Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2560
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
30 พฤษภาคม 2560
 
All Blogs
 
กว่าจะถึงวันนี้ วันที่ลูกของแม่มีอายุครบ "หนึ่งขวบ"






กระทู้สนทนา
กว่าจะถึงวันนี้ วันที่ลูกของแม่มีอายุครบ "หนึ่งขวบ"

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนนะคะ ว่ากระทู้นี้ยาวมากกกกก
อยากบอกเล่าถึงเรื่องราวของเด็กน้อยคนนึง ที่หนึ่งปีของเขาไม่เหมือนเด็กคนอื่น
อยากให้กระทู้นี้เป็นกำลังใจให้คุณแม่หลายๆ คนที่เหนื่อยและท้อกับการเลี้ยงลูก
อยากให้เห็นว่า เด็กคนนึงเค้าเก่งและอดทนได้ขนาดไหนค่ะ


ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองตั้งท้อง มีเจ้าตัวน้อยๆ เพิ่มมาอีกหนึ่งชีวิตให้ต้องดูแล
แม่ก้อเฝ้าทะนุถนอม เจ้าตัวน้อยในท้องของแม่อย่างดี
เวลาค่อยๆ ผ่านไปอย่างช้าๆ ลูกของแม่เติบโตขึ้นทีละนิด ทีละนิด
แม่ก็เฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ที่จะได้เห็นหน้าหนู
สงสัยเจ้าตัวน้อยไม่อยากให้แม่รอนาน เช้าวันหนึ่งขณะที่กำลังจะไปทำงานตามปกติ
ทั้งๆ ที่ไม่ปวดท้อง ไม่มีอาการผิดปกติอะไร แต่ทำไมมีน้ำใสๆ คาวๆ ไหลออกมาเยอะจัง
ตายละหว่า ว่าแล้วก็รีบไป รพ.ให้ไว ซักประวัติ สอบถามอาการอยู่แป๊บเดียว ก็ได้ไปนอนรออยู่ห้องรอคลอด
นอนรอจนเย็นจนมืด ปวดท้องนิดๆ หน่อยๆ เป็นระยะๆ ในใจก็
แอบสงสัยนิดๆ เดี๋ยวนี้เค้าไม่ต้องมาตรวจว่าปากมดลูกเปิดไปกี่เซ็นแล้วหรอ
นอนสงสัยอยู่ได้ไม่เท่าไหร่ ประมาณเกือบๆสองทุ่ม
ถึงบางอ้อตอนที่ จะโดนเข็นไปห้องผ่าตัด อ้าวตกลงชั้นต้องผ่าคลอดหรอ ????
ไม่เห็นมีใครมาบอกหรืออธิบาย อะไรก่อนเลย จู่ๆ ก็เข็นไปผ่าคลอด ซะงั้น!!!
เอาวะ ผ่าก็ผ่า สงสัยเป็นเพราะน้ำเดินก่อนกำหนดเลยต้องผ่ามั้ง
ถึงห้องผ่าตัดได้ไม่เท่าไหร่ พยาบาลและหมอ ก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง ให้ดมยาทีเดียวหลับเป็นตาย

รู้ตัวอีกที สามทุ่มกว่าๆ รู้สึกเจ็บๆ มึนส์ๆ ใจก็คิดแต่ว่าลูกชั้นเป็นยังไงมั่ง ปลอดภัยดีรึเปล่า
แต่เวลานั้นถามใครไม่ไหว พูดอะไรไม่ออกด้วยความเจ็บ เลยหลับต่อไปจนเช้า
ด้วยความที่คลอดกระทันหัน หมอที่ฝากพิเศษไว้ก็ไม่ว่างมาทำคลอดให้
ห้องพิเศษก็ยังไม่ได้จอง รู้สึกตัวตื่นอีกที อยู่ในห้องรวม ซึ่งคนเยอะแยะ และร้อนมาก
พอเริ่มตั้งสติได้เห็นพยาบาล เราก็ถามถึงลูกทันทีด้วยความเป็นห่วง
ไม่ได้รับคำตอบใดจากพยาบาล นอกจากคำถามหาพ่อของเด็ก แถมพยาบาลยังบ่นต่อท้ายอีกว่า
เบอร์โทรที่ให้ไว้ ก็ติดต่อไม่ได้ โทรตั้งหลายรอบแล้ว ไม่ติดซักที เราก็งง แล้วลูกชั้นล่ะ
ไมไม่บอกชั้นว่าลูกชั้นเป็นยังไงบ้าง จะคุยแต่กับพ่อเด็กอย่างเดียว คุยกับแม่เด็กไม่ได้เรอะ
สุดท้ายเลยให้เบอร์บ้านไป ถึงได้ติดต่อพ่อเด็กได้ จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ได่คำตอบใดๆ เรื่องลูก
คนเป็นแม่ก็เริ่มเครียด ซิคะ น้ำตาไหลพรากๆ คิดไปต่างๆ นาๆ พยาบาลก็เข้ามาปลอบ
บอกแต่ว่า ไม่ต้องคิดมาก นอนพักผ่อนไปก่อน พยาบาลก็พูดได้ดิ่ค้าาา ลูกชั้นทั้งคนนะ
เล่นไม่บอกอะไรกันเลย แล้วจะไม่ให้ชั้นคิดมากได้งัยยย

จบตอนแรกก่อน ไปทำงานต่อแปร๊บบบบค่ะ
12 ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
มาต่อค่ะ ภาคสองค่ะ

นอนพะวังพะวง สงสัย จนสิบเอ็ดโมง  ห้องเปิดให้ญาติเข้าเยี่ยมได้ เห็นหน้าแฟนก็รู้ได้ในทันที ว่าต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ
แฟนทำท่าไม่อยากบอกอะไรเรา แต่เราไม่ยอมบอกแฟนว่า ให้บอกมาเถอะ ลูกชั้นจะเป็นยังไงชั้นก็รับได้
ทำใจไว้แล้วว่าต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ แต่พอรู้ว่าลูกน้อยของแม่ เกิดมาไม่มีรูก้น เท้าบิดผิดรูป
และหมอยังบอกว่า น่าจะเป็นดาวน์ซินโดรมด้วย โดยดูจากลักษณะทั่วๆ ไปของน้อง
ส่วนอาการอย่าวอื่นยังไม่ได้ตรวจละเอียด ยังไม่รู้ว่าจะมีอะไรเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า
ที่น่าเป็นห่วงคือโรคหัวใจ และตอนที่แม่นอนอยู่นี่ ลูกของแม่ก็กำลังผ่าตัด เปิดหน้าท้องยกลำไส้
มาไว้หน้าท้องเพื่อขับถ่าย ชั่วคราวก่อน จนกว่าจะถึงเวลาที่หนูจะผ่าตัดทำรูก้นได้
ความรู้สึกทีแรก ก็อึ้งว่าทำไมลูกชั้นถึงเกิดมาน่าสงสารอย่างนี้ แต่อีกใจนึงก็โล่ง
ที่อย่างน้อยลูกก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่านี้ ยังไงหนูเกิดมาแล้วแม่จะดูแลหนูให้ดีที่สุด
วินาทีแรกที่เห็นหน้าลูก แม่รู้สึกได้เลยว่าลูกแม่คงเจ็บ จากการผ่าตัด และโดนเจาะ นู่นนั่นนี่มากมาย
หนูนอนหมดแรงน่าสงสารมาก สายระโยงระยางไปหมด แม่อยากจะอุ้มหนูขึ้นมากอด
แต่ก็ทำไม่ได่ ได้แต่ยืนจับมือหนู และภาวนาให้หนูหายไวๆ แม่จะได้อุ้ม ได้กอดหนู ปลอบหนูให้หายเจ็บ
แต่หนูก้อช่างเป็นเด็กที่มีความอดทน ตลอดเวลาที่หนูนอนเจ็บ หนูไม่งอแง ไม่ร้องโวยวาย
อาจจะมีรัองบ้าง แต่ไม่นานหนูก้อเงียบ และหลับไปเหมือนเดิม
กว่าหนูจะออกจากไอซียู มาให้แม่ได้กอด ก็ปาเข้าไปวันที่เจ็ดลูกแม่ตัวเล็กนิดเดียว
อุ้มไม่ถนัด กลัวหลุดมือ ทั้งยังพะวง เรื่องลำใส้ที่ยกออกมาหน้าท้องอีก เก้ๆ กังๆ อยู่พักนึงกว่าจะอุ้มได้ถนัด

หลังออกจากไอซียู และตัดไหมที่แผลเรียบร้อย คุณหมอก็มาสอนวิธีดูแล เจ้าทวารเทียมของหนู
ตอนดูหมอทำก็ง่ายดีอยู่หรอก แต่ตอนที่ลองทำด้วยตัวเองครั้งแรก มือไม้สั่นไปหมด
กลัวหนูจะเจ็บ คนให้กำลังใจก็เยอะจนเราเกร็งไปหมด สุดท้ายต้องเรียกพยาบาลมาช่วยทำจึงสำเร็จ
แต่พอลองๆ ทำไปสอง สามรอบ เริ่มชิน ก็กลายเป็นเรื่องง่ายไป
ระหว่างนอน รพ. หมอก็ส่งตรวจหัวใจ และอื่นๆ อีกมากมาย ก็ลุ้นกันตัวโก่งทุกทีที่ตรวจ
ผลปรากฎว่ามีแค่หัวใจอย่างเดียวที่ผิดปกติ ยังมีรูเล็กๆ ที่ยังไม่ปิด เป็นผลจากที่เค้าคลอดก่อนกำหนด
ถึงเวลามันก็จะปิดไปเอง ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ก็โล่งขึ้นมาหน่อย

อยู่ รพ.ดูอาการอยู่อีกเกือบอาทิตย์ ได้กลับบ้านซะที ดีใจกันยกใหญ่ รีบไปหาซื้อของใช้หนูจ้าละหวั่น
กลับมาบ้านก็เลี้ยงเอง เพราะยังอยู่ช่าวงลาคลอดอยู่ก็เลี้ยงตามปกติ เหมือนเลี้ยงลูกคนแรก
หนูหิวร้องจ้า ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็อุ้มมากินนม จนหลับไป แอบสงสัยว่าลูกทำไมดูดนม แแป๊บๆ ก็หลับแล้ว
คาดว่าหนูคงยังไม่ชินกับโลกภายนอก เลยนอนซะส่วนใหญ่ ตื่นเฉพาะเวลาหิว
ที่ไหนได้ผ่านไปได้อาทิตย์เดียว สังเกตุว่าลูกแม่ทำไมตัวเหลืองๆ รีบพาไปหาหมอให้ไว
จากน้ำหนักแรกคลอด 1855 ตอนออกจาก รพ.เหลือแค่ 1800 กลับมาอยู่บ้านได้อาทิตย์เดียว
เหลือไม่ถึง 1500 โอ้วแม่จ้าววว!!!  นอน รพ.อีกแล้ว. สาเหตุจากลูกเราตัวเล็กน้ำหนักน้อย
ทำให้เค้าไม่มีแรงดูดนม ที่กินๆ แล้วหลับไปนี่เพราะเหนื่อยนี่เอง นึกว่าหนูอิ่ม
นอนโรง.รอบนี้ มีอุปกรณ์เสริมเป็นเจ้าสายยางเล็กๆ สอดเข้าไปทางปาก สอดลงไปถึงกระเพาะอาหารเลย
เนื่องจากไม่มีแรงดูดนม เลยต้องให้อาหารทางสายยาง จะได้กำหนดปริมาณได้พอเพียงกับที่ร่างกายต้องการ
ระหว่างนี้ แพทย์กายภาพ ก็มาสอนให้นวดปากให้หนู เพื่อที่กล้ามเนื้อปากจะได้แข็งแรง ดูดนมได้เก่งๆ
นอน รพ. ทำน้ำหนักอยู่อาทิตย์นึงได้ น้ำหนักเริ่มเข้าที่ ถึงได้กลับบ้านได้ แต่ก็ยังต้องใส่สายยางไว้ให้นมกลับบ้านไปด้วย จนกว่าจะแน่ใจว่าหนูกินนมเองได้ ถึงจะถอดออกได้ ก็ใช้เวลาร่วมเดือนเลยทีเดียว กว่าจะได้ถอดสายออก
ความคิดเห็นที่ 2
ตอนจบแล้วค่ะ

หลังจากกลับมาอยู่บ้าน ก็ต้องมีไปหาหมอเป็นระยะๆ ตรวจนู่น นั่น นี่ สารพัด เทียวไป รพ.เป็นว่าเล่น
ที่สำคัญตอนนี้คือเรื่องขาที่บิดผิดรูป หลังจากไปใส่ที่ รพ. เดิมที่เกิดและต้องไปเปลี่ยนเฝือกทุกอาทิตย์ ใส่อยู่ได้สองเดือน ไม่ดีขึ้นเลย หมอเลยทำเรื่องส่งตัวไปรพ.เด็ก มาถึงพยาบาลก็ถามว่าทำไมเพิ่งพามา น้องจะสามเดือนแล้ว ถ้ามาตั้งแต่แรกๆ กระดูกยังอ่อนใส่เฝือกไม่นานก็ตรงแล้ว เด็กบางคนใส่ตั้งแต่เกิดได้สองวัน แป๊บเดียวก็ตรงแล้ว แป่วววว มาช้ายังดีกว่าไม่มาล่ะน่าคุณพยาบาล มานี่ก็ใส่เฝือกต่อเหมือนเดิม แต่คราวนี้หมอที่ตรวจ มาใส่ให้เองกับมือเลย ไม่ได้ให้พยาบาลใส่ให้เหมือนที่เก่า. หมอใส่เฝือกขึ้นมาถึงน่องเลย ไม่ได้ใส่แค่ข้อเท้าเหมือนที่เก่า ก้อต้องเทียวไปเปลี่ยนเฝือกทุกอาทิตย์เหมือนเดิมม ออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้า จะออกสายก้อกลัวรถติด และไม่มีที่จอดรถ ใส่เฝือกอยู่ได้พักนึง ก็จะต้องมีการผ่าตัดสะกิดเส้นเอ็น  รอบนี้นอน รพ. ไปซะ สี่วันสามคืน โชคดีที่ได้ห้องพิเศษ เลยได้นอนสบายหน่อย หลังผ่าตัด ใส่เฝือกอยู่อีกเดือนครึ่ง ขาหนูก็ตรงสวยเป็นที่เรียบร้อยยย แต่ทุกวัน ก็ยังต้องดัดขาให้หนูเช้า เย็น จนกว่ากระดูกจะเข้าที่ ก็ประมาณสามขวบได้ หมอนัดติดตามผลเป็นระยะๆ ทุกสองเดือน เพื่อดูว่าขายังตรงสวยดีอยู่รึเปล่า ตอนนี้ลูกแม่ครบหนึ่งขวบแล้ว ขาหนูตรง สวยเป็นที่เรียบร้อย เริ่มหัดให้เดินแล้ว แต่ยังไม่ยอมเหยียบพื้นเท่าไหร่ ค่อยๆ หัดกันไป แต่ก็ถือว่าหมดห่วงไปเรื่องนึงแล้ว เห้ออออ

หลังจากรอผลตรวจโครโมโซมอยู่ร่วมสองเดือน ผลยืนยันออกมาแล้ว ว่าหนูมีโครโมโซมเกินมาหนึ่งตัว หนูเลยมีชื่อเรียกเป็นทางการว่า เด็กดาวน์ซินโดรม วันที่ไปฟังผล ใจก็ตุ้มๆ ต่อมๆ ทั้งๆ ที่ทำใจไว้แล้วแต่วินาทีที่รู้ผล ก็อดน้ำตาซึมๆ ไม่ได้ หมอก็แนะนำ นู่นนั่นนี่ เกี่ยวกับการดูแลหนู และมีนัดหมอกายภาพ ให้ดูเรื่องพัฒนาการด้านร่างกายของหนู เราก็แอบสงสัย เรื่องพัฒนาการด้านสติปัญญาอ่ะ ต้องไปรักษาที่ไหน
เพราะเท่าที่หาอ่านในอินเตอร์เน็ต อาการหลักๆ ของเด็กดาวน์คือเค้าจะมีพัฒนาการที่ช้า กว่าเด็กทั่วไป
แต่หมอก็ไม่ได้ว่ากระไร เราก็เลยเก็บความสงสัยกลับมาบ้าน มาถามเพื่อนที่เป็นอาจารย์สอนเด็กดาวน์โกยเฉพาะ เพื่อนแนะนำให้ไปหาหมอที่ศิริราช ต้องพาไปฝึกพัฒนาการ ต้องไปหาหมอพันธุกรรมนะแก แกต้องนวดแขนขา ให้เค้าด้วยนะ เพราะส่วนมากน้องดาวน์จะกล้ามเนื้อออ่อนแรง นู่น นั่น นี่. สารพัด  เราก้อ งง ตอนที่ถามหมอเห็นหมอว่า ยังไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องสติปัญญา ให้รอดูพัฒนาการเค้าไปก่อน  เพื่อนชั้นเอ็ดตะโรใหญ่โต ไม่ได้นะแก ต้องรีบไปนะยิ่งฝึกเร็วเท่าไหร่ ยิ่งดีนะแก ฝึกตั้งแต่เล็กๆ เลยยิ่งดี เราก้อเหวอไปเลย ตอนนี้ลูกชั้นปาไปจะห้าเดือนอยู่แล้ว จะช้าไปมั้ยนี่  

โชคดี แฟนมีเพื่อนทำงานที่ศิริราช จัดการทำบัตร นัดอาจารย์ให้เสร็จสรรพ จน ได้ตรวจกับอาจารย์พรสวรรค์ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ ตรวจคลินิกพิเศษนอกเวลา ไปครั้งแรก เจออาจารย์เอ็ดไปพอสมควร ว่าทำไมเพิ่งมา
ก็แหมมมม  เพิ่งตั้งตัวได้อ่ะจารย์. อาจารย์ตรวจนานมากกกกก สอบถามประวัติละเอียดมาก อธิบายถึงอาการของนัอง แนะนำวิธี ดูแลนัอง และนัดมาดูความคืบหน้าทุกเดือนครึ่ง ถึงสองเดือน นอกจากนี้อาจารย์ยังส่งให้ไปฝึกพัฒนาการโดยทันที เราก็ไม่รอช้า โทรไปนัดฝึกพัฒนาการเป็นที่เรียบร้อยย เจอคำถามเเดิม ทำไมเพิ่งมาาาาาาา ขวบปีแรกเป็นอะไรที่สำคัญมากในการกระตุ้นพัฒนาการ ยิ่งกระตุ้นเร็วเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น เพราะเป็นช่วงที่สมองน้องพัฒนาได้เร็ว  ชั้นเกือบพลาดโอกาสทองไปซะแล้ว โชคดีนะที่ชั้นมีเพื่อนเป็นอาจารย์สอนเด็กดาวน์
เอาน่าไหนๆ ก็มาแล้ว ฝึกหนูหนักๆ เลยครับเพื่อชดเชยเวลาที่เสียไป แต่จริงๆ แล้วการกระตุ้นพัฒนาการน้อง ไม่ได้อยู่ที่การมาฝึกที่ รพ. สำคัญว่าเวลาฝึกกลับไปแล้ว ต้องจำวิธีฝึก ที่ครูสอนให้ได้ เพราะเราต้องฝึกให้เค้าทุกวัน แต่ยิ่งฝึกมากเท่าไหร่ ยิ่งดี แต่ก้อไม่ใช่ว่าฝึกทั้งวัน ไม่ทำอะไรเลย ก็เกินไป. แต่ก็ต้องนัดมาฝึกพัฒนาการเป็นระยะๆ เพื่อดูพัฒนาการน้องว่าเป็นยังไงบ้าง พร้อมที่จะฝึกขั้นที่ยากกว่ารึยัง เดือนนึงก็นัดประมาณครั้ง สองครั้งแล้วแต่สะดวก ฝึกพัฒนาการที่ศิริราชดีตรงที่นัด วัน เวลา แล้วมาฝึกได้เลย ไม่ต้องมายื่นบัตรคิว  รอคิวนานๆ แย่ง
กับคนเยอะแยะ. ครูฝึกก็เป็นกันเอง สอนละเอียด เข้าใจง่าย กลับไปฝึกที่บ้านได้สบายบรื๋อ ตอนนี้ลูกแม่ขวบนึงแล้ว
ถึงหนูเพิ่งจะนั่งได้ เพิ่งจะพลิกคว่ำหงาย กลิ้งเล่นได้ ยิ่งเห็นลูกแม่เป็นเด็กยิ้มง่าย ร่าเริง. ไม่งอแง ช่างพูดช่างคุย. ออกเสียงเอ๊ะ อ๊ะ คุยกับเค้าไปทั่ว ยิ้มทีแก้มปริเลยทีเดียว แค่ได้เหนว่าลูกเรามีพัฒนาการดีขึ้น ถึงจะไม่เร็วเท่าเด็กกคนอื่น แค่นี้คนเป็นแม่ก็ภูมิใจแล้ว

หนักใจตรงเจ้ารูก้นหนูนี่แหละ ต้องรักษากันนานพอสมควร หลังจากผ่ายกลำใส้มาถ่ายทางหน้าท้องตั้งแต่แรกเกิด ที่เหลือก้อต้องรอจนน้องโตกว่านี้ ต้องทำน้ำหนักให้ได้ประมาณ 10 โลซะก่อน ยิ่งเจ้าตัวเล็กสตาร์ทน้อย กว่าจะได้สิบโลก็น่าจะเกือบๆ ขวบ จากทีแรกที่ตั้งใจจะผ่าที่ รพ.เดิมที่น้องเกิด เพราะว่าใกล้บ้าน และคิดว่าผ่าที่ไหนก็เหมือนๆกัน แอบเป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายด้วย เพราะถ้าผ่าที่ศิริราช เราต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง แต่พอคิดไปคิดมา ตัดสินใจย้ายไปผ่าที่ศิริราช
เนื่องจากเป็นห่วงสวัสดิภาพของน้อง เพราะพอได้มาสัมผัส ได้พาน้องมาหาหมอที่ศิริราชบ่อยๆ  ถึงได้รู้ว่า มาตราฐานต่างกันจริงๆ เลยตัดสินใจมาผ่าที่นี่ ถึงต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ก็ต้องยอม จังหวะเหมาะกับที่ไปตรวจกับอาจารย์พรสวรรค์ พอดี อาจาร์ถามเรื่องแผลหน้าท้องของน้อง ว่าหมอนัดบ่อยแค่ไหน พออาจารย์รู้ว่าหมอไม่ได้มีการนัดติดตามผลเป็นระยะ นัดแค่หลังผ่าตัดสามเดือนแค่ครั้งเดียว หลังจากนั้นก็ไม่ได้นัดอีก ประมาณว่าถึงเวลาผ่าตัดได้ น้ำหนักถึงเกณค่อยอุ้มไปหาหมออีกที. อาจารย์พรสววรค์เลยทำเรื่องนัดให้ไปตรวจกับอาจารย์มงคล ซึ่งถือว่าน้องโชคดีมาก ที่ได้ผ่าตัดกับอาจารย์มงคล เพราะท่านเป็นอาจารย์หมอที่มีประสบการณ์ด้านนี้เยอะ ครั้งแรกที่ไปตรวจกับอาจารย์ อาจารย์เหมือนจะไม่เหนด้วยที่เราจะมาผ่าเสียตังค์ เพราะค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แกอยากให้ใช้สิทธิ์บัตรทองมากกว่า หรือไม่ก็ไปขอให้ทาง รพ.นู้น ส่งตัวมา แต่เรายืนยันว่าเราอยากจ่ายเอง เพื่อความสบายใจของเรา และครอบครัว ที่สำคัญแอบสืบมาได้ว่า ถ้าตอนแอดมิดผ่าตัดรักษาโดยใช้สิทธิ์บัตรทอง ไม่สามารถนอนห้องพิเศษได้ แถมยังไม่ให้เฝ้าน้องอีกต่างหาก เราเลยไม่เอาดีกว่า ถึงจะรู้มาว่าห้องพิเศษที่ศิริราช จองยากนักหนาก้อเหอะน่า เราก็อยากให้ลูกอยู่ห้องพิเศษเพื่อที่เราจะได้อยู่กับเค้าได้ตลอดเวลา
หลังจากตรวจครั้งแรก อาจารย์บอกว่าผ่าได้แล้ว ตอนนั้นน้องหนักแค่ ไม่ถึงเจ็ดโลเอง เราดีใจแทบแย่ อาจารย์นัดมาเอ็กเรย์ลำไส้ในอีกหนึ่งเดือนถัดมา เพื่อดูลำไส้น้องว่าเป็นยังไงบ้าง รอบแรกนี้นอน รพ.ไปซะ สามคืน แถมก่อนออกจาก รพ. เราก็ได้คิวผ่าตัด มาเรียบร้อย คืนในอีกเดือนกว่าๆ ดีใจกันยกใหญ่เลยทีเดียวที่ไม่ต้องรอถึงหนึ่งขวบ

พอถึงเวลาจะผ่าจริงๆ ผ่าวันจันทร์มาแอดมิดตั้งแต่วันศุกร์ เพราะต้องมาสวนล้างลำใส้วันละสองครั้ง แถมยังต้องนม งดอาหารถึงสามวัน เพื่อที่ลำใส้จะได้สะอาดสุดๆ โชคดีที่หนูไม่โวยวายมากนัก อาจจะเพราะได้น้ำเกลือ แต่กว่าจะถึงเวลาผ่า ก้อเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน ผ่าครั้งแรกนี้เป็นการผ่าทำรูก้นเฉยๆ ยังไม่ได้เก็บลำไส้ ต้องรอให้รูก้นเข้าที่ เข้าทางซะก่อนค่อยมาผ่าตัดเก็บลำใส้กันอีกที ที่ศิริราชเค้าให้เราเข้าไปส่งลูกได้ถึงในห้องผ่าตัดเลย พอหมอให้หนูดมยาสลบ หลับไปถึงได้ออกมานั่งรอหน้าห้องผ่าตัด พออาจารย์ประเมินเวลาที่จะใช้ในการผ่าตัดได้แล้ว พยาบาลก้อจะแจ้งเราว่าใช้เวลาผ่าตัดประมาณกี่ชั่วโมง เคสหนูผ่าตัดใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมง ถึงจะเรียบร้อย หลังออกจากห้องผ่าตัดก็ต้องมานอน ดูอาการอยู่ในห้องไอซียู ก่อน หนูมีไข้สูงนิดหน่อย ถือเป็นเรื่องปกติหลังผ่าตัด ระหว่างนอนไอซียู เค้าไม่ให้เฝ้า ให้มาเยี่ยมได้เป็นครั้งคราวก็ต้องอาศัยเดินเข้า เดินออกเยี่ยมหนูทั้งวัน กว่าจะได้ออกมาพักฟื้นข้างนอกก็ปาเข้าไปสามวัน ถึงจะมีทั้งสายน้ำเกลือ ทั้งสายสวนปัสสาวะ  แต่หนูก้อยังซนไม่ใช่เล่น ยังกลิ้งเล่นได้เหมือนปกติ แต่เวลาอุ้มหนูเกร็งน่าดูกลัวหนูจะเจ็บแผล
หมอบอกว่าหนูฟื้นตัวค่อนข้างดี แผลก็สนิทเร็ว ไม่มีอาการแทรกซ้อนอะไร ให้น่าเป็นห่วง พอแผลสนิทดี ตัดไหมเสร็จก็กลับบ้านได้รวมแล้วคราวนี้นอนรพ. ไปสองอาทิตย์พอดี การผ่าตัดครั้งแรกผ่านไปได้ด้วยดี แต่กลับบ้านไปได้อาทิตย์กว่า หมอก้อนัดกลับมานอนรพ. อีกรอบ เพื่อขยายรูก้นครั้งแรก หลังผ่าตัด มาคราวนี้ลุ้นมากเพราะทีแรกไม่ได้ห้องพิเศษ เพราะจองล่วงหน้าไม่นาน แต่พอถึงเวลามาแอดมิดจริงๆ ได้ห้องแบบฟลุ๊คๆ ไม่งั้นละแม่อดเฝ้าหนูแน่ๆ ถึงจะรู้ว่าพยาบาลเค้าจะดูแลหนูอย่างดี แต่แม่ก้ออยากอยู่เป็นเพื่อนหนูเนาะ ก้อต้องงดน้ำงดอาหารกันอีกรอบ เพราะต้องทำให้ห้องผ่าตัด ดมยาสลบเหมือนเดิม รุ่งขึ้นเข้าห้องผ่าตัดอีกรอบหลังจากหมอทำการขยายรูก้นครั้งแรกแล้ว นอนดูอาการไปอีกสองคืน ก้อกลับบ้านได้ หลังจากกลับบ้าน เราก็ต้องขยายรูก้นให้เค้าที่บ้านวันละครั้ง ไม่งั้นลำใส้ที่เอามาต่อไว้กับเจ้ารูก้นจะตัน มีกิจกรรมเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่างละ เวลาทำแม่ก็ต้องใจแข็งพอสมควร เพราะหนูต้องโวยวายเป็นปกติอยู่แล้วว แต่หนูต้องอดทนนะลูกนะเพื่ออนาคตของหนูเนาะ ผลจากการที่แม่ใจแข็งพอ และหนูก้อให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำการขยายรูก้นได้ดี ไปหาหมอครั้งล่าสุด หนูก้อได้กำหนดผ่าเก็บลำใส้แล้ว คือในอีกสองเดือนข้างหน้า เห้อออ ได้เก็บซะทีนะลูก แม่ละสงสารวันไหนหนูถ่ายเยอะๆ ลำใส้หนูจะบวมและแดงมาก บางครั้งก็ถลอก และมีเลือดออกด้วย คราวนี้หนูจะได้ถ่ายทางก้นได้ซะทีนะลูกแม่ เดือนหน้านู้นหนูต้องผ่าตัดอีกรอบ ช่วงนี้ก็ดูแลร่างกายให้แข็งแรง บำรุงหนูเยอะๆ จะได้พร้อมสำหรับการผ่าตัด

จากวันที่หนูเกิดจนถึงวันนี้ หนึ่งปีแล้ว.
จากที่หนูเกิดมาเป็นเด็กน้อยตัวเล็กๆ ผอมๆ ตอนนี้หนูเป็นเด็กน้อยตัวอวบๆ แก้มกลมๆ น่าฟัดน่ากอด
จากที่หนูเกิดมาไม่มีรูก้น ตอนนี้หนูมีรูก้นเป็นของตัวเองแล้ว
จากที่หนูเกิดมาเท้าบิดผิดรูป ตอนนี้เท้าหนูก็ตรงสวยแล้ว
จากที่หนูเกิดมาเป็นเด็กพัฒนาการช้า ตอนนี้ก็ไม่ถือว่าช้ามากเท่าไหร่ ออกจะรู้มากด้วยซ้ำ

จากวันนั้นถึงวันนี้ถึงแม่จะเหนื่อยหนักขนาดไหน แม่ก้อไม่เคยเบื่อ หรือท้อที่จะดูแลหนู
หนึ่งปีที่ผ่านมาแม่ได้เรียนรู้อะไรมากมาย แม่ใจเย็นและมีความอดทนเพิ่มขึ้นมาก
หนึ่งปีที่ผ่านมาทำให้แม่รู้ว่า สติและกำลังใจสำคัญที่สุด ในการเผชิญกับปัญหา
หนูยังทำให้แม่รู้ว่าการที่ไม่ได้เจาะตรวจน้ำครำ่ตั้งแต่ตอนท้อง ถือเป็นความโชคดีของแม่มากๆ
ไม่งั้นป่านนี้หนูไม่รู้จะเป็นยังไง หนูคงไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลกด้วยซ้ำ
เคยมีคนถามว่าลำบากมากไหมที่ต้องเลี้ยงหนู แม่บอกได้เลยว่าแม่ไม่เคยลำบากที่จะดูแลหนู
ถึงจะมีเหนื่อยบ้าง หนักบ้าง เครียดบ้าง แค่พักซักหน่อย มองหน้าหนูแป๊บเดียวก็หาย
ถึงลูกของแม่จะเกิดมาไม่สมบูรณ์ แต่แม่ก็จะเลี้ยงหนูอย่างเต็มความสามารถ
ถึงแม่จะยังไม่รู้ว่าอนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก แต่แม่ก็พร้อมที่จะคอยอยู่เคียงข้างหนู
และรักลูกของแม่ทั้งสองคนตลอดไป

ขอบคุณที่ตามอ่านจนจบนะคะ  ความรู้สึกของแม่คนนึง ที่ดีใจมากๆ
ที่ลูกมีอายุครบหนึ่งขวบ เลยอยากบอกให้คนอื่นรู้บ้างอ่ะค่ะ ปล.ขออนุญาติลบรูปค่ะ ไม่อยากโพสรูปทิ้งไว้นานค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ



Create Date : 30 พฤษภาคม 2560
Last Update : 8 มิถุนายน 2560 7:55:28 น. 0 comments
Counter : 170 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ann_shinchang
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Diary แห่งความทรงจำ

บล็อกนี้ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า
แม่คนนึงที่ค่อนข้างจะเห่อ และชอบอวด
ลูกตัวเองอยู่ซักหน่อย

และก็อาจจะมีเพลงที่ชอบ หนังสือที่ชอบ
มาเขียนๆ ไว้อ่านย้อนหลังบ้าง
เพราะวันเวลาที่ผ่านไป แต่ละวัน แต่ละปี
มีแต่จะทำให้เราลืมความเป็นตัวตนของเรา
สังคม หน้าที่ ความรับผิดชอบ
หลายสิ่ง หลายอย่างที่ต้องใส่ใจ
ยิ่งโตมาก ยิ่งต้องมองให้มาก
ยิ่งลืมความเป็นตัวเองมากขึ้น

บันทึก ความคิด ความอ่าน เหตุการณ์ ในวันนี้
เพื่อที่วันหน้า หนึ่งปี ห้าปี สิบปี
กลับมาย้อนอ่าน ย้อนดู
ความเป็นตัวเอง ในอดีต



Friends' blogs
[Add ann_shinchang's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.