลิกทางกาย การพูด การคิด ซึ่งเป็นผลมาจากการเรียนรู้นั่นเอง บางคนก็เรียกว่าการศึกษา การเรียนรู้และการศึกษาอาจมีความหมายต่างกันคือ การศึกษา
การศึกษามีความหมายในทางวิชาการซึ่งผู้ที่ศึกษาตั้งใจจะค้นคว้าในเรื่องที่ตนเองสนใจเป็นพิเศษ และค้นคว้าข้อมูลมาเพื่อให้ตอบสนองและสนับสนุนต่อสิ่งที่ตนเองสนใจในเรื่องนั้นๆ ถ้าสมองพิการหรือเส้นใยสมองมีน้อย หรือสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก จิตก็ไม่มีเครื่องมือในการสั่งการ หรือสั่งการไม่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้บุคคลนั้นอาจเป็นคนปัญญาอ่อน ออทิสติก หรือป่วยเป็นโรคพิการทางสมองไม่สามารถบัญชาการให้ร่างกายเคลื่อนไหว รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของร่างกายได้ แต่จิต หรือใจยังทำงานอยู่แต่เรามองไม่เห็นเพราะจิตนั้นเป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ ถ้าศึกษาประวัติของคนที่ตายแล้วฟื้นหลายคนจะบอกคล้ายกันว่าตอนที่ตนเองตายรู้ว่าตนเองออกจากร่างแล้วเห็นตัวเองนอนอยู่ ตอนนั้นไม่รู้สึกว่ามีร่างกายแต่ล่องลอยไปตามที่ต่างๆ ได้ หรือมีคนพาไปที่อื่น ถ้าทำดีก็จะได้ไปในที่ที่ดี ถ้าทำชั่วไว้ก็จะพาไปรับทุกข์ตามที่ตนเองได้ทำไว้ เมื่อกลับเข้ามาในร่างจึงรู้สึกเจ็บ รู้สึกว่ามีร่างกาย ซึ่งในทางพุทธศาสนาจิตกับวิญญาณคือสิ่งเดียวกัน แต่วิญญาณใช้เรียกเมื่อจิตที่ไม่มีร่างกายแล้ว หรือตายแล้ว เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายมากน้อยเพียงใด ถ้าคนที่ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธศาสนา และปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็จะเชื่อเรื่องตายแล้วไม่สูญ (ยกเว้นคนหรือพระสงค์ที่จิตเข้าถึงภาวะนิพพาน เมื่อสิ้นร่างกายแล้วจะไม่กลับมาเกิดอีก) ตายแล้วจะไปรับผลที่ตนเองทำกรรมไว้ เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ส่วนคนที่เชื่อว่าตายแล้วสูญ ตายแล้วจิตก็ดับไปพร้อมกับร่างกายก็ไม่แปลก เพราะเรื่องของจิตใจ หรือวิญญาณ เป็นเรื่องของนามธรรม มันไม่มีรูปร่าง ถ้าคนที่ไม่มีประสบการณ์ในเรื่องของจิต หรือวิญญาณ ก็จะไม่เชื่อ หรือเชื่อก็แบ่งรับแบ่งสู้




โดย: นาย นุกุลกิจ ลีทุม 52100102146 คบ.อังกฤษ หมู่ที่ 8 พฤหัสบดี เช้า IP: 172.29.5.133, 202.29.5.242 วันที่: 17 มกราคม 2553 เวลา:15:00:00 น.  

 
ไม่เข้าใจอ่ะขี้อไรก็ไม่รู้


โดย: ศุกลวัฒน์ คณารศ IP: 182.93.221.99 วันที่: 7 กันยายน 2553 เวลา:14:20:01 น.  

 
ุึภถคึรคตุ


โดย: รนคต IP: 182.52.201.51 วันที่: 23 กันยายน 2553 เวลา:9:03:36 น.  

 
ยังงงอยุ่เลย ข้อมุลเยอะมากเลย อ่านม่ายไหวเลยจ้า


โดย: เด็กเรียน เรียน IP: 58.9.237.90 วันที่: 3 พฤศจิกายน 2553 เวลา:18:42:27 น.  

 
คุณธรรมข้อใดที่นักเรียนคิดว่ามีความสำคัญมากที่สุดต่อการใช้ระบบสารสนเทศ


โดย: เด็กเรียน IP: 101.109.86.214 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:15:51:08 น.  

 
โคดกวนเลยฮะ


โดย: ศรัณย์ IP: 192.168.212.112, 203.172.170.213 วันที่: 15 มิถุนายน 2554 เวลา:9:39:13 น.  

 
กากมาก


โดย: 555 IP: 192.168.10.83, 192.168.200.253, 110.77.137.6 วันที่: 17 มิถุนายน 2554 เวลา:12:05:25 น.  

 
ไม่รู้เรื่องเลย ไม่ไหวเลย ข้อมูลไม่ได้เรื่องเลย


โดย: 555 IP: 192.168.10.83, 192.168.200.253, 110.77.137.6 วันที่: 17 มิถุนายน 2554 เวลา:12:06:43 น.  

 
yhjujyhuyyity8tjhytutyhkyuoykjknmlfgcjxghre5uduifweghru9hdfuhsdtiuhfsejfrdjdhcfjgyhvhfrhffghbghgybjtcfcexswsxdccfrvtbgtyhnjuik,kijujmnhyujmnhyujmnhyujmnhyujmnhyujmhy


โดย: non IP: 192.168.2.184, 192.168.2.216, 180.180.246.75 วันที่: 24 มิถุนายน 2554 เวลา:10:51:36 น.  

 
ดีดีจร้าาาาาา


โดย: พรีมมี่ IP: 192.168.1.246, 110.164.64.164 วันที่: 27 มิถุนายน 2554 เวลา:13:48:03 น.  

 
เนื้อดีแต่ยาวไปหน่อย


โดย: เด็กดี IP: 125.26.89.230 วันที่: 19 กรกฎาคม 2554 เวลา:13:12:05 น.  

 
ดีเนอะเว็บนี้


โดย: น้องเบ้นซ์ IP: 118.174.79.195 วันที่: 31 สิงหาคม 2554 เวลา:10:21:52 น.  

 
ห้วยแตกที่สุด อะไรก็ไม่รู้


โดย: รัน IP: 58.9.36.36 วันที่: 6 กันยายน 2554 เวลา:17:52:21 น.  

 
เว็บนี้ลาว ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ว่ะ


โดย: จันทร์ IP: 58.9.36.36 วันที่: 6 กันยายน 2554 เวลา:17:54:46 น.  

 
ยาวเกินไป


โดย: ดาว IP: 110.77.178.197 วันที่: 15 กันยายน 2554 เวลา:14:13:53 น.  

 
ทำอะไร


โดย: เพียงตะวัน IP: 192.168.2.83, 115.31.177.26 วันที่: 20 กันยายน 2554 เวลา:10:53:50 น.  

 
ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ
Furniture Black Friday 2011


โดย: birdfriday วันที่: 10 ตุลาคม 2554 เวลา:18:11:31 น.  

 
เยอะมากอ่านม่ไหว


โดย: นู๋นัท IP: 182.93.240.209 วันที่: 22 ธันวาคม 2554 เวลา:14:08:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 
neaup
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]




มาเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้กันนะคะ
[Add neaup's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com