Group Blog
 
 
เมษายน 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
4 เมษายน 2552
 
All Blogs
 
จอมใจเศรษฐวัตร จอมทัพศรีสุริยวรมัน บทเจ็ด : สรีบนเสลี่ยงทอง







บทเจ็ด : สรีบนเสลี่ยงทอง




เสลี่ยงไม้คานหามประทุนสูงสลักลายวิจิตรรูปจันทร์เสี้ยวคลุมม่านลายทองทอด้วยผ้าฝ้ายบางเบาสอดดิ้น เปล่งประกายระยับยามต้องแสงสุริยา เสลี่ยงทองงามงดพรั่งพร้อมไปด้วยเหล่านางในและคานหามล้อมด้วยทหารองครักษ์ผู้ติดตามอย่างแน่นหนาแสดงถึงบรรดาศักดิ์ของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี




ทหารเลวร่างกายกำยำสันทัดสี่นายแบกหามเสลี่ยงทองเบาพริ้วยามเคลื่อนที่ออกจากศรีจันทราพิมาน เหล่านางกำนัลเกือบสิบนางเดินนำขบวนเสลี่ยงงามมุ่งสู่ป่าละเมาะใกล้แนวกำแพงพิมานหลวง มธุมานางพระกำนัลวัยกำดัด เดินเคียงข้างพระพี่เลี้ยงที่ทำหน้าง้ำคล้ายไม่สบอารมณ์ผู้ใด




ข้างกายสรีสาวใหญ่ประกบด้วยหนุ่มน้อยใบหน้าเกลี้ยงเกลาหมดจดคล้ายสรีในชุดคลุมแพรจีนมิดชิดสีน้ำตาลเข้มเป็นมันเงาจนเกิดประกาย ร่างโปร่งสูงสง่าภูมิฐานโดดเด่นอยู่ท่ามกลางขบวนคาดรัดเอวด้วยแถบแพรสีดำสนิทพันทบสองรอบ อย่างแน่นหนาเพื่ออำพรางอาวุธร้ายชายผ้าพริ้วด้านข้างปลิวไหวยามเคลื่อนกาย ประกบซ้ายขวาตามติดด้วยชายฉกรรจ์สามคนร่างกายกำยำสูงโปร่งผิวเข้มผมยาวรวบสูงไว้หลวมๆสวมเสื้อคอปิดแขนยาวผ่าอก คาดเอวด้วยผ้าสีเข้มท่าทางแข็งแรงทะมัดทะแมงเดินกระหนาบข้างขบวน




ขบวนเสลี่ยงลุสู่ป่าละเมาะนอกเขตกำแพงหนุ่มน้อยหน้าหวานคล้ายสรีบุ้ยใบ้พยักหน้าให้ข้าหลวงนามว่าสุรายา' เคลื่อนขบวนต่อไปข้างหน้าทำทีว่าเพื่อไปนมัสการพระมหาเทพเชิงเขาบรรพตคิรีที่อยู่ไม่ไกล ร่างโปร่งของบุรุษหนุ่มพร้อมพรรคพวกกลับขยับแยกออกจากขบวนเร้นกายหลบข้างป่าละเมาะ




พลางโจนขึ้นม้าที่ผูกเตรียมไว้ตามติดด้วยทหารสนิทสามนายเผ่นทะยานออกไปนอกกำแพงเมืองอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าม้าพันธุ์ดีดังกึกก้องสะท้อนหายเข้าไปในป่าใหญ่ท่ามกลางสายตาที่เป็นห่วงเป็นใยนักหนาของนางพี่เลี้ยงสูงวัยที่เหลือบแลตามหลังบุรุษหนุ่มน้อยไปจนลับตา




ตะวันแรงแผดแสงจ้าเกือบตรงหัวแล้วแต่ยังไม่มีวี่แววแม้เงาของบุรุษหนุ่มน้อยแต่อย่างใด นางกำนัลสูงวัยเดินวนกลับไปกลับมาน่าเวียนหัวปากบางขมุบขมิบบ่นพึมพำในลำคอจนนางในคนสนิทของพระธิดาต้องออกปากปลอบใจ



" นั่งพักเสียหน่อยท่าจะเข้าทีนะคะ ประเดี๋ยวลมแร้งจับจะป่วยไข้เอา " เสียงใสอ่อนวัยกว่าออกปากเตือนอย่างเป็นห่วง




สิ้นเสียงใสนางพี่เลี้ยงสูงวัยปรายหางตาตวัดค้อนกลับดั่งสาวรุ่น เสียงฝีเท้าม้าหลายตัวควบดังกระหึ่มใกล้เข้ามาทำให้การสนทนาของสรีทั้งคู่หยุดชะงักลง ร่างบุรุษหนุ่มน้อยบนหลังม้าสีน้ำตาลเข้มฝีเท้าดีท่ามกลางสหายสนิททั้งสามพุ่งตรงมายังขบวนเสลี่ยงนำมาซึ่งความยินดีปรีดาให้นางพี่เลี้ยงนักหนา ใบหน้าที่งุดง้ำเปลี่ยนเป็นยิ้มร่าอย่างดีอกดีใจ




ร่างสูงโปร่งกระตุกม้าให้หยุดข้างป่าละเมาะบุรุษหนุ่มน้อยค่อยๆก้าวลงจากหลังมาอย่างงามสง่า มือขวาเรียวยาวยกขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลโทรมกายแสงแดดเพลาเที่ยงแผดเผาจนแก้ออกสีแดงจัดดั่งลูกตำลึง ทันทีที่ก้าวลงจากหลังม้าเดินมาสบทบกับขบวน นางพี่เลี้ยงวิ่งปราดไปก้มแทบเท้าคนเบื้องหน้าปากสั่นระรัวถามไม่หยุดหย่อน




" เสด็จถึงไหนเพคะ ทำไมนานนัก หม่อมฉัน....." เสียงคนถามค้างคาไว้ยังไม่ทันพูดจบคนฟังนอกจากจะไม่ใส่ใจที่จะฟังแล้วแถมยังพูดแทรกกลบเสียงเสียสิ้น



" มีน้ำหรือไม่ กระหายเหลือเกิน " เสียงนุ่มหูร้องถามนางกำนัลสาวใหญ่
นางกำนัลคนสนิทรีบคลานหยิบกระบอกไม้ไผ่ลำใหญ่บรรจุน้ำเกือบเต็มทูลถวาย หนุ่มน้อยหน้ามนยกกระบอกไม้ไผ่ดื่มรวดเดียวเพื่อดับกระหาย แล้วยื่นกระบอกไม้ไผ่เดียวกันนั้นส่งให้สหายผู้ติดตามทั้งสามคน




วารินทร์ สิงหา ปราการสามทหารคนสนิทสามพี่น้องมองหน้าส่งสายตาให้กันและกันไปมาอย่างชั่งใจ คนร่างสูงใหญ่หนากำยำที่ยืนใกล้ตัวบุรุษร่างบางจึงยกมือกร้านหนาถวายความเคารพก่อนรับกระบอกน้ำนั้นมาแบ่งปันดื่มกิน สายตากร้าวดุดันของชายทั้งสามทอแววจงรักและภักดีสุดซึ้ง




นางพี่เลี้ยงหมอบก้มอยู่กับพื้นเบื้องล่างมองตามมือใหญ่หนาปรายหางตาค้อนขุ่นเขียวอย่างไม่พอใจ แต่ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา ด้วยรู้ดีแก่ใจว่าน้ำพระทัยพระธิดาศิริจันฑรานั้นช่างยิ่งใหญ่มหาศาลดั่งมหาสมุทรจึงหยุดปากเอาไว้แต่ใช้หางตากำราบพระสหายสนิททั้งสามแทน




ขบวนเสลี่ยงคานหามประทุนทองย้อนกลับเข้าแนวกำแพงเมืองเพื่อเคลื่อนกลับสู่พิมาน ระหว่างทางกลับนั้นต้องผ่านทางลาดปูด้วยอิฐทอดยาวสุดทางเชื่อมต่อกับตลาด เพลาบ่ายคล้อยแดดเริ่มนายตลาดวายไปมากแล้วผู้คนไม่ขวักไขว้มากเท่าเพลาเช้าตรู่ เสลี่ยงทองคลุมม่านมิดชิดเคลื่อนใกล้ทางแยกเข้าเขตกำแพงราชฐานชั้นใน




แสงแดดยามบ่ายคล้อยสาดกระทบร่างสรีเจ้าของเสลี่ยงที่ประทับนั่งอยู่ภายในเกิดเป็นเงาทาทาบม่านทอง ด้านซ้ายของขบวนเสลี่ยงทองขนาบด้วยบุรุษหนุ่มน้อยชาวจีนและปราการทหารสนิท ตามติดด้านขวาด้วยสิงหาและวารินทร์สองนายทหารฝีมือดี เบื้องหน้าสุดเดินนำโดยนางพี่เลี้ยงหน้าง้ำและนางมธุมาตามด้วยเหล่าสรีนางในอีกจำนวนหนึ่ง ระหว่างที่ขบวนเคลื่อนออกมาได้สักระยะผู้คนสองข้างทางบางตา ยามพบเห็นขบวนต่างหยุดหมอบลงก้มกราบแทบพื้นตามราชประเพณีรอจนขบวนเคลื่อนผ่านไปจึงลุกขึ้นแยกย้ายไปตามกิจของตน




ฉับพลันสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็พลันบังเกิดขึ้นอิฐก้อนเขื่องหนาขนาดมือกำไม่มิดกลิ้งออกมาจากข้างทางคล้ายถูกจับโยนออกมาทำให้ทหารแบกเสลี่ยงหัวขบวนขวาก้าวสะดุดก้อนอิฐเสียการทรงตัวจนเสลี่ยงเอียงวูบตาม ม่านทองไหวพะเยิบพยาบ เผยให้เห็นร่างสรีบนเสลี่ยงที่มีสีหน้าตระหนกเกาะกุมยึดพื้นไว้แน่น บุรุษหนุ่มน้อยทำตากร้าวมองหาที่มาของก้อนอิฐ ร่างโปร่งในคราบบุรุษกระโจนพรวดวิ่งเข้าข้างทางตามติดคนวิ่งหนีที่เห็นหลังไวๆวารินทร์ สิงหา ปราการพอได้สติถลาตามนายไปติดๆ




ขณะที่บุรุษหนุ่มน้อยหน้ามนตามประชิดติดทันตัวคนร้ายมือเรียวบางกระชากไหล่หมายไถ่ถามเหตุผล แต่คนวิ่งหนีเบี่ยงกายหลบหันหน้ากลับมาประจันบุรุษที่ตามมาเบื้องหน้า มือขวาตวัดดาบคมในมือใส่ร่างนั้นอย่างไม่ปรานี ร่างโปร่งแคล่วคล่องถอยเท้าเลี่ยงเบี่ยงกายหลบฉากออกมามือบางตะปบที่ชายพกชักอาวุธมีดสั้นคู่กายปลายแหลมเรียวคมปลาบออกมาตั้งท่าเตรียมพร้อม เจ้าของดาบใหญ่สบโอกาสรีบเตรียมหันหลังหนี




แต่ช้ากว่าบุรษร่างบางที่กระโจนพรวดเดียวถึงตัวคนร้าย จ้วงแทงแขนขวาถากไปแต่ก็ได้เลือด คนร้ายไม่ทันระวังตัวได้แผลยาวถึงไม่ลึกมากแต่เลือดสาดไหลลงแขนเป็นทางปรายหางตากร้าวดูบาดแผลที่แขนตน ร่างบางแต่ปราดเปรียวได้จังหวะเข้าตามเตะซ้ำบนบาดแผลจนร่างใหญ่หนากำยำคล้ายทหารในคราบพรานป่าเซถลาเกือบเสียหลักล้มลงยังผลให้ดาบใหญ่ในอุ้งมือกระเด็นหลุดไปอีกทาง มือหนาใหญ่ยกกุมต้นแขนขวาเอาไว้หน้าดำคล้ำแสดงอาการเจ็บปวด




ก่อนที่บุรุษหนุ่มได้ทีได้จังหวะจะตามจ้วงแทงซ้ำคนที่เสียหลักอยู่เบื้องหน้า มือเรียวใหญ่แข็งแรงของคนร่างสูงตระหง่านที่ตามเข้ามาช่วยคนร้ายที่จวนเจียนจะถูกจับได้คว้ากระชากข้อมือขวาบางเรียวที่กุมมีดสั้นไว้แน่นจับบิดอย่างแรงจนเจ้าของมือจำต้องยอมปล่อยมีดในอุ้งมือ เสียงมีดคมบางเรียวแหลมหลุดร่วงหล่นลงกระแทกพื้นข้างล่างเสียงดังแกร๊ก




หน้าหวานคล้ายสรีบิดเบี้ยวเหยเกด้วยความเจ็บปวด เจ้าของร่างสูงตระหง่านแววตากร้าวดุดันเป็นประกายขยับข้อมือใหญ่แข็งแรงบังคับแขนของหนุ่มหน้ามนให้ไผล่ไปข้างหลังก่อนผลักร่างโปร่งค่อนข้างสูงกระเด็นเซถลาออกมาปะทะกับร่างของวารินทร์สหายสนิทที่วิ่งตามเข้ามา




สายตาของคนที่เพิ่งถูกผลักกระเด็นออกมากระด้างแข็งกร้าวดุดันไม่แพ้ร่างใหญ่สูงตระหง่านที่จ้องกลับมา วาวตาสีนิลเข้มจ้องดวงตาสีน้ำตาลเข้มคมกลมโตของคนเบื้องหน้าอย่างไม่สะทกสะท้าน ดวงหน้าเข้มขรึมคมคายประจันหน้าดวงหน้าหวานคล้ายสรีนิ่งนานจวบจนได้ยินเสียงฝีเท้ากลุ่มคนที่วิ่งตามมาสิงหา ปราการและเหล่าทหารคนอื่นๆที่ถูกเรียกตัวมาสบทบถลาเข้ามาเคียงข้างร่างบุรุษหนุ่มน้อยที่ยืนกุมข้อมือขวาหน้าเรียบนิ่ง คิ้วโก่งบางได้รูปของคนข้อมือเจ็บขมวดเข้าหากันพลางส่งเสียงพึมพำในลำคออย่างแผ่วเบาจนเกือบไม่ได้ยิน




" เจ้า........ เจ้าคนที่เคยช่วยข้า " เสียงท้ายประโยคขาดหายไปในลำคอ
ร่างใหญ่สูงตระหง่านและสหายคนสนิทฉวยโอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามเผลอตัวรีบเผ่นถลาหลบรอดออกไปได้ สามทหารคนสนิทขยับร่างหมายถลาตามแต่ถูกนายร้องห้ามไว้เสียก่อน



" ไม่ต้องตาม " สุรเสียงแหวแผดก้อง มือเรียวบางกุมข้อมือขวาที่เจ็บไว้แน่นรอยช้ำแดงเขียวคล้ำเป็นปื้นรอบข้อมือขวาบางของร่างบุรุษหนุ่มน้อยเด่นชัดขึ้น




" เป็นอย่างไรบ้างพ่ะยะค่ะ " วารินทร์พี่คนโตทหารสนิททูลถาม
สายตาจ้องข้อมือเรียวบางของนายน้อยมีแววกังวลกับอาการบาดเจ็บของนายไม่ใช่น้อย แต่หามีเสียงโอดโอยครางหลุดออกมาไม่ หทัยแข็งดุจศิลาสลักก็ไม่ปาน




" ไกลหัวใจ " คนข้อมือยังเจ็บตอบเสียงเข้มเรียบไม่แสดงอาการเจ็บปวดใดๆออกมา




เหตุการณ์โกลาหลชุลมุนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำเอาเหล่านางในขบวนขวัญเสีย สุรายาสาวใหญ่พระพี่เลี้ยงหน้าซีดหน้าเสียกว่าใครเดินผล่านกระสับกระส่ายไปมา ทันทีที่บุรุษหนุ่มน้อยแหวกกลุ่มคนที่เฝ้าดูเหตุการณ์ออกมา นางกำนัลสูงวัยก็ถลาไปหมอบแทบเท้าน้ำตาคลอ




" นิดหน่อยเอง " เสียงตรัสเอ่ยแผ่วเบา แต่คนแทบเท้าเงยหน้าเศร้าทำหน้าตาหน้าสงสาร ท่าทางเป็นเอาหนักขอบตาแดงเรื่อคล้ายกับจะร่ำไห้จนคนข้อมือยังเจ็บต้องพูดปลอบ




" ตอนฝึกขี่ม้าหัดศัสตราวุธ ทั้งธนูหน้าไม้ใหม่ๆเจ็บเสียยิ่งกว่า อย่ากังวลไปเลยสองวันก็หายแล้ว "เสียงเรียบเอ่ยตอบปลอบใจคนขี้กังวลเบาๆสรีสูงวัยหมอบแทบเท้ายกมือบางเรียวของนายมาทูลเหนือหัวอย่างรักใคร่เอ็นดู




ขบวนเสลี่ยงลุสู่ศรีจันทราพิมาน นางพี่เลี้ยงสูงวัยร้องเรียกให้นางโขลนร่างใหญ่รีบไปตามพราหมณ์เวชโอสถประจำ พระตำหนัก ให้เร่งรุดมาดูพระอาการทันทีที่เดินมาถึง ร่างบางอรชรประทับนั่งบนพระที่นิ่งท่ามกลางเหล่านางกำนัลและสหายสนิททั้งสามคน ข้อมือขวาเรียวบางพอกด้วยสมุนไพรแก้เคล็ดปวดบวมพันทับด้วยผ้าฝ้ายบางเบาสี ตุ่นๆพราหมณ์ใหญ่ประจำพิมานถวายการรักษาอย่างเบามือ ร่างอ้วนเตี้ยในชุดขาวสีมอขยับร่างถอยห่างคลานมาหมอบข้างๆพระที่




“ กระหม่อมพอกยาสมุนไพร ทรงเสวยพระโอสถร่วมด้วยไม่เกินห้าทิวาอาการเคล็ดปวดบวมจะทุเลา คงเหลือแต่รอยเขียวช้ำคล้ำแดงที่จะค่อยๆจางลงพ่ะยะค่ะ " เสียงทุ้มแหบพร่าของพราหมณ์เฒ่าทูลเล่าพระอาการ




ดวงพักตร์งามผุดผาดบนพระที่พยักหน้ารับรู้แต่ไม่ตรัสอะไรต่อ สายพระเนตรงามคมกลมโตทอดนิ่งอย่างใช้ความคิด พราหมณ์เฒ่าร่างกลมพร้อมผู้ช่วยอ่อนวัยกว่าจึงกราบบังคมทูลลาขยับร่นถอยร่างคลานออกมานอกห้องบรรทม เหล่านางกำนัลนำโดยสุรายาพี่เลี้ยงหมอบก้มคลานต่ำขยับร่างถอยทยอยออกจากห้องตามกันไปสองนางในท้ายสุดค่อยๆบรรจงปิดพระทวารแล้วหมอบเฝ้ารออยู่หน้าห้องพระบรรทม เหลือเพียงมธุมานางกำนัลคนสนิทและสหายทั้งสามประทับสนทนากันตามลำพัง




พักตร์งามสวยผุดผาดบนพระแท่นบรรทมทำท่าเคร่งคิดเหตุการณ์เพลาบ่ายยังคงรบกวนหทัย คนร่างสูงตระหง่านหน้าตาคมคายสายตากร้าวดุดันผู้นั้นเป็นใครกัน ท่วงท่าที่ผึ่งผายองอาจน่ายำเกรงสะดุดตามิใช่น้อย ดวงเนตรคมกลมวาวประกายระยับหัตถ์บางซ้ายกุมข้อมือเจ็บไว้หลวมๆ




หากร่างใหญ่มือเรียวแข็งแรงนั้นออกแรงเพิ่มเพียงน้อยนิดข้อมือเรียวบางข้างนี้คงหักสะบั้นอย่างง่ายดาย ดวงหน้าคมคายดุดันแข็งกร้าวในมโนสำนึกนั้นใจกลับแฝงไว้ซึ่งความอารีหยุดยั้งมือใหญ่เรียวอย่างตั้งใจ ผู้ที่ชำนาญยุทธวิธีปะทะแบบประชิดเท่านั้นพึงรู้ดีแต่ทำไมถึงมีสหายเป็นโจรไพรไปได้ พักตร์งามหวานสวยมุ่ยหมกหมุ่นคิดไม่ตก




" เจ้าคิดว่ามันเป็นพวกใด วารินทร์ " สุรเสียงคนบนพระที่ตรัสคล้ายกริ้ว



เอ่ยถามเป็นภาษาจีนชัดถ้อยชัดคำ การใดก็ตามที่เป็นความลับและเป็นความเมืองการเจรจาถ้อยความเหล่านั้นมักถูกหยิบยกด้วยถ้อยคำจีนเพื่อมิให้ผู้ใดล่วงรู้ถึงความนั้นได้โดยง่ายวารินทร์ สิงหา ปราการเป็นเพื่อนสนิทและเป็นบุตรพระนม




พระนมเป็นสรีจีนลงเรือเป็นลำเดียวกันมากับพระมารดาตั้งแต่กาลก่อนคอยรับใช้พระนางจวบจนสวรรคาลัยและกลายเป็นพระนมของเจ้านางศิริจันฑราและพระเชษฐาในเพลาต่อมา บุตรทั้งสามของนางได้รับการถ่ายทอดเรียนรู้คำจีนจนเชี่ยวชาญมักเป็นคู่สนทนาของพระเชษฐาและเจ้านางศรีจันฑราอยู่เนืองๆ




" ดูจากคนรูปร่างสูงใหญ่แม้จะแต่งกายคล้ายพรานแต่ชำนาญศิลปะแบบประชิดตัวไม่น่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดา ส่วนเจ้าคนที่เล็กเตี้ยล่ำกว่ามัดกล้ามแข็งแรงน่าจะเป็นทหารมากกว่าโจรป่าทั่วไป พ่ะยะค่ะ " นายทหารองครักษ์ร่างสูงหนาทูลถวาย หน้าคล้ำเข้มหันไปมองน้องชายอีกสองคนที่หมอบก้มอยู่ด้านข้าง ที่หันมาสบตาพยักหน้าคล้ายจะเห็นด้วย




" สิงหา ปราการ เจ้าทั้งสองจงเร่งสืบหาให้ได้ว่าพวกมันเป็นใคร แล้วมารายงานข้า " พักตร์หวานเคร่ง ตรัสสั่งคำจีน แผดลั่น




" ส่วนเจ้า จงไปเร่งสืบความเคลื่อนไหวของเจ้าชายเศรษฐวัตรว่าทรงเสด็จมาเพื่อกิจใด ข้าไม่เชื่อว่าทรงเสด็จมาเพียงเพื่อร่วมงานฉลองพระชนมพรรษาของเสด็จลุงแต่เพียงอย่างเดียว " สุรเสียงตรัสเข้มเย็นเยียบจับใจ




" พ่ะยะค่ะ " สามสหายสนิทรับคำบัญชาเสียงดังชัดเจนแล้วจึงถวายบังคมลาพากันคลานกลับออกนอกห้องพระบรรทมไป มธุมาจึงค่อยๆคลานตามออกมาพอบานพระทวารปิดสนิทวรองค์แบบบางถอนปัสสาสะอย่างเหนื่อยล้า แววเนตรครุ่นคิดทอดองค์เผลอหลับไปบนประแท่นบรรทมด้วยความเหนื่อยอ่อน



Create Date : 04 เมษายน 2552
Last Update : 25 ตุลาคม 2556 13:32:39 น. 0 comments
Counter : 234 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Setakan
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





อยากให้คนที่เข้ามาได้รอยยิ้ม
และความสุขกลับไปค่ะ

..................

นิยายปี 53










นิยายปี 54










งานเขียนในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ. พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ส่วนหนึ่งส่วนใด โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร




TOP : Users Online hits
Friends' blogs
[Add Setakan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.