เกลียดจริง ๆ คนไม่จริงใจ
 
มีนาคม 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
27 มีนาคม 2552
 
 
2. วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ

ยุคที่ 1 การประมวลผลข้อมูล (Data Processing Age) มีวัตถุประสงค์เพื่อการคำนวณและการประมวลผลข้อมูลของรายการประจำ (Transaction Processing) เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร

ยุคที่ 2 ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ (management Information System : MIS) มีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการตัดสินใจ ควบคุม ดำเนินการ ติดตามผลและวิเคราะห์ผลงานของผู้บริหารระดับต่าง ๆ

ยุคที่ 3 การจัดการทรัพยากรสารสนเทศ (Information Resource Management) ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเรียกใช้สารสนเทศที่จะช่วยในการตัดสินใจนำหน่วยงานไปสู่ความสำเร็จ

ยุคที่ 4 ยุคปัจจุบันหรือยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) ใช้ระบบคอมพิวเตอร์และระบบการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นเครื่องมือช่วยในการจัดทำระบบสารสนเทศ และเน้นความคิดของการให้บริการสารสนเทศแก่ผู้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นวัตถุประสงค์สำคัญ

แบบฝึกหัด
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง



Create Date : 27 มีนาคม 2552
Last Update : 12 มิถุนายน 2552 10:04:54 น. 168 comments
Counter : Pageviews.

 
2.1. Transaction Processing คืออะไรจงอธิบาย

การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

ข้อดี
1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนทันทีทันใด
2. สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ได้รับผลลัพธ์ที่ทันสมัย

ข้อเสีย
1. โอกาสผิดพลาดมีมากกว่าวิธีแบบชุดเนื่องจากตรวจทานที่หน้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2 . การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่า







2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html








โดย: น.ส.นิตยา กลิ่นเมือง (หมู่ 15 ศ. เช้า) IP: 172.29.6.9, 58.137.131.62 วันที่: 19 มิถุนายน 2552 เวลา:9:18:43 น.  

 
2.1. Transaction Processing คืออะไรจงอธิบาย

การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

ข้อดี
1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนทันทีทันใด
2. สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ได้รับผลลัพธ์ที่ทันสมัย

ข้อเสีย
1. โอกาสผิดพลาดมีมากกว่าวิธีแบบชุดเนื่องจากตรวจทานที่หน้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2 . การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่า







2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html








โดย: น.ส.นิตยา กลิ่นเมือง (หมู่ 15 ศ. เช้า) IP: 172.29.6.9, 58.137.131.62 วันที่: 19 มิถุนายน 2552 เวลา:9:22:39 น.  

 
2.1. Transaction Processing คืออะไรจงอธิบาย

การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

ข้อดี
1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนทันทีทันใด
2. สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ได้รับผลลัพธ์ที่ทันสมัย

ข้อเสีย
1. โอกาสผิดพลาดมีมากกว่าวิธีแบบชุดเนื่องจากตรวจทานที่หน้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2 . การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่า







2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html








โดย: น.ส.นิตยา กลิ่นเมือง (หมู่ 15 ศ. เช้า) IP: 172.29.6.9, 58.137.131.62 วันที่: 19 มิถุนายน 2552 เวลา:9:22:51 น.  

 
2.1. Transaction Processing คืออะไรจงอธิบาย

การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

ข้อดี
1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนทันทีทันใด
2. สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ได้รับผลลัพธ์ที่ทันสมัย

ข้อเสีย
1. โอกาสผิดพลาดมีมากกว่าวิธีแบบชุดเนื่องจากตรวจทานที่หน้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2 . การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่า







2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html








โดย: น.ส.นิตยา กลิ่นเมือง (หมู่ 15 ศ. เช้า) IP: 172.29.6.9, 58.137.131.62 วันที่: 19 มิถุนายน 2552 เวลา:9:22:51 น.  

 
2.1. Transaction Processing คืออะไรจงอธิบาย

การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

ข้อดี
1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนทันทีทันใด
2. สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ได้รับผลลัพธ์ที่ทันสมัย

ข้อเสีย
1. โอกาสผิดพลาดมีมากกว่าวิธีแบบชุดเนื่องจากตรวจทานที่หน้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2 . การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่า







2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html








โดย: น.ส.นิตยา กลิ่นเมือง (หมู่ 15 ศ. เช้า) IP: 172.29.6.9, 58.137.131.62 วันที่: 19 มิถุนายน 2552 เวลา:9:22:54 น.  

 
2.1. Transaction Processing คืออะไรจงอธิบาย

การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

ข้อดี
1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนทันทีทันใด
2. สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ได้รับผลลัพธ์ที่ทันสมัย

ข้อเสีย
1. โอกาสผิดพลาดมีมากกว่าวิธีแบบชุดเนื่องจากตรวจทานที่หน้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2 . การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่า







2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html








โดย: น.ส.นิตยา กลิ่นเมือง (หมู่ 15 ศ. เช้า) IP: 172.29.6.9, 58.137.131.62 วันที่: 19 มิถุนายน 2552 เวลา:9:22:54 น.  

 
2.1. Transaction Processing คืออะไรจงอธิบาย

การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

ข้อดี
1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนทันทีทันใด
2. สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ได้รับผลลัพธ์ที่ทันสมัย

ข้อเสีย
1. โอกาสผิดพลาดมีมากกว่าวิธีแบบชุดเนื่องจากตรวจทานที่หน้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2 . การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่า







2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html








โดย: น.ส.นิตยา กลิ่นเมือง (หมู่ 15 ศ. เช้า) IP: 172.29.6.9, 58.137.131.62 วันที่: 19 มิถุนายน 2552 เวลา:9:22:54 น.  

 
2.1. Transaction Processing คืออะไรจงอธิบาย

การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

ข้อดี
1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนทันทีทันใด
2. สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ได้รับผลลัพธ์ที่ทันสมัย

ข้อเสีย
1. โอกาสผิดพลาดมีมากกว่าวิธีแบบชุดเนื่องจากตรวจทานที่หน้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2 . การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่า







2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html








โดย: น.ส.นิตยา กลิ่นเมือง (หมู่ 15 ศ. เช้า) IP: 172.29.6.9, 58.137.131.62 วันที่: 19 มิถุนายน 2552 เวลา:9:22:54 น.  

 
2.1. Transaction Processing คืออะไรจงอธิบาย

การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

ข้อดี
1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนทันทีทันใด
2. สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ได้รับผลลัพธ์ที่ทันสมัย

ข้อเสีย
1. โอกาสผิดพลาดมีมากกว่าวิธีแบบชุดเนื่องจากตรวจทานที่หน้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2 . การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่า







2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html








โดย: น.ส.นิตยา กลิ่นเมือง (หมู่ 15 ศ. เช้า) IP: 172.29.6.9, 58.137.131.62 วันที่: 19 มิถุนายน 2552 เวลา:9:22:54 น.  

 
1. ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น
หน้าที่การประมวลผลรายการ (Transaction processing function)
การลงบัญชี (Book keeping) เพื่อบันทึกข้อมูลรายการทางธุรกิจ
การออกคำสั่ง (Issuance) เพื่อออกคำสั่ง เช่น เอกสารการจ่ายเงิน ใบกำกับสินค้า
การควบคุมรายงาน (Control reporting) เพื่อควบคุมการปฏิบัติ เช่นคุมการจ่ายเงินเดือน

--------------------------------------------------------------------------------

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นจากระบบมือ (Manual problem)
ระดับความผิดพลาด (Error level)
การสูญหายของข้อมูลทั้งถาวร และชั่วคราว (Temporary or permanent loss of data)
การเพิ่มแรงงาน (Labor intensity)
ระดับการบริการที่ไม่ดี (Poor level of service)
การตอบสนองที่ไม่ดี (Poor response)

--------------------------------------------------------------------------------

วงจรการประมวลผลรายการ (The transaction processing cycle)
การป้อนข้อมูล (Data entry)
การประมวลผลรายการ (Transaction processing)
การประมวลผลแฟ้ม และฐานข้อมูล (File and database processing)
การสร้างรายงาน และเอกสาร (Document and report generation)
การประมวลผลการสอบถาม (Inquiry processing)

--------------------------------------------------------------------------------

รูปแบบของ เอกสาร และการสร้างรายงาน (Document and report generation)
เอกสารสารสนเทศ (Information document) เช่น ใบยืนยันการสั่งซื้อ
เอกสารการส่งคืน (Turnaround document) เช่น ใบเสร็จที่ต้องส่งคืนผู้ขาย
เอกสารที่ใช้ปฏิบัติ (Action document) เช่น การจ่ายเช็ค หรือใบสั่งซื้อ
รายการทางบัญชี (Accounting statement)
การควบคุมรายการ (Control listing) เช่น รายการจ่ายเงินเดือน
รายงานการแก้ไข (Edit reports) อธิบายถึงสิ่งผิดพลาด

--------------------------------------------------------------------------------

ระบบย่อยของการประมวลผลรายการ (Transaction processing subsystem) ที่องค์การนิยมใช้
ระบบการจ่ายเงินเดือน (Payroll system)
ระบบใบสั่งซื้อ และการออกบิล (Order processing & billing)
ระบบออกบิล (Billing system)
ระบบบัญชีพัสดุ (Inventory system)
ระบบบัญชี (Accounting system)
ระบบบัญชีลูกหนี้ (Account receivable)
www.thaiall.com/mis/mis09.htm

2.ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
61.19.96.22/library/resource_library.html


โดย: นางสาวอรนิดา วรินทรา ม.15 ศ. เช้า IP: 117.47.13.117 วันที่: 19 มิถุนายน 2552 เวลา:19:26:48 น.  

 
1.ตอบ เป็นระบบสารสนเทศที่เกี่ยวกับการบันทึกและประมวลข้อมูลที่เกิดจากธุรกรรมหรือการปฏิบัติงานประจำหรืองานขั้นพื้นฐานขององค์การ เช่น การซื้อขายสินค้า การบันทึกจำนวนวัสดุคงคลัง เมื่อใดก็ตามที่มีการทำธุรกรรมหรือปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าวข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นทันที เช่น ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็คือ ชื่อลูกค้า ประเภทของลูกค้า จำนวนและราคาของสินค้าที่ขายไป รวมทั้งวิธีการชำระเงินของลูกค้า
วัตถุประสงค์ของ TPS
1) มุ่งจัดหาสารสนเทศทั้งหมดที่หน่วยงานต้องการตามนโยบายของหน่วยงานหรือตามกฎหมาย เพื่อช่วยในการปฏิบัติงาน

2) เพื่อเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานประจำให้มีความรวดเร็ว

3) เพื่อเป็นหลักประกันว่าข้อมูลและสารสนเทศของหน่วยงานมีความถูกต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและรักษาความลับได้

4) เพื่อเป็นสารสนเทศที่ป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบสารสนเทศที่ใช้ในการตัดสินใจอื่น เช่น MRS หรือ DSS


หน้าที่ของ TPS

หน้าที่ของ TPS มีดังนี้ (Haag et al.,2000:50)

1) การจัดกลุ่มของข้อมูล (Classification) คือ การจัดกลุ่มข้อมูลลักษณะเหมือนกันไว้ด้วยกัน

2) การคิดคำนวณ (Calculation) การคิดคำนวณโดยใช้วิธีการคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ เช่น การคำนวณภาษีขายทั้งหมดที่ต้องจ่ายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

3) การเรียงลำดับข้อมูล (Sorting) การจัดเรียงข้อมูลเพื่อทำให้การประมวลผลง่ายขึ้น เช่น การจัดเรียง invoices ตามรหัสไปรษณีย์เพื่อให้การจัดส่งเร็วยิ่งขึ้น

4) การสรุปข้อมูล (Summarizing) เป็นการลดขนาดของข้อมูลให้เล็กหรือกะทัดรัดขึ้น เช่น การคำนวณเกรดเฉลี่ยของนักศึกษาแต่ละคน

5) การเก็บ (Storage) การบันทึกเหตุการณ์ที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน อาจจำเป็นต้องเก็บรักษาข้อมูลไว้ โดยเฉพาะข้อมูลบางประเภทที่จำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ตามกฎหมาย ที่จริงแล้ว TPS เกี่ยวข้องกับงานทุกระดับในองค์การ แต่งานส่วนใหญ่ของ TPS จะเกิดขึ้นในระดับปฏิบัติการมากกว่า แม้ว่า TPS จะจำเป็นในการปฏิบัติงานในองค์การแต่ระบบ TPS ก็ไม่เพียงพอในการสนับสนุนในการตัดสินใจของผู้บริหาร ดังนั้นองค์การจึงจำเป็นต้องมีระบบอื่นสำหรับช่วยผู้บริหารด้วย ดังจะกล่าวต่อไป


ลักษณะสำคัญของระบบสารสนเทศแบบ TPS

ลักษณะที่สำคัญของระบบ TPS มีดังนี้ (Turban et al.,2001:277)

• มีการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก

• แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่มาจากภายในและผลที่ได้เพื่อตอบสนองต่อผู้ใช้ภายในองค์การเป็นหลัก อย่างไรก็ตามในปัจจุบันหุ้นส่วนทางการค้าอาจจะมีส่วนในการป้อนข้อมูลและอนุญาตให้หน่วยงานที่เป็นหุ้นส่วนใช้ผลที่ได้จาก TPS โดยตรง

• กระบวนการประมวลผลข้อมูลมีการดำเนินการเป็นประจำ เช่น ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกสองสัปดาห์

• มีความสามารถในการเก็บฐานข้อมูลจำนวนมาก

• มีการประมวลผลข้อมูลที่รวดเร็ว เนื่องจากมีปริมาณข้อมูลจำนวนมาก

• TPS จะคอยติดตามและรวบรวมข้อมูลภายหลังที่ผลิตข้อมูลออกมาแล้ว

• ข้อมูลที่ป้อนเข้าไปและที่ผลิตออกมามีลักษณะมีโครงสร้างที่ชัดเจน (structured data)

• ความซับซ้อนในการคิดคำนวณมีน้อย

• มีความแม่นยำค่อนข้างสูง การรักษาความปลอดภัย ตลอดจนการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลมีความสำคัญเกี่ยวข้องโดยตรงกับ TPS

• ต้องมีการประมวลผลที่มีความน่าเชื่อถือสูง


กระบวนการของ TPS

กระบวนการประมวลข้อมูลของ TPS มี 3 วิธี คือ (Stair & Reynolds, 1999)

1) Batch processing การประมวลผลเป็นชุดโดยการรวบรวมข้อมูลที่เกิดจากธุรกรรมที่เกิดขึ้นและรวมไว้เป็นกลุ่มหรือเป็นชุด (batch) เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง หรือจัดลำดับให้เรียบร้อยก่อนที่จะส่งไปประมวลผล โดยการประมวลผลนี้จะกระทำเป็นระยะๆ (อาจจะทำทุกคืน ทุก 2-3 วัน หรือทุกสัปดาห์)

2) Online processing คือ ข้อมูลจะได้รับการประมวลผลและทำให้เป็นเอาท์พุททันทีที่มีการป้อนข้อมูลของธุรกรรมเกิดขึ้น เช่น การเบิกเงินจากตู้ ATM จะประมวลผลและดำเนินการทันที เมื่อมีลูกค้าใส่รหัสและป้อนข้อมูลและคำสั่งเข้าไปในเครื่อง

3) Hybrid systems เป็นวิธีการผสมผสานแบบที่ 1) และ2) โดยอาจมีการรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นทันทีแต่การประมวลผลจะทำในช่วงกระยะเวลาที่กำหนด เช่น แคชเชียร์ที่ป้อนข้อมูล การซื้อขายจากลูกค้าเข้าคอมพิวเตอร์ ณ จุดขายของ แต่การประมวลผลข้อมูลจากแคชเชียร์ทุกคนอาจจะทำหลังจากนั้น (เช่น หลังการเลิกงาน)


2.ตอบ ทรัพยากรสารสนเทศมี 3 ประเภทใหญ่ ๆ
ด้วยกันคือ
1.1 หนังสือ
1.2 สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง เช่น วารสาร
1.3 สื่อโสตทัศน์

ที่มา:http://eportfolio.hu.ac.th/library/index.php?option=com_content&task=section&id=15&Itemid=52 และ http://elearning.northcm.ac.th/it/lesson8-1.asp


โดย: 52040281122 น.ส.ณัฐติยา โกศิลา ม.08 เช้าวันพฤหัสดี IP: 172.29.85.80, 58.137.131.62 วันที่: 21 มิถุนายน 2552 เวลา:11:32:22 น.  

 
ตอบแบบฝึกหัดที่ 2
วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ข้อที่ 1 Transacction Processing คืออะไร
หมายถึง การประมวลผลข้อมูลด้วยการนำแฟ้มข้อมูลที่บรรจุรายการเปลี่ยนแปลง หรือรายการแก้ไข อ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อปรับปรุงรายการในแฟ้มข้อมูลหลัก (master file)

ข้อที่ 2 ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
1. วัสดุตีพิมพ์ (printed materials)
2. วัสดุไม่ตีพิมพ์ (non-printed material)
3. ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronic database)
ทรัพยากรสารสนเทศแต่ละประเภทมีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนี้

วัสดุตีพิมพ์
วัสดุตีพิมพ์ หมายถึงวัสดุที่บันทึกสารสนเทศในรูปแบบของตัวอักษร ภาพและสัญลักษณ์อื่น ๆ โดยผ่านกระบวนการตีพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ กฤตภาค เป็นต้น
วัสดุไม่ตีพิมพ์
วัสดุไม่ตีพิมพ์ หมายถึง ทรัพยากรสารสนเทศที่บันทึกไว้ในสื่อที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการตีพิมพ์ มีหลายประเภทดังนี้ (ศรีสุภา นาคธน, 2548)
1. ต้นฉบับตัวเขียน
ต้นฉบับตัวเขียน (manuscript) คือ ทรัพยากรสารสนเทศที่จัดทำขึ้น โดยใช้ลายมือเขียน ได้แก่ หนังสือที่จัดทำในสมัยโบราณก่อนที่จะมีการพิมพ์ โดยการใช้จาร หรือสลักลงบนวัสดุต่าง ๆ เช่น สมุดข่อย ใบลาน แผ่นปาปิรัส (papyrus) แผ่นดินเหนียว แผ่นหนังสัตว์ ศิลาจารึก เป็นต้น ตัวอย่างต้นฉบับตัวเขียนภาพที่
ภาพที่ 3.4 การจารลายลักษณ์อักษรลงบนใบลาน
ที่มา : สงคราม ธรรมมิญช, สันติ สุขสอาด, มะลิวัลย์ ธนะสมบัติ, สาวิตรี พิสุทธิพิเชษฐ์
และกรพินธุ์ ฤทธิบุตร, 2548.

ภาพที่ 3 สมุดไทยดำ และสมุดไทยขาว จากต้นข่อย
ที่มา : สงคราม ธรรมมิญช, สันติ สุขสอาด, มะลิวัลย์ ธนะสมบัติ,
สาวิตรี พิสุทธิพิเชษฐ์ และกรพินธุ์ ฤทธิบุตร, 2548.

ภาพที่ 3.5 ต้นฉบับตัวเขียนแผ่นหนังสัตว์ (เรื่อง จดหมายธุรกิจจากอียิปต์ “Business letter from Pathyris(?), Egypt” เขียนโดย Enkot ส่งถึง Saltik ประมาณศตวรรตที่ 5)
ที่มา : The Duke Papyrus Archive, 2006.

ภาพที่ 3.6 ต้นฉบับตัวเขียนแผ่นปาปิรัส (Homer, Odyssey. Book 17, 180-193)
ที่มา : The Duke Papyrus Archive, 2006

2. โสตวัสดุ
โสตวัสดุ (audio materials) คือ วัสดุสารสนเทศที่ใช้เสียงเป็นสื่อในการถ่ายทอดสารสนเทศ เช่น
2.1 แผ่นเสียง (phonodiscs) วัสดุทำด้วยครั่ง หรือพลาสติก ทรงกลม ใช้เทคนิคที่ทำให้เกิดร่องเล็ก ๆ บนพื้นผิวอย่างต่อเนื่องเป็นวงกลม มีความตื้นลึกไม่เท่ากัน การทำให้เกิดเสียงต้องใช้กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีเข็มแหลมอยู่ที่ปลายของเครื่องเล่น เข็มจะครูดไปตามร่องทำให้เกิดการสั่นสะเทือน และจะมีเครื่องแปลงสัญญาณคลื่นเป็นสัญญาณไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็ก และเป็นคลื่นเสียงในที่สุด แผ่นเสียงมีหลายขนาด เช่น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว 6 นิ้ว ซึ่งแต่ละขนาดใช้เวลาในการเล่นไม่เท่ากัน ปัจจุบันมีการใช้น้อยมาก เพราะมีสื่ออิเล็กทรอนิกส์เข้ามาแทนที่
2.2 แถบบันทึกเสียงหรือเทปบันทึกเสียง (phonotape) มีลักษณะเป็นแถบแม่เหล็กบันทึกเสียง มี 2 แบบ คือ แบบม้วน (reel tape) และแบบตลับ (cassette tape)
2.3 แผ่นซีดี (compact discs) ทำด้วยโลหะ มีรูปทรงคล้ายแผ่นเสียง การบันทึกใช้ระบบแสงเลเซอร์ฉายบนพื้นผิวทำให้เกิดเป็นร่องเล็ก ๆ บนพื้นผิวอย่างต่อเนื่องเป็นวงกลม มีความตื้นลึกไม่เท่ากัน เวลาเล่นจะต้องมีเครื่องเล่นโดยเฉพาะ มีหัวอ่านซึ่งจะฉายแสงเลเซอร์ลงไปบนร่องลำแสงสะท้อนออกมา จะเป็นจังหวะตามความขรุขระของร่องเสียง และมีหน่วยแปลงสัญญาณแสงเป็นสัญญาณเสียง ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีสูงขึ้น ทำให้คุณภาพของเสียงที่ดีกว่าเสียงจากแผ่นเสียง หรือแถบบันทึกเสียง
3. ทัศนวัสดุ
ทัศนวัสดุ (visual materials) คือ วัสดุสารสนเทศที่ต้องใช้สายตาเป็นสื่อในการรับรู้สารสนเทศโดยการมองดู อาจดูโดยตาเปล่าหรือใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์สำหรับฉายประกอบ เช่น
4.1 รูปภาพ (picture) อาจเป็นภาพเขียน ภาพถ่าย หรือภาพพิมพ์ ซึ่งจะแสดงเนื้อหาให้เข้าใจเรื่องราวจากภาพ
4.2 ลูกโลก (globe) เป็นวัสดุที่ใช้แสดงลักษณะของพื้นผิวโลก และสภาพภูมิอากาศ เช่นเดียวกับแผนที่ ต่างกันตรงที่ลูกโลกมีลักษณะเป็นทรงกลม
4.3 ภาพเลื่อน หรือฟิล์มสตริป (filmstrips) ส่วนใหญ่ใช้ฟิล์มขนาด 35 มม. ใช้เทคนิคการถ่ายภาพทีละภาพลงบนฟิล์มม้วน มีความยาวประมาณ 30-60 ภาพ เวลาฉายจะเลื่อนไปทีละภาพ
ภาพที่ 3.7 ฟิล์มสตริป และกล่องเก็บฟิล์ม
ที่มา : yellodyno.com, 2006.

4.4 ภาพนิ่ง หรือสไลด์ (slides) ส่วนใหญ่มีขนาด 2 นิ้ว x 2 นิ้ว ใช้ฟิล์มขนาด 35 มม. มีลักษณะการฉายภาพเช่นเดียวกับฟิล์มสตริป ต่างกันตรงที่ภาพแต่ละภาพของสไลด์จะอยู่บนฟิล์มแต่ละแผ่น ซึ่งจะนำมาทำกรอบอีกครั้งหนึ่ง

ภาพที่ 3.8 สไลด์และเครื่องฉายสไลด์
ที่มา : Photo and soundsaving, 2006.
4.5 แผ่นภาพโปร่งใส (transparencies) เป็นแผ่นพลาสติกหรือาซีเตท (acetate) ใช้กับเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ (overhead projector) ขนาดที่นิยมใช้มี 2 ขนาด คือ 7 นิ้ว x 7 นิ้ว และ 10 นิ้ว x 10 นิ้ว
ภาพที่ 3.9 แผ่นภาพโปร่งใส และเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ
ที่มา : VSI Visual Systems Inc., 2006.

4.6 หุ่นจำลอง (model) แสดงวัสดุในลักษณะ 3 มิติ ทำเลียนแบบของจริง คล้ายกับของจริง ย่อส่วนให้เล็กลง อาจตัดทอนรายละเอียดที่ยุ่งยากซับซ้อนออก คงไว้แต่ลักษณะสำคัญ

ภาพที่ 3.10 หุ่นจำลองร่างกายมนุษย์
ที่มา : American 3B Scientific Online Shop, 2006.
4.7 ของจริง (realia) เป็นของจริงที่นำมาแสดงให้เห็น

ภาพที่ 3.11 ตัวอย่างของตัวอย่างของจริง
ที่มา : American 3B Scientific Online Shop, 2006.
4. โสตทัศนวัสดุ
โสตทัศนวัสดุ (audiovisual materials) เป็นวัสดุสารสนเทศที่ถ่ายทอดโดยการใช้ทั้งภาพและเสียงประกอบกัน เช่น
4.1 ภาพยนตร์ (motion pictures) เป็นวัสดุสารสนเทศที่ใช้เทคนิคการบันทึกภาพและเสียงลงบนฟิล์มขนาดต่าง ๆ กัน เช่น 8 มม. 16 มม. 35 มม. 70 มม. เป็นต้น ภาพยนตร์เป็นภาพนิ่งโปร่งแสงที่เสนอความต่อเนื่องของอิริยาบถต่าง ๆ เวลาถ่ายทำจะถ่ายทำด้วยความเร็วของกล้องให้ได้ภาพแต่ละภาพด้วยความเร็วสูงมาก เช่น 18 ภาพ/
ภาพที่ 3.12 ตัวอย่างฟิล์มภาพยนตร์ขนาดต่าง ๆ
ที่มา : CJS Technologies LLC, 2006.

วินาที หรือ 24 ภาพ/วินาที และนำฟิล์มไปล้างอัดในห้องที่ใช้เทคนิคพิเศษ เพื่อให้ได้ภาพเมื่อภายออกมาจะมีอิริยาบถต่าง ๆ เหมือนจริง
4.2 สไลด์ประกอบเสียง (slide multivisions) เป็นการฉายภาพนิ่งลักษณะเดียวกับสไลด์ แต่แตกต่างตรงที่มีเสียงประกอบ
4.3 วีดิทัศน์หรือเทปบันทึกภาพ (videotapes) เป็นเทปแม่เหล็กที่ใช้บันทึกภาพและเสียงในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถลบและบันทึกใหม่ได้เช่นเดียวกับเทปบันทึกเสียง การใช้ต้องใช้ร่วมกับเครื่องบันทึกภาพ เครื่องเล่นวีดิทัศน์และเครื่องรับโทรทัศน์

ภาพที่ 3.13 ตัวอย่างวีดิทัศน์
ที่มา : CJS Technologies LLC, 2006.
5. วัสดุย่อส่วน
วัสดุย่อส่วน (microforms) เป็นวัสดุสารสนเทศที่ใช้เทคนิคการถ่ายภาพย่อส่วนจากของจริงลงบนแผ่นฟิล์มหรือวัสดุที่ใช้บันทึกภาพ ประโยชน์ที่ได้คือ เพื่อประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บ เมื่อต้องการใช้สารสนเทศ จะต้องนำฟิล์มย่อส่วนนั้นมาเข้าเครื่องอ่าน จึงจะสามารถอ่านได้ และถ้าต้องการทำสำเนาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ต้องมีเครื่องพิมพ์หรือเครื่องทำสำเนาภาพจากวัสดุย่อส่วนด้วย สามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้อีก ได้แก่

ภาพที่ 3.14 งานบริการวัสดุย่อส่วนในห้องสมุด
ที่มา : Fanshawe’s Virtual Library, 2006

5.1 ไมโครฟิล์ม (microfilms) เป็นการถ่ายสารสนเทศย่อส่วนจากต้นฉบับลงบนฟิล์มม้วน ขนาด 16 มม. หรือ 35 มม. ความยาวของฟิล์มขึ้นอยู่กับเนื้อหาของสารสนเทศแต่ที่นิยมมาก คือ ขนาด 100 ฟุต อัตราการย่อส่วนขนาด 15:1 ถึง 40:1
ภาพที่ 3.15 ไมโครฟิล์ม (ม้วน) ไมโครฟิช (แผ่น) และเครื่องอ่าน
ที่มา : Dr. John Archer Library The University of Regina, 2006

5.2 ไมโครฟิช (microfiches) เป็นการถ่ายสารสนเทศย่อส่วนจากต้นฉบับลงบนแผ่นฟิล์มขนาด 3 นิ้ว x 5 นิ้ว หรือ 4 นิ้ว x 6 นิ้ว หรือ 5 นิ้ว x 8 นิ้ว ไมโครฟิชหนึ่งแผ่นสามารถถ่ายย่อจากต้นฉบับที่เป็นสิ่งพิมพ์ได้ประมาณ 100 หน้า อัตราการย่อส่วน 15:1 ถึง 40:1
5.3 ไมโครบุค (microbook) คือ ไมโครฟิชที่ถ่ายในอัตราการย่อส่วนลงจนมีขนาดเล็กมาก ฟิล์มขนาด 3 นิ้ว x 5 นิ้ว สามารถบรรจุข้อความจากสิ่งพิมพ์ได้ประมาณ 1,000 หน้า
5.4 อุลตราฟิช (ultrafiche) มีขนาดเล็กกว่าไมโครฟิช เป็นการถ่ายภาพย่อส่วนจากต้นฉบับลงบนฟิล์ม ขนาด 4 นิ้ว x 6 นิ้ว อุลตราฟิช 1 แผ่น ถ่ายย่อจากต้นฉบับที่เป็นสิ่งพิมพ์ได้ประมาณ 3,000 หน้า
5.5 ไมโครโอเพค (micro-opague) เป็นการถ่ายภาพย่อส่วนจากต้นฉบับลงบนกระดาษทึบแสง มีหลายขนาดเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป เช่น ไมโครคาร์ด (microcard) ไมโครพรินท์ (microprint) ไมโครเล็กซ์ (microlex) และ มินิพรินท์ (mini-print)
ภาพที่ 3.16 วัสดุย่อส่วนประเภทต่าง ๆ และเครื่องอ่านทำวัสดุย่อส่วน
ที่มา : Dr. John Archer Library The University of Regina, 2006.

6. วัสดุอิเล็กทรอนิกส์
วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ (electronic materials) เป็นวัสดุสารสนเทศที่จัดเก็บสารสนเทศในรูปอักษร ภาพ และเสียงไว้โดยการแปลงสารสนเทศให้เป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะต้องมีเครื่องมือสำหรับจัดเก็บและแสดงผลออกมา โดยการแปลงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นสัญญาณภาพและเสียง อีกครั้งหนึ่ง เช่น
1.1 เทปแม่เหล็ก (magnetic tape) มีลักษณะคล้ายแถบบันทึกเสียง ความยาวปกติ 2,400 ฟุต กว้าง 0.5 นิ้ว ทำด้วยพลาสติก เคลือบด้วยสารไอออนออกไซด์ (iron oxide) ทำให้เป็นสารแม่เหล็ก ข้อมูลที่มีความยาว 80 ตัวอักษร สามารถบันทึกไว้ในเทปแม่เหล็กที่มีความยาวเพียง 0.1 นิ้ว หรือ 1 ม้วน บรรจุข้อมูลได้ถึง 100 ล้านตัวอักษร สามารถบันทึกซ้ำ (reversed) หรือลบข้อมูลได้
1.2 จานแม่เหล็ก/แผ่นดิสเก็ต (disket) เป็นแผ่นโลหะหุ้มด้วยไมลาอีก 1 ชั้นมีหลายชนิดและหลายขนาด แต่ละชนิดมีสมรรถนะความจุในการบันทึกข้อมูลได้แตกต่างกัน
1.3 แผ่นจานแสง (optical disc) เป็นแผ่นโลหะผสมพิเศษ มีความแข็งแรงน้ำหนักเบา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 ¾ นิ้ว บันทึกและอ่านสารสนเทศด้วยระบบแสงเลเซอร์ ต้องมีเครื่องบันทึกและอ่านโดยเฉพาะ ประเภทของจานแสงที่ผู้ใช้คุ้นเคยมากที่สุด คือ ซีดี-รอม (Compact Disc Read Only Memory หรือ CD-ROM) มีลักษณะเหมือนแผ่นจานแสงทั่วไปใช้อ่านข้อมูลได้อย่างเดียว ไม่สามารถบันทึกหรือแก้ไขข้อมูลที่บันทึกไว้ได้ แผ่นซีดี-รอม มีความสามารถในการบรรจุสารสนเทศได้มาก ซีดี-รอม 1 แผ่น จุข้อความได้เทียบเท่าหนังสือหนาประมาณ 275,000 หน้ากระดาษ หรือ 600 ล้านตัวอักษร ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนามากขึ้น สามารถบันทึกสารสนเทศได้ทั้งภาพ เสียง ตัวอักษร และภาพเคลื่อนไหว ในลักษณะสื่อผสม (multimedia) และเป็นที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป ซึ่งจะกล่าวถึงโดยละเอียดในเรื่องฐานข้อมูลซีดี-รอม

ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง สารสนเทศที่จัดเก็บไว้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีชุดคำสั่งระบบจัดการฐานข้อมูล ทำหน้าที่ควบคุมการจัดการและการใช้ฐานข้อมูล
ประเภทของฐานข้อมูลแบ่งตามลักษณะการใช้งานแบ่งได้ 2 ประเภทคือ ฐานข้อมูลออฟไลน์ และฐานข้อมูลออนไลน์ แบ่งตามเนื้อหาสารสนเทศที่ให้บริการแบ่งได้เป็น ฐานข้อมูลบรรณานุกรม และฐานข้อมูลฉบับเต็ม
ประเภทของฐานข้อมูลแบ่งตามลักษณะการใช้งานแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. ฐานข้อมูลออฟไลน์ (Offline Database) หมายถึงฐานข้อมูลที่จัดเก็บสารสนเทศไว้ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เช่น ซีดีรอม (CD-ROM) การปรับปรุงและการเรียกใช้งานฐานข้อมูลไม่สามารถทำได้ตลอดเวลา
2. ฐานข้อมูลออนไลน์ (Online Database) หมายถึงฐานข้อมูลที่ให้บริการผ่านทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่ผู้จัดการฐานข้อมูลสามารถปรับปรุงฐานข้อมูลให้ทันสมัยและผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา ซึ่งในปัจจุบันจะให้บริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต
ประเภทของฐานข้อมูลแบ่งตามเนื้อหาสารสนเทศที่ให้บริการแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. ฐานข้อมูลบรรณานุกรม หมายถึง ฐานข้อมูลที่ให้สารสนเทศทางบรรณานุกรม เช่น ชื่อผูแต่ง ชื่อเรื่อง แหล่งผลิต และอาจมีสาระสังเขป เพื่อแนะนำผู้ค้นคว้าให้ไปอ่านรายละเอียดจากต้นฉบับจริง ได้แก่ ฐานข้อมูลโอแพค (OPAC) ของห้องสมุด ฐานข้อมูล TIAC ให้ข้อมูลบรรณานุกรมและสาระสังเขปของวิทยานิพนธ์ไทย ฐานข้อมูล DAO ให้ข้อมูลบรรณานุกรมและสาระสังเขปของวิทยานิพนธ์ต่างประเทศ หรือ ฐานข้อมูล ERIC ให้ข้อมูลบรรณานุกรมและสาระสังเขปของหนังสือและบทความจากวารสารด้านการศึกษา เป็นต้น
2. ฐานข้อมูลเนื้อหาฉบับเต็ม หมายถึง ฐานข้อมูลที่ให้สารสนเทศครบถ้วนเช่นเดียวเหมือนต้นฉบับ เช่น ฐานข้อมูล IEEE/IEE และ ACM เป็นฐานข้อมูลฉบับเต็มของบทความจากวารสาร นิตยสาร รายงานการประชุมความก้าวหน้าทางสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น
ตัวอย่างฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการสืบค้นข้อมูลออนไลน์ต่างประเทศที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาบอกรับเป็นสมาชิก และให้บริการผ่านเครือข่าย UniNet ได้แก่
1. Science Direct
ฐานข้อมูลบทความวารสารอิเล็กทรอนิกส์ ใน 24 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สุขภาพ การแพทย์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ จำนวน 1,800 ชื่อของสำนักพิมพ์ Elsevier science, Academic Press และสำนักพิมพ์อื่น ๆ รวมทั้งวารสารวิจารณ์ (reviews) จำนวนกว่า 6.2 ล้านระเบียน สามารถเข้าถึงฉบับเต็มได้เกือบทุกชื่อ ตั้งแต่ปี 1995 – ปัจจุบัน สามารถเข้าใช้บริการได้ที่เว็บไซต์ http://www.sciencedirect.com/
2. IEEE/IEE Electronic Library (IEL)
ฐานข้อมูลเอกสารฉบับเต็มทางด้านสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า วิทยาการคอมพิวเตอร์ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เช่น Computer Science, Acoustics, Aerospace, Engineering Education, Industrial Engineering, Remote Sensing, Transportation มีเอกสารฉบับเต็มของวารสาร นิตยสาร รายงานความก้าวหน้า เอกสารการประชุม และเอกสารมาตรฐานของ The Institute of Electrical and Electronics Engineers (IEEE) และ Institute of Electrical Engineering (IEE) จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ล้านรายการ (documents) ตั้งแต่ปี 1988 – ปัจจุบัน มีการปรับปรุงเนื้อหาอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง แสดงผลเอกสารฉบับเต็มในรูป pdf file สามารถเข้าใช้บริการได้ที่เว็บไซต์
http://www.ieee.org/ieeexplore/
3. ProQuest Dissertations & Theses –A&I
ฐานข้อมูลสาระสังเขปวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกและปริญญาโท ของสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรองจากประเทศสหรัฐอเมริกา และแคนาดา รวมถึงสถาบันการศึกษาจากทวีปยุโรป ออสเตรเลีย เอเชีย และ แอฟริกา มากกว่า 1,000 แห่ง มีสาระสังเขปวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า 1.7 ล้านรายการ (entries) มีแสดงผล (preview) วิทยานิพนธ์ฉบับเต็มในรูป pdf file ตั้งแต่ปี 1997 ถึงปัจจุบันรายการละ 24 หน้า มีการเพิ่มสาระสังเขปวิทยานิพนธ์อย่างน้อย 55,000 รายการ (title) ต่อปี สามารถเข้าใช้บริการได้ที่เว็บไซต์ http://wwwlib.umi.com/dissertations
4. ACM Digital Library
ฐานข้อมูลบรรณานุกรม สาระสังเขป และเอกสารฉบับเต็ม ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ จากบทความฉบับเต็มของวารสาร นิตยสาร รายงานความก้าวหน้า เอกสารการประชุมและข่าวสาร ไม่น้อยกว่า 325 ชื่อ ที่ตีพิมพ์โดย Association for Computing Machinery (ACM) ตั้งแต่ปี 1985 – ปัจจุบัน มีการปรับปรุงเนื้อหาอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง แสดงผลเอกสารฉบับเต็มในรูป pdf file สามารถเข้าใช้บริการได้ที่เว็บไซต์ http://www.acm.org/
5. Lixis.com and Nexis.com
ฐานข้อมูลเอกสารฉบับเต็มทางด้านกฎหมาย ทรัพย์สินทางปัญญา ข่าว ธุรกิจของสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ตั้งแต่ ปี 1980 – ปัจจุบัน ประกอบด้วยฐานข้อมูลย่อย 2 ฐานข้อมูล คือ Lexis.com เป็นฐานข้อมูลทางด้านกฎหมายของสหรัฐอเมริกา กฎหมายระหว่างประเทศ และคำพิพากษาสูงสุดของสหรัฐอเมริกา มีเอกสารฉบับเต็มไม่น้อยกว่า 3.5 ล้านรายการ (documents) และ Nexis.com เป็นฐานข้อมูลทางบริหารธุรกิจและการจัดการ ข่าว แหล่งข้อมูลธุรกิจ ธุรกิจการเงิน หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น มีเอกสารฉบับเต็มไม่น้อยกว่า 4.1 ล้านรายการ (documents) แสดงผลในรูป text html มีการปรับปรุงเนื้อหาอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง สามารถเข้าใช้บริการได้ที่เว็บไซต์ http://www.lexisnexis.com/th/
6. H.W.Wilson
ฐานข้อมูลดัชนีสาระสังเขป และเอกสารฉบับเต็มจากบทความวารสารไม่น้อยกว่า 1,800 ชื่อเรื่อง ครอบคลุมทุกสาขาวิชาได้แก่ วิทยาศาสตร์ประยุกต์และเทคโนโลยี ชีววิทยาและการเกษตร ศิลปะ ธุรกิจ การศึกษา มนุษยศาสตร์ กฎหมาย บรรณารักษ
ศาสตร์และสารสนเทศ สังคมศาสตร์ และสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น เคมี ชีวะ ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ สิ่งแวดล้อม สัตวศาสตร์ และสันทนาการ ฯลฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 – ปัจจุบัน แสดงผลในรูป pdf file และ text html มีการปรับปรุงเนื้อหาอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง สามารถเข้าใช้บริการได้ที่เว็บไซต์ http://vnweb.hwwilsonweb.com/hww/jumpstart.jhtml
7. ISI Web of Science
ผลิตโดยบริษัท Thomson Corporation เป็นฐานข้อมูลบรรณานุกรมและสาระสังเขป ครอบคลุมสาขาวิชาหลักคือ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยวิทยา ประกอบด้วยฐานข้อมูลย่อยด้านการอ้างอิงผลงานตีพิมพ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกสาขาวิชา (Science citations, Social Science citation และ Arts & Humanities citation) จากวารสารไม่น้อยกว่า 8,500 ชื่อ มีข้อมูลไม่น้อยกว่า 1.1 ล้านระเบียน (records) ตั้งแต่ปี 2001 – ปัจจุบัน มีข้อมูลจำนวนกว่า 1.1 ล้านระเบียน แสดงผลในรูป text html มีการปรับปรุงเนื้อหาอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง สามารถเข้าใช้บริการได้ที่เว็บไซต์ http://isiknowlegde.com
8. eBooks
เป็นการให้บริการหนังสือและวิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้บริการหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยืมหนังสือที่ห้องสมุด สามารถสืบค้นและใช้งานหนังสือเล่มที่ต้องการได้ผ่านเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา UniNet สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ปัจจุบันมีหนังสือที่ให้บริการอยู่จำนวน 14,470 รายการ ประกอบด้วย
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ลิขสิทธิ์ของ SpringerLink จำนวน 1,528 รายการ สามารถใช้งานได้ที่ URL: http://ebooks.springerlink.com/
วิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ Dissertation Fulltext จำนวน 3,850 รายการ
สามารถใช้งานได้ที่ URL: http://ebook.thailis.or.th/
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ลิขสิทธิ์ของ NetLibrary จำนวน 5,962 รายการ และหนังสือ Publicly accessible eBooks จำนวน 3,400 รายการ สามารถใช้งานได้ที่ URL: http://www.netlibrary.com/

ที่มาhttp://guru.sanook.com/search/knowledge_search.
http://tanoo.wordpress.com


โดย: นางสาวจิลวรรณ ปัดถาวะโร ม.08 เช้าวันพฤหัสบดี วทบ.ชีววิทยา (จุลชีววิทยา) IP: 172.29.85.32, 58.137.131.62 วันที่: 21 มิถุนายน 2552 เวลา:12:08:54 น.  

 
วิวัฒนาการเทคโนโลยีสารสนเทศ


พัฒนาการจากยุคอนาลอกสู่ยุคดิจิตอลนั้นมีความเป็นมาที่ยาวนานมาก กว่าที่จะมาเป็นเทคโนโลยีที่เราท่าน ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันนี้ บางช่วงใช้เวลาในการค้นคิดนานเป็นพันปีโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง บางช่วงก็เร็วมาก ถ้าเราสังเกตจะเห็นว่าในปัจจุบันการค้นคิดเทคโนโลยีเหล่านี้เปลี่ยนไปอย่างเร็วมากจนผู้ใช้แทบจะตามไม่ทัน ซึ่งถ้าเราเข้าใจพัฒนาการของเรื่องเหล่านี้อยู่บ้างก็จะช่วยทำให้เรามองภาพในอนาคตได้ด้วยตัวของเราเอง
การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีแบ่งเป็น 2 ด้านที่ควบคู่กันมา คือ พัฒนาการทางด้านคอมพิวเตอร์และ พัฒนาการทางด้านการสื่อสารซึ่งก็จะหมายรวมถึงลักษณะของข้อมูลหรือสารสนเทศที่ใช้ในการสื่อสารกันด้วย เพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจนเรามาดู (รูปที่ 1.7ก - รูปที่ 1.7ฉ)
เมื่อเราพอเข้าใจพัฒนาการของคอมพิวเตอร์และการสื่อสารในยุคต่าง ๆ แล้ว การจะไม่กล่าวถึงข้อมูลหรือ สารสนเทศที่ส่งผ่านระบบคอมพิวเตอร์และการสื่อสารคงเป็นไปไม่ได้ ข้อมูลหรือสารสนเทศที่เราใช้กันอยู่ทั่วไปในระบบสื่อสาร เช่น ระบบโทรศัพท์ จะมีลักษณะของสัญญาณเป็นคลื่นแบบต่อเนื่องที่เราเรียกว่า "สัญญาณอนาล็อก" แต่ในระบบคอมพิวเตอร์จะแตกต่างไป เพราะระบบคอมพิวเตอร์ใช้ระบบสัญญาณไฟฟ้าสูงต่ำสลับกัน เป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง เราเรียกว่า "สัญญาณดิจิตอล" ต่อไปจึงน่าที่เกิดคำถามว่าแล้วข้อมูลเหล่านั้นจะส่งผ่านสายโทรศัพท์ไปได้ อย่างไร
คำตอบคือเมื่อเราต้องการส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังเครื่องอื่น ๆ ผ่านระบบโทรศัพท์ จึงต้องมีการแปลงสัญญาณเสมอ โดยใช้อุปกรณ์ที่เราเรียกว่า "โมเด็ม" (Modem) มาช่วย (รูปที่ 1.8) กับสัญญาณดิจิตอลที่จะมีลักษณะ มีไฟระดับสูงหรือระดับต่ำ

ที่มา http://www.bpcd.net/new_subject/library/ebook/ict/.../125.html


โดย: น.ส.ชฎาพร โสภาคำ รหัส52040281117ชีววิทยา(จุลชีววิทยา) ม.8 พฤ(เช้า) IP: 124.157.220.178 วันที่: 21 มิถุนายน 2552 เวลา:15:50:36 น.  

 
แบบฝึกหัดที่ 2

2.1 Transaction Processing คืออะไรจงอธิบาย

ตอบ Transaction Processing Systems (TPS)
เป็นระบบประมวลผลด้วยรายการเปลี่ยนแปลง เป็นระบบที่สนับสนุนการปฏิบัติงานในแต่ละวัน เช่น ระบบการจองตั๋ว การสั่งซื้อ เป็นต้น แบ่งตามวิธีการประมวลผลข้อมูลได้ 2 แบบ

1. การประมวลผลแบบกลุ่ม (Batch Transaction Processing) มีการรวบรวมข้อมูลไว้เป็นชุดหรือเป็นงวด แล้วนำไปประมวลผลคราวเดียว และไม่มีการโต้ตอบกัน ระหว่างผู้ใช้งาน
2. การประมวลผลแบบเชื่อมตรงหรือออน-ไลน์ (On-line Transaction Processing)
ผู้ใช้งานสามารถโต้ตอบกับเครื่องได้โดยตรง ข้อมูลแต่ละรายการจะถูกประมวลผลและได้ผลลัพธ์ในทันที อาจเรียกอีกอย่างว่า ระบบโต้ตอบทันที (Interactive System)

2.2 ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

ตอบ สื่อสิ่งพิมพ์
- ตำราวิชาการ
- หนังสือพิมพ์
- งานวิจัย วิทยานิพนธ์

สื่อไม่ตีพิมพ์
- CD-ROM วิชาการ
- แผ่นวิดีทัศน์ระบบดิจิตอลวิชาการ
- บทความวิชาการ

ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม

การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)

งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )

ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้


ที่มาhttp://elearning.spu.ac.th/content/bcs110/main_management.html
http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://std.kku.ac.th/5030806999/index_files/page0019.htm





โดย: นางสาว สมฤทัย มิตรอุดม รหัสนักศึกษา 51040240104 ( หมู่ 1 วันจันทร์บ่าย ) IP: 172.29.168.169, 58.137.131.62 วันที่: 22 มิถุนายน 2552 เวลา:17:12:16 น.  

 
วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ

เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดการกับสารสนเทศที่ใช้มากที่สุดนี่นะครับก็คือคอมพิวเตอร์ครับ ในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในยุคแรกนี้นะครับเรียกว่า ยุคของการประมวลผลข้อมูลครับ โดยมีจุดประสงค์คือ เพื่อใช้ในการคำนวณและการประมวลผลข้อมูลครับ เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายทางด้านบุคลากรครับ และต่อมานะครับในยุคที่สองนี้นะครับก็คือ จะมีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการตัดสินใจ ดำเนินงาน ติดตามผล ควบคุม และวิเคราะห์ผลงาน ของผู้บริหารระดับต่างๆ ครับ ที่เรียกว่า ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการนี่แหละครับ ในต่อมานะครับในยุคที่สามครับ ในการใช้คอมพิวเตอร์นี่นะครับส่วนมากใช้ในการ จัดการทรัพยากรสารสนเทศเพื่อเรียกใช้สารสนเทศครับ จะช่วยในการตัดสินใจครับและนำหน่วยงานไปสู่ความสำเร็จด้วยครับ และในยุคปัจจุบันนี้นะครับ เทคโนโลยีได้มีความก้าวหน้าไปมากนะครับ มีการขยายขอบเขตการประมวลผลข้อมูล ไปสู่การสร้างและการผลิตสารสนเทศด้วยครับ ทำให้สามารถสร้างทางเลือกและรูปแบบใหม่ๆ ของสินค้าและบริการขึ้นมาได้ครับ ซึ่งเรียกว่า ยุคไอที หรือยุค เทคโนโลยีสารสนเทศ นั้นเองครับ โดยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการสื่อสารโทรคมนาคม ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อช่วยในการจัดทำระบบสารสนเทศ และเน้นความคิดของการใช้บริการสารสนเทศ อีกด้วยครับ
วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ Posted at 2008/09/25 02:15
จากการประยุกต์ใช้ของเทคโนโลยีสารสนเทศ ล้วนเกิดจากคุณสมบัติพิเศษหลาย ๆ ประการของเทคโนโลยีกลุ่มนี้ อันสืบเนื่องจากการพัฒนาของ เทคโนโลยีที่มีอัตราสูงและอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีนี้ส่งผลให้ ราคาของฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ รวมทั้งค่าบริการ สำหรับการเก็บข้อมูล การประมวลผล และการแลกเปลี่ยนเผยแพร่เทคโนโลยีสารสนเทศมีการลดลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว จึงทำให้สามารถนำพาอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งคอมพิวเตอร์ และ โทรคมนาคม ติดตามตัวไปได้ทุกที่ เนื่องจากได้มีพัฒนาการการย่อส่วนของชิ้นส่วน(miniaturization) และพัฒนาการการสื่อสารระบบไร้สาย และที่จัดว่าสำคัญที่สุดก็ว่าได้คือ ทำให้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารมุ่งเข้าสู่จุดที่ใกล้เคียงกัน (convergece) จนนำไปสู่ เทคโนโลยีการหลอมรวม เทคโนโลยีสารสนเทศกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก
โลกจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดขึ้นอยู่กับวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น จึงไม่แปลกหากในอนาคตตรงที่ๆเรายืนอยู่จะกลายเป็นพื้นดินที่เราไม่จำเป็นต้องเหยียบย่ำเสมอไป วิถีชีวิตของมนุษย์ที่แตกต่างในสังคมอดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นตัวเปรียบเทียบให้เห็นถึงวิวัฒนาการของโลกที่พัฒนาไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดได้เป็นอย่างดี จากตาสีตาสาที่ต้องเดินทางไกลเพื่อการสื่อสาร แต่วัยรุ่นยุคปัจจุบันเพียงยกหูโทรศัพท์มือถือก็สามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว และยังไม่รวมถึงการสื่อสารในช่องทางอื่นๆอีก เช่น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) โทรสาร (Fax) เป็นต้น วิวัฒนาการเหล่านี้เป็นผลมาจากความเจริญก้าวหน้าทางความคิด เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สังคมโลกจึงให้ความสำคัญของเทคโนโลยีด้านต่างๆเป็นอย่างมาก ดังเช่นเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอีกด้านหนึ่งที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง

เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นการใช้เทคโนโลยีที่ใช้ในการรวบรวมจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล และกระจายข้อมูลที่ได้รับการประมวลผลเรียบร้อยแล้ว เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในด้านการสารสนเทศเป็นอย่างมาก การทำงานต่างๆล้วนมีระบบแบบแผนของการดำเนินงาน มนุษย์จึงใช้เทคโนโลยีมาช่วยในกระบวนการทำงานเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพภายในระยะเวลาอันจำกัด และยังรวมถึงความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลในปริมาณมาก ดังตัวอย่างที่พบเห็นได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ตามองค์กร สถาบันต่างๆมีการจัดเก็บข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นปัจจัยการทำงาน ในอนาคตเมื่อประชากรเพิ่มขึ้นความต้องการของมนุษย์ก็คงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นมนุษย์บางคนจึงไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไปเท่านั้น แต่ยังสร้างและพัฒนาเครื่องมือทันสมัยให้รองรับความเจริญของสังคมโลกซึ่งพร้อมเปลี่ยนแปลงได้ทุกเวลา แนวคิดการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในภายภาคหน้า เพื่อการบริการทางด้านต่างๆอย่างรวดเร็ว เช่น การวิเคราะห์ยีน DNA เพื่อการรักษาโรคและการตรวจสอบทางด้านพันธุกรรม เพื่อความรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น เป็นต้น ในอนาคตมนุษย์อาจเป็นตัวแปรสำคัญของโลกเพื่อควบคุมวิวัฒนาการของเทคโนโลยีให้พัฒนาไปอย่างสูงสุด เพียงแค่คุณนั่งอยู่บนเก้าอี้หนึ่งตัว รอบกายพร้อมด้วยเครื่องมือเทคโนโลยีล้ำสมัยสามารถตอบสนองความต้องการของคุณได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด แทบไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อยเลย คุณคิดเช่นนั้นหรือเปล่า.....

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นสิ่งที่โลกกำลังจับตามองและให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากทุกๆการเคลื่อนไหวล้วนส่งผลกระทบถึงการดำเนินชีวิตและการประกอบกิจการให้เจริญก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่ โลกจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดขึ้นอยู่กับวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น จึงไม่แปลกหากในอนาคตตรงที่ๆเรายืนอยู่จะกลายเป็นพื้นดินที่เราไม่จำเป็นต้องเหยียบย่ำเสมอไปเทคโนโลยีที่ใช้ในการวิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศจัดการกับสารสนเทศที่ใช้มากที่สุดนี่นะครับก็คือคอมพิวเตอร์ครับ ในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในยุคแรกนี้นะครับเรียกว่า ยุคของการประมวลผลข้อมูลครับ โดยมีจุดประสงค์คือ เพื่อใช้ในการคำนวณและการประมวลผลข้อมูลครับ เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายทางด้านบุคลากรครับ และต่อมานะครับในยุคที่สองนี้นะครับก็คือ จะมีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการตัดสินใจ ดำเนินงาน ติดตามผล ควบคุม และวิเคราะห์ผลงาน ของผู้บริหารระดับต่างๆ ครับ ที่เรียกว่า ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการนี่แหละครับ ในต่อมานะครับในยุคที่สามครับ ในการใช้คอมพิวเตอร์นี่นะครับส่วนมากใช้ในการ จัดการทรัพยากรสารสนเทศเพื่อเรียกใช้สารสนเทศครับ จะช่วยในการตัดสินใจครับและนำหน่วยงานไปสู่ความสำเร็จด้วยครับ และในยุคปัจจุบันนี้นะครับ เทคโนโลยีได้มีความก้าวหน้าไปมากนะครับ มีการขยายขอบเขตการประมวลผลข้อมูล ไปสู่การสร้างและการผลิตสารสนเทศด้วยครับ ทำให้สามารถสร้างทางเลือกและรูปแบบใหม่ๆ ของสินค้าและบริการขึ้นมาได้ครับ ซึ่งเรียกว่า ยุคไอที หรือยุค เทคโนโลยีสารสนเทศ นั้นเองครับ โดยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการสื่อสารโทรคมนาคม ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อช่วยในการจัดทำระบบสารสนเทศ และเน้นความคิดของการใช้บริการสารสนเทศ อีกด้วยครับ

ที่มา http://www.kingsolder.com/computer/it/it.asp
http://www.sci.nu.ac.th/information-it/index.php?topic=6872.0http://www.picpostdd.com/index.php?mo=3&art=216168


โดย: นางสาว กนกอร เสริฐดิลก หมู่ 15 (ศุกร์ เช้า ) IP: 58.147.38.234 วันที่: 24 มิถุนายน 2552 เวลา:19:17:17 น.  

 
2.1
Transacction Processing คืออะไร
ระบบสารสนเทศจำแนกตามโครงสร้างองค์การ (Classification by Organizational Structure)
การจำแนกประเภทนี้เป็นการจำแนกตามโครงสร้างขององค์การ ตั้งแต่ระดับหน่วยงานย่อยระดับองค์การทั้งหมด และระดับระหว่างองค์การ

สารสนเทศของหน่วยงานย่อย (Departmental information system)

หมายถึงระบบสารสนเทศที่ออกมาเพื่อใช้สำหรับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งขององค์การ โดยแต่ละหน่วยงานอาจมีโปรแกรมประยุกต์ใช้งานใดงานหนึ่งของตนโดยเฉพาะ เช่น ฝ่ายบุคลากรอาจจะมีโปรแกรมสำหรับการคัดเลือกบุคคลหรือติดตามผลการโยกย้ายงานของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน โดยโปรแกรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องของฝ่ายบุคลากรจะมีชื่อว่าระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรมนุษย์ (Human resources information systems)

ระบบสารสนเทศของทั้งองค์การ (Enterprise information systems)

หมายถึงระบบสารสนเทศของหน่วยงานที่มีการเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่ทั้งหมดภายในองค์การ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือองค์การนั้นมีระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงทั้งองค์การ


ระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงระหว่างองค์การ (Interorganizational information systems-IOS)

เป็นระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงกับองค์การอื่นๆ ภายนอกตั้งแต่ 2 องค์การขึ้นไป เพื่อช่วยให้การติดต่อสื่อสาร หรือการประสานงานร่วมมือมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการผ่านระบบ IOS จะช่วยทำให้การไหลของสารสนเทศระหว่างองค์การหรือทั้งซัพพลายเชน (Supply chain) เป็นไปโดยอัตโนมัติ เพื่อใช้ในการวางแผน ออกแบบ การพัฒนา การผลิต และการส่งสินค้าและบริการ


การจำแนกตามหน้าที่ขององค์การ (Classification by Functional Area)

การจำแนกระบบสารสนเทศประเภทนี้จะเป็นการสนับสนุนการทำงานตาหน้าที่หรือการทำกิจกรรมต่างๆ ขององค์การ (Turban et al.,2001) โดยทั่วไปองค์การมักใช้ระบบสารสนเทศในงานที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ต่างๆ เช่น

• ระบบสารสนเทศด้านบัญชี (Accounting information system)
• ระบบสารสนเทศด้านการเงิน (Finance information system)

• ระบบสารสนเทศด้านการผลิต (Manufacturing information system)

• ระบบสารสนเทศด้านการตลาด (Marketing information system)

• ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรมนุษย์ (Human resource management information system)



การจำแนกตามการให้การสนับสนุนของระบบสารสนเทศ (Classification by Support Provided)
การจำแนกตามการให้การสนับสนุนของระบบสารสนเทศ แบ่งเป็น 3 ประเภทย่อย คือ ระบบสารสนเทศแบบประมวลรายการ (Transaction Processing Systems) ระบบสารสนเทศแบบรายงานเพื่อการจัดการ (Management Reporting Systems) และระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems)

ระบบสารสนเทศแบบประมวลรายการ (Transaction Processing Systems -TPS)

Sorry, your browser doesn't support Java(tm).

เป็นระบบสารสนเทศที่เกี่ยวกับการบันทึกและประมวลข้อมูลที่เกิดจากธุรกรรมหรือการปฏิบัติงานประจำหรืองานขั้นพื้นฐานขององค์การ เช่น การซื้อขายสินค้า การบันทึกจำนวนวัสดุคงคลัง เมื่อใดก็ตามที่มีการทำธุรกรรมหรือปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าวข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นทันที เช่น ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็คือ ชื่อลูกค้า ประเภทของลูกค้า จำนวนและราคาของสินค้าที่ขายไป รวมทั้งวิธีการชำระเงินของลูกค้า

วัตถุประสงค์ของ TPS
1) มุ่งจัดหาสารสนเทศทั้งหมดที่หน่วยงานต้องการตามนโยบายของหน่วยงานหรือตามกฎหมาย เพื่อช่วยในการปฏิบัติงาน

2) เพื่อเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานประจำให้มีความรวดเร็ว

3) เพื่อเป็นหลักประกันว่าข้อมูลและสารสนเทศของหน่วยงานมีความถูกต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและรักษาความลับได้

4) เพื่อเป็นสารสนเทศที่ป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบสารสนเทศที่ใช้ในการตัดสินใจอื่น เช่น MRS หรือ DSS


หน้าที่ของ TPS

หน้าที่ของ TPS มีดังนี้ (Haag et al.,2000:50)

1) การจัดกลุ่มของข้อมูล (Classification) คือ การจัดกลุ่มข้อมูลลักษณะเหมือนกันไว้ด้วยกัน

2) การคิดคำนวณ (Calculation) การคิดคำนวณโดยใช้วิธีการคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ เช่น การคำนวณภาษีขายทั้งหมดที่ต้องจ่ายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

3) การเรียงลำดับข้อมูล (Sorting) การจัดเรียงข้อมูลเพื่อทำให้การประมวลผลง่ายขึ้น เช่น การจัดเรียง invoices ตามรหัสไปรษณีย์เพื่อให้การจัดส่งเร็วยิ่งขึ้น

4) การสรุปข้อมูล (Summarizing) เป็นการลดขนาดของข้อมูลให้เล็กหรือกะทัดรัดขึ้น เช่น การคำนวณเกรดเฉลี่ยของนักศึกษาแต่ละคน

5) การเก็บ (Storage) การบันทึกเหตุการณ์ที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน อาจจำเป็นต้องเก็บรักษาข้อมูลไว้ โดยเฉพาะข้อมูลบางประเภทที่จำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ตามกฎหมาย ที่จริงแล้ว TPS เกี่ยวข้องกับงานทุกระดับในองค์การ แต่งานส่วนใหญ่ของ TPS จะเกิดขึ้นในระดับปฏิบัติการมากกว่า แม้ว่า TPS จะจำเป็นในการปฏิบัติงานในองค์การแต่ระบบ TPS ก็ไม่เพียงพอในการสนับสนุนในการตัดสินใจของผู้บริหาร ดังนั้นองค์การจึงจำเป็นต้องมีระบบอื่นสำหรับช่วยผู้บริหารด้วย ดังจะกล่าวต่อไป


ลักษณะสำคัญของระบบสารสนเทศแบบ TPS

ลักษณะที่สำคัญของระบบ TPS มีดังนี้ (Turban et al.,2001:277)

• มีการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก

• แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่มาจากภายในและผลที่ได้เพื่อตอบสนองต่อผู้ใช้ภายในองค์การเป็นหลัก อย่างไรก็ตามในปัจจุบันหุ้นส่วนทางการค้าอาจจะมีส่วนในการป้อนข้อมูลและอนุญาตให้หน่วยงานที่เป็นหุ้นส่วนใช้ผลที่ได้จาก TPS โดยตรง

• กระบวนการประมวลผลข้อมูลมีการดำเนินการเป็นประจำ เช่น ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกสองสัปดาห์

• มีความสามารถในการเก็บฐานข้อมูลจำนวนมาก

• มีการประมวลผลข้อมูลที่รวดเร็ว เนื่องจากมีปริมาณข้อมูลจำนวนมาก

• TPS จะคอยติดตามและรวบรวมข้อมูลภายหลังที่ผลิตข้อมูลออกมาแล้ว

• ข้อมูลที่ป้อนเข้าไปและที่ผลิตออกมามีลักษณะมีโครงสร้างที่ชัดเจน (structured data)

• ความซับซ้อนในการคิดคำนวณมีน้อย

• มีความแม่นยำค่อนข้างสูง การรักษาความปลอดภัย ตลอดจนการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลมีความสำคัญเกี่ยวข้องโดยตรงกับ TPS

• ต้องมีการประมวลผลที่มีความน่าเชื่อถือสูง


กระบวนการของ TPS

กระบวนการประมวลข้อมูลของ TPS มี 3 วิธี คือ (Stair & Reynolds, 1999)

1) Batch processing การประมวลผลเป็นชุดโดยการรวบรวมข้อมูลที่เกิดจากธุรกรรมที่เกิดขึ้นและรวมไว้เป็นกลุ่มหรือเป็นชุด (batch) เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง หรือจัดลำดับให้เรียบร้อยก่อนที่จะส่งไปประมวลผล โดยการประมวลผลนี้จะกระทำเป็นระยะๆ (อาจจะทำทุกคืน ทุก 2-3 วัน หรือทุกสัปดาห์)

2) Online processing คือ ข้อมูลจะได้รับการประมวลผลและทำให้เป็นเอาท์พุททันทีที่มีการป้อนข้อมูลของธุรกรรมเกิดขึ้น เช่น การเบิกเงินจากตู้ ATM จะประมวลผลและดำเนินการทันที เมื่อมีลูกค้าใส่รหัสและป้อนข้อมูลและคำสั่งเข้าไปในเครื่อง

3) Hybrid systems เป็นวิธีการผสมผสานแบบที่ 1) และ2) โดยอาจมีการรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นทันทีแต่การประมวลผลจะทำในช่วงกระยะเวลาที่กำหนด เช่น แคชเชียร์ที่ป้อนข้อมูล การซื้อขายจากลูกค้าเข้าคอมพิวเตอร์ ณ จุดขายของ แต่การประมวลผลข้อมูลจากแคชเชียร์ทุกคนอาจจะทำหลังจากนั้น (เช่น หลังเลิกงาน)


Customer Integrated Systems (CIS)



เป็นระบบสารสนเทศซึ่งพัฒนามาจาก TPS โดยลูกค้าสามารถป้อนข้อมูลและทำการประมวลผลด้วยตนเองได้ เช่น ATM (Automated teller machines) ซึ่งช่วยให้ลูกค้า สามารถติดต่อกับธนาคารได้ทุกที่และทุกเวลา ATM ทำให้ลูกค้ามีความคล่องตัวในการเข้าถึง มากขึ้น และทำให้ธนาคารไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานจำนวนมากอีกต่อไป ซึ่งช่วยให้ธนาคารประหยัดเงินได้จำนวนหลายล้านบาทต่อปี ดังนั้นบางธนาคารจึงได้ส่งเสริมให้ลูกค้าในการใช้ ATM โดยการคิดค่าธรรมเนียมหากลูกค้าติดต่อกับพนักงานในการเบิกถอนเงินในลักษณะที่สามารถเบิกถอนได้กับเครื่อง ATM (Haag et al.,2000)

นอกจากงานของธนาคารแล้ว ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้นำระบบ CIS มาใช้เพื่อให้นักศึกษาสามารถลงทะเบียน โดยผ่านเครื่องโทรศัพท์ นอกจากนี้ CIS ยังช่วยให้ประชาชนสามารถจ่ายค่าน้ำค่าไปจากคอมพิวเตอร์ที่บ้านก็ได้


หน้าที่ การทำงานของ TPS

งานเงินเดือน (Payroll)

- การติดตามเวลาการทำงานของพนักงาน
- การคิดเงินเดือน โดยมีการหักภาษี ค่าประกัน หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ

- การออกเช็คเงินเดือนหรือการโอนเงินเดือนเข้าบัญชีให้กับลูกจ้าง

การสั่งซื้อสินค้า (Purchasing)

- การสั่งซื้อหรือบริการต่างๆ
- การบันทึกข้อมูล การส่งสินค้าหรือบริการจากซัพพลายเออร์

การเงินและการบัญชี

- การบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับรายรับ (Finance and Accounting)
- การบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

- การติดตามค่าใช้จ่ายต่างๆ

การขาย (Sales)

- การบันทึกข้อมูลการขาย
- การออกใบเสร็จรับเงินหรือบิลส่งสินค้า

- การติดตามข้อมูลรายรับ

- การบันทึกการจ่ายหนี้

- การเก็บข้อมูลการส่งสินค้าหรือบริการไปยังลูกค้า

วัสดุคงคลัง

- การติดตามการใช้วัสดุภายในหน่วยงาน (Inventory Management)
- การติดตามระดับปริมาณของวัสดุคงเหลือ

- การสั่งซื้อวัสดุที่จำเป็น

ที่มา ปรับจาม Turban et al. (2001:43)


ระบบสารสนเทศแบบรายงานเพื่อการจัดการ (Management Reporting Systems MRS)

Sorry, your browser doesn't support Java(tm).

ระบบสารสนเทศที่ช่วยในการทำรายงานตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยการสรุปสารสนเทศที่มีอยู่ไว้ในฐานข้อมูล (Haag et al., 2000:54) หรือช่วยในการตัดสินใจในลักษณะที่โครงสร้างชัดเจนและเป็นเรื่องที่ทราบล่วงหน้า

หน้าที่ของแบบ MRS
1) ช่วยในการตัดสินใจงานประจำของผู้บริหารระดับกลาง

2) ช่วยในการทำรายงาน

3) ช่วยในการตัดสินใจที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ และมีโครงสร้างแน่นอน เช่น การอนุมัติสินเชื่อให้กับลูกค้า


ลักษณะของ MRS

1) ช่วยในการจัดทำรายงานซึ่งมีรูปแบบที่กำหนดไว้เป็นมาตรฐานตายตัว

2) ใช้ข้อมูลภายในที่เก็บไว้ในฐานข้อมูล

3) ช่วยในการวางแผนงานประจำ และควบคุมการทำงาน

4) ช่วยในการตัดสินใจที่เกิดขึ้นประจำหรือเกิดขึ้นบ่อยๆ

5) มีข้อมูลในอดีต ปัจจุบัน และวิเคราะห์แนวโน้มอนาคต

6) ติดตามการดำเนินงานภายในหน่วยงานเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับเป้าหมายและส่งสัญญาณหากมีจุดใดที่ต้องการการปรับปรุงแก้ไข


ประเภทของรายงาน MRS

รายงานจาก MRS มีลักษณะต่างๆ ดังนี้

1) รายงานที่จัดทำเมื่อต้องการ (Demand reports) เพื่อใช้สนับสนุนการตัดสินใจ เป็นรายงานที่จัดเตรียมรูปแบบรายงานล่วงหน้าและจะจัดทำเมื่อผู้บริหาร ต้องการเท่านั้น

2) รายงานที่ทำตามระยะเวลากำหนด (Periodic reports) โดยกำหนดเวลา และรูปแบบของรายงานไว้ล่วงหน้า เช่น มีการจัดทำรายงานทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกปี เช่น ตารางเวลาการผลิต

3) รายงานสรุป (Summarized reports) เป็นการทำรายงานในภาพรวม เช่น รายงานยอดขายของพนักงานขาย จำนวนนักศึกษาลงทะเบียนวิชา MIS

4) รายงานเมื่อมีเงื่อนไขเฉพาะเกิดขึ้น (Exception reports) เป็นการจัดทำรายงานเมื่อมีเกณฑ์เงื่อนไขเฉพาะ เพื่อตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆ ว่าแตกต่างจากที่วางแผนไว้หรือไม่ เช่น การกำหนดให้เศษของที่เหลือ (scrap) จากการผลิตในโรงงานเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ในการผลิตช่วงหลังกลับมีเศษของที่เหลือ 5 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นอาจมีการเขียนโปรแกรม ในการประมวลผลเพื่อหาว่าเศษของที่เหลือเกินจากที่กำหนดไว้ได้อย่างไร


ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems-DSS)

Sorry, your browser doesn't support Java(tm).

ระบบสารสนเทศแบบ DSS เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งมีลักษณะมีโครงสร้างไม่ชัดเจน โดยนำข้อมูลมาจากหลายแหล่งช่วยในการนำเสนอและมีลักษณะยืดหยุ่นตามความต้องการ

ลักษณะของ DSS
1) ระบบสารสนเทศที่ใช้สำหรับการสนับสนุนผู้ตัดสินใจทางการบริหารทั้งที่เป็นตัวบุคคลหรือกลุ่ม โดยการตัดสินใจนั้นจะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่มีลักษณะเป็นแบบ ไม่มีโครงสร้าง (unstructured situations) โดยจะมีการนำวิจารณญาณของมนุษย์กับข้อมูล จากคอมพิวเตอร์มาใช้ประกอบในการตัดสินใจ

2) ระบบ DSS ช่วยในการตอบสนองความต้องการที่ไม่ได้คาดการณ์มาก่อนโดยผู้ใช้สามารถปรับข้อมูลใน DSS ได้ตลอดเวลาเพื่อจัดการกับเงื่อนไขต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยใช้การวิเคราะห์ที่เรียกว่า Sensitivity Analysis

3) ช่วยในการตัดสินใจที่ต้องการความรวดเร็วสูง เพื่อใช้ประกอบในการกำหนดกลยุทธ์ในการแข่งขัน ดังนั้น DSS จึงมีลักษณะการโต้ตอบได้ (interactive)

4) เสนอทางวิเคราะห์ในทางเลือกต่างๆ ในสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน

5) จัดการเก็บข้อมูลซึ่งมาจากหลายแหล่งได้ ทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน

6) นำเสนอได้ทั้งรายงานที่เป็นข้อความและกราฟฟิค

3.2
สิ่งที่ได้จากการประมวลข้อมูล และสามารถ นำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผน การตัดสินใจ และการคาดการณ์ ในอนาคตได้ สารสนเทศอาจแสดงในรูปของข้อความ ตาราง แผนภูมิ รูปภาพ
ความ รู้ การารับรู้และเข้าใจสารสนเทศจนถึงระดับที่สามารถวิเคราะห์ และสังเคราะห์ได้คือมีความเข้าใจในองค์ประกอบต่างๆจนอาจสร้างเป็นทฤษฏี หรือเป็นแบบจำลองทางความคิด และสามารถแก้ปัญหาในการดำเนินงานได้
ระบบสารสนเทศ
ระบบ (System) ประกอบไปด้วย Input Process output และอาจจะมี Feedback
ระบบสารสนเทศ (Information system) คือการนำเอาองค์ประกอบความสัมพันธ์ของระบบ มาใช้การรวบรวมบันทึก ประมวลผล และแจกจ่ายสารสนเทศเพื่อใช้ในการวางแผนควบคุมจัดการและสนับสนุนการตัดสินใจ
* การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Input) เป็นกิจกรรมที่รวบรวมข้อมูลเข้าสู่การประมวลผล
* การประมวลผล (Process )เป็นการนำข้อมูลที่มีอยู่มาปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปที่มีความหมายเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจ
* ผลลัพธ์ (output )(การประมวลผลให้อยู่ในรูปของเอกสาร
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ การดำเนินงานขององค์การ คือ การใช้ MIS เป็นระบบซึ่งรวมความสามรถของผู้ใช้งานและคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศเพื่อการดำเนินงารการจัดการ
องค์ประกอบของระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ ประกอบไปด้วย ฮาร์แวร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วง ซอฟต์แวร์ เป็นชุดคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ข้อมูล การสื่อสารและเครือข่ายเช่นสายโทรศัพท์ กระบวนการทำงาน บุคลากร
ความสำคัญของระบบสารสนเทศ
การท้าทายของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันทางการค้า การขยายเครือข่ายทางการค้า(E-commerce) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ
ทำ ให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพทั้งนี้เนื่องมาจากสารสนเทศมีความสำคัญในระบบงาน ธุรกิจและองค์การต่างๆเพราะปัจจุบันต้องการที่จะขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งในเศรษฐกิจโลก และในขณะที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วจึงทำให้เกิดการแข่งขันทางการค้ามาก ขึ้น มีการขยายเครือข่ายทางการค้าเพื่อต้องการแลกเปลี่ยนค้านิยมและวัฒนธรรม และสุดท้ายมีการพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

ที่มา:elearning.northcm.ac.th/it/lesson8-1.asp


โดย: วันพฤหัส(เช้า)หมู่8 นางสาวเจนจิรา จุตตะโน รหัส 52040302126 IP: 1.1.1.157, 202.29.5.62 วันที่: 24 มิถุนายน 2552 เวลา:23:37:29 น.  

 
ระบบสารสนเทศแบบประมวลรายการ (Transaction Processing Systems -TPS)

Sorry, your browser doesn't support Java(tm).

เป็นระบบสารสนเทศที่เกี่ยวกับการบันทึกและประมวลข้อมูลที่เกิดจากธุรกรรมหรือการปฏิบัติงานประจำหรืองานขั้นพื้นฐานขององค์การ เช่น การซื้อขายสินค้า การบันทึกจำนวนวัสดุคงคลัง เมื่อใดก็ตามที่มีการทำธุรกรรมหรือปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าวข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นทันที เช่น ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็คือ ชื่อลูกค้า ประเภทของลูกค้า จำนวนและราคาของสินค้าที่ขายไป รวมทั้งวิธีการชำระเงินของลูกค้า

วัตถุประสงค์ของ TPS
1) มุ่งจัดหาสารสนเทศทั้งหมดที่หน่วยงานต้องการตามนโยบายของหน่วยงานหรือตามกฎหมาย เพื่อช่วยในการปฏิบัติงาน

2) เพื่อเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานประจำให้มีความรวดเร็ว

3) เพื่อเป็นหลักประกันว่าข้อมูลและสารสนเทศของหน่วยงานมีความถูกต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและรักษาความลับได้

4) เพื่อเป็นสารสนเทศที่ป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบสารสนเทศที่ใช้ในการตัดสินใจอื่น เช่น MRS หรือ DSS


หน้าที่ของ TPS

หน้าที่ของ TPS มีดังนี้ (Haag et al.,2000:50)

1) การจัดกลุ่มของข้อมูล (Classification) คือ การจัดกลุ่มข้อมูลลักษณะเหมือนกันไว้ด้วยกัน

2) การคิดคำนวณ (Calculation) การคิดคำนวณโดยใช้วิธีการคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ เช่น การคำนวณภาษีขายทั้งหมดที่ต้องจ่ายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

3) การเรียงลำดับข้อมูล (Sorting) การจัดเรียงข้อมูลเพื่อทำให้การประมวลผลง่ายขึ้น เช่น การจัดเรียง invoices ตามรหัสไปรษณีย์เพื่อให้การจัดส่งเร็วยิ่งขึ้น

4) การสรุปข้อมูล (Summarizing) เป็นการลดขนาดของข้อมูลให้เล็กหรือกะทัดรัดขึ้น เช่น การคำนวณเกรดเฉลี่ยของนักศึกษาแต่ละคน

5) การเก็บ (Storage) การบันทึกเหตุการณ์ที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน อาจจำเป็นต้องเก็บรักษาข้อมูลไว้ โดยเฉพาะข้อมูลบางประเภทที่จำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ตามกฎหมาย ที่จริงแล้ว TPS เกี่ยวข้องกับงานทุกระดับในองค์การ แต่งานส่วนใหญ่ของ TPS จะเกิดขึ้นในระดับปฏิบัติการมากกว่า แม้ว่า TPS จะจำเป็นในการปฏิบัติงานในองค์การแต่ระบบ TPS ก็ไม่เพียงพอในการสนับสนุนในการตัดสินใจของผู้บริหาร ดังนั้นองค์การจึงจำเป็นต้องมีระบบอื่นสำหรับช่วยผู้บริหารด้วย ดังจะกล่าวต่อไป


ลักษณะสำคัญของระบบสารสนเทศแบบ TPS

ลักษณะที่สำคัญของระบบ TPS มีดังนี้ (Turban et al.,2001:277)

• มีการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก

• แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่มาจากภายในและผลที่ได้เพื่อตอบสนองต่อผู้ใช้ภายในองค์การเป็นหลัก อย่างไรก็ตามในปัจจุบันหุ้นส่วนทางการค้าอาจจะมีส่วนในการป้อนข้อมูลและอนุญาตให้หน่วยงานที่เป็นหุ้นส่วนใช้ผลที่ได้จาก TPS โดยตรง

• กระบวนการประมวลผลข้อมูลมีการดำเนินการเป็นประจำ เช่น ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกสองสัปดาห์

• มีความสามารถในการเก็บฐานข้อมูลจำนวนมาก

• มีการประมวลผลข้อมูลที่รวดเร็ว เนื่องจากมีปริมาณข้อมูลจำนวนมาก

• TPS จะคอยติดตามและรวบรวมข้อมูลภายหลังที่ผลิตข้อมูลออกมาแล้ว

• ข้อมูลที่ป้อนเข้าไปและที่ผลิตออกมามีลักษณะมีโครงสร้างที่ชัดเจน (structured data)

• ความซับซ้อนในการคิดคำนวณมีน้อย

• มีความแม่นยำค่อนข้างสูง การรักษาความปลอดภัย ตลอดจนการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลมีความสำคัญเกี่ยวข้องโดยตรงกับ TPS

• ต้องมีการประมวลผลที่มีความน่าเชื่อถือสูง


กระบวนการของ TPS

กระบวนการประมวลข้อมูลของ TPS มี 3 วิธี คือ (Stair & Reynolds, 1999)

1) Batch processing การประมวลผลเป็นชุดโดยการรวบรวมข้อมูลที่เกิดจากธุรกรรมที่เกิดขึ้นและรวมไว้เป็นกลุ่มหรือเป็นชุด (batch) เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง หรือจัดลำดับให้เรียบร้อยก่อนที่จะส่งไปประมวลผล โดยการประมวลผลนี้จะกระทำเป็นระยะๆ (อาจจะทำทุกคืน ทุก 2-3 วัน หรือทุกสัปดาห์)

2) Online processing คือ ข้อมูลจะได้รับการประมวลผลและทำให้เป็นเอาท์พุททันทีที่มีการป้อนข้อมูลของธุรกรรมเกิดขึ้น เช่น การเบิกเงินจากตู้ ATM จะประมวลผลและดำเนินการทันที เมื่อมีลูกค้าใส่รหัสและป้อนข้อมูลและคำสั่งเข้าไปในเครื่อง

3) Hybrid systems เป็นวิธีการผสมผสานแบบที่ 1) และ2) โดยอาจมีการรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นทันทีแต่การประมวลผลจะทำในช่วงกระยะเวลาที่กำหนด เช่น แคชเชียร์ที่ป้อนข้อมูล การซื้อขายจากลูกค้าเข้าคอมพิวเตอร์ ณ จุดขายของ แต่การประมวลผลข้อมูลจากแคชเชียร์ทุกคนอาจจะทำหลังจากนั้น (เช่น หลังเลิกงาน)


Customer Integrated Systems (CIS)



เป็นระบบสารสนเทศซึ่งพัฒนามาจาก TPS โดยลูกค้าสามารถป้อนข้อมูลและทำการประมวลผลด้วยตนเองได้ เช่น ATM (Automated teller machines) ซึ่งช่วยให้ลูกค้า สามารถติดต่อกับธนาคารได้ทุกที่และทุกเวลา ATM ทำให้ลูกค้ามีความคล่องตัวในการเข้าถึง มากขึ้น และทำให้ธนาคารไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานจำนวนมากอีกต่อไป ซึ่งช่วยให้ธนาคารประหยัดเงินได้จำนวนหลายล้านบาทต่อปี ดังนั้นบางธนาคารจึงได้ส่งเสริมให้ลูกค้าในการใช้ ATM โดยการคิดค่าธรรมเนียมหากลูกค้าติดต่อกับพนักงานในการเบิกถอนเงินในลักษณะที่สามารถเบิกถอนได้กับเครื่อง ATM (Haag et al.,2000)

นอกจากงานของธนาคารแล้ว ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้นำระบบ CIS มาใช้เพื่อให้นักศึกษาสามารถลงทะเบียน โดยผ่านเครื่องโทรศัพท์ นอกจากนี้ CIS ยังช่วยให้ประชาชนสามารถจ่ายค่าน้ำค่าไปจากคอมพิวเตอร์ที่บ้านก็ได้


หน้าที่ การทำงานของ TPS

งานเงินเดือน (Payroll)

- การติดตามเวลาการทำงานของพนักงาน
- การคิดเงินเดือน โดยมีการหักภาษี ค่าประกัน หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ

- การออกเช็คเงินเดือนหรือการโอนเงินเดือนเข้าบัญชีให้กับลูกจ้าง

การสั่งซื้อสินค้า (Purchasing)

- การสั่งซื้อหรือบริการต่างๆ
- การบันทึกข้อมูล การส่งสินค้าหรือบริการจากซัพพลายเออร์

การเงินและการบัญชี

- การบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับรายรับ (Finance and Accounting)
- การบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

- การติดตามค่าใช้จ่ายต่างๆ

การขาย (Sales)

- การบันทึกข้อมูลการขาย
- การออกใบเสร็จรับเงินหรือบิลส่งสินค้า

- การติดตามข้อมูลรายรับ

- การบันทึกการจ่ายหนี้

- การเก็บข้อมูลการส่งสินค้าหรือบริการไปยังลูกค้า

วัสดุคงคลัง

- การติดตามการใช้วัสดุภายในหน่วยงาน (Inventory Management)
- การติดตามระดับปริมาณของวัสดุคงเหลือ

- การสั่งซื้อวัสดุที่จำเป็น

ที่มา ปรับจาม Turban et al. (2001:43)





โดย: นาย กฤษฎา ศรีรักษา ศุกร์(เช้า) ม.15 IP: 58.147.38.36 วันที่: 25 มิถุนายน 2552 เวลา:14:43:55 น.  

 
ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่ง
การลงบัญชี (Book keeping) เพื่อบันทึกข้อมูลรายการทางธุรกิจ
การออกคำสั่ง (Issuance) เพื่อออกคำสั่ง เช่น เอกสารการจ่ายเงิน ใบกำกับสินค้า
การควบคุมรายงาน (Control reporting) เพื่อควบคุมการปฏิบัติ เช่นคุมการจ่ายเงินเดือน


โดย: นางสาวลำไพ พูลเกษม ศุกร์ ม.15 เช้าวันที่25 มิถุนายน 2552 IP: 58.147.38.36 วันที่: 25 มิถุนายน 2552 เวลา:14:44:12 น.  

 
ทรัพยากรสารสนเทศ

วัสดุตีพิมพ์ จัดเก็บโดยแบ่งตามหมวดหมู่ทศนิยมดิวอี้ และใช้ตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ ดังนี้

(๑) หนังสืออ้างอิง
(๒) วิทยานิพนธ์
(๓) รายงานประจำปี
(๔) คู่มือมหาวิทยาลัย/คู่มือการศึกษา
(๕) รายงานนักศึกษา
(๖) หนังสืออนุสรณ์งานศพ
(๗) สิ่งพิมพ์มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่
(๘) นิยาย /นวนิยาย
(๙) เรื่องสั้น
สัญลักษณ์
''
''
''
''
''
''
''
''

อ (ภาษาไทย), R (ภาษาอังกฤษ)
ว (ภาษาไทย), The (ภาษาอังกฤษ)
Y
U
ST
อศ
NC

รส


วัสดุไม่ตีพิมพ์ ได้แก่ แถบวิดีทัศน์ ซีดีรอม เทปบันทึกเสียง จัดเก็บโดยใช้ตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ ดังนี้


(๑) เทปบันทึกเสียง(Tape cassette)
(๒) แถบวิดีทัศน์ (Video cassette)
(๓) ซีดีรอมประกอบหนังสือ(CD-ROM)
(๔) ซีดีรอม (CD-ROM)
(๕) แผ่นบันทึกข้อมูลคอมพิวเตอร์(Diskette) สัญลักษณ์
''
''
''
''
T
V
C
VC
D




ที่มา


โดย: นางสาวลำไพ พูลเกษม ศุกร์ ม.15 เช้า วันที่25 มิ.ย 2552 IP: 58.147.38.36 วันที่: 25 มิถุนายน 2552 เวลา:14:54:04 น.  

 
หน้าแรก
เกี่ยวกับสำนัก
โครงสร้างสำนัก
บุคลากร
งานบริการ
ทรัพยากรสารสนเทศ
จุลสาร สวบ.
ลิงค์ที่น่าสนใจ
ติดต่อสำนัก

WEB LINKS
eService
eClassroom
eOffice
eMail
eDatabase
eLibrary
Uradio
ทรัพยากรสารสนเทศ

สำนักวิทยบริการ ให้บริการทรัพยากรสารสนเทศ 3 ประเภทใหญ่ ๆ
ด้วยกันคือ

1. หนังสือ

สำนักวิทยบริการ จัดหมวดหมู่หนังสือตามระบบทศนิยมดิวอี้ (DDC) ซึ่งใช้ตัวเลขเป็นสัญลักษณ์แทนเนื้อหาของหนังสือ โดยเรียงบนชั้นจากเลขน้อยไปเลขมาก จากซ้ายไปขวา
ดังหมวดหมู่ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป
100 ปรัชญา
200 ศาสนา
300 สังคมศาสตร์
400 ภาษาศาสตร์
500 วิทยาศาสตร์
600 เทคโนโลยี
700 ศิลปะ
800 วรรณคดี
900 ประวัติศาสตร์
นอกจากนั้นยังมีหมวดหมู่พิเศษที่กำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าดังนี้
ว วิทยานิพนธ์
วจ งานวิจัยของอาจารย์
คง โครงงานนักศึกษา
รป รายงานประจำปี
ย/Ju หนังสือสำหรับเด็ก
น/Fic นวนิยาย
ร.ส./S.C. เรื่องสั้น
อ/Ref. หนังสืออ้างอิง




2. สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง ประกอบด้วย

2.1 วารสาร
2.2 จุลสาร
2.3 หนังสือพิมพ์








3. สื่อโสตทัศน์

3.1 สื่อการเรียนการสอน
3.2 สื่อบันเทิง









โดย: นาย กฤษฎา ศรีรักษา ศุกร์(เช้า) ม.15 IP: 58.147.38.36 วันที่: 25 มิถุนายน 2552 เวลา:15:02:03 น.  

 
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

คำตอบคือ...

สำนักวิทยบริการ ให้บริการทรัพยากรสารสนเทศ 3 ประเภทใหญ่ ๆ
ด้วยกันคือ

1. หนังสือ
สำนักวิทยบริการ จัดหมวดหมู่หนังสือตามระบบทศนิยมดิวอี้ (DDC) ซึ่งใช้ตัวเลขเป็นสัญลักษณ์แทนเนื้อหาของหนังสือ โดยเรียงบนชั้นจากเลขน้อยไปเลขมาก จากซ้ายไปขวา
ดังหมวดหมู่ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป
100 ปรัชญา
200 ศาสนา
300 สังคมศาสตร์
400 ภาษาศาสตร์
500 วิทยาศาสตร์
600 เทคโนโลยี
700 ศิลปะ
800 วรรณคดี
900 ประวัติศาสตร์
นอกจากนั้นยังมีหมวดหมู่พิเศษที่กำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าดังนี้
ว วิทยานิพนธ์
วจ งานวิจัยของอาจารย์
คง โครงงานนักศึกษา
รป รายงานประจำปี
ย/Ju หนังสือสำหรับเด็ก
น/Fic นวนิยาย
ร.ส./S.C. เรื่องสั้น
อ/Ref. หนังสืออ้างอิง

2. สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง ประกอบด้วย
2.1 วารสาร
2.2 จุลสาร
2.3 หนังสือพิมพ์

3. สื่อโสตทัศน์
3.1 สื่อการเรียนการสอน
3.2 สื่อบันเทิง


ที่มา....
http://eportfolio.hu.ac.th/library/index.php?option=com_content&task=section&id=15&Itemid=52





โดย: นางสาวศศิวิมล ภาณุพงศ์ภูสิทธิ์ หมู่8(พฤหัสเช้า) IP: 125.26.243.46 วันที่: 25 มิถุนายน 2552 เวลา:22:04:07 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
Transaction processing คือ ระบบที่ใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับ งานขั้นพื้นฐานขององค์กร หรือ เกี่ยวกับการบันทึกรายการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในองค์กร เช่นการฝากเงิน การถอนเงิน การซื้อ/ขายสินค้า
Middleware คือ โปรแกรมที่ใช้จัดการ และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกับระบบหลังร้าน ตัวอย่างของ middleware ที่รู้จักกันดีก็คือ CORBA และ Java RMI ข้อดีของ middleware ก็คือลดความซับซ้อนในการสร้าง applications เราสามารถเขียน applications ที่เรียกใช้งาน remote method ได้โดยไม่ต้อง คำนึงถึงการติดต่อผ่านเครือข่าย ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าจะเรียกใช้ method เหล่านั้นได้ที่ไหน ดังนั้นการพัฒนา application จึงเป็นไปได้ง่าย รวดเร็ว และลดข้อผิดพลาดไปได้มาก
ที่มา http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=49a4e3447fab88fe


โดย: นายจักรกริช โพธิวงษ์ (ศุกร์) เช้า หมู่15 IP: 172.29.6.7, 202.29.5.62 วันที่: 26 มิถุนายน 2552 เวลา:9:35:22 น.  

 
ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น
หน้าที่การประมวลผลรายการ (Transaction processing function)
การลงบัญชี (Book keeping) เพื่อบันทึกข้อมูลรายการทางธุรกิจ
การออกคำสั่ง (Issuance) เพื่อออกคำสั่ง เช่น เอกสารการจ่ายเงิน ใบกำกับสินค้า
การควบคุมรายงาน (Control reporting) เพื่อควบคุมการปฏิบัติ เช่นคุมการจ่ายเงินเดือน

ที่มา http://www.thaiall.com/mis/mis09.htm

ทรัพยากรสารสนเทศ

สำนักวิทยบริการ ให้บริการทรัพยากรสารสนเทศ 3 ประเภทใหญ่ ๆ
ด้วยกันคือ

1. หนังสือ

สำนักวิทยบริการ จัดหมวดหมู่หนังสือตามระบบทศนิยมดิวอี้ (DDC) ซึ่งใช้ตัวเลขเป็นสัญลักษณ์แทนเนื้อหาของหนังสือ โดยเรียงบนชั้นจากเลขน้อยไปเลขมาก จากซ้ายไปขวา
ดังหมวดหมู่ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป
100 ปรัชญา
200 ศาสนา
300 สังคมศาสตร์
400 ภาษาศาสตร์
500 วิทยาศาสตร์
600 เทคโนโลยี
700 ศิลปะ
800 วรรณคดี
900 ประวัติศาสตร์
นอกจากนั้นยังมีหมวดหมู่พิเศษที่กำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าดังนี้
ว วิทยานิพนธ์
วจ งานวิจัยของอาจารย์
คง โครงงานนักศึกษา
รป รายงานประจำปี
ย/Ju หนังสือสำหรับเด็ก
น/Fic นวนิยาย
ร.ส./S.C. เรื่องสั้น
อ/Ref. หนังสืออ้างอิง




2. สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง ประกอบด้วย

2.1 วารสาร
2.2 จุลสาร
2.3 หนังสือพิมพ์








3. สื่อโสตทัศน์

3.1 สื่อการเรียนการสอน
3.2 สื่อบันเทิง


ที่มา http://eportfolio.hu.ac.th/library/index.php?option=com_content&task=section&id=15&Itemid=52



โดย: อนุชิต จำปาเรือง 15 (ศ ช) IP: 172.29.6.24, 202.29.5.62 วันที่: 26 มิถุนายน 2552 เวลา:9:45:01 น.  

 
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

1. หนังสือ

สำนักวิทยบริการ จัดหมวดหมู่หนังสือตามระบบทศนิยมดิวอี้ (DDC) ซึ่งใช้ตัวเลขเป็นสัญลักษณ์แทนเนื้อหาของหนังสือ โดยเรียงบนชั้นจากเลขน้อยไปเลขมาก จากซ้ายไปขวา
ดังหมวดหมู่ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป
100 ปรัชญา
200 ศาสนา
300 สังคมศาสตร์
400 ภาษาศาสตร์
500 วิทยาศาสตร์
600 เทคโนโลยี
700 ศิลปะ
800 วรรณคดี
900 ประวัติศาสตร์
นอกจากนั้นยังมีหมวดหมู่พิเศษที่กำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าดังนี้
ว วิทยานิพนธ์
วจ งานวิจัยของอาจารย์
คง โครงงานนักศึกษา
รป รายงานประจำปี
ย/Ju หนังสือสำหรับเด็ก
น/Fic นวนิยาย
ร.ส./S.C. เรื่องสั้น
อ/Ref. หนังสืออ้างอิง




2. สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง ประกอบด้วย

2.1 วารสาร
2.2 จุลสาร
2.3 หนังสือพิมพ์








3. สื่อโสตทัศน์

3.1 สื่อการเรียนการสอน
3.2 สื่อบันเทิง



โดย: นายจักรกริช โพธิวงษ์ (ศุกร์) เช้า หมู่15 IP: 172.29.6.7, 202.29.5.62 วันที่: 26 มิถุนายน 2552 เวลา:9:52:06 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบ เป็นระบบสารสนเทศที่เกี่ยวกับการบันทึกและประมวลข้อมูลที่เกิดจากธุรกรรมหรือการปฏิบัติงานประจำหรืองานขั้นพื้นฐานขององค์การ เช่น การซื้อขายสินค้า การบันทึกจำนวนวัสดุคงคลัง เมื่อใดก็ตามที่มีการทำธุรกรรมหรือปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าวข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นทันที เช่น ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็คือ ชื่อลูกค้า ประเภทของลูกค้า จำนวนและราคาของสินค้าที่ขายไป รวมทั้งวิธีการชำระเงินของลูกค้า

ที่มา http://elearning.northcm.ac.th/it/lesson8-1.asp


โดย: นางสาวจันทร์ธิมา หงสระคู หมู่ 1 (วันจันทร์บ่าย) IP: 117.47.133.187 วันที่: 26 มิถุนายน 2552 เวลา:19:12:52 น.  

 
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ตอบ 2 ประเภท
1. ทรัพยากรสารสนเทศประเภทสิ่งพิมพ์
ทั้งหมด 5 ประเภท
1.1 หนังสือ
1.2 วารสาร
1.3 หนังสือพิมพ์
1.4 จุลสาร
1.5 กฤตภาค

2. ทรัพยากรสารสนเทศที่ไม่ใช่สิ่งพิมพ์ มี 3 กลุ่ม
2.1 ทัศนวัสดุ
2.2 โสตทัศนวัสดุ
2.3 สื่อดิจิตัล

ที่มา mail.cm.edu/~thanapun/chapter2.ppt




โดย: นางสาวจันทร์ธิมา หงสระคู หมู่ 1 (วันจันทร์บ่าย) IP: 117.47.133.187 วันที่: 26 มิถุนายน 2552 เวลา:19:52:16 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบ การประมวลผลด้วยรายการเปลี่ยนแปลง การประมวลผลข้อมูลด้วยการนำแฟ้มข้อมูลที่บรรจุรายการเปลี่ยนแปลง หรือรายการแก้ไข อ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อปรับปรุงรายการในแฟ้มข้อมูลหลัก (master file)

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ตอบ - หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
http://guru.sanook.com/dictionary/dict_comp/transaction_processing/



โดย: นางสาวมาริษา ดวงกุลสา 52040305128 ภาษาอังกฤษธุรกิจ เรียนเช้าวันพฤหัสบดี IP: 117.47.130.24 วันที่: 28 มิถุนายน 2552 เวลา:14:23:29 น.  

 
ตอบข้อที่ 2.1
คือ การประมวลผลข้อมูลด้วยการนำแฟ้มข้อมูลที่บรรจุรายการเปลี่ยนแปลง หรือรายการแก้ไข อ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อปรับปรุงรายการในแฟ้มข้อมูลหลัก (master file)
ที่มาhttp://guru.sanook.com/dictionary/dict_comp/transaction_processing/



โดย: นางสาวอรสา จุไธสง หมู่ 1 (จันทร์บ่าย) IP: 172.29.9.56, 202.29.5.62 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:12:25:42 น.  

 
ตอบข้อที่ 2.2
ทรัพยากรมี 2ประเภทคือ
1. ทรัพยากรสารสนเทศประเภทสิ่งพิมพ์
ทั้งหมด 5 ประเภท
1.1 หนังสือ
1.2 วารสาร
1.3 หนังสือพิมพ์
1.4 จุลสาร
1.5 กฤตภาค

2. ทรัพยากรสารสนเทศที่ไม่ใช่สิ่งพิมพ์ มี 3 กลุ่ม
2.1 ทัศนวัสดุ
2.2 โสตทัศนวัสดุ
2.3 สื่อดิจิตัล

ที่มา mail.cm.edu/~thanapun/chapter2.ppt


โดย: นางสาวอรสา จุไธสง หมู่ 1 (จันทร์บ่าย) IP: 172.29.9.56, 202.29.5.62 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:12:33:40 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น
หน้าที่การประมวลผลรายการ (Transaction processing function)
การลงบัญชี (Book keeping) เพื่อบันทึกข้อมูลรายการทางธุรกิจ
การออกคำสั่ง (Issuance) เพื่อออกคำสั่ง เช่น เอกสารการจ่ายเงิน ใบกำกับสินค้า
การควบคุมรายงาน (Control reporting) เพื่อควบคุมการปฏิบัติ เช่นคุมการจ่ายเงินเดือน

http://www.thaiall.com/mis/mis09.htm

นายวีระวิทย์ นาคเสน หมู่ 1 เรียนจันทย์ บ่าย


2.2 ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html

นายวีระวิทย์ นาคเสน หมู่ 1 เรียนจันทย์ บ่าย


โดย: นายวีระวิทย์ นาคเสน หมู่ 1 เรียนจันทย์ บ่าย IP: 172.29.9.152, 58.137.131.62 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:13:34:23 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
หมายถึง การประมวลผลข้อมูลด้วยการนำแฟ้มข้อมูลที่บรรจุรายการเปลี่ยนแปลง หรือรายการแก้ไข อ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อปรับปรุงรายการในแฟ้มข้อมูลหลัก (master file)

ที่มา: http://guru.sanook.com/dictionary/dict_comp/transaction_processing/

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ลักษณะเด่นที่สำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศมีดังนี้
1. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในการประกอบการทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการอุตสาหกรรม จำเป็นต้องหาวิธีในการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารเข้ามาช่วยทำให้เกิดระบบอัตโนมัติ เราสามารถฝากถอนเงินสดผ่านเครื่องเอทีเอ็มได้ตลอดเวลา ธนาคารสามารถให้บริการได้ดีขึ้น ทำให้การบริการโดยรวมมีประสิทธิภาพ ในระบบการจัดการทุกแห่งต้องใช้ข้อมูลเพื่อการดำเนินการและการตัดสินใจ ระบบธุรกิจจึงใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วยในการทำงาน เช่น ใช้ในระบบจัดเก็บเงินสด จองตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น
2. เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนรูปแบบการบริการเป็นแบบกระจาย เมื่อมีการพัฒนาระบบข้อมูล และการใช้ข้อมูลได้ดี การบริการต่าง ๆ จึงเน้นรูปแบบการบริการแบบกระจาย ผู้ใช้สามารถสั่งซื้อสินค้าจากที่บ้าน สามารถสอบถามข้อมุลผ่านทางโทรศัพท์ นิสิตนักศึกษาบางมหาวิทยาลัยสามารถใช้คอมพิวเตอร์สอบถามผลสอบจากที่บ้านได้
3. เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งที่จำเป็น สำหรับการดำเนินการในหน่วยงานต่าง ๆ ปัจจุบันทุกหน่วยงานต่างพัฒนาระบบรวบรวมจัดเก็บข้อมูลเพื่อใข้ในองค์การประเทศไทยมีระบบทะเบียนราษฎร์ที่จัดทำด้วยระบบ ระบบเวชระเบียนในโรงพยาบาล ระบบการจัดเก็บข้อมูลภาษี ในองค์การทุกระดับเห็นความสำคัญที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
4. เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวข้องกับคนทุกระดับ พัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ดังจะเห็นได้จาก การพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ การใช้ตารางคำนวณ และใช้อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมแบบต่าง ๆ เป็นต้น
ที่มา:http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=025d1b4ff8a89303&clk=wttpcts




โดย: นางสาวเบญจมาศ ปวงสุข ศศ.บ.ภาษาอังกฤษ3/1 รหัส 50040302108 หมู่ 1 เรียนจันทร์-บ่าย IP: 172.29.9.44, 58.137.131.62 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:15:30:54 น.  

 

2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

Transaction processing คือ ระบบที่ใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับ งานขั้นพื้นฐานขององค์กร หรือ เกี่ยวกับการบันทึกรายการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในองค์กร เช่นการฝากเงิน การถอนเงิน การซื้อ/ขายสินค้า

ที่มา
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=49a4e3447fab88fe


โดย: น.ส. วริศรา ทิมแดง (ม.8 เช้า พฤ. ) IP: 172.29.85.24, 58.137.131.62 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:15:46:06 น.  

 
ข้อ1
ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น

ที่มา http://www.thaiall.com/mis/mis09.htm

ข้อ2

ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม

การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)

งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )

ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้

ที่มาhttp://61.19.96.22/library/resource_library.html


โดย: น.ส นิภารัตน์ เครือเนตร (ม.1 จันทร์ บ่าย)รหัส 51040240103 IP: 172.29.168.65, 58.137.131.62 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:15:58:49 น.  

 
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศได้แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
1. วัสดุตีพิมพ์ (printed materials)
2. วัสดุไม่ตีพิมพ์ (non-printed material)
3. ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronic database)
ทรัพยากรสารสนเทศแต่ละประเภทมีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนี้

วัสดุตีพิมพ์
วัสดุตีพิมพ์ หมายถึงวัสดุที่บันทึกสารสนเทศในรูปแบบของตัวอักษร ภาพและสัญลักษณ์อื่น ๆ โดยผ่านกระบวนการตีพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ กฤตภาค เป็นต้น วัสดุตีพิมพ์จัดแยกประเภทตามลักษณะรูปเล่มและวัตถุประสงค์ในการจัดทำได้ดังนี้
1. หนังสือ
หนังสือเป็นสิ่งพิมพ์ที่รวบรวมสารสนเทศทั้งทางด้านวิชาการ สารคดีและบันเทิงคดี ให้เนื้อหาที่จบบริบูรณ์ในเล่มเดียวหรือหลายเล่มที่เรียกว่า หนังสือชุด ประเภทของหนังสือจัดแยกตามลักษณะเนื้อหา ได้ดังนี้
1.1 หนังสือวิชาการหรือหนังสือตำรา (text book) หมายถึงหนังสือที่ให้ความรู้ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง โดยผู้แต่งที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา การนำเสนอเนื้อหามักใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง มีภาพประกอบ ตาราง แผนภูมิ แผนที่ แผนผัง เพื่อการอธิบายเรื่องราวให้ละเอียดชัดเจน
1.2 หนังสือสารคดี หมายถึงหนังสือที่นำเสนอเรื่องราวกึ่งวิชาการเพื่อความเพลิดเพลินในการอ่าน และหลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาสาระได้โดยง่าย เช่น หนังสือนำเที่ยว หนังสือสรรพสาระ (Reader Dijet) เป็นต้น
1.3 หนังสือแบบเรียน หมายถึงหนังสือที่จัดทำขึ้นตามหลักสูตรรายวิชาเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนของนักเรียนนักศึกษาในระดับต่าง ๆ นำเสนอเนื้อหาตามข้อกำหนดในหลักสูตร ต่างจากหนังสือตำราทั่วไปที่มีคำถามท้ายบทเพื่อให้ผู้เรียนได้ประเมินผลการเรียนและทบทวนบทเรียน
1.4 หนังสืออ้างอิง (reference books) หมายถึงหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวข้อเท็จจริงในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า เช่น หนังสือสารานุกรม พจนานุกรม นามานุกรม หนังสืออ้างอิงชีวประวัติ หนังสืออ้างอิงภูมิศาสตร์ หนังสือรายปี หนังสือบรรณานุกรม หนังสือดัชนีและสาระสังเขป และหนังสือคู่มือ เป็นต้น โดยทั่วไปทางห้องสมุดจะจัดแยกหนังสืออ้างอิงออกจากหนังสือทั่วไป เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และมักจะไม่ให้ยืมออกจากห้องสมุด ทั้งนี้เพราะผู้ค้นคว้าต้องการคำตอบในปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องอ่านตลอดเล่ม และเพื่อให้สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลา
1.5 วิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ (thesis or dissertation) เป็นรายงานผลการค้นคว้าวิจัยเพื่อขอรับปริญญาตามหลักสูตรในระดับปริญญาโท (thesis) และ ปริญญาเอก (dissertation) เนื่องจากเป็นรายงานผลการค้นพบสาระความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่ได้จากการสำรวจ ทดลอง วิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบภายใต้การให้คำปรึกษาจากอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่าง ๆ จึงเหมาะสำหรับการใช้เป็นข้อมูลประกอบการเขียนเอกสารตำราวิชาการ หรือรายงานภาคนิพนธ์
1.6 รายงานการวิจัย (research report) เสนอสารสนเทศที่เป็นผลผลิตจากการศึกษา ค้นคว้าวิจัย- เนื้อหามักประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ข้อความเกี่ยวกับ ผู้เขียน สาระสังเขป บทนำ วัตถุประสงค์ ขอบเขต และวิธีดำเนินการวิจัย ผลการวิจัย บทสรุป และ รายการอ้างอิง
1.7 รายงานการประชุมทางวิชาการ (proceedings) ให้สารสนเทศที่ได้จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเป็นข้อสรุปในการแก้ปัญหา ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรู้ใหม่ที่ค้นพบ หรือข้อตกลงในแผนงานหรือนโยบายใหม่ ที่นักวิชาการนำเสนอในการประชุมทางวิชาการหรือวิชาชีพ- -
1.8 นวนิยายและเรื่องสั้น (short story collection) เป็นหนังสือที่แต่งขึ้นตามจินตนาการ เน้นความสนุกความเพลิดเพลิน และความซาบซึ้งในอรรถรสวรรณกรรม สารสนเทศจากนวนิยายนำมาใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงข้อเท็จจริงไม่ได้
2. วารสารและนิตยสาร
วารสารและนิตยสารมาจากคำในภาษาอังกฤษ 3 คำ คือ Magazine, Journal และ Periodical มีความหมายแตกต่างกันตามลักษณะเนื้อหาที่นำเสนอ Magazine หรือเรียกว่า “นิตยสาร” มักจะเน้นเนื้อหาทางด้านบันเทิงคดี Journal หรือเรียกว่า “วารสาร” จะเน้นเนื้อหาทางวิชาการ ส่วนคำว่า Periodical หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นวาระ มีความหมายรวมทั้ง Magazine และ Journal เช่นเดียวกับคำว่า “วารสาร” ในภาษาไทยที่มีความหมายรวมถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นวาระ มีความหมายรวมทั้งนิตยสารและวารสาร
วารสารเป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกตามกำหนดระยะเวลาอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายสัปดาห์ รายปักษ์ (สองสัปดาห์) หรือรายเดือน ให้สารสนเทศในรูปแบบ “บทความ” จากผู้แต่งหลายคน เนื้อหาสาระอาจเป็นเรื่องในสาขาวิชาเดียวกัน หรือรวมเรื่อง ซึ่งอาจแบ่งประเภทวารสารตามลักษณะเนื้อหาเป็น 3 ประเภท คือ
2.1 วารสารวิชาการ (journals or periodicals) เช่น ราชภัฏกรุงเก่า/ จุฬาลงกรณ์รีวิว/ วารสารวิจัย/ วารสารราชบัณฑิตยสถาน/ พัฒนาชุมชน/ วารสารกฎหมายเพื่อชีวิต/ Journal of Science, Technology and Humanities/ Journal of Teacher Education / Educational Research/ ASEAN Journal on Science เป็นต้น
2.2 วารสารทั่วไปหรือนิตยสาร (magazine) เช่น เที่ยวรอบโลก / สารคดี/ สมุนไพรเพื่อชีวิต/ รักลูก/ สกุลไทย/ หญิงไทย/ สร้างเงินสร้างงาน/ สานแสงอรุณ/ ไฮ-คลาส/ ต่วย’ตูนพิเศษ/ National Geographic/ Discover/ Reader’s Digest เป็นต้น
2.3 วารสารข่าวหรือวิจารณ์ข่าว (news magazine) เช่น มติชนสุดสัปดาห์/ สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์/ เอกสารข่าวรัฐสภา/ Time/ Newsweek/ AsiaNews
3. หนังสือพิมพ์
หนังสือพิมพ์ (newspaper) เป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกตามระยะเวลาที่กำหนด อาจเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายปักษ์ แต่ส่วนใหญ่จะพิมพ์เผยแพร่เป็นรายวัน
ประเภทของหนังสือพิมพ์อาจจัดแยกตามลักษณะการนำเสนอเนื้อหาออกเป็น 2 ประเภทคือ หนังสือพิมพ์ปริมาณ และหนังสือพิมพ์คุณภาพ
หนังสือพิมพ์ปริมาณจะเน้นการเสนอเนื้อหาและวิธีการเขียนที่เร้าอารมณ์ ชวนอ่าน ข่าวส่วนใหญ่จะเป็น “ข่าวอ่อน” (soft news) เช่น ข่าวอุบัติเหตุ ข่าวสังคม ข่าวอาชญากรรม ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา เป็นต้น
หนังสือพิมพ์คุณภาพจะเน้นเสนอเนื้อหาที่ให้รายละเอียดตามข้อเท็จจริง วิธีการเขียนจะไม่เร้าอารมณ์เหมือนหนังสือพิมพ์ปริมาณ ข่าวส่วนใหญ่จะเป็น “ข่าวแข็ง” (hard news) เช่น ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมือง ข่าวต่างประเทศ ข่าวการศึกษา ข่าวศิลปะวัฒนธรรม เป็นต้น
หนังสือพิมพ์บางประเภทนำเสนอข่าวเฉพาะเรื่องเช่นข่าวธุรกิจ ได้แก่หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ ข่าวพาณิชย์ ฯลฯ หรือเสนอเฉพาะข่าวกีฬาได้แก่ โลกกีฬา สยามกีฬา ฯลฯ หรือเสนอข่าวการศึกษาและการจัดหางานได้แก่ วัฏจักรการศึกษา แรงงานไทย ตลาดแรงงานตลาดบันเทิง ฯลฯ ซึ่งหนังสือพิมพ์เฉพาะเรื่องจะออกเป็นรายสัปดาห์มากกว่ารายวัน
หนังสือพิมพ์และวารสารแตกต่างกันที่วิธีการนำเสนอเนื้อหา วารสารจะนำเสนอเรื่องราวสาระในรูปบทความเช่น บทความทางวิชาการ หรือสารคดี และหากเป็นวารสารข่าวจะนำเสนอในลักษณะการนำข่าวที่เกิดขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนหนังสือพิมพ์จะนำเสนอข่าวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสด ๆ ในชีวิตประจำวัน
4. จุลสาร
จุลสาร (pamphlets) คือสิ่งพิมพ์ที่มีขนาดเล็ก ปกอ่อน ความหนาอยู่ระหว่าง 2 – 60 หน้า เป็นสิ่งพิมพ์ที่หน่วยงานราชการ องค์การ บริษัท ห้างร้าน สถาบัน สมาคมและหน่วยงานต่าง ๆ จัดพิมพ์เผยแพร่เรื่องราว ความรู้สั้น ๆ เนื้อหาทันสมัย อ่านเข้าใจง่าย แม้จะให้รายละเอียดไม่มากนัก แต่ใช้สำหรับค้นคว้าเพิ่มเติมและอ้างอิงได้
5. กฤตภาค
กฤตภาค (clipping) เป็นวัสดุตีพิมพ์ที่เกิดจากการเลือกและจัดเก็บ บทความที่น่าสนใจจากหนังสือพิมพ์หรือวารสารฉบับล่วงเวลา ซึ่งอาจเป็นข่าว บทความวิชาการหรือรูปภาพ เรื่องใดเรื่องหนึ่งเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาหาความรู้
6. สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ
สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่มีความพิเศษที่แตกต่างจากสิ่งพิมพ์ทั่วไป ทางด้านลักษณะรูปทรง วัสดุที่ใช้ในการบันทึก และการนำเสนอเนื้อหาสารสนเทศในลักษณะพิเศษเฉพาะเจาะจง สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษที่จัดให้บริการในห้องสมุดและสถาบันบริการสารสนเทศ ได้แก่
6.1 เอกสารสิทธิบัตร (patents) ให้สารสนเทศเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการประดิษฐ์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ประกอบด้วยรายละเอียด 3 ส่วน คือรายละเอียดทางบรรณานุกรม การประดิษฐ์ และรายละเอียดการขอถือสิทธิตัวอย่างเอกสารสิทธิบัตรแสดงในรูปภาพที่
ขอบเขตสาระสำคัญในเอกสารสิทธิบัตรแต่ละฉบับ จะให้ความรู้ไม่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดเช่น เอกสารสิทธิบัตรเรื่องเครื่องพิมพ์ดีด ในเอกสารสิทธิบัตรฉบับหนึ่งจะกล่าวถึงกลไกการป้อนกระดาษ อีกฉบับหนึ่งจะบรรยายเฉพาะกลไกการบังคับการหมุนของผ้าหมึก ดังนั้น ถ้าจะสร้างเครื่องพิมพ์ดีด ก็จะต้องศึกษาวิธีการทำเครื่องบังคับกลไกต่าง ๆ ของเครื่องพิมพ์ดีดในเอกสารสิทธิบัตรหลายฉบับ
แหล่งบริการเอกสารสิทธิบัตรติดต่อขอใช้บริการได้ที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ถนนสนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี และสำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมวิทยาศาสตร์บริการ หรือที่เว็บไซต์ http://siweb.dss.go.th/patent
6.2 เอกสารมาตรฐาน (Standards) เป็นเอกสารที่ระบุข้อกำหนดหรือเกณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงคุณภาพ ความเหมาะสม ความปลอดภัย หรือคุณค่าของสิ่งของ เครื่องมือ และวิธีการปฏิบัติ ที่เป็นมาตรฐาน เอกสารประเภทนี้สามารถนำไปใช้เป็นเอกสารอ้างอิงในการกำหนดระเบียบ คู่มือ หรือใช้เป็นข้อบังคับในทางกฎหมายได้ เอกสารมาตรฐานประกอบด้วยสารสนเทศ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นเนื้อหามาตรฐานและส่วนข้อมูลเพิ่มเติม
ส่วนเนื้อหามาตรฐานประกอบด้วย บทนิยาม ลัญลักษณ์และตัวย่อ คุณลักษณะที่ต้องการ (requirements) การชักตัวอย่าง (sampling) วิธีทดสอบ (test methods) การแบ่งประเภท(classification) การเรียกชื่อขนาด(designation) การทำเครื่องหมาย ฉลาก การบรรจุหีบห่อ ผนวกของเนื้อหามาตรฐาน
แหล่งบริการเอกสารมาตรฐานได้แก่ องค์การค้าระหว่างประเทศ เช่น ไอเอสโอ (International Organization for Standardization – ISO) องค์การมาตรฐานภูมิภาค เช่น มาตรฐานยุโรป หรือ อีเอ็น (Europaische Norm – EN) สำหรับเอกสารมาตรฐานของไทยติดต่อขอใช้บริการได้ที่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม

ที่มา

http://tanoo.wordpress.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-3-%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8/


โดย: น.ส. วริศรา ทิมแดง (ม.8 เช้า พฤ. ) IP: 172.29.85.24, 58.137.131.62 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:16:45:23 น.  

 
ข้อที่ 2.1
Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบ คือ
ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น
หน้าที่การประมวลผลรายการ (Transaction processing function)
การลงบัญชี (Book keeping) เพื่อบันทึกข้อมูลรายการทางธุรกิจ
การออกคำสั่ง (Issuance) เพื่อออกคำสั่ง เช่น เอกสารการจ่ายเงิน ใบกำกับสินค้า
การควบคุมรายงาน (Control reporting) เพื่อควบคุมการปฏิบัติ เช่นคุมการจ่ายเงินเดือน

--------------------------------------------------------------------------------

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นจากระบบมือ (Manual problem)
ระดับความผิดพลาด (Error level)
การสูญหายของข้อมูลทั้งถาวร และชั่วคราว (Temporary or permanent loss of data)
การเพิ่มแรงงาน (Labor intensity)
ระดับการบริการที่ไม่ดี (Poor level of service)
การตอบสนองที่ไม่ดี (Poor response)

--------------------------------------------------------------------------------

วงจรการประมวลผลรายการ (The transaction processing cycle)
การป้อนข้อมูล (Data entry)
การประมวลผลรายการ (Transaction processing)
การประมวลผลแฟ้ม และฐานข้อมูล (File and database processing)
การสร้างรายงาน และเอกสาร (Document and report generation)
การประมวลผลการสอบถาม (Inquiry processing)

--------------------------------------------------------------------------------

รูปแบบของ เอกสาร และการสร้างรายงาน (Document and report generation)
เอกสารสารสนเทศ (Information document) เช่น ใบยืนยันการสั่งซื้อ
เอกสารการส่งคืน (Turnaround document) เช่น ใบเสร็จที่ต้องส่งคืนผู้ขาย
เอกสารที่ใช้ปฏิบัติ (Action document) เช่น การจ่ายเช็ค หรือใบสั่งซื้อ
รายการทางบัญชี (Accounting statement)
การควบคุมรายการ (Control listing) เช่น รายการจ่ายเงินเดือน
รายงานการแก้ไข (Edit reports) อธิบายถึงสิ่งผิดพลาด

--------------------------------------------------------------------------------

ระบบย่อยของการประมวลผลรายการ (Transaction processing subsystem) ที่องค์การนิยมใช้
ระบบการจ่ายเงินเดือน (Payroll system)
ระบบใบสั่งซื้อ และการออกบิล (Order processing & billing)
ระบบออกบิล (Billing system)
ระบบบัญชีพัสดุ (Inventory system)
ระบบบัญชี (Accounting system)
ระบบบัญชีลูกหนี้ (Account receivable)

ที่มาwww.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361



ข้อที่ 2.2 ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

ตอบ ทรัพยากรสารสนเทศ เอกสาร ข้อมูลที่มีการบันทึกข้อมูลข่าวสาร
แบ่งออกเป็น 2ประเภทใหญ่ คือ
1). ทรัพยากรประเภทสิ่งพิมพ์
ประกอบด้วย 5ประเภท
-หนังสือ
-วรสาร
-หนังสือพิมพ์
-จุลสาร
-กฤตภาค
2). ทรัพยากรประเภทไม่ใช่สิ่งพิมพ์
ตัวอย่างเช่น
- หุ่นจำลอง
- แผ่นดิสก์
- ไมโครฟิลม์
- แผ่นภูมิ
- แผ่นใส

ที่มา http:mail.cm.edu/~thanapun/chapter2.ppt#292,39,



โดย: น.ส ชฎาพร โสภาคำ 52040281117 ชีววิทยา (จุลชีววิทยา) พฤ(เช้า)หมู่ 8 IP: 124.157.245.94 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:17:10:49 น.  

 
Transaction processing คือ ระบบที่ใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับ งานขั้นพื้นฐานขององค์กร หรือ เกี่ยวกับการบันทึกรายการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในองค์กร เช่นการฝากเงิน การถอนเงิน การซื้อ/ขายสินค้า
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=49a4e3447fab88fe
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม

http://61.19.96.22/library/resource_library.html


โดย: นางสาวสุจิตรา มหาฤทธิ์ 51040305111 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษธุรกิจ หมู่01 จันทร์บ่าย IP: 172.29.85.15, 202.29.5.62 วันที่: 30 มิถุนายน 2552 เวลา:15:33:17 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย


Transaction processing คือ ระบบที่ใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับ งานขั้นพื้นฐานขององค์กร หรือ เกี่ยวกับการบันทึกรายการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในองค์กร เช่นการฝากเงิน การถอนเงิน การซื้อ/ขายสินค้า
Middleware คือ โปรแกรมที่ใช้จัดการ และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกับระบบหลังร้าน ตัวอย่างของ middleware ที่รู้จักกันดีก็คือ CORBA และ Java RMI ข้อดีของ middleware ก็คือลดความซับซ้อนในการสร้าง applications เราสามารถเขียน applications ที่เรียกใช้งาน remote method ได้โดยไม่ต้อง คำนึงถึงการติดต่อผ่านเครือข่าย ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าจะเรียกใช้ method เหล่านั้นได้ที่ไหน ดังนั้นการพัฒนา application จึงเป็นไปได้ง่าย รวดเร็ว และลดข้อผิดพลาดไปได้มาก

ที่มา http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=49a4e3447fab88fe


โดย: นาย กีรติ จันทร์ชมภู (พฤหัสบดี ค่ำ) IP: 172.29.6.84, 202.29.5.62 วันที่: 2 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:55:39 น.  

 
Transaction processing คือ ระบบที่ใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับ งานขั้นพื้นฐานขององค์กร หรือ เกี่ยวกับการบันทึกรายการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในองค์กร เช่นการฝากเงิน การถอนเงิน การซื้อ/ขายสินค้า
Middleware คือ โปรแกรมที่ใช้จัดการ และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกับระบบหลังร้าน ตัวอย่างของ middleware ที่รู้จักกันดีก็คือ CORBA และ Java RMI ข้อดีของ middleware ก็คือลดความซับซ้อนในการสร้าง applications เราสามารถเขียน applications ที่เรียกใช้งาน remote method ได้โดยไม่ต้อง คำนึงถึงการติดต่อผ่านเครือข่าย ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าจะเรียกใช้ method เหล่านั้นได้ที่ไหน ดังนั้นการพัฒนา application จึงเป็นไปได้ง่าย รวดเร็ว และลดข้อผิดพลาดไปได้มาก
ที่มาhttp://guru.google.co.th/guru/thread?tid=49a4e3447fab88fe


โดย: นางสาวกาญจนา กล้าทางถูก พฤหัสบดี คำ IP: 172.29.6.85, 202.29.5.62 วันที่: 2 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:56:38 น.  

 
ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

ลักษณะของสารสนเทศที่ดี คือ สารสนเทศต้องถูกต้องเม่นยำ เมื่อพิจารณาสารสนเทศแล้วต้องเข้าใจง่ายมีวิธีการรวบรวมข้อมูลที่น่าเชื่อ ถือ และเป็นวิธีที่ประหยัดเหมาะสมกับราคา นอกจากนี้ต้องตรวจสอบได้ ยืดหยุ่น สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้และที่สำคัญต้องมีความปลอดภัย

ที่มา http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2&hl=th%3Ftid%3Flid


โดย: นาย กีรติ จันทร์ชมภู (พฤหัสบดี ค่ำ) IP: 172.29.6.84, 202.29.5.62 วันที่: 2 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:58:18 น.  

 
ทรัพยากรสารสนเทศ

ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ความคิด ประสบการณ์ที่เป็นแก่นหรือเนื้อหาสำคัญที่ได้จำแนก ชี้แจง แสดงออกมาให้ปรากฏ โดยการกลั่นกรองเรียบเรียงและประมวลไว้โดยใช้ภาษา สัญลักษณ์ รูปภาพ รหัส และอื่นๆ รวมทั้งบันทึกและวิธีการต่างๆ ลงบนวัสดุหลายชนิด เป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา รวมเรียกว่า ทรัพยากรสารสนเทศ (อุทัย ทุติยโพธิ์ 2535: 5) วัสดุห้องสมุด สื่อการศึกษา ทรัพยากรห้องสมุด วัสดุสื่อการศึกษา เป็นต้น ทรัพยากรสารสนเทศเป็น 1 ใน 3 ของทรัพยากรของโลกที่สำคัญที่สุดนอกจากทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ เนื่องจากเป็นทรัพยากรที่เกิดจากสติปัญญาความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เป็นเหตุให้มีการผลิตทรัพยากรสารสนเทศเพิ่มขึ้นมากมาย ซึ่งเป็นรากฐานที่จำเป็น ความก้าวหน้าของอารยธรรม และสังคม ที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์ในการใช้ทรัพยากรอื่นๆ และเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทรัพยากรสารสนเทศอาจจำแนกได้ตามการเข้าถึงและใช้สารสนเทศใน 2 แหล่งใหญ่ คือ ทรัพยากรสารสนเทศจากห้องสมุด และทรัพยากรสารสนเทศจากอินเตอร์เน็ต
ที่มาhttp://74.125.155.132/search?q=cache:yaNDLIg6CGUJ:lib.kru.ac.th/payom/doc4-1.html+%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3+%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8+%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2+%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87&cd=4&hl=th&ct=clnk&gl=th


โดย: นางสาวกาญจนา กล้าทางถูก พฤหัสบดี คำ IP: 172.29.6.85, 202.29.5.62 วันที่: 2 กรกฎาคม 2552 เวลา:18:03:19 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
=Transaction processing คือ ระบบที่ใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับ งานขั้นพื้นฐานขององค์กร หรือ เกี่ยวกับการบันทึกรายการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในองค์กร เช่นการฝากเงิน การถอนเงิน การซื้อ/ขายสินค้า
Middleware คือ โปรแกรมที่ใช้จัดการ และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกับระบบหลังร้าน ตัวอย่างของ middleware ที่รู้จักกันดีก็คือ CORBA และ Java RMI ข้อดีของ middleware ก็คือลดความซับซ้อนในการสร้าง applications เราสามารถเขียน applications ที่เรียกใช้งาน remote method ได้โดยไม่ต้อง คำนึงถึงการติดต่อผ่านเครือข่าย ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าจะเรียกใช้ method เหล่านั้นได้ที่ไหน ดังนั้นการพัฒนา application จึงเป็นไปได้ง่าย รวดเร็ว และลดข้อผิดพลาดไปได้มาก

ที่มา http://guru.google.co.th


โดย: นางสาว อุไรวรรณ หาญศึก 52240210235 ม.1 (พิเษศ) IP: 58.147.39.40 วันที่: 3 กรกฎาคม 2552 เวลา:10:11:57 น.  

 
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
=ลักษณะเด่นที่สำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศมีดังนี้
1. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในการประกอบการทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการอุตสาหกรรม จำเป็นต้องหาวิธีในการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารเข้ามาช่วยทำให้เกิดระบบอัตโนมัติ เราสามารถฝากถอนเงินสดผ่านเครื่องเอทีเอ็มได้ตลอดเวลา ธนาคารสามารถให้บริการได้ดีขึ้น ทำให้การบริการโดยรวมมีประสิทธิภาพ ในระบบการจัดการทุกแห่งต้องใช้ข้อมูลเพื่อการดำเนินการและการตัดสินใจ ระบบธุรกิจจึงใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วยในการทำงาน เช่น ใช้ในระบบจัดเก็บเงินสด จองตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น
2. เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนรูปแบบการบริการเป็นแบบกระจาย เมื่อมีการพัฒนาระบบข้อมูล และการใช้ข้อมูลได้ดี การบริการต่าง ๆ จึงเน้นรูปแบบการบริการแบบกระจาย ผู้ใช้สามารถสั่งซื้อสินค้าจากที่บ้าน สามารถสอบถามข้อมุลผ่านทางโทรศัพท์ นิสิตนักศึกษาบางมหาวิทยาลัยสามารถใช้คอมพิวเตอร์สอบถามผลสอบจากที่บ้านได้
3. เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งที่จำเป็น สำหรับการดำเนินการในหน่วยงานต่าง ๆ ปัจจุบันทุกหน่วยงานต่างพัฒนาระบบรวบรวมจัดเก็บข้อมูลเพื่อใข้ในองค์การประเทศไทยมีระบบทะเบียนราษฎร์ที่จัดทำด้วยระบบ ระบบเวชระเบียนในโรงพยาบาล ระบบการจัดเก็บข้อมูลภาษี ในองค์การทุกระดับเห็นความสำคัญที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
4. เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวข้องกับคนทุกระดับ พัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ดังจะเห็นได้จาก การพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ การใช้ตารางคำนวณ และใช้อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมแบบต่าง ๆ เป็นต้น
ที่มา:http://guru.google.co.th





โดย: นางสาว อุไรวรรณ หาญศึก 52240210235 ม.1 (พิเษศ) IP: 58.147.39.40 วันที่: 3 กรกฎาคม 2552 เวลา:10:20:05 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบ
ความหมาย
หมายถึง การประมวลผลข้อมูลด้วยการนำแฟ้มข้อมูลที่บรรจุรายการเปลี่ยนแปลง หรือรายการแก้ไข อ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อปรับปรุงรายการในแฟ้มข้อมูลหลัก (master file)

ที่มา:
http://guru.sanook.com/dictionary/dict_comp/transaction_processing/

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ตอบ
สำนักวิทยบริการ ให้บริการทรัพยากรสารสนเทศ 3 ประเภทใหญ่ ๆ
ด้วยกันคือ
1. หนังสือ

สำนักวิทยบริการ จัดหมวดหมู่หนังสือตามระบบทศนิยมดิวอี้ (DDC) ซึ่งใช้ตัวเลขเป็นสัญลักษณ์แทนเนื้อหาของหนังสือ โดยเรียงบนชั้นจากเลขน้อยไปเลขมาก จากซ้ายไปขวา
ดังหมวดหมู่ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป
100 ปรัชญา
200 ศาสนา
300 สังคมศาสตร์
400 ภาษาศาสตร์
500 วิทยาศาสตร์
600 เทคโนโลยี
700 ศิลปะ
800 วรรณคดี
900 ประวัติศาสตร์
นอกจากนั้นยังมีหมวดหมู่พิเศษที่กำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าดังนี้
ว วิทยานิพนธ์
วจ งานวิจัยของอาจารย์
คง โครงงานนักศึกษา
รป รายงานประจำปี
ย/Ju หนังสือสำหรับเด็ก
น/Fic นวนิยาย
ร.ส./S.C. เรื่องสั้น
อ/Ref. หนังสืออ้างอิง
2. สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง ประกอบด้วย

2.1 วารสาร
2.2 จุลสาร
2.3 หนังสือพิมพ์
3. สื่อโสตทัศน์

3.1 สื่อการเรียนการสอน
3.2 สื่อบันเทิง

ที่มา:
http://eportfolio.hu.ac.th/library/index.php?option=com_content&task=section&id=15&Itemid=52


โดย: นางสาวสมฤทัย ราชอินทร์ หมู่01 (พิเศษ) เรียนพฤหัสบดีค่ำ รหัสนักศึกษา 52240501127 IP: 125.26.180.14 วันที่: 3 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:44:42 น.  

 
ข้อ 2.1ระบบสารสนเทศแบบประมวลรายการ (Transaction Processing Systems -TPS)



เป็นระบบสารสนเทศที่เกี่ยวกับการบันทึกและประมวลข้อมูลที่เกิดจากธุรกรรมหรือการปฏิบัติงานประจำหรืองานขั้นพื้นฐานขององค์การ เช่น การซื้อขายสินค้า การบันทึกจำนวนวัสดุคงคลัง เมื่อใดก็ตามที่มีการทำธุรกรรมหรือปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าวข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นทันที เช่น ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็คือ ชื่อลูกค้า ประเภทของลูกค้า จำนวนและราคาของสินค้าที่ขายไป รวมทั้งวิธีการชำระเงินของลูกค้า

วัตถุประสงค์ของ TPS
1) มุ่งจัดหาสารสนเทศทั้งหมดที่หน่วยงานต้องการตามนโยบายของหน่วยงานหรือตามกฎหมาย เพื่อช่วยในการปฏิบัติงาน

2) เพื่อเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานประจำให้มีความรวดเร็ว

3) เพื่อเป็นหลักประกันว่าข้อมูลและสารสนเทศของหน่วยงานมีความถูกต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและรักษาความลับได้

4) เพื่อเป็นสารสนเทศที่ป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบสารสนเทศที่ใช้ในการตัดสินใจอื่น เช่น MRS หรือ DSS

ที่มา http://elearning.northcm.ac.th/it/lesson8-1.asp



ข้อ 2.2ทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง สื่อหรือวัสดุที่ใช้เก็บบันทึกสารสนเทศ เราใช้วัสดุหลายรูปแบบในการบันทึก ทั้งนี้เนื่องจากสารสนเทศมีทั้งตัวอักษร ข้อความ รูปภาพ และเสียง ซึ่งอาจจัดกลุ่มทรัพยากรสารสนเทศได้เป็น 3 ประเภทคือ (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมหาสารคาม, 2549)
1. วัสดุตีพิมพ์ (printed materials)
2. วัสดุไม่ตีพิมพ์ (non-printed material)
3. ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronic database)
ทรัพยากรสารสนเทศแต่ละประเภทมีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนี้

วัสดุตีพิมพ์
วัสดุตีพิมพ์ หมายถึงวัสดุที่บันทึกสารสนเทศในรูปแบบของตัวอักษร ภาพและสัญลักษณ์อื่น ๆ โดยผ่านกระบวนการตีพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ กฤตภาค เป็นต้น

วัสดุไม่ตีพิมพ์
วัสดุไม่ตีพิมพ์ หมายถึง ทรัพยากรสารสนเทศที่บันทึกไว้ในสื่อที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการตีพิมพ์

2. โสตวัสดุ
โสตวัสดุ (audio materials) คือ วัสดุสารสนเทศที่ใช้เสียงเป็นสื่อในการถ่ายทอดสารสนเทศ

ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง สารสนเทศที่จัดเก็บไว้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีชุดคำสั่งระบบจัดการฐานข้อมูล ทำหน้าที่ควบคุมการจัดการและการใช้ฐานข้อมูล
ประเภทของฐานข้อมูลแบ่งตามลักษณะการใช้งานแบ่งได้ 2 ประเภทคือ ฐานข้อมูลออฟไลน์ และฐานข้อมูลออนไลน์ แบ่งตามเนื้อหาสารสนเทศที่ให้บริการแบ่งได้เป็น ฐานข้อมูลบรรณานุกรม และฐานข้อมูลฉบับเต็ม

ที่มา http://tanoo.wordpress.com/%E0%B8%9A



โดย: นางสาว ปาริสา แคนหนอง 52040332140 หมู่ 15 ศุกร์ (เช้า) IP: 125.26.233.139 วันที่: 4 กรกฎาคม 2552 เวลา:0:12:59 น.  

 
ข้อ 2.1 ระบบการประมวลผลทางธุรกิจ (Transaction Processing System : TPS)
ระบบการประมวลผลทางธุรกิจ มักเป็นการประมวลผลต่อวัน เช่น การรับ – จ่ายบิล ระบบควบคุมสินค้าคงคลัง ระบบรายรับ – จ่ายสินค้า ระบบนี้เป็นระบบสารสนเทศลำดับแรกที่ได้รับ การพัฒนาให้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์

ลักษณะเด่นของระบบ TPS คือ การทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานง่าย ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน ซึ่งระบบนี้เกือบทั้งหมดใช้การประมวลผลแบบออนไลน์ และสิ่งที่องค์กรจะได้รับเมื่อใช้ระบบนี้ คือ
- ลดจำนวนพนักงาน
- องค์กรจะมีการบริการที่สะดวกรวดเร็ว
- ลูกค้ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

http://tsl.tsu.ac.th/file.php/1/courseware/aa_2/lesson02/lesson2-2.htm

ข้อ 2.2
ทรัพยากรสารสนเทศ

วัสดุตีพิมพ์ จัดเก็บโดยแบ่งตามหมวดหมู่ทศนิยมดิวอี้ และใช้ตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ ดังนี้

(๑) หนังสืออ้างอิง
(๒) วิทยานิพนธ์
(๓) รายงานประจำปี
(๔) คู่มือมหาวิทยาลัย/คู่มือการศึกษา
(๕) รายงานนักศึกษา
(๖) หนังสืออนุสรณ์งานศพ
(๗) สิ่งพิมพ์มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่
(๘) นิยาย /นวนิยาย
(๙) เรื่องสั้น



วัสดุไม่ตีพิมพ์ ได้แก่ แถบวิดีทัศน์ ซีดีรอม เทปบันทึกเสียง จัดเก็บโดยใช้ตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ ดังนี้


(๑) เทปบันทึกเสียง(Tape cassette)
(๒) แถบวิดีทัศน์ (Video cassette)
(๓) ซีดีรอมประกอบหนังสือ(CD-ROM)
(๔) ซีดีรอม (CD-ROM)
(๕) แผ่นบันทึกข้อมูลคอมพิวเตอร์(Diskette)

ที่มาhttp://www.lib.northcm.ac.th/libnorth/resource.htm


โดย: นางสาว อนุสรา แคนหนอง 52040332139 หมู่เรียน 15 ศุกร์ เช้า IP: 125.26.233.139 วันที่: 4 กรกฎาคม 2552 เวลา:0:31:05 น.  

 
2.1

ระบบสารสนเทศแบบประมวลรายการ (Transaction Processing Systems -TPS)

Sorry, your browser doesn't support Java(tm).

เป็นระบบสารสนเทศที่เกี่ยวกับการบันทึกและประมวลข้อมูลที่เกิดจากธุรกรรมหรือการปฏิบัติงานประจำหรืองานขั้นพื้นฐานขององค์การ เช่น การซื้อขายสินค้า การบันทึกจำนวนวัสดุคงคลัง เมื่อใดก็ตามที่มีการทำธุรกรรมหรือปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าวข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นทันที เช่น ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็คือ ชื่อลูกค้า ประเภทของลูกค้า จำนวนและราคาของสินค้าที่ขายไป รวมทั้งวิธีการชำระเงินของลูกค้า

วัตถุประสงค์ของ TPS
1) มุ่งจัดหาสารสนเทศทั้งหมดที่หน่วยงานต้องการตามนโยบายของหน่วยงานหรือตามกฎหมาย เพื่อช่วยในการปฏิบัติงาน

2) เพื่อเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานประจำให้มีความรวดเร็ว

3) เพื่อเป็นหลักประกันว่าข้อมูลและสารสนเทศของหน่วยงานมีความถูกต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและรักษาความลับได้

4) เพื่อเป็นสารสนเทศที่ป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบสารสนเทศที่ใช้ในการตัดสินใจอื่น เช่น MRS หรือ DSS


หน้าที่ของ TPS

หน้าที่ของ TPS มีดังนี้ (Haag et al.,2000:50)

1) การจัดกลุ่มของข้อมูล (Classification) คือ การจัดกลุ่มข้อมูลลักษณะเหมือนกันไว้ด้วยกัน

2) การคิดคำนวณ (Calculation) การคิดคำนวณโดยใช้วิธีการคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ เช่น การคำนวณภาษีขายทั้งหมดที่ต้องจ่ายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

3) การเรียงลำดับข้อมูล (Sorting) การจัดเรียงข้อมูลเพื่อทำให้การประมวลผลง่ายขึ้น เช่น การจัดเรียง invoices ตามรหัสไปรษณีย์เพื่อให้การจัดส่งเร็วยิ่งขึ้น

4) การสรุปข้อมูล (Summarizing) เป็นการลดขนาดของข้อมูลให้เล็กหรือกะทัดรัดขึ้น เช่น การคำนวณเกรดเฉลี่ยของนักศึกษาแต่ละคน

5) การเก็บ (Storage) การบันทึกเหตุการณ์ที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน อาจจำเป็นต้องเก็บรักษาข้อมูลไว้ โดยเฉพาะข้อมูลบางประเภทที่จำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ตามกฎหมาย ที่จริงแล้ว TPS เกี่ยวข้องกับงานทุกระดับในองค์การ แต่งานส่วนใหญ่ของ TPS จะเกิดขึ้นในระดับปฏิบัติการมากกว่า แม้ว่า TPS จะจำเป็นในการปฏิบัติงานในองค์การแต่ระบบ TPS ก็ไม่เพียงพอในการสนับสนุนในการตัดสินใจของผู้บริหาร ดังนั้นองค์การจึงจำเป็นต้องมีระบบอื่นสำหรับช่วยผู้บริหารด้วย ดังจะกล่าวต่อไป


ลักษณะสำคัญของระบบสารสนเทศแบบ TPS

ลักษณะที่สำคัญของระบบ TPS มีดังนี้ (Turban et al.,2001:277)

• มีการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก

• แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่มาจากภายในและผลที่ได้เพื่อตอบสนองต่อผู้ใช้ภายในองค์การเป็นหลัก อย่างไรก็ตามในปัจจุบันหุ้นส่วนทางการค้าอาจจะมีส่วนในการป้อนข้อมูลและอนุญาตให้หน่วยงานที่เป็นหุ้นส่วนใช้ผลที่ได้จาก TPS โดยตรง

• กระบวนการประมวลผลข้อมูลมีการดำเนินการเป็นประจำ เช่น ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกสองสัปดาห์

• มีความสามารถในการเก็บฐานข้อมูลจำนวนมาก

• มีการประมวลผลข้อมูลที่รวดเร็ว เนื่องจากมีปริมาณข้อมูลจำนวนมาก

• TPS จะคอยติดตามและรวบรวมข้อมูลภายหลังที่ผลิตข้อมูลออกมาแล้ว

• ข้อมูลที่ป้อนเข้าไปและที่ผลิตออกมามีลักษณะมีโครงสร้างที่ชัดเจน (structured data)

• ความซับซ้อนในการคิดคำนวณมีน้อย

• มีความแม่นยำค่อนข้างสูง การรักษาความปลอดภัย ตลอดจนการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลมีความสำคัญเกี่ยวข้องโดยตรงกับ TPS

• ต้องมีการประมวลผลที่มีความน่าเชื่อถือสูง


กระบวนการของ TPS

กระบวนการประมวลข้อมูลของ TPS มี 3 วิธี คือ (Stair & Reynolds, 1999)

1) Batch processing การประมวลผลเป็นชุดโดยการรวบรวมข้อมูลที่เกิดจากธุรกรรมที่เกิดขึ้นและรวมไว้เป็นกลุ่มหรือเป็นชุด (batch) เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง หรือจัดลำดับให้เรียบร้อยก่อนที่จะส่งไปประมวลผล โดยการประมวลผลนี้จะกระทำเป็นระยะๆ (อาจจะทำทุกคืน ทุก 2-3 วัน หรือทุกสัปดาห์)

2) Online processing คือ ข้อมูลจะได้รับการประมวลผลและทำให้เป็นเอาท์พุททันทีที่มีการป้อนข้อมูลของธุรกรรมเกิดขึ้น เช่น การเบิกเงินจากตู้ ATM จะประมวลผลและดำเนินการทันที เมื่อมีลูกค้าใส่รหัสและป้อนข้อมูลและคำสั่งเข้าไปในเครื่อง

3) Hybrid systems เป็นวิธีการผสมผสานแบบที่ 1) และ2) โดยอาจมีการรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นทันทีแต่การประมวลผลจะทำในช่วงกระยะเวลาที่กำหนด เช่น แคชเชียร์ที่ป้อนข้อมูล การซื้อขายจากลูกค้าเข้าคอมพิวเตอร์ ณ จุดขายของ แต่การประมวลผลข้อมูลจากแคชเชียร์ทุกคนอาจจะทำหลังจากนั้น (เช่น หลังเลิกงาน)


Customer Integrated Systems (CIS)



เป็นระบบสารสนเทศซึ่งพัฒนามาจาก TPS โดยลูกค้าสามารถป้อนข้อมูลและทำการประมวลผลด้วยตนเองได้ เช่น ATM (Automated teller machines) ซึ่งช่วยให้ลูกค้า สามารถติดต่อกับธนาคารได้ทุกที่และทุกเวลา ATM ทำให้ลูกค้ามีความคล่องตัวในการเข้าถึง มากขึ้น และทำให้ธนาคารไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานจำนวนมากอีกต่อไป ซึ่งช่วยให้ธนาคารประหยัดเงินได้จำนวนหลายล้านบาทต่อปี ดังนั้นบางธนาคารจึงได้ส่งเสริมให้ลูกค้าในการใช้ ATM โดยการคิดค่าธรรมเนียมหากลูกค้าติดต่อกับพนักงานในการเบิกถอนเงินในลักษณะที่สามารถเบิกถอนได้กับเครื่อง ATM (Haag et al.,2000)

นอกจากงานของธนาคารแล้ว ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้นำระบบ CIS มาใช้เพื่อให้นักศึกษาสามารถลงทะเบียน โดยผ่านเครื่องโทรศัพท์ นอกจากนี้ CIS ยังช่วยให้ประชาชนสามารถจ่ายค่าน้ำค่าไปจากคอมพิวเตอร์ที่บ้านก็ได้


หน้าที่ การทำงานของ TPS

งานเงินเดือน (Payroll)

- การติดตามเวลาการทำงานของพนักงาน
- การคิดเงินเดือน โดยมีการหักภาษี ค่าประกัน หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ

- การออกเช็คเงินเดือนหรือการโอนเงินเดือนเข้าบัญชีให้กับลูกจ้าง

การสั่งซื้อสินค้า (Purchasing)

- การสั่งซื้อหรือบริการต่างๆ
- การบันทึกข้อมูล การส่งสินค้าหรือบริการจากซัพพลายเออร์

การเงินและการบัญชี

- การบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับรายรับ (Finance and Accounting)
- การบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

- การติดตามค่าใช้จ่ายต่างๆ

การขาย (Sales)

- การบันทึกข้อมูลการขาย
- การออกใบเสร็จรับเงินหรือบิลส่งสินค้า

- การติดตามข้อมูลรายรับ

- การบันทึกการจ่ายหนี้

- การเก็บข้อมูลการส่งสินค้าหรือบริการไปยังลูกค้า

วัสดุคงคลัง

- การติดตามการใช้วัสดุภายในหน่วยงาน (Inventory Management)
- การติดตามระดับปริมาณของวัสดุคงเหลือ

- การสั่งซื้อวัสดุที่จำเป็น



ที่มา : http://elearning.northcm.ac.th/it/lesson8-1.asp



2.2

ประเภทของทรัพยากรสารสนเทศ

แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1. สื่อสิ่งพิมพ์ (Printed Materials)

แบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1.1. หนังสือ (Books)

1.2. สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง (Serials)

1.3. จุลสาร (Pamphlet)

1.4. กฤตภาค (Clipping)

2. สื่อโสตทัศน์ (Audio-Visual Materials)

แบ่งเป็น 7 ประเภท คือ –

2.1. วัสดุกราฟิก (Graphic Materials)

•แผนภูมิ (Chart)

•แผนภาพ (Diagram)

•แผนสถิติ (Graph)

•ใบปิด (Poster)

•แผนที่ (Map)


3. สื่อดิจิตอล (Digital Materials

•ซีดี-รอม

•ฐานข้อมูล (Database)

ฐานข้อมูลออนไลน์ (Online Database)

ฐานข้อมูลซีดี-รอม (CD-ROM Database)

•สื่อผสม (Multimedia)

•สื่อหลายมิติ (Hypermedia)


ที่มา : http://www.sut.ac.th/ist/Homepage/Nisachol/Slide_andDoc/202101/W1_Resourecs_files/frame.htm#slide0068.htm


โดย: นส.สุกัญญา มาสาซ้าย นศ.หมู่8 พฤหัสเช้า IP: 172.29.168.202, 58.137.131.62 วันที่: 10 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:43:37 น.  

 
2.1. Transaction Processing คืออะไรจงอธิบาย

Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อ การเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361


2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
สำนักวิทยบริการ ให้บริการทรัพยากรสารสนเทศ 3 ประเภทใหญ่ ๆ
ด้วยกันคือ

1. หนังสือ

สำนักวิทยบริการ จัดหมวดหมู่หนังสือตามระบบทศนิยมดิวอี้ (DDC) ซึ่งใช้ตัวเลขเป็นสัญลักษณ์แทนเนื้อหาของหนังสือ โดยเรียงบนชั้นจากเลขน้อยไปเลขมาก จากซ้ายไปขวา
ดังหมวดหมู่ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป
100 ปรัชญา
200 ศาสนา
300 สังคมศาสตร์
400 ภาษาศาสตร์
500 วิทยาศาสตร์
600 เทคโนโลยี
700 ศิลปะ
800 วรรณคดี
900 ประวัติศาสตร์
นอกจากนั้นยังมีหมวดหมู่พิเศษที่กำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าดังนี้
ว วิทยานิพนธ์
วจ งานวิจัยของอาจารย์
คง โครงงานนักศึกษา
รป รายงานประจำปี
ย/Ju หนังสือสำหรับเด็ก
น/Fic นวนิยาย
ร.ส./S.C. เรื่องสั้น
อ/Ref. หนังสืออ้างอิง




2. สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง ประกอบด้วย

2.1 วารสาร
2.2 จุลสาร
2.3 หนังสือพิมพ์








3. สื่อโสตทัศน์

3.1 สื่อการเรียนการสอน
3.2 สื่อบันเทิง

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=numpuang&date=27-03-2009&group=7&gblog=3


โดย: นส.บลสิการ ดอนโสภา หมู่เรียน 15 ศุกร์ เช้า รหัส 52041151217 IP: 113.53.166.202 วันที่: 11 กรกฎาคม 2552 เวลา:11:38:38 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบข้อ2.1
Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

ที่มาhttp://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361


โดย: นายบดินทร์ แก้วมีศรี หมู่ 01(พิเศษ) 52240210214 สาธารณสุขศาสตร์ IP: 113.53.166.202 วันที่: 11 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:17:47 น.  

 
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ตอบข้อ 2.2
แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1. สื่อสิ่งพิมพ์ (Printed Materials)

แบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1.1. หนังสือ (Books)

1.2. สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง (Serials)

1.3. จุลสาร (Pamphlet)

1.4. กฤตภาค (Clipping)

2. สื่อโสตทัศน์ (Audio-Visual Materials)

แบ่งเป็น 7 ประเภท คือ –

2.1. วัสดุกราฟิก (Graphic Materials)

•แผนภูมิ (Chart)

•แผนภาพ (Diagram)

•แผนสถิติ (Graph)

•ใบปิด (Poster)

•แผนที่ (Map)


3. สื่อดิจิตอล (Digital Materials

•ซีดี-รอม

•ฐานข้อมูล (Database)

ฐานข้อมูลออนไลน์ (Online Database)

ฐานข้อมูลซีดี-รอม (CD-ROM Database)

•สื่อผสม (Multimedia)

•สื่อหลายมิติ (Hypermedia)


ที่มา : http://www.sut.ac.th/ist/Homepage/Nisachol/Slide_andDoc/202101/W1_Resourecs_files/frame.htm#slide0068.htm


โดย: นายบดินทร์ แก้วมีศรี หมู่ 01(พิเศษ) 52240210214 สาธารณสุขศาสตร์ IP: 113.53.166.202 วันที่: 11 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:24:30 น.  

 
1.ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น

ที่มา http://www.thaiall.com/mis/mis09.htm


2.
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม

ที่มา
http://61.19.96.22/library/resource_library.html


โดย: นางสาววิภายี กลางหล้า ม. 15 ศุกร์เช้า IP: 192.168.1.102, 125.26.167.254 วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:37:33 น.  

 
1.1 Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อ การเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

ทรัพยากรสารสนเทศ

วัสดุตีพิมพ์ จัดเก็บโดยแบ่งตามหมวดหมู่ทศนิยมดิวอี้ และใช้ตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ ดังนี้
(๑) หนังสืออ้างอิง
(๒) วิทยานิพนธ์
(๓) รายงานประจำปี
(๔) คู่มือมหาวิทยาลัย/คู่มือการศึกษา
(๕) รายงานนักศึกษา
(๖) หนังสืออนุสรณ์งานศพ
(๗) สิ่งพิมพ์มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่
(๘) นิยาย /นวนิยาย
(๙) เรื่องสั้น


สัญลักษณ์
''
''
''
''
''
''
''
''
อ (ภาษาไทย), R (ภาษาอังกฤษ)
ว (ภาษาไทย), The (ภาษาอังกฤษ)
Y
U
ST
อศ
NC

รส


ที่มา http://www.lib.northcm.ac.th/libnorth/resource.html



โดย: นางสาว ธัญธิตา แก้วมีศรี ม. 15 ศุกร์เช้า 52041151239 IP: 192.168.1.104, 125.26.167.254 วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:39:13 น.  

 
2.1 Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อ การเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361

2.2 ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

วัสดุตีพิมพ์ จัดเก็บโดยแบ่งตามหมวดหมู่ทศนิยมดิวอี้ และใช้ตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ ดังนี้

(๑) หนังสืออ้างอิง
(๒) วิทยานิพนธ์
(๓) รายงานประจำปี
(๔) คู่มือมหาวิทยาลัย/คู่มือการศึกษา
(๕) รายงานนักศึกษา
(๖) หนังสืออนุสรณ์งานศพ
(๗) สิ่งพิมพ์มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่
(๘) นิยาย /นวนิยาย
(๙) เรื่องสั้น



วัสดุไม่ตีพิมพ์ ได้แก่ แถบวิดีทัศน์ ซีดีรอม เทปบันทึกเสียง จัดเก็บโดยใช้ตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ ดังนี้


(๑) เทปบันทึกเสียง(Tape cassette)
(๒) แถบวิดีทัศน์ (Video cassette)
(๓) ซีดีรอมประกอบหนังสือ(CD-ROM)
(๔) ซีดีรอม (CD-ROM)
(๕) แผ่นบันทึกข้อมูลคอมพิวเตอร์(Diskette)

ที่มาhttp://www.lib.northcm.ac.th/libnorth/resource.htm




โดย: นาย สุระทิน ใจใส รหัส 52041151202 หมู๋ 15 ศูกร์เช้า IP: 1.1.1.145, 58.137.131.62 วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:19:30:20 น.  

 
1.ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น

ที่มา http://www.thaiall.com


2.
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม

ที่มา
http:///resource_library.html


โดย: นางสาววิภาวี พลวี ( 08 พฤ เช้า ) IP: 125.26.169.73 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:54:03 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้


ที่มา
http://www.prc.ac.th/library4/Dataforteachlib/data2.doc


โดย: นางสาว สุทธิดา ยาโย 52240210217 วัน พฤหัสฯค่ำ หมู่ 1 IP: 119.42.82.8 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:21:37 น.  

 
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

ประเภทของทรัพยากรสารสนเทศ
จำแนกได้หลายลักษณะ
1.จำแนกตามความทันสมัยของข้อมูล
2.จำแนกตามลักษณะการใช้ข้อมูล
3.จำแนกตามสื่อที่ใช้ในการบันทึก

ที่มา http://www.sut.ac.th/ist/coursesonline/204215/W2_Inforesource_46.ppt#304,8,1. สื่อสิ่งพิมพ์ (Printed Materials)





โดย: นางสาว สุทธิดา ยาโย 52240210217 วัน พฤหัสฯค่ำ หมู่ 1 IP: 119.42.82.8 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:27:23 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบ ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น

ที่มา http://www.thaiall.com/mis/mis09.htm


โดย: โดยน.ส อังคณา สุทธิแพทย์52240210209 หมู่01(พิเศษ)พฤ.ค่ำสาขา สาธารณสุขศาสตร์ IP: 119.42.82.8 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:11:34 น.  

 
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ตอบ ประเภทของทรัพยากรสารสนเทศ
จำแนกได้หลายลักษณะ
1.จำแนกตามความทันสมัยของข้อมูล
2.จำแนกตามลักษณะการใช้ข้อมูล
3.จำแนกตามสื่อที่ใช้ในการบันทึก

ที่มา http://www.sut.ac.th/ist/coursesonline/204215/W2_Inforesource_46.ppt#304,8,1. สื่อสิ่งพิมพ์ (Printed Materials)






โดย: โดยน.ส อังคณา สุทธิแพทย์52240210209 หมู่01(พิเศษ)พฤ.ค่ำสาขา สาธารณสุขศาสตร์ IP: 119.42.82.8 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:19:04 น.  

 

2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ(management Infotmation System(MIS) หมายถึงการเก็บรวบรวมข้อมูล การประมวลผล และการสร้างสารสนเทศขึ้นมาเพื่อช่วยในการตัดสินใจ ประสานงานและควบคุม และช่วยผู้บริหารและพนักงานนในการรวิเคราะห์ปัญหา แก้ปัญหาและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่โดย MIS จะใช้ Hardware Software Peopleware

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ตอบ ระบบสารสนเทศนั้นจะประกอบด้วย
1.ข้อมูล (Data) หมายถึง ค่าของความจริงที่ปรากฏขึ้น โดยค่าความจริงที่ได้จะนำมาจัดการปรับแต่งหรือประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
2.สารสนเทศ (Information) คือ กลุ่มของข้อมูลที่ถูกตามกฎเกณฑ์ตามหลักความสัมพันธ์ เพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นมีประโยชน์และมีความหมายมากขึ้น
3.การจัดการ (Management) คือ การบริหารอย่างเป็นระบบ เป็นการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการจัดการขององค์กรนั้น ซึ่งต้องมีการวางแผน กำหนดการ และจัดการทรัพยากรภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นๆ
ที่มา
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=736649df6ecac3f7


โดย: นางสาว พิชญามณฑ์ ขมวดทรัพย์ พฤหัสบดีเช้า หมู่ 8รหัส 52040281119 IP: 172.29.85.24, 58.137.131.62 วันที่: 16 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:20:57 น.  

 
3.1. เทคโนโลยีสารสนเทศมีความสำคัญด้านการศึกษาอย่างไรบ้าง จงอธิบาย
ตอบ
1 ด้านการบริการสารสนเทศ
2 ด้านวงการบันเทิง

3.2. ยกตัวอย่างความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศที่นอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ คนละ 2 ด้าน (ห้ามซ้ำกัน)
ตอบ
1 ด้านการติดต่อสื่อสาร
2 ด้านวิชาการ
ที่มา
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=numpuang&date=27-03-2009&group=7&gblog=4


โดย: นางสาว พิชญามณฑ์ ขมวดทรัพย์ พฤหัสบดีเช้า หมู่ 8รหัส 52040281119 IP: 172.29.85.24, 58.137.131.62 วันที่: 16 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:37:55 น.  

 
4.1. ยกตัวอย่างวิธีการผลิตสารสนเทศมาอย่างน้อย 1 ตัวอย่าง
ตอบ 7. การจัดเก็บ (Storing) หลังจากที่ได้คำนวณได้ค่าสารสนเทศหรือดัชนีต่างๆ แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือ การจัดเก็บเพื่อการบริการว่าจะต้องจัดเก็บทำข้อมูลพื้นฐานและสารสนเทศที่ผ่านการจัดกระทำ โดยการเก็บไว้ในสื่อต่างๆ แล้วแต่ว่าจะเป็นระบบการจัดกระทำด้วยมือหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าเป็นระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ มีสื่อการจัดเก็บหลายชนิด เป็นแผ่นจานแม่เหล็ก เทปแม่เหล็ก โดยจำแนกประเภทแฟ้มข้อมูล เพื่อให้ง่ายแก่การจัดเก็บ และให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ และให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ และทันต่อความต้องการของผู้ใช้ 8. การเรียกใช้ (Retrieving) เป็นกระบวนการค้นหา และดึงข้อมูลที่ต้องการออกจากสื่อ ที่ใช้เพื่อปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน หรือเพื่อให้บริการและคำตอบแก่ผู้ใช้ ในการจัดเรียงลำดับข้อมูลภายในแฟ้ม จะประกอบด้วยข้อมูล 2 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกเป็นข้อมูลโดยทั่วไป ส่วนที่สองเป็นข้อมูลเฉพาะทางด้านการศึกษาหรือเกี่ยวข้อง ในการค้นหาต้องจัดทำคู่มือสำหรับการค้นหาในลักษณะเหมือนนามานุกรม โดยมีรายละเอียดของรหัสกำกับข้อมูลต่างๆไว้
ที่มาhttp://ecurriculum.mv.ac.th/techno/library/computer/it/it/HTM/03Lesson2.html


โดย: นาวสาว พิชญามณฑ์ ขมวดทรัพย์ พฤหัสบดีเช้า หมู่8 รหัส 52040281119 IP: 172.29.85.24, 58.137.131.62 วันที่: 16 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:45:39 น.  

 
ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น
หน้าที่การประมวลผลรายการ (Transaction processing function)
การลงบัญชี (Book keeping) เพื่อบันทึกข้อมูลรายการทางธุรกิจ
การออกคำสั่ง (Issuance) เพื่อออกคำสั่ง เช่น เอกสารการจ่ายเงิน ใบกำกับสินค้า
การควบคุมรายงาน (Control reporting) เพื่อควบคุมการปฏิบัติ เช่นคุมการจ่ายเงินเดือน

ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม



โดย: นาย โชคชัย เชื้อมแก้ว ม.15 ศุกร์เช้า IP: 124.157.149.104 วันที่: 18 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:25:41 น.  

 
Transaction processing คือ ระบบที่ใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับ งานขั้นพื้นฐานขององค์กร หรือ เกี่ยวกับการบันทึกรายการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในองค์กร เช่นการฝากเงิน การถอนเงิน การซื้อ/ขายสินค้า
Middleware คือ โปรแกรมที่ใช้จัดการ และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกับระบบหลังร้าน ตัวอย่างของ middleware ที่รู้จักกันดีก็คือ CORBA และ Java RMI ข้อดีของ middleware ก็คือลดความซับซ้อนในการสร้าง applications เราสามารถเขียน applications ที่เรียกใช้งาน remote method ได้โดยไม่ต้อง คำนึงถึงการติดต่อผ่านเครือข่าย ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าจะเรียกใช้ method เหล่านั้นได้ที่ไหน ดังนั้นการพัฒนา application จึงเป็นไปได้ง่าย รวดเร็ว และลดข้อผิดพลาดไปได้มาก
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม




โดย: นายนนทนันท์ ดวงพิมพ์ ม.15 ศ. เช้า IP: 124.157.149.104 วันที่: 18 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:30:17 น.  

 
2.1)Transaction processing คือ ระบบที่ใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับ งานขั้นพื้นฐานขององค์กร หรือ เกี่ยวกับการบันทึกรายการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในองค์กร เช่นการฝากเงิน การถอนเงิน การซื้อ/ขายสินค้า
Middleware คือ โปรแกรมที่ใช้จัดการ และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกับระบบหลังร้าน ตัวอย่างของ middleware ที่รู้จักกันดีก็คือ CORBA และ Java RMI ข้อดีของ middleware ก็คือลดความซับซ้อนในการสร้าง applications เราสามารถเขียน applications ที่เรียกใช้งาน remote method ได้โดยไม่ต้อง คำนึงถึงการติดต่อผ่านเครือข่าย ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าจะเรียกใช้ method เหล่านั้นได้ที่ไหน ดังนั้นการพัฒนา application จึงเป็นไปได้ง่าย รวดเร็ว และลดข้อผิดพลาดไปได้มาก
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=49a4e3447fab88fe&clk=wttpcts


โดย: น.ส. วิไลวรรณ พงค์พันธ์ ม.29 พุธเช้า 52040501303 IP: 124.157.145.197 วันที่: 22 กรกฎาคม 2552 เวลา:18:50:00 น.  

 
2.2)ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม

http://61.19.96.22/library/resource_library.html


โดย: น.ส. วิไลวรรณ พงค์พันธ์ ม.29 พุธเช้า 52040501303 IP: 124.157.145.197 วันที่: 22 กรกฎาคม 2552 เวลา:18:57:43 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
-Transaction processing คือ ระบบที่ใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับ งานขั้นพื้นฐานขององค์กร หรือ เกี่ยวกับการบันทึกรายการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในองค์กร เช่นการฝากเงิน การถอนเงิน การซื้อ/ขายสินค้า
Middleware คือ โปรแกรมที่ใช้จัดการ และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกับระบบหลังร้าน ตัวอย่างของ middleware ที่รู้จักกันดีก็คือ CORBA และ Java RMI ข้อดีของ middleware ก็คือลดความซับซ้อนในการสร้าง applications เราสามารถเขียน applications ที่เรียกใช้งาน remote method ได้โดยไม่ต้อง คำนึงถึงการติดต่อผ่านเครือข่าย ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าจะเรียกใช้ method เหล่านั้นได้ที่ไหน ดังนั้นการพัฒนา application จึงเป็นไปได้ง่าย รวดเร็ว และลดข้อผิดพลาดไปได้มาก
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=49a4e3447fab88fe&clk=wttpcts

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
- ระบบสารสนเทศนั้นจะประกอบด้วย
1.ข้อมูล (Data) หมายถึง ค่าของความจริงที่ปรากฏขึ้น โดยค่าความจริงที่ได้จะนำมาจัดการปรับแต่งหรือประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
2.สารสนเทศ (Information) คือ กลุ่มของข้อมูลที่ถูกตามกฎเกณฑ์ตามหลักความสัมพันธ์ เพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นมีประโยชน์และมีความหมายมากขึ้น
3.การจัดการ (Management) คือ การบริหารอย่างเป็นระบบ เป็นการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการจัดการขององค์กรนั้น ซึ่งต้องมีการวางแผน กำหนดการ และจัดการทรัพยากรภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นๆ
ที่มา
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=736649df6ecac3f7


โดย: นายอดิศักดิ์ รักวิชา ม.1(พิเศษ) พฤ.ค่ำ 52240427132 IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 23 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:09:52 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
-Transaction processing คือ ระบบที่ใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับ งานขั้นพื้นฐานขององค์กร หรือ เกี่ยวกับการบันทึกรายการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในองค์กร เช่นการฝากเงิน การถอนเงิน การซื้อ/ขายสินค้า
Middleware คือ โปรแกรมที่ใช้จัดการ และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกับระบบหลังร้าน ตัวอย่างของ middleware ที่รู้จักกันดีก็คือ CORBA และ Java RMI ข้อดีของ middleware ก็คือลดความซับซ้อนในการสร้าง applications เราสามารถเขียน applications ที่เรียกใช้งาน remote method ได้โดยไม่ต้อง คำนึงถึงการติดต่อผ่านเครือข่าย ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าจะเรียกใช้ method เหล่านั้นได้ที่ไหน ดังนั้นการพัฒนา application จึงเป็นไปได้ง่าย รวดเร็ว และลดข้อผิดพลาดไปได้มาก
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=49a4e3447fab88fe&clk=wttpcts

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
- ระบบสารสนเทศนั้นจะประกอบด้วย
1.ข้อมูล (Data) หมายถึง ค่าของความจริงที่ปรากฏขึ้น โดยค่าความจริงที่ได้จะนำมาจัดการปรับแต่งหรือประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
2.สารสนเทศ (Information) คือ กลุ่มของข้อมูลที่ถูกตามกฎเกณฑ์ตามหลักความสัมพันธ์ เพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นมีประโยชน์และมีความหมายมากขึ้น
3.การจัดการ (Management) คือ การบริหารอย่างเป็นระบบ เป็นการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการจัดการขององค์กรนั้น ซึ่งต้องมีการวางแผน กำหนดการ และจัดการทรัพยากรภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นๆ
ที่มา
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=736649df6ecac3f7


โดย: นายนิรัช วิจิตรกุล ม.1(พิเศษ) พฤ.ค่ำ 52240427117 IP: 117.47.10.111 วันที่: 24 กรกฎาคม 2552 เวลา:4:03:38 น.  

 
1.Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้
ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361

2.ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
สัญลักษณ์ ภาพ และเสียง ในรูปของวัสดุตีพิมพ์ และวัสดุไม่ตีพิมพ์
ที่มา
http://www.prc.ac.th/library4/Dataforteachlib/data2.doc


โดย: นาย สุระทิน ใจใส หมู่ 15 รหัส 52041151202 IP: 58.147.7.66 วันที่: 25 กรกฎาคม 2552 เวลา:18:23:38 น.  

 
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้


โดย: น.ส วนิดา ปัตตานี เช้าวันศุกร์ หมู่15 IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:45:24 น.  

 
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม

การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)

งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )

ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้


โดย: น.ส วนิดา ปัตตานี เช้าวันศุกร์ หมู่15 IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:56:41 น.  

 
1.Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบ Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อ การเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361



โดย: นางสาวพรรณี กงผัรน IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 27 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:45:14 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ระบบสารสนเทศจำแนกตามโครงสร้างองค์การ (Classification by Organizational Structure)
การจำแนกประเภทนี้เป็นการจำแนกตามโครงสร้างขององค์การ ตั้งแต่ระดับหน่วยงานย่อยระดับองค์การทั้งหมด และระดับระหว่างองค์การ


สารสนเทศของหน่วยงานย่อย (Departmental information system)

หมายถึงระบบสารสนเทศที่ออกมาเพื่อใช้สำหรับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งขององค์การ โดยแต่ละหน่วยงานอาจมีโปรแกรมประยุกต์ใช้งานใดงานหนึ่งของตนโดยเฉพาะ เช่น ฝ่ายบุคลากรอาจจะมีโปรแกรมสำหรับการคัดเลือกบุคคลหรือติดตามผลการโยกย้ายงานของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน โดยโปรแกรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องของฝ่ายบุคลากรจะมีชื่อว่าระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรมนุษย์ (Human resources information systems)


ระบบสารสนเทศของทั้งองค์การ (Enterprise information systems)

หมายถึงระบบสารสนเทศของหน่วยงานที่มีการเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่ทั้งหมดภายในองค์การ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือองค์การนั้นมีระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงทั้งองค์การ


ระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงระหว่างองค์การ (Interorganizational information systems-IOS)

เป็นระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงกับองค์การอื่นๆ ภายนอกตั้งแต่ 2 องค์การขึ้นไป เพื่อช่วยให้การติดต่อสื่อสาร หรือการประสานงานร่วมมือมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการผ่านระบบ IOS จะช่วยทำให้การไหลของสารสนเทศระหว่างองค์การหรือทั้งซัพพลายเชน (Supply chain) เป็นไปโดยอัตโนมัติ เพื่อใช้ในการวางแผน ออกแบบ การพัฒนา การผลิต และการส่งสินค้าและบริการ


การจำแนกตามหน้าที่ขององค์การ (Classification by Functional Area)

การจำแนกระบบสารสนเทศประเภทนี้จะเป็นการสนับสนุนการทำงานตาหน้าที่หรือการทำกิจกรรมต่างๆ ขององค์การ (Turban et al.,2001) โดยทั่วไปองค์การมักใช้ระบบสารสนเทศในงานที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ต่างๆ เช่น

• ระบบสารสนเทศด้านบัญชี (Accounting information system)
• ระบบสารสนเทศด้านการเงิน (Finance information system)

• ระบบสารสนเทศด้านการผลิต (Manufacturing information system)

• ระบบสารสนเทศด้านการตลาด (Marketing information system)

• ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรมนุษย์ (Human resource management information system)



การจำแนกตามการให้การสนับสนุนของระบบสารสนเทศ (Classification by Support Provided)
การจำแนกตามการให้การสนับสนุนของระบบสารสนเทศ แบ่งเป็น 3 ประเภทย่อย คือ ระบบสารสนเทศแบบประมวลรายการ (Transaction Processing Systems) ระบบสารสนเทศแบบรายงานเพื่อการจัดการ (Management Reporting Systems) และระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems)

ระบบสารสนเทศแบบประมวลรายการ (Transaction Processing Systems -TPS)



เป็นระบบสารสนเทศที่เกี่ยวกับการบันทึกและประมวลข้อมูลที่เกิดจากธุรกรรมหรือการปฏิบัติงานประจำหรืองานขั้นพื้นฐานขององค์การ เช่น การซื้อขายสินค้า การบันทึกจำนวนวัสดุคงคลัง เมื่อใดก็ตามที่มีการทำธุรกรรมหรือปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าวข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นทันที เช่น ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็คือ ชื่อลูกค้า ประเภทของลูกค้า จำนวนและราคาของสินค้าที่ขายไป รวมทั้งวิธีการชำระเงินของลูกค้า

วัตถุประสงค์ของ TPS
1) มุ่งจัดหาสารสนเทศทั้งหมดที่หน่วยงานต้องการตามนโยบายของหน่วยงานหรือตามกฎหมาย เพื่อช่วยในการปฏิบัติงาน

2) เพื่อเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานประจำให้มีความรวดเร็ว

3) เพื่อเป็นหลักประกันว่าข้อมูลและสารสนเทศของหน่วยงานมีความถูกต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและรักษาความลับได้

4) เพื่อเป็นสารสนเทศที่ป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบสารสนเทศที่ใช้ในการตัดสินใจอื่น เช่น MRS หรือ DSS


หน้าที่ของ TPS

หน้าที่ของ TPS มีดังนี้ (Haag et al.,2000:50)

1) การจัดกลุ่มของข้อมูล (Classification) คือ การจัดกลุ่มข้อมูลลักษณะเหมือนกันไว้ด้วยกัน

2) การคิดคำนวณ (Calculation) การคิดคำนวณโดยใช้วิธีการคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ เช่น การคำนวณภาษีขายทั้งหมดที่ต้องจ่ายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

3) การเรียงลำดับข้อมูล (Sorting) การจัดเรียงข้อมูลเพื่อทำให้การประมวลผลง่ายขึ้น เช่น การจัดเรียง invoices ตามรหัสไปรษณีย์เพื่อให้การจัดส่งเร็วยิ่งขึ้น

4) การสรุปข้อมูล (Summarizing) เป็นการลดขนาดของข้อมูลให้เล็กหรือกะทัดรัดขึ้น เช่น การคำนวณเกรดเฉลี่ยของนักศึกษาแต่ละคน

5) การเก็บ (Storage) การบันทึกเหตุการณ์ที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน อาจจำเป็นต้องเก็บรักษาข้อมูลไว้ โดยเฉพาะข้อมูลบางประเภทที่จำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ตามกฎหมาย ที่จริงแล้ว TPS เกี่ยวข้องกับงานทุกระดับในองค์การ แต่งานส่วนใหญ่ของ TPS จะเกิดขึ้นในระดับปฏิบัติการมากกว่า แม้ว่า TPS จะจำเป็นในการปฏิบัติงานในองค์การแต่ระบบ TPS ก็ไม่เพียงพอในการสนับสนุนในการตัดสินใจของผู้บริหาร ดังนั้นองค์การจึงจำเป็นต้องมีระบบอื่นสำหรับช่วยผู้บริหารด้วย ดังจะกล่าวต่อไป


ลักษณะสำคัญของระบบสารสนเทศแบบ TPS

ลักษณะที่สำคัญของระบบ TPS มีดังนี้ (Turban et al.,2001:277)

• มีการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก

• แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่มาจากภายในและผลที่ได้เพื่อตอบสนองต่อผู้ใช้ภายในองค์การเป็นหลัก อย่างไรก็ตามในปัจจุบันหุ้นส่วนทางการค้าอาจจะมีส่วนในการป้อนข้อมูลและอนุญาตให้หน่วยงานที่เป็นหุ้นส่วนใช้ผลที่ได้จาก TPS โดยตรง

• กระบวนการประมวลผลข้อมูลมีการดำเนินการเป็นประจำ เช่น ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกสองสัปดาห์

• มีความสามารถในการเก็บฐานข้อมูลจำนวนมาก

• มีการประมวลผลข้อมูลที่รวดเร็ว เนื่องจากมีปริมาณข้อมูลจำนวนมาก

• TPS จะคอยติดตามและรวบรวมข้อมูลภายหลังที่ผลิตข้อมูลออกมาแล้ว

• ข้อมูลที่ป้อนเข้าไปและที่ผลิตออกมามีลักษณะมีโครงสร้างที่ชัดเจน (structured data)

• ความซับซ้อนในการคิดคำนวณมีน้อย

• มีความแม่นยำค่อนข้างสูง การรักษาความปลอดภัย ตลอดจนการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลมีความสำคัญเกี่ยวข้องโดยตรงกับ TPS

• ต้องมีการประมวลผลที่มีความน่าเชื่อถือสูง


กระบวนการของ TPS

กระบวนการประมวลข้อมูลของ TPS มี 3 วิธี คือ (Stair & Reynolds, 1999)

1) Batch processing การประมวลผลเป็นชุดโดยการรวบรวมข้อมูลที่เกิดจากธุรกรรมที่เกิดขึ้นและรวมไว้เป็นกลุ่มหรือเป็นชุด (batch) เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง หรือจัดลำดับให้เรียบร้อยก่อนที่จะส่งไปประมวลผล โดยการประมวลผลนี้จะกระทำเป็นระยะๆ (อาจจะทำทุกคืน ทุก 2-3 วัน หรือทุกสัปดาห์)

2) Online processing คือ ข้อมูลจะได้รับการประมวลผลและทำให้เป็นเอาท์พุททันทีที่มีการป้อนข้อมูลของธุรกรรมเกิดขึ้น เช่น การเบิกเงินจากตู้ ATM จะประมวลผลและดำเนินการทันที เมื่อมีลูกค้าใส่รหัสและป้อนข้อมูลและคำสั่งเข้าไปในเครื่อง

3) Hybrid systems เป็นวิธีการผสมผสานแบบที่ 1) และ2) โดยอาจมีการรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นทันทีแต่การประมวลผลจะทำในช่วงกระยะเวลาที่กำหนด เช่น แคชเชียร์ที่ป้อนข้อมูล การซื้อขายจากลูกค้าเข้าคอมพิวเตอร์ ณ จุดขายของ แต่การประมวลผลข้อมูลจากแคชเชียร์ทุกคนอาจจะทำหลังจากนั้น (เช่น หลังเลิกงาน)


Customer Integrated Systems (CIS)



เป็นระบบสารสนเทศซึ่งพัฒนามาจาก TPS โดยลูกค้าสามารถป้อนข้อมูลและทำการประมวลผลด้วยตนเองได้ เช่น ATM (Automated teller machines) ซึ่งช่วยให้ลูกค้า สามารถติดต่อกับธนาคารได้ทุกที่และทุกเวลา ATM ทำให้ลูกค้ามีความคล่องตัวในการเข้าถึง มากขึ้น และทำให้ธนาคารไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานจำนวนมากอีกต่อไป ซึ่งช่วยให้ธนาคารประหยัดเงินได้จำนวนหลายล้านบาทต่อปี ดังนั้นบางธนาคารจึงได้ส่งเสริมให้ลูกค้าในการใช้ ATM โดยการคิดค่าธรรมเนียมหากลูกค้าติดต่อกับพนักงานในการเบิกถอนเงินในลักษณะที่สามารถเบิกถอนได้กับเครื่อง ATM (Haag et al.,2000)

นอกจากงานของธนาคารแล้ว ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้นำระบบ CIS มาใช้เพื่อให้นักศึกษาสามารถลงทะเบียน โดยผ่านเครื่องโทรศัพท์ นอกจากนี้ CIS ยังช่วยให้ประชาชนสามารถจ่ายค่าน้ำค่าไปจากคอมพิวเตอร์ที่บ้านก็ได้


หน้าที่ การทำงานของ TPS

งานเงินเดือน (Payroll)

- การติดตามเวลาการทำงานของพนักงาน
- การคิดเงินเดือน โดยมีการหักภาษี ค่าประกัน หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ

- การออกเช็คเงินเดือนหรือการโอนเงินเดือนเข้าบัญชีให้กับลูกจ้าง

การสั่งซื้อสินค้า (Purchasing)

- การสั่งซื้อหรือบริการต่างๆ
- การบันทึกข้อมูล การส่งสินค้าหรือบริการจากซัพพลายเออร์

การเงินและการบัญชี

- การบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับรายรับ (Finance and Accounting)
- การบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

- การติดตามค่าใช้จ่ายต่างๆ

การขาย (Sales)

- การบันทึกข้อมูลการขาย
- การออกใบเสร็จรับเงินหรือบิลส่งสินค้า

- การติดตามข้อมูลรายรับ

- การบันทึกการจ่ายหนี้

- การเก็บข้อมูลการส่งสินค้าหรือบริการไปยังลูกค้า

วัสดุคงคลัง

- การติดตามการใช้วัสดุภายในหน่วยงาน (Inventory Management)
- การติดตามระดับปริมาณของวัสดุคงเหลือ

- การสั่งซื้อวัสดุที่จำเป็น

ที่มา ปรับจาม Turban et al. (2001:43)


ระบบสารสนเทศแบบรายงานเพื่อการจัดการ (Management Reporting Systems MRS)



ระบบสารสนเทศที่ช่วยในการทำรายงานตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยการสรุปสารสนเทศที่มีอยู่ไว้ในฐานข้อมูล (Haag et al., 2000:54) หรือช่วยในการตัดสินใจในลักษณะที่โครงสร้างชัดเจนและเป็นเรื่องที่ทราบล่วงหน้า

หน้าที่ของแบบ MRS
1) ช่วยในการตัดสินใจงานประจำของผู้บริหารระดับกลาง

2) ช่วยในการทำรายงาน

3) ช่วยในการตัดสินใจที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ และมีโครงสร้างแน่นอน เช่น การอนุมัติสินเชื่อให้กับลูกค้า


ลักษณะของ MRS

1) ช่วยในการจัดทำรายงานซึ่งมีรูปแบบที่กำหนดไว้เป็นมาตรฐานตายตัว

2) ใช้ข้อมูลภายในที่เก็บไว้ในฐานข้อมูล

3) ช่วยในการวางแผนงานประจำ และควบคุมการทำงาน

4) ช่วยในการตัดสินใจที่เกิดขึ้นประจำหรือเกิดขึ้นบ่อยๆ

5) มีข้อมูลในอดีต ปัจจุบัน และวิเคราะห์แนวโน้มอนาคต

6) ติดตามการดำเนินงานภายในหน่วยงานเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับเป้าหมายและส่งสัญญาณหากมีจุดใดที่ต้องการการปรับปรุงแก้ไข


ประเภทของรายงาน MRS

รายงานจาก MRS มีลักษณะต่างๆ ดังนี้

1) รายงานที่จัดทำเมื่อต้องการ (Demand reports) เพื่อใช้สนับสนุนการตัดสินใจ เป็นรายงานที่จัดเตรียมรูปแบบรายงานล่วงหน้าและจะจัดทำเมื่อผู้บริหาร ต้องการเท่านั้น

2) รายงานที่ทำตามระยะเวลากำหนด (Periodic reports) โดยกำหนดเวลา และรูปแบบของรายงานไว้ล่วงหน้า เช่น มีการจัดทำรายงานทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกปี เช่น ตารางเวลาการผลิต

3) รายงานสรุป (Summarized reports) เป็นการทำรายงานในภาพรวม เช่น รายงานยอดขายของพนักงานขาย จำนวนนักศึกษาลงทะเบียนวิชา MIS

4) รายงานเมื่อมีเงื่อนไขเฉพาะเกิดขึ้น (Exception reports) เป็นการจัดทำรายงานเมื่อมีเกณฑ์เงื่อนไขเฉพาะ เพื่อตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆ ว่าแตกต่างจากที่วางแผนไว้หรือไม่ เช่น การกำหนดให้เศษของที่เหลือ (scrap) จากการผลิตในโรงงานเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ในการผลิตช่วงหลังกลับมีเศษของที่เหลือ 5 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นอาจมีการเขียนโปรแกรม ในการประมวลผลเพื่อหาว่าเศษของที่เหลือเกินจากที่กำหนดไว้ได้อย่างไร


ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems-DSS)



ระบบสารสนเทศแบบ DSS เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งมีลักษณะมีโครงสร้างไม่ชัดเจน โดยนำข้อมูลมาจากหลายแหล่งช่วยในการนำเสนอและมีลักษณะยืดหยุ่นตามความต้องการ

ลักษณะของ DSS
1) ระบบสารสนเทศที่ใช้สำหรับการสนับสนุนผู้ตัดสินใจทางการบริหารทั้งที่เป็นตัวบุคคลหรือกลุ่ม โดยการตัดสินใจนั้นจะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่มีลักษณะเป็นแบบ ไม่มีโครงสร้าง (unstructured situations) โดยจะมีการนำวิจารณญาณของมนุษย์กับข้อมูล จากคอมพิวเตอร์มาใช้ประกอบในการตัดสินใจ

2) ระบบ DSS ช่วยในการตอบสนองความต้องการที่ไม่ได้คาดการณ์มาก่อนโดยผู้ใช้สามารถปรับข้อมูลใน DSS ได้ตลอดเวลาเพื่อจัดการกับเงื่อนไขต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยใช้การวิเคราะห์ที่เรียกว่า Sensitivity Analysis

3) ช่วยในการตัดสินใจที่ต้องการความรวดเร็วสูง เพื่อใช้ประกอบในการกำหนดกลยุทธ์ในการแข่งขัน ดังนั้น DSS จึงมีลักษณะการโต้ตอบได้ (interactive)

4) เสนอทางวิเคราะห์ในทางเลือกต่างๆ ในสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน

5) จัดการเก็บข้อมูลซึ่งมาจากหลายแหล่งได้ ทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน

6) นำเสนอได้ทั้งรายงานที่เป็นข้อความและกราฟฟิค



http://elearning.northcm.ac.th/it/lesson8-1.asp


โดย: น.ส ผกาพรรณ หงษืทอง หมู่1 จันทร์-บ่าย IP: 124.157.146.74 วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:19:32:52 น.  

 
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

1.1 พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี



สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีโปรดการอ่านและทรงมีพระอัจฉริยภาพสูงยิ่งในการเรียงร้อยอักษรา นำไปสู่พระราชนิพนธ์จำนวนมากทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง หลากเรื่องหลายรสเพิ่มสีสัน ภูมิปัญญาแก่วงการอักษรศาสตร์ไทย
สำหรับพระราชนิพนธ์ร้อยกรอง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระปรีชาสามารถแต่งคำประพันธ์ได้ทั้งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และร่าย แต่ทรงพระราชนิพนธ์โคลงสี่สุภาพได้ดียิ่งลีลาโคลงงดงามไพเราะเปี่ยมด้วยสุนทรียะ และเนื้อหาสาระดังจะเห็นได้อย่างเด่นชัดจากงานพระราชนิพนธ์ อาทิ "อยุธยา" (พ.ศ. ๒๕๑๔) กษัตริยานุสรณ์ (พ.ศ. ๒๕๑๖) พุทธศาสนสุภาษิตคำโคลง (พ.ศ. ๒๕๑๗) พระราชนิพนธ์ร้อยแก้วนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเริ่มต้นเรียงร้อยตั้งแต่เรียงความ สารคดี งานวิชาการสั้นๆ ต่อมาก็ได้ทรงพัฒนาไปในด้านวิชาการ ทั้งบทความ คำบรรยาย ปาฐกถา และ งานค้นคว้าวิจัยทรงพระปรีชาสามารถในการเขียนด้วยโวหารนานา ที่เหมาะสมสอดคล้องกับงานที่เขียน และในบรรดาพระราชนิพนธ์ร้อยแก้ว นั้น ที่มีอยู่มาก คือ สารคดีเสด็จเยือนต่างประเทศ ซึ่งมีอยู่ถึง ๔๙ เรื่อง (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๒) นอกจากนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯได้ทรงเขียนและทรงแปลเรื่องสำหรับเด็กโดยใช้พระนามแฝงว่า "แว่นแก้ว" ได้แก่ เรื่อง แก้วจอมแก่น (พ.ศ. ๒๕๒๑) แก้วจอมซน (พ.ศ.๒๕๒๖) และ เรื่องแปล ขบวนการนกกางเขน (พ.ศ. ๒๕๒๔) ( จากบทความ "ร้อยประกายฉายชัดพระอัจฉริยญาณ" ในหนังสือ เรียงร้อยบรรณรัตน์ โดย ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล)
เพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูลงานพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร ีที่มีอยู่มากมายนั้นอักษรศาสตร์บัณฑิตรุ่นที่ ๔๑ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระสหายร่วมรุ่นได้รวบรวมบรรณานุกรม และดรรชนีพระราชนิพนธ์ให้ได้รายละเอียดที่สมบูรณ์ครบถ้วนทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อมิให้ข้อมูลเลือนหายไปกับกาลเวลา
และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ก็ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานมาพิมพ์เผยแพร่ ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชานุญาต ศูนย์ฯ จึงได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือ "เรียงร้อยบรรณรัตน์บรรณานุกรม และดรรชนีพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" ทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นฐานข้อมูลด้านบรรณานุกรมและดรรชนีที่เอื้อประโยชน์ต่อวงการหนังสือและผู้สนใจสืบต่อไป อนึ่ง ศูนย์ฯ ได้นำข้อมูลบรรณานุกรมพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (บางส่วน) มาเผยแพร่ไว้ในโฮมเพจของศูนย์ฯ เพื่อให้ผู้สนใจได้สืบค้นท่านสามารถเปิดชมได้โดย การคลิกหัวข้อถัดไป หรือหากท่านที่สนใจตัวเล่ม "เรียงร้อยบรรณรัตน์" สามารถติดต่อสั่งซื้อได้ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในราคาจำหน่ายเล่มละ ๓๕๐ บาท
สำหรับตัวเล่มของพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีนั้น ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรได้รวบรวม และจัดเก็บพระราชนิพนธ์ทุกเล่มที่จัดพิมพ์ โดยจัดแสดงไว้ ณ ห้องพระราชประวัติ ๑ ชุด และในห้องสมุดอีก ๑ ชุด







1.2 หนังสืออ้างอิง


ได้แก่ สารานุกรม พจนานุกรม อักขรานุกรม ศัพท์บัญญัติ (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)


1.3 หนังสือภาษาฝรั่งเศส


ได้แก่ หนังสือด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ สถาปัตยกรรม และศิลปะในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนังสือส่วน ใหญ่ได้รับความอนุเคราะห์จากสถาบันฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (Ecole Francaise d'Extreme-Orient),Institut Francais de Pondichery และสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)


1.4 หนังสือภาษาจีน


เป็นหนังสือภาษาจีนทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี หนังสือส่วนนี้ได้รับอภินันทนาการจาก Professor Chen Chung Yu, Institute of History and Philology, Academia Sinica, Taipei, Taiwan (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)


1.5 งานวิจัยและวิทยานิพนธ์


เป็นงานวิจัยและวิทยานิพนธ์เฉพาะสาขามานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องจากมหาวิทยาลัยและสถาบันที่มีการผลิตผลงานวิจัย ในสาขาต่างๆ เหล่านี้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยผู้สนใจสามารถเรียกดูข้อมูล บทคัดย่อ (Abstract)ได้ (จัดเก็บตัวเล่มและให้บริการศึกษา ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)







1.6 วารสารและจุลสาร


เป็นสิ่งพิมพ์ที่ให้เนื้อหาทันสมัยทันเหตุการณ์และจัดพิมพ์อย่างต่อเนื่องโดยองค์กรหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ ห้องสมุดให้บริการวารสารทางด้านมานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องฉบับปัจจุบัน ภาษาไทย จำนวน ๖๘ รายชื่อ ภาษาต่างประเทศ จำนวน ๒๑ รายชื่อ (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)


1.7 ดรรชนีวารสาร


สำหรับวารสารฉบับล่วงเวลา ห้องสมุดได้จัดทำดรรชนีสืบค้นบทความที่น่าสนใจจากวารสารต่าง ๆ ไว้ ้โดยผู้สนใจ สามารถสืบค้นได้จากฐานข้อมูลห้องสมุด


1.8 สื่อวิชาการจากกิจกรรมของศูนย์


ห้องสมุดจัดเก็บสื่อวิชาการทุกประเภทจากกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรได้จัดขึ้น อาทิ เอกสารประกอบการประชุม การสัมมนา บทความนำเสนอ รายงาน ผลการวิจัย วีดิทัศน์ เทปเสียง


1.9 หนังสือทั่วไป


ได้แก่ หนังสือภาษาไทย หนังสือภาษาอังกฤษ ที่มีเนื้อหาทางด้านมานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องแบ่งเนื้อหาออกเป็นกลุ่มย่อยๆ อาทิ ปรัชญาและศาสนา ไทยศึกษา เอเชียศึกษาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ไทย ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประวัติศาสตร์สากล ชาติพันธุ์วิทยา ขนบธรรมเนียมและประเพณี ศิลปะ จิตรกรรม สถาปัตยกรรม ภาษา และวรรณกรรม เป็นต้น ทั้งในรูปของหนังสือเล่มรายงานการวิจัย เอกสาร ประกอบการประชุมสัมมนา แผนที่ ฯลฯ (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)


1.10 กฤตภาค


เป็นสิ่งพิมพ์ที่ได้จากการตัดข่าว บทความ และรูปภาพที่มีสาระเชิงวิชาการด้านมานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง จากหนังสือพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลกฤตภาค เพื่อการสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดยสืบค้นได้ในหลายวิธี อาทิ ตามหัวเรื่อง คำสำคัญ วันเดือนปี ชื่อผู้แต่ง (ให้บริการสืบค้นเฉพาะที่ห้องสมุด)


1.11 แผนที่


ได้แก่ แผนที่ประเทศไทยมาตราส่วน 1: 250,000 แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศแหล่งชุมชนโบราณในประเทศไทย (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)




2.1 วีดิทัศน์


เป็นวีดิทัศน์ที่มีเนื้อหาสาระที่เป็นความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา รวมทั้งสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่จัดทำโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และที่จัดหาจากภายนอก จำนวน ๑,๑๔๖ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ สารคดีเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม ดนตรี การละเล่นและการแสดงของไทย สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีและวีดิทัศน์ กิจกรรมทางวิชาการของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖)


2.2 สไลด์


เป็นภาพสไลด์จากการบันทึกของผู้เชี่ยวชาญการถ่ายภาพ รวมทั้งสไลด์ทางวิชาการที่มีคุณค่าทางการศึกษา จำนวน ๑๕๘ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ สไลด์ศิลปะล้านนา อยุธยา สุโขทัย จิตรกรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ ประเพณี พิธีกรรม กลุ่มชาติพันธุ์ พิพิธภัณฑ์และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้ง ภาพสไลด์จากนิทรรศการต่างๆ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างจัดทำเป็นฐานข้อมูล และจะเปิดให้บริการสืบค้นได้ทางคอมพิวเตอร์ ณ ห้องสมุดชั้น ๖ ในเร็วๆ นี้ (ภาพสไลด์ตัวจริงจัดเก็บและให้บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)


2.3 ภาพถ่าย


เป็นภาพถ่ายเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและพิธีกรรม กลุ่มชาติพันธุ์ พิพิธภัณฑ์และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม จิตรกรรมฝาผนัง ภาพถ่ายทางอากาศแหล่งโบราณสถาน และภาพถ่ายจากนิทรรศการต่างๆ และกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จำนวน ๒๙๕ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างจัดทำเป็นฐานข้อมูล และจะเปิดให้บริการสืบค้น ได้ทางคอมพิวเตอร์ ณ ห้องบริการชั้น ๖ (ภาพถ่ายพร้อมฟิล์มตัวจริง จัดเก็บ และให้บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)


2.4 ซีดีเพลง


เป็นแผ่นซีดีบันทึกเพลงประเภทต่างๆ อาทิ เพลงไทยเดิม ไทยสากล เพลงพื้นบ้าน และเพลงสากลประเภทคลาสสิก (Classical Music) จำนวน ๓๒๙ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖ บริการทำสำเนาลงเทปเสียง ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)


2.5 วิดีโอ ซีดี


เป็นแผ่นซีดี-รอมบันทึกภาพยนต์ จำนวน ๓๖๓ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๖)


2.6 แถบบันทึกเสียง


แถบบันทึกเสียง (Cassette Tape) จำนวน๕๗๕ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ เพลงไทยเดิม เพลงพื้นบ้าน พื้นเมือง การละเล่น และการแสดง สนทนาธรรม และกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖ บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)


2.7 ดีวีดี


เป็นแผ่นดีวีดี จำนวน ๘ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ ภาพยนตร์สารคดีต่าง ๆ (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖ บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)
วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘




3.1 ฐานข้อมูล


เป็นข้อสนเทศที่ได้มีการประมวลผลโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ จากการรวบรวม จำแนกและบันทึกข้อมูลทางวิชาการ เพื่อให้สืบค้นได้จากโปรแกรมฐานข้อมูลของศูนย์ฯ ผ่านทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายใน ขณะนี้ มีฐานข้อมูลที่เปิดให้บริการสืบค้นแล้ว อาทิ ฐานข้อมูล กฤตภาค ฐานข้อมูลสไลด์ศิลปะล้านนา สุโขทัย อยุธยา เป็นต้น และยังมีฐานข้อมูลที่ออกเผยแพร่ทาง World Wide Web ในโฮมเพจศูนย์ฯ ที่http:/www.sac.or.th อาทิ ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ ฐานข้อมูลจารึก และศูนย์วัฒนธรรมในประเทศไทย ฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย เป็นต้น ผู้สนใจติดต่อขอใช้บริการสืบค้นได้ ณ ห้องสมุด ชั้น ๗


3.2 ซีดี - รอม


เป็นแผ่นซีดีบันทึกข้อมูลหลากหลายรูปแบบ เช่น ตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง หรือสื่อผสม (Multimedia) โดยมีเนื้อหาเป็นสาระความรู้ในวิชาการสาขาต่างๆ อาทิ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น มีจำนวน ๑๒๓ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖)


3.3 เครือข่ายสารสนเทศ


เป็นการจัดระบบเครือข่ายข้อมูลสาขามานุษยวิทยา โดยเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลไปสู่ฐานข้อมูลอื่นๆ และไปยังศูนย์ข้อมูลองค์กรหรือสถาบันการศึกษาอื่นๆ เพื่อให้การค้นคว้าจากจุดเดียวในเครือข่ายเป็นไปได้อย่างกว้างขวาง และอำนวยความสะดวก ให้ผู้สนใจสามารถค้นคว้าศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยศูนย์ฯ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง และเป็นผู้ประสานงานการเชื่อมเครือข่ายข้อมูลได้ทั้งในและต่างประเทศ (กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ)



http://www.sac.or.th/services/library/IS/information.htm




โดย: น.ส ผกาพรรณ หงษืทอง หมู่1 จันทร์-บ่าย IP: 124.157.146.74 วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:19:35:32 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อ การเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

ทรัพยากรสารสนเทศ

วัสดุตีพิมพ์ จัดเก็บโดยแบ่งตามหมวดหมู่ทศนิยมดิวอี้ และใช้ตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ ดังนี้
(๑) หนังสืออ้างอิง
(๒) วิทยานิพนธ์
(๓) รายงานประจำปี
(๔) คู่มือมหาวิทยาลัย/คู่มือการศึกษา
(๕) รายงานนักศึกษา
(๖) หนังสืออนุสรณ์งานศพ
(๗) สิ่งพิมพ์มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่
(๘) นิยาย /นวนิยาย
(๙) เรื่องสั้น


สัญลักษณ์
''
''
''
''
''
''
''
''
อ (ภาษาไทย), R (ภาษาอังกฤษ)
ว (ภาษาไทย), The (ภาษาอังกฤษ)
Y
U
ST
อศ
NC

รส



ที่มา http://www.lib.northcm.ac.th/libnorth/resource.html
http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361




โดย: นายวิทวัฒน์ พากุล 52040255102 ม.29 เช้า IP: 192.168.1.108, 113.53.175.235 วันที่: 30 กรกฎาคม 2552 เวลา:18:46:12 น.  

 
Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อ การเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ 2.1
lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361


โดย: นางสาวประทุมพร ปากเจริญ พุชเช้า หมู่ที่29 IP: 125.26.171.25 วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:56:22 น.  

 
2.2
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
ที่มา....
http://61.19.96.22/library/resource_library.html





โดย: นางสาวประทุมพร ปากเจริญ พุชเช้า หมู่ที่ 29 บช.บ. IP: 125.26.171.25 วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:58:16 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
การประมวลผลข้อมูล หมายถึง การจัดการหรือกระทำต่อข้อมูลที่ได้จัดเก็บรวบรวมมาให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมายมากขึ้น คือมีประโยชน์ต่อผู้ใช้งานมากขึ้น เช่น ใช้ง่ายหรือมีความสะดวกขึ้นสิ่งที่ได้จากการประมวลผล เรียกว่า สารสนเทศ (Information) ตัวอย่าง เช่นการอ่านหนังสือ ตาของเราจะเป็นตัวรับข้อมูลที่เป็นคำ สัญลักษณ์ หรือ รูปภาพส่งไปยังสมอง ซึ่งจะเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นตามจินตภาพอยู่ในรูปของข้อสนเทศ (ข้อมูลที่มีความหมายมีประโยชน์มากขึ้น)โดยความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล การประมวลผล และสารสนเทศ


2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศประเภทสิ่งพิมพ์ -- หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ จุลสาร กฤตภาค
ทรัพยากรสารสนเทศที่ไม่ใช่สิ่งพิมพ์ -- ทัศนวัสดุ โสตทัศนวัสดุ สื่อดิจิตัล


โดย: นางสาวนฤมล ภูหนองโอง รหัส 52040264108 คณะเทคโนโลยี สาขาการจักการอุตสาหกรรม (พุธเช้า) ม.29 IP: 125.26.168.64 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:19:17:42 น.  

 
ข้อ 1. ระบบประมวลผลรายการ (TPS : Transaction Processing Systems) บางครั้งเรียกว่า ระบบประมวลผลข้อมูล (DP : Data Processing Systems) ซึ่งเป็นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการข้อมูลเบื้องต้น เป็นการประมวลข้อมูลที่เป็นการดำเนินงานประจำวันภายในองค์ การประมวลข้อมูลในยุคก่อนที่จะมีการนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้นั้น จะเป็นการประมวลผลที่กระทำด้วยมือหรือใช้เครื่องคำนวณช่วย ต่อมามีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการประมวลผลโดยเฉพาะในระบบธุรกิจเพื่อช่วยงานประจำ เช่น การสั่งซื้อสินค้า การจัดระบบสินค้าคงคลัง การทำบัญชีต่าง ๆ การทำใบเสร็จรับเงิน การทำใบแจ้งหนี้ ใบสั่งสินค้า รายการซื้อ รายการขาย ในการทำการประมวลผลรายการก็จะมีการจัดทำเอกสารรายงานต่าง ๆ เป็นประจำ แต่ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นระบบสารสนเทศได้เต็มที่เพราะเอกสารส่วนมากถูกนำไปใช้เกี่ยวกับงานประจำวัน เช่น การบันทึกรายการบัญชี การบันทึกยอดขายประจำวัน การออกใบแจ้งหนี้ เป็นการบันทึกรายการตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันซึ่งปฏิบัติงานในลักษณะซ้ำ ๆ ทุกวัน มากกว่าจะใช้เพื่อการบริหาร หรือการจัดการ เพราะรายงานประจำวันนั้น ไม่ระบุสารสนเทศที่ผู้บริหารต้องการทราบ เช่น ผู้บริหารต้องการทราบว่า ลูกค้าประเภทไหนชอบสินค้าชนิดใด สินค้าใดจะมีแนวโน้มที่จะขายดีมากขึ้นหรือลดลง สินค้าประเภทใดที่เป็นที่นิยมในภาคไหนTPS เป็นขั้นตอนเบื้องต้นในการทำหน้าที่ผลิตสารสนเทศ แล้วส่งไปยังระดับต่อไปตัวอย่างข้อมูลที่เข้ามาในระบบประมวลผลรายการ ได้แก่ ข้อมูลการสั่งซื้อสินค้า ข้อมูลการขายสินค้า ระบบการจองโรงแรมห้องพัก ระบบการจองตั๋วเครื่องบิน ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลพนักงานลูกจ้าง หรือข้อมูลการส่งสินค้า โดยจะนำข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้เข้ามาเพื่อ ทำการประมวลผลโดยถือว่าระดับ ประมวลผลรายการเป็นระดับล่างสุดซึ่งในระดับนี้จำเป็นต้องมีการจัดการทำงานให้เป็นแบบแผนที่แน่นอนตายตัว เป็นระบบที่เก็บข้อมูลธรรมดา เพื่อนำไปใช้งานในภายหลัง เช่น วันนี้มียอดขายเท่าใด รายรับรายจ่ายเท่าใด มีเงินหมุนเวียนในระบบเท่าใดหรือในคลังสินค้า สินค้าที่นำออกไปมีปริมาณมากน้อยแค่ไหน ปัจจุบันระบบประมวลรายการมักนิยมใช้กับการประมวลผลแบบออนไลน์ (On - line Processing) นั่นคือข้อมูลต่าง ๆ จะถูกประมวลผลทันทีที่เข้าสู่ระบบ มักนิยมใช้กับงานธุรกิจประจำวัน สรุปคือเป็นกิจกรรมในแต่ละวันนั่นเองโดยระบบประมวลผลรายการเป็น ตัวเชื่อมระหว่างองค์กรกับสิ่งแวดล้อม และเป็นตัวหลักที่เก็บข้อมูลไว้ก่อนที่จะส่งไปยังระดับอื่น ๆ ถ้าระบบนี้ทำงานได้ไม่ดีหรือมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น จะทำให้ข้อมูลขาดประสิทธิภาพ ก็จะเกิดผลกระทบทั้งองค์กร งานที่ได้อาจขาดความสมบูรณ์หรือเกิดความเสียหายได้ทั้งองค์กรเพราะทำให้ขาดความต่อเนื่องของงานหรือได้รับข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง งานในระดับอื่น ๆ ก็ผิดพลาดตามไปด้วย สาเหตุหนึ่งของความผิดพลาด อาจเกิดมาจากข้อมูลที่รับเข้ามาไม่สมบูรณ์เพียงพอ หรือสาเหตุเกิดจากภายในระบบประมวลผลรายการเองซึ่งถือได้ว่า ระบบประมวลผลรายการมีความสำคัญสูงสุดสำหรับองค์กรTPS มักจะทำการประมวลผลข้อมูลกับงานเฉพาะส่วนขององค์กร เช่น ฝ่ายรับสมัคร ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย ฝ่ายผลิต เป็นต้น โดยแต่ละฝ่ายจะมีการรับข้อมูล จัดเก็บข้อมูลไว้ในรูปของแฟ้มข้อมูลและทำการประมวลผลแยกกัน ผู้ใช้ระบบ TPS ได้แก่ เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลพนักงานลงบัญชี พนักงานรับสั่งจอง เป็นต้น

http://ohm-ohm.blog.mthai.com/2009/02/20/public-1

ข้อ 2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีทั้งหมด 2 ประเภท
- ทรัพยากรสารสนเทศประเภทสิ่งพิมพ์
- ทรัพยากรสารสนเทศประเภทไม่ใช่สิ่งพิมพ์


โดย: นายอภิชาติ อินทรีย์ รหัส 52040265709 (หมู่ 22 อ.เช้า) IP: 117.47.12.96 วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:13:35:13 น.  

 
สามารถอธิบายความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านต่าง ๆ ของผู้คนไว้หลายประการดังต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศ

ประการที่สอง เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลก ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์

ประการที่สาม เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย การดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวสนับสนุน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว

ประการที่สี่ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเทคโนโลยีแบบสุนทรียสัมผัส และสามารถตอบสนองตามความต้องการการใช้เทคโนโลยีในรูปแบบใหม่ที่เลือกได้เอง

ประการที่ห้า เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดสภาพทางการทำงานแบบทุกสถานที่และทุกเวลา

ประการที่หก เทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการวางแผนการดำเนินการระยะยาวขึ้น อีกทั้งยังทำให้วิถีการตัดสินใจ หรือเลือกทางเลือกได้ละเอียดขึ้น

กล่าวโดยสรุปแล้ว เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทที่สำคัญในทุกวงการ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกด้านความเป็นอยู่ สังคม เศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเมือง ตลอดจนการวิจัยและการพัฒนาต่าง ๆ
http://www.kmitl.ac.th/agritech/nutthakorn/04093009_2204/isweb/Lesson%2022.htm


โดย: นาย ธวัชชัย นิวาสธนชัย 52040001162 (พุธ เช้า) IP: 124.157.146.209 วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:14:24:54 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบ transaction processing
(การประมวลผลด้วยรายการเปลี่ยนแปลง)
ความหมาย
หมายถึง การประมวลผลข้อมูลด้วยการนำแฟ้มข้อมูลที่บรรจุรายการเปลี่ยนแปลง หรือรายการแก้ไข อ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อปรับปรุงรายการในแฟ้มข้อมูลหลัก (master file)

ที่มา: http://www.guru.sanook.com/search/transaction_processing/

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ตอบ แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. สื่อสิ่งพิมพ์ (Printed Materials)
แบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. หนังสือ (Books)
2. สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง (Serials)
3. จุลสาร (Pamphlet)
4. กฤตภาค (Clipping)
2. สื่อโสตทัศน์ (Audio-Visual Materials)
แบ่งเป็น 7 ประเภท คือ
1. วัสดุกราฟิก (Graphic Materials)
2. ภาพนิ่ง (Still Pictures)
3. วัสดุย่อส่วน (Microforms)
4. ภาพยนตร์ (Motion Pictures)
5. วีดีทัศน์ (Video Tape)
6. วัสดุบันทึกเสียง (Tape Cassette)
7. ลูกโลก หุ่นจำลอง ของตัวอย่าง (Globe, Model, Specimen)
3. สื่อดิจิตอล (Digital Materials)
- ซีดี-รอม
- ฐานข้อมูล (Database)
- ฐานข้อมูลออนไลน์ (Online Database)
- ฐานข้อมูลซีดี-รอม (CD-ROM Database)
- สื่อผสม (Multimedia)
- สื่อหลายมิติ (Hypermedia)

ที่มา : http://www.sut.ac.th/ist/coursesonline/.../W2_Inforesource_46.ppt






โดย: นางสาวสุภาพร รัตนา 50240210102 วท.บ.สาธารณสุขศาสตร์ (เรียน พฤ-ค่ำ เวลา 17.00-21.00 น. ) IP: 114.128.22.96 วันที่: 5 สิงหาคม 2552 เวลา:11:48:54 น.  

 
ตรวจ (ครั้งที่ 1)


โดย: อ.น้ำผึ้ง (neaup ) วันที่: 6 สิงหาคม 2552 เวลา:17:40:19 น.  

 
transaction processing
transaction processing การประมวลผลด้วยรายการเปลี่ยนแปลงหมายถึง
การประมวลผลข้อมูลด้วยการนำแฟ้มข้อมูลที่บรรจุรายการเปลี่ยนแปลง
หรือรายการแก้ไข
อ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อปรับปรุงรายการในแฟ้มข้อมูลหลัก (master
file)


[th/251097/hope/dictionary/m5r9-7e039fa6e

ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม

http://61.19.96.22/library/resource_library.html


โดย: นายนารายณ์ แก้วภักดี ม. 15 ศ. เช้า IP: 124.157.129.16 วันที่: 10 สิงหาคม 2552 เวลา:17:48:23 น.  

 

2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

หมายถึง การประมวลผลข้อมูลด้วยการนำแฟ้มข้อมูลที่บรรจุรายการเปลี่ยนแปลง หรือรายการแก้ไข อ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อปรับปรุงรายการในแฟ้มข้อมูลหลัก (master file)
http://guru.sanook.com/search/transaction_processing/

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม

การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)

งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )

ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้

http://61.19.96.22/library/resource_library.html






โดย: น.ส.นงนุช นาเจิญ หมู่ 22 อังคารเช้า IP: 124.157.147.193 วันที่: 11 สิงหาคม 2552 เวลา:19:08:20 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

หมายถึง การประมวลผลข้อมูลด้วยการนำแฟ้มข้อมูลที่บรรจุรายการเปลี่ยนแปลง หรือรายการแก้ไข อ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อปรับปรุงรายการในแฟ้มข้อมูลหลัก (master file)
http://guru.sanook.com/search/transaction_processing/

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม

การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)

งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )

ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้

http://61.19.96.22/library/resource_library.html






โดย: น.ส. ศิราณี ผิววงษ์ 52040258102 หมู่ 22 (อังคารเช้า) IP: 124.157.147.193 วันที่: 11 สิงหาคม 2552 เวลา:19:28:21 น.  

 
หมายถึง การประมวลผลข้อมูลด้วยการนำแฟ้มข้อมูลที่บรรจุรายการเปลี่ยนแปลง หรือรายการแก้ไข อ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อปรับปรุงรายการในแฟ้มข้อมูลหลัก (master file)
http://guru.sanook.com/search/transaction_processing/

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
ที่มาhttp://61.19.96.22/library/resource_library.html
โดยน.สอภิญญา อุ้ยปะโค 52041278104 ม.15 ศ.เช้า


โดย: อภิญญา อุ้ยปะโค IP: 124.157.148.58 วันที่: 16 สิงหาคม 2552 เวลา:16:01:45 น.  

 
1.ตอบ ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น

ที่มา http://www.thaiall.com/mis/mis09.htm
2.ตอบ แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. สื่อสิ่งพิมพ์ (Printed Materials)
แบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. หนังสือ (Books)
2. สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง (Serials)
3. จุลสาร (Pamphlet)
4. กฤตภาค (Clipping)
2. สื่อโสตทัศน์ (Audio-Visual Materials)
แบ่งเป็น 7 ประเภท คือ
1. วัสดุกราฟิก (Graphic Materials)
2. ภาพนิ่ง (Still Pictures)
3. วัสดุย่อส่วน (Microforms)
4. ภาพยนตร์ (Motion Pictures)
5. วีดีทัศน์ (Video Tape)
6. วัสดุบันทึกเสียง (Tape Cassette)
7. ลูกโลก หุ่นจำลอง ของตัวอย่าง (Globe, Model, Specimen)
3. สื่อดิจิตอล (Digital Materials)
- ซีดี-รอม
- ฐานข้อมูล (Database)
- ฐานข้อมูลออนไลน์ (Online Database)
- ฐานข้อมูลซีดี-รอม (CD-ROM Database)
- สื่อผสม (Multimedia)
- สื่อหลายมิติ (Hypermedia)

ที่มา : http://www.sut.ac.th/ist/coursesonline/.../W2_Inforesource_46.ppt



โดย: นางสาวคนึงนิจ ผิวบาง หมู่ที่22 รหัส52040263139 เรียนตอนเช้าวันอังคาร IP: 124.157.148.178 วันที่: 17 สิงหาคม 2552 เวลา:19:00:16 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

ตอบ

Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

2.2 ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

ตอบ

วัสดุรูปแบบต่าง ๆ ที่มีการบันทึกความรู้ ข้อมูล ข่าว
สาร ข้อเท็จจริง และความคิดต่างๆ ไว้ โดยใช้ภาษา สัญลักษณ์ ภาพ และเสียง ในรูปของวัสดุตีพิมพ์ และวัสดุไม่ตีพิมพ์

ที่มา
http://www.prc.ac.th/library4/Dataforteachlib/data2.doc
http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361


โดย: นางสาว นฤมล หมู่หาญ 52040263122 หมู่22 อังคารเช้า IP: 1.1.1.182, 58.147.7.66 วันที่: 20 สิงหาคม 2552 เวลา:18:55:07 น.  

 
2.1. Transaction Processing คืออะไรจงอธิบาย

การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

ข้อดี
1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนทันทีทันใด
2. สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ได้รับผลลัพธ์ที่ทันสมัย

ข้อเสีย
1. โอกาสผิดพลาดมีมากกว่าวิธีแบบชุดเนื่องจากตรวจทานที่หน้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2 . การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่า







2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html


โดย: นางสาวสุจิตรา อินทสร้อย 52040258139 หมู่22 อังคารเช้า IP: 125.26.165.199 วันที่: 21 สิงหาคม 2552 เวลา:21:21:54 น.  

 
1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบ การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

ข้อดี 1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนทันทีทันใด
2. สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ได้รับผลลัพธ์ที่ทันสมัย

ข้อเสีย 1. โอกาสผิดพลาดมีมากกว่าวิธีแบบชุดเนื่องจากตรวจทานที่หน้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2 . การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่า


ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.
asp?QID=2361

2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ตอบ แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. สื่อสิ่งพิมพ์ (Printed Materials)
แบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1.1 หนังสือ (Books)
1.2 สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง (Serials)
1.3 จุลสาร (Pamphlet)
1.4 กฤตภาค (Clipping)
2. สื่อโสตทัศน์ (Audio-Visual Materials)
แบ่งเป็น 7 ประเภท คือ
2.1 วัสดุกราฟิก (Graphic Materials)
2.2 ภาพนิ่ง (Still Pictures)
2.3 วัสดุย่อส่วน (Microforms)
2.4 ภาพยนตร์ (Motion Pictures)
2.5 วีดีทัศน์ (Video Tape)
2.6 วัสดุบันทึกเสียง (Tape Cassette)
2.7 ลูกโลก หุ่นจำลอง ของตัวอย่าง (Globe, Model, Specimen)
3. สื่อดิจิตอล (Digital Materials)
3.1 ซีดี-รอม
3.2 ฐานข้อมูล (Database)
3.3 ฐานข้อมูลออนไลน์ (Online Database)
3.4 ฐานข้อมูลซีดี-รอม (CD-ROM Database)
3.5 สื่อผสม (Multimedia)
3.6 สื่อหลายมิติ (Hypermedia)

ที่มา : http://www.sut.ac.th/ist/coursesonline/.../W2_Inforesource_46.ppt




โดย: นางสาวกฤติยา เหล่าผักสาร 52040263134 หมู่ 22 อังคารเช้า คณะเทคโนโลยี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร IP: 124.157.145.109 วันที่: 28 สิงหาคม 2552 เวลา:17:27:05 น.  

 
1.Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
Transaction processing คือ ระบบที่ใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับ งานขั้นพื้นฐานขององค์กร หรือ เกี่ยวกับการบันทึกรายการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในองค์กร เช่นการฝากเงิน การถอนเงิน การซื้อ/ขายสินค้า

ที่มา http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=49a4e3447fab88fe&table=%2Fguru%2Fsearch%3Fq%3DTransacction%2BProcessing&clk=wttpcts


โดย: นางสาวปวีณา พุทธกุล รหัส 52040263115 เรียนวันอังคาร หมู่ที่22 IP: 124.157.145.109 วันที่: 28 สิงหาคม 2552 เวลา:17:50:45 น.  

 
1.ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น

ที่มา http://www.thaiall.com/mis/mis09.htm


2.
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม

ที่มา
http://61.19.96.22/library/resource_library.html





โดย: นายอัศวิน บัวน้ำอ้อม 51241151118 รูปแบบพิเศษหมู่ 5 วันเสาร์บ่ายโมง IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 29 สิงหาคม 2552 เวลา:13:53:40 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อ การเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

ทรัพยากรสารสนเทศ

วัสดุตีพิมพ์ จัดเก็บโดยแบ่งตามหมวดหมู่ทศนิยมดิวอี้ และใช้ตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ ดังนี้
(๑) หนังสืออ้างอิง
(๒) วิทยานิพนธ์
(๓) รายงานประจำปี
(๔) คู่มือมหาวิทยาลัย/คู่มือการศึกษา
(๕) รายงานนักศึกษา
(๖) หนังสืออนุสรณ์งานศพ
(๗) สิ่งพิมพ์มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่
(๘) นิยาย /นวนิยาย
(๙) เรื่องสั้น


สัญลักษณ์
''
''
''
''
''
''
''
''
อ (ภาษาไทย), R (ภาษาอังกฤษ)
ว (ภาษาไทย), The (ภาษาอังกฤษ)
Y
U
ST
อศ
NC

รส


ที่มา http://www.lib.northcm.ac.th/libnorth/resource.html


โดย: นางสาววินภา พินิจมนตรี รหัส 51241151116 รูปแบบพิเศษหมู่ 5 วันเสาร์บ่ายโมง IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 29 สิงหาคม 2552 เวลา:13:55:34 น.  

 
1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

ตอบ...การประมวลผลข้อมูลด้วยการนำแฟ้มข้อมูลที่บรรจุรายการเปลี่ยนแปลง หรือรายการแก้ไข อ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อปรับปรุงรายการในแฟ้มข้อมูลหลัก (master file)

http://guru.sanook.com/search/transaction_processing/


โดย: นางสาวสุกัญญา แก้วคูณเมือง รหัส 51241151122 (เรียนเสาร์บ่ายโมง) IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 29 สิงหาคม 2552 เวลา:13:55:36 น.  

 
วัสดุตีพิมพ์ จัดเก็บโดยแบ่งตามหมวดหมู่ทศนิยมดิวอี้ และใช้ตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ ดังนี้

(๑) หนังสืออ้างอิง
(๒) วิทยานิพนธ์
(๓) รายงานประจำปี
(๔) คู่มือมหาวิทยาลัย/คู่มือการศึกษา
(๕) รายงานนักศึกษา
(๖) หนังสืออนุสรณ์งานศพ
(๗) สิ่งพิมพ์มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่
(๘) นิยาย /นวนิยาย
(๙) เรื่องสั้น
สัญลักษณ์
''
''
''
''
''
''
''
''

อ (ภาษาไทย), R (ภาษาอังกฤษ)
ว (ภาษาไทย), The (ภาษาอังกฤษ)
Y
U
ST
อศ
NC

รส


วัสดุไม่ตีพิมพ์ ได้แก่ แถบวิดีทัศน์ ซีดีรอม เทปบันทึกเสียง จัดเก็บโดยใช้ตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ ดังนี้


(๑) เทปบันทึกเสียง(Tape cassette)
(๒) แถบวิดีทัศน์ (Video cassette)
(๓) ซีดีรอมประกอบหนังสือ(CD-ROM)
(๔) ซีดีรอม (CD-ROM)
(๕) แผ่นบันทึกข้อมูลคอมพิวเตอร์(Diskette) สัญลักษณ์
''
''
''
''
T
V
C
VC
D


http://www.lib.northcm.ac.th/libnorth/resource.html


โดย: นางสาวสุกัญญา แก้วคูณเมือง รหัส 51241151122 (เรียนเสาร์บ่ายโมง) IP: 172.29.5.133, 58.147.7.66 วันที่: 29 สิงหาคม 2552 เวลา:14:20:53 น.  

 
Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
1.
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361

2.
ประเภทของทรัพยากรสารสนเทศ
จำแนกได้หลายลักษณะ
1.จำแนกตามความทันสมัยของข้อมูล
2.จำแนกตามลักษณะการใช้ข้อมูล
3.จำแนกตามสื่อที่ใช้ในการบันทึก

ที่มา http://www.sut.ac.th/ist/coursesonline/204215/W2_Inforesource_46.ppt#304,8,1. สื่อสิ่งพิมพ์ (Printed Materials)

ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html


โดย: ส.ต.ต.หญิงพิพิทย์ชยานันต์ สีลาเวช 51241151133 รูปแบบพิเศษเสารืบ่าย IP: 172.29.5.133, 58.147.7.66 วันที่: 29 สิงหาคม 2552 เวลา:14:22:47 น.  

 

2. วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ

ยุคที่ 1 การประมวลผลข้อมูล (Data Processing Age) มีวัตถุประสงค์เพื่อการคำนวณและการประมวลผลข้อมูลของรายการประจำ (Transaction Processing) เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร

ยุคที่ 2 ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ (management Information System : MIS) มีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการตัดสินใจ ควบคุม ดำเนินการ ติดตามผลและวิเคราะห์ผลงานของผู้บริหารระดับต่าง ๆ

ยุคที่ 3 การจัดการทรัพยากรสารสนเทศ (Information Resource Management) ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเรียกใช้สารสนเทศที่จะช่วยในการตัดสินใจนำหน่วยงานไปสู่ความสำเร็จ

ยุคที่ 4 ยุคปัจจุบันหรือยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) ใช้ระบบคอมพิวเตอร์และระบบการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นเครื่องมือช่วยในการจัดทำระบบสารสนเทศ และเน้นความคิดของการให้บริการสารสนเทศแก่ผู้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นวัตถุประสงค์สำคัญ

แบบฝึกหัด
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง


ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361


โดย: นาย ปิยะ ศรีกุลวงศ์ 51241151204 รปศ. เสาร์บ่าย IP: 202.29.5.62 วันที่: 30 สิงหาคม 2552 เวลา:17:35:40 น.  

 
2.1. Transaction Processing คืออะไรจงอธิบาย

การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

ข้อดี
1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนทันทีทันใด
2. สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ได้รับผลลัพธ์ที่ทันสมัย

ข้อเสีย
1. โอกาสผิดพลาดมีมากกว่าวิธีแบบชุดเนื่องจากตรวจทานที่หน้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2 . การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่า







2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html








โดย: นางสาว สนร นาแพงหมื่น เสาร์บ่าย 51241151220 IP: 202.29.5.62 วันที่: 30 สิงหาคม 2552 เวลา:18:09:50 น.  

 
ตอบข้อ 2.1.Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

คำตอบ Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361


ตอบข้อ 2.2ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

คำตอบ สัญลักษณ์ ภาพ และเสียง ในรูปของวัสดุตีพิมพ์ และวัสดุไม่ตีพิมพ์


ที่มา
http://www.prc.ac.th/library4/Dataforteachlib/data2.doc



โดย: นางสาว จุรีพร โคตรชมภู รหัส 52040332125 พฤหัส เช้า หมู่ 08 IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 31 สิงหาคม 2552 เวลา:16:40:12 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบ ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ตอบ มี 2 ประเภท คือ
- ทรัพยากรสารสนเทศประเภทสิ่งพิมพ์
- ทรัพยากรสารสนเทศประเภทไม่ใช่สิ่งพิมพ์


โดย: นางฉวีวรรณ แสงเลิศ 51241151132 รูปแบบพิเศษ รปศ. เรียนเวลา บ่ายโมงวันเสาร์ IP: 117.47.14.74 วันที่: 1 กันยายน 2552 เวลา:19:09:34 น.  

 
เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดการกับสารสนเทศที่ใช้มากที่สุดก็คือคอมพิวเตอร์ ในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในยุคแรกนี้เรียกว่า ยุคของการประมวลผลข้อมูล โดยมีจุดประสงค์คือ เพื่อใช้ในการคำนวณและการประมวลผลข้อมูล เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายทางด้านบุคลากร ต่อมาในยุคที่สองคือ จะมีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการตัดสินใจ ดำเนินงาน ติดตามผล ควบคุม และวิเคราะห์ผลงาน ของผู้บริหารระดับต่างๆ ที่เรียกว่า ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ในยุคที่สาม ในการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนมากใช้ในการจัดการทรัพยากรสารสนเทศเพื่อเรียกใช้สารสนเทศ จะช่วยในการตัดสินใจ และนำหน่วยงานไปสู่ความสำเร็จ ในยุคปัจจุบันนี้เทคโนโลยีได้มีความก้าวหน้าไปมากน มีการขยายขอบเขตการประมวลผลข้อมูล ไปสู่การสร้างและการผลิตสารสนเทศด้วย ทำให้สามารถสร้างทางเลือกและรูปแบบใหม่ๆ ของสินค้าและบริการขึ้นมาได้ ซึ่งเรียกว่า “ยุคไอที หรือยุค เทคโนโลยีสารสนเทศ” นั้นเอง โดยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการสื่อสารโทรคมนาคม ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อช่วยในการจัดทำระบบสารสนเทศ และเน้นความคิดของการใช้บริการสารสนเทศ
http://www.sci.nu.ac.th/information-it/index.php?topic=6872.0


โดย: ชื่อนางสาววิจิตรา สร้อยคำ52040280145หมู่ที่8เรียนพฤหัสเช้า IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:11:08:25 น.  

 
ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น
หน้าที่การประมวลผลรายการ (Transaction processing function)
การลงบัญชี (Book keeping) เพื่อบันทึกข้อมูลรายการทางธุรกิจ
การออกคำสั่ง (Issuance) เพื่อออกคำสั่ง เช่น เอกสารการจ่ายเงิน ใบกำกับสินค้า
การควบคุมรายงาน (Control reporting) เพื่อควบคุมการปฏิบัติ เช่นคุมการจ่ายเงินเดือน

ที่มา http://www.thaiall.com/mis/mis09.htm


โดย: ชื่อ นางสาวกิ่งแก้ว เชื้อบุญมา 52040281114 (ม. 8) พฤหัสเช้า IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:11:11:54 น.  

 
เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดการกับสารสนเทศที่ใช้มากที่สุดก็คือคอมพิวเตอร์ ในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในยุคแรกนี้เรียกว่า ยุคของการประมวลผลข้อมูล โดยมีจุดประสงค์คือ เพื่อใช้ในการคำนวณและการประมวลผลข้อมูล เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายทางด้านบุคลากร ต่อมาในยุคที่สองคือ จะมีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการตัดสินใจ ดำเนินงาน ติดตามผล ควบคุม และวิเคราะห์ผลงาน ของผู้บริหารระดับต่างๆ ที่เรียกว่า ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ในยุคที่สาม ในการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนมากใช้ในการจัดการทรัพยากรสารสนเทศเพื่อเรียกใช้สารสนเทศ จะช่วยในการตัดสินใจ และนำหน่วยงานไปสู่ความสำเร็จ ในยุคปัจจุบันนี้เทคโนโลยีได้มีความก้าวหน้าไปมากน มีการขยายขอบเขตการประมวลผลข้อมูล ไปสู่การสร้างและการผลิตสารสนเทศด้วย ทำให้สามารถสร้างทางเลือกและรูปแบบใหม่ๆ ของสินค้าและบริการขึ้นมาได้ ซึ่งเรียกว่า “ยุคไอที หรือยุค เทคโนโลยีสารสนเทศ” นั้นเอง โดยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการสื่อสารโทรคมนาคม ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อช่วยในการจัดทำระบบสารสนเทศ และเน้นความคิดของการใช้บริการสารสนเทศ

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายมากมาย ใช้ได้ต่างๆ ซึ่งจะขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้ • การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานสำนักงาน ในการใช้งานในสำนักงานก็ใช้ได้หลากหลาย เช่น ใช้ในการจัดเตรียมเอกสาร การใช้ในการกระจายเอกสาร เป็นการกระจายสารสนเทศไปยังผู้ใช้ ณ จุดต่างๆ ใช้ในการจัดเก็บและการสืบค้นเอกสาร การจัดเตรียมสารสนเทศในลักษณะภาพหรือลักษณะเสียง เหล่านี้เป็นต้น
• การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานด้านอุตสาหกรรม ก็ตัวอย่างเช่น การใช้ในการออกแบบ ใช้ในการควบคุมการผลิต เป็นต้น
• การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในด้านการเงิน ได้แก่ การใช้ ATM ในการอำนวยความสะดวกในการ ฝาน ถอน หรือการโอนเงิน ส่วนในด้านพาณิชย์ ได้แก่การใช้รหัสแท่งในการคำนวณราคาสินค้า เป็นต้น
• การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสื่อสาร ได้แก่ การให้บริการโทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ การสื่อสารผ่านดาวเทียม เหล่านี้เป็นต้น
• การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการงานด้านสาธารณสุข ได้แก่ใช้ในการคิดเงิน หรือในการบันทึกข้อมูลของผู้ป่วย ใช้ในการวิจัยหรือวินิจฉัยโรค เป็นต้น
• การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการศึกษาและการฝึกอบรม ก็มีมากมายหลายรูปแบบ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการสอน ใช้ในการศึกษาทางไกล ใช้ในระบบเครือข่ายการศึกษา ใช้ในการงานห้องสมุด และการใช้ในห้องปฏิบัติการ


http://learners.in.th/blog/thippawarn/128709


โดย: นางสาวชรัญดา สีปุ้ม รหัส 52040280121 หมู่8 เรียน พฤหัสเช้า IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:11:12:21 น.  

 

ทรัพยากรสารสนเทศ

วัสดุตีพิมพ์ จัดเก็บโดยแบ่งตามหมวดหมู่ทศนิยมดิวอี้ และใช้ตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ ดังนี้

ตีพิมพ์
(๑) หนังสืออ้างอิง
(๒) วิทยานิพนธ์
(๓) รายงานประจำปี
(๔) คู่มือมหาวิทยาลัย/คู่มือการศึกษา
(๕) รายงานนักศึกษา
(๖) หนังสืออนุสรณ์งานศพ
(๗) สิ่งพิมพ์มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่
(๘) นิยาย /นวนิยาย
(๙) เรื่องสั้น

ไม่ตีพิมพ์

(๑) เทปบันทึกเสียง(Tape cassette)
(๒) แถบวิดีทัศน์ (Video cassette)
(๓) ซีดีรอมประกอบหนังสือ(CD-ROM)
(๔) ซีดีรอม (CD-ROM)
(๕) แผ่นบันทึกข้อมูลคอมพิวเตอร์(Diskette) สัญลักษณ์
''
''
''
''
T
V
C
VC
D

ที่มา http://www.lib.northcm.ac.th/libnorth/resource.html


โดย: ชื่อกิ่งแก้ว เชื้อบุญมา 52040281114 (ม. 8) พฤฯเช้า IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:11:23:29 น.  

 
หมายถึง การประมวลผลด้วยรายการเปลี่ยนแปลงหมายถึง
การประมวลผลข้อมูลด้วยการนำแฟ้มข้อมูลที่บรรจุรายการเปลี่ยนแปลง
หรือรายการแก้ไข
อ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อปรับปรุงรายการในแฟ้มข้อมูลหลัก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=numpuang&date=27-03-2009&group=7&gblog=3
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอมhttp://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2


โดย: ชื่อนางสาววิจิตรา สร้อยคำ52040280145หมู่ที่8เรียนพฤหัสเช้า IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:11:36:56 น.  

 
เฉลย คุณลักษณะของระบบการประมวลผลข้อมูล
1. สามารถจัดเก็บข้อมูลที่เกิดขึ้นประจำวันของการดำเนินธุรกิจได้ เช่น ประวัติลูกค้า รายการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า เป็นต้น
2. สามารถสร้างข้อมูลเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจได้ เช่น ออกใบกำกับภาษี ออกใบแจ้งหนี้ ออกใบรายการสินค้า เป็นต้น
3. บำรุงรักษาข้อมูล (Data Maintenance) โดยการปรับปรุงข้อมูล (เพิ่ม ลบ แก้ไข) ให้เป็นปัจจุบันมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า ชื่อที่อยู่ของสินค้า รหัสสินค้า เป็นต้น

http://noyzaa.blogspot.com/2008/06/tps-mis-dss-eis-es.htmlทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง วัสดุรูปแบบต่าง ๆ ที่มีการบันทึกความรู้ ข้อมูล ข่าว
สาร ข้อเท็จจริง และความคิดต่างๆ ไว้ โดยใช้ภาษา สัญลักษณ์ ภาพ และเสียง ในรูปของวัสดุตีพิมพ์ และวัสดุไม่ตีพิมพ์
วัสดุตีพิมพ์ หมายถึงทรัพยากรสารสนเทศที่บันทึกสารสนเทศ เพื่อประโยชน์ในการศึกษา ค้นคว้า อ้างอิง หรือเพื่อความบันเทิง โดยผลิตเป็นหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือเอกสารรูปแบบต่าง ๆ
http://www.prc.ac.th/library4/Dataforteachlib/data2.doc


โดย: นางสาวชรัญดา สีปุ้ม รหัส 52040280121 หมู่8 เรียน พฤหัสเช้า IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:11:47:50 น.  

 
1.ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น

ที่มา http://www.thaiall.com/mis/mis09.htm


2.
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม

ที่มา
http://61.19.96.22/library/resource_library.html





โดย: นางสาวเกษร อัครฮาด รหัสนักศึกษา 52040003135 หมู่ 29 เรียนพุธเช้า IP: 202.29.5.62 วันที่: 7 กันยายน 2552 เวลา:17:57:50 น.  

 
2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

ทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ความคิด ประสบการณ์ที่เป็นแก่นหรือเนื้อหาสำคัญที่ได้จำแนก ชี้แจง แสดงออกมาให้ปรากฏ โดยการกลั่นกรองเรียบเรียงและประมวลไว้โดยใช้ภาษา สัญลักษณ์ รูปภาพ รหัส และอื่นๆ รวมทั้งบันทึกและวิธีการต่างๆ ลงบนวัสดุหลายชนิด เป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา รวมเรียกว่า ทรัพยากรสารสนเทศ (อุทัย ทุติยโพธิ์ 2535: 5) วัสดุห้องสมุด สื่อการศึกษา ทรัพยากรห้องสมุด วัสดุสื่อการศึกษา เป็นต้น ทรัพยากรสารสนเทศเป็น 1 ใน 3 ของทรัพยากรของโลกที่สำคัญที่สุดนอกจากทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ เนื่องจากเป็นทรัพยากรที่เกิดจากสติปัญญาความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เป็นเหตุให้มีการผลิตทรัพยากรสารสนเทศเพิ่มขึ้นมากมาย ซึ่งเป็นรากฐานที่จำเป็น ความก้าวหน้าของอารยธรรม และสังคม ที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์ในการใช้ทรัพยากรอื่นๆ และเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทรัพยากรสารสนเทศอาจจำแนกได้ตามการเข้าถึงและใช้สารสนเทศใน 2 แหล่งใหญ่ คือ ทรัพยากรสารสนเทศจากห้องสมุด และทรัพยากรสารสนเทศจากอินเตอร์เน็ต

ที่มา http://lib.kru.ac.th/payom/doc4-1.html


โดย: นางสาวปวีณา พุทธกุล รหัส52040263115 เรียนวันอังคาร หมู่ 22 IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 8 กันยายน 2552 เวลา:9:22:41 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น
หน้าที่การประมวลผลรายการ (Transaction processing function)
การลงบัญชี (Book keeping) เพื่อบันทึกข้อมูลรายการทางธุรกิจ
การออกคำสั่ง (Issuance) เพื่อออกคำสั่ง เช่น เอกสารการจ่ายเงิน ใบกำกับสินค้า
การควบคุมรายงาน (Control reporting) เพื่อควบคุมการปฏิบัติ เช่นคุมการจ่ายเงินเดือน

http://www.thaiall.com/mis/mis09.htm




2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศได้แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
1. วัสดุตีพิมพ์ (printed materials)
2. วัสดุไม่ตีพิมพ์ (non-printed material)
3. ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronic database)
ทรัพยากรสารสนเทศแต่ละประเภทมีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนี้

วัสดุตีพิมพ์
วัสดุตีพิมพ์ หมายถึงวัสดุที่บันทึกสารสนเทศในรูปแบบของตัวอักษร ภาพและสัญลักษณ์อื่น ๆ โดยผ่านกระบวนการตีพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ กฤตภาค เป็นต้น วัสดุตีพิมพ์จัดแยกประเภทตามลักษณะรูปเล่มและวัตถุประสงค์ในการจัดทำได้ดังนี้
1. หนังสือ
หนังสือเป็นสิ่งพิมพ์ที่รวบรวมสารสนเทศทั้งทางด้านวิชาการ สารคดีและบันเทิงคดี ให้เนื้อหาที่จบบริบูรณ์ในเล่มเดียวหรือหลายเล่มที่เรียกว่า หนังสือชุด ประเภทของหนังสือจัดแยกตามลักษณะเนื้อหา ได้ดังนี้
1.1 หนังสือวิชาการหรือหนังสือตำรา (text book) หมายถึงหนังสือที่ให้ความรู้ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง โดยผู้แต่งที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา การนำเสนอเนื้อหามักใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง มีภาพประกอบ ตาราง แผนภูมิ แผนที่ แผนผัง เพื่อการอธิบายเรื่องราวให้ละเอียดชัดเจน
1.2 หนังสือสารคดี หมายถึงหนังสือที่นำเสนอเรื่องราวกึ่งวิชาการเพื่อความเพลิดเพลินในการอ่าน และหลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาสาระได้โดยง่าย เช่น หนังสือนำเที่ยว หนังสือสรรพสาระ (Reader Dijet) เป็นต้น
1.3 หนังสือแบบเรียน หมายถึงหนังสือที่จัดทำขึ้นตามหลักสูตรรายวิชาเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนของนักเรียนนักศึกษาในระดับต่าง ๆ นำเสนอเนื้อหาตามข้อกำหนดในหลักสูตร ต่างจากหนังสือตำราทั่วไปที่มีคำถามท้ายบทเพื่อให้ผู้เรียนได้ประเมินผลการเรียนและทบทวนบทเรียน
1.4 หนังสืออ้างอิง (reference books) หมายถึงหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวข้อเท็จจริงในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า เช่น หนังสือสารานุกรม พจนานุกรม นามานุกรม หนังสืออ้างอิงชีวประวัติ หนังสืออ้างอิงภูมิศาสตร์ หนังสือรายปี หนังสือบรรณานุกรม หนังสือดัชนีและสาระสังเขป และหนังสือคู่มือ เป็นต้น โดยทั่วไปทางห้องสมุดจะจัดแยกหนังสืออ้างอิงออกจากหนังสือทั่วไป เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และมักจะไม่ให้ยืมออกจากห้องสมุด ทั้งนี้เพราะผู้ค้นคว้าต้องการคำตอบในปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องอ่านตลอดเล่ม และเพื่อให้สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลา
1.5 วิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ (thesis or dissertation) เป็นรายงานผลการค้นคว้าวิจัยเพื่อขอรับปริญญาตามหลักสูตรในระดับปริญญาโท (thesis) และ ปริญญาเอก (dissertation) เนื่องจากเป็นรายงานผลการค้นพบสาระความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่ได้จากการสำรวจ ทดลอง วิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบภายใต้การให้คำปรึกษาจากอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่าง ๆ จึงเหมาะสำหรับการใช้เป็นข้อมูลประกอบการเขียนเอกสารตำราวิชาการ หรือรายงานภาคนิพนธ์
1.6 รายงานการวิจัย (research report) เสนอสารสนเทศที่เป็นผลผลิตจากการศึกษา ค้นคว้าวิจัย- เนื้อหามักประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ข้อความเกี่ยวกับ ผู้เขียน สาระสังเขป บทนำ วัตถุประสงค์ ขอบเขต และวิธีดำเนินการวิจัย ผลการวิจัย บทสรุป และ รายการอ้างอิง
1.7 รายงานการประชุมทางวิชาการ (proceedings) ให้สารสนเทศที่ได้จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเป็นข้อสรุปในการแก้ปัญหา ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรู้ใหม่ที่ค้นพบ หรือข้อตกลงในแผนงานหรือนโยบายใหม่ ที่นักวิชาการนำเสนอในการประชุมทางวิชาการหรือวิชาชีพ- -
1.8 นวนิยายและเรื่องสั้น (short story collection) เป็นหนังสือที่แต่งขึ้นตามจินตนาการ เน้นความสนุกความเพลิดเพลิน และความซาบซึ้งในอรรถรสวรรณกรรม สารสนเทศจากนวนิยายนำมาใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงข้อเท็จจริงไม่ได้
2. วารสารและนิตยสาร
วารสารและนิตยสารมาจากคำในภาษาอังกฤษ 3 คำ คือ Magazine, Journal และ Periodical มีความหมายแตกต่างกันตามลักษณะเนื้อหาที่นำเสนอ Magazine หรือเรียกว่า “นิตยสาร” มักจะเน้นเนื้อหาทางด้านบันเทิงคดี Journal หรือเรียกว่า “วารสาร” จะเน้นเนื้อหาทางวิชาการ ส่วนคำว่า Periodical หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นวาระ มีความหมายรวมทั้ง Magazine และ Journal เช่นเดียวกับคำว่า “วารสาร” ในภาษาไทยที่มีความหมายรวมถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นวาระ มีความหมายรวมทั้งนิตยสารและวารสาร
วารสารเป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกตามกำหนดระยะเวลาอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายสัปดาห์ รายปักษ์ (สองสัปดาห์) หรือรายเดือน ให้สารสนเทศในรูปแบบ “บทความ” จากผู้แต่งหลายคน เนื้อหาสาระอาจเป็นเรื่องในสาขาวิชาเดียวกัน หรือรวมเรื่อง ซึ่งอาจแบ่งประเภทวารสารตามลักษณะเนื้อหาเป็น 3 ประเภท คือ
2.1 วารสารวิชาการ (journals or periodicals) เช่น ราชภัฏกรุงเก่า/ จุฬาลงกรณ์รีวิว/ วารสารวิจัย/ วารสารราชบัณฑิตยสถาน/ พัฒนาชุมชน/ วารสารกฎหมายเพื่อชีวิต/ Journal of Science, Technology and Humanities/ Journal of Teacher Education / Educational Research/ ASEAN Journal on Science เป็นต้น
2.2 วารสารทั่วไปหรือนิตยสาร (magazine) เช่น เที่ยวรอบโลก / สารคดี/ สมุนไพรเพื่อชีวิต/ รักลูก/ สกุลไทย/ หญิงไทย/ สร้างเงินสร้างงาน/ สานแสงอรุณ/ ไฮ-คลาส/ ต่วย’ตูนพิเศษ/ National Geographic/ Discover/ Reader’s Digest เป็นต้น
2.3 วารสารข่าวหรือวิจารณ์ข่าว (news magazine) เช่น มติชนสุดสัปดาห์/ สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์/ เอกสารข่าวรัฐสภา/ Time/ Newsweek/ AsiaNews
3. หนังสือพิมพ์
หนังสือพิมพ์ (newspaper) เป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกตามระยะเวลาที่กำหนด อาจเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายปักษ์ แต่ส่วนใหญ่จะพิมพ์เผยแพร่เป็นรายวัน
ประเภทของหนังสือพิมพ์อาจจัดแยกตามลักษณะการนำเสนอเนื้อหาออกเป็น 2 ประเภทคือ หนังสือพิมพ์ปริมาณ และหนังสือพิมพ์คุณภาพ
หนังสือพิมพ์ปริมาณจะเน้นการเสนอเนื้อหาและวิธีการเขียนที่เร้าอารมณ์ ชวนอ่าน ข่าวส่วนใหญ่จะเป็น “ข่าวอ่อน” (soft news) เช่น ข่าวอุบัติเหตุ ข่าวสังคม ข่าวอาชญากรรม ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา เป็นต้น
หนังสือพิมพ์คุณภาพจะเน้นเสนอเนื้อหาที่ให้รายละเอียดตามข้อเท็จจริง วิธีการเขียนจะไม่เร้าอารมณ์เหมือนหนังสือพิมพ์ปริมาณ ข่าวส่วนใหญ่จะเป็น “ข่าวแข็ง” (hard news) เช่น ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมือง ข่าวต่างประเทศ ข่าวการศึกษา ข่าวศิลปะวัฒนธรรม เป็นต้น
หนังสือพิมพ์บางประเภทนำเสนอข่าวเฉพาะเรื่องเช่นข่าวธุรกิจ ได้แก่หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ ข่าวพาณิชย์ ฯลฯ หรือเสนอเฉพาะข่าวกีฬาได้แก่ โลกกีฬา สยามกีฬา ฯลฯ หรือเสนอข่าวการศึกษาและการจัดหางานได้แก่ วัฏจักรการศึกษา แรงงานไทย ตลาดแรงงานตลาดบันเทิง ฯลฯ ซึ่งหนังสือพิมพ์เฉพาะเรื่องจะออกเป็นรายสัปดาห์มากกว่ารายวัน
หนังสือพิมพ์และวารสารแตกต่างกันที่วิธีการนำเสนอเนื้อหา วารสารจะนำเสนอเรื่องราวสาระในรูปบทความเช่น บทความทางวิชาการ หรือสารคดี และหากเป็นวารสารข่าวจะนำเสนอในลักษณะการนำข่าวที่เกิดขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนหนังสือพิมพ์จะนำเสนอข่าวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสด ๆ ในชีวิตประจำวัน
4. จุลสาร
จุลสาร (pamphlets) คือสิ่งพิมพ์ที่มีขนาดเล็ก ปกอ่อน ความหนาอยู่ระหว่าง 2 – 60 หน้า เป็นสิ่งพิมพ์ที่หน่วยงานราชการ องค์การ บริษัท ห้างร้าน สถาบัน สมาคมและหน่วยงานต่าง ๆ จัดพิมพ์เผยแพร่เรื่องราว ความรู้สั้น ๆ เนื้อหาทันสมัย อ่านเข้าใจง่าย แม้จะให้รายละเอียดไม่มากนัก แต่ใช้สำหรับค้นคว้าเพิ่มเติมและอ้างอิงได้
5. กฤตภาค
กฤตภาค (clipping) เป็นวัสดุตีพิมพ์ที่เกิดจากการเลือกและจัดเก็บ บทความที่น่าสนใจจากหนังสือพิมพ์หรือวารสารฉบับล่วงเวลา ซึ่งอาจเป็นข่าว บทความวิชาการหรือรูปภาพ เรื่องใดเรื่องหนึ่งเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาหาความรู้
6. สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ
สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่มีความพิเศษที่แตกต่างจากสิ่งพิมพ์ทั่วไป ทางด้านลักษณะรูปทรง วัสดุที่ใช้ในการบันทึก และการนำเสนอเนื้อหาสารสนเทศในลักษณะพิเศษเฉพาะเจาะจง สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษที่จัดให้บริการในห้องสมุดและสถาบันบริการสารสนเทศ ได้แก่
6.1 เอกสารสิทธิบัตร (patents) ให้สารสนเทศเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการประดิษฐ์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ประกอบด้วยรายละเอียด 3 ส่วน คือรายละเอียดทางบรรณานุกรม การประดิษฐ์ และรายละเอียดการขอถือสิทธิตัวอย่างเอกสารสิทธิบัตรแสดงในรูปภาพที่
ขอบเขตสาระสำคัญในเอกสารสิทธิบัตรแต่ละฉบับ จะให้ความรู้ไม่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดเช่น เอกสารสิทธิบัตรเรื่องเครื่องพิมพ์ดีด ในเอกสารสิทธิบัตรฉบับหนึ่งจะกล่าวถึงกลไกการป้อนกระดาษ อีกฉบับหนึ่งจะบรรยายเฉพาะกลไกการบังคับการหมุนของผ้าหมึก ดังนั้น ถ้าจะสร้างเครื่องพิมพ์ดีด ก็จะต้องศึกษาวิธีการทำเครื่องบังคับกลไกต่าง ๆ ของเครื่องพิมพ์ดีดในเอกสารสิทธิบัตรหลายฉบับ
แหล่งบริการเอกสารสิทธิบัตรติดต่อขอใช้บริการได้ที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ถนนสนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี และสำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมวิทยาศาสตร์บริการ หรือที่เว็บไซต์ http://siweb.dss.go.th/patent
6.2 เอกสารมาตรฐาน (Standards) เป็นเอกสารที่ระบุข้อกำหนดหรือเกณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงคุณภาพ ความเหมาะสม ความปลอดภัย หรือคุณค่าของสิ่งของ เครื่องมือ และวิธีการปฏิบัติ ที่เป็นมาตรฐาน เอกสารประเภทนี้สามารถนำไปใช้เป็นเอกสารอ้างอิงในการกำหนดระเบียบ คู่มือ หรือใช้เป็นข้อบังคับในทางกฎหมายได้ เอกสารมาตรฐานประกอบด้วยสารสนเทศ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นเนื้อหามาตรฐานและส่วนข้อมูลเพิ่มเติม
ส่วนเนื้อหามาตรฐานประกอบด้วย บทนิยาม ลัญลักษณ์และตัวย่อ คุณลักษณะที่ต้องการ (requirements) การชักตัวอย่าง (sampling) วิธีทดสอบ (test methods) การแบ่งประเภท(classification) การเรียกชื่อขนาด(designation) การทำเครื่องหมาย ฉลาก การบรรจุหีบห่อ ผนวกของเนื้อหามาตรฐาน
แหล่งบริการเอกสารมาตรฐานได้แก่ องค์การค้าระหว่างประเทศ เช่น ไอเอสโอ (International Organization for Standardization – ISO) องค์การมาตรฐานภูมิภาค เช่น มาตรฐานยุโรป หรือ อีเอ็น (Europaische Norm – EN) สำหรับเอกสารมาตรฐานของไทยติดต่อขอใช้บริการได้ที่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม

ที่มา

http://tanoo.wordpress.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-3-%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8/






โดย: ณัฐวุฒิ ไชยเสนา หมู่22 IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 8 กันยายน 2552 เวลา:9:46:35 น.  

 
2.1. Transaction Processing คืออะไรจงอธิบาย

การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

ข้อดี
1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนทันทีทันใด
2. สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ได้รับผลลัพธ์ที่ทันสมัย

ข้อเสีย
1. โอกาสผิดพลาดมีมากกว่าวิธีแบบชุดเนื่องจากตรวจทานที่หน้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2 . การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่า







2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html




โดย: น.สชไมพร ตะโคตร พุธ (เช้า) หมู่29 52040422103 IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 8 กันยายน 2552 เวลา:11:16:45 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

http://www.thaiall.com/mis/mis09.htm


ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม

ที่มา
http://61.19.96.22/library/resource_library.html


ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html



โดย: นายวัชระพงศ์ โคตรชมภู 51040901205 คณะมนษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ หมู่01 จันทร์บ่าย IP: 172.29.5.133, 58.147.7.66 วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:13:36:49 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย


ระบบประมวลธุรกรรม หรือรายการค้า (Transaction Processing System)

เป็นระบบสำหรับบันทึกธุรกรรม หรือรายการค้า (Transaction) ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับบริษัท แล้วดำเนินการที่เกี่ยวข้อง เช่นเมื่อบริษัทได้รับสั่งสินค้าซึ่งเป็นรายการค้าอย่างหนึ่ง บริษัทก็จะรีบจัดส่งของ จัดทำใบส่งสินค้า แล้วส่งไปให้ผู้ซื้อ ต่อจากนั้นเมื่อผู้ซื้อชำระเงินก็จะบันทึกการชำระเงินไว้เป็นหลักฐานในระบบ ระบบประมวลธุรกรรมที่รู้จักกันดีก็คือ ระบบบัญชีประเภทต่างๆ ระบบพัสดุสินค้าคงคลัง


ที่มา : http://www.google.co.th/search?hl=th&safe=active&client=firefox-a&rls=org.mozilla:en-US:official&hs=jKt&q=Transacction+Processing%2B%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%A8&start=20&sa=N&cts=1252942665716


โดย: น.ส. นาริณี อินทร์ดี IP: 125.26.160.68 วันที่: 14 กันยายน 2552 เวลา:22:39:12 น.  

 
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง


ทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง สื่อหรือวัสดุที่ใช้เก็บบันทึกสารสนเทศ เราใช้วัสดุหลายรูปแบบในการบันทึก ทั้งนี้เนื่องจากสารสนเทศมีทั้งตัวอักษร ข้อความ รูปภาพ และเสียง ซึ่งอาจจัดกลุ่มทรัพยากรสารสนเทศได้เป็น 3 ประเภทคือ

1. วัสดุตีพิมพ์ (printed materials)
2. วัสดุไม่ตีพิมพ์ (non-printed material)
3. ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronic database)

ทรัพยากรสารสนเทศแต่ละประเภทมีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนี้

วัสดุตีพิมพ์

วัสดุตีพิมพ์ หมายถึงวัสดุที่บันทึกสารสนเทศในรูปแบบของตัวอักษร ภาพและสัญลักษณ์อื่น ๆ โดยผ่านกระบวนการตีพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ กฤตภาค เป็นต้น วัสดุตีพิมพ์จัดแยกประเภทตามลักษณะรูปเล่มและวัตถุประสงค์ในการจัดทำได้ดัง นี้

1. หนังสือ

หนังสือเป็นสิ่งพิมพ์ที่รวบรวมสารสนเทศทั้งทางด้านวิชาการ สารคดีและบันเทิงคดี ให้เนื้อหาที่จบบริบูรณ์ในเล่มเดียวหรือหลายเล่มที่เรียกว่า หนังสือชุด ประเภทของหนังสือจัดแยกตามลักษณะเนื้อหา ได้ดังนี้
1.1 หนังสือวิชาการหรือหนังสือตำรา (text book) หมายถึงหนังสือที่ให้ความรู้ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง โดยผู้แต่งที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา การนำเสนอเนื้อหามักใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง มีภาพประกอบ ตาราง แผนภูมิ แผนที่ แผนผัง เพื่อการอธิบายเรื่องราวให้ละเอียดชัดเจน
1.2 หนังสือสารคดี หมายถึงหนังสือที่นำเสนอเรื่องราวกึ่งวิชาการเพื่อความเพลิดเพลินในการ อ่าน และหลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาสาระได้โดย ง่าย เช่น หนังสือนำเที่ยว หนังสือสรรพสาระ (Reader Dijet) เป็นต้น
1.3 หนังสือแบบเรียน หมายถึงหนังสือที่จัดทำขึ้นตามหลักสูตรรายวิชาเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน ของนักเรียนนักศึกษาในระดับต่าง ๆ นำเสนอเนื้อหาตามข้อกำหนดในหลักสูตร ต่างจากหนังสือตำราทั่วไปที่มีคำถามท้ายบทเพื่อให้ผู้เรียนได้ประเมินผลการ เรียนและทบทวนบทเรียน
1.4 หนังสืออ้างอิง (reference books) หมายถึงหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวข้อเท็จจริงในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า เช่น หนังสือสารานุกรม พจนานุกรม นามานุกรม หนังสืออ้างอิงชีวประวัติ หนังสืออ้างอิงภูมิศาสตร์ หนังสือรายปี หนังสือบรรณานุกรม หนังสือดัชนีและสาระสังเขป และหนังสือคู่มือ เป็นต้น โดยทั่วไปทางห้องสมุดจะจัดแยกหนังสืออ้างอิงออกจากหนังสือทั่วไป เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และมักจะไม่ให้ยืมออกจากห้องสมุด ทั้งนี้เพราะผู้ค้นคว้าต้องการคำตอบในปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยไม่จำเป็น ต้องอ่านตลอดเล่ม และเพื่อให้สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลา
1.5 วิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ (thesis or dissertation) เป็นรายงานผลการค้นคว้าวิจัยเพื่อขอรับปริญญาตามหลักสูตรในระดับปริญญาโท (thesis) และ ปริญญาเอก (dissertation) เนื่องจากเป็นรายงานผลการค้นพบสาระความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่ได้จากการสำรวจ ทดลอง วิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบภายใต้การให้คำปรึกษาจากอาจารย์ที่ ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่าง ๆ จึงเหมาะสำหรับการใช้เป็นข้อมูลประกอบการเขียนเอกสารตำราวิชาการ หรือรายงานภาคนิพนธ์
1.6 รายงานการวิจัย (research report) เสนอสารสนเทศที่เป็นผลผลิตจากการศึกษา ค้นคว้าวิจัย- เนื้อหามักประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ข้อความเกี่ยวกับ ผู้เขียน สาระสังเขป บทนำ วัตถุประสงค์ ขอบเขต และวิธีดำเนินการวิจัย ผลการวิจัย บทสรุป และ รายการอ้างอิง
1.7 รายงานการประชุมทางวิชาการ (proceedings) ให้สารสนเทศที่ได้จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเป็นข้อสรุปในการแก้ปัญหา ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรู้ใหม่ที่ค้นพบ หรือข้อตกลงในแผนงานหรือนโยบายใหม่ ที่นักวิชาการนำเสนอในการประชุมทางวิชาการหรือวิชาชีพ- -
1.8 นวนิยายและเรื่องสั้น (short story collection) เป็นหนังสือที่แต่งขึ้นตามจินตนาการ เน้นความสนุกความเพลิดเพลิน และความซาบซึ้งในอรรถรสวรรณกรรม สารสนเทศจากนวนิยายนำมาใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงข้อเท็จจริงไม่ได้

2. วารสารและนิตยสาร

วารสารและนิตยสารมาจากคำในภาษาอังกฤษ 3 คำ คือ Magazine, Journal และ Periodical มีความหมายแตกต่างกันตามลักษณะเนื้อหาที่นำเสนอ Magazine หรือเรียกว่า “นิตยสาร” มักจะเน้นเนื้อหาทางด้านบันเทิงคดี Journal หรือเรียกว่า “วารสาร” จะเน้นเนื้อหาทางวิชาการ ส่วนคำว่า Periodical หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นวาระ มีความหมายรวมทั้ง Magazine และ Journal เช่นเดียวกับคำว่า “วารสาร” ในภาษาไทยที่มีความหมายรวมถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นวาระ มีความหมายรวมทั้งนิตยสารและวารสาร
วารสารเป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกตามกำหนดระยะเวลาอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายสัปดาห์ รายปักษ์ (สองสัปดาห์) หรือรายเดือน ให้สารสนเทศในรูปแบบ “บทความ” จากผู้แต่งหลายคน เนื้อหาสาระอาจเป็นเรื่องในสาขาวิชาเดียวกัน หรือรวมเรื่อง ซึ่งอาจแบ่งประเภทวารสารตามลักษณะเนื้อหาเป็น 3 ประเภท คือ
2.1 วารสารวิชาการ (journals or periodicals) เช่น ราชภัฏกรุงเก่า/ จุฬาลงกรณ์รีวิว/ วารสารวิจัย/ วารสารราชบัณฑิตยสถาน/ พัฒนาชุมชน/ วารสารกฎหมายเพื่อชีวิต/ Journal of Science, Technology and Humanities/ Journal of Teacher Education / Educational Research/ ASEAN Journal on Science เป็นต้น
2.2 วารสารทั่วไปหรือนิตยสาร (magazine) เช่น เที่ยวรอบโลก / สารคดี/ สมุนไพรเพื่อชีวิต/ รักลูก/ สกุลไทย/ หญิงไทย/ สร้างเงินสร้างงาน/ สานแสงอรุณ/ ไฮ-คลาส/ ต่วย’ตูนพิเศษ/ National Geographic/ Discover/ Reader’s Digest เป็นต้น
2.3 วารสารข่าวหรือวิจารณ์ข่าว (news magazine) เช่น มติชนสุดสัปดาห์/ สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์/ เอกสารข่าวรัฐสภา/ Time/ Newsweek/ AsiaNews

3. หนังสือพิมพ์

หนังสือพิมพ์ (newspaper) เป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกตามระยะเวลาที่กำหนด อาจเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายปักษ์ แต่ส่วนใหญ่จะพิมพ์เผยแพร่เป็นรายวัน
ประเภทของหนังสือพิมพ์อาจจัดแยกตามลักษณะการนำเสนอเนื้อหาออกเป็น 2 ประเภทคือ หนังสือพิมพ์ปริมาณ และหนังสือพิมพ์คุณภาพ
หนังสือพิมพ์ปริมาณจะเน้นการเสนอเนื้อหาและวิธีการเขียนที่เร้าอารมณ์ ชวนอ่าน ข่าวส่วนใหญ่จะเป็น “ข่าวอ่อน” (soft news) เช่น ข่าวอุบัติเหตุ ข่าวสังคม ข่าวอาชญากรรม ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา เป็นต้น
หนังสือพิมพ์คุณภาพจะเน้นเสนอเนื้อหาที่ให้รายละเอียดตามข้อเท็จจริง วิธีการเขียนจะไม่เร้าอารมณ์เหมือนหนังสือพิมพ์ปริมาณ ข่าวส่วนใหญ่จะเป็น “ข่าวแข็ง” (hard news) เช่น ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมือง ข่าวต่างประเทศ ข่าวการศึกษา ข่าวศิลปะวัฒนธรรม เป็นต้น
หนังสือพิมพ์บางประเภทนำเสนอข่าวเฉพาะเรื่องเช่นข่าวธุรกิจ ได้แก่หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ ข่าวพาณิชย์ ฯลฯ หรือเสนอเฉพาะข่าวกีฬาได้แก่ โลกกีฬา สยามกีฬา ฯลฯ หรือเสนอข่าวการศึกษาและการจัดหางานได้แก่ วัฏจักรการศึกษา แรงงานไทย ตลาดแรงงานตลาดบันเทิง ฯลฯ ซึ่งหนังสือพิมพ์เฉพาะเรื่องจะออกเป็นรายสัปดาห์มากกว่ารายวัน
หนังสือพิมพ์และวารสารแตกต่างกันที่วิธีการนำเสนอเนื้อหา วารสารจะนำเสนอเรื่องราวสาระในรูปบทความเช่น บทความทางวิชาการ หรือสารคดี และหากเป็นวารสารข่าวจะนำเสนอในลักษณะการนำข่าวที่เกิดขึ้นมาวิพากษ์ วิจารณ์ ส่วนหนังสือพิมพ์จะนำเสนอข่าวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสด ๆ ในชีวิตประจำวัน

4. จุลสาร

จุลสาร (pamphlets) คือสิ่งพิมพ์ที่มีขนาดเล็ก ปกอ่อน ความหนาอยู่ระหว่าง 2 – 60 หน้า เป็นสิ่งพิมพ์ที่หน่วยงานราชการ องค์การ บริษัท ห้างร้าน สถาบัน สมาคมและหน่วยงานต่าง ๆ จัดพิมพ์เผยแพร่เรื่องราว ความรู้สั้น ๆ เนื้อหาทันสมัย อ่านเข้าใจง่าย แม้จะให้รายละเอียดไม่มากนัก แต่ใช้สำหรับค้นคว้าเพิ่มเติมและอ้างอิงได้

5. กฤตภาค

กฤตภาค (clipping) เป็นวัสดุตีพิมพ์ที่เกิดจากการเลือกและจัดเก็บ บทความที่น่าสนใจจากหนังสือพิมพ์หรือวารสารฉบับล่วงเวลา ซึ่งอาจเป็นข่าว บทความวิชาการหรือรูปภาพ เรื่องใดเรื่องหนึ่งเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาหาความรู้

6. สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ

สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่มีความพิเศษที่แตกต่างจากสิ่งพิมพ์ทั่วไป ทางด้านลักษณะรูปทรง วัสดุที่ใช้ในการบันทึก และการนำเสนอเนื้อหาสารสนเทศในลักษณะพิเศษเฉพาะเจาะจง สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษที่จัดให้บริการในห้องสมุดและสถาบันบริการสารสนเทศ ได้แก่
6.1 เอกสารสิทธิบัตร (patents) ให้สารสนเทศเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการประดิษฐ์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ประกอบด้วยรายละเอียด 3 ส่วน คือรายละเอียดทางบรรณานุกรม การประดิษฐ์ และรายละเอียดการขอถือสิทธิตัวอย่างเอกสารสิทธิบัตรแสดงในรูปภาพที่
ขอบเขตสาระสำคัญในเอกสารสิทธิบัตรแต่ละฉบับ จะให้ความรู้ไม่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดเช่น เอกสารสิทธิบัตรเรื่องเครื่องพิมพ์ดีด ในเอกสารสิทธิบัตรฉบับหนึ่งจะกล่าวถึงกลไกการป้อนกระดาษ อีกฉบับหนึ่งจะบรรยายเฉพาะกลไกการบังคับการหมุนของผ้าหมึก ดังนั้น ถ้าจะสร้างเครื่องพิมพ์ดีด ก็จะต้องศึกษาวิธีการทำเครื่องบังคับกลไกต่าง ๆ ของเครื่องพิมพ์ดีดในเอกสารสิทธิบัตรหลายฉบับ
แหล่งบริการเอกสารสิทธิบัตรติดต่อขอใช้บริการได้ที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ถนนสนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี และสำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมวิทยาศาสตร์บริการ หรือที่เว็บไซต์ http://siweb.dss.go.th/patent
6.2 เอกสารมาตรฐาน (Standards) เป็นเอกสารที่ระบุข้อกำหนดหรือเกณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงคุณภาพ ความเหมาะสม ความปลอดภัย หรือคุณค่าของสิ่งของ เครื่องมือ และวิธีการปฏิบัติ ที่เป็นมาตรฐาน เอกสารประเภทนี้สามารถนำไปใช้เป็นเอกสารอ้างอิงในการกำหนดระเบียบ คู่มือ หรือใช้เป็นข้อบังคับในทางกฎหมายได้ เอกสารมาตรฐานประกอบด้วยสารสนเทศ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นเนื้อหามาตรฐานและส่วนข้อมูลเพิ่มเติม
ส่วนเนื้อหามาตรฐานประกอบด้วย บทนิยาม ลัญลักษณ์และตัวย่อ คุณลักษณะที่ต้องการ (requirements) การชักตัวอย่าง (sampling) วิธีทดสอบ (test methods) การแบ่งประเภท(classification) การเรียกชื่อขนาด(designation) การทำเครื่องหมาย ฉลาก การบรรจุหีบห่อ ผนวกของเนื้อหามาตรฐาน
แหล่งบริการเอกสารมาตรฐานได้แก่ องค์การค้าระหว่างประเทศ เช่น ไอเอสโอ (International Organization for Standardization – ISO) องค์การมาตรฐานภูมิภาค เช่น มาตรฐานยุโรป หรือ อีเอ็น (Europaische Norm – EN) สำหรับเอกสารมาตรฐานของไทยติดต่อขอใช้บริการได้ที่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม หรือที่เว็บไซต์

ที่่มา : http://tanoo.wordpress.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-3-%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8/


โดย: น.ส. นาริณี อินทร์ดี IP: 125.26.160.68 วันที่: 14 กันยายน 2552 เวลา:22:59:07 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบ การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

ข้อดี
1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนทันทีทันใด
2. สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ได้รับผลลัพธ์ที่ทันสมัย

ข้อเสีย
1. โอกาสผิดพลาดมีมากกว่าวิธีแบบชุดเนื่องจากตรวจทานที่หน้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2 . การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่า
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ตอบ
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html




โดย: นางสาว ศิริพร คมกล้า 51040901250 สาขา นิติศาสตร์ หมู่ 01 (จันทร์-บ่าย) IP: 222.123.14.135 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:11:49:59 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ(management Infotmation System(MIS) หมายถึงการเก็บรวบรวมข้อมูล การประมวลผล และการสร้างสารสนเทศขึ้นมาเพื่อช่วยในการตัดสินใจ ประสานงานและควบคุม และช่วยผู้บริหารและพนักงานนในการรวิเคราะห์ปัญหา แก้ปัญหาและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่โดย MIS จะใช้ Hardware Software Peopleware
การจัดการโครงสร้างของสารสนเทศตามการนำไปใช้ แบ่งเป็น 4 ระดับ
1. Top Managementระดับวางแผนกลยุทธิ์ นโยบาย และกาาารตัดสินใจ
2. Middle Managementระดับวางแผนปฎิบัติกาารในระดับยุทธวิธี
3. Bottom Managementระดับควบคุมการปฏิบัติการ และขั้นตอนต่าง ๆ
4. Operationระดับปฏิบัติการ
ส่วนประกอบย่อยของ MIS
1. ระบบประมวลผลรายการ(TPSransaction Processing Systems)เช่น การบันทึกรายการบัญชีการขาย การผลิต เป็นต้น
2. ระบบสารสนเทศการรายงาน(MRSManagement Reporting Systems)ช่วยจัดเตรียมรายงานสนองความต้องการของผู้ใช้ เช่น Grade Report
3. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ(DSSDecision Support Systems)ช่วยจัดเตรียมรายงาน เพื่อเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจของผู้บริหารระดับต่าง ๆ
4. ระบบสารสนเทศสำนักงาน(OISOffice Infomation Systems)ระบบสารสนเทศในสำนักงานโดยอาศัยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
ที่มาhttp://www.geocities.com/tuangleague/project1.html
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ตอบสารสนเทศ หมายถึง สิ่งที่ได้จากการประมวลข้อมูล และสามารถ นำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผน การตัดสินใจ และการคาดการณ์ ในอนาคตได้ สารสนเทศอาจแสดงในรูปของข้อความ ตาราง แผนภูมิ รูปภาพ
ความ รู้ การารับรู้และเข้าใจสารสนเทศจนถึงระดับที่สามารถวิเคราะห์ และสังเคราะห์ได้คือมีความเข้าใจในองค์ประกอบต่างๆจนอาจสร้างเป็นทฤษฏี หรือเป็นแบบจำลองทางความคิด และสามารถแก้ปัญหาในการดำเนินงานได้
ระบบสารสนเทศ
ระบบ (System) ประกอบไปด้วย Input Process output และอาจจะมี Feedback
ระบบสารสนเทศ (Information system) คือการนำเอาองค์ประกอบความสัมพันธ์ของระบบ มาใช้การรวบรวมบันทึก ประมวลผล และแจกจ่ายสารสนเทศเพื่อใช้ในการวางแผนควบคุมจัดการและสนับสนุนการตัดสินใจ
* การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Input) เป็นกิจกรรมที่รวบรวมข้อมูลเข้าสู่การประมวลผล
* การประมวลผล (Process )เป็นการนำข้อมูลที่มีอยู่มาปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปที่มีความหมายเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจ
* ผลลัพธ์ (output )(การประมวลผลให้อยู่ในรูปของเอกสาร
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ การดำเนินงานขององค์การ คือ การใช้ MIS เป็นระบบซึ่งรวมความสามรถของผู้ใช้งานและคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศเพื่อการดำเนินงารการจัดการ
องค์ประกอบของระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ ประกอบไปด้วย ฮาร์แวร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วง ซอฟต์แวร์ เป็นชุดคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ข้อมูล การสื่อสารและเครือข่ายเช่นสายโทรศัพท์ กระบวนการทำงาน บุคลากร
ความสำคัญของระบบสารสนเทศ
การท้าทายของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันทางการค้า การขยายเครือข่ายทางการค้า(E-commerce) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ
ทำ ให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพทั้งนี้เนื่องมาจากสารสนเทศมีความสำคัญในระบบงาน ธุรกิจและองค์การต่างๆเพราะปัจจุบันต้องการที่จะขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งในเศรษฐกิจโลก และในขณะที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วจึงทำให้เกิดการแข่งขันทางการค้ามาก ขึ้น มีการขยายเครือข่ายทางการค้าเพื่อต้องการแลกเปลี่ยนค้านิยมและวัฒนธรรม และสุดท้ายมีการพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ที่มาhttp://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2&clk=wttpcts






โดย: นางสาวกิตติยาพร คนดี(51040901202)สาขานิติศาสตร์ จันทร์บ่าย หมู่1 IP: 124.157.149.128 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:17:48:54 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบ คือการประมวลผลด้วยรายการเปลี่ยนแปลง
ความหมาย
หมายถึง การประมวลผลข้อมูลด้วยการนำแฟ้มข้อมูลที่บรรจุรายการเปลี่ยนแปลง หรือรายการแก้ไข อ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อปรับปรุงรายการในแฟ้มข้อมูลหลัก (master file)
ที่มาhttp://www.guru.sanook.com/search/transaction_processing/

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ตอบ - ระบบสารสนเทศนั้นจะประกอบด้วย
1.ข้อมูล (Data) หมายถึง ค่าของความจริงที่ปรากฏขึ้น โดยค่าความจริงที่ได้จะนำมาจัดการปรับแต่งหรือประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
2.สารสนเทศ (Information) คือ กลุ่มของข้อมูลที่ถูกตามกฎเกณฑ์ตามหลักความสัมพันธ์ เพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นมีประโยชน์และมีความหมายมากขึ้น
3.การจัดการ (Management) คือ การบริหารอย่างเป็นระบบ เป็นการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการจัดการขององค์กรนั้น ซึ่งต้องมีการวางแผน กำหนดการ และจัดการทรัพยากรภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นๆ
ที่มา
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=736649df6ecac3f7



โดย: นางสาวหนึ่งฤทัย มังคะแสน รหัส51040901268 หมู่01จ.บ่าย สาขานิติศาสตร์ IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 16 กันยายน 2552 เวลา:12:45:24 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบ คือการประมวลผลด้วยรายการเปลี่ยนแปลง
ความหมาย
หมายถึง การประมวลผลข้อมูลด้วยการนำแฟ้มข้อมูลที่บรรจุรายการเปลี่ยนแปลง หรือรายการแก้ไข อ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อปรับปรุงรายการในแฟ้มข้อมูลหลัก (master file)
ที่มาhttp://www.guru.sanook.com/search/transaction_processing/

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ตอบ - ระบบสารสนเทศนั้นจะประกอบด้วย
1.ข้อมูล (Data) หมายถึง ค่าของความจริงที่ปรากฏขึ้น โดยค่าความจริงที่ได้จะนำมาจัดการปรับแต่งหรือประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
2.สารสนเทศ (Information) คือ กลุ่มของข้อมูลที่ถูกตามกฎเกณฑ์ตามหลักความสัมพันธ์ เพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นมีประโยชน์และมีความหมายมากขึ้น
3.การจัดการ (Management) คือ การบริหารอย่างเป็นระบบ เป็นการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการจัดการขององค์กรนั้น ซึ่งต้องมีการวางแผน กำหนดการ และจัดการทรัพยากรภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นๆ
ที่มา
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=736649df6ecac3f7



โดย: นางสาวหนึ่งฤทัย มังคะแสน รหัส51040901268 หมู่01จ.บ่าย สาขานิติศาสตร์ IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 16 กันยายน 2552 เวลา:12:55:56 น.  

 
1.
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361

2.
ประเภทของทรัพยากรสารสนเทศ
จำแนกได้หลายลักษณะ
1.จำแนกตามความทันสมัยของข้อมูล
2.จำแนกตามลักษณะการใช้ข้อมูล
3.จำแนกตามสื่อที่ใช้ในการบันทึก

ที่มา http://www.sut.ac.th/ist/coursesonline/204215/W2_Inforesource_46.ppt#304,8,1. สื่อสิ่งพิมพ์ (Printed Materials)


โดย: น.ส.สุวรรณี ระวะใจ หมู่ที่ 22 อังคารเช้า IP: 125.26.176.80 วันที่: 16 กันยายน 2552 เวลา:18:49:00 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบ transaction processing
(การประมวลผลด้วยรายการเปลี่ยนแปลง)
ความหมาย
หมายถึง การประมวลผลข้อมูลด้วยการนำแฟ้มข้อมูลที่บรรจุรายการเปลี่ยนแปลง หรือรายการแก้ไข อ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อปรับปรุงรายการในแฟ้มข้อมูลหลัก (master file)

ที่มา: http://www.guru.sanook.com/search/transaction_processing/

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ตอบ แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. สื่อสิ่งพิมพ์ (Printed Materials)
แบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. หนังสือ (Books)
2. สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง (Serials)
3. จุลสาร (Pamphlet)
4. กฤตภาค (Clipping)
2. สื่อโสตทัศน์ (Audio-Visual Materials)
แบ่งเป็น 7 ประเภท คือ
1. วัสดุกราฟิก (Graphic Materials)
2. ภาพนิ่ง (Still Pictures)
3. วัสดุย่อส่วน (Microforms)
4. ภาพยนตร์ (Motion Pictures)
5. วีดีทัศน์ (Video Tape)
6. วัสดุบันทึกเสียง (Tape Cassette)
7. ลูกโลก หุ่นจำลอง ของตัวอย่าง (Globe, Model, Specimen)
3. สื่อดิจิตอล (Digital Materials)
- ซีดี-รอม
- ฐานข้อมูล (Database)
- ฐานข้อมูลออนไลน์ (Online Database)
- ฐานข้อมูลซีดี-รอม (CD-ROM Database)
- สื่อผสม (Multimedia)
- สื่อหลายมิติ (Hypermedia)

ที่มา : http://www.sut.ac.th/ist/coursesonline/.../W2_Inforesource_46.ppt


โดย: วิทูร ภูนามูล (จันทร์บ่าย) IP: 117.47.9.192 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:14:52:35 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

2.1ตอบ Transaction Processing Systems (TPS)
เป็นระบบประมวลผลด้วยรายการเปลี่ยนแปลง เป็นระบบที่สนับสนุนการปฏิบัติงานในแต่ละวัน เช่น ระบบการจองตั๋ว การสั่งซื้อ เป็นต้น แบ่งตามวิธีการประมวลผลข้อมูลได้ 2 แบบ
1. การประมวลผลแบบกลุ่ม (Batch Transaction Processing) มีการรวบรวมข้อมูลไว้เป็นชุดหรือเป็นงวด แล้วนำไปประมวลผลคราวเดียว และไม่มีการโต้ตอบกัน ระหว่างผู้ใช้งาน
2. การประมวลผลแบบเชื่อมตรงหรือออน-ไลน์ (On-line Transaction Processing)
ผู้ใช้งานสามารถโต้ตอบกับเครื่องได้โดยตรง ข้อมูลแต่ละรายการจะถูกประมวลผลและได้ผลลัพธ์ในทันที อาจเรียกอีกอย่างว่า ระบบโต้ตอบทันที (Interactive System)


2.2 ทรัพยากรสารสนเทศ ได้แก่

วัสดุตีพิมพ์ จัดเก็บโดยแบ่งตามหมวดหมู่ทศนิยมดิวอี้ และใช้ตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ ดังนี้

(๑) หนังสืออ้างอิง
(๒) วิทยานิพนธ์
(๓) รายงานประจำปี
(๔) คู่มือมหาวิทยาลัย/คู่มือการศึกษา
(๕) รายงานนักศึกษา
(๖) หนังสืออนุสรณ์งานศพ
(๗) สิ่งพิมพ์มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่
(๘) นิยาย /นวนิยาย
(๙) เรื่องสั้น



วัสดุไม่ตีพิมพ์ ได้แก่ แถบวิดีทัศน์ ซีดีรอม เทปบันทึกเสียง จัดเก็บโดยใช้ตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ ดังนี้


(๑) เทปบันทึกเสียง(Tape cassette)
(๒) แถบวิดีทัศน์ (Video cassette)
(๓) ซีดีรอมประกอบหนังสือ(CD-ROM)
(๔) ซีดีรอม (CD-ROM)
(๕) แผ่นบันทึกข้อมูลคอมพิวเตอร์(Diskette)

ที่มาhttp://www.lib.northcm.ac.th/libnorth/resource.htm







โดย: น.ส.จิตราภรณ์ ภุเกตุ หมู่ 8 พฤหัสเช้า IP: 58.137.131.62 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:16:27:04 น.  

 
Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
1.
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361

2.
ประเภทของทรัพยากรสารสนเทศ
จำแนกได้หลายลักษณะ
1.จำแนกตามความทันสมัยของข้อมูล
2.จำแนกตามลักษณะการใช้ข้อมูล
3.จำแนกตามสื่อที่ใช้ในการบันทึก

ที่มา http://www.sut.ac.th/ist/coursesonline/204215/W2_Inforesource_46.ppt#304,8,1. สื่อสิ่งพิมพ์ (Printed Materials)






โดย: นายอภิเชษฐ์ หาคำ ม.8 พฤหัส (เช้า) IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:17:36:36 น.  

 
2.1. Transaction Processing คืออะไรจงอธิบาย

การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

ข้อดี
1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนทันทีทันใด
2. สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ได้รับผลลัพธ์ที่ทันสมัย

ข้อเสีย
1. โอกาสผิดพลาดมีมากกว่าวิธีแบบชุดเนื่องจากตรวจทานที่หน้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2 . การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่า







2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html





โดย: นางสาวกาญจนา อุปวันดี (หมู่01วันจันทร์-บ่าย) IP: 125.26.192.37 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:20:43:06 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
-Transaction processing คือ ระบบที่ใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับ งานขั้นพื้นฐานขององค์กร หรือ เกี่ยวกับการบันทึกรายการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในองค์กร เช่นการฝากเงิน การถอนเงิน การซื้อ/ขายสินค้า
Middleware คือ โปรแกรมที่ใช้จัดการ และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกับระบบหลังร้าน ตัวอย่างของ middleware ที่รู้จักกันดีก็คือ CORBA และ Java RMI ข้อดีของ middleware ก็คือลดความซับซ้อนในการสร้าง applications เราสามารถเขียน applications ที่เรียกใช้งาน remote method ได้โดยไม่ต้อง คำนึงถึงการติดต่อผ่านเครือข่าย ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าจะเรียกใช้ method เหล่านั้นได้ที่ไหน ดังนั้นการพัฒนา application จึงเป็นไปได้ง่าย รวดเร็ว และลดข้อผิดพลาดไปได้มาก
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=49a4e3447fab88fe&clk=wttpcts

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
- ระบบสารสนเทศนั้นจะประกอบด้วย
1.ข้อมูล (Data) หมายถึง ค่าของความจริงที่ปรากฏขึ้น โดยค่าความจริงที่ได้จะนำมาจัดการปรับแต่งหรือประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
2.สารสนเทศ (Information) คือ กลุ่มของข้อมูลที่ถูกตามกฎเกณฑ์ตามหลักความสัมพันธ์ เพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นมีประโยชน์และมีความหมายมากขึ้น
3.การจัดการ (Management) คือ การบริหารอย่างเป็นระบบ เป็นการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการจัดการขององค์กรนั้น ซึ่งต้องมีการวางแผน กำหนดการ และจัดการทรัพยากรภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นๆ
ที่มา
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=736649df6ecac3f7





โดย: นางสาวประสิทธิ์พร เพ็งสอน (หมู่01 วันจันทร์-บ่าย) IP: 125.26.192.37 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:20:44:09 น.  

 
3.1. เทคโนโลยีสารสนเทศมีความสำคัญด้านการศึกษาอย่างไรบ้าง จงอธิบาย
ตอบ
1 ด้านการบริการสารสนเทศ
2 ด้านวงการบันเทิง

3.2. ยกตัวอย่างความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศที่นอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ คนละ 2 ด้าน (ห้ามซ้ำกัน)
ตอบ
1 ด้านการติดต่อสื่อสาร
2 ด้านวิชาการ
ที่มา
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=numpuang&date=27-03-2009&group=7&gblog=4


โดย: นางสาวปิยนุช แสงจันทร์ (หมู่01 วันจันทร์-บ่าย) IP: 125.26.192.37 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:20:45:35 น.  

 
1.Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้
ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361
2.ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
สัญลักษณ์ ภาพ และเสียง ในรูปของวัสดุตีพิมพ์ และวัสดุไม่ตีพิมพ์
ที่มา
http://www.prc.ac.th/library4/Dataforteachlib/data2.doc



โดย: ส.ท.ยศกร ศิริคติพจน์ 51241151228 หมู่ที่ 05 เสาร์บ่าย IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 19 กันยายน 2552 เวลา:14:53:40 น.  

 
ข้อที่ 1

ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น
หน้าที่การประมวลผลรายการ (Transaction processing function)
การลงบัญชี (Book keeping) เพื่อบันทึกข้อมูลรายการทางธุรกิจ
การออกคำสั่ง (Issuance) เพื่อออกคำสั่ง เช่น เอกสารการจ่ายเงิน ใบกำกับสินค้า
การควบคุมรายงาน (Control reporting) เพื่อควบคุมการปฏิบัติ เช่นคุมการจ่ายเงินเดือน


ข้อที่ 2

1.1 พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีโปรดการอ่านและทรงมีพระอัจฉริยภาพสูงยิ่งในการเรียงร้อยอักษรา นำไปสู่พระราชนิพนธ์จำนวนมากทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง หลากเรื่องหลายรสเพิ่มสีสัน ภูมิปัญญาแก่วงการอักษรศาสตร์ไทย
สำหรับพระราชนิพนธ์ร้อยกรอง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระปรีชาสามารถแต่งคำประพันธ์ได้ทั้งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และร่าย แต่ทรงพระราชนิพนธ์โคลงสี่สุภาพได้ดียิ่งลีลาโคลงงดงามไพเราะเปี่ยมด้วยสุนทรียะ และเนื้อหาสาระดังจะเห็นได้อย่างเด่นชัดจากงานพระราชนิพนธ์ อาทิ "อยุธยา" (พ.ศ. ๒๕๑๔) กษัตริยานุสรณ์ (พ.ศ. ๒๕๑๖) พุทธศาสนสุภาษิตคำโคลง (พ.ศ. ๒๕๑๗) พระราชนิพนธ์ร้อยแก้วนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเริ่มต้นเรียงร้อยตั้งแต่เรียงความ สารคดี งานวิชาการสั้นๆ ต่อมาก็ได้ทรงพัฒนาไปในด้านวิชาการ ทั้งบทความ คำบรรยาย ปาฐกถา และ งานค้นคว้าวิจัยทรงพระปรีชาสามารถในการเขียนด้วยโวหารนานา ที่เหมาะสมสอดคล้องกับงานที่เขียน และในบรรดาพระราชนิพนธ์ร้อยแก้ว นั้น ที่มีอยู่มาก คือ สารคดีเสด็จเยือนต่างประเทศ ซึ่งมีอยู่ถึง ๔๙ เรื่อง (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๒) นอกจากนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯได้ทรงเขียนและทรงแปลเรื่องสำหรับเด็กโดยใช้พระนามแฝงว่า "แว่นแก้ว" ได้แก่ เรื่อง แก้วจอมแก่น (พ.ศ. ๒๕๒๑) แก้วจอมซน (พ.ศ.๒๕๒๖) และ เรื่องแปล ขบวนการนกกางเขน (พ.ศ. ๒๕๒๔) ( จากบทความ "ร้อยประกายฉายชัดพระอัจฉริยญาณ" ในหนังสือ เรียงร้อยบรรณรัตน์ โดย ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล)
เพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูลงานพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร ีที่มีอยู่มากมายนั้นอักษรศาสตร์บัณฑิตรุ่นที่ ๔๑ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระสหายร่วมรุ่นได้รวบรวมบรรณานุกรม และดรรชนีพระราชนิพนธ์ให้ได้รายละเอียดที่สมบูรณ์ครบถ้วนทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อมิให้ข้อมูลเลือนหายไปกับกาลเวลา
และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ก็ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานมาพิมพ์เผยแพร่ ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชานุญาต ศูนย์ฯ จึงได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือ "เรียงร้อยบรรณรัตน์บรรณานุกรม และดรรชนีพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" ทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นฐานข้อมูลด้านบรรณานุกรมและดรรชนีที่เอื้อประโยชน์ต่อวงการหนังสือและผู้สนใจสืบต่อไป อนึ่ง ศูนย์ฯ ได้นำข้อมูลบรรณานุกรมพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (บางส่วน) มาเผยแพร่ไว้ในโฮมเพจของศูนย์ฯ เพื่อให้ผู้สนใจได้สืบค้นท่านสามารถเปิดชมได้โดย การคลิกหัวข้อถัดไป หรือหากท่านที่สนใจตัวเล่ม "เรียงร้อยบรรณรัตน์" สามารถติดต่อสั่งซื้อได้ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในราคาจำหน่ายเล่มละ ๓๕๐ บาท
สำหรับตัวเล่มของพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีนั้น ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรได้รวบรวม และจัดเก็บพระราชนิพนธ์ทุกเล่มที่จัดพิมพ์ โดยจัดแสดงไว้ ณ ห้องพระราชประวัติ ๑ ชุด และในห้องสมุดอีก ๑ ชุด
1.2 หนังสืออ้างอิง

ได้แก่ สารานุกรม พจนานุกรม อักขรานุกรม ศัพท์บัญญัติ (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.3 หนังสือภาษาฝรั่งเศส

ได้แก่ หนังสือด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ สถาปัตยกรรม และศิลปะในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนังสือส่วน ใหญ่ได้รับความอนุเคราะห์จากสถาบันฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (Ecole Francaise d'Extreme-Orient),Institut Francais de Pondichery และสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.4 หนังสือภาษาจีน

เป็นหนังสือภาษาจีนทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี หนังสือส่วนนี้ได้รับอภินันทนาการจาก Professor Chen Chung Yu, Institute of History and Philology, Academia Sinica, Taipei, Taiwan (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.5 งานวิจัยและวิทยานิพนธ์

เป็นงานวิจัยและวิทยานิพนธ์เฉพาะสาขามานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องจากมหาวิทยาลัยและสถาบันที่มีการผลิตผลงานวิจัย ในสาขาต่างๆ เหล่านี้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยผู้สนใจสามารถเรียกดูข้อมูล บทคัดย่อ (Abstract)ได้ (จัดเก็บตัวเล่มและให้บริการศึกษา ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.6 วารสารและจุลสาร

เป็นสิ่งพิมพ์ที่ให้เนื้อหาทันสมัยทันเหตุการณ์และจัดพิมพ์อย่างต่อเนื่องโดยองค์กรหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ ห้องสมุดให้บริการวารสารทางด้านมานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องฉบับปัจจุบัน ภาษาไทย จำนวน ๖๘ รายชื่อ ภาษาต่างประเทศ จำนวน ๒๑ รายชื่อ (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.7 ดรรชนีวารสาร

สำหรับวารสารฉบับล่วงเวลา ห้องสมุดได้จัดทำดรรชนีสืบค้นบทความที่น่าสนใจจากวารสารต่าง ๆ ไว้ ้โดยผู้สนใจ สามารถสืบค้นได้จากฐานข้อมูลห้องสมุด

1.8 สื่อวิชาการจากกิจกรรมของศูนย์

ห้องสมุดจัดเก็บสื่อวิชาการทุกประเภทจากกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรได้จัดขึ้น อาทิ เอกสารประกอบการประชุม การสัมมนา บทความนำเสนอ รายงาน ผลการวิจัย วีดิทัศน์ เทปเสียง

1.9 หนังสือทั่วไป

ได้แก่ หนังสือภาษาไทย หนังสือภาษาอังกฤษ ที่มีเนื้อหาทางด้านมานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องแบ่งเนื้อหาออกเป็นกลุ่มย่อยๆ อาทิ ปรัชญาและศาสนา ไทยศึกษา เอเชียศึกษาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ไทย ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประวัติศาสตร์สากล ชาติพันธุ์วิทยา ขนบธรรมเนียมและประเพณี ศิลปะ จิตรกรรม สถาปัตยกรรม ภาษา และวรรณกรรม เป็นต้น ทั้งในรูปของหนังสือเล่มรายงานการวิจัย เอกสาร ประกอบการประชุมสัมมนา แผนที่ ฯลฯ (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.10 กฤตภาค

เป็นสิ่งพิมพ์ที่ได้จากการตัดข่าว บทความ และรูปภาพที่มีสาระเชิงวิชาการด้านมานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง จากหนังสือพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลกฤตภาค เพื่อการสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดยสืบค้นได้ในหลายวิธี อาทิ ตามหัวเรื่อง คำสำคัญ วันเดือนปี ชื่อผู้แต่ง (ให้บริการสืบค้นเฉพาะที่ห้องสมุด)

1.11 แผนที่

ได้แก่ แผนที่ประเทศไทยมาตราส่วน 1: 250,000 แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศแหล่งชุมชนโบราณในประเทศไทย (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

2.1 วีดิทัศน์

เป็นวีดิทัศน์ที่มีเนื้อหาสาระที่เป็นความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา รวมทั้งสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่จัดทำโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และที่จัดหาจากภายนอก จำนวน ๑,๑๔๖ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ สารคดีเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม ดนตรี การละเล่นและการแสดงของไทย สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีและวีดิทัศน์ กิจกรรมทางวิชาการของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖)

2.2 สไลด์

เป็นภาพสไลด์จากการบันทึกของผู้เชี่ยวชาญการถ่ายภาพ รวมทั้งสไลด์ทางวิชาการที่มีคุณค่าทางการศึกษา จำนวน ๑๕๘ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ สไลด์ศิลปะล้านนา อยุธยา สุโขทัย จิตรกรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ ประเพณี พิธีกรรม กลุ่มชาติพันธุ์ พิพิธภัณฑ์และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้ง ภาพสไลด์จากนิทรรศการต่างๆ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างจัดทำเป็นฐานข้อมูล และจะเปิดให้บริการสืบค้นได้ทางคอมพิวเตอร์ ณ ห้องสมุดชั้น ๖ ในเร็วๆ นี้ (ภาพสไลด์ตัวจริงจัดเก็บและให้บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)

2.3 ภาพถ่าย

เป็นภาพถ่ายเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและพิธีกรรม กลุ่มชาติพันธุ์ พิพิธภัณฑ์และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม จิตรกรรมฝาผนัง ภาพถ่ายทางอากาศแหล่งโบราณสถาน และภาพถ่ายจากนิทรรศการต่างๆ และกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จำนวน ๒๙๕ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างจัดทำเป็นฐานข้อมูล และจะเปิดให้บริการสืบค้น ได้ทางคอมพิวเตอร์ ณ ห้องบริการชั้น ๖ (ภาพถ่ายพร้อมฟิล์มตัวจริง จัดเก็บ และให้บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)

2.4 ซีดีเพลง

เป็นแผ่นซีดีบันทึกเพลงประเภทต่างๆ อาทิ เพลงไทยเดิม ไทยสากล เพลงพื้นบ้าน และเพลงสากลประเภทคลาสสิก (Classical Music) จำนวน ๓๒๙ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖ บริการทำสำเนาลงเทปเสียง ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)

2.5 วิดีโอ ซีดี

เป็นแผ่นซีดี-รอมบันทึกภาพยนต์ จำนวน ๓๖๓ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๖)

2.6 แถบบันทึกเสียง

แถบบันทึกเสียง (Cassette Tape) จำนวน๕๗๕ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ เพลงไทยเดิม เพลงพื้นบ้าน พื้นเมือง การละเล่น และการแสดง สนทนาธรรม และกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖ บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)

2.7 ดีวีดี

เป็นแผ่นดีวีดี จำนวน ๘ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ ภาพยนตร์สารคดีต่าง ๆ (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖ บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)
วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘

3.1 ฐานข้อมูล

เป็นข้อสนเทศที่ได้มีการประมวลผลโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ จากการรวบรวม จำแนกและบันทึกข้อมูลทางวิชาการ เพื่อให้สืบค้นได้จากโปรแกรมฐานข้อมูลของศูนย์ฯ ผ่านทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายใน ขณะนี้ มีฐานข้อมูลที่เปิดให้บริการสืบค้นแล้ว อาทิ ฐานข้อมูล กฤตภาค ฐานข้อมูลสไลด์ศิลปะล้านนา สุโขทัย อยุธยา เป็นต้น และยังมีฐานข้อมูลที่ออกเผยแพร่ทาง World Wide Web ในโฮมเพจศูนย์ฯ ที่http:/www.sac.or.th อาทิ ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ ฐานข้อมูลจารึก และศูนย์วัฒนธรรมในประเทศไทย ฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย เป็นต้น ผู้สนใจติดต่อขอใช้บริการสืบค้นได้ ณ ห้องสมุด ชั้น ๗

3.2 ซีดี - รอม

เป็นแผ่นซีดีบันทึกข้อมูลหลากหลายรูปแบบ เช่น ตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง หรือสื่อผสม (Multimedia) โดยมีเนื้อหาเป็นสาระความรู้ในวิชาการสาขาต่างๆ อาทิ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น มีจำนวน ๑๒๓ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖)

3.3 เครือข่ายสารสนเทศ

เป็นการจัดระบบเครือข่ายข้อมูลสาขามานุษยวิทยา โดยเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลไปสู่ฐานข้อมูลอื่นๆ และไปยังศูนย์ข้อมูลองค์กรหรือสถาบันการศึกษาอื่นๆ เพื่อให้การค้นคว้าจากจุดเดียวในเครือข่ายเป็นไปได้อย่างกว้างขวาง และอำนวยความสะดวก ให้ผู้สนใจสามารถค้นคว้าศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยศูนย์ฯ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง และเป็นผู้ประสานงานการเชื่อมเครือข่ายข้อมูลได้ทั้งในและต่างประเทศ (กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ)

ที่มา http://www.sac.or.th/services/library/IS/information.htm

นาย พิษณุ มีที คบ.ทัศนศิลป์ หมู่ 11 1/52 จันทร์/บ่าย 51100103115


โดย: นาย พิษณุ มีที คบ.ทัศนศิลป์ หมู่ 11 1/52 จันทร์/บ่าย 51100103115 IP: 192.168.1.124, 124.157.149.201 วันที่: 20 กันยายน 2552 เวลา:11:45:41 น.  

 
2. วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ

ยุคที่ 1 การประมวลผลข้อมูล (Data Processing Age) มีวัตถุประสงค์เพื่อการคำนวณและการประมวลผลข้อมูลของรายการประจำ (Transaction Processing) เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร

ยุคที่ 2 ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ (management Information System : MIS) มีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการตัดสินใจ ควบคุม ดำเนินการ ติดตามผลและวิเคราะห์ผลงานของผู้บริหารระดับต่าง ๆ

ยุคที่ 3 การจัดการทรัพยากรสารสนเทศ (Information Resource Management) ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเรียกใช้สารสนเทศที่จะช่วยในการตัดสินใจนำหน่วยงานไปสู่ความสำเร็จ

ยุคที่ 4 ยุคปัจจุบันหรือยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) ใช้ระบบคอมพิวเตอร์และระบบการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นเครื่องมือช่วยในการจัดทำระบบสารสนเทศ และเน้นความคิดของการให้บริการสารสนเทศแก่ผู้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นวัตถุประสงค์สำคัญ

แบบฝึกหัด
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง




Create Date : 27 มีนาคม 2552
Last Update : 12 มิถุนายน 2552 10:04:54 น.

Counter : 1290 Pageviews. 136 comments

Add to







1.ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น

ที่มา http://www.thaiall.com/mis/mis09.htm


2.
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม

ที่มา
http://61.19.96.22/library/resource_library.html



โดย: นศ.ณัฐชนันท์พร ศรีบุญเรือง (หมู่08พฤหัส เช้า ) IP: 172.29.9.50, 58.137.131.62 วันที่: 11 มิถุนายน 2552 เวลา:9:51:55 น.







Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
1.
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361

2.
ประเภทของทรัพยากรสารสนเทศ
จำแนกได้หลายลักษณะ
1.จำแนกตามความทันสมัยของข้อมูล
2.จำแนกตามลักษณะการใช้ข้อมูล
3.จำแนกตามสื่อที่ใช้ในการบันทึก

ที่มา http://www.sut.ac.th/ist/coursesonline/204215/W2_Inforesource_46.ppt#304,8,1. สื่อสิ่งพิมพ์ (Printed Materials)




โดย: น.ส.วิภาวี พลวี (หมู่ 08 พฤหัส เช้า ) IP: 125.26.175.203 วันที่: 13 มิถุนายน 2552 เวลา:11:17:24 น.







2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อ การเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

ทรัพยากรสารสนเทศ

วัสดุตีพิมพ์ จัดเก็บโดยแบ่งตามหมวดหมู่ทศนิยมดิวอี้ และใช้ตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ ดังนี้
(๑) หนังสืออ้างอิง
(๒) วิทยานิพนธ์
(๓) รายงานประจำปี
(๔) คู่มือมหาวิทยาลัย/คู่มือการศึกษา
(๕) รายงานนักศึกษา
(๖) หนังสืออนุสรณ์งานศพ
(๗) สิ่งพิมพ์มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่
(๘) นิยาย /นวนิยาย
(๙) เรื่องสั้น


สัญลักษณ์
''
''
''
''
''
''
''
''
อ (ภาษาไทย), R (ภาษาอังกฤษ)
ว (ภาษาไทย), The (ภาษาอังกฤษ)
Y
U
ST
อศ
NC

รส


ที่มา http://www.lib.northcm.ac.th/libnorth/resource.html

นาย ตง ประดิชญากาญจน์ (หมู่22 อังคารเช้า)



โดย: นาย ตง ประดิชญากาญจน์ IP: 114.128.16.131 วันที่: 14 มิถุนายน 2552 เวลา:11:24:00 น.







ข้อที่ 1

ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น
หน้าที่การประมวลผลรายการ (Transaction processing function)
การลงบัญชี (Book keeping) เพื่อบันทึกข้อมูลรายการทางธุรกิจ
การออกคำสั่ง (Issuance) เพื่อออกคำสั่ง เช่น เอกสารการจ่ายเงิน ใบกำกับสินค้า
การควบคุมรายงาน (Control reporting) เพื่อควบคุมการปฏิบัติ เช่นคุมการจ่ายเงินเดือน


ข้อที่ 2

1.1 พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีโปรดการอ่านและทรงมีพระอัจฉริยภาพสูงยิ่งในการเรียงร้อยอักษรา นำไปสู่พระราชนิพนธ์จำนวนมากทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง หลากเรื่องหลายรสเพิ่มสีสัน ภูมิปัญญาแก่วงการอักษรศาสตร์ไทย
สำหรับพระราชนิพนธ์ร้อยกรอง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระปรีชาสามารถแต่งคำประพันธ์ได้ทั้งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และร่าย แต่ทรงพระราชนิพนธ์โคลงสี่สุภาพได้ดียิ่งลีลาโคลงงดงามไพเราะเปี่ยมด้วยสุนทรียะ และเนื้อหาสาระดังจะเห็นได้อย่างเด่นชัดจากงานพระราชนิพนธ์ อาทิ "อยุธยา" (พ.ศ. ๒๕๑๔) กษัตริยานุสรณ์ (พ.ศ. ๒๕๑๖) พุทธศาสนสุภาษิตคำโคลง (พ.ศ. ๒๕๑๗) พระราชนิพนธ์ร้อยแก้วนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเริ่มต้นเรียงร้อยตั้งแต่เรียงความ สารคดี งานวิชาการสั้นๆ ต่อมาก็ได้ทรงพัฒนาไปในด้านวิชาการ ทั้งบทความ คำบรรยาย ปาฐกถา และ งานค้นคว้าวิจัยทรงพระปรีชาสามารถในการเขียนด้วยโวหารนานา ที่เหมาะสมสอดคล้องกับงานที่เขียน และในบรรดาพระราชนิพนธ์ร้อยแก้ว นั้น ที่มีอยู่มาก คือ สารคดีเสด็จเยือนต่างประเทศ ซึ่งมีอยู่ถึง ๔๙ เรื่อง (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๒) นอกจากนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯได้ทรงเขียนและทรงแปลเรื่องสำหรับเด็กโดยใช้พระนามแฝงว่า "แว่นแก้ว" ได้แก่ เรื่อง แก้วจอมแก่น (พ.ศ. ๒๕๒๑) แก้วจอมซน (พ.ศ.๒๕๒๖) และ เรื่องแปล ขบวนการนกกางเขน (พ.ศ. ๒๕๒๔) ( จากบทความ "ร้อยประกายฉายชัดพระอัจฉริยญาณ" ในหนังสือ เรียงร้อยบรรณรัตน์ โดย ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล)
เพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูลงานพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร ีที่มีอยู่มากมายนั้นอักษรศาสตร์บัณฑิตรุ่นที่ ๔๑ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระสหายร่วมรุ่นได้รวบรวมบรรณานุกรม และดรรชนีพระราชนิพนธ์ให้ได้รายละเอียดที่สมบูรณ์ครบถ้วนทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อมิให้ข้อมูลเลือนหายไปกับกาลเวลา
และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ก็ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานมาพิมพ์เผยแพร่ ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชานุญาต ศูนย์ฯ จึงได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือ "เรียงร้อยบรรณรัตน์บรรณานุกรม และดรรชนีพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" ทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นฐานข้อมูลด้านบรรณานุกรมและดรรชนีที่เอื้อประโยชน์ต่อวงการหนังสือและผู้สนใจสืบต่อไป อนึ่ง ศูนย์ฯ ได้นำข้อมูลบรรณานุกรมพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (บางส่วน) มาเผยแพร่ไว้ในโฮมเพจของศูนย์ฯ เพื่อให้ผู้สนใจได้สืบค้นท่านสามารถเปิดชมได้โดย การคลิกหัวข้อถัดไป หรือหากท่านที่สนใจตัวเล่ม "เรียงร้อยบรรณรัตน์" สามารถติดต่อสั่งซื้อได้ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในราคาจำหน่ายเล่มละ ๓๕๐ บาท
สำหรับตัวเล่มของพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีนั้น ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรได้รวบรวม และจัดเก็บพระราชนิพนธ์ทุกเล่มที่จัดพิมพ์ โดยจัดแสดงไว้ ณ ห้องพระราชประวัติ ๑ ชุด และในห้องสมุดอีก ๑ ชุด
1.2 หนังสืออ้างอิง

ได้แก่ สารานุกรม พจนานุกรม อักขรานุกรม ศัพท์บัญญัติ (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.3 หนังสือภาษาฝรั่งเศส

ได้แก่ หนังสือด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ สถาปัตยกรรม และศิลปะในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนังสือส่วน ใหญ่ได้รับความอนุเคราะห์จากสถาบันฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (Ecole Francaise d'Extreme-Orient),Institut Francais de Pondichery และสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.4 หนังสือภาษาจีน

เป็นหนังสือภาษาจีนทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี หนังสือส่วนนี้ได้รับอภินันทนาการจาก Professor Chen Chung Yu, Institute of History and Philology, Academia Sinica, Taipei, Taiwan (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.5 งานวิจัยและวิทยานิพนธ์

เป็นงานวิจัยและวิทยานิพนธ์เฉพาะสาขามานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องจากมหาวิทยาลัยและสถาบันที่มีการผลิตผลงานวิจัย ในสาขาต่างๆ เหล่านี้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยผู้สนใจสามารถเรียกดูข้อมูล บทคัดย่อ (Abstract)ได้ (จัดเก็บตัวเล่มและให้บริการศึกษา ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.6 วารสารและจุลสาร

เป็นสิ่งพิมพ์ที่ให้เนื้อหาทันสมัยทันเหตุการณ์และจัดพิมพ์อย่างต่อเนื่องโดยองค์กรหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ ห้องสมุดให้บริการวารสารทางด้านมานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องฉบับปัจจุบัน ภาษาไทย จำนวน ๖๘ รายชื่อ ภาษาต่างประเทศ จำนวน ๒๑ รายชื่อ (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.7 ดรรชนีวารสาร

สำหรับวารสารฉบับล่วงเวลา ห้องสมุดได้จัดทำดรรชนีสืบค้นบทความที่น่าสนใจจากวารสารต่าง ๆ ไว้ ้โดยผู้สนใจ สามารถสืบค้นได้จากฐานข้อมูลห้องสมุด

1.8 สื่อวิชาการจากกิจกรรมของศูนย์

ห้องสมุดจัดเก็บสื่อวิชาการทุกประเภทจากกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรได้จัดขึ้น อาทิ เอกสารประกอบการประชุม การสัมมนา บทความนำเสนอ รายงาน ผลการวิจัย วีดิทัศน์ เทปเสียง

1.9 หนังสือทั่วไป

ได้แก่ หนังสือภาษาไทย หนังสือภาษาอังกฤษ ที่มีเนื้อหาทางด้านมานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องแบ่งเนื้อหาออกเป็นกลุ่มย่อยๆ อาทิ ปรัชญาและศาสนา ไทยศึกษา เอเชียศึกษาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ไทย ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประวัติศาสตร์สากล ชาติพันธุ์วิทยา ขนบธรรมเนียมและประเพณี ศิลปะ จิตรกรรม สถาปัตยกรรม ภาษา และวรรณกรรม เป็นต้น ทั้งในรูปของหนังสือเล่มรายงานการวิจัย เอกสาร ประกอบการประชุมสัมมนา แผนที่ ฯลฯ (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.10 กฤตภาค

เป็นสิ่งพิมพ์ที่ได้จากการตัดข่าว บทความ และรูปภาพที่มีสาระเชิงวิชาการด้านมานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง จากหนังสือพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลกฤตภาค เพื่อการสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดยสืบค้นได้ในหลายวิธี อาทิ ตามหัวเรื่อง คำสำคัญ วันเดือนปี ชื่อผู้แต่ง (ให้บริการสืบค้นเฉพาะที่ห้องสมุด)

1.11 แผนที่

ได้แก่ แผนที่ประเทศไทยมาตราส่วน 1: 250,000 แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศแหล่งชุมชนโบราณในประเทศไทย (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

2.1 วีดิทัศน์

เป็นวีดิทัศน์ที่มีเนื้อหาสาระที่เป็นความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา รวมทั้งสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่จัดทำโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และที่จัดหาจากภายนอก จำนวน ๑,๑๔๖ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ สารคดีเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม ดนตรี การละเล่นและการแสดงของไทย สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีและวีดิทัศน์ กิจกรรมทางวิชาการของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖)

2.2 สไลด์

เป็นภาพสไลด์จากการบันทึกของผู้เชี่ยวชาญการถ่ายภาพ รวมทั้งสไลด์ทางวิชาการที่มีคุณค่าทางการศึกษา จำนวน ๑๕๘ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ สไลด์ศิลปะล้านนา อยุธยา สุโขทัย จิตรกรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ ประเพณี พิธีกรรม กลุ่มชาติพันธุ์ พิพิธภัณฑ์และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้ง ภาพสไลด์จากนิทรรศการต่างๆ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างจัดทำเป็นฐานข้อมูล และจะเปิดให้บริการสืบค้นได้ทางคอมพิวเตอร์ ณ ห้องสมุดชั้น ๖ ในเร็วๆ นี้ (ภาพสไลด์ตัวจริงจัดเก็บและให้บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)

2.3 ภาพถ่าย

เป็นภาพถ่ายเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและพิธีกรรม กลุ่มชาติพันธุ์ พิพิธภัณฑ์และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม จิตรกรรมฝาผนัง ภาพถ่ายทางอากาศแหล่งโบราณสถาน และภาพถ่ายจากนิทรรศการต่างๆ และกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จำนวน ๒๙๕ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างจัดทำเป็นฐานข้อมูล และจะเปิดให้บริการสืบค้น ได้ทางคอมพิวเตอร์ ณ ห้องบริการชั้น ๖ (ภาพถ่ายพร้อมฟิล์มตัวจริง จัดเก็บ และให้บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)

2.4 ซีดีเพลง

เป็นแผ่นซีดีบันทึกเพลงประเภทต่างๆ อาทิ เพลงไทยเดิม ไทยสากล เพลงพื้นบ้าน และเพลงสากลประเภทคลาสสิก (Classical Music) จำนวน ๓๒๙ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖ บริการทำสำเนาลงเทปเสียง ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)

2.5 วิดีโอ ซีดี

เป็นแผ่นซีดี-รอมบันทึกภาพยนต์ จำนวน ๓๖๓ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๖)

2.6 แถบบันทึกเสียง

แถบบันทึกเสียง (Cassette Tape) จำนวน๕๗๕ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ เพลงไทยเดิม เพลงพื้นบ้าน พื้นเมือง การละเล่น และการแสดง สนทนาธรรม และกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖ บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)

2.7 ดีวีดี

เป็นแผ่นดีวีดี จำนวน ๘ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ ภาพยนตร์สารคดีต่าง ๆ (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖ บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)
วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘

3.1 ฐานข้อมูล

เป็นข้อสนเทศที่ได้มีการประมวลผลโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ จากการรวบรวม จำแนกและบันทึกข้อมูลทางวิชาการ เพื่อให้สืบค้นได้จากโปรแกรมฐานข้อมูลของศูนย์ฯ ผ่านทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายใน ขณะนี้ มีฐานข้อมูลที่เปิดให้บริการสืบค้นแล้ว อาทิ ฐานข้อมูล กฤตภาค ฐานข้อมูลสไลด์ศิลปะล้านนา สุโขทัย อยุธยา เป็นต้น และยังมีฐานข้อมูลที่ออกเผยแพร่ทาง World Wide Web ในโฮมเพจศูนย์ฯ ที่http:/www.sac.or.th อาทิ ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ ฐานข้อมูลจารึก และศูนย์วัฒนธรรมในประเทศไทย ฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย เป็นต้น ผู้สนใจติดต่อขอใช้บริการสืบค้นได้ ณ ห้องสมุด ชั้น ๗

3.2 ซีดี - รอม

เป็นแผ่นซีดีบันทึกข้อมูลหลากหลายรูปแบบ เช่น ตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง หรือสื่อผสม (Multimedia) โดยมีเนื้อหาเป็นสาระความรู้ในวิชาการสาขาต่างๆ อาทิ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น มีจำนวน ๑๒๓ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖)

3.3 เครือข่ายสารสนเทศ

เป็นการจัดระบบเครือข่ายข้อมูลสาขามานุษยวิทยา โดยเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลไปสู่ฐานข้อมูลอื่นๆ และไปยังศูนย์ข้อมูลองค์กรหรือสถาบันการศึกษาอื่นๆ เพื่อให้การค้นคว้าจากจุดเดียวในเครือข่ายเป็นไปได้อย่างกว้างขวาง และอำนวยความสะดวก ให้ผู้สนใจสามารถค้นคว้าศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยศูนย์ฯ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง และเป็นผู้ประสานงานการเชื่อมเครือข่ายข้อมูลได้ทั้งในและต่างประเทศ (กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ)

ที่มา http://www.sac.or.th/services/library/IS/information.htm



โดย: นายนภศักดิ์ ชาทอง ม.29 พุธเช้า IP: 110.49.84.192 วันที่: 14 มิถุนายน 2552 เวลา:13:31:53 น.







1.Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้
ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361
2.ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
สัญลักษณ์ ภาพ และเสียง ในรูปของวัสดุตีพิมพ์ และวัสดุไม่ตีพิมพ์






โดย: นายจิติวรรษ์ คอยตาม พฤหัสบดี เช้า IP: 124.157.139.207 วันที่: 22 กันยายน 2552 เวลา:0:46:03 น.  

 



2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ กบฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้


โดย: นาย จิติวรรษ์ คอยตาม พฤสบดี เช้า IP: 124.157.139.207 วันที่: 22 กันยายน 2552 เวลา:0:51:42 น.  

 

2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

คำตอบ...
Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้



โดย: นาย จิติวรรษ์ คอยตาม หมู่ 8. 1/52 พฤหัสบดี เช้า IP: 124.157.139.207 วันที่: 22 กันยายน 2552 เวลา:1:54:32 น.  

 
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้


โดย: นาย จิติวรรษ์ คอยตาม หมู่ 8. 1/52 พฤหัสบดี เช้า IP: 124.157.139.207 วันที่: 22 กันยายน 2552 เวลา:1:58:00 น.  

 
1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อ การเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม



โดย: นางสาวสุขชฎา อินทปัญญา หมู่ 22 รหัส 52040427216 IP: 192.168.1.112, 124.157.129.6 วันที่: 23 กันยายน 2552 เวลา:17:51:13 น.  

 
1.ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น

ที่มา http://www.thaiall.com/mis/mis09.htm


2.
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม

ที่มา
http://61.19.96.22/library/resource_library.html


โดย: ส.อ.ชาคร ทานินนท์ 51241151208 หมู่ 05 IP: 125.26.164.16 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:11:10:16 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อ การเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

ทรัพยากรสารสนเทศ

วัสดุตีพิมพ์ จัดเก็บโดยแบ่งตามหมวดหมู่ทศนิยมดิวอี้ และใช้ตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ ดังนี้
(๑) หนังสืออ้างอิง
(๒) วิทยานิพนธ์
(๓) รายงานประจำปี
(๔) คู่มือมหาวิทยาลัย/คู่มือการศึกษา
(๕) รายงานนักศึกษา
(๖) หนังสืออนุสรณ์งานศพ
(๗) สิ่งพิมพ์มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่
(๘) นิยาย /นวนิยาย
(๙) เรื่องสั้น


สัญลักษณ์
''
''
''
''
''
''
''
''
อ (ภาษาไทย), R (ภาษาอังกฤษ)
ว (ภาษาไทย), The (ภาษาอังกฤษ)
Y
U
ST
อศ
NC

รส


ที่มา http://www.lib.northcm.ac.th/libnorth/resource.html



โดย: นายสันทัด คูหานา 51241151129 หมู่ 05 รูปแบบพิเศษ IP: 125.26.164.16 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:11:10:58 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อ การเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

ทรัพยากรสารสนเทศ

วัสดุตีพิมพ์ จัดเก็บโดยแบ่งตามหมวดหมู่ทศนิยมดิวอี้ และใช้ตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ ดังนี้
(๑) หนังสืออ้างอิง
(๒) วิทยานิพนธ์
(๓) รายงานประจำปี
(๔) คู่มือมหาวิทยาลัย/คู่มือการศึกษา
(๕) รายงานนักศึกษา
(๖) หนังสืออนุสรณ์งานศพ
(๗) สิ่งพิมพ์มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่
(๘) นิยาย /นวนิยาย
(๙) เรื่องสั้น


สัญลักษณ์
''
''
''
''
''
''
''
''
อ (ภาษาไทย), R (ภาษาอังกฤษ)
ว (ภาษาไทย), The (ภาษาอังกฤษ)
Y
U
ST
อศ
NC

รส


ที่มา http://www.lib.northcm.ac.th/libnorth/resource.html



โดย: นายสันทัด คูหานา 51241151129 หมู่ 05 รูปแบบพิเศษ IP: 125.26.164.16 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:11:10:59 น.  

 

แบบฝึกหัด 2

2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

ตอบ

Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

2.2 ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

ตอบ

วัสดุรูปแบบต่าง ๆ ที่มีการบันทึกความรู้ ข้อมูล ข่าว
สาร ข้อเท็จจริง และความคิดต่างๆ ไว้ โดยใช้ภาษา สัญลักษณ์ ภาพ และเสียง ในรูปของวัสดุตีพิมพ์ และวัสดุไม่ตีพิมพ์



ที่มา
http://www.prc.ac.th/library4/Dataforteachlib/data2.doc
http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361


โดย: พ.อ.อ.ปิยะ หอมชื่น 51241151144 IP: 125.26.164.16 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:11:11:56 น.  

 
แบบฝึกหัดที่ 2

2.1 Transaction Processing คืออะไรจงอธิบาย

ตอบ Transaction Processing Systems (TPS)
เป็นระบบประมวลผลด้วยรายการเปลี่ยนแปลง เป็นระบบที่สนับสนุนการปฏิบัติงานในแต่ละวัน เช่น ระบบการจองตั๋ว การสั่งซื้อ เป็นต้น แบ่งตามวิธีการประมวลผลข้อมูลได้ 2 แบบ

1. การประมวลผลแบบกลุ่ม (Batch Transaction Processing) มีการรวบรวมข้อมูลไว้เป็นชุดหรือเป็นงวด แล้วนำไปประมวลผลคราวเดียว และไม่มีการโต้ตอบกัน ระหว่างผู้ใช้งาน
2. การประมวลผลแบบเชื่อมตรงหรือออน-ไลน์ (On-line Transaction Processing)
ผู้ใช้งานสามารถโต้ตอบกับเครื่องได้โดยตรง ข้อมูลแต่ละรายการจะถูกประมวลผลและได้ผลลัพธ์ในทันที อาจเรียกอีกอย่างว่า ระบบโต้ตอบทันที (Interactive System)

2.2 ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

ตอบ สื่อสิ่งพิมพ์
- ตำราวิชาการ
- หนังสือพิมพ์
- งานวิจัย วิทยานิพนธ์

สื่อไม่ตีพิมพ์
- CD-ROM วิชาการ
- แผ่นวิดีทัศน์ระบบดิจิตอลวิชาการ
- บทความวิชาการ

ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม

การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)

งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )

ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้


ที่มาhttp://elearning.spu.ac.th/content/bcs110/main_management.html
http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://std.kku.ac.th/5030806999/index_files/page0019.htm
แบบฝึกหัดที่ 3
3.1. เทคโนโลยีสารสนเทศมีความสำคัญด้านการศึกษาอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา หมายถึง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานด้านการศึกษา อันได้แก่ การจัดเก็บข้อมูล และประมวลผลฐานข้อมูล การพัฒนาระบบสารสนเทศช่วยการเรียนการสอน การวางแผนและการบริหารการศึกษา การวางแผนหลักสูตร การแนะแนวและบริการ การทดสอบวัดผล การพัฒนาบุคลากร
เทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งเป็นที่นิยมประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน อาทิ
1. ระบบสารสนเทศช่วยในการเรียนการสอน
2. การสอนทางไกลผ่านดาวเทียม
3. การประชุมทางไกลระบบจอภาพ
4. ระบบฐานข้อมูลการศึกษา
5. ระบบสารสนเทศเอกสาร


ที่มา http://www.csjoy.com/story/net/tne.htm



3.2. ยกตัวอย่างความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศที่นอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ คนละ 2 ด้าน (ห้ามซ้ำกัน)

1. ช่วยในการจัดระบบข่าวสารจำนวนมหาศาลของแต่ละวัน
2. เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสารสนเทศ เช่น การคำนวณตัวเลขที่ยุ่งยากซับซ้อน การจัดเรียงลำดับสารสนเทศ ฯลฯ
3. ช่วยให้สามารถเก็บสารสนเทศไว้ในรูปที่สามารถเรียกใช้ได้ทุกครั้งอย่างสะดวก
4. ช่วยให้สามารถจัดระบบอัตโนมัติ เพื่อการจัดเก็บประมวลผล และเรียกใช้สารสนเทศูล
5. ช่วยในการเข้าถึงสารสนเทศได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น
6. ช่วยในการสื่อสารระหว่างกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ลดอุปสรรคเกี่ยวกับเวลา และระยะทาง โดยการใช้ระบบโทรศัพท์ และอื่นๆ

ที่มา http://61.19.218.122/jukkrit/IT_FOR_Lift/technology2.htm
แบบฝึกหัดที่ 4

4.1. ยกตัวอย่างวิธีการผลิตสารสนเทศมาอย่างน้อย 1 ตัวอย่าง

ตอบ

การผลิตในอุตสาหกรรม และการพาณิชยกรรม การแข่งขันทางด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจำเป็นต้องหาวิธีการในการผลิตให้ได้มาก ราคาถูกลง
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เข้ามามีบทบาทมาก มีการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหาร
และการจัดการ การดำเนินการและยังรวมไปถึงการให้บริการกับลูกค้า เพื่อให้ซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น


ที่มา
http://www.nukul.ac.th/it/content/02/2-1.html
แบบฝึกหัดที่ 5

5.1. ทันต่อการใช้งาน หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบ

ทันต่อการใช้งาน คือ สารสนเทศที่ดีต้องได้รับทันต่อการใช้ประโยชน์ กล่าวคือ ไม่ช้าจน ไม่สามารถจะบอกถึงสภาพการณ์ หรือแนวโน้มการเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้ ควรที่จะรวมข้อมูลเป็นงวด ๆ และทำรายงานประจำงวด ช่วงเวลาที่เหมาะสมของการจัดทำสารสนเทศ และการรายงานสารสนเทศจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาให้ดีในแต่ละองค์กร


5.2. มีความสมบูรณ์ในตนเอง หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ตอบ

มีความสมบูรณ์ในตนเอง คือ เก็บรวบรวมสารสนเทศที่เกี่ยวข้องได้ครอบคลุมถูกต้อง คุณสมบัติข้อนี้แสดงถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของสารสนเทศ ซึ่งนับว่าสำคัญมาก เพราะแม้สารสนเทศนั้นจะต้องต่อความต้องการและผลิตได้ทันต่อเวลา แต่ว่าขาดความถูกต้องแล้วจะหาประโยชน์ไม่ได้เลยกลับจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและเกิดผลเสียต่อองค์การได้


ที่มา
http://www.bpcd.net/new_subject/library/ebook/ict/ict_fundamental/12331.html
แบบฝึกหัดที่ 6
6.1. องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง จงอธิบาย
ตอบ ระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ส่วนด้วยกัน คือ
1.ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
คือลักษณะทางกายของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งหมายถึงตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ และ อุปกรณ์รอบข้าง (peripheral) ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดดิสก์ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น ฮาร์ดแวร์ประกอบด้วย

หน่วยรับข้อมูล ( input unit )
หน่วยประมวลผลกลาง ( central processor unit ) หรือ CPU
หน่วยความจำหลัก
หน่วยแสดงผลลัพธ์ (output unit )
หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (secondary storage unit )


หน่วยรับข้อมูล จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับข้อมูลต่าง ๆ เข้าสู่คอมพิวเตอร์ จากนั้น หน่วยประมวลผลกลาง จะนำไปประมวลผล และแสดงผลลัพธ์ที่ได้ออกมากให้ผู้ใช้รับทราบทาง หน่วยแสดงผลลัพธ์

หน่วยความจำหลัก จะทำหน้าที่เสมือนเก็บข้อมูลชั่วคราวที่มีขนาดไม่สูงมากนัก การที่ฮาร์ดแวร์จะทำหน้าที่ได้มีประสิทธิภาพนั้น ขึ้นอยู่กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ ส่วนการทำงานได้มากน้อยเพียงใด จะขึ้นอยู่กับหน่วยความจำหลักของเครื่องนั้น ๆ ข้อเสียของหน่วยความจำหลักคือ หากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในหน่วยความจำหลักจะหายไป ในขณะที่ข้อมูลอยู่ที่ หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง จะไม่สูญหายตราบเท่าที่ผู้ใช้ไม่ทำการลบข้อมูลนั้น รวมทั้งหน่วยเก็ยข้อมูลสำรองยังมีความจุที่สูงมาก จึงเหมาะสำหรับการเก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ หรือเก็บข้อมูลไว้ใช้ในภายหลัง ข้อเสียของหน่วยเก็บข้อมูลสำรองคือการเรียกใช้ข้อมูลจะช้ากว่าหน่วยความจำหลักมาก
2.ซอฟต์แวร์ (Software)
คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่ประกอบออกมาจากโรงงานจะยังไม่สามารถทำงานใดๆ เนื่องจากต้องมี ซอฟต์แวร์ (Software) ซึ่งเป็นชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงานต่าง ๆ ตามต้องการ โดยชุดคำสั่งหรือโปรแกรมนั้นจะเขียนขึ้นมาจาก ภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Language) ภาษาใดภาษาหนึ่ง และมี โปรแกรมเมอร์ (Programmer) หรือนักเขียนโปรแกรมเป็นผู้ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเขียนซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ขึ้นมา

ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆคือ

ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software )
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ( Application Software )
ซอฟต์แวร์ระบบ โดยส่วนมากแล้วจะติดตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์เนื่องจากซอฟต์แวร์ระบบเป็นส่วนควบคุมทำงานต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถเริ่มต้นการทำงานอื่น ๆ ที่ผู้ใช้ต้องการได้ต่อไป ส่วน ซอฟต์แวร์ประยุกต์ จะเป็นซอฟต์แวร์ที่เน้นในการช่วยการทำงานต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน

3.บุคลากร (Peopleware)
เครื่องคอมพิวเตอร์โดยมากต้องใช้บุคลากรสั่งให้เครื่องทำงาน เรียกบุคลากรเหล่านี้ว่า ผู้ใช้ หรือ ยูเซอร์ (user) แต่ก็มีบางชนิดที่สามารถทำงานได้เองโดยไม่ต้องใช้ผู้ควบคุม อย่างไรก็ตาม คอมพิวเตอร์ก็ยังคงต้องถูกออกแบบหรือดูแลรักษาโดยมนุษย์เสมอ

ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ (computer user) แบ่งได้เป็นหลายระดับ เพราะผู้ใช้คอมพิวเตอร์บางส่วนก็ทำงานพื้นฐานของคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่บางส่วนก็พยายามศึกษาโปรแกรมประยุกต์ในขั้นที่สูงขึ้น ทำให้มีความชำนาญในการใช้โปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ นิยมเรียกกลุ่มนี้ว่า เพาเวอร์ยูสเซอร์ (power user)

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์ (computer professional) หมายถึงผู้ที่ได้ศึกษาวิชาการทางด้านคอมพิวเตอร์ ทั้งในระดับกลางและระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้จะนำความรู้ที่ได้ศึกษามาประยุกต์และพัฒนาใช้งาน และประสิทธิภาพของระบบคอมพิวเตอร์ให้ทำงานในขั้นสูงขึ้นไปได้อีก นักเขียนโปรแกรม (programmer) ก็ถือว่าเป็นผู้เชียวชาญทางคอมพิวเตอร์เช่นกัน เพราะสามารถสร้างโปรแกรมใหม่ ๆ ได้ และเป็นเส้นทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์ต่อไป

บุคลากรก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบคอมพิวเตอร์ เพราะมีความเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่การพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ ตลอดจนถึงการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานต่าง ๆ ซึ่งสามารถสรุปลักษณะงานได้ดังนี้

การดำเนินงานและเครื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น การบันทึกข้อมูลลงสื่อ หรือส่งข้อมูลเข้าประมวล หรือควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ เช่น เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล (Data Entry Operator) เป็นต้น
การพัฒนาและบำรุงรักษาโปรแกรม เช่น เจ้าหน้าที่พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ (Application Programmer) เจ้าหน้าที่พัฒนาโปรแกรม (System Programmer) เป็นต้น
การวิเคราะห์และออกแบบระบบงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผล เช่น เจ้าหน้าที่วิเคราะห์และออกแบบระบบงาน (System Analyst and Administrator) วิศวกรระบบ (System Engineer) เจ้าหน้าที่จัดการฐานข้อมูล (Database Adminstrator) เป็นต้น
การพัฒนาและบำรุงรักษาระบบทางฮาร์ดแวร์ เช่น เจ้าหน้าที่ควบคุมการทำงานระบบคอมพิวเตอร์ (Computer Operator) เป็นต้น
การบริหารในหน่วยประมวลผลข้อมูล เช่น ผู้บริหารศูนย์ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ (EDP Manager) เป็นต้น

4.ข้อมูลและสารสนเทศ (Data / Information)
ในการทำงานต่าง ๆ จะต้องมีข้อมูลเกิดขึ้นตลอดเวลา ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานที่ถูกเก็บรวบรวมมาประมวลผล เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ ซึ้งในปัจจุบันมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาเป็นข้อมูลในการดัดแปลงข้อมูลให้ได้ประสิทธิภาพโดยแตกต่างๆระหว่าง ข้อมูล และ สารสนเทศ คือ

ข้อมูล คือ ได้จากการสำรวจจริง แต่ สารสนเทศ คือ ได้จากข้อมูลไม่ผ่านกระบวนการหนึ่งก่อน

5.กระบวนการทำงาน (Procedure)
กระบวนการทำงานหรือโพรซีเยอร์ หมายถึง ขั้นตอนที่ผู้ใช้จะต้องทำตาม เพื่อให้ได้งานเฉพาะอย่างจากคอมพิวเตอร์ซึ่งผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนต้องรู้การทำงานพื้นฐานของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น การใช้เครื่อง ฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ ถ้าต้องการถอนเงินจะต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ ดังนี้

จอภาพแสดงข้อความเตรียมพร้อมที่จะทำงาน
สอดบัตร และพิมพ์รหัสผู้ใช้
เลือกรายการ
ใส่จำนวนเงินที่ต้องการ
รับเงิน
รับใบบันทึกรายการ และบัตร
การใช้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติงานในส่วนต่าง ๆ นั้นมักจะมีขั้นตอนที่สลับซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานด้วย จึงต้องมีคู่มือการปฏิบัติงานที่ชัดเจน เช่น คู่มือสำหรับผู้ควบคุมเครื่อง (Operation Manual) คู่มือสำหรับผู้ใช้ (User Manual) เป็นต้น

ที่มา : http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/it4life/sub%20intro2.htm

6.2. จงยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่เป็น Application Software มาอย่างน้อยคนละ 5 โปรแกรม
ตอบ 1.ซอฟต์แวร์ตารางวิเคราะห์แบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Spreadsheet)
ธุรกิจในสมัยก่อนนั้นการทำงบประมาณ หรือการวางแผนต่าง ๆ ต้องใช้กระดาษบัญชีและเครื่องคิดเลขเท่านั้น สำหรับสมัยนี้ด้วยซอฟต์แวร์ตารางวิเคราะห์แบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ใช้สามารถพิมพ์หัวข้อหรือชื่อของข้อมูล และตัวเลขข้อมูลต่าง ๆ เข้าในคอมพิวเตอร์ โดยที่ในคอมพิวเตอร์จะมีตารางที่เปรียบเสมือนกระดาษบัญชีขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถคำนวณได้ตามสูตรที่ผู้ใช้ทำการกำหนด โดยที่สูตรเหล่านั้นจะไม่ปรากฏในช่องของข้อมูลเลย ยิ่งไปกว่านั้นหากผู้ใช้เปลี่ยนตัวเลขหรือข้อมูลใด ๆ ก็ตาม จะเห็นการเปลี่ยนแปลงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกันในทันที ปัจจุบันมีผู้ใช้ประโยชน์ของตารางวิเคราะห์แบบอิเล็กทรอนิกส์มากมาย ไม่เฉพาะแต่ในทางบัญชีเท่านั้น แต่ยังนิยมใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ บริหารการเงิน และอื่น ๆ อีกมาก

2.ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำ (Word processing)
ปัจจุบันเครื่องคอมพิวเตอร์มากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ต้องติดตั้งโปรแกรมสำหรับงานพิมพ์เอกสารรวมอยู่ด้วย ซึ่งโปรแกรมนี้ทำให้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือสำหรับสร้าง แก้ไข ตรวจสอบ พิมพ์ และจัดเก็บข้อความต่าง ๆ หนังสือที่จำหน่ายในท้องตลาดในปัจจุบันนี้ ส่วนมากก็เริ่มต้นจากการพิมพ์ข้อความลงในคอมพิวเตอร์ด้วยซอฟต์แวร์ที่ประมวลคำ

3.ซอฟต์แวร์การพิมพ์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop Publishing)
ในสมัยก่อนการจัดทำหนังสือพิมพ์ หรือวารสารต่าง ๆ นั้นต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ มากมายหลายขั้นตอนซึ่งรวมเรียกว่าการเรียงพิมพ์ โดยที่จะต้องมีผู้ตัดต่อรูปภาพที่ต้องการ วาดกรอบของภาพหรือกรอบหัวเรื่อง และเขียนข้อความ และนำข้อความ ภาพ และกรอบมาประกอบกันตามแบบที่ออกแบบไว้ การทำงานที่ยุ่งยากเหล่านี้นี่เองที่ทำให้เอกสารเหล่านั้นมีราคาแพง แต่ในปัจจุบันนี้ขอเพียงมีคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมการจัดพิมพ์แบบตั้งโต๊ะ เท่านั้น ก็สามารถที่จะออกแบบงานหรือเอกสารให้เป็นที่น่าสนใจได้ โดยซอฟต์แวร์การพิมพ์แบบตั้งโต๊ะจะมีความสามารถด้านการจัดการเอกสาร ความสามารถด้านการเรียงพิมพ์ รวมทั้งการจัดสีที่สูงกว่าซอฟต์แวร์ประมวลผลคำ

4.ซอฟต์แวร์นำเสนอ (Presentation Software)
เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการนำเสนอข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ โดยอาจประกอบด้วยตัวอักษร รูปภาพ แผนผัง รายงาน ตลอดจนภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น นิยมใช้ในการเรียนการสอน หรือการประชุม เพื่อนำเสนอข้อมูลให้การบรรยายนั้นน่าสนใจยิ่งขึ้น

5.ซอฟต์แวร์กราฟิก (Graphic Software)
เป็นซอฟต์แวร์สำหรับสร้างภาพกราฟิกแบบต่าง ๆ การใช้งานในระดับเบื้องต้นอาจนำไปใช้ประกอบการสร้างเอกสาร หรือการนำเสนอข้อมูล ส่วนการใช้ในระดับสูงอาจใช้สำหรับการตกแต่งภาพหรือรูปถ่าย หรือใช้สำหรับงานด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม วิศวกรรม เป็นต้น

ที่มา : http://graphics.sci.ubu.ac.th/wiki/index.php/Application_Software_by_Group_15

6.3. ROM และ RAM มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
ตอบ ROM ส่วนความจำแบบถาวร หมายถึงส่วนความจำทีนำข้อมูลออกมาใช้งานเพียงอย่างเดียวได้มีการบันทึกข้อมูลไว้ล่วงหน้าแล้วเก็บรักษาข้อมูลไว้ได้โดยไม่ต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้า ในปัจจุบันเปิดโอกาสให้สามารถลบหรือแก้ไขข้อมูลได้
RAM หน่วยความจำชั่วคราวจะคงอยู่เมื่อมีพลังงานไฟฟ้าป้อนให้ มี 2แบบ1.DRAM (sdram ddram) 2.SRAM(cache)

ที่มา : http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=01b0ce2eb860cd25
แบบฝึกหัดที่ 7
7.1 องค์ประกอบพื้นฐานของการสื่อสารข้อมูลมีอะไรบ้าง

องค์ประกอบขั้นพื้นฐานของระบบสื่อสารโทรคมนาคม สามารถจำแนกออกเป็นส่วนประกอบได้ดังต่อไปนี้

1. ผู้ส่งข่าวสาร หรือแหล่งกำเนิดข่าวสาร (source) อาจจะเป็นสัญญาณต่าง ๆ เช่น สัญญาณภาพ
ข้อมูล และเสียงเป็นต้น ในการติดต่อสื่อสารสมัยก่อนอาจจะใช้แสงไฟ ควันไฟ หรือท่าทางต่าง ๆ ก็นับว่าเป็นแหล่งกำเนิดข่าวสาร จัดอยู่ในหมวดหมู่นี้เช่นกัน
2. ผู้รับข่าวสาร หรือจุดหมายปลายทางของข่าวสาร (sink) ซึ่งจะรับรู้จากสิ่งที่ผู้ส่งข่าวสาร
หรือแหล่งกำเนิดข่าวสารส่งผ่านมาให้ตราบใดที่ การติดต่อสื่อสารบรรลุวัตถุประสงค์ ผู้รับสารหรือจุดหมายปลายทางของข่าวสารก็จะได้รับข่าวสารนั้น ๆ ถ้าผู้รับสารหรือ
จุดหมายปลายทางไม่ได้รับข่าวสาร ก็แสดงว่าการสื่อสารนั้นไม่ประสบความสำเร็จ กล่าวคือไม่มีการสื่อสารเกิดขึ้นนั่นเอง



3. ช่องสัญญาณ (channel) ในที่นี้อาจจะหมายถึงสื่อกลางหรือตัวกลางที่ข่าวสารเดินทางผ่าน อาจจะเป็นอากาศ สายนำสัญญาณต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งของเหลว เช่น น้ำ น้ำมัน เป็นต้น เปรียบเสมือนเป็นสะพานที่จะให้ข่าวสารข้ามจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง
4. การเข้ารหัส (encoding) เป็นการช่วยให้ผู้ส่งข่าวสารและผู้รับข่าวสารมีความเข้าใจตรงกันในการสื่อความหมาย จึงมีความจำเป็นต้องแปลงความหมายนี้ การเข้ารหัสจึงหมายถึงการแปลงข่าวสารให้อยู่ในรูปพลังงาน
ที่พร้อมจะส่งไปในสื่อกลาง ทางผู้ส่งมีความเข้าใจต้องตรงกันระหว่างผู้ส่งและผู้รับ หรือมีรหัสเดียวกัน การสื่อสารจึงเกิดขึ้นได้
5. การถอดรหัส (decoding) หมายถึงการที่ผู้รับข่าวสารแปลงพลังงานจากสื่อกลางให้กลับไปอยู่ในรูปข่าวสารที่ส่งมาจากผู้ส่งข่าวสาร โดยมีความเข้าในหรือรหัสตรงกัน
6. สัญญาณรบกวน (noise) เป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ มักจะลดทอนหรือรบกวนระบบ อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งทางด้านผู้ส่งข่าวสาร ผู้รับข่าวสาร และช่องสัญญาณ แต่ในการศึกษาขั้นพื้นฐานมักจะสมมติให้ทางด้านผู้ส่งข่าวสารและผู้รับข่าวสารไม่มีความผิดพลาด ตำแหน่งที่ใช้วิเคราะห์มักจะเป็นที่ตัวกลางหรือช่องสัญญาณ เมื่อไรที่รวมสัญญาณรบกวนด้านผู้ส่งข่าวสารและด้านผู้รับข่าวสาร ในทางปฎิบัติมักจะใช้
วงจรกรอง (filter) กรองสัญญาณแต่ต้นทาง เพื่อให้การสื่อสารมีคุณภาพดียิ่งขึ้นแล้วค่อยดำเนินการ เช่น การเข้ารหัสแหล่งข้อมูล เป็นต้น
เครือข่ายการสื่อสารข้อมูล
หมายถึง การรับส่งข้อมูลหรือสารสนเทศจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยอาศัยระบบการส่งข้อมูล ทางคลื่นไฟฟ้าหรือแสง อุปกรณ์ที่ประกอบเป็นระบบการสื่อสารข้อมูลโดยทั่วไปเรียกว่า
ข่ายการสื่อสารข้อมูล (Data Communication Networks)

องค์ประกอบพื้นฐาน

หน่วยส่งข้อมูล (Sending Unit)
ช่องทางการส่งข้อมูล (Transmisstion Channel)
หน่วยรับข้อมูล (Receiving Unit)
วัตถุประสงค์หลักของการนำการสื่อการข้อมูลมาประยุกต์ใช้ในองค์การประกอบด้วย
เพื่อรับข้อมูลและสารสนเทศจากแหล่งกำเนิดข้อมูล
เพื่อส่งและกระจายข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
เพื่อลดเวลาการทำงาน
เพื่อการประหยัดค่าใช้จ่ายในการส่งข่าวสาร
เพื่อช่วยขยายการดำเนินการองค์การ
เพื่อช่วยปรับปรุงการบริหารขององค์การ


ที่มาCopyright by Passkorn Roungrong
http://www.thaiwbi.com/course/data_com/index2.html


7.2จงยกตัวอย่างการสื่อสารข้อมูลแบบทิศทางเดียวมา 2
ตัวอย่าง

ทิศทางของการสื่อสารข้อมูล
แบบทิศทางเดียว (Simplex) เป็นทิศทางการสื่อสารข้อมูลแบบที่ข้อมูลจะถูกส่งจากทิศทางหนึ่งไปยังอีกทิศทางโดยไม่สามารถส่งข้อมูลย้อนกลับมาได้ เช่นระบบวิทยุ หรือโทรทัศน์




7.3จงยกตัวอย่างการสื่อสารข้อมูลแบบสองทิศทางมา 2 ตัวอย่าง


แบบสองทิศทาง (Full Duplex หรือ Both-Way) ข้อมูลสามารถส่งพร้อม ๆ กันได้ทั้ง 2 ทิศทางอย่างอิสระ เช่น ระบบโทรศัพท์ การChat Online


ที่มาhttp://reg.ksu.ac.th/teacher/songgrod/4123702/content/lesson3/303.html
http://school.obec.go.th/wcr1/web2/text/p10.htm




โดย: นายศรายุทธ เทพารักษ์ IP: 124.157.145.249 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:12:20:42 น.  

 
1.1ให้นักศึกษาอธิบายโครงสร้างของข้อมูลตั้งแต่หน่วยที่เล็กที่สุดไปหาหน่วยที่ใหญ่ที่สุด
ตอบต
(1) บิต (Bit) ดังที่เคยกล่าวไปแล้วว่า บิต คือตัวเลขโดดในระบบเลขฐานสอง ซึ่งมีค่าได้เพียง 0 หรือ 1 บิต เป็นหน่วยข้อมูลที่เล็กที่สุดในการแทนข้อมูลในคอมพิวเตอร์

(2) ตัวอักขระ (Character) หมายถึง ตัวอักขระแต่ละตัว ซึ่งอาจเป็นตัวเลข ตัวอักษร หรือเครื่องหมายใด ๆ การแทนตัวอักขระแต่ละตัวในคอมพิวเตอร์ใช้เลขฐานสองจำนวน 8 บิต ซึ่งเราเรียกอีกอย่างว่า “ไบต์” (Byte)

(3) เขตข้อมูล (Field) หมายถึงหน่วยข้อมูลหน่วยหนึ่งที่กำหนดขึ้นมาแทนความหมายใดความหมายหนึ่ง เขตข้อมูลแต่ละเขตประกอบด้วยตัวอักขระตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไป

(4) ระเบียนข้อมูล (Record) หมายถึงกลุ่มของเขตข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกันระเบียนข้อมูลประกอบด้วยเขตข้อมูลตั้งแต่ 1 เขตขึ้นไป

(5) แฟ้มข้อมูล (File) หมายถึง กลุ่มของระเบียนข้อมูลแบบเดียวกัน ซึ่งประกอบด้วยระเบียนข้อมูลตั้งแต่หนึ่งระเบียนขึ้นไป

ที่มา:
http://www.hatyaiwit.ac.th/media/41101/Lesson2/Page204.htm


1.2 โครงสร้างแบบเชิงกายภาพ และเชิงตรรกะ อย่างกันอย่างไร
ตอบ
โครงสร้างเชิงกายภาพ (Physical data structure)
เป็นโครงสร้างที่กำหนดจากวิธีการจัดเก็บข้อมูลในสื่อต่างๆ เช่น เนื้อที่สำหรับจัดเก็บ ตำแหน่งในการจัดเก็บฐานข้อมูล เป็นต้น
โครงสร้างเชิงตรรกะ (Logical data structure)
เป็นโครงสร้างที่เกิดจากการกำหนดรูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูลในฐานข้อมูล
โครงสร้างข้อมูลแบบลำดับชั้น (Hierarchical data model)
นำเสนอข้อมูลและความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในรูปแบบของโครงสร้างต้นไม้ (tree structure)
มีลักษณะความสัมพันธ์แบบพ่อลูก คือ พ่อ (parent) 1 คนมีลูก (child) ได้หลายคน หรือแบบพ่อคนเดียวมีลูก 1 คนแต่ลูกมีพ่อได้คนเดียว
ลักษณะเด่นคือ มีความซับซ้อนน้อย เข้าใจง่าย ค่าใช้จ่ายไม่สูง ป้องกันความลับของข้อมูลได้ดี เหมาะสำหรับงานที่ต้องการค้นหาข้อมูลแบบมีเงื่อนไขเป็นระดับและเรียงลำดับต่อเนื่อง
ข้อจำกัด คือ ไม่สามารถรองรับความสัมพันธ์ของข้อมูลแบบลูกมีพ่อได้หลายคนได้ มีโอกาสเกิดความซ้ำซ้อนมากและมีความคล่องตัวน้อยกว่าโครงสร้างแบบอื่น เพราะเรียกใช้ข้อมูลต้องผ่านทางต้นกำเนิดเสมอ ถ้าต้องการค้นหาข้อมูลซึ่งปรากฏในระดับล่าง ๆ แล้วจะต้องค้นหาทั้งแฟ้ม

ที่มา http://74.125.153.132/search?q=cache:0UHXauJSOHYJ:course.eau.ac.th/course/Download/0531011/database.ppt+%
2.1. อธิบายวิธีการเข้าถึงแบบสุ่ม และแบบลำดับ
ตอบ
การเข้าถึงข้อมูลแบบ Sequential คือการเขาถึงข้อมูลอย่างเป็นลำดับ ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลโดยตรงได้ ข้อเสียของการเข้าถึงข้อมูลลักษณะนี้ คือ ช้า ส่วนข้อดี คือ ประหยัด

การเข้าถึงข้อมูลแบบ Random คือการเข้าถึงข้อมูลโดยตรง โดยอาศัย addresses เป็นตัวชี้นำตำแหน่งข้อมูล ( OS จะใช้ระบบ ตารางหน้ามากำหนด addresses ) ตัวอย่างของการเข้าถึงข้อมูลแบบนี้ คือ Ram

2. การจัดการกับข้อมูล

1. การเก็บข้อมูล (Data Acquisition)
2. การบันทึกข้อมูล (Data Entry)
3. การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (Data Edit)
4. การจัดแฟ้มข้อมูล (Filing)
5. การประมวลผล (Data Processing)
การประมวลผลข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์แบ่งเป็น 3 วิธีใหญ่ ๆ ดังนี้


5.1. ระบบประมวลผลแบบกลุ่ม (Batch Processing) คือ การประมวลผลโดยผู้ใช้จะทำการรวบรวมเอกสารที่ต้องการประมวลผลไว้เป็นชุด ๆ ซึ่งเอกสารแต่ละชุดต้องให้มีขนาดเท่ากัน







5.2. ระบบประมวลผลแบบโต้ตอบ (Transaction Processing) หมายถึงการทำงานในลักษณะที่มีการโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยผู้ใช้สามารถที่จะตรวจสอบข้อมูลได้ตลอดเวลา








5.3. ระบบประมวลผลแบบออนไลน์ (Online Processing) คือ การประมวลผลร่วมกันระหว่างคอมพิวเตอร์ที่ต่อพ่วงกับระบบสื่อสาร (Communication) โดยอาศัยอุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น โมเด็ม (Modem) ซึ่งลักษณะการทำงานอาจจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องต่อพ่วงกันในระบบเครือข่าย (Network)






6. การสอบถามและค้นคืนข้อมูล(Data Query and Data Retrieval)
7. การปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน (Update)
8. การจัดทำรายงาน (Reporting)
9. การทำสำเนา (Duplication)
10. การสำรองข้อมูล (Backup)
11. การกู้ข้อมูล (Data Recovery)
12. การสื่อสารข้อมูล (Data Communication)
13. การทำลายข้อมูล (Data Scraping)
14. การจัดการไฟล์
วิธีการจัดการไฟล์ของข้อมูลในสื่อบันทึกข้อมูล มี 3 วิธีใหญ่ ๆ คือ

14.1. การจัดแฟ้มข้อมูลแบบเรียงลำดับ (Sequential File)
14.2. การจัดแฟ้มข้อมูลแบบสุ่มหรือแบบโดยตรง(Random/direct File)
14.3. การจัดแฟ้มข้อมูลแบบลำดับเชิงดัชนี(Indexed Sequential File)




การเข้าถึงข้อมูล


การเข้าถึงโดยลำดับ (Sequential Access)

เป็นการเข้าถึงข้อมูลทีละเรคคอร์ดเรียงไปตามลำดับของการจัดเก็บ ถ้าจะดึงข้อมูลเรคคอร์ดที่ 10 มาใช้จะต้องอ่านข้อมูลผ่านเรคคอร์ดที่ 1 ถึง 9 ก่อนเสมอ เมื่อถึงเรคคอร์ดที่ 10 จึงจะสามารถดึงข้อมูลออกมาใช้ได้ สื่อที่ใช้ในการบันทึกข้อมูลแบบนี้มักเป็น เทป (Tape)






การเข้าถึงโดยสุ่ม (Random Access)

เป็นการเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้ทันที ไม่ต้องผ่านเรคคอร์ดที่อยู่ก่อน การเข้าถึงเรคคอร์ดแบบสุ่มจะเร็วกว่าแบบโดยลำดับมาก เหมาะสมกับงานที่ต้องการความเร็วในการดึงข้อมูลมาก ๆ สื่อที่ใช้ในการเก็บข้อมูลมักเป็นดิสก์ หรือจานแม่เหล็ก

ที่มา
http://yalor.yru.ac.th/~nipon/Archi_STD43/chapter4/group_20/Access.htm


2.2. การประมวลผลมีกี่วิธีอะไรบ้าง พร้อมทั้งอธิบายมาพอสังเขป
ตอบ คือ...มี 2 วิธี
(1) การประมวลผลแบบเชื่อมตรง
(online processing)
หมายถึง การทำงานในขณะที่ข้อมูลวิ่งไปบนสายสัญญาณเชื่อมต่อจากเครื่อง
ปลายทาง (terminal) ไปยังฐานข้อมูลของเครื่องหลักที่ใช้ในการประมวลผล
การประมวลผลแบบเชื่อมตรงจึงเป็นการประมวลผลโดยทันทีทันใด เช่น
การจองตั๋วเครื่องบิน การซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า การฝากถอนเงินเอทีเอ็ม การประมวลผลแบบเชื่อมตรงจึงเป็นวิธีที่ใช้กันมากวิธีหนึ่ง
(2) การประมวลผลแบบกลุ่ม
(batch processing)
หมายถึง การประมวลผลในเรื่องที่สนใจเป็นครั้งๆ เช่น เมื่อต้องการทราบ
ข้อมูลผลสำรวจความนิยมของประชาชนต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน
หรือที่เรียกว่า โพล (poll) ก็มีการสำรวจข้อมูลเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล เมื่อ
เก็บรวบรวมข้อมูลได้แล้วก็นำมาป้อนเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วนำข้อมูล
นั้นมาประมวลผลตามโปรแกรมที่ได้กำหนดไว้ เพื่อรายงานหรือสรุปผลหา
คำตอบ กรณีการประมวลผลแบบกลุ่มจึงกระทำในลักษณะเป็นครั้งๆ เพื่อ
ให้ได้ผลลัพธ์โดยจะต้องมีการรวบรวมข้อมูลไว้ก่อน

ที่มา...
http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/prajuab/tanyalak_k/2/com
3.1. ให้นักศึกษายกตัวอย่างความสัมพันธ์ของฐานข้อมูล ทั้ง 3 ลักษณะ (ลักษณะละ 3 ตัวอย่าง)
1.ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง
ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง หมายถึงความว่า สมาชิกใน entity A ที่มีความสัมพันธ์กับ entity B จะมีความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งเท่านั้น เช่น กำหนดให้ entity นักศึกษามีความสัมพันธ์กับ entity อาจารย์แสดงว่านักศึกษาหนึ่งคน จะต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษา 1 คน ในทางกลับกันก็คืออาจารย์ที่ปรึกษาหนึ่งคนจะต้องมีนักศึกษาได้ 1 คนซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริง
ที่มาhttp://www.thaigoodview.com/library/teachershow/lumpang/datamon/photo221.htm
2. ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม เช่น นักศึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษา เป็นต้น
หมายความว่า entity ใน A มีความสัมพันธ์กับสมาชิก entity B แบบหนึ่งต่อกลุ่ม เช่น กำหนดให้ entity
อาจารย์ที่ปรึกษา มีความสัมพันธ์กับ entity นักศึกษา แบบหนึ่งต่อกลุ่ม แสดงว่า อาจารย์หนึ่งคน สามารถมีนัก
ศึกษาในสังกัดได้มากกว่าหนึ่งคน แต่นักศึกษาจะมีอาจารย์ที่ปรึกษาได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น
ที่มาhttp://www.thaigoodview.com/library/teachershow/lumpang/datamon/photo222.htm
3. ความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม เช่นนักศึกษากับวิชาที่ลงทะเบียนเรียน
หมายความว่า สมาชิกใน entily A มีความสัมพันธ์กับสมาชิกใน entily B แบบกลุ่มต่อกลุ่ม ตัวอย่างเช่น กำหนดให้ entily นักศึกษา มีความสัมพันธ์กับ entily วิชาที่ลงทะเบียน แบบกลุ่มต่อกลุ่มแสดงว่านักศึกษาหนึ่งคนสามารถลงทะเบียน
เรียนได้มากกว่า 1 วิชา และในทำนองเดียวกัน วิชาหนึ่งวิชาสามารถมีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนได้หลายคน
ทีมาhttp://www.thaigoodview.com/library/teachershow/lumpang/datamon/photo223.htm
4.1. หน้าที่ของระบบการจัดการฐานข้อมูลมีอะไรบ้าง

ตอบ
หน้าที่ของระบบจักการฐานข้อมูลสามารถแบ่งออกเป็นข้อย่อยๆ ได้ 8 ข้อ ดังต่อไปนี้

1. ช่วยกำหนดและเก็บโครงสร้างฐานข้อมูล (Define and Store Database Structure)
2. การเรียกใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูล (Load Database) เมื่อมีการประมวลผลที่เกิดจากการทำงานของโปรแกรมประยุกต์ ระบบฐานข้อมูลจะทำการรับและเก็บข้อมูลที่ป้อนเข้ามาเอาไว้ในฐานข้อมูล เพื่อใช้ในการประมวลผลต่อไป
3. เก็บและดูแลข้อมูล (Store and Maintain Data) ข้อมูลในระบบฐานข้อมูลจะถูกเก็บรวบรวมไว้ด้วยกัน โดยมีระบบจัดการฐานข้อมูลเป็นผู้ดูแลรักษาข้อมูลนั้น
4. ประสานงานกับระบบปฏิบัติการ (Operating System) ดังที่ได้ทราบกันอยู่แล้วว่าระบบปฏิบัติการเป็นโปรแกรมที่คอยควบคุมการทำงานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมต่างๆ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ระบบการจัดการฐานข้อมูลก็จะทำหน้าที่ประสานงานกับระบบปฏิบัติการเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างถูกต้องตามที่ผู้ใช้ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกใช้ข้อมูล การแก้ไขข้อมูล หรือการออกรายงาน
5. ช่วยควบคุมความปลอดภัย (Security Control) ในระบบการจัดการฐานข้อมูล จะมีวิธีควบคุมเพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับฐานข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการเรียกใช้หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลของผู้ใช้ในระบบ ผู้ใช้สามารถเรียกข้อมูลขึ้นมาทำการแกไขได้แตกต่างกัน เป็นต้น
6. การจัดทำข้อมูลสำรองและการกู้ (Backup and Recovery) ในระบบจัดการฐานข้อมูลจะจัดทำข้อมูลสำรองของฐานข้อมูลเอาไว้ และเมื่อมีปัญหากับระบบฐานข้อมูล เช่น แฟ้มข้อมูลหาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นเนื่องจากดิสก์เสีย ลบผิดแฟ้มข้อมูล หรือไฟไหม้ ฯลฯ ระบบจัดการฐานข้อมูลจะใช้ระบบข้อมูลสำรองนี้ในการฟื้นสภาพการทำงานของระบบให้สูภาวะปกติได้
7. ควบคุมการใช้ข้อมูลพร้อมกัน (Concurrency Control) ในระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน โปรแกรมการทำงานมักจะเป็นแบบผู้ใช้หลายคน (Multi User) จึงทำให้ผู้ใช้แต่ละคนสามารถเรียกใช้ข้อมูลได้พร้อมกัน ระบบจัดการฐานข้อมูลที่มีคุณสมบัติควบคุมการใช้ข้อมูลพร้อมกันนี้ จะทำการควบคุมการใช้ข้อมูลพร้อมกันของผู้ใช้หลายคนในเวลาเดียวกันได้ โดยมีระบบการควบคุมที่ถูกต้องเหมาะสม เช่น ถ้าการแก้ไขข้อมูลนั้นยังไม่เรียบร้อย ผู้ใช้อื่นๆ ที่ต้องการเรียกใช้ข้อมูลนี้จะไม่สามารถเรียกข้อมูลนั้นๆ ขึ้นมาทำงานใดๆ ได้ ต้องรอจนกว่าการแก้ไขข้อมูลของผู้ที่เรียกใช้ข้อมูลนั้นก่อนจะเสร็จเรียบร้อย จึงจะสามารถเรียกข้อมูลนั้นไปใช้งานต่อได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการเรียกใช้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
8. ควบคุมความบูรณภาพของข้อมูล (Integrity Control)ระบบจัดการฐานขอมูลจะทำการควบคุมค่าของข้อมูลในระบบให้ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น
9. จัดทำพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) ระบบจัดการฐานข้อมูลจะทำการสร้างพจนานุกรมข้อมูลขึ้นมาให้เมื่อมีการกำหนดโครงสร้างของกับฐานข้อมูลมา เพื่อเป็นเอกสารหรือแหล่งข้อมูล เช่น ชื่อ แฟ้มข้อมูล ชื่อเขตข้อมูล

ที่มา

http://learncomdd.blog.mthai.com/2007/07/12/public-7


4.2. ประโยชน์หรือข้อดีของฐานข้อมูลมีอะไรบ้าง

ตอบ ประโยชน์ของระบบฐานข้อมูล ( Benefits of the database approach ) มีดังนี้

1. ข้อมูลในระบบฐานข้อมูลสามารถใช้ร่วมกันได้ ( The data can be shared ) ตัวอย่างเช่น โปรแกรมระบบเงินเดือน สามารถเรียกใช้ข้อมูลรหัสพนักงานจาฐานข้อมูลเดียวกับโปรแกรมระบบการขาย ตามภาพในตอนท้ายที่ผ่านมา เป็นต้น

2. ระบบฐานข้อมูลสามารถช่วยให้มีความซ้ำซ้อนน้อยลง ( Redundancy can be reduced ) ที่ลดความซ้ำซ้อนได้ เพราะเก็บแบบรวม ( Integrated )

3. ระบบฐานข้อมูลช่วยหลีกเลี่ยงหรือลดความไม่คงที่ของข้อมูล ( Inconsistency can be avoided to some extent. )

4. ระบบฐานข้อมูลสนับสนุนการทำธุรกรรม ( Transaction support can de provided ) ธุรกรรม คือ ขั้นตอนการทำงานหลายกิจกรรมย่อยมารวมกัน

5. ระบบฐานข้อมูลสามารถช่วยรักษาความคงสภาพหรือความถูกต้องของข้อมูลได้ ( Integrity can be maintained ) โดยผู้บริหารฐานข้อมูลเป็นผู้กำหนดข้อบังคับความคงสภาพ ( DBA implement integrity constraints or business rules. ) ตามที่ผู้บริหารข้อมูล ( DA ) มอบหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เปลี่ยนแปลงข้อมูลในฐานข้อมูลทีโดยไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

6. สามารถบังคับใช้มาตรการรักษาความปลอดภัย ( Security can be enforced ) กล่าวคือ ผู้บริหารฐานข้อมูลสามารถ กำหนดข้อบังคับ เรื่องปลอดภัย ( Security Constraints )

7. ความต้องการที่เกิดข้อโต้แย้งระหว่างฝ่าย สามารถประนีประนอมได้ ( conflicting requirements can be balanced. )

8. สามารถบังคับให้เกิดมาตรฐานได้ ( Standards can be enforced )

9. ระบบฐานข้อมูลให้เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล ( Data Independence ) เป็นประโยชน์ข้อสำคัญที่สุดเพราะทำให้ข้อมูลไม่ขึ้นอยู่กับการแทนค่าข้อมูลเชิงกายภาพ ( Physical Data Independence )

ความเป็นอิสระของข้อมูลมี 2 ชนิด คือ
9.1 ความเป็นอิสระทางกายภาพ ( Physical Data Independence )
9.2 ความเป็นอิสระทางตรรกะ ( Logical Data Independence )


ที่มา
http://itd.htc.ac.th/st_it51/it5107/chatuporn/5139011007/5139011007_D/test2.htm
5.1. ระบบประมวลผลข้อมูล มีคุณลักษณะเด่นอย่างไร


คอมพิวเตอร์มีลักษณะเด่นหลายประการที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูง ด้วยคุณลักษณะดังนี้

1) ความจำ (Storage) เป็นความสามารถในการเก็บข้อมูลจำนวนมาก และเป็นระยะเวลานานโดยจะอาศัยสื่อบันทึกข้อมูล (Storage Media) ซึ่งแบ่งได้ 2 ระบบคือ
1.1 หน่วยความจำหลัก (Primary Storage) เป็นหน่วยความจำภายในเครื่องคอมพิวเตอร์
1.2 หน่วยความจำรอง (Secondary Storage) เป็นหน่วยความจำภายนอกเครื่องคอมพิวเตอร์
2) ความเร็ว (Speed) หมายถึง ความสามารถในการประมวลผลข้อมูล (Processing Speed) ภายในเวลาที่สั้นที่สุด ความสามารถในการประมวลผลซ้ำๆ ในช่วงเวลาหนึ่งๆ เรียกว่า ความถี่ (Frequency) เป็นจำนวนคำสั่ง หรือ จำนวนครั้ง หรือ จำนวนรอบในหนึ่งนาที เรียกว่า Hz (Hertz) ความเร็วในการประมวลผลข้อมูล จะถูกกำหนดโดยหน่วยประมวลผล (Processor)
3) การปฏิบัติงานอัตโนมัติ (Self Acting) เป็นความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูลตามลำดับคำสั่งได้อย่างถูกต้องต่อเนื่อง โดยอัตโนมัติตามคำสั่งและขั้นตอนที่นักคอมพิวเตอร์ ได้กำหนดไว้
4) ความน่าเชื่อถือ (Sure) ความสามารถในการประมวลผลที่ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่ถูกต้อง โดยความสามารถนี้เกี่ยวข้องกับโปรแกรมคำสั่งและข้อมูลที่นักคอมพิวเตอร์ได้ กำหนดให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์


ที่มา : http://edu.chandra.ac.th/programtechno/programtechno/elerntechno/SlidePae/computer.htm
6.1. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร มีลักษณะเด่นอย่างไร
ตอบ มีลักษณะเป็นระบบบริหารที่ให้สารสนเทศที่ผู้บริหารต้องกา เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะรวมทั้งสารสนเทศจากภายในและภายนอก สารสนเทศที่เกี่ยวพันกับองค์กรในอดีตและปัจจุบัน รวมทั้งที่คาดว่าจะเป็นอนาคต นอกจากนี้ระบบเอ็มไฟเอสจะต้องให้สารสนเทศภายในช่วงเวลาที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้บริหารสามารถตัดสินใจในการวางแผนการควบคุม และการปฏิบัติการขององค์กรได้อย่างถูกต้อง

แม้ว่าผู้บริหารที่ได้รับประโยชน์จากระบบเอ็มไอเอสสูงสุดคือผู้บริหารระดับกลาง แต่โดยพื้นฐานของระบบเอ็มไอเอสแล้ว จะเป็นระบบที่สามารถสนับสนุนข้อมูลให้ผู้บริหารทั้ง 3 ระดับ คือทั้งผู้บริหารระดับต้น ผู้บริหารระดับกลาง และผู้บริหารระดับสูง โดยระบบเอ็มไอเอสจะให้รายงานที่สรุปสารสนเทศซึ่งรวบรวมจากฐานข้อมูลทั้งหมดของบริษัท จุดประสงค์ของรายงานจะเน้นให้ผู้บริหารสามารถมองเห็นแนวโน้มและภาพรวมขององค์กรในปัจจุบัน รวมทั้งสามารถควบคุมและตรวจสอบผลงานของระดับปฏิบัติการด้วย อย่างไรก็ดี ขอบเขตของรายงานจะขึ้นอยู่กับลักษณะของสารสนเทศและจุดประสงค์ในการใช้งาน โดยอาจมีรายงานที่ออกทุกคาบระยะเวลา รายงาตตามต้องการ หรือรายงานตามสภาวการณ์หรือเหตุปกติ ตัวอย่างรายงานที่ออกโดยระบบ MIS เช่น การวิเคราะห์การขายแยกตามพื้นที่ การวิเคราะห์ต้นทุน งบประมาณประจำปี การวิเคราะห์การลงทุน และตารางการผลิต เป็นต้น


http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/it4life/tech.htm
7.1. ลักษณะเด่นของระบบสนับสนุนการตัดสินใจ คืออะไร

ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System : DSS)
หมายถึง ระบบที่ทำหน้าที่จัดเตรียมสารสนเทศเพื่อช่วยในการตัดสินใจ หากเป็นการใช้โดยผู้บริหารระดับสูง เรียกระบบนี้ว่า "ระบบสนับสนุนการตัดสินใจเพื่อผู้บริหารระดับสูง" (Executive Support System: ESS)
บางครั้งสารสนเทศที่ TPS และ MIS ไม่สามารถช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้จำเป็นต้องพัฒนาระบบช่วยตัดสินใจ DSS ขึ้น เพื่อช่วยในการตัดสินใจภายใต้ผลสรุปและการเปรียบเทียบข้อมูลจากแหล่งอื่น ทั้งภายในและนอกองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อช่วยในการตัดสินใจที่ไม่ได้คาดไว้ล่วงหน้า เช่น การตัดสินใจเกี่ยวกับการรวมบริษัทและการหาบริษัทร่วม การขยายโรงงาน ผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นต้น

คุณสมบัติของระบบ DSS


ระบบ DSS จะต้องช่วยผู้บริหารในกระบวนการการตัดสินใจ

ระบบ DSS จะต้องถูกออกแบบมาให้สามารถเรียกใช้ทั้งข้อมูลแบบกึ่งโครงสร้างและแบบไม่มีโครงสร้าง แน่นอนได้

ระบบ DSS จะต้องสามารถสนับสนุนผู้ตัดสินใจได้ในทุกระดับ แต่จะเน้นที่ระดับวางแผนบริหารและวางแผนยุทธศาสตร์

ระบบ DSS มีรูปแบบการใช้งานอเนกประสงค์ มีความสามารถในการจำลองสถานการณ์ และมีเครื่องมือในการวิเคราะห์สำหรับช่วยเหลือผู้ทำการตัดสินใจ

ระบบ DSS ต้องเป็นระบบที่โต้ตอบกับผู้ใช้ได้ สามารถใช้งานได้ง่าย ผู้บริหารต้องสามารถใช้งานโดยพึ่งความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญน้อยที่สุดหรือไม่ต้องพึ่งเลย

ระบบ DSS ต้องสามารถปรับให้เข้ากับความต้องการข่าวสารในสภาพการณ์ต่างๆ

ระบบ DSS ต้องมีกลไกช่วยให้สามารถเรียกใช้ข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว

ระบบ DSS ต้องสามารถติดต่อกับฐานข้อมูลขององค์กรได้

ระบบ DSS ต้องทำงานโดยไม่ขึ้นกับระบบการทำงานตามตารางเวลาขององค์กร

ระบบ DSS ต้องมีความยืดหยุ่นพอที่จะรองรับรูปแบบการบริหารแบบต่างๆ

ที่มา http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit1/it3.html
8.1. ลักษณะเด่น ๆ ของระบบ EIS คืออะไร

ตอบ
ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารระดับสูง (Executive Information System : EIS)
คือ MIS ประเภทพิเศษ ที่ถูกพัฒนาสำหรับผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงที่ไม่คุ้นเคยกับเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถใช้ระบบสารสนเทศได้ง่ายขึ้น โดยใช้เมาส์เลื่อนหรือจอภาพแบบสัมผัส เพื่อเชื่อมโยงข่าวสารระหว่างกัน ทำให้ผู้บริหารไม่ต้องจำคำสั่ง

คุณสมบัติของระบบ EIS

ลักษณะ รายละเอียด
ระดับการใช้งาน มีการใช้งานบ่อย
ทักษะทางคอมพิวเตอร์ ไม่จำเป็นต้องมีทักษะสูง ระบบจะสามารถใช้งานได้ง่าย
ความยืดหยุ่น สูง จะต้องสามารถเข้ากันได้กับรูปแบบการทำงานของผู้บริหาร
การใช้งาน ใช้ในงานตรวจสอบ ควบคุม
การสนับสนุนการตัดสินใจ ผู้บริหารระดับสูง ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน
ผลลัพธ์ที่แสดง ตัวอักษร ตาราง ภาพและเสียง รวมทั้งระบบมัลติมีเดีย
การใช้งานภาพกราฟฟิก สูง จะใช้รูปแบบการนำเสนอต่างๆ
ความเร็วในการตอบสนอง จะต้องตอบสนองอย่างรวดเร็ว ทันทีทันใด


ที่มาhttp://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit1/it3.html
9.1. ระบบผู้เชี่ยวชาญมีคุณสมบัติอย่างไรและใช้หลักการทำงานด้วยระบบใด

ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System) ระบบผู้เชี่ยวชาญมีส่วนคล้ายคลึงกับระบบอื่น ๆ คือเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยผู้บริหารแก้ไขปัญหาหรือทำการตัดสินใจได้ดีขึ้น อย่างไรก็ดี ระบบผู้เชี่ยวชาญจะแตกต่างกับระบบอื่นอยู่มาก เนื่องจากระบบผู้เชี่ยวชาญจะเกี่ยวข้องกับ การจัดการความรู้ (Knowledge management) มากกว่าสารสนเทศ และถูกออกแบบให้ช่วยในการตัดสินใจโดยใช้วิธีเดียวกับผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์โดยใช้หลักการทำงานด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence)

ระบบผู้เชี่ยวชาญจะทำการโต้ตอบกับมนุษย์โดยมีการถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความกระจ่าง ให้ข้อแนะนำ และช่วยเหลือในกระบวนการตัดสินใจ นั่นคือ การทำงานคล้ายกับเป็นมนุษย์ผู้เชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหานั้น ๆ เนื่องจากระบบนี้ก็คือการจำลองความรู้ของผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ มานั่นเอง โดยผู้เชี่ยวชาญในที่นี้อาจเป็นได้ทั้งผู้เชี่ยวชาญในการบริหาร ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องภาษี ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องยา หรือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญในการทำอาหารก็ตาม

ที่ มา
http://gotoknow.org/blog/isfpr/269472
















โดย: นายศรายุทธ เทพารักษ์ IP: 124.157.145.249 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:12:54:59 น.  

 
1.1. การสื่อสารข้อมูล คอมพิวเตอร์ คืออะไร

ตอบ
การสื่อสาร หมายถึง ขบวนการถ่ายทอดความรู้สึกคิดสู่กัน ในทางคอมพิวเตอร์ หมายถึง การส่งสัญญาณข่าวสารที่เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์สู่กัน (EDI Link)
ขบวนการสื่อสารที่สมบูรณ์ ต้องประกอบด้วย ผู้ส่งข่าวสาร (Sender/Transmitter), ผู้รับข่าวสาร (Receiver) และ ตัวกลางผู้นำข่าวสารไปสู่ปลายทาง (Transmission Media) การสื่อสารดังกล่าวอาจอยู่ในรูปของการสื่อสาร แบบจุดต่อจุด (จากผู้ส่งไปสู่ผู้รับโดยตรง) หรือ แบบกระจาย (จากผู้ส่งไปสู่กลุ่มผู้รับ)

ที่มา
http://www.ds.ru.ac.th/Comp/W_Chai41101_41102/Communication.htm


1.2. Protocal คืออะไร

ตอบ
โปรโตคอล (Protocol) คือ
ระเบียบพิธีการในการติดต่อสื่อสาร เมื่อมาใช้กับเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม จึงหมายถึงขั้นตอนการติดต่อสื่อสาร ซึ่งรวมถึง กฎ ระเบียบ และข้อกำหนดต่าง ๆ รวมถึงมาตรฐานที่ใช้ เพื่อให้ตัวรับและตัวส่งสามารถดำเนินกิจกรรมทางด้านสื่อสารได้สำเร็จ


ที่มา
http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/Network/protocal.html
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง
ที่มาhttp://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom3.htm

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

ข้อมูลต่างๆที่เดินทางผ่านช่องสัญญาณในระบบโทรคมนาคมมีอยู่สองแบบ คือ สัญญาณอนาลอกกับสัญญาณดิจิตอล ลักษณะของสัญญาณอนาลอก (Analog Signal) อยู่ในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถูกส่งผ่านสื่อนำสัญญาณไปยังจุดหมายที่ต้องการ เหมาะสำหรับการส่งสัญญาณเสียงสนทนา (Voice) ส่วนสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) มีลักษณะการแบ่งสัญญาณเป็นช่วงๆ อย่างไม่ต่อเนื่อง ออกเป็นสองระดับเพื่อแทนสถานะสองสถานะ คือ สถานะของบิต “0” กับสถานะของบิต “1” ซึ่งเปรียบได้กับการปิดเปิดสวิทซ์ไฟฟ้า (0 หมายถึง ปิด 1 หมายถึง เปิด) เครื่องมืออีเลกทรอนิกส์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันผลิตสัญญาณออกมาในรูปแบบสัญญาณดิจิตอลเกือบทั้งสิ้น แต่การส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบัน ยังอยู่บนพื้นฐานของสายโทรศัพท์ธรรมดาซึ่งเป็นสัญญาณอนาลอกอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการแปลงสัญญาณผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม (MOdulation/DEMoldulation device ; MODEM) จึงจะสามารถสื่อสารข้อมูลในระยะไกลได้
ที่มา
http://learners.in.th/blog/tasana/259819
3.1. สื่อกลางในการสื่อสารข้อมูลมีกี่ประเภทอะไรบ้าง
มี 2 ประเภท
1.สื่อกลางประเภทมีสาย
สายคู่บิดเกลียว (twisted pair)
สายโคแอกเชียล (coaxial)
เส้นใยนำแสง (fiber optic)

2 สื่อกลางประเภทไร้สาย
ไมโครเวฟ (micro wave)
ดาวเทียม (satellite)
ที่มา
http://it.benchama.ac.th/ebook/files/pg7_8.htm
3.2. อธิบายลักษณะของสื่อกลางแบบมีสายว่ามีข้อดี ข้อเสียอย่างไรบ้าง
ข้อดี
1. ป้องกันการรบกวนจากสัญญาณไฟฟ้าได้มาก
2. ส่งข้อมูลได้ระยะไกลโดยไม่ต้องมีตัวขยายสัญญาณ
3. การดักสัญญาณทำได้ยาก ข้อมูลจึงมีความปลอดภัยมากกว่าสายส่งแบบอื่น
4. ส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงและสามารถส่งได้มาก ขนาดของสายเล็กและน้ำหนักเบา
ข้อเสีย
ของการส่งสัญญาณข้อมูลทางดาวเทียมคือ สัญญาณข้อมูลสามารถถูกรบกวนจากสัญญาณภาคพื้นอื่น ๆ ได้ อีกทั้งยังมีเวลาประวิง
(Delay Time) ในการส่งสัญญาณเนื่องจากระยะทางขึ้น-ลง ของสัญญาณ และที่สำคัญคือ มีราคาสูงในการลงทุนทำให้ค่าบริการสูงตามขึ้นมาเช่นกัน

ที่มาhttp://blogger.sanook.com/yahuzabenz/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3/
4.1. HUB , BRIDGE , ROUTER , GATEWAY ต่างกันอย่างไร

Hub หรือ Reapter เป็นอุปกรณ์รวมสายสัญญาณระบบเครือข่ายเหมือน Switch
แต่ Hub แตกต่างกับ Switch ตรงที่ Hub มี 1 Boardcast 1 Collision
ส่วน Switch มี 1 Boardcast และ Collision มากกว่า 1 Collision
เช่น 100Mbps Switch 16 Port มี 1 Boardcast 16 Collision Daterate 100Mbps per port (Dual Speed)
แต่ถ้า 100Mbps Hub 16 Port มี 1 Boardcast 1 Collision Datarate 100Mbps หาร 16 จะได้ความเร็ว Datarate ต่อ Port(โดยยังไม่คิด Collision Domain)
ทำให้ Switch มี Utilization ดีกว่า Hub และได้ความนิยมมากกว่า
Bridge กับ Switch มีความสามารถในกับจัดการ Traffic ในชั้น DataLink Layer คล้ายกัน โดยใช้ Bridging Table เป็นตัวคำนวณเส้นทางเดินของข้อมูล
แต่ Bridge ใช้ Software ในการทำงาน จึงทำงานได้ช้า และ สามารถขยาย Port ได้เพียง 16 เท่านั้น จึงทำให้ Bridge ไม่ได้รับความนิยม ปัจจุบันไม่มี Bridge ขายแล้วนะครับ
Switch ใช้ Hardware ในการทำงาน จึงทำงานได้เร็วกว่า Bridge สามารถขยาย Port ได้ไม่จำกัด ปัจจุบัน Switch มีความสามารถสูงมากทั้งในการทำ Virtual LAN ทำ Spanning Tree โดยใช้ BPDU เป็น Protocol ในการติดต่อ
Switch Layer 3 มีความสามารถทำ Routing Table ได้ ปัจจุบันมี Switch Layer 7 ที่มีความสามารถสูงมาก ทำงานได้ครบทั้ง 7 Layer อยากรู้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cisco.com

ส่วนที่หัวข้อกระทู้ถามว่า "ความแตกต่างของ Router กับ Hub"
Router มีความสามารถแบ่ง Boardcast ได้มากกว่า 1 Boardcast ซึ่ง Hub และ Switch(Layer 2) ไม่สามารถทำได้
อีกทั้งในตัว Router ยังมี Routering Tables เพื่อคำนวณหาเส้นทางเดินของข้อมูลได้
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=11035
Bridge
อุปกรณ์ Bridge เป็นสิ่งที่ใช้แก้ไขปัญหาในเรื่องสัญญาณที่วิ่งอยู่ในเครือข่ายมากเกินไปได้โดยจะจัดแบ่งเครือข่ายออกเป็นเครือข่ายย่อยหรือ Network Segment และจะทำการกลั่นกรองสัญญาณเท่าที่จำเป็นเพื่อส่งให้กับเครือข่ายย่อยที่ถูกต้องได้ ทำให้สัญญาณไม่มารบกวนกันหรือมีสัญญาณที่ไม่เกี่ยวข้องมาในเครือข่ายย่อย โดยไม่จำเป็น แต่ในทางกลับกัน ถ้ามีความจำเป็นต้องการสื่อสารกันข้ามเครือข่ายเป็นจำนวนมากแล้ว อุปกรณ์ Bridge ก็อาจกลายเป็นเสมือนคอขวดที่ทำให้เครือ่ข่าย มีการทำงานช้าลงได้

การทำงานของ Bridge
หลักการทำงานของ Bridge จะดูแลข้อมูลที่ส่งโดยพิจารณาหมายเลขของเครื่อง หรือตามศัพท์ทางเครือข่าย คือ Media Access Control (MAC Address หรือ Station Address) Bridge จะทำงานใน Data Link Layer หรือ Layer ที่ 2 ของ OSI โมเดล คือ มองข้อมูลที่รับส่งกัน เป็น Packet แล้วเท่านั้น โดยไม่ต้องสนใจโปรโตคอลสื่อสารที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็น IP หรือ IPX หรือโปรโตคอลใด ๆ หรือก็คือ ไม่ว่าจะเป็น Packet อะไรส่งออกมาในเครือข่าย Bridge จะดูเฉพาะ Address ปลายทางแล้วถ้าพบว่าเป็นเครื่องที่อยู่คนละฟากกันก็จะส่งต่อให้เท่านั้น ไม่สนใจว่าการส่งให้ถึงเครื่อง ที่เป็นผู้รับปลายทางนั้นอาจทำได้หลายเส้นทางต่าง ๆ กัน
ข้อจำกัดอีกประการหนึ่งของ Bridge คือในขณะที่คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งต้องการส่งข้อมูลไปยังอีกเครื่องหนึ่ง แต่ไม่ทราบ Station Address จะมีการส่งข้อมูล พิเศษที่เรียกว่า Broadcast Frame เข้าไปในเครือข่าย เมื่อข้อมูลนั้นผ่านมาที่ Bridge ก็จะมีการส่งข้อมูล Broadcast นี้ต่อไปยังทุกเครือข่ายย่อยทั้งหมดที่ ตนอยู่ โดยไม่มีการเลือกหรือกลั่นกรองใด ๆ ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายทั้งหมดถูกขัดจังหวะเพื่อรับข้อมูลดังกล่าว ดังนั้นถ้าข้อมูลที่ Broadcast มากก็จะ ทำให้เครือข่ายมีปัญหาเรื่องปริมาณข้อมูลหนาแน่น และความเร็วในการทำงานลดลงได้

http://www.kunkroo.com/network1.html

Router
Router เป็นอุปกรณ์ที่ซับซ้อนกว่า Bridge โดยทำงานเสมือนเป็นเครื่องหรือ node หนึ่งใน LAN ซึ่งจะทำหน้าที่รับข้อมูลเข้ามาแล้วส่งต่อไปยังปลายทาง โดยอาจส่งในรูปแบบของ packet ที่ต่างออกไป เพื่อไปผ่านสายสัญญาณแบบอื่นๆ เช่น สายโทรศัพท์ที่ต่อผ่านโมเด็มก็ได้ ดังนั้นจึงอาจใช้ Router ในการเชื่อมต่อ LAN หลายแบบเข้าด้วยกันผ่าน WAN ได้ด้วย และเนื่องจากการที่มันทำตัวเสมือนเป็น node หนึ่งใน LAN นี้ยังทำให้มันสามารถทำงานอื่นๆได้อีกมาก เช่น รวบรวมข้อมูลเพื่อหาเส้นทางที่ดที่สุดในการส่งข้อมูลต่อหรือตรวจสอบข้อมูลที่เข้ามานั้นมาจากไหน ควรจะให้ผ่านหรือไม่ เพื่อช่วยในเรื่องการรักษาความปลอดภัยด้วย

การทำงานของ Router
สิ่งที่แตกต่างกันระหว่าง Bridge กับ Router คือ Bridge ทำงานในระดับ Data Link Layer คือจะใช้ข้อมูล station address ในการทำงานส่งข้อมูลไปยังที่ใดๆ ซึ่งหมายเลข station address นี้มีการกำหนดมาจากฮาร์ดแวร์หรือที่ส่วนของ Network Interface Card (NIC) และถูกกำหนดมาเฉพาะตัวจากโรงงานไม่ให้ซ้ำกัน ถ้ามีการเปลี่ยน NIC นี้ไป ก็จำทำให้ station address เปลี่ยนไปด้วย ส่วน Network Layer address ในกการส่งผ่านข้อมูลโปรโตคอลของเครือข่ายชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น IPX, TCP/IP หรือ AppleTalk ซึ่งจะเป็นโปรโตคอลที่ทำงานใน Network Layer การกำหนด Network address ทำได้โดยผู้ดูแลระบบเครือข่ายนั้น ทำให้สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ง่าย และสามารถใช้อุปกรณ์ Router เชื่อมโยงเครือข่ายที่แยกจากกันให้สามารถส่งผ่านข้อมูลร่วมกันได้และทำให้เครือข่ายขยายออกไปได้เรื่อยๆ
หน้าที่หลักของ Router คือการหาเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูลที่ดีที่สุด และเป็นตัวกลางในการส่งต่อข้อมูลไปยังเครือข่ายอื่น ทั้งนี้ Router สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายที่ใช้สื่อสัญญาณหลายแบบแตกต่างกันได้ไม่ว่าจะเป็น Ethernet, Token Rink หรือ FDDI ทั้งๆที่ในแต่ละระบบจะมี packet เป็นรูปแบบของตนเองซึ่งแตกต่างกัน โดยโปรโตคอลที่ทำงานในระดับบนหรือ Layer 3 ขึ้นไปเช่น IP, IPX หรือ AppleTalk เมื่อมีการส่งข้อมูลก็จะบรรจุข้อมูลนั้นเป็น packet ในรูปแบบของ Layer 2 คือ Data Link Layer เมื่อ Router ได้รับข้อมูลมาก็จะตรวจดูใน packet เพื่อจะทราบว่าใช้โปรโตคอลแบบใด จากนั้นก็จะตรวจดูเส้นทางส่งข้อมูลจากตาราง Routing Table ว่าจะต้องส่งข้อมูลนี้ไปยังเครือข่ายใดจึงจะต่อไปถึงปลายทางได้ แล้วจึงบรรจุข้อมูลลงเป็น packet ของ Data Link Layer ที่ถูกต้องอีกครั้ง เพื่อส่งต่อไปยังเครือข่ายปลายทาง

http://www.tlcthai.com/webboard/view_topic.php?mode=quote&comment=4&index=3&table_id=1&cate_id=20&post_id=3493
Gateway เป็นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อเครือข่ายต่างประเภทเข้าด้วยกัน เช่น การใช้เกตเวย์ในการเชื่อมต่อเครือข่าย ที่เป็นคอมพิวเตอร์ประเภทพีซี (PC) เข้ากับคอมพิวเตอร์ประเภทแมคอินทอช (MAC) เป็นต้น

Gateway, ประตูสื่อสาร ช่องทางสำหรับเชื่อมต่อข่ายงานคอมพิวเตอร์ที่ต่างชนิดกันให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ โดยทำให้ผู้ใช้บริการของคอมพิวเตอร์หนึ่งหรือในข่ายงานหนึ่งสามารถติดต่อเข้าสู่เครื่องบริการหรือข่ายงานที่ต่างประเภทกันได้ ทั้งนี้โดยการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า "บริดจ์" (bridges) โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะทำให้การแปลข้อมูลที่จำเป็นให้ นอกจากในด้านของข่ายงาน เกตเวย์ยังเป็นอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อข่ายงานบริเวณเฉพาะที่ (LAN) สองข่ายงานที่มีลักษณะ ไม่เหมือนกันให้สามารถเชื่อมต่อกันได้ หรือจะเป็นการเชื่อมต่อข่ายงานบริเวณเฉพาะที่เข้ากับข่ายงานบริเวณกว้าง (WAN) หรือต่อเข้ากับมินิคอมพิวเตอร์หรือต่อเข้ากับเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากเกตเวย์มีไมโครโพรเซสเซอร์และหน่วยความจำของตนเอง

Gateway จะเป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถมากที่สุดคือสามารถเครือข่ายต่างชนิดกันเข้าด้วยกันโดยสามารถเชื่อมต่อ LAN ที่มีหลายๆโปรโตคอลเข้าด้วยกันได้ และยังสามารถใช้สายส่งที่ต่างชนิดกัน ตัวgateway จะสามารถสร้างตาราง ซึ่งสารารถบอกได้ว่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไหนอยู่ภายใต้ gatewayตัวใดและจะสามารถปรับปรุงข้อมูลตามเวลาที่ตั้งเอาไว้

Gateway เป็นจุดต่อเชื่อมของเครือข่ายทำหน้าที่เป็นทางเข้าสู่ระบบเครือข่ายต่าง ๆ บนอินเตอร์เน็ต ในความหมายของ router ระบบเครือข่ายประกอบด้วย node ของ gateway และ node ของ host เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ในเครือข่าย และคอมพิวเตอร์ที่เครื่องแม่ข่ายมีฐานะเป็น node แบบ host ส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการจราจรภายในเครือข่าย หรือผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต คือ node แบบ gateway ในระบบเครือข่ายของหน่วยธุรกิจ เครื่องแม่ข่ายที่เป็น node แบบ gateway มักจะทำหน้าที่เป็นเครื่องแม่ข่ายแบบ proxy และเครื่องแม่ข่ายแบบ firewall นอกจากนี้ gateway ยังรวมถึง router และ switch

Gateway เป็นอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่ช่วยในการสื่อสารข้อมูล หน้าที่หลักของเกตเวย์คือช่วยทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์2 เครือข่ายหรือมากกว่าที่มีลักษณะไม่เหมือนกัน คือลักษณะของการเชื่อมต่อ( Connectivity ) ของเครือข่ายที่แตกต่างกัน และมีโปรโตคอลสำหรับการส่ง - รับ ข้อมูลต่างกัน เช่น LAN เครือหนึ่งเป็นแบบ Ethernet และใช้โปรโตคอลแบบอะซิงโครนัสส่วน LAN อีกเครือข่ายหนึ่งเป็นแบบ Token Ring และใช้โปรโตคอลแบบซิงโครนัสเพื่อให้สามารถติดต่อกันได้เสมือนเป็นเครือข่ายเดียวกัน เพื่อจำกัดวงให้แคบลงมา เกตเวย์โดยทั่วไปจะใช้เป็นเครื่องมือส่ง - รับข้อมูลกันระหว่างLAN 2เครือข่ายหรือLANกับเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรม หรือระหว่าง LANกับ WANโดยผ่านเครือข่ายโทรศัพท์สาธารณะเช่น X.25แพ็คเกจสวิตซ์ เครือข่าย ISDN เทเล็กซ์ หรือเครือข่ายทางไกลอื่น ๆ
http://jaypan44.blogspot.com/2007/01/gateway.html
5.1. จงอธิบายลักษณะหรือคุณสมบัติของระบบเครือข่ายทั้ง 3 แบบ

1. เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network หรือ LAN) เป็นเครือข่ายระยะใกล้
ใช้กันอยู่ในบริเวณไม่กว้างนัก อาจอยู่ในองค์กรเดียวกัน หรืออาคารที่ใกล้กัน เช่น ภาพในสำนักงาน
ภายในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ระบบเครือข่ายท้องถิ่นจะช่วยให้ติดต่อกันได้สะดวก ช่วยลดต้นทุน
และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ



เครือข่ายระบบ LAN

2. เครือข่ายระดับเมื่อง (Metropolitan Area Network หรือ MAN)
เป็นเครือข่ายขนาดกลาง ใช้ภายในเมือง หรือจังหวัดที่ใกล้เคียงกัน เช่น ระบบเคเบิลทีวีที่มีสมาชิก
ตามบ้านทั่วไปที่เราดูกันอยู่ทุกวันก็จัดเป็นระบบเครือข่ายแบบ MAN



เครือข่ายระบบ MAN

3. เครือข่ายระดับประเทศ (Wide Area Network หรือ WAN)
เป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ ใช้ติดตั้งบริเวณกว้าง มีสถานนีหรือจุดเชื่อมต่อมากมาย
มากกว่า 1 แสนจุด ใช้สื่อกลางหลายชนิด เช่น ระบบคลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ หรือดาวเทียม

เครือข่ายระบบWAN

ที่มาhttp://school.obec.go.th/ckn/network1/new_page_5.htm
6.1. Topology คืออะไร
ตอบ
โทโปโลยีคือลักษณะทางกายภาพ (ภายนอก) ของระบบเครือข่าย ซึ่งหมายถึง ลักษณะของการเชื่อมโยงสายสื่อสารเข้ากับอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ภายในเครือข่ายด้วยกันนั่นเอง โทโปโลยีของเครือข่าย LAN แต่ละแบบมีความเหมาะสมในการใช้งาน แตกต่างกันออกไป การนำไปใช้จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องทำการศึกษาลักษณะและคุณสมบัติ ข้อดีและข้อเสียของโทโปโลยีแต่ละแบบ เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบพิจารณาเครือข่าย ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

ที่มา
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=1e6a5ae3aab4ed6b
7.1. โทโปโลยีแบบดาว มีหลักการรับและส่งข้อมูลอย่างไร
เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันในเครือข่าย จะต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวกลางตัวหนึ่งที่เรียกว่า ฮับ (HUB) หรือเครื่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อสายสัญญาญที่มาจากเครื่องต่าง ๆ ในเครือข่าย และควบคุมเส้นทางการสื่อสาร ทั้งหมด เมื่อมีเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลไปยังเครื่องอื่น ๆ ที่ต้องการในเครือข่าย เครื่องนั้นก็จะต้องส่งข้อมูลมายัง HUB หรือเครื่องศูนย์กลางก่อน แล้ว HUB ก็จะทำหน้าที่กระจายข้อมูลนั้นไปในเครือข่ายต่อไป
ที่มาhttp://as1313as.blogspot.com/2008/01/star.html

7.2. โทโปโลยีแบบดาว หากต้องการขยายเพิ่มเติมระบบทำได้ยากหรือง่าย และมีวิธีการอย่างไร
เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันในเครือข่าย จะต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวกลางตัวหนึ่งที่เรียกว่า ฮับ (HUB) หรือเครื่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อสายสัญญาญที่มาจากเครื่องต่าง ๆ ในเครือข่าย และควบคุมเส้นทางการสื่อสาร ทั้งหมด เมื่อมีเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลไปยังเครื่องอื่น ๆ ที่ต้องการในเครือข่าย เครื่องนั้นก็จะต้องส่งข้อมูลมายัง HUB หรือเครื่องศูนย์กลางก่อน แล้ว HUB ก็จะทำหน้าที่กระจายข้อมูลนั้นไปในเครือข่ายต่อไป
http://www.yupparaj.ac.th/RoomNet2545/activity7/topology.htm
ที่มา


7.3. โทโปโลยีแบบดาว มีข้อดีและข้อเสียมีอะไรบ้าง


ข้อดี
- การติดตั้งเครือข่ายและการดูแลรักษาทำ ได้ง่าย หากมีเครื่องใดเกิดความเสียหาย ก็สามารถตรวจสอบได้ง่าย และศูนย์ กลางสามารถตัดเครื่องที่เสียหายนั้นออกจากการสื่อสาร ในเครือข่ายได้เลย โดยไม่มีผลกระทบกับระบบเครือข่าย
ข้อเสีย
- เสียค่าใช้จ่ายมาก ทั้งในด้านของเครื่องที่จะใช้เป็น เครื่องศูนย์กลาง หรือตัว HUB เอง และค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสายเคเบิลในเครื่องอื่น ๆ ทุกเครื่อง การขยายระบบให้ใหญ่ขึ้นทำได้ยาก เพราะการขยายแต่ละครั้ง จะต้องเกี่ยวเนื่องกับเครื่องอื่นๆ ทั้งระบบ
4.โทโปโลยีแบบ Hybrid เป็นรูปแบบใหม่ ที่เกิดจากการผสมผสานกันของโทโปโลยีแบบ STAR , BUS , RING เข้าด้วยกัน เพื่อเป็นการลดข้อเสียของรูปแบบที่กล่าวมา และเพิ่มข้อดี ขึ้นมา มักจะนำมาใช้กับระบบ WAN (Wide Area Network) มาก ซึ่งการเชื่อมต่อกันของแต่ละรูปแบบนั้น ต้องใช้ตัวเชื่อมสัญญาญเข้ามาเป็นตัวเชื่อม ตัวนั้นก็คือ Router เป็นตัวเชื่อมการติดต่อกัน
5.โทโปโลยีแบบ MESH เป็นรูปแบบที่ถือว่า สามารถป้องกันการผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นกับระบบได้ดีที่สุด เป็นรูปแบบที่ใช้วิธีการเดินสายของแต่เครื่อง ไปเชื่อมการติดต่อกับทุกเครื่องในระบบเครือข่าย คือเครื่องทุกเครื่องในระบบเครือข่ายนี้ ต้องมีสายไปเชื่อมกับทุก ๆ เครื่อง ระบบนี้ยากต่อการเดินสายและมีราคาแพง จึงมีค่อยมีผู้นิยมมากนัก
ที่มาhttp://as1313as.blogspot.com/2008/01/star.html
8.1.มีหลักการรับและส่งข้อมูลอย่างไร
การส่งข้อมูลบนเครือข่ายที่มีโทโปโลยีแบบบัสนั้นข้อมูลจะถูกส่งไปบนสายสัญญาณในรูปแบบของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสัญญาณนี้จะเดินทางไปถึงคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้ากับสื่อกลางบัส แต่เฉพาะคอมพิวเตอร์เครื่องที่มีอยู่ตรงกับที่อยู่ของผู้รับที่อยู่ในข้อมูลเท่านั้น จึงจะนำข้อมูลนั้นไปทำการโพรเซสส์ต่อไป ส่วนเครื่องอื่นๆ ก็จะไม่สนใจข้อมูลนั้น เนื่องจากสายสัญญาณเป็นสื่อกลางที่ใช้ร่วมกัน ดังนั้นคอมพิวเตอ์แค่เครื่องเดียวเท่านั้นที่จะส่งข้อมูลได้ในเวลาใดเวลาหนึ่ง

เนื่องจากมีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งข้อมูลได้ในเวลาใดเวลาหนึ่ง ดังนั้น จำนวนคอมพิวเตอร์ที่พ่วงต่อเข้ากับสื่อกลางจะมีผลต่อประสิทธิภาพของเครือข่าย เพราะยิ่งจำนวนคอมพิวเตอร์มีมากเท่าไร ยิ่งทำให้คอมพิวเตอร์ต้องรอนานเพื่อที่จะส่งข้อมูล ซึ่งอาจมีผลทำให้เครือข่ายช้ามากขึ้น

ยังไม่มีวิธีการที่เป็นมาตรฐาานในการวัดว่าจำนวนคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพของเครือข่ายอย่างไร ปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพของเครือข่ายลดลงนั้นไม่ใช่เฉพาะจำนวนคอมพิวเตอร์อย่างเดียว สิ่งต่อไปนี้เป็นปัจจัยอื่นที่อาจมีผลต่อประสิทธิภาพของเครือข่ายได้

http://www.geocities.com/daw_ao/LAN.htm

8.2. หากต้องการขยายเพิ่มเติมระบบทำได้ยากหรือง่าย และมีวิธีการอย่างไร
เมื่อต้องการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ใหม่เข้ากับเครือข่าย จำเป็นต้องใช้สายสัญญาณที่ยาวขึ้น สายสัญญาณที่ใช้ในโทโปโลยีแบบบัสนี้สามารถต่อให้ยาวขึ้นโดย 2 วิธี ดังนี้

= ใช้หัวเชื่อมต่อซึ่งเรียกว่า “barrel connector “ เชื่อมต่อสายสัญญาณสองเส้นซึ่งจะทำให้สายสัญญาณยาวขึ้น อย่างไรก็ตามการใช้หัวเชื่อมต่อนี้จะลดกำลังของสัญญาณ ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้หัวเชื่อมต่อให้มากที่สุด การใช้สายสัญญาณที่ยาวเส้นเดียวจะดีกว่าการใช้สายสัญญาณหลายๆ เส้นเชื่อมต่อกันให้ยาวขึ้น การใช้หัวเชื่อมต่อหลายที่อาจจะทำให้สัญญาณลดทอนลงไป ซึ่งอาจมีผลทำให้ได้รับข้อมูลไม่ถูกต้อง

= ใช้อุปกรณ์ทวนสัญญาณ หรือ repeater อุปกรณ์ตัวนี้จะใช้ในการเชื่อมต่อสายสัญญาณให้ยาวขึ้น และในขณะเดียวกันก็เพิ่มกำลังให้กับสัญญาณด้วย

ที่มาhttp://www.geocities.com/daw_ao/LAN.htm

8.3. ข้อดีและข้อเสียมีอะไรบ้าง
ข้อดี
ในขณะใดขณะหนึ่งคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายจะเช็คดูว่ามีข้อมูลส่งมาถึงตัวเองหรือไม่ หรือไม่ก็กำลังส่งข้อมูล เนื่องจากคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องไม่มีหน้าที่ในการส่งข้อมูล ดังนั้นเมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งหยุดทำงานก็จะไม่ทำให้เครือข่ายล่มได้




ข้อเสีย
เมื่อเกิดสายสัญญาณขาด ณ จุดใดจุดหนึ่ง หรือมีการถอดปลายสายออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งจะทำให้สายสัญญาณ ณ จุดนั้นไม่มีตัวเทอร์มิเนเตอร์ อันเป็นเหตุให้สัญญาณสะท้อนกลับ ซึ่งจะไปรบกวนสัญญาณเดิม และทำให้ข้อมูลนั้นเสียไป สัญญาณนี้ก็จะสะท้อนกลับไปกลับมาซึ่งทำให้ไม่สามารถส่งข้อมูลใหม่ได้ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เครือข่ายประเภทนี้ล่ม
ที่มาhttp://www.geocities.com/daw_ao/LAN.htm


โดย: นายศรายุทธ์ เทพารักษ์ IP: 124.157.145.249 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:13:35:42 น.  

 
9.1.มีหลักการรับและส่งข้อมูลอย่างไร
เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบเครือข่าย ทั้งเครื่องที่เป็นผู้ให้บริการ( Server) และ เครื่องที่เป็นผู้ขอใช้บริการ(Client)ทุกเครื่องถูกเชื่อมต่อกันเป็นวงกลม ข้อมูลข่าวสารที่ส่งระหว่างกัน จะไหลวนอยู่ในเครือข่ายไปใน ทิศทางเดียวกัน โดยไม่มีจุดปลายหรือเทอร์มิเนเตอร์เช่นเดียวกับเครือข่ายแบบ BUS ในแต่ละโหนดหรือแต่ละเครื่อง จะมีรีพีตเตอร์ (Repeater) ประจำแต่ละเครื่อง 1 ตัว ซึ่งจะทำหน้าที่เพิ่มเติมข้อมูลที่จำเป็นต่อการติดต่อสื่อสารเข้าในส่วนหัวของแพ็กเกจที่ส่ง และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนหัวของ Packet ที่ส่งมาถึง ว่าเป็นข้อมูลของตนหรือไม่ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปล่อยข้อมูลนั้นไปยัง Repeater ของเครื่องถัดไป
ที่มา
http://as1313as.blogspot.com/2008/01/ring.html
9.2. หากต้องการขยายเพิ่มเติมระบบทำได้ยากหรือง่าย และมีวิธีการอย่างไร
รีพีตเตอร์ (Repeater) แต่ละเครื่อง 1 ตัว ซึ่งจะทำหน้าที่เพิ่มเติมข้อมูลที่จำเป็นต่อการติดต่อสื่อสารเข้าในส่วนหัวของแพ็กเกจที่ส่ง และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนหัวของ Packet ที่ส่งมาถึง ว่าเป็นข้อมูลของตนหรือไม่ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปล่อยข้อมูลนั้นไปยัง Repeater ของเครื่องถัดไป
ที่มาhttp://as1313as.blogspot.com/2008/01/ring.html
9.3. ข้อดีและข้อเสียมีอะไรบ้าง
ข้อดี
- ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปยังผู้รับได้หลาย ๆ เครื่องพร้อม ๆ กัน โดยกำหนดตำแหน่งปลายทางเหล่านั้นลงในส่วนหัวของแพ็กเกจข้อมูล Repeaterของแต่ละเครื่องจะทำการตรวจสอบเองว่า ข้อมูลที่ส่งมาให้นั้น เป็นตนเองหรือไม่
- การส่งผ่านข้อมูลในเครือข่ายแบบ RING จะเป็นไปในทิศทางเดียวจากเครื่องสู่เครื่อง จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณ ข้อมูลที่ส่งออกไป
- คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเน็ตเวิร์กมีโอกาสที่จะส่งข้อมูลได้อย่างทัดเทียมกัน
ข้อเสีย
- ถ้ามีเครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย ข้อมูลจะไม่สามารถส่งผ่านไปยังเครื่องต่อ ๆ ไปได้ และจะทำให้เครือข่ายทั้งเครือข่าย หยุดชะงักได้
- ขณะที่ข้อมูลถูกส่งผ่านแต่ละเครื่อง เวลาส่วนหนึ่งจะสูญเสียไปกับการที่ทุก ๆ Repeater จะต้องทำการตรวจสอบตำแหน่งปลายทางของข้อมูลนั้น ๆ ทุก ข้อมูลที่ส่งผ่านมาถึง
ที่มาhttp://as1313as.blogspot.com/2008/01/ring.html
10.1.มีหลักการรับและส่งข้อมูลอย่างไร

มีลักษณะการเชื่อมโยงคล้ายกับการเชื่อมโยงแบบสมบูรณ์ในบางสถานีเท่านั้น ทำให้ลดค่าใช้จ่ายเนื่องจากในการเชื่อมโยงแบบสมบูรณ์ มีค่าใช้จ่ายสูงและสถานีงานอาจจะมีปริมาณการใช้งานไม่มากนักการเชื่อมโยงแบบตาข่ายนี้ เป็นรูปแบบเครือข่ายที่นิยมใช้ในกรณีการสื่อสารข้อมูลถึงกันในปริมาณสูงและเป็นการส่งระยะไกล เนื่องจากคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถ ติดต่อถึงกันได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านเครื่องอื่นๆหรือผ่านเครื่องอื่นน้อย
ที่มาhttp://www.walai.msu.ac.th/techno18/learning/question.asp?QID=178
10.2. หากต้องการขยายเพิ่มเติมระบบทำได้ยากหรือง่าย และมีวิธีการอย่างไร

การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็นเครือข่ายนั้นไม่ใช่แค่การใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อเข้าที่เน็ตเวิร์คการ์ดของแต่ละเครื่องเท่านั้น โทโปโลยีที่ต้องสัมพันธ์กับสายสัญญาณ เน็ตเวิร์ค ระบบปฏิบัติการเครือข่าย และอุปกรณ์เครือข่ายอื่น ๆ ที่จะเชื่อมกันเป็นเครือข่าย การเลือกโทโปโลยีของเครือข่ายต้องมีการวางแผนที่ดี เพราะโทโปโลยีจะมีผลต่อชนิดของสายสัญญาณที่ใช้ รวมถึงลักษณะการเดินสายสัญญาณนี้ผ่านชั้น เพดาน และผนังของอาคารด้วย โทโปโลยียังเป็นตัวกำหนดลักษณะการสื่อสารกันระหว่างคอมพิวเตอร์ด้วย ต่างโทโปโลยีกันต้องใช้วิธีการสื่อสารข้อมูลที่ต่างกัน และวิธีการนี้จะมีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพของเครือข่าย
ที่มา
http://www.walai.msu.ac.th/techno18/learning/question.asp?QID=178
10.3. ข้อดีและข้อเสียมีอะไรบ้าง
ข้อดี
- เปลี่ยนรูปแบบการวางสายได้ง่าย
- สามารถเพิ่ม node ได้ง่าย
- ตรวจสอบจุดที่เป็นปัญหาได้ง่าย
- ใช้สายเคเบิลน้อยที่สุด
- รูปแบบการวางสายง่ายที่สุด
- มีความเชื่อถือได้สูงเนื่องจากเป็นรูปแบบง่ายที่สุด
- สามารถขยายระบบได้ง่าย
ข้อเสีย
- ต้องใช้สายเคเบิลจำนวนมาก
- มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสายสูง
- การเชื่อมต่อจากศูนย์กลางทำให้มีโอกาสที่ระบบเครือ ข่าย จะล้มเหลวพร้อมกันได้ง่าย
- ตรวจสอบหาจุดที่เป็นปัญหาได้ยากมาก
- ระบบจะมีประสิทธิภาพลดลงอย่างมากถ้ามีการจราจรของข้อมูลสูง
ที่มา
http://www.walai.msu.ac.th/techno18/learning/question.asp?QID=178
11.1.เครือข่ายแบบ Peer to Peer มีลักษณะเด่นอย่างไร

สามารถใช้งานทรัพยากรซึ่งเชื่อมอยู่กับเครื่องใด ๆ ในเครือข่าย
ประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Server
สามารถกระจายโปรแกรมประยุกต์ไปไว้ยังเครื่องต่าง ๆ เพื่อลดการจราจรในเครือข่ายได้

ที่มาhttp://cptd.chandra.ac.th/selfstud/it4life/sub%20net7.htm
11.2.เครือข่ายแบบ Client/Server มีลักษณะเด่นอย่างไร

มีประสิทธิภาพสูงกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นแบบ Dedicates Server
การดูแลระบบสามารถทำได้ง่ายกว่า
ที่มา
http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/it4life/sub%20net7.htm
12.1. BANDWIDTH คืออะไร
1. ความเร็วในการส่งผ่านข้อมูล เช่น Modem 56 K มี BandWidth ประมาณ 56 Kb (Kilobits) ต่อวินาที
HDD แบบ SATA มี Bandwidth 150 MB/s คือ ระบบ SATA สามารถส่งข้อมูลได้สูงสุด 150 MB(MegaByte)/sec

2. ความกว้างของความถี่ที่ใช้ในการสื่อสาร อันนี้ตรงตัวเช่น คนพูดที่เสียง 200 - 2000 Hz ดังนั้นคนมี Bandwidth 2000 - 200 = 1800 Hz ครับ ตัวอย่างก็จะมีอีกเช่น
โทรศัพท์มีถือระบบ GSM (พวก AIS, DTAC, Orange) นะมี Bandwidth ของคลื่นที่ 200 KHz (ตามความหมายแบบที่ 2) แต่มีความเร็วในการส่งข้อมูลที่ 277 Kb/s (ตามความหมายแบบที่ 1)
ที่มา
http://www.gamer-gate.net/index.php?a=bbs&b=view&id=21494

12.2. BROAD BAND และ BASE BAND เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร จงอธิบาย

Broad band เป็นสัญญาณอนาลอก ซึ่งเข้ารหัส PSK (Phase-Shift Keying) เป็นส่งสัญญาณหลายช่องทาง ข้อมูลที่ส่งจะส่งในช่วงความถี่ที่แตกต่างกันบนสายเส้นเดียวกัน

Base band เป็นสัญญาณดิจิตอล ที่เข้ารหัสแมสเชสเตอร์ (Manchester encoding) การส่งสัญญาณของเบสแบนด์จะใช้ตัวเส้นเดียวเป็นช่องทางการสื่อสาร จึงจำเป็นต้องมีวิธีที่ใช้จัดการกับช่องทางการสื่อสาร
ที่มา
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=71688dcfded8dc8e





โดย: นายศรายุทธ เทพารักษ์ IP: 124.157.145.249 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:13:41:45 น.  

 
13.1. จงอธิบายลักษณะของเครือข่ายแบบ Ethernet
Ethernet เป็นเทคโนโลยีสำหรับเครือข่ายแบบแลน (LAN) ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน คิดค้นโดยบริษัท Xerox ตามมาตรฐาน IEEE 802.3 การเชื่อมเครือข่ายแบบ Ethernet สามารถใช้สายเชื่อมได้ทั้งแบบ Co-Axial และ UTP (Unshielded Twisted Pair) โดยสายสัญญาณที่ได้รับความนิยม คือ UTP 10Base-T ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้เร็วถึง 10 Mbps ผ่าน Hub ทั้งนี้การเชื่อมคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย ไม่ควรเกิน 30 เครื่องต่อหนึ่งวงเครือข่าย เนื่องจากอุปกรณ์ใน Ethernet LAN จะแข่งขันในการส่งข้อมูล หากส่งข้อมูลพร้อมกัน และสัญญาณชนกัน จะทำให้เกิดการส่งใหม่ (CSMD/CD: Carrier sense multiple access with collision detection) ทำให้เสียเวลารอ

คำว่าอีเทอร์เน็ต (Ethernet) หมายถึง ความหมายที่มีอยู่ทั่วไปของอีเทอร์เน็ตซึ่งมีหลากหลายมาตรฐาน อีเทอร์เน็ตพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Xerox (โดยได้แนวคิดมาจากโครงการสื่อสารผ่านดาวเทียม Aloha ที่พัฒนาขึ้นที่มหาวิทยาลัย Hawaii) เพื่อเป็นมาตรฐานสำคัญของเครือข่าย LAN ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ระบบที่ใช้อีเทอร์เน็ตนั้นเหมาะกับงานที่ต้องการรับส่ง/ข้อมูลในอัตราความเร็วสูงเป็นช่วง ๆ เป็นครั้งคราว การรับ/ส่งข้อมูลในเครือข่ายแบบอีเธอร์เน็ตแต่ละครั้งเครื่องเป็นไปอย่างไม่มีวินัย นั่นคือเมื่อตรวจสอบแล้วว่าในขณะนั้นไม่มีเครื่องอื่น ๆ กำลังส่งข้อมูล แต่ละอย่างเครื่องจะแย่งกันส่งข้อมูลออกมา โดยเครื่องใดที่ส่งข้อมูลออกมาจะมีหน้าที่เฝ้าดูว่ามีเครื่องอื่นทำการส่งข้อมูลออกไปพร้อมกันด้วยหรือไม่ เพราะถ้าเกิดการส่งพร้อมกันแล้วจะก่อให้เกิดการชนกันของข้อมูล แต่ถ้าตรวจจับได้ว่ามีการขนกันขึ้นก็จะหยุดส่งแล้วรอคอยเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนจะทำการส่งข้อมูลออกไปอีกครั้งหนึ่ง เวลาที่ใช้ในการรอคอยนั้นเป็นค่าที่สุ่มขึ้นมา ซึ่งมีความสั้นยาวต่างกันไป เทคนิคหลายอย่างเช่นที่นำมาใช้ในการรอคอยเพื่อหลีกเลี่ยงการชนกันซ้ำสอง หนึ่งในนั้นคือ คำนวณการเพิ่มระยะเวลารอคอยแบบ Exponential ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Carrier Sense Multiple Access with Collision Detection (CSMA/CD)
เนื่องจากการ์ดอีเทอร์เน็ตที่ใช้ในเครือข่ายแบบนี้สร้างมาจากหลายผู้ผลิต จึงมีองค์กรมาตรฐานขึ้นมากำหนดหมายเลขประจำให้ผู้ผลิตแต่ละราย เพื่อสร้างความมั่นใจให้การ์ดแต่ละใบจะไม่มีแอดเดรสที่ซ้ำกัน การส่งข้อมูลของอีเทอร์เน็ตนั้นจะเป็นไปในแบบเฟรมที่มีความยาวไม่แน่นอน แม้ว่าเฟรมข้อมูลของอีเทอร์เน็ตจะมีแอดเดรสต้นทางและปลาย แต่เทคโนโลยีอีเทอร์เน็ตเองกลับเป็นการส่งข้อมูลแบบกระจายสัญญาณ (Broadcast) ซึ่งในเครื่องเครือข่ายเดียวกันจะได้รับเฟรมข้อมูลเดียวกันทุกเฟรม โดยเลือกเฉพาะเฟรมที่มีแอดเดรสปลายทางเป็นของตนเองเท่านั้น ส่วนเฟรมอื่น ๆ จะไม่สนใจ แต่ในบางกรณ๊ที่มีการทำงานในโหมด Promiscuous ซึ่งเป็นโหมดที่นำเฟรมข้อมูลทุกเฟรมไปใช้งานโดยส่งต่อไปยังซอฟแวร์ที่ทำงานอยู่ในระดับที่สูงขึ้นไป เช่น กรณีของเครื่องที่ทำหน้าที่วิเคราะห์โปรโตคอล (Protocal Analyzer) หรืออาจจะเป็นการกระทำของผู้ที่ไม่ประสงค์ดีของพวกแฮกเกอร์ก็ได้ กรณีเช่นนี้จะเห็นถึงความปลอดภัยของมาตรฐานนี้
ที่มา http://www.it.co.th/internet2.php?act=gwan2
14.1. เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเกิดครั้งแรกกับอาชีพใด ที่ประเทศอะไรและมีชื่อว่าอะไร

เครือข่ายอินเทอร์เน็ต เกิดขึ้นในยุคสงครามเย็น มีความหวาดกลัวสงครามนิวเคลียร์ ซึ่งอาจจะทำให้อารยธรรมมนุษย์อย่างที่เรารู้จักกัน สิ้นสุดลงด้วยการโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์ ในสหรัฐ ได้มีนักวิจัยชื่อ Dr. J. C. R. Licklider (ค.ศ.1915-1990) จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซ็ตส์ ได้เสนอบทความหลักการเกี่ยวกับ Galactic Network ในเดือน สิงหาคม พ.ศ. 2505 (และอีกหลายบทความต่อมา) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยการเปิดประมูลการจัดสร้าง Interface message Processor (IMP) ซึ่ง Bolt Beranek and Newman (BBN) เป็นผู้ชนะประมูลในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2511

เครือข่ายนี้เรียกว่า ARPANET ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของอินเทอร์เน็ตที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งสร้างอยู่บนรากฐานทางความคิดที่มีเครือข่ายที่เป็นอิสระต่อกัน ไม่มีการควบคุมจากศูนย์กลาง และไม่จำเป็นต้องมีอะไรเหมือนกันเลย แต่สามารถทำงานร่วมกันได้ด้วยมาตรฐานการสื่อสารเดียวกัน ARPANET จึงประกอบไปด้วยคอมพิวเตอร์เฉพาะทาง เมนเฟรม และมินิคอมพิวเตอร์ ขนาดตั้งแต่ 4 บิต จนถึง 36 บิต ทำงานร่วมกันได้ แม้จะมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก

ที่มา
http://gotoknow.org/blog/internetinthailand/65055
15.1. จงอธิบายลักษณะของ Intranet
ระบบเครือข่ายภายในองค์กร เป็นบริการ และการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เหมือนกันอินเทอร์เน็ต แต่จะเปิดให้ใช้เฉพาะสมาชิกในองค์กรเท่านั้น เช่น อินทราเน็ตของธนาคารแต่ละแห่ง หรือระบบเครือข่ายมหาดไทย ที่เชื่อมศาลากลางทั่วประเทศ เป็นต้น เป็นการสร้างระบบบริการข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเปิดบริการคล้ายกับอินเทอร์เน็ตเกือบทุกอย่าง แต่ยอมให้เข้าถึงได้เฉพาะคนในองค์กรเท่านั้น เป็นการจำกัดขอบเขตการใช้งาน ดังนั้นระบบอินเทอร์เน็ตในองค์กร ก็คือ “อินทราเน็ต” นั่นเอง แต่ในช่วงที่ชื่อนี้ยังไม่เป็นที่นิยม ระบบอินทราเน็ต ถูกเรียกในหลายชื่อ เช่น Campus network, Local internet, Enterprise network เป็นต้น
ที่มาhttp://blogger.sanook.com/ningkra/2009/06/16/intranet-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/

15.2. ประโยชน์ของ Intranet มีอะไรบ้าง


ประโยชน์ของ Intranet

1. การสื่อสารเป็นแบบสากล ผู้ใช้ระบบอินทราเน็ตสามารถส่งข่าวสารในรูปของ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นมาตรฐานสากลระหว่างผู้ร่วมงานภายในหน่วยงานและผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งอยู่ภายนอกหน่วยงานได้
2. อินทราเน็ตใช้มาตรฐานเครือข่าย และโปรแกรมประยุกต์ได้เช่นเดียวกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีใช้อย่างแพร่หลาย และผ่านการยอมรับให้เป็นมาตรฐานตามความนิยมไปโดยปริยาย โดยมีทั้งผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ให้เลือกใช้ได้หลากหลาย
3. การลงทุนต่ำ ด้วยความต้องการด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์คล้ายคลึงกับที่ใช้ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตซึ่งมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกมากมายและราคาต่ำ จึงทำให้ค่าใช้จ่ายการวางระบบเครือข่ายต่ำกว่าเมื่อเทียบกับ ค่าใช้จ่ายที่ต้องลงทุนกับระบบอื่น ๆ
4. ความน่าเชื่อถือ เทคโนโลยีที่ใช้นั้นได้ผ่านการทดลองใช้และปรับปรุง จนกระทั่งอยู่ในสถานภาพที่มีความเชื่อถือได้สูง
5. สมรรถนะ สามารถสื่อสารข้อมูลรองรับการส่งข้อมูลที่ประกอบด้วย ข้อความ ภาพและเสียงได้
ในปัจจุบัน บริษัทธุรกิจชั้นนำในประเทศต่าง ๆ ได้นำเทคโนโลยีอินทราเน็ตมาประยุกต์ใช้ในองค์กรกันอย่างแพร่หลาย สำหรับอินทราเน็ตในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเริ่มต้น และการขยายแนวความคิดให้กับผู้บริหารองค์กร อีกทั้งองค์กรหลายแห่งยังคงไม่พร้อมทั้งด้านงบประมาณ และบุคลากรที่จะเชื่อมโยงสู่อินเตอร์เน็ตอย่างแท้จริง อินทราเน็ตจึงเป็นช่องทางในการพัฒนาและเตรียมความพร้อมในระยะแรก แต่ก็มีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก
ที่มาhttp://blogger.sanook.com/ningkra/2009/06/16/intranet-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/
16.1. นักศึกษาอธิบายเกี่ยวกับเครือข่ายแบบ Extranet

เอ๊กซ์ทราเน็ต หรือ เครือข่ายภายนอกองค์กร ก็คือระบบเครือข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร (INTERNET) เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ของสาขาของผู้จัดจำหน่ายหรือของลูกค้า เป็นต้น โดยการเชื่อมต่อเครือข่ายอาจเป็นได้ทั้ง การเชื่อมต่อโดยตรง (Direct Link) ระหว่าง 2 จุด หรือการเชื่อมต่อแบบ เครือข่ายเสมือน (Virtual Network) ระหว่างระบบเครือข่ายอินทราเน็ต จำนวนหลาย ๆ เครือข่ายผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้

ระบบเครือข่ายแบบเอ็กซ์ทราเน็ต โดยปกติแล้วจะอนุญาตให้ใช้งานเฉพาะสมาชิกขององค์กรหรือผู้ที่ได้รับสิทธิในการใช้งานเท่านั้น โดยผู้ใช้จากภายนอกที่เชื่อมต่อเข้ามาผ่านเครือข่ายเอ็กซ์ทราเน็ตอาจถูกแบ่งเป็นประเภท ๆ เช่น ผู้ดูแลระบบ สมาชิก คู่ค้า หรือผู้สนใจทั่ว ๆ ไป เป็นต้น ซึ่งผู้ใช้แต่ละกลุ่มจะได้รับสิทธิในการเข้าใช้งานเครือข่ายที่แตกต่างกันไป

เครือข่ายเอ็กซ์ทราเน็ตเป็นเทคโนโลยีเครือข่ายที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากแนวโน้มการใช้งานเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่เริ่มมีการนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์มากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น การเปิดร้านค้าบนอินเตอร์เน็ต หรือการเปิดบริการข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งบริการเหล่านี้จะต้องมีการเชื่อมต่อกับบุคคลและเครือข่ายภายนอกองคกรจำนวนมาก จึงต้องมีระบบการจัดการการเชื่อมต่อเครือข่ายภายนอกที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่ดี

ที่มาhttp://www.geocities.com/jilhao_b2/page43.htm


โดย: นายศรายุทธ เทพารักษ์ IP: 124.157.145.249 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:13:47:58 น.  

 
1.1. Internet คืออะไร
1. อินเทอร์เน็ต (Internet) มาจากคำว่า Inter และ net
1. อินเทอร์ (Inter) คือ ระหว่าง หรือท่ามกลาง
2. เน็ต (Net) คือ เครือข่าย (Network)


อินเทอร์เน็ต (Internet)
คือ เครือข่ายนานาชาติ ที่เกิดจากเครือข่ายเล็ก ๆ มากมาย รวมเป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งโลก
คือ เครือข่ายสื่อสาร ซึ่งเชื่อมโยงกันระหว่างคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ที่ต้องการเข้ามาในเครือข่าย
คือ การเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่าย
คือ เครือข่ายของเครือข่าย


ที่มา

http://www.thaiall.com/article/internet.htm
1.ให้นักศึกษาค้นหาคำศัพท์และความหมายของคำศัพท์ทางอินเทอร์เน็ตมาอย่างน้อย คนละ 5 คนศัพท์

1.G - Procurement ข้อมูลจัดวื้อจัดจ้างภาครัฐ กฎหมาย ประกาศ ข้อหารือ ราคากลางพัสดุและการประมูลด้วยระบบ อีเล็กทรอนิกส์
2.E - Marketplace เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ข้อมูลของกิจการและผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการให้เป็นที่รู้จัก โดยผู้ประกอบการสามารถเข้าใช้ระบบนี้ในการสร้างเว็บไซต์ของตนด้วยเครื่องมือระดับมืออาชีพที่สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดายแต่เปี่ยมไปด้วยความสามารถ และนอกจากนี้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มเติมข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการของตนในเว็บไซต์ได้
3. E - Retailing คือ การนำเสนอและขายสินค้าให้แก่ลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคโดยตรง. ผ่านช่องทางการติดต่อสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์
4.E - Advertisement คือ ด้านการประมูลอิเล็กทรอนิกส์ 5. E - Auction คือ กระบวนการประมูลซื้อขายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้เพื่อจัดการระบบการประมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

http://learners.in.th/blog/supinya-com
3.1. นักศึกษาใช้อินเทอร์เน็ตในด้านใดบ้าง จงอธิบาย

ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต

ตามที่กล่าวมาแล้วว่า อินเตอร์เน็ต คือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่ครอบคลุม ไปทั่วโลก พร้อมกับมีข้อมูลมหาศาล ทุกประเภท ให้เราค้นคว้า และรับส่งข้อมูล ไปมาระหว่างกันได้ ในตอนนี้ จะขอยกตัวอย่างประโยชน์ ของการใช้งานอินเตอร์เน็ต ด้านต่าง ๆ ให้เห็นพอสังเขป

. ในด้านการศึกษา เราต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นคว้าหาข้อมูลได้ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลทางวิชาการจากที่ต่าง ๆ ซึ่งในกรณีนี้ อินเตอร์เน็ต จะทำหน้าที่เหมือนห้องสมุด ขนาดยักษ์ ส่งข้อมูลที่เราต้องการ มาให้ถึงบนจอคอมพิวเตอร์ที่บ้านหรือที่ทำงานของเรา ไม่กี่วินาทีจากแหล่งข้อมูลทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ศิลปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมายและอื่นๆ

อีกส่วนที่เกี่ยวข้องกันก็คือ ประโยชน์การรับส่งข่าวสาร ผู้ใช้ที่ต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ต สามารถรับส่งจดหมายอิเล็กตรอนิกส์ หรือ E-mail กับผู้ใช้คนอื่นๆ ทั่วโลก ในเวลาอันรวดเร็ว ได้โดยค่าใช้จ่ายต่ำมาก นอกจากนี้ ยังอาจส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แฟ้มข้อมูล รูปภาพ ข้อมูลแบบมัลติมีเดีย ที่เป็นภาพและเสียง ได้อีกด้วย

สำหรับด้านธุรกิจและการค้า ช่วยในการซื้อขายสินค้าผ่านคอมพิวเตอร์ เราสามารถเลือกดูสินค้า พร้อมคุณสมบัติผ่านจอคอมพิวเตอร์ของเรา และสั่งซื้อ และจ่ายเงินด้วย บัตรเครดิตได้ทันที ซึ่งนับว่าเป็นความสะดวกสบาย และรวดเร็วมาก สินค้ามีจำหน่าย ทุกประเภท เหมือนห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ เลยทีเดียว

นอกจากนี้ ผู้ใช้ ที่เป็นบริษัท หรือองค์กรต่าง ๆ ก็สามารถเปิดให้บริการ หรือ สนับสนุน ลูกค้าของตน ผ่านอินเตอร์เน็ต เช่น การตอบคำถาม หรือข้อสงสัยต่าง ๆ ให้คำแนะนำ รวมถึงข่าวสารใหม่ๆแก่ลูกค้าได้

ประโยชน์อินเตอร์เน็ต ที่ผู้ใช้กันมากที่สุดอีกอย่างหนึ่ง คือ ความบันเทิง และการ พักผ่อนหย่อนใจ หรือสันทนาการ เช่น เลือกอ่านวารสารต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต ที่เรียกว่า magazine แบบ online รวมถึงหนังสือพิมพ์ และข่าวสารอื่น ๆ โดยมีภาพประกอบบนจอคอมพิวเตอร์ เหมือนกับหนังสือ ปกติที่เราดูอยู่กันทุกวัน
http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/phayao/patcharee_s/computer_m1/sec03p03.htm

อินเตอร์เน็ตเปรียบเสมือนชุมชนเมืองแห่งใหม่ของโลก เป็นชุมชนของคนทั่วมุมโลก จึงมีบริการต่างๆเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลาในที่นี้จะกล่าวถึงประโยชน์ของอินเตอร์เน็ตหลักๆดังนี้
1.ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์(Electronic mail=E-mail) ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-mail
เป็นการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยผู้ส่งจะต้องส่งข้อความไปยังที่อยู่ของผู้รับ ซึ่งเป็นที่อยู่ในรูปแบบของอีเมล์ เมื่อผู้ส่งเขียนจดหมาย1ฉบับ แล้วส่งไปยังที่อยู่นั้น ผู้รับจะได้รับจดหมายภายในเวลาไม่กี่วินาที แม้จะอยู่ห่างกันคนละซีกโลกก็ตาม นอกจากนี้ยังสามารถส่งแฟ้มข้อมูลหรือไฟล์แนบไปกับอีเมล์ได้ด้วย
2.กรขอเข้าระบบจากระยะไกลหรือเทลเน็ต(Telnet)
เป็นบริการอินเน็ตรูปแบบหนึ่งโดยที่เราสามารถเข้าไปใช้งานคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งที่อยู่ไกลๆได้ด้วยตนเอง เช่น ถ้าเราอยู่ที่โรงเรียนทำงานโดยใช้อินเตอร์เน็ตของโรงเรียนแล้วกลับไปที่บ้าน เรามีคอมพิวเตอร์ที่บ้านและต่ออินเตอร์เน็ตไว้เราสามารถเรียกข้อมูลจากที่โรงเรียนมาทำที่บ้านได้ เสมือนกับเราทำงานที่โรงเรียนนั่นเอง
3.การโอนถ่ายข้อมูล(File Transfer Protocol
หรือ FTP) เป็นบริการอีกรูปแบบหนึ่งของระบบอินเตอร์เน็ต เราสามารถค้นหาและเรียกข้อมูลจากแหล่งต่างๆมาเก็บไว้ในเครื่องของเราได้ ทั้งข้อมูลประเภทตัวหนังสือ รูปภาพและเสียง
4.การสืบค้นข้อมูล(Gopher,Archie,World wide Web) หมายถึง การใช้เครื่อข่ายอินเตอร์เน็ตในการค้นหาข่าวสารที่มีอยู่มากมายแล้วช่วยจัดเรียงข้อมูลข่าวสารหัวข้ออย่างมีระบบ เป็นเมนู ทำให้เราหาข็อมูลได้ง่ายหรือสะดวกมากขึ้น
5.การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็น(Usenet)
เป็นการให้บริการแลกเปลี่ยนข่าวสารและแสดงความคิดเห็นที่ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตทั่วโลกสามารถพบปะกัน แสดงความคิดเห็นของตน โดยมีการจัดการผู้ใช้เป็นกลุ่มข่าวหรือนิวกรุ๊ป(Newgroup)แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นหัวข้อต่างๆ เช่น เรื่องหนังสือ เรื่องการเลี้ยงสัตว์ ต้นไม้ คอมพิวเตอร์และการเมือง เป็นต้น ปัจจุบันมี Usenet มากกว่า15,000 กลุ่ม นับเป็นเวทีขนาดใหญ่ให้ทุกคนจากทั่วมุมโลกแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง
6.การสื่อสารด้วยข้อความ(Chat,IRC-Internet Relay chat)
เป็นการพูดคุยกันระหว่างผู้ใช้อินเตอร์เน็ต โดยพิมพ์ข้อความตอบกัน ซึ่งเป็นวิธีการสื่อสารที่ไดัรับความนิยมมากอีกวิธีหนึ่ง การสนทนากันผ่านอินเตอร์เน็ตเปรียบเสมือนเรานั่งอยู่ในห้องสนทนาเดียวกัน แต่ละคนก็พิมพ์ข้อความโต้ตอบกันไปมาได้ในเวลาเดียวกัน แม้จะอยู่คนละประเทศหรือคนละซีกโลกก็ตาม
7.การซื้อขายสินค้าและบริการ(E-Commerce = Eletronic Commerce)
เป็นการจับจ่ายซื้อ - สินค้าและบริการ เช่น ขายหนังสือ คอมพิวเตอร์ การท่องเที่ยว เป็นต้น ปัจจุบันมีบริษัทใช้อินเตอร์เน็ตในการทำธุรกิจและให้บริการลูกค้าตลอด24ชั่วโมง ในปี2540 การค้าขายบนอินเตอร์เน็ตมีมูลค่าสูงถึง1แสนล้านบาท และจะเพิ่มเป็น1ล้านล้านบาทในอีก5ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจแบบใหม่ที่น่าสนใจและเปิดทางให้ทุกคนเข้ามาทำธุรกิจได้โดยใช้ทุรไม่มากนัก
8.การให้ความบันเทิง(Entertain)
ในอินเตอร์เน็ตมีบริการด้านความบันเทิงในทุกรูปแบบต่างๆ เช่น เกมส์ เพลง รายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ เป็นต้น เราสามารถเลือกใช้บริการเพื่อความบันเทิงได้ตลอด24ชั่วโมงและจากแหล่งต่างๆทั่วทุกมุมโลก ทั้งประเทศไทย อเมริกา ยุโรปและออสเตรเลีย เป็นต้น
http://www.geocities.com/useng_9/33.htm






โดย: นายศรายุทธ เทพารักษ์ IP: 124.157.145.249 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:13:53:41 น.  

 
4.1. อธิบายวิธีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ Direct Internet Access) และ Dial-Up Access
ถ้าเป็น Direct Internet Access จะสามารถเชื่อมต่อกับผุ้ให้บริการ internetได้ทันทีโดยไม่ต้องรอค่สายโทรศัพท์ และสามารถใช้ความเร็วได้มากกว่าแบบ Dial Up Internet Access ที่ต้องใช้สายโทรศัพท์เชื่อมต่อกับทางผู้ให้บริการinternetก่อนค่ะ
ที่มาhttp://guru.google.co.th/guru/thread?tid=3c07f0044c199f6a&clk=wttpcts
5.1. ยกตัวอย่างผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตมาอย่างน้อย 3 ตัวอย่าง
1.บริษัท เคเอสซี
คอมเมอร์เชียล
อินเทอร์เน็ต จำกัด
อินเทอร์เน็ต
เคเอสซี 23 มิ.ย. 2537 22 ก.ย. 2538
(เปิดเป็นทางการ
23 มิ.ย. 2538)
2.บริษัท ล็อกซ์เล่ย์
อินฟอร์เมชั่น เซอร์วิส
จำกัด
ล็อกอินโฟ 8 มี.ค.
2539 7 มิ.ย. 2539
(เปิดเป็นทางการ
1 เม.ย. 2539)
3.บริษัท อินโฟ แอคเซส
จำกัด
เจไอเน็ต 14 มี.ค. 2539 มี.ค. 2539
(เปิดเป็นทางการ
13 มิ.ย. 2539)
4.บริษัท สามารถ
อินโฟเน็ต จำกัด สามารถ
คอนเน็ค 27 มี.ค. 2539 มี.ค. 2539
(เปิดเป็นทางการ
26 มิ.ย. 2539)
5.บริษัท เอเน็ต จำกัด
เอเน็ต
อินเทอร์เน็ต 8 มี.ค.
2539 27 มิ.ย. 2539
(เปิดเป็นทางการ
27 พ.ย. 2539)
6.บริษัท ไอเน็ต
(ประเทศไทย) จำกัด
เอเชีย
แอคเซส 19 เม.ย. 2539 18 ต.ค. 2539
(เปิดเป็นทางการ
11 ก.พ. 2539)
7.บริษัท เวิลด์เน็ต
แอน เซอร์วิส จำกัด
แปซิฟิค
อินเทอร์เน็ต 31 ก.ค. 2539 มิ.ย.2540
(เปิดเป็นทางการ
30 ต.ค. 2539)
8.บริษัท ดาต้า ลายไทย
จำกัด ดาต้า
ลายไทย 24 ต.ค. 2539 23 ม.ค. 2540
(เปิดเป็นทางการ
16 ต.ค. 2540)
9.บริษัท เอเชีย
อินโฟเน็ต จำกัด เอเชียเน็ต 5 พ.ย.
2539 4 ก.พ.2540
(เปิดเป็นทางการ
13 พ.ย. 2540)
10.บริษัท ดิไอเดีย
คอร์ปอเรชั่น
ประเทศไทย จำกัด ไอเดียเน็ต 22 พ.ย. 2539 21 ก.พ. 2540
(เปิดเป็นทางการ
20 ธ.ค. 2539)
11.บริษัท สยาม
โกลบอล แอกเซส จำกัด สยาม
อินโฟเน็ต 24 ธ.ค. 2539 23 มี.ค. 2540
(เปิดเป็นทางการ
30 เม.ย. 2541)
12. บริษัท ซีเอส
คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ซีเอส
อินเทอร์เน็ต 17 มี.ค. 2540 16 มิ.ย. 2540
13. บริษัท อินเทอร์เน็ต
ประเทศไทย จำกัด
ไอเน็ต 9 ต.ค.
2540 8 ม.ค. 2541
(เปิดเป็นทางการ
1 ต.ค. 2540)
14. บริษัท ชมะนันท์
เวิลด์เน็ต จำกัด
ชมะนันท์
เวิลด์เน็ต 28 ต.ค. 2540 27 ม.ค. 2541
(เปิดเป็นทางการ
20 ธ.ค. 2542)
15. บริษัท ฟาร์อีสต์
อินเทอร์เน็ต จำกัด ฟาร์อีสต์
อินเทอร์เน็ต 22 ต.ค.
2540 21 ม.ค. 2541
(เปิดเป็นทางการ
11 ก.พ. 2542)
16. บริษัท อีซีเน็ต
จำกัด อีซีเน็ต 2544 4 พ.ย. 2542
(เปิดเป็นทางการ
3 ก.พ. 2543)
17. บริษัท เคเบิลแอนด์
ไวร์เลส เซอร์วิสเซส
(ประเทศไทย) จำกัด เคเบิลแอนด์
ไวร์เลส 2544 29 ก.พ. 2543
(เปิดเป็นทางการ
28 พ.ค. 2543)
18. บริษัทรอยเน็ต จำกัด รอยเน็ต 2544 7 มี.ค. 2543
(เปิดเป็นทางการ)
6 มิ.ย. 2543
ที่มาhttp://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=3627


5.2. โมเด็ม (Modem)มีชื่อเต็มว่าอะไร

โมเด็ม (อังกฤษ: modem ย่อมาจากคำว่า modulate and demodulate) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณอะนาล็อกให้อยู่ในรูปดิจิทัล และแปลงกลับในทิศทางตรงข้าม จุดประสงค์ของโมเด็มคือการสร้างสัญญาณอะนาล็อกที่ง่ายต่อการส่งข้อมูล และสัญญาณดิจิทัลที่ง่ายต่อการประมวลผล
ที่มาhttp://th.wikipedia.org/wiki/Modem
6.1. ให้นักศึกษาบอกวิธีการดูหมายเลข IP Address ประจำเครื่องของนักศึกษา

การแบ่งหมายเลขไอพีออกเป็น ๔ ฟิลด์นั้นตัวเลขที่ประกอบอยู่เป็นตัวเลขของเครือข่ายด้วยเช่น เครือข่ายของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใช้รหัส 158.108 นำหน้า เครือข่ายของบริษัท

ไอบีเอ็มที่เป็นเครือข่ายใหญ่ระดับโลกใช้รหัส ๙.นำหน้า เครือข่ายของบริษัทเอทีแอนด์ทีใช้รหัสหมายเลขไอพีเป็น 12 นำหน้า ส่วนเครือข่ายของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีหลายเลข 192.150.249.นำหน้า เป็นต้น

เนื่องจากเครือข่ายมีขนาดแตกต่างกันมากดังนั้น จึงมีการกำหนดวิธีการแบ่งประเภทของเครือข่ายออกเป็นหลายคลาส คือ คลาส A คลาส B และคลาส C เป็นต้น

คลาส A กำหนดตัวเลขฟิลด์แรกเพียงฟิลด์เดียว ที่เหลืออีก ๓ ฟิลด์จึงเป็นรหัสประจำเครื่องหรือรหัสเครือข่ายย่อยที่อยู่ในเครือข่าย คลาส Bกำหนดตัวเลข ๒ ฟิลด์ จึงเหลือให้กำหนดรหัสเครื่อง ๒ ฟิลด์ คลาส C กำหนดตัวเลขไว้ ๓ฟิลด์ จึงมีที่ให้กำหนดรหัสเครื่องเพียงฟิลด์เดียว

เมื่อพิจารณาตัวเลขรหัสไอพีใดๆหากตัวเลขฟิลด์แรกขึ้นต้นระหว่าง ๑-๑๒๖ ก็จะเป็นคลาส Aถ้าขึ้นต้นด้วย ๑๒๘-๑๙๑ ก็จะเป็นคลาส B และถ้าขึ้นต้นด้วย ๑๙๒-๒๒๓ ก็จะเป็นคลาส C

ทางองค์กรบริหารเครือข่ายจะเป็นผู้กำหนดหมายเลขเครือข่ายนี้ให้ เป็นที่น่าสังเกตว่า การกำหนดหมายเลขไอพีใช้วิธีกำหนดให้เรียงกันไปใครมาขอลงทะเบียนก่อน ก็จะให้เลขน้อยเรียง ตามลำดับเวลาที่ขอ และเมื่อพิจารณาการเติบโตของเครือข่ายที่ค่อนข้างจะรวดเร็วเช่นนี้ หมายเลขไอพีคงจะเต็มพิกัดครบทุกคลาสในไม่ช้านี้ แต่ทางองค์กรบริหารเครือข่ายก็เตรียมแผนการขยายหมายเลขต่อไปแล้ว โดยเพิ่มขยายหมายเลขไอพีให้มีจำนวนฟิลด์มากขึ้น
ที่มาhttp://guru.sanook.com/search/knowledge_search.php?qID=&wi=&hnl=&ob=&asc=&q=เครือข่ายมีหมายเลขประจำ&select=1&id=2221#รหัสหมายเลขไอพีประจำเครื่อง
1. นักศึกษายกตัวอย่างประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตมาอย่างน้อย 3 ตัวอย่าง

1) ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นสิ่งที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง สามารถส่งข่าวสารถึงกันได้ทั่วโลก มีแนวโน้มการขยายตัวและจำนวนผู้ใช้อย่างรวดเร็ว มีความเร็วในการส่งข่าวสารถึงกันได้มากกว่าส่งทางไปรษณีย์ปกติ
2) การสนทนาแบบเชื่อมตรง ผู้ใช้งานบนเครือข่ายสามารถคุยกับคนอื่นในลักษณะโต้ตอบกันผ่านทางจอภาพและแผงแป้นพิมพ์อักขระ การพูดคุยผ่านทางตัวหนังสือมีความชัดเจนและเข้าใจกันได้
3) การค้นหาข้อมูล คอมพิวเตอร์มีแฟ้มข้อมูลจำนวนมาก ข้อมูลเหล่านั้นเป็นข้อมูลที่สะสมและเก็บจากหลาย ๆ ผู้ใช้ และมีบางส่วนที่ต้องการเผยแพร่โดยไม่คิดค่าเอกสารหนังสือหรือแม้แต่โปรแกรมคอมพิวเตอร์จำนวนมากได้รับการจัดเก็บและเผยแพร่แก่ผู้สนใจที่อยู่ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ผู้ใช้งานทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงข้อมูลที่เจ้าของอนุญาตให้สำเนา มีการจัดตั้งกลุ่มผู้สนใจเฉพาะด้านกันมาก เมื่อมีกลุ่มก็มีการรวบรวมข้อมูลและเก็บไว้เผยแพร่ระหว่างกัน อินเตอร์เน็ตจึงเป็นแหล่งข้อมูลแล่งใหญ่มาก
4) กระดานข่าว บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมีการจัดตั้งกระดานข่าวมากกว่า 2000 กลุ่ม ทุก ๆ วันจะมีผู้ส่งข่าวสารกันผ่านกระดานข่าว กระดานข่าวส่วนใหญ่แบ่งเป็นกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้สนใจดนตรีก็มีการฝากเพลงหรือเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรี กลุ่มวัฒนธรรม กลุ่มไทยกรุ๊ป กลุ่มผู้สนใจจักรยาน
5) เกมและนันทนาการ มีการเล่นเกมแบบเครือข่าย เกมที่รู้จักกันดีคือเกมเอ็มยูดี ( Multi User Dungeon: MUD) เกมที่ผจญภัยต่างๆ ที่เล่นในเครือข่ายมีการสนทนาโต้ตอบกันในระยะห่างไกล

http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/lopburi/pornthip_t/computer/sec04p04.html

2. นักศึกษายกตัวอย่างโทษของอินเทอร์เน็ตมาอย่างน้อย 3 ตัวอย่าง
โทษของอินเทอเน็ต



โรคติดอินเทอเน็ต(Webaholic)
อินเตอร์เน็ตก็เป็นสิ่งเสพติดหรือ?

หากการเล่นอินเตอร์เน็ต ทำให้คุณเสียงาน หรือแม้แต่ทำลาย นักจิตวิทยาชื่อ Kimberly S. Young ได้ศึกษาพฤติกรรม ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างมากเป็นจำนวน 496 คน โดยเปรียบเทียบ กับบรรทัดฐาน ซึ่งใช้ในการจัดว่า ผู้ใดเป็นผู้ที่ติดการพนัน การติดการพนันประเภทที่ถอนตัวไม่ขึ้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับ การติดอินเตอร์เน็ต เพราะทั้งสองอย่าง เกี่ยวข้องกับการล้มเหลว ในการควบคุมความต้องการของตนเอง โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสารเคมีใดๆ (อย่างสุรา หรือยาเสพติด) คำว่า อินเตอร์เน็ต ในการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ หมายรวมถึง ตัวอินเตอร์เน็ตเอง ระบบออนไลน์ (อย่างเช่น AmericaOn-line, Compuserve, Prodigy) หรือระบบ BBS (Bulletin Board Systems) และการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้ระบุว่า ผู้ที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ อย่างน้อย 4 อย่าง เป็นเวลานานอย่างน้อย 1 ปีถือได้ว่า มีอาการติดอินเตอร์เน็ต




รู้สึกหมกมุ่นกับอินเตอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อกับอินเตอร์เน็ต
มีความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้น
ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตได้
รู้สึกหงุดหงิดเมื่อต้องใช้อินเตอร์เน็ตน้อยลงหรือหยุดใช้
ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นวิธีในการหลีกเลี่ยงปัญหาหรือคิดว่าการใชอินเตอร์เน็ตทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น
หลอกคนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตของตัวเอง
การใช้อินเตอร์เน็ตทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการสูญเสียงาน การเรียน และความสัมพันธ ์ ยังใช้อินเตอร์เน็ตถึงแม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก
มีอาการผิดปกติ อย่างเช่น หดหู่ กระวนกระวายเมื่อเลิกใช้อินเตอร์เน็ต
ใช้เวลาในการใช้อินเตอร์เน็ตนานกว่าที่ตัวเองได้ตั้งใจไว้


สำหรับผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ที่ไม่เข้าข่ายข้างต้นเกิน 3 ข้อในช่วงเวลา 1 ปี ถือว่ายังเป็นปกติ จากการศึกษาวิจัย ผู้ที่ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างหนัก 496 คน มี 396 คนซึ่งประกอบไปด้วย เพศชาย 157 คน และเพศหญิง 239 คน เป็นผู้ที่เรียกได้ว่า "ติดอินเตอร์เน็ต" ในขณะที่อีก 100 คนยังนับเป็นปกติ ประกอบด้วยเพศชาย และเพศหญิง 46 และ 54 คนตามลำดับ สำหรับผู้ที่จัดว่า "ติดอินเตอร์เน็ต" นั้นได้แสดงลักษณะอาการของการติด (คล้ายกับการติดการพนัน) และการใช้อินเตอร์เน็ต อย่างหนักเหมือนกับ การเล่นการพนัน ความผิดปกติในการกินอาหาร หรือสุราเรื้อรัง มีผล กระทบต่อการเรียน อาชีพ สภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของคนคนนั้น ถึงแม้ว่าการวิจัยที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่า การติดเทคโนโลยีอย่างเช่น การติดเล่นเกมส์ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเพศชายแต่ผลลัพธ์ข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ติดอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง วัยกลางคนและไม่มีงานทำ



เรื่องอณาจารผิดศีลธรรม(Pornography/Indecent Content)
เรื่องของข้อมูลต่างๆที่มีเนื้อหาไปในทางขัดต่อศีลธรรม ลามกอนาจาร หรือรวมถึงภาพโป๊เปลือยต่างๆนั้นเป็น เรื่องที่มีมานานพอสมควรแล้วบนโลกอินเทอเน็ต แต่ไม่โจ่งแจ้งเนื่องจากสมัยก่อนเป็นยุคที่ http://www.ยังไม่พัฒนา มากนักทำให้ไม่มีภาพออกมา แต่ในปัจจุบันภายเหล่านี้เป็นที่โจ่งแจ้งบนอินเทอเน็ตและสิ่งเหล่านี้สามารถเข้าสู่เด็ก และเยาวชนได้ง่ายโดยผู้ปกครองไม่สามารถที่จะให้ความดูแลได้เต็มที่ เพราะว่าอินเทอเน็ตนั้นเป็นโลกที่ไร้พรมแดนและเปิดกว้างทำให้สือ่เหล่านี้สามรถเผยแพร่ไปได้รวดเร็วจนเรา ไม่สามารถจับกุมหรือเอาผิดผู้ที่ทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้


รู้สึกหมกมุ่นกับอินเตอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อกับอินเตอร์เน็ต
มีความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้น
ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตได้
รู้สึกหงุดหงิดเมื่อต้องใช้อินเตอร์เน็ตน้อยลงหรือหยุดใช้
ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นวิธีในการหลีกเลี่ยงปัญหาหรือคิดว่าการใชอินเตอร์เน็ตทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น
หลอกคนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตของตัวเอง
การใช้อินเตอร์เน็ตทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการสูญเสียงาน การเรียน และความสัมพันธ์ ยังใช้อินเตอร์เน็ตถึงแม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก
มีอาการผิดปกติ อย่างเช่น หดหู่ กระวนกระวายเมื่อเลิกใช้อินเตอร์เน็ต
ใช้เวลาในการใช้อินเตอร์เน็ตนานกว่าที่ตัวเองได้ตั้งใจไว้


ไวรัส ม้าโทรจัน หนอนอินเตอร์เน็ต และระเบิดเวลา
ไวรัส : เป็นโปรแกรมอิสระ ซึ่งจะสืบพันธุ์โดยการจำลองตัวเองให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะทำลายข้อมูล หรืออาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลงโดยการแอบใช้สอยหน่วยความจำหรือพื้นที่ว่างบนดิสก์โดยพลการ
ม้าโทรจัน : ม้าโทรจันเป็นตำนานนักรบที่ซ่อนตัวอยู่ในม้าไม้ แล้วแอบเข้าไปในเมืองจนกระทั่งยึดเมืองได้สำเร็จ โปรแกรมนี้ก็ทำงานคล้ายๆกัน คือโปรแกรมนี้จะทำหน้าที่ไม่พึงประสงค์ มันจะซ่อนตัวอยู่ในโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาต มันมักจะทำในสิ่งที่เราไม่ต้องการ และสิ่งที่มันทำนั้น ไม่มีความจำเป็นต่อเราด้วย
หนอนอินเตอร์เน็ต : ถูกสร้างขึ้นโดย Robert Morris, Jr. จนดังกระฉ่อนไปทั่วโลก มันคือโปรแกรมที่จะสืบพันธุ์โดยการจำลองตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ จากระบบหนึ่ง ครอบครองทรัพยากรและทำให้ระบบช้าลง
ระเบิดเวลา : คือรหัสซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นรูปแบบเฉพาะของการโจมตีนั้นๆ ทำงานเมื่อสภาพการโจมตีนั้นๆมาถึง ยกตัวอย่างเช่น ระเบิดเวลาจะทำลายไฟล์ทั้งหมดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2542

http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/poonsak/ictinternet/else.html
8.1. นักศึกษามีความคิดเห็นอย่างไรที่เยาวชนสมัยนี้เป็นโรคติดอินเทอร์เน็ตและเกมออนไลน์ มีผลดีหรือผลเสียอย่างไรบ้าง
ตอบ ทำให้ รู้สึกหมกมุ่นกับอินเทอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อเข้าระบบอินเทอร์เน็ต
มีความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้นอยู่เรื่อยๆ
ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตได้
รู้สึกหงุดหงิดเมื่อใช้อินเทอร์เน็ตน้อยลง หรือหยุดใช้
คิดว่าเมื่อใช้อินเทอร์เน็ตแล้ว ทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น
ใช้เป็นอินเทอร์เน็ตในการหลีกเลี่ยงปัญหา
หลอกคนในครอบครัว หรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตของตนเอง
มีอาการผิดปกติเมื่อเลิกใช้อินเทอร์เน็ต เช่น หดหู่ กระวนกระวาย
ซึ่งอาการดังกล่าว ถ้ามีมากกว่า 4 ประการในช่วง 1 ปี จะถือว่าเป็นอาการติดอินเทอร์เน็ต ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบร่างกาย ทั้งการกิน การขับถ่าย และกระทบต่อการเรียน สภาพสังคมของคนๆ นั้นต่อไป
ที่มา:www.pirun.ku.ac.th/~b5011160/Untitled-4.html


โดย: นายศรายุทธ เทพารักษ์ IP: 124.157.145.249 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:14:01:32 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบ

Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้


นายศราวุฒิ ทดกลาง หมู่ 22 (อ.เช้า)




โดย: ศราวุฒิ ทดกลาง IP: 58.147.7.66 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:14:56:35 น.  

 
ทำไม่ได้


โดย: นิรนาม IP: 192.168.1.109, 124.157.139.216 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:16:33:59 น.  

 
ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น
หน้าที่การประมวลผลรายการ (Transaction processing function)
การลงบัญชี (Book keeping) เพื่อบันทึกข้อมูลรายการทางธุรกิจ
การออกคำสั่ง (Issuance) เพื่อออกคำสั่ง เช่น เอกสารการจ่ายเงิน ใบกำกับสินค้า
การควบคุมรายงาน (Control reporting) เพื่อควบคุมการปฏิบัติ เช่นคุมการจ่ายเงินเดือน
ที่มา http://www.thaiall.com/mis/mis09.htm
ข้อที่ 2
ประเภทของทรัพยากรสารสนเทศ
มีทั้งหมดกี่ประเภท
2 ประเภท
1.ทรัพยากรสารสนเทศประเภทสิ่งพิมพ์
2.ทรัพยากรสารสนเทศประเภทไม่ใช่สิ่งพิมพ์
ทรัพยากรสารสนเทศประเภทสิ่งพิมพ์
มีทั้งหมดกี่ประเภท
5 ประเภท
หนังสือ
วารสาร
หนังสือพิมพ์
จุลสาร
กฤตภาค


ตัวอย่างทรัพยากรสารสนเทศ
อียิปต์
กระดาษปาปิรัส
สมัยอัสสิเรีย
แผ่นดินเหนียว
จีน
กระดาษ
ผ้าไหม
ไม้ไผ่
พ่อขุนราม
ศิลาจารึก




โดย: นายพงษ์ระวี รีชัยวิจิตรกุล ม.22 อังคารเช้า IP: 192.168.1.109, 124.157.139.216 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:16:43:46 น.  

 
การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

ข้อดี
1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนทันทีทันใด
2. สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ได้รับผลลัพธ์ที่ทันสมัย

ข้อเสีย
1. โอกาสผิดพลาดมีมากกว่าวิธีแบบชุดเนื่องจากตรวจทานที่หน้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2 . การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่า







2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html




โดย: นายชัยวัฒน์ ศรีอุต หมู่ 22 อังคาร(เช้) IP: 125.26.175.79 วันที่: 26 กันยายน 2552 เวลา:13:05:56 น.  

 
ข้อที่ 1

ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น
หน้าที่การประมวลผลรายการ (Transaction processing function)
การลงบัญชี (Book keeping) เพื่อบันทึกข้อมูลรายการทางธุรกิจ
การออกคำสั่ง (Issuance) เพื่อออกคำสั่ง เช่น เอกสารการจ่ายเงิน ใบกำกับสินค้า
การควบคุมรายงาน (Control reporting) เพื่อควบคุมการปฏิบัติ เช่นคุมการจ่ายเงินเดือน


ข้อที่ 2

1.1 พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีโปรดการอ่านและทรงมีพระอัจฉริยภาพสูงยิ่งในการเรียงร้อยอักษรา นำไปสู่พระราชนิพนธ์จำนวนมากทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง หลากเรื่องหลายรสเพิ่มสีสัน ภูมิปัญญาแก่วงการอักษรศาสตร์ไทย
สำหรับพระราชนิพนธ์ร้อยกรอง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระปรีชาสามารถแต่งคำประพันธ์ได้ทั้งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และร่าย แต่ทรงพระราชนิพนธ์โคลงสี่สุภาพได้ดียิ่งลีลาโคลงงดงามไพเราะเปี่ยมด้วยสุนทรียะ และเนื้อหาสาระดังจะเห็นได้อย่างเด่นชัดจากงานพระราชนิพนธ์ อาทิ "อยุธยา" (พ.ศ. ๒๕๑๔) กษัตริยานุสรณ์ (พ.ศ. ๒๕๑๖) พุทธศาสนสุภาษิตคำโคลง (พ.ศ. ๒๕๑๗) พระราชนิพนธ์ร้อยแก้วนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเริ่มต้นเรียงร้อยตั้งแต่เรียงความ สารคดี งานวิชาการสั้นๆ ต่อมาก็ได้ทรงพัฒนาไปในด้านวิชาการ ทั้งบทความ คำบรรยาย ปาฐกถา และ งานค้นคว้าวิจัยทรงพระปรีชาสามารถในการเขียนด้วยโวหารนานา ที่เหมาะสมสอดคล้องกับงานที่เขียน และในบรรดาพระราชนิพนธ์ร้อยแก้ว นั้น ที่มีอยู่มาก คือ สารคดีเสด็จเยือนต่างประเทศ ซึ่งมีอยู่ถึง ๔๙ เรื่อง (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๒) นอกจากนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯได้ทรงเขียนและทรงแปลเรื่องสำหรับเด็กโดยใช้พระนามแฝงว่า "แว่นแก้ว" ได้แก่ เรื่อง แก้วจอมแก่น (พ.ศ. ๒๕๒๑) แก้วจอมซน (พ.ศ.๒๕๒๖) และ เรื่องแปล ขบวนการนกกางเขน (พ.ศ. ๒๕๒๔) ( จากบทความ "ร้อยประกายฉายชัดพระอัจฉริยญาณ" ในหนังสือ เรียงร้อยบรรณรัตน์ โดย ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล)
เพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูลงานพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร ีที่มีอยู่มากมายนั้นอักษรศาสตร์บัณฑิตรุ่นที่ ๔๑ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระสหายร่วมรุ่นได้รวบรวมบรรณานุกรม และดรรชนีพระราชนิพนธ์ให้ได้รายละเอียดที่สมบูรณ์ครบถ้วนทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อมิให้ข้อมูลเลือนหายไปกับกาลเวลา
และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ก็ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานมาพิมพ์เผยแพร่ ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชานุญาต ศูนย์ฯ จึงได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือ "เรียงร้อยบรรณรัตน์บรรณานุกรม และดรรชนีพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" ทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นฐานข้อมูลด้านบรรณานุกรมและดรรชนีที่เอื้อประโยชน์ต่อวงการหนังสือและผู้สนใจสืบต่อไป อนึ่ง ศูนย์ฯ ได้นำข้อมูลบรรณานุกรมพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (บางส่วน) มาเผยแพร่ไว้ในโฮมเพจของศูนย์ฯ เพื่อให้ผู้สนใจได้สืบค้นท่านสามารถเปิดชมได้โดย การคลิกหัวข้อถัดไป หรือหากท่านที่สนใจตัวเล่ม "เรียงร้อยบรรณรัตน์" สามารถติดต่อสั่งซื้อได้ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในราคาจำหน่ายเล่มละ ๓๕๐ บาท
สำหรับตัวเล่มของพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีนั้น ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรได้รวบรวม และจัดเก็บพระราชนิพนธ์ทุกเล่มที่จัดพิมพ์ โดยจัดแสดงไว้ ณ ห้องพระราชประวัติ ๑ ชุด และในห้องสมุดอีก ๑ ชุด
1.2 หนังสืออ้างอิง

ได้แก่ สารานุกรม พจนานุกรม อักขรานุกรม ศัพท์บัญญัติ (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.3 หนังสือภาษาฝรั่งเศส

ได้แก่ หนังสือด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ สถาปัตยกรรม และศิลปะในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนังสือส่วน ใหญ่ได้รับความอนุเคราะห์จากสถาบันฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (Ecole Francaise d'Extreme-Orient),Institut Francais de Pondichery และสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.4 หนังสือภาษาจีน

เป็นหนังสือภาษาจีนทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี หนังสือส่วนนี้ได้รับอภินันทนาการจาก Professor Chen Chung Yu, Institute of History and Philology, Academia Sinica, Taipei, Taiwan (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.5 งานวิจัยและวิทยานิพนธ์

เป็นงานวิจัยและวิทยานิพนธ์เฉพาะสาขามานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องจากมหาวิทยาลัยและสถาบันที่มีการผลิตผลงานวิจัย ในสาขาต่างๆ เหล่านี้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยผู้สนใจสามารถเรียกดูข้อมูล บทคัดย่อ (Abstract)ได้ (จัดเก็บตัวเล่มและให้บริการศึกษา ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.6 วารสารและจุลสาร

เป็นสิ่งพิมพ์ที่ให้เนื้อหาทันสมัยทันเหตุการณ์และจัดพิมพ์อย่างต่อเนื่องโดยองค์กรหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ ห้องสมุดให้บริการวารสารทางด้านมานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องฉบับปัจจุบัน ภาษาไทย จำนวน ๖๘ รายชื่อ ภาษาต่างประเทศ จำนวน ๒๑ รายชื่อ (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.7 ดรรชนีวารสาร

สำหรับวารสารฉบับล่วงเวลา ห้องสมุดได้จัดทำดรรชนีสืบค้นบทความที่น่าสนใจจากวารสารต่าง ๆ ไว้ ้โดยผู้สนใจ สามารถสืบค้นได้จากฐานข้อมูลห้องสมุด

1.8 สื่อวิชาการจากกิจกรรมของศูนย์

ห้องสมุดจัดเก็บสื่อวิชาการทุกประเภทจากกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรได้จัดขึ้น อาทิ เอกสารประกอบการประชุม การสัมมนา บทความนำเสนอ รายงาน ผลการวิจัย วีดิทัศน์ เทปเสียง

1.9 หนังสือทั่วไป

ได้แก่ หนังสือภาษาไทย หนังสือภาษาอังกฤษ ที่มีเนื้อหาทางด้านมานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องแบ่งเนื้อหาออกเป็นกลุ่มย่อยๆ อาทิ ปรัชญาและศาสนา ไทยศึกษา เอเชียศึกษาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ไทย ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประวัติศาสตร์สากล ชาติพันธุ์วิทยา ขนบธรรมเนียมและประเพณี ศิลปะ จิตรกรรม สถาปัตยกรรม ภาษา และวรรณกรรม เป็นต้น ทั้งในรูปของหนังสือเล่มรายงานการวิจัย เอกสาร ประกอบการประชุมสัมมนา แผนที่ ฯลฯ (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.10 กฤตภาค

เป็นสิ่งพิมพ์ที่ได้จากการตัดข่าว บทความ และรูปภาพที่มีสาระเชิงวิชาการด้านมานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง จากหนังสือพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลกฤตภาค เพื่อการสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดยสืบค้นได้ในหลายวิธี อาทิ ตามหัวเรื่อง คำสำคัญ วันเดือนปี ชื่อผู้แต่ง (ให้บริการสืบค้นเฉพาะที่ห้องสมุด)

1.11 แผนที่

ได้แก่ แผนที่ประเทศไทยมาตราส่วน 1: 250,000 แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศแหล่งชุมชนโบราณในประเทศไทย (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

2.1 วีดิทัศน์

เป็นวีดิทัศน์ที่มีเนื้อหาสาระที่เป็นความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา รวมทั้งสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่จัดทำโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และที่จัดหาจากภายนอก จำนวน ๑,๑๔๖ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ สารคดีเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม ดนตรี การละเล่นและการแสดงของไทย สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีและวีดิทัศน์ กิจกรรมทางวิชาการของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖)

2.2 สไลด์

เป็นภาพสไลด์จากการบันทึกของผู้เชี่ยวชาญการถ่ายภาพ รวมทั้งสไลด์ทางวิชาการที่มีคุณค่าทางการศึกษา จำนวน ๑๕๘ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ สไลด์ศิลปะล้านนา อยุธยา สุโขทัย จิตรกรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ ประเพณี พิธีกรรม กลุ่มชาติพันธุ์ พิพิธภัณฑ์และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้ง ภาพสไลด์จากนิทรรศการต่างๆ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างจัดทำเป็นฐานข้อมูล และจะเปิดให้บริการสืบค้นได้ทางคอมพิวเตอร์ ณ ห้องสมุดชั้น ๖ ในเร็วๆ นี้ (ภาพสไลด์ตัวจริงจัดเก็บและให้บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)

2.3 ภาพถ่าย

เป็นภาพถ่ายเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและพิธีกรรม กลุ่มชาติพันธุ์ พิพิธภัณฑ์และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม จิตรกรรมฝาผนัง ภาพถ่ายทางอากาศแหล่งโบราณสถาน และภาพถ่ายจากนิทรรศการต่างๆ และกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จำนวน ๒๙๕ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างจัดทำเป็นฐานข้อมูล และจะเปิดให้บริการสืบค้น ได้ทางคอมพิวเตอร์ ณ ห้องบริการชั้น ๖ (ภาพถ่ายพร้อมฟิล์มตัวจริง จัดเก็บ และให้บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)

2.4 ซีดีเพลง

เป็นแผ่นซีดีบันทึกเพลงประเภทต่างๆ อาทิ เพลงไทยเดิม ไทยสากล เพลงพื้นบ้าน และเพลงสากลประเภทคลาสสิก (Classical Music) จำนวน ๓๒๙ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖ บริการทำสำเนาลงเทปเสียง ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)

2.5 วิดีโอ ซีดี

เป็นแผ่นซีดี-รอมบันทึกภาพยนต์ จำนวน ๓๖๓ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๖)

2.6 แถบบันทึกเสียง

แถบบันทึกเสียง (Cassette Tape) จำนวน๕๗๕ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ เพลงไทยเดิม เพลงพื้นบ้าน พื้นเมือง การละเล่น และการแสดง สนทนาธรรม และกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖ บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)

2.7 ดีวีดี

เป็นแผ่นดีวีดี จำนวน ๘ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ ภาพยนตร์สารคดีต่าง ๆ (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖ บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)
วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘

3.1 ฐานข้อมูล

เป็นข้อสนเทศที่ได้มีการประมวลผลโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ จากการรวบรวม จำแนกและบันทึกข้อมูลทางวิชาการ เพื่อให้สืบค้นได้จากโปรแกรมฐานข้อมูลของศูนย์ฯ ผ่านทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายใน ขณะนี้ มีฐานข้อมูลที่เปิดให้บริการสืบค้นแล้ว อาทิ ฐานข้อมูล กฤตภาค ฐานข้อมูลสไลด์ศิลปะล้านนา สุโขทัย อยุธยา เป็นต้น และยังมีฐานข้อมูลที่ออกเผยแพร่ทาง World Wide Web ในโฮมเพจศูนย์ฯ ที่http:/www.sac.or.th อาทิ ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ ฐานข้อมูลจารึก และศูนย์วัฒนธรรมในประเทศไทย ฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย เป็นต้น ผู้สนใจติดต่อขอใช้บริการสืบค้นได้ ณ ห้องสมุด ชั้น ๗

3.2 ซีดี - รอม

เป็นแผ่นซีดีบันทึกข้อมูลหลากหลายรูปแบบ เช่น ตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง หรือสื่อผสม (Multimedia) โดยมีเนื้อหาเป็นสาระความรู้ในวิชาการสาขาต่างๆ อาทิ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น มีจำนวน ๑๒๓ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖)

3.3 เครือข่ายสารสนเทศ

เป็นการจัดระบบเครือข่ายข้อมูลสาขามานุษยวิทยา โดยเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลไปสู่ฐานข้อมูลอื่นๆ และไปยังศูนย์ข้อมูลองค์กรหรือสถาบันการศึกษาอื่นๆ เพื่อให้การค้นคว้าจากจุดเดียวในเครือข่ายเป็นไปได้อย่างกว้างขวาง และอำนวยความสะดวก ให้ผู้สนใจสามารถค้นคว้าศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยศูนย์ฯ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง และเป็นผู้ประสานงานการเชื่อมเครือข่ายข้อมูลได้ทั้งในและต่างประเทศ (กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ)

ที่มา http://www.sac.or.th/services/library/IS/information.htm





โดย: นาย วัชฤทธิ์ มวลพิทักษ์ หมู่22 อ.เช้า IP: 125.26.175.79 วันที่: 26 กันยายน 2552 เวลา:13:32:16 น.  

 
ข้อที่ 1 Transacction Processing คืออะไร
หมายถึง การประมวลผลข้อมูลด้วยการนำแฟ้มข้อมูลที่บรรจุรายการเปลี่ยนแปลง หรือรายการแก้ไข อ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อปรับปรุงรายการในแฟ้มข้อมูลหลัก (master file)

ข้อที่ 2 ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
1. วัสดุตีพิมพ์ (printed materials)
2. วัสดุไม่ตีพิมพ์ (non-printed material)
3. ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronic database)
ทรัพยากรสารสนเทศแต่ละประเภทมีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนี้

วัสดุตีพิมพ์
วัสดุตีพิมพ์ หมายถึงวัสดุที่บันทึกสารสนเทศในรูปแบบของตัวอักษร ภาพและสัญลักษณ์อื่น ๆ โดยผ่านกระบวนการตีพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ กฤตภาค เป็นต้น
วัสดุไม่ตีพิมพ์
วัสดุไม่ตีพิมพ์ หมายถึง ทรัพยากรสารสนเทศที่บันทึกไว้ในสื่อที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการตีพิมพ์ มีหลายประเภทดังนี้ (ศรีสุภา นาคธน, 2548)
1. ต้นฉบับตัวเขียน
ต้นฉบับตัวเขียน (manuscript) คือ ทรัพยากรสารสนเทศที่จัดทำขึ้น โดยใช้ลายมือเขียน ได้แก่ หนังสือที่จัดทำในสมัยโบราณก่อนที่จะมีการพิมพ์ โดยการใช้จาร หรือสลักลงบนวัสดุต่าง ๆ เช่น สมุดข่อย ใบลาน แผ่นปาปิรัส (papyrus) แผ่นดินเหนียว แผ่นหนังสัตว์ ศิลาจารึก เป็นต้น ตัวอย่างต้นฉบับตัวเขียนภาพที่
ภาพที่ 3.4 การจารลายลักษณ์อักษรลงบนใบลาน
ที่มา : สงคราม ธรรมมิญช, สันติ สุขสอาด, มะลิวัลย์ ธนะสมบัติ, สาวิตรี พิสุทธิพิเชษฐ์
และกรพินธุ์ ฤทธิบุตร, 2548.

ภาพที่ 3 สมุดไทยดำ และสมุดไทยขาว จากต้นข่อย
ที่มา : สงคราม ธรรมมิญช, สันติ สุขสอาด, มะลิวัลย์ ธนะสมบัติ,
สาวิตรี พิสุทธิพิเชษฐ์ และกรพินธุ์ ฤทธิบุตร, 2548.

ภาพที่ 3.5 ต้นฉบับตัวเขียนแผ่นหนังสัตว์ (เรื่อง จดหมายธุรกิจจากอียิปต์ “Business letter from Pathyris(?), Egypt” เขียนโดย Enkot ส่งถึง Saltik ประมาณศตวรรตที่ 5)
ที่มา : The Duke Papyrus Archive, 2006.

ภาพที่ 3.6 ต้นฉบับตัวเขียนแผ่นปาปิรัส (Homer, Odyssey. Book 17, 180-193)
ที่มา : The Duke Papyrus Archive, 2006

2. โสตวัสดุ
โสตวัสดุ (audio materials) คือ วัสดุสารสนเทศที่ใช้เสียงเป็นสื่อในการถ่ายทอดสารสนเทศ เช่น
2.1 แผ่นเสียง (phonodiscs) วัสดุทำด้วยครั่ง หรือพลาสติก ทรงกลม ใช้เทคนิคที่ทำให้เกิดร่องเล็ก ๆ บนพื้นผิวอย่างต่อเนื่องเป็นวงกลม มีความตื้นลึกไม่เท่ากัน การทำให้เกิดเสียงต้องใช้กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีเข็มแหลมอยู่ที่ปลายของเครื่องเล่น เข็มจะครูดไปตามร่องทำให้เกิดการสั่นสะเทือน และจะมีเครื่องแปลงสัญญาณคลื่นเป็นสัญญาณไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็ก และเป็นคลื่นเสียงในที่สุด แผ่นเสียงมีหลายขนาด เช่น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว 6 นิ้ว ซึ่งแต่ละขนาดใช้เวลาในการเล่นไม่เท่ากัน ปัจจุบันมีการใช้น้อยมาก เพราะมีสื่ออิเล็กทรอนิกส์เข้ามาแทนที่
2.2 แถบบันทึกเสียงหรือเทปบันทึกเสียง (phonotape) มีลักษณะเป็นแถบแม่เหล็กบันทึกเสียง มี 2 แบบ คือ แบบม้วน (reel tape) และแบบตลับ (cassette tape)
2.3 แผ่นซีดี (compact discs) ทำด้วยโลหะ มีรูปทรงคล้ายแผ่นเสียง การบันทึกใช้ระบบแสงเลเซอร์ฉายบนพื้นผิวทำให้เกิดเป็นร่องเล็ก ๆ บนพื้นผิวอย่างต่อเนื่องเป็นวงกลม มีความตื้นลึกไม่เท่ากัน เวลาเล่นจะต้องมีเครื่องเล่นโดยเฉพาะ มีหัวอ่านซึ่งจะฉายแสงเลเซอร์ลงไปบนร่องลำแสงสะท้อนออกมา จะเป็นจังหวะตามความขรุขระของร่องเสียง และมีหน่วยแปลงสัญญาณแสงเป็นสัญญาณเสียง ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีสูงขึ้น ทำให้คุณภาพของเสียงที่ดีกว่าเสียงจากแผ่นเสียง หรือแถบบันทึกเสียง
3. ทัศนวัสดุ
ทัศนวัสดุ (visual materials) คือ วัสดุสารสนเทศที่ต้องใช้สายตาเป็นสื่อในการรับรู้สารสนเทศโดยการมองดู อาจดูโดยตาเปล่าหรือใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์สำหรับฉายประกอบ เช่น
4.1 รูปภาพ (picture) อาจเป็นภาพเขียน ภาพถ่าย หรือภาพพิมพ์ ซึ่งจะแสดงเนื้อหาให้เข้าใจเรื่องราวจากภาพ
4.2 ลูกโลก (globe) เป็นวัสดุที่ใช้แสดงลักษณะของพื้นผิวโลก และสภาพภูมิอากาศ เช่นเดียวกับแผนที่ ต่างกันตรงที่ลูกโลกมีลักษณะเป็นทรงกลม
4.3 ภาพเลื่อน หรือฟิล์มสตริป (filmstrips) ส่วนใหญ่ใช้ฟิล์มขนาด 35 มม. ใช้เทคนิคการถ่ายภาพทีละภาพลงบนฟิล์มม้วน มีความยาวประมาณ 30-60 ภาพ เวลาฉายจะเลื่อนไปทีละภาพ
ภาพที่ 3.7 ฟิล์มสตริป และกล่องเก็บฟิล์ม
ที่มา : yellodyno.com, 2006.

4.4 ภาพนิ่ง หรือสไลด์ (slides) ส่วนใหญ่มีขนาด 2 นิ้ว x 2 นิ้ว ใช้ฟิล์มขนาด 35 มม. มีลักษณะการฉายภาพเช่นเดียวกับฟิล์มสตริป ต่างกันตรงที่ภาพแต่ละภาพของสไลด์จะอยู่บนฟิล์มแต่ละแผ่น ซึ่งจะนำมาทำกรอบอีกครั้งหนึ่ง

ภาพที่ 3.8 สไลด์และเครื่องฉายสไลด์
ที่มา : Photo and soundsaving, 2006.
4.5 แผ่นภาพโปร่งใส (transparencies) เป็นแผ่นพลาสติกหรือาซีเตท (acetate) ใช้กับเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ (overhead projector) ขนาดที่นิยมใช้มี 2 ขนาด คือ 7 นิ้ว x 7 นิ้ว และ 10 นิ้ว x 10 นิ้ว
ภาพที่ 3.9 แผ่นภาพโปร่งใส และเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ
ที่มา : VSI Visual Systems Inc., 2006.

4.6 หุ่นจำลอง (model) แสดงวัสดุในลักษณะ 3 มิติ ทำเลียนแบบของจริง คล้ายกับของจริง ย่อส่วนให้เล็กลง อาจตัดทอนรายละเอียดที่ยุ่งยากซับซ้อนออก คงไว้แต่ลักษณะสำคัญ

ภาพที่ 3.10 หุ่นจำลองร่างกายมนุษย์
ที่มา : American 3B Scientific Online Shop, 2006.
4.7 ของจริง (realia) เป็นของจริงที่นำมาแสดงให้เห็น

ภาพที่ 3.11 ตัวอย่างของตัวอย่างของจริง
ที่มา : American 3B Scientific Online Shop, 2006.
4. โสตทัศนวัสดุ
โสตทัศนวัสดุ (audiovisual materials) เป็นวัสดุสารสนเทศที่ถ่ายทอดโดยการใช้ทั้งภาพและเสียงประกอบกัน เช่น
4.1 ภาพยนตร์ (motion pictures) เป็นวัสดุสารสนเทศที่ใช้เทคนิคการบันทึกภาพและเสียงลงบนฟิล์มขนาดต่าง ๆ กัน เช่น 8 มม. 16 มม. 35 มม. 70 มม. เป็นต้น ภาพยนตร์เป็นภาพนิ่งโปร่งแสงที่เสนอความต่อเนื่องของอิริยาบถต่าง ๆ เวลาถ่ายทำจะถ่ายทำด้วยความเร็วของกล้องให้ได้ภาพแต่ละภาพด้วยความเร็วสูงมาก เช่น 18 ภาพ/
ภาพที่ 3.12 ตัวอย่างฟิล์มภาพยนตร์ขนาดต่าง ๆ
ที่มา : CJS Technologies LLC, 2006.

วินาที หรือ 24 ภาพ/วินาที และนำฟิล์มไปล้างอัดในห้องที่ใช้เทคนิคพิเศษ เพื่อให้ได้ภาพเมื่อภายออกมาจะมีอิริยาบถต่าง ๆ เหมือนจริง
4.2 สไลด์ประกอบเสียง (slide multivisions) เป็นการฉายภาพนิ่งลักษณะเดียวกับสไลด์ แต่แตกต่างตรงที่มีเสียงประกอบ
4.3 วีดิทัศน์หรือเทปบันทึกภาพ (videotapes) เป็นเทปแม่เหล็กที่ใช้บันทึกภาพและเสียงในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถลบและบันทึกใหม่ได้เช่นเดียวกับเทปบันทึกเสียง การใช้ต้องใช้ร่วมกับเครื่องบันทึกภาพ เครื่องเล่นวีดิทัศน์และเครื่องรับโทรทัศน์

ภาพที่ 3.13 ตัวอย่างวีดิทัศน์
ที่มา : CJS Technologies LLC, 2006.
5. วัสดุย่อส่วน
วัสดุย่อส่วน (microforms) เป็นวัสดุสารสนเทศที่ใช้เทคนิคการถ่ายภาพย่อส่วนจากของจริงลงบนแผ่นฟิล์มหรือวัสดุที่ใช้บันทึกภาพ ประโยชน์ที่ได้คือ เพื่อประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บ เมื่อต้องการใช้สารสนเทศ จะต้องนำฟิล์มย่อส่วนนั้นมาเข้าเครื่องอ่าน จึงจะสามารถอ่านได้ และถ้าต้องการทำสำเนาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ต้องมีเครื่องพิมพ์หรือเครื่องทำสำเนาภาพจากวัสดุย่อส่วนด้วย สามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้อีก ได้แก่

ภาพที่ 3.14 งานบริการวัสดุย่อส่วนในห้องสมุด
ที่มา : Fanshawe’s Virtual Library, 2006

5.1 ไมโครฟิล์ม (microfilms) เป็นการถ่ายสารสนเทศย่อส่วนจากต้นฉบับลงบนฟิล์มม้วน ขนาด 16 มม. หรือ 35 มม. ความยาวของฟิล์มขึ้นอยู่กับเนื้อหาของสารสนเทศแต่ที่นิยมมาก คือ ขนาด 100 ฟุต อัตราการย่อส่วนขนาด 15:1 ถึง 40:1
ภาพที่ 3.15 ไมโครฟิล์ม (ม้วน) ไมโครฟิช (แผ่น) และเครื่องอ่าน
ที่มา : Dr. John Archer Library The University of Regina, 2006

5.2 ไมโครฟิช (microfiches) เป็นการถ่ายสารสนเทศย่อส่วนจากต้นฉบับลงบนแผ่นฟิล์มขนาด 3 นิ้ว x 5 นิ้ว หรือ 4 นิ้ว x 6 นิ้ว หรือ 5 นิ้ว x 8 นิ้ว ไมโครฟิชหนึ่งแผ่นสามารถถ่ายย่อจากต้นฉบับที่เป็นสิ่งพิมพ์ได้ประมาณ 100 หน้า อัตราการย่อส่วน 15:1 ถึง 40:1
5.3 ไมโครบุค (microbook) คือ ไมโครฟิชที่ถ่ายในอัตราการย่อส่วนลงจนมีขนาดเล็กมาก ฟิล์มขนาด 3 นิ้ว x 5 นิ้ว สามารถบรรจุข้อความจากสิ่งพิมพ์ได้ประมาณ 1,000 หน้า
5.4 อุลตราฟิช (ultrafiche) มีขนาดเล็กกว่าไมโครฟิช เป็นการถ่ายภาพย่อส่วนจากต้นฉบับลงบนฟิล์ม ขนาด 4 นิ้ว x 6 นิ้ว อุลตราฟิช 1 แผ่น ถ่ายย่อจากต้นฉบับที่เป็นสิ่งพิมพ์ได้ประมาณ 3,000 หน้า
5.5 ไมโครโอเพค (micro-opague) เป็นการถ่ายภาพย่อส่วนจากต้นฉบับลงบนกระดาษทึบแสง มีหลายขนาดเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป เช่น ไมโครคาร์ด (microcard) ไมโครพรินท์ (microprint) ไมโครเล็กซ์ (microlex) และ มินิพรินท์ (mini-print)
ภาพที่ 3.16 วัสดุย่อส่วนประเภทต่าง ๆ และเครื่องอ่านทำวัสดุย่อส่วน
ที่มา : Dr. John Archer Library The University of Regina, 2006.

6. วัสดุอิเล็กทรอนิกส์
วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ (electronic materials) เป็นวัสดุสารสนเทศที่จัดเก็บสารสนเทศในรูปอักษร ภาพ และเสียงไว้โดยการแปลงสารสนเทศให้เป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะต้องมีเครื่องมือสำหรับจัดเก็บและแสดงผลออกมา โดยการแปลงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นสัญญาณภาพและเสียง อีกครั้งหนึ่ง เช่น
1.1 เทปแม่เหล็ก (magnetic tape) มีลักษณะคล้ายแถบบันทึกเสียง ความยาวปกติ 2,400 ฟุต กว้าง 0.5 นิ้ว ทำด้วยพลาสติก เคลือบด้วยสารไอออนออกไซด์ (iron oxide) ทำให้เป็นสารแม่เหล็ก ข้อมูลที่มีความยาว 80 ตัวอักษร สามารถบันทึกไว้ในเทปแม่เหล็กที่มีความยาวเพียง 0.1 นิ้ว หรือ 1 ม้วน บรรจุข้อมูลได้ถึง 100 ล้านตัวอักษร สามารถบันทึกซ้ำ (reversed) หรือลบข้อมูลได้
1.2 จานแม่เหล็ก/แผ่นดิสเก็ต (disket) เป็นแผ่นโลหะหุ้มด้วยไมลาอีก 1 ชั้นมีหลายชนิดและหลายขนาด แต่ละชนิดมีสมรรถนะความจุในการบันทึกข้อมูลได้แตกต่างกัน
1.3 แผ่นจานแสง (optical disc) เป็นแผ่นโลหะผสมพิเศษ มีความแข็งแรงน้ำหนักเบา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 ¾ นิ้ว บันทึกและอ่านสารสนเทศด้วยระบบแสงเลเซอร์ ต้องมีเครื่องบันทึกและอ่านโดยเฉพาะ ประเภทของจานแสงที่ผู้ใช้คุ้นเคยมากที่สุด คือ ซีดี-รอม (Compact Disc Read Only Memory หรือ CD-ROM) มีลักษณะเหมือนแผ่นจานแสงทั่วไปใช้อ่านข้อมูลได้อย่างเดียว ไม่สามารถบันทึกหรือแก้ไขข้อมูลที่บันทึกไว้ได้ แผ่นซีดี-รอม มีความสามารถในการบรรจุสารสนเทศได้มาก ซีดี-รอม 1 แผ่น จุข้อความได้เทียบเท่าหนังสือหนาประมาณ 275,000 หน้ากระดาษ หรือ 600 ล้านตัวอักษร ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนามากขึ้น สามารถบันทึกสารสนเทศได้ทั้งภาพ เสียง ตัวอักษร และภาพเคลื่อนไหว ในลักษณะสื่อผสม (multimedia) และเป็นที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป ซึ่งจะกล่าวถึงโดยละเอียดในเรื่องฐานข้อมูลซีดี-รอม

ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง สารสนเทศที่จัดเก็บไว้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีชุดคำสั่งระบบจัดการฐานข้อมูล ทำหน้าที่ควบคุมการจัดการและการใช้ฐานข้อมูล
ประเภทของฐานข้อมูลแบ่งตามลักษณะการใช้งานแบ่งได้ 2 ประเภทคือ ฐานข้อมูลออฟไลน์ และฐานข้อมูลออนไลน์ แบ่งตามเนื้อหาสารสนเทศที่ให้บริการแบ่งได้เป็น ฐานข้อมูลบรรณานุกรม และฐานข้อมูลฉบับเต็ม
ประเภทของฐานข้อมูลแบ่งตามลักษณะการใช้งานแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. ฐานข้อมูลออฟไลน์ (Offline Database) หมายถึงฐานข้อมูลที่จัดเก็บสารสนเทศไว้ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เช่น ซีดีรอม (CD-ROM) การปรับปรุงและการเรียกใช้งานฐานข้อมูลไม่สามารถทำได้ตลอดเวลา
2. ฐานข้อมูลออนไลน์ (Online Database) หมายถึงฐานข้อมูลที่ให้บริการผ่านทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่ผู้จัดการฐานข้อมูลสามารถปรับปรุงฐานข้อมูลให้ทันสมัยและผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา ซึ่งในปัจจุบันจะให้บริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต
ประเภทของฐานข้อมูลแบ่งตามเนื้อหาสารสนเทศที่ให้บริการแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. ฐานข้อมูลบรรณานุกรม หมายถึง ฐานข้อมูลที่ให้สารสนเทศทางบรรณานุกรม เช่น ชื่อผูแต่ง ชื่อเรื่อง แหล่งผลิต และอาจมีสาระสังเขป เพื่อแนะนำผู้ค้นคว้าให้ไปอ่านรายละเอียดจากต้นฉบับจริง ได้แก่ ฐานข้อมูลโอแพค (OPAC) ของห้องสมุด ฐานข้อมูล TIAC ให้ข้อมูลบรรณานุกรมและสาระสังเขปของวิทยานิพนธ์ไทย ฐานข้อมูล DAO ให้ข้อมูลบรรณานุกรมและสาระสังเขปของวิทยานิพนธ์ต่างประเทศ หรือ ฐานข้อมูล ERIC ให้ข้อมูลบรรณานุกรมและสาระสังเขปของหนังสือและบทความจากวารสารด้านการศึกษา เป็นต้น
2. ฐานข้อมูลเนื้อหาฉบับเต็ม หมายถึง ฐานข้อมูลที่ให้สารสนเทศครบถ้วนเช่นเดียวเหมือนต้นฉบับ เช่น ฐานข้อมูล IEEE/IEE และ ACM เป็นฐานข้อมูลฉบับเต็มของบทความจากวารสาร นิตยสาร รายงานการประชุมความก้าวหน้าทางสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น
ตัวอย่างฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการสืบค้นข้อมูลออนไลน์ต่างประเทศที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาบอกรับเป็นสมาชิก และให้บริการผ่านเครือข่าย UniNet ได้แก่
1. Science Direct
ฐานข้อมูลบทความวารสารอิเล็กทรอนิกส์ ใน 24 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สุขภาพ การแพทย์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ จำนวน 1,800 ชื่อของสำนักพิมพ์ Elsevier science, Academic Press และสำนักพิมพ์อื่น ๆ รวมทั้งวารสารวิจารณ์ (reviews) จำนวนกว่า 6.2 ล้านระเบียน สามารถเข้าถึงฉบับเต็มได้เกือบทุกชื่อ ตั้งแต่ปี 1995 – ปัจจุบัน สามารถเข้าใช้บริการได้ที่เว็บไซต์ http://www.sciencedirect.com/
2. IEEE/IEE Electronic Library (IEL)
ฐานข้อมูลเอกสารฉบับเต็มทางด้านสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า วิทยาการคอมพิวเตอร์ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เช่น Computer Science, Acoustics, Aerospace, Engineering Education, Industrial Engineering, Remote Sensing, Transportation มีเอกสารฉบับเต็มของวารสาร นิตยสาร รายงานความก้าวหน้า เอกสารการประชุม และเอกสารมาตรฐานของ The Institute of Electrical and Electronics Engineers (IEEE) และ Institute of Electrical Engineering (IEE) จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ล้านรายการ (documents) ตั้งแต่ปี 1988 – ปัจจุบัน มีการปรับปรุงเนื้อหาอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง แสดงผลเอกสารฉบับเต็มในรูป pdf file สามารถเข้าใช้บริการได้ที่เว็บไซต์
http://www.ieee.org/ieeexplore/
3. ProQuest Dissertations & Theses –A&I
ฐานข้อมูลสาระสังเขปวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกและปริญญาโท ของสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรองจากประเทศสหรัฐอเมริกา และแคนาดา รวมถึงสถาบันการศึกษาจากทวีปยุโรป ออสเตรเลีย เอเชีย และ แอฟริกา มากกว่า 1,000 แห่ง มีสาระสังเขปวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า 1.7 ล้านรายการ (entries) มีแสดงผล (preview) วิทยานิพนธ์ฉบับเต็มในรูป pdf file ตั้งแต่ปี 1997 ถึงปัจจุบันรายการละ 24 หน้า มีการเพิ่มสาระสังเขปวิทยานิพนธ์อย่างน้อย 55,000 รายการ (title) ต่อปี สามารถเข้าใช้บริการได้ที่เว็บไซต์ http://wwwlib.umi.com/dissertations
4. ACM Digital Library
ฐานข้อมูลบรรณานุกรม สาระสังเขป และเอกสารฉบับเต็ม ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ จากบทความฉบับเต็มของวารสาร นิตยสาร รายงานความก้าวหน้า เอกสารการประชุมและข่าวสาร ไม่น้อยกว่า 325 ชื่อ ที่ตีพิมพ์โดย Association for Computing Machinery (ACM) ตั้งแต่ปี 1985 – ปัจจุบัน มีการปรับปรุงเนื้อหาอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง แสดงผลเอกสารฉบับเต็มในรูป pdf file สามารถเข้าใช้บริการได้ที่เว็บไซต์ http://www.acm.org/
5. Lixis.com and Nexis.com
ฐานข้อมูลเอกสารฉบับเต็มทางด้านกฎหมาย ทรัพย์สินทางปัญญา ข่าว ธุรกิจของสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ตั้งแต่ ปี 1980 – ปัจจุบัน ประกอบด้วยฐานข้อมูลย่อย 2 ฐานข้อมูล คือ Lexis.com เป็นฐานข้อมูลทางด้านกฎหมายของสหรัฐอเมริกา กฎหมายระหว่างประเทศ และคำพิพากษาสูงสุดของสหรัฐอเมริกา มีเอกสารฉบับเต็มไม่น้อยกว่า 3.5 ล้านรายการ (documents) และ Nexis.com เป็นฐานข้อมูลทางบริหารธุรกิจและการจัดการ ข่าว แหล่งข้อมูลธุรกิจ ธุรกิจการเงิน หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น มีเอกสารฉบับเต็มไม่น้อยกว่า 4.1 ล้านรายการ (documents) แสดงผลในรูป text html มีการปรับปรุงเนื้อหาอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง สามารถเข้าใช้บริการได้ที่เว็บไซต์ http://www.lexisnexis.com/th/
6. H.W.Wilson
ฐานข้อมูลดัชนีสาระสังเขป และเอกสารฉบับเต็มจากบทความวารสารไม่น้อยกว่า 1,800 ชื่อเรื่อง ครอบคลุมทุกสาขาวิชาได้แก่ วิทยาศาสตร์ประยุกต์และเทคโนโลยี ชีววิทยาและการเกษตร ศิลปะ ธุรกิจ การศึกษา มนุษยศาสตร์ กฎหมาย บรรณารักษ
ศาสตร์และสารสนเทศ สังคมศาสตร์ และสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น เคมี ชีวะ ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ สิ่งแวดล้อม สัตวศาสตร์ และสันทนาการ ฯลฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 – ปัจจุบัน แสดงผลในรูป pdf file และ text html มีการปรับปรุงเนื้อหาอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง สามารถเข้าใช้บริการได้ที่เว็บไซต์ http://vnweb.hwwilsonweb.com/hww/jumpstart.jhtml
7. ISI Web of Science
ผลิตโดยบริษัท Thomson Corporation เป็นฐานข้อมูลบรรณานุกรมและสาระสังเขป ครอบคลุมสาขาวิชาหลักคือ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยวิทยา ประกอบด้วยฐานข้อมูลย่อยด้านการอ้างอิงผลงานตีพิมพ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกสาขาวิชา (Science citations, Social Science citation และ Arts & Humanities citation) จากวารสารไม่น้อยกว่า 8,500 ชื่อ มีข้อมูลไม่น้อยกว่า 1.1 ล้านระเบียน (records) ตั้งแต่ปี 2001 – ปัจจุบัน มีข้อมูลจำนวนกว่า 1.1 ล้านระเบียน แสดงผลในรูป text html มีการปรับปรุงเนื้อหาอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง สามารถเข้าใช้บริการได้ที่เว็บไซต์ http://isiknowlegde.com
8. eBooks
เป็นการให้บริการหนังสือและวิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้บริการหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยืมหนังสือที่ห้องสมุด สามารถสืบค้นและใช้งานหนังสือเล่มที่ต้องการได้ผ่านเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา UniNet สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ปัจจุบันมีหนังสือที่ให้บริการอยู่จำนวน 14,470 รายการ ประกอบด้วย
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ลิขสิทธิ์ของ SpringerLink จำนวน 1,528 รายการ สามารถใช้งานได้ที่ URL: http://ebooks.springerlink.com/
วิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ Dissertation Fulltext จำนวน 3,850 รายการ
สามารถใช้งานได้ที่ URL: http://ebook.thailis.or.th/
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ลิขสิทธิ์ของ NetLibrary จำนวน 5,962 รายการ และหนังสือ Publicly accessible eBooks จำนวน 3,400 รายการ สามารถใช้งานได้ที่ URL: http://www.netlibrary.com/

ที่มาhttp://guru.sanook.com/search/knowledge_search.
http://tanoo.wordpress.com


โดย: นาย วัชฤทธิ์ มวลพิทักษ์ หมู่22 อ.เช้า IP: 125.26.175.79 วันที่: 26 กันยายน 2552 เวลา:13:40:31 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น



โดย: นาย เกรียงไกร สลับศรี หมู่1 จ.บ่าย IP: 192.168.10.106, 117.47.12.205 วันที่: 26 กันยายน 2552 เวลา:18:06:42 น.  

 
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
- อินเตอร์เน็ท




โดย: นาย เกรียงไกร สลับศรี หมู่1 จ.บ่าย IP: 192.168.10.106, 117.47.12.205 วันที่: 26 กันยายน 2552 เวลา:18:09:55 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ(management Infotmation System(MIS) หมายถึงการเก็บรวบรวมข้อมูล การประมวลผล และการสร้างสารสนเทศขึ้นมาเพื่อช่วยในการตัดสินใจ ประสานงานและควบคุม และช่วยผู้บริหารและพนักงานนในการรวิเคราะห์ปัญหา แก้ปัญหาและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่โดย MIS จะใช้ Hardware Software Peopleware
การจัดการโครงสร้างของสารสนเทศตามการนำไปใช้ แบ่งเป็น 4 ระดับ
1. Top Managementระดับวางแผนกลยุทธิ์ นโยบาย และกาาารตัดสินใจ
2. Middle Managementระดับวางแผนปฎิบัติกาารในระดับยุทธวิธี
3. Bottom Managementระดับควบคุมการปฏิบัติการ และขั้นตอนต่าง ๆ
4. Operationระดับปฏิบัติการ
ส่วนประกอบย่อยของ MIS
1. ระบบประมวลผลรายการ(TPSransaction Processing Systems)เช่น การบันทึกรายการบัญชีการขาย การผลิต เป็นต้น
2. ระบบสารสนเทศการรายงาน(MRSManagement Reporting Systems)ช่วยจัดเตรียมรายงานสนองความต้องการของผู้ใช้ เช่น Grade Report
3. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ(DSSDecision Support Systems)ช่วยจัดเตรียมรายงาน เพื่อเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจของผู้บริหารระดับต่าง ๆ
4. ระบบสารสนเทศสำนักงาน(OISOffice Infomation Systems)ระบบสารสนเทศในสำนักงานโดยอาศัยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

ที่มาhttp://www.geocities.com/tuangleague/project1.html


2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ตอบสารสนเทศ หมายถึง สิ่งที่ได้จากการประมวลข้อมูล และสามารถ นำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผน การตัดสินใจ และการคาดการณ์ ในอนาคตได้ สารสนเทศอาจแสดงในรูปของข้อความ ตาราง แผนภูมิ รูปภาพ
ความ รู้ การารับรู้และเข้าใจสารสนเทศจนถึงระดับที่สามารถวิเคราะห์ และสังเคราะห์ได้คือมีความเข้าใจในองค์ประกอบต่างๆจนอาจสร้างเป็นทฤษฏี หรือเป็นแบบจำลองทางความคิด และสามารถแก้ปัญหาในการดำเนินงานได้
ระบบสารสนเทศ
ระบบ (System) ประกอบไปด้วย Input Process output และอาจจะมี Feedback
ระบบสารสนเทศ (Information system) คือการนำเอาองค์ประกอบความสัมพันธ์ของระบบ มาใช้การรวบรวมบันทึก ประมวลผล และแจกจ่ายสารสนเทศเพื่อใช้ในการวางแผนควบคุมจัดการและสนับสนุนการตัดสินใจ
* การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Input) เป็นกิจกรรมที่รวบรวมข้อมูลเข้าสู่การประมวลผล
* การประมวลผล (Process )เป็นการนำข้อมูลที่มีอยู่มาปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปที่มีความหมายเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจ
* ผลลัพธ์ (output )(การประมวลผลให้อยู่ในรูปของเอกสาร
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ การดำเนินงานขององค์การ คือ การใช้ MIS เป็นระบบซึ่งรวมความสามรถของผู้ใช้งานและคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศเพื่อการดำเนินงารการจัดการ
องค์ประกอบของระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ ประกอบไปด้วย ฮาร์แวร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วง ซอฟต์แวร์ เป็นชุดคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ข้อมูล การสื่อสารและเครือข่ายเช่นสายโทรศัพท์ กระบวนการทำงาน บุคลากร
ความสำคัญของระบบสารสนเทศ
การท้าทายของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันทางการค้า การขยายเครือข่ายทางการค้า(E-commerce) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ
ทำ ให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพทั้งนี้เนื่องมาจากสารสนเทศมีความสำคัญในระบบงาน ธุรกิจและองค์การต่างๆเพราะปัจจุบันต้องการที่จะขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งในเศรษฐกิจโลก และในขณะที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วจึงทำให้เกิดการแข่งขันทางการค้ามาก ขึ้น มีการขยายเครือข่ายทางการค้าเพื่อต้องการแลกเปลี่ยนค้านิยมและวัฒนธรรม และสุดท้ายมีการพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

ที่มาhttp://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2&clk=wttpcts




โดย: เบญจมาศ โคตรเพชร หมู่ 08 รหัส 52040332107 IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 27 กันยายน 2552 เวลา:13:19:33 น.  

 

2.1. Transaction Processing คืออะไรจงอธิบาย

การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

ข้อดี
1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนทันทีทันใด
2. สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ได้รับผลลัพธ์ที่ทันสมัย

ข้อเสีย
1. โอกาสผิดพลาดมีมากกว่าวิธีแบบชุดเนื่องจากตรวจทานที่หน้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2 . การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่า

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้
ที่มา http://61.19.96.22/library/resource_library.html
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_007/03/unit3/data3.html


โดย: ปรีชา กลมเกลียว หมู่8 พฤหัสบดีเช้า รหัส 52040901222 IP: 124.157.139.201 วันที่: 27 กันยายน 2552 เวลา:14:45:57 น.  

 
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง


ทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง สื่อหรือวัสดุที่ใช้เก็บบันทึกสารสนเทศ เราใช้วัสดุหลายรูปแบบในการบันทึก ทั้งนี้เนื่องจากสารสนเทศมีทั้งตัวอักษร ข้อความ รูปภาพ และเสียง ซึ่งอาจจัดกลุ่มทรัพยากรสารสนเทศได้เป็น 3 ประเภทคือ

1. วัสดุตีพิมพ์ (printed materials)
2. วัสดุไม่ตีพิมพ์ (non-printed material)
3. ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronic database)

ทรัพยากรสารสนเทศแต่ละประเภทมีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนี้

วัสดุตีพิมพ์

วัสดุตีพิมพ์ หมายถึงวัสดุที่บันทึกสารสนเทศในรูปแบบของตัวอักษร ภาพและสัญลักษณ์อื่น ๆ โดยผ่านกระบวนการตีพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ กฤตภาค เป็นต้น วัสดุตีพิมพ์จัดแยกประเภทตามลักษณะรูปเล่มและวัตถุประสงค์ในการจัดทำได้ดัง นี้

1. หนังสือ

หนังสือเป็นสิ่งพิมพ์ที่รวบรวมสารสนเทศทั้งทางด้านวิชาการ สารคดีและบันเทิงคดี ให้เนื้อหาที่จบบริบูรณ์ในเล่มเดียวหรือหลายเล่มที่เรียกว่า หนังสือชุด ประเภทของหนังสือจัดแยกตามลักษณะเนื้อหา ได้ดังนี้
1.1 หนังสือวิชาการหรือหนังสือตำรา (text book) หมายถึงหนังสือที่ให้ความรู้ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง โดยผู้แต่งที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา การนำเสนอเนื้อหามักใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง มีภาพประกอบ ตาราง แผนภูมิ แผนที่ แผนผัง เพื่อการอธิบายเรื่องราวให้ละเอียดชัดเจน
1.2 หนังสือสารคดี หมายถึงหนังสือที่นำเสนอเรื่องราวกึ่งวิชาการเพื่อความเพลิดเพลินในการ อ่าน และหลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาสาระได้โดย ง่าย เช่น หนังสือนำเที่ยว หนังสือสรรพสาระ (Reader Dijet) เป็นต้น
1.3 หนังสือแบบเรียน หมายถึงหนังสือที่จัดทำขึ้นตามหลักสูตรรายวิชาเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน ของนักเรียนนักศึกษาในระดับต่าง ๆ นำเสนอเนื้อหาตามข้อกำหนดในหลักสูตร ต่างจากหนังสือตำราทั่วไปที่มีคำถามท้ายบทเพื่อให้ผู้เรียนได้ประเมินผลการ เรียนและทบทวนบทเรียน
1.4 หนังสืออ้างอิง (reference books) หมายถึงหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวข้อเท็จจริงในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า เช่น หนังสือสารานุกรม พจนานุกรม นามานุกรม หนังสืออ้างอิงชีวประวัติ หนังสืออ้างอิงภูมิศาสตร์ หนังสือรายปี หนังสือบรรณานุกรม หนังสือดัชนีและสาระสังเขป และหนังสือคู่มือ เป็นต้น โดยทั่วไปทางห้องสมุดจะจัดแยกหนังสืออ้างอิงออกจากหนังสือทั่วไป เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และมักจะไม่ให้ยืมออกจากห้องสมุด ทั้งนี้เพราะผู้ค้นคว้าต้องการคำตอบในปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยไม่จำเป็น ต้องอ่านตลอดเล่ม และเพื่อให้สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลา
1.5 วิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ (thesis or dissertation) เป็นรายงานผลการค้นคว้าวิจัยเพื่อขอรับปริญญาตามหลักสูตรในระดับปริญญาโท (thesis) และ ปริญญาเอก (dissertation) เนื่องจากเป็นรายงานผลการค้นพบสาระความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่ได้จากการสำรวจ ทดลอง วิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบภายใต้การให้คำปรึกษาจากอาจารย์ที่ ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่าง ๆ จึงเหมาะสำหรับการใช้เป็นข้อมูลประกอบการเขียนเอกสารตำราวิชาการ หรือรายงานภาคนิพนธ์
1.6 รายงานการวิจัย (research report) เสนอสารสนเทศที่เป็นผลผลิตจากการศึกษา ค้นคว้าวิจัย- เนื้อหามักประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ข้อความเกี่ยวกับ ผู้เขียน สาระสังเขป บทนำ วัตถุประสงค์ ขอบเขต และวิธีดำเนินการวิจัย ผลการวิจัย บทสรุป และ รายการอ้างอิง
1.7 รายงานการประชุมทางวิชาการ (proceedings) ให้สารสนเทศที่ได้จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเป็นข้อสรุปในการแก้ปัญหา ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรู้ใหม่ที่ค้นพบ หรือข้อตกลงในแผนงานหรือนโยบายใหม่ ที่นักวิชาการนำเสนอในการประชุมทางวิชาการหรือวิชาชีพ- -
1.8 นวนิยายและเรื่องสั้น (short story collection) เป็นหนังสือที่แต่งขึ้นตามจินตนาการ เน้นความสนุกความเพลิดเพลิน และความซาบซึ้งในอรรถรสวรรณกรรม สารสนเทศจากนวนิยายนำมาใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงข้อเท็จจริงไม่ได้

2. วารสารและนิตยสาร

วารสารและนิตยสารมาจากคำในภาษาอังกฤษ 3 คำ คือ Magazine, Journal และ Periodical มีความหมายแตกต่างกันตามลักษณะเนื้อหาที่นำเสนอ Magazine หรือเรียกว่า “นิตยสาร” มักจะเน้นเนื้อหาทางด้านบันเทิงคดี Journal หรือเรียกว่า “วารสาร” จะเน้นเนื้อหาทางวิชาการ ส่วนคำว่า Periodical หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นวาระ มีความหมายรวมทั้ง Magazine และ Journal เช่นเดียวกับคำว่า “วารสาร” ในภาษาไทยที่มีความหมายรวมถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นวาระ มีความหมายรวมทั้งนิตยสารและวารสาร
วารสารเป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกตามกำหนดระยะเวลาอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายสัปดาห์ รายปักษ์ (สองสัปดาห์) หรือรายเดือน ให้สารสนเทศในรูปแบบ “บทความ” จากผู้แต่งหลายคน เนื้อหาสาระอาจเป็นเรื่องในสาขาวิชาเดียวกัน หรือรวมเรื่อง ซึ่งอาจแบ่งประเภทวารสารตามลักษณะเนื้อหาเป็น 3 ประเภท คือ
2.1 วารสารวิชาการ (journals or periodicals) เช่น ราชภัฏกรุงเก่า/ จุฬาลงกรณ์รีวิว/ วารสารวิจัย/ วารสารราชบัณฑิตยสถาน/ พัฒนาชุมชน/ วารสารกฎหมายเพื่อชีวิต/ Journal of Science, Technology and Humanities/ Journal of Teacher Education / Educational Research/ ASEAN Journal on Science เป็นต้น
2.2 วารสารทั่วไปหรือนิตยสาร (magazine) เช่น เที่ยวรอบโลก / สารคดี/ สมุนไพรเพื่อชีวิต/ รักลูก/ สกุลไทย/ หญิงไทย/ สร้างเงินสร้างงาน/ สานแสงอรุณ/ ไฮ-คลาส/ ต่วย’ตูนพิเศษ/ National Geographic/ Discover/ Reader’s Digest เป็นต้น
2.3 วารสารข่าวหรือวิจารณ์ข่าว (news magazine) เช่น มติชนสุดสัปดาห์/ สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์/ เอกสารข่าวรัฐสภา/ Time/ Newsweek/ AsiaNews

3. หนังสือพิมพ์

หนังสือพิมพ์ (newspaper) เป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกตามระยะเวลาที่กำหนด อาจเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายปักษ์ แต่ส่วนใหญ่จะพิมพ์เผยแพร่เป็นรายวัน
ประเภทของหนังสือพิมพ์อาจจัดแยกตามลักษณะการนำเสนอเนื้อหาออกเป็น 2 ประเภทคือ หนังสือพิมพ์ปริมาณ และหนังสือพิมพ์คุณภาพ
หนังสือพิมพ์ปริมาณจะเน้นการเสนอเนื้อหาและวิธีการเขียนที่เร้าอารมณ์ ชวนอ่าน ข่าวส่วนใหญ่จะเป็น “ข่าวอ่อน” (soft news) เช่น ข่าวอุบัติเหตุ ข่าวสังคม ข่าวอาชญากรรม ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา เป็นต้น
หนังสือพิมพ์คุณภาพจะเน้นเสนอเนื้อหาที่ให้รายละเอียดตามข้อเท็จจริง วิธีการเขียนจะไม่เร้าอารมณ์เหมือนหนังสือพิมพ์ปริมาณ ข่าวส่วนใหญ่จะเป็น “ข่าวแข็ง” (hard news) เช่น ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมือง ข่าวต่างประเทศ ข่าวการศึกษา ข่าวศิลปะวัฒนธรรม เป็นต้น
หนังสือพิมพ์บางประเภทนำเสนอข่าวเฉพาะเรื่องเช่นข่าวธุรกิจ ได้แก่หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ ข่าวพาณิชย์ ฯลฯ หรือเสนอเฉพาะข่าวกีฬาได้แก่ โลกกีฬา สยามกีฬา ฯลฯ หรือเสนอข่าวการศึกษาและการจัดหางานได้แก่ วัฏจักรการศึกษา แรงงานไทย ตลาดแรงงานตลาดบันเทิง ฯลฯ ซึ่งหนังสือพิมพ์เฉพาะเรื่องจะออกเป็นรายสัปดาห์มากกว่ารายวัน
หนังสือพิมพ์และวารสารแตกต่างกันที่วิธีการนำเสนอเนื้อหา วารสารจะนำเสนอเรื่องราวสาระในรูปบทความเช่น บทความทางวิชาการ หรือสารคดี และหากเป็นวารสารข่าวจะนำเสนอในลักษณะการนำข่าวที่เกิดขึ้นมาวิพากษ์ วิจารณ์ ส่วนหนังสือพิมพ์จะนำเสนอข่าวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสด ๆ ในชีวิตประจำวัน

4. จุลสาร

จุลสาร (pamphlets) คือสิ่งพิมพ์ที่มีขนาดเล็ก ปกอ่อน ความหนาอยู่ระหว่าง 2 – 60 หน้า เป็นสิ่งพิมพ์ที่หน่วยงานราชการ องค์การ บริษัท ห้างร้าน สถาบัน สมาคมและหน่วยงานต่าง ๆ จัดพิมพ์เผยแพร่เรื่องราว ความรู้สั้น ๆ เนื้อหาทันสมัย อ่านเข้าใจง่าย แม้จะให้รายละเอียดไม่มากนัก แต่ใช้สำหรับค้นคว้าเพิ่มเติมและอ้างอิงได้

5. กฤตภาค

กฤตภาค (clipping) เป็นวัสดุตีพิมพ์ที่เกิดจากการเลือกและจัดเก็บ บทความที่น่าสนใจจากหนังสือพิมพ์หรือวารสารฉบับล่วงเวลา ซึ่งอาจเป็นข่าว บทความวิชาการหรือรูปภาพ เรื่องใดเรื่องหนึ่งเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาหาความรู้

6. สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ

สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่มีความพิเศษที่แตกต่างจากสิ่งพิมพ์ทั่วไป ทางด้านลักษณะรูปทรง วัสดุที่ใช้ในการบันทึก และการนำเสนอเนื้อหาสารสนเทศในลักษณะพิเศษเฉพาะเจาะจง สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษที่จัดให้บริการในห้องสมุดและสถาบันบริการสารสนเทศ ได้แก่
6.1 เอกสารสิทธิบัตร (patents) ให้สารสนเทศเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการประดิษฐ์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ประกอบด้วยรายละเอียด 3 ส่วน คือรายละเอียดทางบรรณานุกรม การประดิษฐ์ และรายละเอียดการขอถือสิทธิตัวอย่างเอกสารสิทธิบัตรแสดงในรูปภาพที่
ขอบเขตสาระสำคัญในเอกสารสิทธิบัตรแต่ละฉบับ จะให้ความรู้ไม่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดเช่น เอกสารสิทธิบัตรเรื่องเครื่องพิมพ์ดีด ในเอกสารสิทธิบัตรฉบับหนึ่งจะกล่าวถึงกลไกการป้อนกระดาษ อีกฉบับหนึ่งจะบรรยายเฉพาะกลไกการบังคับการหมุนของผ้าหมึก ดังนั้น ถ้าจะสร้างเครื่องพิมพ์ดีด ก็จะต้องศึกษาวิธีการทำเครื่องบังคับกลไกต่าง ๆ ของเครื่องพิมพ์ดีดในเอกสารสิทธิบัตรหลายฉบับ
แหล่งบริการเอกสารสิทธิบัตรติดต่อขอใช้บริการได้ที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ถนนสนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี และสำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมวิทยาศาสตร์บริการ หรือที่เว็บไซต์ http://siweb.dss.go.th/patent
6.2 เอกสารมาตรฐาน (Standards) เป็นเอกสารที่ระบุข้อกำหนดหรือเกณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงคุณภาพ ความเหมาะสม ความปลอดภัย หรือคุณค่าของสิ่งของ เครื่องมือ และวิธีการปฏิบัติ ที่เป็นมาตรฐาน เอกสารประเภทนี้สามารถนำไปใช้เป็นเอกสารอ้างอิงในการกำหนดระเบียบ คู่มือ หรือใช้เป็นข้อบังคับในทางกฎหมายได้ เอกสารมาตรฐานประกอบด้วยสารสนเทศ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นเนื้อหามาตรฐานและส่วนข้อมูลเพิ่มเติม
ส่วนเนื้อหามาตรฐานประกอบด้วย บทนิยาม ลัญลักษณ์และตัวย่อ คุณลักษณะที่ต้องการ (requirements) การชักตัวอย่าง (sampling) วิธีทดสอบ (test methods) การแบ่งประเภท(classification) การเรียกชื่อขนาด(designation) การทำเครื่องหมาย ฉลาก การบรรจุหีบห่อ ผนวกของเนื้อหามาตรฐาน
แหล่งบริการเอกสารมาตรฐานได้แก่ องค์การค้าระหว่างประเทศ เช่น ไอเอสโอ (International Organization for Standardization – ISO) องค์การมาตรฐานภูมิภาค เช่น มาตรฐานยุโรป หรือ อีเอ็น (Europaische Norm – EN) สำหรับเอกสารมาตรฐานของไทยติดต่อขอใช้บริการได้ที่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม หรือที่เว็บไซต์

ที่่มา : http://tanoo.wordpress.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-3-%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8/



นายเจริญชัย ผ่ามดิน หมู่ 22 (อ.เช้า)


โดย: นายเจริญชัย ผ่ามดิน IP: 58.137.131.62 วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:10:21:31 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้
สำหรับเรื่อง Cursorsetprop() เป็นเรื่องการสร้าง work area ให้มีการทำงานได้เร็วขึ้นและป้องกันแฟ้มข้อมูลเสียหาย เมื่อเป็นแฟ้มข้อมูลเดียวกันใช้ร่วมกันก็ต้องมีการ Read Lock เกิดขึ้นเสมอครับ ไม่ว่าจะ update โดยตรง หรือ update ผ่าน work area (Cursor)
http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
สารสนเทศ หมายถึง สิ่งที่ได้จากการประมวลข้อมูล และสามารถ นำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผน การตัดสินใจ และการคาดการณ์ ในอนาคตได้ สารสนเทศอาจแสดงในรูปของข้อความ ตาราง แผนภูมิ รูปภาพ
ความ รู้ การารับรู้และเข้าใจสารสนเทศจนถึงระดับที่สามารถวิเคราะห์ และสังเคราะห์ได้คือมีความเข้าใจในองค์ประกอบต่างๆจนอาจสร้างเป็นทฤษฏี หรือเป็นแบบจำลองทางความคิด และสามารถแก้ปัญหาในการดำเนินงานได้
ระบบสารสนเทศ
ระบบ (System) ประกอบไปด้วย Input Process output และอาจจะมี Feedback
ระบบสารสนเทศ (Information system) คือการนำเอาองค์ประกอบความสัมพันธ์ของระบบ มาใช้การรวบรวมบันทึก ประมวลผล และแจกจ่ายสารสนเทศเพื่อใช้ในการวางแผนควบคุมจัดการและสนับสนุนการตัดสินใจ
* การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Input) เป็นกิจกรรมที่รวบรวมข้อมูลเข้าสู่การประมวลผล
* การประมวลผล (Process )เป็นการนำข้อมูลที่มีอยู่มาปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปที่มีความหมายเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจ
* ผลลัพธ์ (output )(การประมวลผลให้อยู่ในรูปของเอกสาร
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ การดำเนินงานขององค์การ คือ การใช้ MIS เป็นระบบซึ่งรวมความสามรถของผู้ใช้งานและคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศเพื่อการดำเนินงารการจัดการ
องค์ประกอบของระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ ประกอบไปด้วย ฮาร์แวร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วง ซอฟต์แวร์ เป็นชุดคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ข้อมูล การสื่อสารและเครือข่ายเช่นสายโทรศัพท์ กระบวนการทำงาน บุคลากร
ความสำคัญของระบบสารสนเทศ
การท้าทายของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันทางการค้า การขยายเครือข่ายทางการค้า(E-commerce) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ
ทำ ให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพทั้งนี้เนื่องมาจากสารสนเทศมีความสำคัญในระบบงาน ธุรกิจและองค์การต่างๆเพราะปัจจุบันต้องการที่จะขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งในเศรษฐกิจโลก และในขณะที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วจึงทำให้เกิดการแข่งขันทางการค้ามาก ขึ้น มีการขยายเครือข่ายทางการค้าเพื่อต้องการแลกเปลี่ยนค้านิยมและวัฒนธรรม และสุดท้ายมีการพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6ee4d29daaaf0ad2


โดย: น.ส.จิราภรณ์ ศุกรักษ์(หมู่15 ศุกร์ เช้า) IP: 222.123.58.158 วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:12:41:03 น.  

 
.Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้
ที่มา http://www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=2361

2.ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
สัญลักษณ์ ภาพ และเสียง ในรูปของวัสดุตีพิมพ์ และวัสดุไม่ตีพิมพ์
ที่มา
http://www.prc.ac.th/library4/Dataforteachlib/data2.doc






โดย: น.ส.สุกญญา พรมสวัสดิ์ (หมู่ที่ 15 ศุกร์ เช้า ) IP: 61.19.119.253 วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:17:13:25 น.  

 

2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
-Transaction processing คือ ระบบที่ใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับ งานขั้นพื้นฐานขององค์กร หรือ เกี่ยวกับการบันทึกรายการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในองค์กร เช่นการฝากเงิน การถอนเงิน การซื้อ/ขายสินค้า
Middleware คือ โปรแกรมที่ใช้จัดการ และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกับระบบหลังร้าน ตัวอย่างของ middleware ที่รู้จักกันดีก็คือ CORBA และ Java RMI ข้อดีของ middleware ก็คือลดความซับซ้อนในการสร้าง applications เราสามารถเขียน applications ที่เรียกใช้งาน remote method ได้โดยไม่ต้อง คำนึงถึงการติดต่อผ่านเครือข่าย ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าจะเรียกใช้ method เหล่านั้นได้ที่ไหน ดังนั้นการพัฒนา application จึงเป็นไปได้ง่าย รวดเร็ว และลดข้อผิดพลาดไปได้มาก
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=49a4e3447fab88fe&clk=wttpcts

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
- ระบบสารสนเทศนั้นจะประกอบด้วย
1.ข้อมูล (Data) หมายถึง ค่าของความจริงที่ปรากฏขึ้น โดยค่าความจริงที่ได้จะนำมาจัดการปรับแต่งหรือประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
2.สารสนเทศ (Information) คือ กลุ่มของข้อมูลที่ถูกตามกฎเกณฑ์ตามหลักความสัมพันธ์ เพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นมีประโยชน์และมีความหมายมากขึ้น
3.การจัดการ (Management) คือ การบริหารอย่างเป็นระบบ เป็นการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการจัดการขององค์กรนั้น ซึ่งต้องมีการวางแผน กำหนดการ และจัดการทรัพยากรภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นๆ
ที่มา
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=736649df6ecac3f7



นาย ณัฐพงศ์ มันทะลา หมู่22


โดย: นาย ณัฐพงศ์ มันทะลา IP: 124.157.129.36 วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:18:27:48 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
Transaction processing คือ ระบบที่ใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับ งานขั้นพื้นฐานขององค์กร หรือ เกี่ยวกับการบันทึกรายการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในองค์กร เช่นการฝากเงิน การถอนเงิน การซื้อ/ขายสินค้า
Middleware คือ โปรแกรมที่ใช้จัดการ และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกับระบบหลังร้าน ตัวอย่างของ middleware ที่รู้จักกันดีก็คือ CORBA และ Java RMI ข้อดีของ middleware ก็คือลดความซับซ้อนในการสร้าง applications เราสามารถเขียน applications ที่เรียกใช้งาน remote method ได้โดยไม่ต้อง คำนึงถึงการติดต่อผ่านเครือข่าย ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าจะเรียกใช้ method เหล่านั้นได้ที่ไหน ดังนั้นการพัฒนา application จึงเป็นไปได้ง่าย รวดเร็ว และลดข้อผิดพลาดไปได้มาก
ที่มา http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=49a4e3447fab88fe


โดย: นางสาวกฤตยา อินทร์กอ หมู่ 22 IP: 118.174.18.134 วันที่: 3 ตุลาคม 2552 เวลา:22:43:38 น.  

 
6.1. องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง จงอธิบาย

องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์

ระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ส่วนด้วยกัน คือ
ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
คือลักษณะทางกายของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งหมายถึงตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ และ อุปกรณ์รอบข้าง (peripheral) ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดดิสก์ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น ฮาร์ดแวร์ประกอบด้วย

หน่วยรับข้อมูล ( input unit )
หน่วยประมวลผลกลาง ( central processor unit ) หรือ CPU
หน่วยความจำหลัก
หน่วยแสดงผลลัพธ์ (output unit )
หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (secondary storage unit )


หน่วยรับข้อมูล จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับข้อมูลต่าง ๆ เข้าสู่คอมพิวเตอร์ จากนั้น หน่วยประมวลผลกลาง จะนำไปประมวลผล และแสดงผลลัพธ์ที่ได้ออกมากให้ผู้ใช้รับทราบทาง หน่วยแสดงผลลัพธ์

หน่วยความจำหลัก จะทำหน้าที่เสมือนเก็บข้อมูลชั่วคราวที่มีขนาดไม่สูงมากนัก การที่ฮาร์ดแวร์จะทำหน้าที่ได้มีประสิทธิภาพนั้น ขึ้นอยู่กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ ส่วนการทำงานได้มากน้อยเพียงใด จะขึ้นอยู่กับหน่วยความจำหลักของเครื่องนั้น ๆ ข้อเสียของหน่วยความจำหลักคือ หากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในหน่วยความจำหลักจะหายไป ในขณะที่ข้อมูลอยู่ที่ หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง จะไม่สูญหายตราบเท่าที่ผู้ใช้ไม่ทำการลบข้อมูลนั้น รวมทั้งหน่วยเก็ยข้อมูลสำรองยังมีความจุที่สูงมาก จึงเหมาะสำหรับการเก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ หรือเก็บข้อมูลไว้ใช้ในภายหลัง ข้อเสียของหน่วยเก็บข้อมูลสำรองคือการเรียกใช้ข้อมูลจะช้ากว่าหน่วยความจำหลักมาก

ซอฟต์แวร์ (Software)
คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่ประกอบออกมาจากโรงงานจะยังไม่สามารถทำงานใดๆ เนื่องจากต้องมี ซอฟต์แวร์ (Software) ซึ่งเป็นชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงานต่าง ๆ ตามต้องการ โดยชุดคำสั่งหรือโปรแกรมนั้นจะเขียนขึ้นมาจาก ภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Language) ภาษาใดภาษาหนึ่ง และมี โปรแกรมเมอร์ (Programmer) หรือนักเขียนโปรแกรมเป็นผู้ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเขียนซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ขึ้นมา

ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆคือ

ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software )
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ( Application Software )
ซอฟต์แวร์ระบบ โดยส่วนมากแล้วจะติดตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์เนื่องจากซอฟต์แวร์ระบบเป็นส่วนควบคุมทำงานต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถเริ่มต้นการทำงานอื่น ๆ ที่ผู้ใช้ต้องการได้ต่อไป ส่วน ซอฟต์แวร์ประยุกต์ จะเป็นซอฟต์แวร์ที่เน้นในการช่วยการทำงานต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน

บุคลากร (Peopleware)
เครื่องคอมพิวเตอร์โดยมากต้องใช้บุคลากรสั่งให้เครื่องทำงาน เรียกบุคลากรเหล่านี้ว่า ผู้ใช้ หรือ ยูเซอร์ (user) แต่ก็มีบางชนิดที่สามารถทำงานได้เองโดยไม่ต้องใช้ผู้ควบคุม อย่างไรก็ตาม คอมพิวเตอร์ก็ยังคงต้องถูกออกแบบหรือดูแลรักษาโดยมนุษย์เสมอ

ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ (computer user) แบ่งได้เป็นหลายระดับ เพราะผู้ใช้คอมพิวเตอร์บางส่วนก็ทำงานพื้นฐานของคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่บางส่วนก็พยายามศึกษาโปรแกรมประยุกต์ในขั้นที่สูงขึ้น ทำให้มีความชำนาญในการใช้โปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ นิยมเรียกกลุ่มนี้ว่า เพาเวอร์ยูสเซอร์ (power user)

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์ (computer professional) หมายถึงผู้ที่ได้ศึกษาวิชาการทางด้านคอมพิวเตอร์ ทั้งในระดับกลางและระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้จะนำความรู้ที่ได้ศึกษามาประยุกต์และพัฒนาใช้งาน และประสิทธิภาพของระบบคอมพิวเตอร์ให้ทำงานในขั้นสูงขึ้นไปได้อีก นักเขียนโปรแกรม (programmer) ก็ถือว่าเป็นผู้เชียวชาญทางคอมพิวเตอร์เช่นกัน เพราะสามารถสร้างโปรแกรมใหม่ ๆ ได้ และเป็นเส้นทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์ต่อไป

บุคลากรก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบคอมพิวเตอร์ เพราะมีความเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่การพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ ตลอดจนถึงการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานต่าง ๆ ซึ่งสามารถสรุปลักษณะงานได้ดังนี้

การดำเนินงานและเครื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น การบันทึกข้อมูลลงสื่อ หรือส่งข้อมูลเข้าประมวล หรือควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ เช่น เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล (Data Entry Operator) เป็นต้น
การพัฒนาและบำรุงรักษาโปรแกรม เช่น เจ้าหน้าที่พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ (Application Programmer) เจ้าหน้าที่พัฒนาโปรแกรม (System Programmer) เป็นต้น
การวิเคราะห์และออกแบบระบบงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผล เช่น เจ้าหน้าที่วิเคราะห์และออกแบบระบบงาน (System Analyst and Administrator) วิศวกรระบบ (System Engineer) เจ้าหน้าที่จัดการฐานข้อมูล (Database Adminstrator) เป็นต้น
การพัฒนาและบำรุงรักษาระบบทางฮาร์ดแวร์ เช่น เจ้าหน้าที่ควบคุมการทำงานระบบคอมพิวเตอร์ (Computer Operator) เป็นต้น
การบริหารในหน่วยประมวลผลข้อมูล เช่น ผู้บริหารศูนย์ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ (EDP Manager) เป็นต้น

ข้อมูลและสารสนเทศ (Data / Information)
ในการทำงานต่าง ๆ จะต้องมีข้อมูลเกิดขึ้นตลอดเวลา ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานที่ถูกเก็บรวบรวมมาประมวลผล เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ ซึ้งในปัจจุบันมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาเป็นข้อมูลในการดัดแปลงข้อมูลให้ได้ประสิทธิภาพโดยแตกต่างๆระหว่าง ข้อมูล และ สารสนเทศ คือ

ข้อมูล คือ ได้จากการสำรวจจริง แต่ สารสนเทศ คือ ได้จากข้อมูลไม่ผ่านกระบวนการหนึ่งก่อน

กระบวนการทำงาน (Procedure)
กระบวนการทำงานหรือโพรซีเยอร์ หมายถึง ขั้นตอนที่ผู้ใช้จะต้องทำตาม เพื่อให้ได้งานเฉพาะอย่างจากคอมพิวเตอร์ซึ่งผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนต้องรู้การทำงานพื้นฐานของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น การใช้เครื่อง ฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ ถ้าต้องการถอนเงินจะต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ ดังนี้

1.จอภาพแสดงข้อความเตรียมพร้อมที่จะทำงาน
2.สอดบัตร และพิมพ์รหัสผู้ใช้
3.เลือกรายการ
4.ใส่จำนวนเงินที่ต้องการ
5.รับเงิน
6.รับใบบันทึกรายการ และบัตร
การใช้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติงานในส่วนต่าง ๆ นั้นมักจะมีขั้นตอนที่สลับซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานด้วย จึงต้องมีคู่มือการปฏิบัติงานที่ชัดเจน เช่น คู่มือสำหรับผู้ควบคุมเครื่อง (Operation Manual) คู่มือสำหรับผู้ใช้ (User Manual) เป็นต้น

6.2. จงยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่เป็น Application Software มาอย่างน้อยคนละ 5 โปรแกรม

1.ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software )
2.ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ( Application Software )
3.ซอฟต์แวร์ระบบ โดยส่วนมากแล้วจะติดตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์เนื่องจาก
4.ซอฟต์แวร์ระบบเป็นส่วนควบคุมทำงานต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถเริ่มต้นการทำงานอื่น ๆ ที่ผู้ใช้ต้องการได้ต่อไป ส่วน
5.ซอฟต์แวร์ประยุกต์
6.ซอฟต์แวร์ที่เน้นในการช่วยการทำงานต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน
7.ซอฟต์แวร์ในระบบไมโครคอมพิวเตอร์

6.3. ROM และ RAM มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
รอมเป็นหน่วยความจำที่มีไฟจากถ่านในเมนบอร์ดหล่อเลี้ยง เป็นหน่วยความจำที่ไฟดับก็ไม่หาย ข้อมูลในไบออสก็จะเก็บอยู่ในรอม ส่วนแรมจะเป็นหน่วยความจำที่ใช้ไฟฟ้าหล่อเลี้ยง แรมจะจดจำเฉพาะเวลาที่เราเปิดสวิทซ์เท่านั้น

ความจริงที่แตกต่างกันผมว่าน่าจะเป็นเพราะว่า ram จะเขียนข้อมูลกี่ครั้งก็ได้และจะเขียนข้อมูลได้เร็วกว่า harddisk เสียอีกแต่ข้อเสียคือต้องมีไฟหล่อเลี้ยงถ้าไม่มีไฟข้อมูลทั้งหมดก็จะหายไป
ที่มา
http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/it4life/sub%20intro2.htm
http://oho.ipst.ac.th/Bookroom/snet1/network/it/index.html

http://www.bcoms.net/webboard/detail.asp?id=564


โดย: นางสาวกฤตยา อินทร์กอ หมู่ 22 IP: 118.174.18.134 วันที่: 3 ตุลาคม 2552 เวลา:23:15:37 น.  

 
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
- ระบบสารสนเทศนั้นจะประกอบด้วย
1.ข้อมูล (Data) หมายถึง ค่าของความจริงที่ปรากฏขึ้น โดยค่าความจริงที่ได้จะนำมาจัดการปรับแต่งหรือประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
2.สารสนเทศ (Information) คือ กลุ่มของข้อมูลที่ถูกตามกฎเกณฑ์ตามหลักความสัมพันธ์ เพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นมีประโยชน์และมีความหมายมากขึ้น
3.การจัดการ (Management) คือ การบริหารอย่างเป็นระบบ เป็นการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการจัดการขององค์กรนั้น ซึ่งต้องมีการวางแผน กำหนดการ และจัดการทรัพยากรภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นๆ
ที่มา
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=736649df6ecac3f7


โดย: นางสาวกฤตยา อินทร์กอ หมู่ 22 IP: 118.174.18.134 วันที่: 3 ตุลาคม 2552 เวลา:23:21:24 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

การประมวลผลข้อมูลด้วยการนำแฟ้มข้อมูลที่บรรจุรายการเปลี่ยนแปลง หรือรายการแก้ไข อ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อปรับปรุงรายการในแฟ้มข้อมูลหลัก (master file)
http://guru.sanook.com/dictionary/dict_comp/transaction_processing/

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ทรัพยากรสารสนเทศได้เป็น 3 ประเภทคือ (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมหาสารคาม, 2549)
1. วัสดุตีพิมพ์ (printed materials)
2. วัสดุไม่ตีพิมพ์ (non-printed material)
3. ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronic database)

ttp://tanoo.wordpress.com/


โดย: น.สนิชานัน กองหล้า หมู่31 เรียนวันพฤหัส วันที่ 17 พ.ย 2552 IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 19 พฤศจิกายน 2552 เวลา:18:11:05 น.  

 
นส.เพ็ญนภา เจริญทรง
49240428132 ม.05
ส.13.00-16.00 น.

ข้อที่ 1

ระบบประมวลผลรายการ (Transaction processing systems) เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขนาดใหญ่ ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาเครื่องสูง และต้องใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วางระบบ(System analyst) และนักเขียนโปรแกรม(Programmer) ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ จึงเกิดข้อผิดพลาด ทำให้รายงานออกมาในรูปการประมวลผลรายการ มิใช่รายงานเพื่อช่วยผู้บริหาร ปัจจุบันผู้ผลิต และผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิด ทำให้ผู้ผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ทำให้แนวคิดการประมวลผลรายการเปลี่ยนไป ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งมากขึ้น
หน้าที่การประมวลผลรายการ (Transaction processing function)
การลงบัญชี (Book keeping) เพื่อบันทึกข้อมูลรายการทางธุรกิจ
การออกคำสั่ง (Issuance) เพื่อออกคำสั่ง เช่น เอกสารการจ่ายเงิน ใบกำกับสินค้า
การควบคุมรายงาน (Control reporting) เพื่อควบคุมการปฏิบัติ เช่นคุมการจ่ายเงินเดือน


ข้อที่ 2

1.1 พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีโปรดการอ่านและทรงมีพระอัจฉริยภาพสูงยิ่งในการเรียงร้อยอักษรา นำไปสู่พระราชนิพนธ์จำนวนมากทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง หลากเรื่องหลายรสเพิ่มสีสัน ภูมิปัญญาแก่วงการอักษรศาสตร์ไทย
สำหรับพระราชนิพนธ์ร้อยกรอง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระปรีชาสามารถแต่งคำประพันธ์ได้ทั้งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และร่าย แต่ทรงพระราชนิพนธ์โคลงสี่สุภาพได้ดียิ่งลีลาโคลงงดงามไพเราะเปี่ยมด้วยสุนทรียะ และเนื้อหาสาระดังจะเห็นได้อย่างเด่นชัดจากงานพระราชนิพนธ์ อาทิ "อยุธยา" (พ.ศ. ๒๕๑๔) กษัตริยานุสรณ์ (พ.ศ. ๒๕๑๖) พุทธศาสนสุภาษิตคำโคลง (พ.ศ. ๒๕๑๗) พระราชนิพนธ์ร้อยแก้วนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเริ่มต้นเรียงร้อยตั้งแต่เรียงความ สารคดี งานวิชาการสั้นๆ ต่อมาก็ได้ทรงพัฒนาไปในด้านวิชาการ ทั้งบทความ คำบรรยาย ปาฐกถา และ งานค้นคว้าวิจัยทรงพระปรีชาสามารถในการเขียนด้วยโวหารนานา ที่เหมาะสมสอดคล้องกับงานที่เขียน และในบรรดาพระราชนิพนธ์ร้อยแก้ว นั้น ที่มีอยู่มาก คือ สารคดีเสด็จเยือนต่างประเทศ ซึ่งมีอยู่ถึง ๔๙ เรื่อง (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๒) นอกจากนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯได้ทรงเขียนและทรงแปลเรื่องสำหรับเด็กโดยใช้พระนามแฝงว่า "แว่นแก้ว" ได้แก่ เรื่อง แก้วจอมแก่น (พ.ศ. ๒๕๒๑) แก้วจอมซน (พ.ศ.๒๕๒๖) และ เรื่องแปล ขบวนการนกกางเขน (พ.ศ. ๒๕๒๔) ( จากบทความ "ร้อยประกายฉายชัดพระอัจฉริยญาณ" ในหนังสือ เรียงร้อยบรรณรัตน์ โดย ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล)
เพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูลงานพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร ีที่มีอยู่มากมายนั้นอักษรศาสตร์บัณฑิตรุ่นที่ ๔๑ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระสหายร่วมรุ่นได้รวบรวมบรรณานุกรม และดรรชนีพระราชนิพนธ์ให้ได้รายละเอียดที่สมบูรณ์ครบถ้วนทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อมิให้ข้อมูลเลือนหายไปกับกาลเวลา
และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ก็ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานมาพิมพ์เผยแพร่ ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชานุญาต ศูนย์ฯ จึงได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือ "เรียงร้อยบรรณรัตน์บรรณานุกรม และดรรชนีพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" ทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นฐานข้อมูลด้านบรรณานุกรมและดรรชนีที่เอื้อประโยชน์ต่อวงการหนังสือและผู้สนใจสืบต่อไป อนึ่ง ศูนย์ฯ ได้นำข้อมูลบรรณานุกรมพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (บางส่วน) มาเผยแพร่ไว้ในโฮมเพจของศูนย์ฯ เพื่อให้ผู้สนใจได้สืบค้นท่านสามารถเปิดชมได้โดย การคลิกหัวข้อถัดไป หรือหากท่านที่สนใจตัวเล่ม "เรียงร้อยบรรณรัตน์" สามารถติดต่อสั่งซื้อได้ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในราคาจำหน่ายเล่มละ ๓๕๐ บาท
สำหรับตัวเล่มของพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีนั้น ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรได้รวบรวม และจัดเก็บพระราชนิพนธ์ทุกเล่มที่จัดพิมพ์ โดยจัดแสดงไว้ ณ ห้องพระราชประวัติ ๑ ชุด และในห้องสมุดอีก ๑ ชุด
1.2 หนังสืออ้างอิง

ได้แก่ สารานุกรม พจนานุกรม อักขรานุกรม ศัพท์บัญญัติ (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.3 หนังสือภาษาฝรั่งเศส

ได้แก่ หนังสือด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ สถาปัตยกรรม และศิลปะในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนังสือส่วน ใหญ่ได้รับความอนุเคราะห์จากสถาบันฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (Ecole Francaise d'Extreme-Orient),Institut Francais de Pondichery และสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.4 หนังสือภาษาจีน

เป็นหนังสือภาษาจีนทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี หนังสือส่วนนี้ได้รับอภินันทนาการจาก Professor Chen Chung Yu, Institute of History and Philology, Academia Sinica, Taipei, Taiwan (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.5 งานวิจัยและวิทยานิพนธ์

เป็นงานวิจัยและวิทยานิพนธ์เฉพาะสาขามานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องจากมหาวิทยาลัยและสถาบันที่มีการผลิตผลงานวิจัย ในสาขาต่างๆ เหล่านี้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยผู้สนใจสามารถเรียกดูข้อมูล บทคัดย่อ (Abstract)ได้ (จัดเก็บตัวเล่มและให้บริการศึกษา ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.6 วารสารและจุลสาร

เป็นสิ่งพิมพ์ที่ให้เนื้อหาทันสมัยทันเหตุการณ์และจัดพิมพ์อย่างต่อเนื่องโดยองค์กรหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ ห้องสมุดให้บริการวารสารทางด้านมานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องฉบับปัจจุบัน ภาษาไทย จำนวน ๖๘ รายชื่อ ภาษาต่างประเทศ จำนวน ๒๑ รายชื่อ (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.7 ดรรชนีวารสาร

สำหรับวารสารฉบับล่วงเวลา ห้องสมุดได้จัดทำดรรชนีสืบค้นบทความที่น่าสนใจจากวารสารต่าง ๆ ไว้ ้โดยผู้สนใจ สามารถสืบค้นได้จากฐานข้อมูลห้องสมุด

1.8 สื่อวิชาการจากกิจกรรมของศูนย์

ห้องสมุดจัดเก็บสื่อวิชาการทุกประเภทจากกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรได้จัดขึ้น อาทิ เอกสารประกอบการประชุม การสัมมนา บทความนำเสนอ รายงาน ผลการวิจัย วีดิทัศน์ เทปเสียง

1.9 หนังสือทั่วไป

ได้แก่ หนังสือภาษาไทย หนังสือภาษาอังกฤษ ที่มีเนื้อหาทางด้านมานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องแบ่งเนื้อหาออกเป็นกลุ่มย่อยๆ อาทิ ปรัชญาและศาสนา ไทยศึกษา เอเชียศึกษาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ไทย ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประวัติศาสตร์สากล ชาติพันธุ์วิทยา ขนบธรรมเนียมและประเพณี ศิลปะ จิตรกรรม สถาปัตยกรรม ภาษา และวรรณกรรม เป็นต้น ทั้งในรูปของหนังสือเล่มรายงานการวิจัย เอกสาร ประกอบการประชุมสัมมนา แผนที่ ฯลฯ (จัดเก็บและให้บริการการอ่าน ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

1.10 กฤตภาค

เป็นสิ่งพิมพ์ที่ได้จากการตัดข่าว บทความ และรูปภาพที่มีสาระเชิงวิชาการด้านมานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง จากหนังสือพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลกฤตภาค เพื่อการสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดยสืบค้นได้ในหลายวิธี อาทิ ตามหัวเรื่อง คำสำคัญ วันเดือนปี ชื่อผู้แต่ง (ให้บริการสืบค้นเฉพาะที่ห้องสมุด)

1.11 แผนที่

ได้แก่ แผนที่ประเทศไทยมาตราส่วน 1: 250,000 แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศแหล่งชุมชนโบราณในประเทศไทย (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องสมุด ชั้น ๗)

2.1 วีดิทัศน์

เป็นวีดิทัศน์ที่มีเนื้อหาสาระที่เป็นความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา รวมทั้งสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่จัดทำโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และที่จัดหาจากภายนอก จำนวน ๑,๑๔๖ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ สารคดีเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม ดนตรี การละเล่นและการแสดงของไทย สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีและวีดิทัศน์ กิจกรรมทางวิชาการของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖)

2.2 สไลด์

เป็นภาพสไลด์จากการบันทึกของผู้เชี่ยวชาญการถ่ายภาพ รวมทั้งสไลด์ทางวิชาการที่มีคุณค่าทางการศึกษา จำนวน ๑๕๘ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ สไลด์ศิลปะล้านนา อยุธยา สุโขทัย จิตรกรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ ประเพณี พิธีกรรม กลุ่มชาติพันธุ์ พิพิธภัณฑ์และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้ง ภาพสไลด์จากนิทรรศการต่างๆ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างจัดทำเป็นฐานข้อมูล และจะเปิดให้บริการสืบค้นได้ทางคอมพิวเตอร์ ณ ห้องสมุดชั้น ๖ ในเร็วๆ นี้ (ภาพสไลด์ตัวจริงจัดเก็บและให้บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)

2.3 ภาพถ่าย

เป็นภาพถ่ายเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและพิธีกรรม กลุ่มชาติพันธุ์ พิพิธภัณฑ์และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม จิตรกรรมฝาผนัง ภาพถ่ายทางอากาศแหล่งโบราณสถาน และภาพถ่ายจากนิทรรศการต่างๆ และกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จำนวน ๒๙๕ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างจัดทำเป็นฐานข้อมูล และจะเปิดให้บริการสืบค้น ได้ทางคอมพิวเตอร์ ณ ห้องบริการชั้น ๖ (ภาพถ่ายพร้อมฟิล์มตัวจริง จัดเก็บ และให้บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)

2.4 ซีดีเพลง

เป็นแผ่นซีดีบันทึกเพลงประเภทต่างๆ อาทิ เพลงไทยเดิม ไทยสากล เพลงพื้นบ้าน และเพลงสากลประเภทคลาสสิก (Classical Music) จำนวน ๓๒๙ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖ บริการทำสำเนาลงเทปเสียง ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)

2.5 วิดีโอ ซีดี

เป็นแผ่นซีดี-รอมบันทึกภาพยนต์ จำนวน ๓๖๓ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๖)

2.6 แถบบันทึกเสียง

แถบบันทึกเสียง (Cassette Tape) จำนวน๕๗๕ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ เพลงไทยเดิม เพลงพื้นบ้าน พื้นเมือง การละเล่น และการแสดง สนทนาธรรม และกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖ บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)

2.7 ดีวีดี

เป็นแผ่นดีวีดี จำนวน ๘ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) อาทิ ภาพยนตร์สารคดีต่าง ๆ (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖ บริการทำสำเนา ณ ฝ่ายโสตทัศนศึกษา ชั้น ๓)
วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘

3.1 ฐานข้อมูล

เป็นข้อสนเทศที่ได้มีการประมวลผลโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ จากการรวบรวม จำแนกและบันทึกข้อมูลทางวิชาการ เพื่อให้สืบค้นได้จากโปรแกรมฐานข้อมูลของศูนย์ฯ ผ่านทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายใน ขณะนี้ มีฐานข้อมูลที่เปิดให้บริการสืบค้นแล้ว อาทิ ฐานข้อมูล กฤตภาค ฐานข้อมูลสไลด์ศิลปะล้านนา สุโขทัย อยุธยา เป็นต้น และยังมีฐานข้อมูลที่ออกเผยแพร่ทาง World Wide Web ในโฮมเพจศูนย์ฯ ที่http:/www.sac.or.th อาทิ ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ ฐานข้อมูลจารึก และศูนย์วัฒนธรรมในประเทศไทย ฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย เป็นต้น ผู้สนใจติดต่อขอใช้บริการสืบค้นได้ ณ ห้องสมุด ชั้น ๗

3.2 ซีดี - รอม

เป็นแผ่นซีดีบันทึกข้อมูลหลากหลายรูปแบบ เช่น ตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง หรือสื่อผสม (Multimedia) โดยมีเนื้อหาเป็นสาระความรู้ในวิชาการสาขาต่างๆ อาทิ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น มีจำนวน ๑๒๓ ระเบียน (ณ วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๘) (จัดเก็บและให้บริการศึกษา ณ ห้องบริการสื่อโสตทัศน์ ชั้น ๖)

3.3 เครือข่ายสารสนเทศ

เป็นการจัดระบบเครือข่ายข้อมูลสาขามานุษยวิทยา โดยเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลไปสู่ฐานข้อมูลอื่นๆ และไปยังศูนย์ข้อมูลองค์กรหรือสถาบันการศึกษาอื่นๆ เพื่อให้การค้นคว้าจากจุดเดียวในเครือข่ายเป็นไปได้อย่างกว้างขวาง และอำนวยความสะดวก ให้ผู้สนใจสามารถค้นคว้าศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยศูนย์ฯ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง และเป็นผู้ประสานงานการเชื่อมเครือข่ายข้อมูลได้ทั้งในและต่างประเทศ (กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ)

ที่มา http://www.sac.or.th/services/library/IS/information.htm


โดย: นส.เพ็ญนภา เจริญทรง IP: 192.168.0.109, 180.183.67.230 วันที่: 6 ธันวาคม 2552 เวลา:14:09:54 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบ

Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้


โดย: นายธีรยุทธ วันทอง คบ.ภาษาอักฤษ รหัส 52100102145 หมู่ 08 พฤหัสเช้า IP: 202.29.5.241 วันที่: 26 ธันวาคม 2552 เวลา:16:31:50 น.  

 
2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ตอบ

ทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง สื่อหรือวัสดุที่ใช้เก็บบันทึกสารสนเทศ เราใช้วัสดุหลายรูปแบบในการบันทึก ทั้งนี้เนื่องจากสารสนเทศมีทั้งตัวอักษร ข้อความ รูปภาพ และเสียง ซึ่งอาจจัดกลุ่มทรัพยากรสารสนเทศได้เป็น 3 ประเภทคือ

1. วัสดุตีพิมพ์ (printed materials)
2. วัสดุไม่ตีพิมพ์ (non-printed material)
3. ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronic database)

ทรัพยากรสารสนเทศแต่ละประเภทมีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนี้

วัสดุตีพิมพ์

วัสดุตีพิมพ์ หมายถึงวัสดุที่บันทึกสารสนเทศในรูปแบบของตัวอักษร ภาพและสัญลักษณ์อื่น ๆ โดยผ่านกระบวนการตีพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ กฤตภาค เป็นต้น วัสดุตีพิมพ์จัดแยกประเภทตามลักษณะรูปเล่มและวัตถุประสงค์ในการจัดทำได้ดัง นี้

1. หนังสือ

หนังสือเป็นสิ่งพิมพ์ที่รวบรวมสารสนเทศทั้งทางด้านวิชาการ สารคดีและบันเทิงคดี ให้เนื้อหาที่จบบริบูรณ์ในเล่มเดียวหรือหลายเล่มที่เรียกว่า หนังสือชุด ประเภทของหนังสือจัดแยกตามลักษณะเนื้อหา ได้ดังนี้
1.1 หนังสือวิชาการหรือหนังสือตำรา (text book) หมายถึงหนังสือที่ให้ความรู้ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง โดยผู้แต่งที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา การนำเสนอเนื้อหามักใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง มีภาพประกอบ ตาราง แผนภูมิ แผนที่ แผนผัง เพื่อการอธิบายเรื่องราวให้ละเอียดชัดเจน
1.2 หนังสือสารคดี หมายถึงหนังสือที่นำเสนอเรื่องราวกึ่งวิชาการเพื่อความเพลิดเพลินในการ อ่าน และหลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาสาระได้โดย ง่าย เช่น หนังสือนำเที่ยว หนังสือสรรพสาระ (Reader Dijet) เป็นต้น
1.3 หนังสือแบบเรียน หมายถึงหนังสือที่จัดทำขึ้นตามหลักสูตรรายวิชาเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน ของนักเรียนนักศึกษาในระดับต่าง ๆ นำเสนอเนื้อหาตามข้อกำหนดในหลักสูตร ต่างจากหนังสือตำราทั่วไปที่มีคำถามท้ายบทเพื่อให้ผู้เรียนได้ประเมินผลการ เรียนและทบทวนบทเรียน
1.4 หนังสืออ้างอิง (reference books) หมายถึงหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวข้อเท็จจริงในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า เช่น หนังสือสารานุกรม พจนานุกรม นามานุกรม หนังสืออ้างอิงชีวประวัติ หนังสืออ้างอิงภูมิศาสตร์ หนังสือรายปี หนังสือบรรณานุกรม หนังสือดัชนีและสาระสังเขป และหนังสือคู่มือ เป็นต้น โดยทั่วไปทางห้องสมุดจะจัดแยกหนังสืออ้างอิงออกจากหนังสือทั่วไป เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และมักจะไม่ให้ยืมออกจากห้องสมุด ทั้งนี้เพราะผู้ค้นคว้าต้องการคำตอบในปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยไม่จำเป็น ต้องอ่านตลอดเล่ม และเพื่อให้สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลา
1.5 วิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ (thesis or dissertation) เป็นรายงานผลการค้นคว้าวิจัยเพื่อขอรับปริญญาตามหลักสูตรในระดับปริญญาโท (thesis) และ ปริญญาเอก (dissertation) เนื่องจากเป็นรายงานผลการค้นพบสาระความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่ได้จากการสำรวจ ทดลอง วิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบภายใต้การให้คำปรึกษาจากอาจารย์ที่ ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่าง ๆ จึงเหมาะสำหรับการใช้เป็นข้อมูลประกอบการเขียนเอกสารตำราวิชาการ หรือรายงานภาคนิพนธ์
1.6 รายงานการวิจัย (research report) เสนอสารสนเทศที่เป็นผลผลิตจากการศึกษา ค้นคว้าวิจัย- เนื้อหามักประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ข้อความเกี่ยวกับ ผู้เขียน สาระสังเขป บทนำ วัตถุประสงค์ ขอบเขต และวิธีดำเนินการวิจัย ผลการวิจัย บทสรุป และ รายการอ้างอิง
1.7 รายงานการประชุมทางวิชาการ (proceedings) ให้สารสนเทศที่ได้จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเป็นข้อสรุปในการแก้ปัญหา ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรู้ใหม่ที่ค้นพบ หรือข้อตกลงในแผนงานหรือนโยบายใหม่ ที่นักวิชาการนำเสนอในการประชุมทางวิชาการหรือวิชาชีพ- -
1.8 นวนิยายและเรื่องสั้น (short story collection) เป็นหนังสือที่แต่งขึ้นตามจินตนาการ เน้นความสนุกความเพลิดเพลิน และความซาบซึ้งในอรรถรสวรรณกรรม สารสนเทศจากนวนิยายนำมาใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงข้อเท็จจริงไม่ได้

2. วารสารและนิตยสาร

วารสารและนิตยสารมาจากคำในภาษาอังกฤษ 3 คำ คือ Magazine, Journal และ Periodical มีความหมายแตกต่างกันตามลักษณะเนื้อหาที่นำเสนอ Magazine หรือเรียกว่า “นิตยสาร” มักจะเน้นเนื้อหาทางด้านบันเทิงคดี Journal หรือเรียกว่า “วารสาร” จะเน้นเนื้อหาทางวิชาการ ส่วนคำว่า Periodical หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นวาระ มีความหมายรวมทั้ง Magazine และ Journal เช่นเดียวกับคำว่า “วารสาร” ในภาษาไทยที่มีความหมายรวมถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นวาระ มีความหมายรวมทั้งนิตยสารและวารสาร
วารสารเป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกตามกำหนดระยะเวลาอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายสัปดาห์ รายปักษ์ (สองสัปดาห์) หรือรายเดือน ให้สารสนเทศในรูปแบบ “บทความ” จากผู้แต่งหลายคน เนื้อหาสาระอาจเป็นเรื่องในสาขาวิชาเดียวกัน หรือรวมเรื่อง ซึ่งอาจแบ่งประเภทวารสารตามลักษณะเนื้อหาเป็น 3 ประเภท คือ
2.1 วารสารวิชาการ (journals or periodicals) เช่น ราชภัฏกรุงเก่า/ จุฬาลงกรณ์รีวิว/ วารสารวิจัย/ วารสารราชบัณฑิตยสถาน/ พัฒนาชุมชน/ วารสารกฎหมายเพื่อชีวิต/ Journal of Science, Technology and Humanities/ Journal of Teacher Education / Educational Research/ ASEAN Journal on Science เป็นต้น
2.2 วารสารทั่วไปหรือนิตยสาร (magazine) เช่น เที่ยวรอบโลก / สารคดี/ สมุนไพรเพื่อชีวิต/ รักลูก/ สกุลไทย/ หญิงไทย/ สร้างเงินสร้างงาน/ สานแสงอรุณ/ ไฮ-คลาส/ ต่วย’ตูนพิเศษ/ National Geographic/ Discover/ Reader’s Digest เป็นต้น
2.3 วารสารข่าวหรือวิจารณ์ข่าว (news magazine) เช่น มติชนสุดสัปดาห์/ สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์/ เอกสารข่าวรัฐสภา/ Time/ Newsweek/ AsiaNews

3. หนังสือพิมพ์

หนังสือพิมพ์ (newspaper) เป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกตามระยะเวลาที่กำหนด อาจเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายปักษ์ แต่ส่วนใหญ่จะพิมพ์เผยแพร่เป็นรายวัน
ประเภทของหนังสือพิมพ์อาจจัดแยกตามลักษณะการนำเสนอเนื้อหาออกเป็น 2 ประเภทคือ หนังสือพิมพ์ปริมาณ และหนังสือพิมพ์คุณภาพ
หนังสือพิมพ์ปริมาณจะเน้นการเสนอเนื้อหาและวิธีการเขียนที่เร้าอารมณ์ ชวนอ่าน ข่าวส่วนใหญ่จะเป็น “ข่าวอ่อน” (soft news) เช่น ข่าวอุบัติเหตุ ข่าวสังคม ข่าวอาชญากรรม ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา เป็นต้น
หนังสือพิมพ์คุณภาพจะเน้นเสนอเนื้อหาที่ให้รายละเอียดตามข้อเท็จจริง วิธีการเขียนจะไม่เร้าอารมณ์เหมือนหนังสือพิมพ์ปริมาณ ข่าวส่วนใหญ่จะเป็น “ข่าวแข็ง” (hard news) เช่น ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมือง ข่าวต่างประเทศ ข่าวการศึกษา ข่าวศิลปะวัฒนธรรม เป็นต้น
หนังสือพิมพ์บางประเภทนำเสนอข่าวเฉพาะเรื่องเช่นข่าวธุรกิจ ได้แก่หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ ข่าวพาณิชย์ ฯลฯ หรือเสนอเฉพาะข่าวกีฬาได้แก่ โลกกีฬา สยามกีฬา ฯลฯ หรือเสนอข่าวการศึกษาและการจัดหางานได้แก่ วัฏจักรการศึกษา แรงงานไทย ตลาดแรงงานตลาดบันเทิง ฯลฯ ซึ่งหนังสือพิมพ์เฉพาะเรื่องจะออกเป็นรายสัปดาห์มากกว่ารายวัน
หนังสือพิมพ์และวารสารแตกต่างกันที่วิธีการนำเสนอเนื้อหา วารสารจะนำเสนอเรื่องราวสาระในรูปบทความเช่น บทความทางวิชาการ หรือสารคดี และหากเป็นวารสารข่าวจะนำเสนอในลักษณะการนำข่าวที่เกิดขึ้นมาวิพากษ์ วิจารณ์ ส่วนหนังสือพิมพ์จะนำเสนอข่าวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสด ๆ ในชีวิตประจำวัน

4. จุลสาร

จุลสาร (pamphlets) คือสิ่งพิมพ์ที่มีขนาดเล็ก ปกอ่อน ความหนาอยู่ระหว่าง 2 – 60 หน้า เป็นสิ่งพิมพ์ที่หน่วยงานราชการ องค์การ บริษัท ห้างร้าน สถาบัน สมาคมและหน่วยงานต่าง ๆ จัดพิมพ์เผยแพร่เรื่องราว ความรู้สั้น ๆ เนื้อหาทันสมัย อ่านเข้าใจง่าย แม้จะให้รายละเอียดไม่มากนัก แต่ใช้สำหรับค้นคว้าเพิ่มเติมและอ้างอิงได้

5. กฤตภาค

กฤตภาค (clipping) เป็นวัสดุตีพิมพ์ที่เกิดจากการเลือกและจัดเก็บ บทความที่น่าสนใจจากหนังสือพิมพ์หรือวารสารฉบับล่วงเวลา ซึ่งอาจเป็นข่าว บทความวิชาการหรือรูปภาพ เรื่องใดเรื่องหนึ่งเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาหาความรู้

6. สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ

สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่มีความพิเศษที่แตกต่างจากสิ่งพิมพ์ทั่วไป ทางด้านลักษณะรูปทรง วัสดุที่ใช้ในการบันทึก และการนำเสนอเนื้อหาสารสนเทศในลักษณะพิเศษเฉพาะเจาะจง สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษที่จัดให้บริการในห้องสมุดและสถาบันบริการสารสนเทศ ได้แก่
6.1 เอกสารสิทธิบัตร (patents) ให้สารสนเทศเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการประดิษฐ์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ประกอบด้วยรายละเอียด 3 ส่วน คือรายละเอียดทางบรรณานุกรม การประดิษฐ์ และรายละเอียดการขอถือสิทธิตัวอย่างเอกสารสิทธิบัตรแสดงในรูปภาพที่
ขอบเขตสาระสำคัญในเอกสารสิทธิบัตรแต่ละฉบับ จะให้ความรู้ไม่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดเช่น เอกสารสิทธิบัตรเรื่องเครื่องพิมพ์ดีด ในเอกสารสิทธิบัตรฉบับหนึ่งจะกล่าวถึงกลไกการป้อนกระดาษ อีกฉบับหนึ่งจะบรรยายเฉพาะกลไกการบังคับการหมุนของผ้าหมึก ดังนั้น ถ้าจะสร้างเครื่องพิมพ์ดีด ก็จะต้องศึกษาวิธีการทำเครื่องบังคับกลไกต่าง ๆ ของเครื่องพิมพ์ดีดในเอกสารสิทธิบัตรหลายฉบับ
แหล่งบริการเอกสารสิทธิบัตรติดต่อขอใช้บริการได้ที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ถนนสนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี และสำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมวิทยาศาสตร์บริการ หรือที่เว็บไซต์ http://siweb.dss.go.th/patent
6.2 เอกสารมาตรฐาน (Standards) เป็นเอกสารที่ระบุข้อกำหนดหรือเกณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงคุณภาพ ความเหมาะสม ความปลอดภัย หรือคุณค่าของสิ่งของ เครื่องมือ และวิธีการปฏิบัติ ที่เป็นมาตรฐาน เอกสารประเภทนี้สามารถนำไปใช้เป็นเอกสารอ้างอิงในการกำหนดระเบียบ คู่มือ หรือใช้เป็นข้อบังคับในทางกฎหมายได้ เอกสารมาตรฐานประกอบด้วยสารสนเทศ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นเนื้อหามาตรฐานและส่วนข้อมูลเพิ่มเติม
ส่วนเนื้อหามาตรฐานประกอบด้วย บทนิยาม ลัญลักษณ์และตัวย่อ คุณลักษณะที่ต้องการ (requirements) การชักตัวอย่าง (sampling) วิธีทดสอบ (test methods) การแบ่งประเภท(classification) การเรียกชื่อขนาด(designation) การทำเครื่องหมาย ฉลาก การบรรจุหีบห่อ ผนวกของเนื้อหามาตรฐาน
แหล่งบริการเอกสารมาตรฐานได้แก่ องค์การค้าระหว่างประเทศ เช่น ไอเอสโอ (International Organization for Standardization – ISO) องค์การมาตรฐานภูมิภาค เช่น มาตรฐานยุโรป หรือ อีเอ็น (Europaische Norm – EN) สำหรับเอกสารมาตรฐานของไทยติดต่อขอใช้บริการได้ที่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม หรือที่เว็บไซต์



โดย: นายธีรยุทธ วันทอง คบ.ภาษาอักฤษ รหัส 52100102145 หมู่ 08 พฤหัสเช้า IP: 202.29.5.240 วันที่: 26 ธันวาคม 2552 เวลา:16:36:42 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบ

Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ตอบ

ทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง สื่อหรือวัสดุที่ใช้เก็บบันทึกสารสนเทศ เราใช้วัสดุหลายรูปแบบในการบันทึก ทั้งนี้เนื่องจากสารสนเทศมีทั้งตัวอักษร ข้อความ รูปภาพ และเสียง ซึ่งอาจจัดกลุ่มทรัพยากรสารสนเทศได้เป็น 3 ประเภทคือ

1. วัสดุตีพิมพ์ (printed materials)
2. วัสดุไม่ตีพิมพ์ (non-printed material)
3. ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronic database)

ทรัพยากรสารสนเทศแต่ละประเภทมีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนี้

วัสดุตีพิมพ์

วัสดุตีพิมพ์ หมายถึงวัสดุที่บันทึกสารสนเทศในรูปแบบของตัวอักษร ภาพและสัญลักษณ์อื่น ๆ โดยผ่านกระบวนการตีพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ กฤตภาค เป็นต้น วัสดุตีพิมพ์จัดแยกประเภทตามลักษณะรูปเล่มและวัตถุประสงค์ในการจัดทำได้ดัง นี้

1. หนังสือ

หนังสือเป็นสิ่งพิมพ์ที่รวบรวมสารสนเทศทั้งทางด้านวิชาการ สารคดีและบันเทิงคดี ให้เนื้อหาที่จบบริบูรณ์ในเล่มเดียวหรือหลายเล่มที่เรียกว่า หนังสือชุด ประเภทของหนังสือจัดแยกตามลักษณะเนื้อหา ได้ดังนี้
1.1 หนังสือวิชาการหรือหนังสือตำรา (text book) หมายถึงหนังสือที่ให้ความรู้ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง โดยผู้แต่งที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา การนำเสนอเนื้อหามักใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง มีภาพประกอบ ตาราง แผนภูมิ แผนที่ แผนผัง เพื่อการอธิบายเรื่องราวให้ละเอียดชัดเจน
1.2 หนังสือสารคดี หมายถึงหนังสือที่นำเสนอเรื่องราวกึ่งวิชาการเพื่อความเพลิดเพลินในการ อ่าน และหลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาสาระได้โดย ง่าย เช่น หนังสือนำเที่ยว หนังสือสรรพสาระ (Reader Dijet) เป็นต้น
1.3 หนังสือแบบเรียน หมายถึงหนังสือที่จัดทำขึ้นตามหลักสูตรรายวิชาเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน ของนักเรียนนักศึกษาในระดับต่าง ๆ นำเสนอเนื้อหาตามข้อกำหนดในหลักสูตร ต่างจากหนังสือตำราทั่วไปที่มีคำถามท้ายบทเพื่อให้ผู้เรียนได้ประเมินผลการ เรียนและทบทวนบทเรียน
1.4 หนังสืออ้างอิง (reference books) หมายถึงหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวข้อเท็จจริงในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า เช่น หนังสือสารานุกรม พจนานุกรม นามานุกรม หนังสืออ้างอิงชีวประวัติ หนังสืออ้างอิงภูมิศาสตร์ หนังสือรายปี หนังสือบรรณานุกรม หนังสือดัชนีและสาระสังเขป และหนังสือคู่มือ เป็นต้น โดยทั่วไปทางห้องสมุดจะจัดแยกหนังสืออ้างอิงออกจากหนังสือทั่วไป เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และมักจะไม่ให้ยืมออกจากห้องสมุด ทั้งนี้เพราะผู้ค้นคว้าต้องการคำตอบในปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยไม่จำเป็น ต้องอ่านตลอดเล่ม และเพื่อให้สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลา
1.5 วิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ (thesis or dissertation) เป็นรายงานผลการค้นคว้าวิจัยเพื่อขอรับปริญญาตามหลักสูตรในระดับปริญญาโท (thesis) และ ปริญญาเอก (dissertation) เนื่องจากเป็นรายงานผลการค้นพบสาระความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่ได้จากการสำรวจ ทดลอง วิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบภายใต้การให้คำปรึกษาจากอาจารย์ที่ ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่าง ๆ จึงเหมาะสำหรับการใช้เป็นข้อมูลประกอบการเขียนเอกสารตำราวิชาการ หรือรายงานภาคนิพนธ์
1.6 รายงานการวิจัย (research report) เสนอสารสนเทศที่เป็นผลผลิตจากการศึกษา ค้นคว้าวิจัย- เนื้อหามักประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ข้อความเกี่ยวกับ ผู้เขียน สาระสังเขป บทนำ วัตถุประสงค์ ขอบเขต และวิธีดำเนินการวิจัย ผลการวิจัย บทสรุป และ รายการอ้างอิง
1.7 รายงานการประชุมทางวิชาการ (proceedings) ให้สารสนเทศที่ได้จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเป็นข้อสรุปในการแก้ปัญหา ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรู้ใหม่ที่ค้นพบ หรือข้อตกลงในแผนงานหรือนโยบายใหม่ ที่นักวิชาการนำเสนอในการประชุมทางวิชาการหรือวิชาชีพ- -
1.8 นวนิยายและเรื่องสั้น (short story collection) เป็นหนังสือที่แต่งขึ้นตามจินตนาการ เน้นความสนุกความเพลิดเพลิน และความซาบซึ้งในอรรถรสวรรณกรรม สารสนเทศจากนวนิยายนำมาใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงข้อเท็จจริงไม่ได้

2. วารสารและนิตยสาร

วารสารและนิตยสารมาจากคำในภาษาอังกฤษ 3 คำ คือ Magazine, Journal และ Periodical มีความหมายแตกต่างกันตามลักษณะเนื้อหาที่นำเสนอ Magazine หรือเรียกว่า “นิตยสาร” มักจะเน้นเนื้อหาทางด้านบันเทิงคดี Journal หรือเรียกว่า “วารสาร” จะเน้นเนื้อหาทางวิชาการ ส่วนคำว่า Periodical หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นวาระ มีความหมายรวมทั้ง Magazine และ Journal เช่นเดียวกับคำว่า “วารสาร” ในภาษาไทยที่มีความหมายรวมถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นวาระ มีความหมายรวมทั้งนิตยสารและวารสาร
วารสารเป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกตามกำหนดระยะเวลาอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายสัปดาห์ รายปักษ์ (สองสัปดาห์) หรือรายเดือน ให้สารสนเทศในรูปแบบ “บทความ” จากผู้แต่งหลายคน เนื้อหาสาระอาจเป็นเรื่องในสาขาวิชาเดียวกัน หรือรวมเรื่อง ซึ่งอาจแบ่งประเภทวารสารตามลักษณะเนื้อหาเป็น 3 ประเภท คือ
2.1 วารสารวิชาการ (journals or periodicals) เช่น ราชภัฏกรุงเก่า/ จุฬาลงกรณ์รีวิว/ วารสารวิจัย/ วารสารราชบัณฑิตยสถาน/ พัฒนาชุมชน/ วารสารกฎหมายเพื่อชีวิต/ Journal of Science, Technology and Humanities/ Journal of Teacher Education / Educational Research/ ASEAN Journal on Science เป็นต้น
2.2 วารสารทั่วไปหรือนิตยสาร (magazine) เช่น เที่ยวรอบโลก / สารคดี/ สมุนไพรเพื่อชีวิต/ รักลูก/ สกุลไทย/ หญิงไทย/ สร้างเงินสร้างงาน/ สานแสงอรุณ/ ไฮ-คลาส/ ต่วย’ตูนพิเศษ/ National Geographic/ Discover/ Reader’s Digest เป็นต้น
2.3 วารสารข่าวหรือวิจารณ์ข่าว (news magazine) เช่น มติชนสุดสัปดาห์/ สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์/ เอกสารข่าวรัฐสภา/ Time/ Newsweek/ AsiaNews

3. หนังสือพิมพ์

หนังสือพิมพ์ (newspaper) เป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกตามระยะเวลาที่กำหนด อาจเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายปักษ์ แต่ส่วนใหญ่จะพิมพ์เผยแพร่เป็นรายวัน
ประเภทของหนังสือพิมพ์อาจจัดแยกตามลักษณะการนำเสนอเนื้อหาออกเป็น 2 ประเภทคือ หนังสือพิมพ์ปริมาณ และหนังสือพิมพ์คุณภาพ
หนังสือพิมพ์ปริมาณจะเน้นการเสนอเนื้อหาและวิธีการเขียนที่เร้าอารมณ์ ชวนอ่าน ข่าวส่วนใหญ่จะเป็น “ข่าวอ่อน” (soft news) เช่น ข่าวอุบัติเหตุ ข่าวสังคม ข่าวอาชญากรรม ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา เป็นต้น
หนังสือพิมพ์คุณภาพจะเน้นเสนอเนื้อหาที่ให้รายละเอียดตามข้อเท็จจริง วิธีการเขียนจะไม่เร้าอารมณ์เหมือนหนังสือพิมพ์ปริมาณ ข่าวส่วนใหญ่จะเป็น “ข่าวแข็ง” (hard news) เช่น ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมือง ข่าวต่างประเทศ ข่าวการศึกษา ข่าวศิลปะวัฒนธรรม เป็นต้น
หนังสือพิมพ์บางประเภทนำเสนอข่าวเฉพาะเรื่องเช่นข่าวธุรกิจ ได้แก่หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ ข่าวพาณิชย์ ฯลฯ หรือเสนอเฉพาะข่าวกีฬาได้แก่ โลกกีฬา สยามกีฬา ฯลฯ หรือเสนอข่าวการศึกษาและการจัดหางานได้แก่ วัฏจักรการศึกษา แรงงานไทย ตลาดแรงงานตลาดบันเทิง ฯลฯ ซึ่งหนังสือพิมพ์เฉพาะเรื่องจะออกเป็นรายสัปดาห์มากกว่ารายวัน
หนังสือพิมพ์และวารสารแตกต่างกันที่วิธีการนำเสนอเนื้อหา วารสารจะนำเสนอเรื่องราวสาระในรูปบทความเช่น บทความทางวิชาการ หรือสารคดี และหากเป็นวารสารข่าวจะนำเสนอในลักษณะการนำข่าวที่เกิดขึ้นมาวิพากษ์ วิจารณ์ ส่วนหนังสือพิมพ์จะนำเสนอข่าวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสด ๆ ในชีวิตประจำวัน

4. จุลสาร

จุลสาร (pamphlets) คือสิ่งพิมพ์ที่มีขนาดเล็ก ปกอ่อน ความหนาอยู่ระหว่าง 2 – 60 หน้า เป็นสิ่งพิมพ์ที่หน่วยงานราชการ องค์การ บริษัท ห้างร้าน สถาบัน สมาคมและหน่วยงานต่าง ๆ จัดพิมพ์เผยแพร่เรื่องราว ความรู้สั้น ๆ เนื้อหาทันสมัย อ่านเข้าใจง่าย แม้จะให้รายละเอียดไม่มากนัก แต่ใช้สำหรับค้นคว้าเพิ่มเติมและอ้างอิงได้

5. กฤตภาค

กฤตภาค (clipping) เป็นวัสดุตีพิมพ์ที่เกิดจากการเลือกและจัดเก็บ บทความที่น่าสนใจจากหนังสือพิมพ์หรือวารสารฉบับล่วงเวลา ซึ่งอาจเป็นข่าว บทความวิชาการหรือรูปภาพ เรื่องใดเรื่องหนึ่งเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาหาความรู้

6. สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ

สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่มีความพิเศษที่แตกต่างจากสิ่งพิมพ์ทั่วไป ทางด้านลักษณะรูปทรง วัสดุที่ใช้ในการบันทึก และการนำเสนอเนื้อหาสารสนเทศในลักษณะพิเศษเฉพาะเจาะจง สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษที่จัดให้บริการในห้องสมุดและสถาบันบริการสารสนเทศ ได้แก่
6.1 เอกสารสิทธิบัตร (patents) ให้สารสนเทศเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการประดิษฐ์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ประกอบด้วยรายละเอียด 3 ส่วน คือรายละเอียดทางบรรณานุกรม การประดิษฐ์ และรายละเอียดการขอถือสิทธิตัวอย่างเอกสารสิทธิบัตรแสดงในรูปภาพที่
ขอบเขตสาระสำคัญในเอกสารสิทธิบัตรแต่ละฉบับ จะให้ความรู้ไม่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดเช่น เอกสารสิทธิบัตรเรื่องเครื่องพิมพ์ดีด ในเอกสารสิทธิบัตรฉบับหนึ่งจะกล่าวถึงกลไกการป้อนกระดาษ อีกฉบับหนึ่งจะบรรยายเฉพาะกลไกการบังคับการหมุนของผ้าหมึก ดังนั้น ถ้าจะสร้างเครื่องพิมพ์ดีด ก็จะต้องศึกษาวิธีการทำเครื่องบังคับกลไกต่าง ๆ ของเครื่องพิมพ์ดีดในเอกสารสิทธิบัตรหลายฉบับ
แหล่งบริการเอกสารสิทธิบัตรติดต่อขอใช้บริการได้ที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ถนนสนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี และสำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมวิทยาศาสตร์บริการ หรือที่เว็บไซต์ http://siweb.dss.go.th/patent
6.2 เอกสารมาตรฐาน (Standards) เป็นเอกสารที่ระบุข้อกำหนดหรือเกณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงคุณภาพ ความเหมาะสม ความปลอดภัย หรือคุณค่าของสิ่งของ เครื่องมือ และวิธีการปฏิบัติ ที่เป็นมาตรฐาน เอกสารประเภทนี้สามารถนำไปใช้เป็นเอกสารอ้างอิงในการกำหนดระเบียบ คู่มือ หรือใช้เป็นข้อบังคับในทางกฎหมายได้ เอกสารมาตรฐานประกอบด้วยสารสนเทศ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นเนื้อหามาตรฐานและส่วนข้อมูลเพิ่มเติม
ส่วนเนื้อหามาตรฐานประกอบด้วย บทนิยาม ลัญลักษณ์และตัวย่อ คุณลักษณะที่ต้องการ (requirements) การชักตัวอย่าง (sampling) วิธีทดสอบ (test methods) การแบ่งประเภท(classification) การเรียกชื่อขนาด(designation) การทำเครื่องหมาย ฉลาก การบรรจุหีบห่อ ผนวกของเนื้อหามาตรฐาน
แหล่งบริการเอกสารมาตรฐานได้แก่ องค์การค้าระหว่างประเทศ เช่น ไอเอสโอ (International Organization for Standardization – ISO) องค์การมาตรฐานภูมิภาค เช่น มาตรฐานยุโรป หรือ อีเอ็น (Europaische Norm – EN) สำหรับเอกสารมาตรฐานของไทยติดต่อขอใช้บริการได้ที่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม หรือที่เว็บไซต์



โดย: นายธีรยุทธ วันทอง คบ.ภาษาอักฤษ รหัส 52100102145 หมู่ 08 พฤหัสเช้า IP: 202.29.5.243 วันที่: 26 ธันวาคม 2552 เวลา:17:20:18 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

ระบบสารสนเทศแบบประมวลรายการ (Transaction Processing Systems -TPS)
Sorry, your browser doesn't support Java(tm).
เป็นระบบสารสนเทศที่เกี่ยวกับการบันทึกและประมวลข้อมูลที่เกิดจากธุรกรรมหรือการปฏิบัติงานประจำหรืองานขั้นพื้นฐานขององค์การ เช่น การซื้อขายสินค้า การบันทึกจำนวนวัสดุคงคลัง เมื่อใดก็ตามที่มีการทำธุรกรรมหรือปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าวข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นทันที เช่น ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็คือ ชื่อลูกค้า ประเภทของลูกค้า จำนวนและราคาของสินค้าที่ขายไป รวมทั้งวิธีการชำระเงินของลูกค้า
วัตถุประสงค์ของ TPS
1) มุ่งจัดหาสารสนเทศทั้งหมดที่หน่วยงานต้องการตามนโยบายของหน่วยงานหรือตามกฎหมาย เพื่อช่วยในการปฏิบัติงาน
2) เพื่อเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานประจำให้มีความรวดเร็ว
3) เพื่อเป็นหลักประกันว่าข้อมูลและสารสนเทศของหน่วยงานมีความถูกต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและรักษาความลับได้
4) เพื่อเป็นสารสนเทศที่ป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบสารสนเทศที่ใช้ในการตัดสินใจอื่น เช่น MRS หรือ DSS

หน้าที่ของ TPS
หน้าที่ของ TPS มีดังนี้ (Haag et al.,2000:50)
1) การจัดกลุ่มของข้อมูล (Classification) คือ การจัดกลุ่มข้อมูลลักษณะเหมือนกันไว้ด้วยกัน
2) การคิดคำนวณ (Calculation) การคิดคำนวณโดยใช้วิธีการคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ เช่น การคำนวณภาษีขายทั้งหมดที่ต้องจ่ายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
3) การเรียงลำดับข้อมูล (Sorting) การจัดเรียงข้อมูลเพื่อทำให้การประมวลผลง่ายขึ้น เช่น การจัดเรียง invoices ตามรหัสไปรษณีย์เพื่อให้การจัดส่งเร็วยิ่งขึ้น
4) การสรุปข้อมูล (Summarizing) เป็นการลดขนาดของข้อมูลให้เล็กหรือกะทัดรัดขึ้น เช่น การคำนวณเกรดเฉลี่ยของนักศึกษาแต่ละคน
5) การเก็บ (Storage) การบันทึกเหตุการณ์ที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน อาจจำเป็นต้องเก็บรักษาข้อมูลไว้ โดยเฉพาะข้อมูลบางประเภทที่จำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ตามกฎหมาย ที่จริงแล้ว TPS เกี่ยวข้องกับงานทุกระดับในองค์การ แต่งานส่วนใหญ่ของ TPS จะเกิดขึ้นในระดับปฏิบัติการมากกว่า แม้ว่า TPS จะจำเป็นในการปฏิบัติงานในองค์การแต่ระบบ TPS ก็ไม่เพียงพอในการสนับสนุนในการตัดสินใจของผู้บริหาร ดังนั้นองค์การจึงจำเป็นต้องมีระบบอื่นสำหรับช่วยผู้บริหารด้วย ดังจะกล่าวต่อไป

ลักษณะสำคัญของระบบสารสนเทศแบบ TPS
ลักษณะที่สำคัญของระบบ TPS มีดังนี้ (Turban et al.,2001:277)
• มีการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก
• แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่มาจากภายในและผลที่ได้เพื่อตอบสนองต่อผู้ใช้ภายในองค์การเป็นหลัก อย่างไรก็ตามในปัจจุบันหุ้นส่วนทางการค้าอาจจะมีส่วนในการป้อนข้อมูลและอนุญาตให้หน่วยงานที่เป็นหุ้นส่วนใช้ผลที่ได้จาก TPS โดยตรง
• กระบวนการประมวลผลข้อมูลมีการดำเนินการเป็นประจำ เช่น ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกสองสัปดาห์
• มีความสามารถในการเก็บฐานข้อมูลจำนวนมาก
• มีการประมวลผลข้อมูลที่รวดเร็ว เนื่องจากมีปริมาณข้อมูลจำนวนมาก
• TPS จะคอยติดตามและรวบรวมข้อมูลภายหลังที่ผลิตข้อมูลออกมาแล้ว
• ข้อมูลที่ป้อนเข้าไปและที่ผลิตออกมามีลักษณะมีโครงสร้างที่ชัดเจน (structured data)
• ความซับซ้อนในการคิดคำนวณมีน้อย
• มีความแม่นยำค่อนข้างสูง การรักษาความปลอดภัย ตลอดจนการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลมีความสำคัญเกี่ยวข้องโดยตรงกับ TPS
• ต้องมีการประมวลผลที่มีความน่าเชื่อถือสูง

กระบวนการของ TPS
กระบวนการประมวลข้อมูลของ TPS มี 3 วิธี คือ (Stair & Reynolds, 1999)
1) Batch processing การประมวลผลเป็นชุดโดยการรวบรวมข้อมูลที่เกิดจากธุรกรรมที่เกิดขึ้นและรวมไว้เป็นกลุ่มหรือเป็นชุด (batch) เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง หรือจัดลำดับให้เรียบร้อยก่อนที่จะส่งไปประมวลผล โดยการประมวลผลนี้จะกระทำเป็นระยะๆ (อาจจะทำทุกคืน ทุก 2-3 วัน หรือทุกสัปดาห์)
2) Online processing คือ ข้อมูลจะได้รับการประมวลผลและทำให้เป็นเอาท์พุททันทีที่มีการป้อนข้อมูลของธุรกรรมเกิดขึ้น เช่น การเบิกเงินจากตู้ ATM จะประมวลผลและดำเนินการทันที เมื่อมีลูกค้าใส่รหัสและป้อนข้อมูลและคำสั่งเข้าไปในเครื่อง
3) Hybrid systems เป็นวิธีการผสมผสานแบบที่ 1) และ2) โดยอาจมีการรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นทันทีแต่การประมวลผลจะทำในช่วงกระยะเวลาที่กำหนด เช่น แคชเชียร์ที่ป้อนข้อมูล การซื้อขายจากลูกค้าเข้าคอมพิวเตอร์ ณ จุดขายของ แต่การประมวลผลข้อมูลจากแคชเชียร์ทุกคนอาจจะทำหลังจากนั้น (เช่น หลังเลิกงาน)

Customer Integrated Systems (CIS)

เป็นระบบสารสนเทศซึ่งพัฒนามาจาก TPS โดยลูกค้าสามารถป้อนข้อมูลและทำการประมวลผลด้วยตนเองได้ เช่น ATM (Automated teller machines) ซึ่งช่วยให้ลูกค้า สามารถติดต่อกับธนาคารได้ทุกที่และทุกเวลา ATM ทำให้ลูกค้ามีความคล่องตัวในการเข้าถึง มากขึ้น และทำให้ธนาคารไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานจำนวนมากอีกต่อไป ซึ่งช่วยให้ธนาคารประหยัดเงินได้จำนวนหลายล้านบาทต่อปี ดังนั้นบางธนาคารจึงได้ส่งเสริมให้ลูกค้าในการใช้ ATM โดยการคิดค่าธรรมเนียมหากลูกค้าติดต่อกับพนักงานในการเบิกถอนเงินในลักษณะที่สามารถเบิกถอนได้กับเครื่อง ATM (Haag et al.,2000)
นอกจากงานของธนาคารแล้ว ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้นำระบบ CIS มาใช้เพื่อให้นักศึกษาสามารถลงทะเบียน โดยผ่านเครื่องโทรศัพท์ นอกจากนี้ CIS ยังช่วยให้ประชาชนสามารถจ่ายค่าน้ำค่าไปจากคอมพิวเตอร์ที่บ้านก็ได้

หน้าที่ การทำงานของ TPS
งานเงินเดือน (Payroll)
- การติดตามเวลาการทำงานของพนักงาน
- การคิดเงินเดือน โดยมีการหักภาษี ค่าประกัน หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ
- การออกเช็คเงินเดือนหรือการโอนเงินเดือนเข้าบัญชีให้กับลูกจ้าง
การสั่งซื้อสินค้า (Purchasing)
- การสั่งซื้อหรือบริการต่างๆ
- การบันทึกข้อมูล การส่งสินค้าหรือบริการจากซัพพลายเออร์
การเงินและการบัญชี
- การบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับรายรับ (Finance and Accounting)
- การบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับภาษี
- การติดตามค่าใช้จ่ายต่างๆ
การขาย (Sales)
- การบันทึกข้อมูลการขาย
- การออกใบเสร็จรับเงินหรือบิลส่งสินค้า
- การติดตามข้อมูลรายรับ
- การบันทึกการจ่ายหนี้
- การเก็บข้อมูลการส่งสินค้าหรือบริการไปยังลูกค้า
วัสดุคงคลัง
- การติดตามการใช้วัสดุภายในหน่วยงาน (Inventory Management)
- การติดตามระดับปริมาณของวัสดุคงเหลือ
- การสั่งซื้อวัสดุที่จำเป็น
ที่มา ปรับจาม Turban et al. (2001:43)



.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

ทรัพยากรสารสนเทศ
ความหมายและประเภท
ทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง สื่อหรือวัสดุที่ใช้เก็บบันทึกสารสนเทศ เราใช้วัสดุหลายรูปแบบในการบันทึก ทั้งนี้เนื่องจากสารสนเทศมีทั้งตัวอักษร ข้อความ รูปภาพ และเสียง ซึ่งอาจจัดกลุ่มทรัพยากรสารสนเทศได้เป็น 3 ประเภทคือ (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมหาสารคาม, 2549)
1. วัสดุตีพิมพ์ (printed materials)
2. วัสดุไม่ตีพิมพ์ (non-printed material)
3. ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronic database)
ทรัพยากรสารสนเทศแต่ละประเภทมีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนี้
วัสดุตีพิมพ์
วัสดุตีพิมพ์ หมายถึงวัสดุที่บันทึกสารสนเทศในรูปแบบของตัวอักษร ภาพและสัญลักษณ์อื่น ๆ โดยผ่านกระบวนการตีพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ กฤตภาค เป็นต้น วัสดุตีพิมพ์จัดแยกประเภทตามลักษณะรูปเล่มและวัตถุประสงค์ในการจัดทำได้ดังนี้
1. หนังสือ
หนังสือเป็นสิ่งพิมพ์ที่รวบรวมสารสนเทศทั้งทางด้านวิชาการ สารคดีและบันเทิงคดี ให้เนื้อหาที่จบบริบูรณ์ในเล่มเดียวหรือหลายเล่มที่เรียกว่า หนังสือชุด ประเภทของหนังสือจัดแยกตามลักษณะเนื้อหา ได้ดังนี้
1.1 หนังสือวิชาการหรือหนังสือตำรา (text book) หมายถึงหนังสือที่ให้ความรู้ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง โดยผู้แต่งที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา การนำเสนอเนื้อหามักใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง มีภาพประกอบ ตาราง แผนภูมิ แผนที่ แผนผัง เพื่อการอธิบายเรื่องราวให้ละเอียดชัดเจน
1.2 หนังสือสารคดี หมายถึงหนังสือที่นำเสนอเรื่องราวกึ่งวิชาการเพื่อความเพลิดเพลินในการอ่าน และหลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาสาระได้โดยง่าย เช่น หนังสือนำเที่ยว หนังสือสรรพสาระ (Reader Dijet) เป็นต้น
1.3 หนังสือแบบเรียน หมายถึงหนังสือที่จัดทำขึ้นตามหลักสูตรรายวิชาเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนของนักเรียนนักศึกษาในระดับต่าง ๆ นำเสนอเนื้อหาตามข้อกำหนดในหลักสูตร ต่างจากหนังสือตำราทั่วไปที่มีคำถามท้ายบทเพื่อให้ผู้เรียนได้ประเมินผลการเรียนและทบทวนบทเรียน
1.4 หนังสืออ้างอิง (reference books) หมายถึงหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวข้อเท็จจริงในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า เช่น หนังสือสารานุกรม พจนานุกรม นามานุกรม หนังสืออ้างอิงชีวประวัติ หนังสืออ้างอิงภูมิศาสตร์ หนังสือรายปี หนังสือบรรณานุกรม หนังสือดัชนีและสาระสังเขป และหนังสือคู่มือ เป็นต้น โดยทั่วไปทางห้องสมุดจะจัดแยกหนังสืออ้างอิงออกจากหนังสือทั่วไป เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และมักจะไม่ให้ยืมออกจากห้องสมุด ทั้งนี้เพราะผู้ค้นคว้าต้องการคำตอบในปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องอ่านตลอดเล่ม และเพื่อให้สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลา
1.5 วิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ (thesis or dissertation) เป็นรายงานผลการค้นคว้าวิจัยเพื่อขอรับปริญญาตามหลักสูตรในระดับปริญญาโท (thesis) และ ปริญญาเอก (dissertation) เนื่องจากเป็นรายงานผลการค้นพบสาระความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่ได้จากการสำรวจ ทดลอง วิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบภายใต้การให้คำปรึกษาจากอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่าง ๆ จึงเหมาะสำหรับการใช้เป็นข้อมูลประกอบการเขียนเอกสารตำราวิชาการ หรือรายงานภาคนิพนธ์
1.6 รายงานการวิจัย (research report) เสนอสารสนเทศที่เป็นผลผลิตจากการศึกษา ค้นคว้าวิจัย- เนื้อหามักประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ข้อความเกี่ยวกับ ผู้เขียน สาระสังเขป บทนำ วัตถุประสงค์ ขอบเขต และวิธีดำเนินการวิจัย ผลการวิจัย บทสรุป และ รายการอ้างอิง
1.7 รายงานการประชุมทางวิชาการ (proceedings) ให้สารสนเทศที่ได้จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเป็นข้อสรุปในการแก้ปัญหา ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรู้ใหม่ที่ค้นพบ หรือข้อตกลงในแผนงานหรือนโยบายใหม่ ที่นักวิชาการนำเสนอในการประชุมทางวิชาการหรือวิชาชีพ- -
1.8 นวนิยายและเรื่องสั้น (short story collection) เป็นหนังสือที่แต่งขึ้นตามจินตนาการ เน้นความสนุกความเพลิดเพลิน และความซาบซึ้งในอรรถรสวรรณกรรม สารสนเทศจากนวนิยายนำมาใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงข้อเท็จจริงไม่ได้
2. วารสารและนิตยสาร
วารสารและนิตยสารมาจากคำในภาษาอังกฤษ 3 คำ คือ Magazine, Journal และ Periodical มีความหมายแตกต่างกันตามลักษณะเนื้อหาที่นำเสนอ Magazine หรือเรียกว่า “นิตยสาร” มักจะเน้นเนื้อหาทางด้านบันเทิงคดี Journal หรือเรียกว่า “วารสาร” จะเน้นเนื้อหาทางวิชาการ ส่วนคำว่า Periodical หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นวาระ มีความหมายรวมทั้ง Magazine และ Journal เช่นเดียวกับคำว่า “วารสาร” ในภาษาไทยที่มีความหมายรวมถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นวาระ มีความหมายรวมทั้งนิตยสารและวารสาร
วารสารเป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกตามกำหนดระยะเวลาอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายสัปดาห์ รายปักษ์ (สองสัปดาห์) หรือรายเดือน ให้สารสนเทศในรูปแบบ “บทความ” จากผู้แต่งหลายคน เนื้อหาสาระอาจเป็นเรื่องในสาขาวิชาเดียวกัน หรือรวมเรื่อง ซึ่งอาจแบ่งประเภทวารสารตามลักษณะเนื้อหาเป็น 3 ประเภท คือ
2.1 วารสารวิชาการ (journals or periodicals) เช่น ราชภัฏกรุงเก่า/ จุฬาลงกรณ์รีวิว/ วารสารวิจัย/ วารสารราชบัณฑิตยสถาน/ พัฒนาชุมชน/ วารสารกฎหมายเพื่อชีวิต/ Journal of Science, Technology and Humanities/ Journal of Teacher Education / Educational Research/ ASEAN Journal on Science เป็นต้น
2.2 วารสารทั่วไปหรือนิตยสาร (magazine) เช่น เที่ยวรอบโลก / สารคดี/ สมุนไพรเพื่อชีวิต/ รักลูก/ สกุลไทย/ หญิงไทย/ สร้างเงินสร้างงาน/ สานแสงอรุณ/ ไฮ-คลาส/ ต่วย’ตูนพิเศษ/ National Geographic/ Discover/ Reader’s Digest เป็นต้น
2.3 วารสารข่าวหรือวิจารณ์ข่าว (news magazine) เช่น มติชนสุดสัปดาห์/ สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์/ เอกสารข่าวรัฐสภา/ Time/ Newsweek/ AsiaNews
3. หนังสือพิมพ์
หนังสือพิมพ์ (newspaper) เป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกตามระยะเวลาที่กำหนด อาจเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายปักษ์ แต่ส่วนใหญ่จะพิมพ์เผยแพร่เป็นรายวัน
ประเภทของหนังสือพิมพ์อาจจัดแยกตามลักษณะการนำเสนอเนื้อหาออกเป็น 2 ประเภทคือ หนังสือพิมพ์ปริมาณ และหนังสือพิมพ์คุณภาพ
หนังสือพิมพ์ปริมาณจะเน้นการเสนอเนื้อหาและวิธีการเขียนที่เร้าอารมณ์ ชวนอ่าน ข่าวส่วนใหญ่จะเป็น “ข่าวอ่อน” (soft news) เช่น ข่าวอุบัติเหตุ ข่าวสังคม ข่าวอาชญากรรม ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา เป็นต้น
หนังสือพิมพ์คุณภาพจะเน้นเสนอเนื้อหาที่ให้รายละเอียดตามข้อเท็จจริง วิธีการเขียนจะไม่เร้าอารมณ์เหมือนหนังสือพิมพ์ปริมาณ ข่าวส่วนใหญ่จะเป็น “ข่าวแข็ง” (hard news) เช่น ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมือง ข่าวต่างประเทศ ข่าวการศึกษา ข่าวศิลปะวัฒนธรรม เป็นต้น
หนังสือพิมพ์บางประเภทนำเสนอข่าวเฉพาะเรื่องเช่นข่าวธุรกิจ ได้แก่หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ ข่าวพาณิชย์ ฯลฯ หรือเสนอเฉพาะข่าวกีฬาได้แก่ โลกกีฬา สยามกีฬา ฯลฯ หรือเสนอข่าวการศึกษาและการจัดหางานได้แก่ วัฏจักรการศึกษา แรงงานไทย ตลาดแรงงานตลาดบันเทิง ฯลฯ ซึ่งหนังสือพิมพ์เฉพาะเรื่องจะออกเป็นรายสัปดาห์มากกว่ารายวัน
หนังสือพิมพ์และวารสารแตกต่างกันที่วิธีการนำเสนอเนื้อหา วารสารจะนำเสนอเรื่องราวสาระในรูปบทความเช่น บทความทางวิชาการ หรือสารคดี และหากเป็นวารสารข่าวจะนำเสนอในลักษณะการนำข่าวที่เกิดขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนหนังสือพิมพ์จะนำเสนอข่าวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสด ๆ ในชีวิตประจำวัน
4. จุลสาร
จุลสาร (pamphlets) คือสิ่งพิมพ์ที่มีขนาดเล็ก ปกอ่อน ความหนาอยู่ระหว่าง 2 – 60 หน้า เป็นสิ่งพิมพ์ที่หน่วยงานราชการ องค์การ บริษัท ห้างร้าน สถาบัน สมาคมและหน่วยงานต่าง ๆ จัดพิมพ์เผยแพร่เรื่องราว ความรู้สั้น ๆ เนื้อหาทันสมัย อ่านเข้าใจง่าย แม้จะให้รายละเอียดไม่มากนัก แต่ใช้สำหรับค้นคว้าเพิ่มเติมและอ้างอิงได้
5. กฤตภาค
กฤตภาค (clipping) เป็นวัสดุตีพิมพ์ที่เกิดจากการเลือกและจัดเก็บ บทความที่น่าสนใจจากหนังสือพิมพ์หรือวารสารฉบับล่วงเวลา ซึ่งอาจเป็นข่าว บทความวิชาการหรือรูปภาพ เรื่องใดเรื่องหนึ่งเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาหาความรู้
6. สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ
สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่มีความพิเศษที่แตกต่างจากสิ่งพิมพ์ทั่วไป ทางด้านลักษณะรูปทรง วัสดุที่ใช้ในการบันทึก และการนำเสนอเนื้อหาสารสนเทศในลักษณะพิเศษเฉพาะเจาะจง สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษที่จัดให้บริการในห้องสมุดและสถาบันบริการสารสนเทศ Library, 2006.
วัสดุไม่ตีพิมพ์
วัสดุไม่ตีพิมพ์ หมายถึง ทรัพยากรสารสนเทศที่บันทึกไว้ในสื่อที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการตีพิมพ์ มีหลายประเภทดังนี้ (ศรีสุภา นาคธน, 2548)
1. ต้นฉบับตัวเขียน
ต้นฉบับตัวเขียน (manuscript) คือ ทรัพยากรสารสนเทศที่จัดทำขึ้น โดยใช้ลายมือเขียน ได้แก่ หนังสือที่จัดทำในสมัยโบราณก่อนที่จะมีการพิมพ์ โดยการใช้จาร หรือสลักลงบนวัสดุต่าง ๆ เช่น สมุดข่อย ใบลาน แผ่นปาปิรัส (papyrus) แผ่นดินเหนียว แผ่นหนังสัตว์ ศิลาจารึก เป็นต้น ตัวอย่างต้นฉบับตัวเขียนภาพที่
ภาพที่ 3.4 การจารลายลักษณ์อักษรลงบนใบลาน
ที่มา : สงคราม ธรรมมิญช, สันติ สุขสอาด, มะลิวัลย์ ธนะสมบัติ, สาวิตรี พิสุทธิพิเชษฐ์
และกรพินธุ์ ฤทธิบุตร, 2548.
2. โสตวัสดุ
โสตวัสดุ (audio materials) คือ วัสดุสารสนเทศที่ใช้เสียงเป็นสื่อในการถ่ายทอดสารสนเทศ
3. ทัศนวัสดุ
ทัศนวัสดุ (visual materials) คือ วัสดุสารสนเทศที่ต้องใช้สายตาเป็นสื่อในการรับรู้สารสนเทศโดยการมองดู อาจดูโดยตาเปล่าหรือใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์สำหรับฉายประกอบ เช่น
4.1 รูปภาพ (picture) อาจเป็นภาพเขียน ภาพถ่าย หรือภาพพิมพ์ ซึ่งจะแสดงเนื้อหาให้เข้าใจเรื่องราวจากภาพ
4.2 ลูกโลก (globe) เป็นวัสดุที่ใช้แสดงลักษณะของพื้นผิวโลก และสภาพภูมิอากาศ เช่นเดียวกับแผนที่ ต่างกันตรงที่ลูกโลกมีลักษณะเป็นทรงกลม
4.3 ภาพเลื่อน หรือฟิล์มสตริป (filmstrips) ส่วนใหญ่ใช้ฟิล์มขนาด 35 มม. ใช้เทคนิคการถ่ายภาพทีละภาพลงบนฟิล์มม้วน มีความยาวประมาณ 30-60 ภาพ เวลาฉายจะเลื่อนไปทีละภาพ
ภาพที่ 3.7 ฟิล์มสตริป และกล่องเก็บฟิล์ม
ที่มา : yellodyno.com, 2006.
4.4 ภาพนิ่ง หรือสไลด์ (slides) ส่วนใหญ่มีขนาด 2 นิ้ว x 2 นิ้ว ใช้ฟิล์มขนาด 35 มม. มีลักษณะการฉายภาพเช่นเดียวกับฟิล์มสตริป ต่างกันตรงที่ภาพแต่ละภาพของสไลด์จะอยู่บนฟิล์มแต่ละแผ่น ซึ่งจะนำมาทำกรอบอีกครั้งหนึ่ง
ภาพที่ 3.8 สไลด์และเครื่องฉายสไลด์
ที่มา : Photo and soundsaving, 2006.
4.5 แผ่นภาพโปร่งใส (transparencies) เป็นแผ่นพลาสติกหรือาซีเตท (acetate) ใช้กับเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ (overhead projector) ขนาดที่นิยมใช้มี 2 ขนาด คือ 7 นิ้ว x 7 นิ้ว และ 10 นิ้ว x 10 นิ้ว
ภาพที่ 3.9 แผ่นภาพโปร่งใส และเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ
ที่มา : VSI Visual Systems Inc., 2006.
4.6 หุ่นจำลอง (model) แสดงวัสดุในลักษณะ 3 มิติ ทำเลียนแบบของจริง คล้ายกับของจริง ย่อส่วนให้เล็กลง อาจตัดทอนรายละเอียดที่ยุ่งยากซับซ้อนออก คงไว้แต่ลักษณะสำคัญ

4. โสตทัศนวัสดุ
โสตทัศนวัสดุ (audiovisual materials) เป็นวัสดุสารสนเทศที่ถ่ายทอดโดยการใช้ทั้งภาพและเสียงประกอบกัน เช่น
4.1 ภาพยนตร์ (motion pictures) เป็นวัสดุสารสนเทศที่ใช้เทคนิคการบันทึกภาพและเสียงลงบนฟิล์มขนาดต่าง ๆ กัน เช่น 8 มม. 16 มม. 35 มม. 70 มม. เป็นต้น ภาพยนตร์เป็นภาพนิ่งโปร่งแสงที่เสนอความต่อเนื่องของอิริยาบถต่าง ๆ เวลาถ่ายทำจะถ่ายทำด้วยความเร็วของกล้องให้ได้ภาพแต่ละภาพด้วยความเร็วสูงมาก เช่น 18 ภาพ/
ภาพที่ 3.12 ตัวอย่างฟิล์มภาพยนตร์ขนาดต่าง ๆ
ที่มา : CJS Technologies LLC, 2006.
วินาที หรือ 24 ภาพ/วินาที และนำฟิล์มไปล้างอัดในห้องที่ใช้เทคนิคพิเศษ เพื่อให้ได้ภาพเมื่อภายออกมาจะมีอิริยาบถต่าง ๆ เหมือนจริง
4.2 สไลด์ประกอบเสียง (slide multivisions) เป็นการฉายภาพนิ่งลักษณะเดียวกับสไลด์ แต่แตกต่างตรงที่มีเสียงประกอบ
4.3 วีดิทัศน์หรือเทปบันทึกภาพ (videotapes) เป็นเทปแม่เหล็กที่ใช้บันทึกภาพและเสียงในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถลบและบันทึกใหม่ได้เช่นเดียวกับเทปบันทึกเสียง การใช้ต้องใช้ร่วมกับเครื่องบันทึกภาพ เครื่องเล่นวีดิทัศน์และเครื่องรับโทรทัศน์

5. วัสดุย่อส่วน
วัสดุย่อส่วน (microforms) เป็นวัสดุสารสนเทศที่ใช้เทคนิคการถ่ายภาพย่อส่วนจากของจริงลงบนแผ่นฟิล์มหรือวัสดุที่ใช้บันทึกภาพ ประโยชน์ที่ได้คือ เพื่อประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บ เมื่อต้องการใช้สารสนเทศ จะต้องนำฟิล์มย่อส่วนนั้นมาเข้าเครื่องอ่าน จึงจะสามารถอ่านได้ และถ้าต้องการทำสำเนาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ต้องมีเครื่องพิมพ์หรือเครื่องทำสำเนาภาพจากวัสดุย่อส่วนด้วย สามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้อีก ได้แก่
6. วัสดุอิเล็กทรอนิกส์
วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ (electronic materials) เป็นวัสดุสารสนเทศที่จัดเก็บสารสนเทศในรูปอักษร ภาพ และเสียงไว้โดยการแปลงสารสนเทศให้เป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะต้องมีเครื่องมือสำหรับจัดเก็บและแสดงผลออกมา โดยการแปลงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นสัญญาณภาพและเสียง อีกครั้งตัวอักษร ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนามากขึ้น สามารถบันทึกสารสนเทศได้ทั้งภาพ เสียง ตัวอักษร และภาพเคลื่อนไหว ในลักษณะสื่อผสม (multimedia) และเป็นที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป ซึ่งจะกล่าวถึงโดยละเอียดในเรื่องฐานข้อมูลซีดี-รอม
ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง สารสนเทศที่จัดเก็บไว้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีชุดคำสั่งระบบจัดการฐานข้อมูล ทำหน้าที่ควบคุมการจัดการและการใช้ฐานข้อมูล
ประเภทของฐานข้อมูลแบ่งตามลักษณะการใช้งานแบ่งได้ 2 ประเภทคือ ฐานข้อมูลออฟไลน์ และฐานข้อมูลออนไลน์ แบ่งตามเนื้อหาสารสนเทศที่ให้บริการแบ่งได้เป็น ฐานข้อมูลบรรณานุกรม และฐานข้อมูลฉบับเต็ม
ประเภทของฐานข้อมูลแบ่งตามลักษณะการใช้งานแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. ฐานข้อมูลออฟไลน์ (Offline Database) หมายถึงฐานข้อมูลที่จัดเก็บสารสนเทศไว้ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เช่น ซีดีรอม (CD-ROM) การปรับปรุงและการเรียกใช้งานฐานข้อมูลไม่สามารถทำได้ตลอดเวลา
2. ฐานข้อมูลออนไลน์ (Online Database) หมายถึงฐานข้อมูลที่ให้บริการผ่านทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่ผู้จัดการฐานข้อมูลสามารถปรับปรุงฐานข้อมูลให้ทันสมัยและผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา









โดย: **** นายสุรศักดิ์ พฤคณา 52100102101 คบ.ภาษาอังกฤษ หมู่ 8 พฤหัสบดี เช้า IP: 172.29.5.133, 202.29.5.241 วันที่: 27 ธันวาคม 2552 เวลา:16:20:48 น.  

 

แบบฝึกหัด
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย
ตอบ

Transactions คือรายการที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนไปจากรายการเดิมที่มีอยู่(ปกติอยู่ใน Master File หรือ Table)
Transaction Processing เป็นการนำรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปปรับปรุง(Update) รายการเดิมที่มีอยู่(Master) ให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
เมื่อการเป็น Multiusers ก็มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการทำการประมวลผลจึงมีการ Read Lock คือ lock record ไว้ใช้ในขณะทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว(Updated) ก็ใช้คำสั่ง Release Lock ซึ่งปกติจะอยู่ท้ายการ Update คือ write Master เพื่อป้องกันการ update ข้อมูลผิดพลาดและเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทำให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้

2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง
ตอบ

ทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง สื่อหรือวัสดุที่ใช้เก็บบันทึกสารสนเทศ เราใช้วัสดุหลายรูปแบบในการบันทึก ทั้งนี้เนื่องจากสารสนเทศมีทั้งตัวอักษร ข้อความ รูปภาพ และเสียง ซึ่งอาจจัดกลุ่มทรัพยากรสารสนเทศได้เป็น 3 ประเภทคือ

1. วัสดุตีพิมพ์ (printed materials)
2. วัสดุไม่ตีพิมพ์ (non-printed material)
3. ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronic database)

ทรัพยากรสารสนเทศแต่ละประเภทมีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนี้

วัสดุตีพิมพ์

วัสดุตีพิมพ์ หมายถึงวัสดุที่บันทึกสารสนเทศในรูปแบบของตัวอักษร ภาพและสัญลักษณ์อื่น ๆ โดยผ่านกระบวนการตีพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ กฤตภาค เป็นต้น วัสดุตีพิมพ์จัดแยกประเภทตามลักษณะรูปเล่มและวัตถุประสงค์ในการจัดทำได้ดัง นี้

1. หนังสือ

หนังสือเป็นสิ่งพิมพ์ที่รวบรวมสารสนเทศทั้งทางด้านวิชาการ สารคดีและบันเทิงคดี ให้เนื้อหาที่จบบริบูรณ์ในเล่มเดียวหรือหลายเล่มที่เรียกว่า หนังสือชุด ประเภทของหนังสือจัดแยกตามลักษณะเนื้อหา ได้ดังนี้
1.1 หนังสือวิชาการหรือหนังสือตำรา (text book) หมายถึงหนังสือที่ให้ความรู้ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง โดยผู้แต่งที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา การนำเสนอเนื้อหามักใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง มีภาพประกอบ ตาราง แผนภูมิ แผนที่ แผนผัง เพื่อการอธิบายเรื่องราวให้ละเอียดชัดเจน
1.2 หนังสือสารคดี หมายถึงหนังสือที่นำเสนอเรื่องราวกึ่งวิชาการเพื่อความเพลิดเพลินในการ อ่าน และหลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาสาระได้โดย ง่าย เช่น หนังสือนำเที่ยว หนังสือสรรพสาระ (Reader Dijet) เป็นต้น
1.3 หนังสือแบบเรียน หมายถึงหนังสือที่จัดทำขึ้นตามหลักสูตรรายวิชาเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน ของนักเรียนนักศึกษาในระดับต่าง ๆ นำเสนอเนื้อหาตามข้อกำหนดในหลักสูตร ต่างจากหนังสือตำราทั่วไปที่มีคำถามท้ายบทเพื่อให้ผู้เรียนได้ประเมินผลการ เรียนและทบทวนบทเรียน
1.4 หนังสืออ้างอิง (reference books) หมายถึงหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวข้อเท็จจริงในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า เช่น หนังสือสารานุกรม พจนานุกรม นามานุกรม หนังสืออ้างอิงชีวประวัติ หนังสืออ้างอิงภูมิศาสตร์ หนังสือรายปี หนังสือบรรณานุกรม หนังสือดัชนีและสาระสังเขป และหนังสือคู่มือ เป็นต้น โดยทั่วไปทางห้องสมุดจะจัดแยกหนังสืออ้างอิงออกจากหนังสือทั่วไป เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และมักจะไม่ให้ยืมออกจากห้องสมุด ทั้งนี้เพราะผู้ค้นคว้าต้องการคำตอบในปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยไม่จำเป็น ต้องอ่านตลอดเล่ม และเพื่อให้สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลา
1.5 วิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ (thesis or dissertation) เป็นรายงานผลการค้นคว้าวิจัยเพื่อขอรับปริญญาตามหลักสูตรในระดับปริญญาโท (thesis) และ ปริญญาเอก (dissertation) เนื่องจากเป็นรายงานผลการค้นพบสาระความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่ได้จากการสำรวจ ทดลอง วิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบภายใต้การให้คำปรึกษาจากอาจารย์ที่ ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่าง ๆ จึงเหมาะสำหรับการใช้เป็นข้อมูลประกอบการเขียนเอกสารตำราวิชาการ หรือรายงานภาคนิพนธ์
1.6 รายงานการวิจัย (research report) เสนอสารสนเทศที่เป็นผลผลิตจากการศึกษา ค้นคว้าวิจัย- เนื้อหามักประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ข้อความเกี่ยวกับ ผู้เขียน สาระสังเขป บทนำ วัตถุประสงค์ ขอบเขต และวิธีดำเนินการวิจัย ผลการวิจัย บทสรุป และ รายการอ้างอิง
1.7 รายงานการประชุมทางวิชาการ (proceedings) ให้สารสนเทศที่ได้จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเป็นข้อสรุปในการแก้ปัญหา ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรู้ใหม่ที่ค้นพบ หรือข้อตกลงในแผนงานหรือนโยบายใหม่ ที่นักวิชาการนำเสนอในการประชุมทางวิชาการหรือวิชาชีพ- -
1.8 นวนิยายและเรื่องสั้น (short story collection) เป็นหนังสือที่แต่งขึ้นตามจินตนาการ เน้นความสนุกความเพลิดเพลิน และความซาบซึ้งในอรรถรสวรรณกรรม สารสนเทศจากนวนิยายนำมาใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงข้อเท็จจริงไม่ได้

2. วารสารและนิตยสาร

วารสารและนิตยสารมาจากคำในภาษาอังกฤษ 3 คำ คือ Magazine, Journal และ Periodical มีความหมายแตกต่างกันตามลักษณะเนื้อหาที่นำเสนอ Magazine หรือเรียกว่า “นิตยสาร” มักจะเน้นเนื้อหาทางด้านบันเทิงคดี Journal หรือเรียกว่า “วารสาร” จะเน้นเนื้อหาทางวิชาการ ส่วนคำว่า Periodical หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นวาระ มีความหมายรวมทั้ง Magazine และ Journal เช่นเดียวกับคำว่า “วารสาร” ในภาษาไทยที่มีความหมายรวมถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นวาระ มีความหมายรวมทั้งนิตยสารและวารสาร
วารสารเป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกตามกำหนดระยะเวลาอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายสัปดาห์ รายปักษ์ (สองสัปดาห์) หรือรายเดือน ให้สารสนเทศในรูปแบบ “บทความ” จากผู้แต่งหลายคน เนื้อหาสาระอาจเป็นเรื่องในสาขาวิชาเดียวกัน หรือรวมเรื่อง ซึ่งอาจแบ่งประเภทวารสารตามลักษณะเนื้อหาเป็น 3 ประเภท คือ
2.1 วารสารวิชาการ (journals or periodicals) เช่น ราชภัฏกรุงเก่า/ จุฬาลงกรณ์รีวิว/ วารสารวิจัย/ วารสารราชบัณฑิตยสถาน/ พัฒนาชุมชน/ วารสารกฎหมายเพื่อชีวิต/ Journal of Science, Technology and Humanities/ Journal of Teacher Education / Educational Research/ ASEAN Journal on Science เป็นต้น
2.2 วารสารทั่วไปหรือนิตยสาร (magazine) เช่น เที่ยวรอบโลก / สารคดี/ สมุนไพรเพื่อชีวิต/ รักลูก/ สกุลไทย/ หญิงไทย/ สร้างเงินสร้างงาน/ สานแสงอรุณ/ ไฮ-คลาส/ ต่วย’ตูนพิเศษ/ National Geographic/ Discover/ Reader’s Digest เป็นต้น
2.3 วารสารข่าวหรือวิจารณ์ข่าว (news magazine) เช่น มติชนสุดสัปดาห์/ สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์/ เอกสารข่าวรัฐสภา/ Time/ Newsweek/ AsiaNews

3. หนังสือพิมพ์

หนังสือพิมพ์ (newspaper) เป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกตามระยะเวลาที่กำหนด อาจเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายปักษ์ แต่ส่วนใหญ่จะพิมพ์เผยแพร่เป็นรายวัน
ประเภทของหนังสือพิมพ์อาจจัดแยกตามลักษณะการนำเสนอเนื้อหาออกเป็น 2 ประเภทคือ หนังสือพิมพ์ปริมาณ และหนังสือพิมพ์คุณภาพ
หนังสือพิมพ์ปริมาณจะเน้นการเสนอเนื้อหาและวิธีการเขียนที่เร้าอารมณ์ ชวนอ่าน ข่าวส่วนใหญ่จะเป็น “ข่าวอ่อน” (soft news) เช่น ข่าวอุบัติเหตุ ข่าวสังคม ข่าวอาชญากรรม ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา เป็นต้น
หนังสือพิมพ์คุณภาพจะเน้นเสนอเนื้อหาที่ให้รายละเอียดตามข้อเท็จจริง วิธีการเขียนจะไม่เร้าอารมณ์เหมือนหนังสือพิมพ์ปริมาณ ข่าวส่วนใหญ่จะเป็น “ข่าวแข็ง” (hard news) เช่น ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมือง ข่าวต่างประเทศ ข่าวการศึกษา ข่าวศิลปะวัฒนธรรม เป็นต้น
หนังสือพิมพ์บางประเภทนำเสนอข่าวเฉพาะเรื่องเช่นข่าวธุรกิจ ได้แก่หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ ข่าวพาณิชย์ ฯลฯ หรือเสนอเฉพาะข่าวกีฬาได้แก่ โลกกีฬา สยามกีฬา ฯลฯ หรือเสนอข่าวการศึกษาและการจัดหางานได้แก่ วัฏจักรการศึกษา แรงงานไทย ตลาดแรงงานตลาดบันเทิง ฯลฯ ซึ่งหนังสือพิมพ์เฉพาะเรื่องจะออกเป็นรายสัปดาห์มากกว่ารายวัน
หนังสือพิมพ์และวารสารแตกต่างกันที่วิธีการนำเสนอเนื้อหา วารสารจะนำเสนอเรื่องราวสาระในรูปบทความเช่น บทความทางวิชาการ หรือสารคดี และหากเป็นวารสารข่าวจะนำเสนอในลักษณะการนำข่าวที่เกิดขึ้นมาวิพากษ์ วิจารณ์ ส่วนหนังสือพิมพ์จะนำเสนอข่าวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสด ๆ ในชีวิตประจำวัน

4. จุลสาร

จุลสาร (pamphlets) คือสิ่งพิมพ์ที่มีขนาดเล็ก ปกอ่อน ความหนาอยู่ระหว่าง 2 – 60 หน้า เป็นสิ่งพิมพ์ที่หน่วยงานราชการ องค์การ บริษัท ห้างร้าน สถาบัน สมาคมและหน่วยงานต่าง ๆ จัดพิมพ์เผยแพร่เรื่องราว ความรู้สั้น ๆ เนื้อหาทันสมัย อ่านเข้าใจง่าย แม้จะให้รายละเอียดไม่มากนัก แต่ใช้สำหรับค้นคว้าเพิ่มเติมและอ้างอิงได้

5. กฤตภาค

กฤตภาค (clipping) เป็นวัสดุตีพิมพ์ที่เกิดจากการเลือกและจัดเก็บ บทความที่น่าสนใจจากหนังสือพิมพ์หรือวารสารฉบับล่วงเวลา ซึ่งอาจเป็นข่าว บทความวิชาการหรือรูปภาพ เรื่องใดเรื่องหนึ่งเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาหาความรู้

6. สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ

สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่มีความพิเศษที่แตกต่างจากสิ่งพิมพ์ทั่วไป ทางด้านลักษณะรูปทรง วัสดุที่ใช้ในการบันทึก และการนำเสนอเนื้อหาสารสนเทศในลักษณะพิเศษเฉพาะเจาะจง สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษที่จัดให้บริการในห้องสมุดและสถาบันบริการสารสนเทศ ได้แก่
6.1 เอกสารสิทธิบัตร (patents) ให้สารสนเทศเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการประดิษฐ์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ประกอบด้วยรายละเอียด 3 ส่วน คือรายละเอียดทางบรรณานุกรม การประดิษฐ์ และรายละเอียดการขอถือสิทธิตัวอย่างเอกสารสิทธิบัตรแสดงในรูปภาพที่
ขอบเขตสาระสำคัญในเอกสารสิทธิบัตรแต่ละฉบับ จะให้ความรู้ไม่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดเช่น เอกสารสิทธิบัตรเรื่องเครื่องพิมพ์ดีด ในเอกสารสิทธิบัตรฉบับหนึ่งจะกล่าวถึงกลไกการป้อนกระดาษ อีกฉบับหนึ่งจะบรรยายเฉพาะกลไกการบังคับการหมุนของผ้าหมึก ดังนั้น ถ้าจะสร้างเครื่องพิมพ์ดีด ก็จะต้องศึกษาวิธีการทำเครื่องบังคับกลไกต่าง ๆ ของเครื่องพิมพ์ดีดในเอกสารสิทธิบัตรหลายฉบับ
แหล่งบริการเอกสารสิทธิบัตรติดต่อขอใช้บริการได้ที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ถนนสนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี และสำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมวิทยาศาสตร์บริการ หรือที่เว็บไซต์ http://siweb.dss.go.th/patent
6.2 เอกสารมาตรฐาน (Standards) เป็นเอกสารที่ระบุข้อกำหนดหรือเกณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงคุณภาพ ความเหมาะสม ความปลอดภัย หรือคุณค่าของสิ่งของ เครื่องมือ และวิธีการปฏิบัติ ที่เป็นมาตรฐาน เอกสารประเภทนี้สามารถนำไปใช้เป็นเอกสารอ้างอิงในการกำหนดระเบียบ คู่มือ หรือใช้เป็นข้อบังคับในทางกฎหมายได้ เอกสารมาตรฐานประกอบด้วยสารสนเทศ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นเนื้อหามาตรฐานและส่วนข้อมูลเพิ่มเติม
ส่วนเนื้อหามาตรฐานประกอบด้วย บทนิยาม ลัญลักษณ์และตัวย่อ คุณลักษณะที่ต้องการ (requirements) การชักตัวอย่าง (sampling) วิธีทดสอบ (test methods) การแบ่งประเภท(classification) การเรียกชื่อขนาด(designation) การทำเครื่องหมาย ฉลาก การบรรจุหีบห่อ ผนวกของเนื้อหามาตรฐาน
แหล่งบริการเอกสารมาตรฐานได้แก่ องค์การค้าระหว่างประเทศ เช่น ไอเอสโอ (International Organization for Standardization – ISO) องค์การมาตรฐานภูมิภาค เช่น มาตรฐานยุโรป หรือ อีเอ็น (Europaische Norm – EN) สำหรับเอกสารมาตรฐานของไทยติดต่อขอใช้บริการได้ที่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม หรือที่เว็บไซต์


โดย: นายวัชระ ทาสะโก 52100102105 คบ.ภาษาอังกฤษ หมู่ 8 พฤหัสบดี เช้า IP: 1.1.1.81, 202.29.5.242 วันที่: 27 ธันวาคม 2552 เวลา:20:30:11 น.  

 
2.1. Transacction Processing คืออะไรจงอธิบาย

ตอบ

การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ
2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)
2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการใช้งาน

ข้อดี
1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนทันทีทันใด
2. สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ได้รับผลลัพธ์ที่ทันสมัย

ข้อเสีย
1. โอกาสผิดพลาดมีมากกว่าวิธีแบบชุดเนื่องจากตรวจทานที่หน้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2 . การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่า



2.2. ทรัพยากรสารสนเทศ มีอะไรบ้าง

ตอบ

ทรัพยากรสารสนเทศ ที่มีบริการในห้องสมุด ได้แก่
- หนังสือ
- วารสาร
- หนังสือพิมพ์
- ผลงานวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
- วิทยานิพนธ์
- ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ฉบับกฤษฏีกา (ฉบับ ก) ฉบับฐานันดร (ฉบับ ข)
และฉบับประกาศทั่วไป(ฉบับ ข)
- โสตทัศนวัสดุ เช่น เทป , ซีดี-รอม
การจัดหมวดหมู่หนังสือ
หนังสือทั่วไป การจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วไป ใช้ระบบทศนิยมของดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) ซึ่งใช้ตัวเลขแทนสัญลักษณ์เนื้อหาของหนังสือ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
000 ความรู้ทั่วไป (Generalities)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy & Psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Language)
500 วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Natural sciences & Mathematics)
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology (Applied sciences))
700 ศิลปะ วิจิตรศิลป์ และมัณฑนศิลป์ (The Arts, Fine and Decorative Arts)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ (Geography & History)
งานวิจัย
การจัดหมวดหมู่เหมือนหนังสือทั่วไป (ใช้สัญลักษณ์หนังสือ คือ ว / T)

สิ่งพิมพ์รัฐบาล
จัดแยกตามหน่วยงานที่เผยแพร่สิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยจัดแยกย่อยตามหน่วยงานที่เผยแพร่ เช่น กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และอื่น ๆ (โดยสัญลักษณ์หนังสือ คือ สร. )
ผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการกรมธนารักษ์
จัดขึ้นชั้นของผลงานทางวิชาการ โดยจัดเรียงตามลำดับตำแหน่ง ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลได้ในระบบสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุด เมื่อต้องการใช้โปรดจด หมายเลขผลงาน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือสามารถหยิบเองได้


โดย: นาย นุกุลกิจ ลีทุม 52100102146 คบ.อังกฤษ หมู่ที่ 8 พฤหัสบดี เช้า IP: 172.29.5.133, 61.19.118.250 วันที่: 17 มกราคม 2553 เวลา:14:43:02 น.  

 


โดย: ปานิสา IP: 118.172.96.226 วันที่: 13 มิถุนายน 2554 เวลา:13:54:02 น.  

 


โดย: พงษ์ธร IP: 118.172.96.226 วันที่: 13 มิถุนายน 2554 เวลา:13:57:25 น.  

 
โคตรของโคตรเยอะ


โดย: อามิก้า IP: 182.93.198.117 วันที่: 29 มิถุนายน 2554 เวลา:9:25:33 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 
neaup
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




มาเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้กันนะคะ
[Add neaup's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com