Group Blog
 
 
ตุลาคม 2553
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
31 ตุลาคม 2553
 
All Blogs
 
หมั่นเติมความรักให้กันอยู่เสมอ



นักวิชาการได้แบ่งชีวิตคู่ออกเป็นช่วง ๆ โดยเปรียบเทียบกับช่วงชีวิตของคนเราดังนี้


ช่วงปีแรกของการแต่งงาน เรียกว่าช่วง “แรกเกิด” ช่วงนี้เป็นบรรยากาศของการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์

ช่วงปีที่สองถึงปีที่ห้าของการแต่งงาน เรียกว่าช่วง “ทารก” ช่วงนี้คู่สมรสอาจจะมีลูกซึ่งทำให้มีความรับผิดชอบใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ยิ่งกว่านั้นยังเป็นช่วงพัฒนาความสมดุลระหว่าง “อิสรภาพ” และ “ข้อจำกัด”

ช่วงปีที่หกถึงปีที่สิบของการแต่งงานเรียกว่าช่วง “วัยรุ่น” ซึ่งเป็นช่วงที่คู่สมรสมักประสบกับวิกฤติการณ์ในเรื่องความเป็นตัวตนของกันและกัน ทำให้เกิดการปะทะอารมณ์และคารมกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมอ่อนให้เรื่องก็จบไป แต่หากแข็งทั้งคู่ การทะเลาะเบาะแว้งหรือการแยกทางกันก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้

ช่วงปีที่สิบเอ็ดถึงปีที่สิบห้าของการแต่งงานเรียกว่าช่วง “ผู้ใหญ่วัยต้น” ช่วงนี้ค่อนข้างจะวุ่นวายกับการสร้างฐานะให้กับครอบครัวและการดูแลลูก ๆ ปัญหาการขัดแย้งกันก็จะมีอยู่บ้าง ส่วนใหญ่มาจากเรื่องลูกและความเหน็ดเหนื่อยอันเนื่องมาจากการทำงาน

ช่วงปีที่สิบห้าถึงปีที่ยี่สิบห้าของการแต่งงานเรียกว่าช่วง “วัยกลางคน” ช่วงนี้เป็นช่วงที่ลูก ๆ โตแล้วและฐานะของครอบครัวก็ค่อนข้างมั่นคง การสาละวนกับลูกและอาชีพการงานมีน้อยลง ทำให้ทั้งคู่เริ่มมีเวลามากขึ้น จึงเริ่มเรียกร้องเวลาและการใส่ใจจากอีกฝ่ายหนึ่งมากขึ้น

ช่วงปีที่ยี่สิบหกขึ้นไปเรียกว่าช่วง “วัยผู้ใหญ่” ช่วงนี้ลูก ๆ เติบโตหมดแล้วและบางคนก็แต่งงานแยกครอบครัวออกไปแล้ว

ดังนั้นจึงต้องมีการปรับตัวเข้าหากันเสมอ ไม่เช่นนั้นเมื่อชีวิตคู่ก้าวมาถึงช่วงเวลาหนึ่งและต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลง คู่สมรสก็อาจจะตั้งรับไม่ทัน ส่งผลให้เกิดปัญหาในชีวิตคู่ ในแต่ละช่วงจึงต้องมีการปรับตัวทั้งเพื่อการใช้ชีวิตร่วมกันในช่วงนั้นและเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตในช่วงต่อไป

ชีวิตคู่เป็นชีวิตแห่ง “หุ้นส่วน” เมื่อชายหญิงตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน เขาผูกพันชีวิตเข้าเป็นหุ้นส่วนกัน เพื่อช่วยกันสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข ดังนั้นการคิดว่าคู่สมรสจะเป็นผู้คอยตอบสนองความต้องการของเราจึงเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น ผู้ชายบางคนคิดว่าภรรยาคือคนที่ต้องปรนนิบัติเอาอกเอาใจสามี หรือภรรยาคิดว่าสามีคือคนที่จะให้ความสุขภรรยาด้วยการหาเงินมาเลี้ยงดู

นี่คือความคาดหวังที่ผิด ๆ เพราะภรรยาไม่ใช่คนใช้แม้ว่าการปรนนิบัติและการเอาอกเอาใจสามี รวมทั้งการดูแลบ้านเรือนจะเป็นหน้าที่ของเธอก็ตาม และสามีไม่ใช่ “ผู้หาเงิน” แม้ว่าการหาเลี้ยงครอบครัวและให้การความสุขกับภรรยาจะเป็นหน้าที่ของสามีก็ตาม เพราะถ้าคิดเช่นนี้บางครั้งอาจจะก่อให้เกิดความผิดหวัง เพราะอีกฝ่ายหนึ่งอาจจะไม่ได้ทำอย่างที่เราคาดหวัง ด้วยเหตุนี้กระมังหลายคนจึงบ่นเปรย ๆ ว่า “รู้อย่างนี้ไม่แต่งกับคนนี้หรอก” หรือ “ฉันตัดสินใจผิดที่แต่งงานกับคุณ” เป็นต้น คิดว่าเราเดาได้ว่าการพูดเช่นนี้จะนำไปสู่เรื่องอะไร และฝ่ายที่ถูกกระทำก็คงไม่นิ่งเฉย

นักวิชาการได้จำแนกแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ 3 ประการคือ

ประเภทแรก แนวคิดแบบพึ่งพิง คือ คิดว่าคู่สมรสคือที่พึ่งพิงของเรา เขาคือผู้สนับสนุนเราตลอดเวลา ไม่มีเขาเราอยู่ไม่ได้ คนที่คิดแบบนี้มักเป็นคนที่ขี้กลัว ไม่เห็นคุณค่าในตัวเองและขาดความเชื่อมั่นในตนเอง จึงมักตกอยู่ใต้อำนาจของคู่สมรส

ประเภทที่สอง แนวคิดแบบไม่พึงพิง แนวคิดนี้จะตรงข้าม
กับแบบแรก คือ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ต้องการความช่วยเหลือ
หรือการสนับสนุนจากอีกฝ่ายหนึ่ง ความสัมพันธ์เป็นแบบคุณทำหน้าที่
ของคุณ ฉันทำหน้าที่ของฉัน ไม่ต้องมาก้าวก่ายกัน ทุกอย่างในครอบครัวเป็นแบบ “แบ่งหน้าที่กัน” อย่างชัดเจน

ประเภทที่สาม แนวคิดแบบพึ่งพาอาศัยกัน แนวคิดของกลุ่มนี้จะเป็นแนวคิดแบบเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน และสนับสนุนส่งเสริมซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างมองว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีบางสิ่งบางอย่างที่สามารถเสริมตนเองได้ ความสัมพันธ์ในแบบนี้จะเป็นแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย เห็นคุณค่าและความสำคัญของอีกฝ่ายหนึ่ง ดังสุภาษิตโบราณบทหนึ่งที่กล่าวว่า
“เหล็กลับเหล็กได้ คนหนึ่งก็ลับอีกคนหนึ่งได้” (สุภาษิต 27:17)

ดังนั้นความคิดที่ถูกต้องในเรื่องการใช้ชีวิตคู่ก็คือ สามีและภรรยานั้นเป็น “หุ้นส่วนชีวิต” กัน หมายความว่าต่างฝ่ายต่างนำเอาจุดเด่นและเอกลักษณ์ของตนเองมาสนับสนุนและส่งเสริมกันและกันให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งได้ฝ่ายหนึ่งเสีย แต่เป็นรูปแบบชีวิตแบบ “ได้ทั้งคู่”

ประการสุดท้าย ชีวิตคู่คือชีวิตของความรักความโรแมนติก
มีคู่สมรสจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิดว่าความรักที่มีต่อกันนับแต่วันที่รู้จักกัน
จนถึงวันแต่งงานนั้นเพียงพอแล้ว แต่ความเป็นจริงยังไม่เพียงพอและยิ่งกว่านั้นความรักที่มีต่อกันก่อนแต่งงานอาจจะไม่มีความหมายมากนักสำหรับชีวิตหลังแต่งงาน


เรื่องตลกที่ขำไม่ออกเรื่องหนึ่งเล่าว่าสามีภรรยาคู่หนึ่งไปพบที่ปรึกษาเพื่อขอคำแนะนำในการใช้ชีวิตคู่ ระหว่างที่ภรรยาเล่าเรื่องไปสักพักหนึ่งก็ปล่อยโฮออกมา และตัดพ้อว่าสามีหมดรักเธอแล้ว ผู้ให้คำปรึกษาหันไปทางสามีและถามเพื่อเปิดโอกาสให้เขาพูด เพราะกว่าครึ่งชั่วโมงมาแล้วที่เขานั่งนิ่งไม่พูดไม่จา (นอกจากภรรยาที่พูดเอา ๆ) ผู้เป็นสามีนั่งทำท่าครุ่นคิด ฝ่ายภรรยาของเขาก็เริ่มพูดขึ้นมาอีก

ภรรยา “เห็นไหมค่ะ เขาถึงกับพูดไม่ออกเลย”

ผู้ให้คำปรึกษา “ใจเย็น ๆ ก่อนคุณ รอฟังว่าเขาจะพูดอะไร”
ผู้ให้คำปรึกษากระตุ้นผู้เป็นสามีว่า “เอ้าคุณ... จะพูดอะไรก็พูดออกมา ภรรยาคุณรอฟังอยู่”

สามี “ผม...ผม... ยังไม่เคยพูดสักครั้งว่าผมไม่รักเธอ นับตั้งแต่แต่งงานกันมานี่”

ภรรยา “แต่คุณก็ไม่เคยบอกฉันเลยว่าคุณรักฉัน”

สามี “ผมจำได้ว่าผมพูดว่ารักคุณครั้งสุดท้ายในพิธีแต่งงาน
และผมก็ยังไม่เคยเปลี่ยนความคิดเลย ถ้าวันไหนผมเปลี่ยนใจผมจะบอกให้คุณรู้แน่นอน”

ภรรยา “???”


ข้อคิดอย่างหนึ่งจากเรื่องตลกที่ขำไม่ออกเรื่องนี้ก็คือ ความรักความโรแมนติกในชีวิตคู่ต้องมีการเติมเต็มอยู่เสมอ ๆ การแสดงความรัก
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว หรือหลายปีที่แล้ว อาจไม่หลงเหลือถึงวันนี้

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ามนุษย์แต่ละคนมี “ถังความรัก” ที่คอยบรรจุความรักที่คู่สมรสจะเติมมาให้ (ผ่านทางคำพูดและการแสดงออก) ประเด็นก็คือถ้าต่างฝ่ายต่างเติมความรักให้กันบ่อย ๆ “ถังความรัก” ก็จะไม่เหือดแห้ง ส่งผลให้ความสัมพันธ์เป็นไปอย่างหวานชื่น (เหมือนตอนแรกรักกัน) แต่ในทางกลับกัน ถ้าคู่สมรสไม่ค่อยเติมความรักลงใน “ถังแห่งความรัก” ความสัมพันธ์ก็จะเหือดแห้งและจืดชืด ทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายและชิงชังกัน

ดังนั้นความคิดที่ถูกต้องก็คือ หมั่นเติมความรักให้กันอยู่เสมอ จงทำให้ “ถังแห่งความรัก” เต็มล้นด้วยความรักอยู่ตลอดเวลา


บทความจาก มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว




Create Date : 31 ตุลาคม 2553
Last Update : 31 ตุลาคม 2553 4:01:40 น. 0 comments
Counter : 977 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

norbor
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]














  • โรงเรียนสตรีนนทบุรี

  • มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

  • ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว

  • ศูนย์ประสานงานเครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา

  • ฟังรายการสดวิทยุเพื่อการศึกษา FM92




  • : Users Online



    Google
    New Comments
    Friends' blogs
    [Add norbor's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.