|
ฮีโร่ กับฝันที่เริ่มเป็นจริง...
ตอนเด็กๆ ฉันมีความฝันว่า โตขึ้นอยากเป็นคนในเครื่องแบบ ไม่ใช่ยามนะฮะ อยากเป็นทหารต่างหาก ด้วยเหตุที่ว่าฉันเกิดมาเป็นน้องคนสุดท้องในครอบครัวฐานะปานกลาง แถมคุณพ่อมาเสียตอนฉันอายุได้เพียง 5 ขวบ คุณแม่เลยต้องทำหน้าที่เลี้ยงลูกทั้ง 3 ด้วยลำแข้งเพียงคนเดียว แถมมาถูกลูกยุจากเพื่อนๆ เสมอว่า ฉันทำตัวไม่ค่อยเหมือนลูกผู้ชายสักเท่าไร
ฉันก็ไม่เข้าใจว่าฉันผิดตรงไหน การที่ฉันไม่เล่นบอล ไม่ชอบเล่นเป็นพวกไอ้มดแดงพันธุ์ต่างๆ ฉันชอบเล่นขายของ แต่งตัวให้ตุ๊กตา แถมได้อยู่ท่ามกลางหมู่สาวๆ ฉันคิดว่ามันเป็นการเล่นที่ไม่เหนื่อยดี แถมได้เสริมสร้างจินตนาการอีกต่างหาก แต่พวกเพื่อนผู้ชายฉันก็สบประมาททุกวัน ทุกวัน จนฉันเริ่มรำคาญจึงต้องทิ้งการเล่นแบบนี้ แล้วหันไปไถหัวให้เกรียน เรียนให้หนัก ช่วงพักเตะบอล ((ทั้งๆที่เล่นทีไรก็เป็นได้แค่ประตู)) เพียงเพื่อจะได้ให้เพื่อนๆ ยอมรับว่า ฉันก็ลูกผู้ชายเหมือนกันนะเฟ่ย ช่วงนั้นเลยตั้งเป้าไว้ว่าโตขึ้นจะต้องเป็นทหารเท่านั้น เป็นรั้วของชาติถือปืนเท่ห์จะตาย ท่ามกลางรอยยิ้มของเพื่อนๆ ที่ยุฉันสำเร็จ ((ตอนหลังมารู้ว่ามันอิจฉาฉันที่ได้ใกล้ชิดกับหญิงที่ฮอตที่สุดใน ป.4/1 ))
พอเริ่มโตเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้นความคิดที่อยากจะเป็นทหารสูญสลายหายไป เมื่อได้อ่านประวัติของตระกลูซีพีจากถุงกล้วยแขกหน้าปากซอยว่าเขารวยติดอันดับต้นๆของโลก มีเงินมากมายขนาดใช้ทั้งนิ้วมือและเท้านับรวมกันแล้วก็ยังไม่หมด ทำให้ฉันเริ่มโอนเอียงไปอยากรวยแบบเขาบ้างจัง โครงการที่จะสอบเข้าเตรียมทหารต้องพับเก็บเข้ากระเป๋าไปแล้วมุ่งหน้าเรียนสายพาณิชย์ดีกว่าเพราะดูท่าทางจะรวยเร็วดี
ฉันก็เริ่มศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจมากขึ้น พอม. 3 โรงเรียนเขาให้ลองเลือกแผนการเรียน ฉันก็โดดเข้าสู่สาย อังกฤษ-ธุรกิจทันที พอจบม. 3 ฉันก็ไปเรียนต่อที่พาณิชยการบางนา ท่ามกลางความงุนงงของที่บ้านว่าไหนตอนแรกมันจะเป็นทหารไม่ใช่เหรอ ฉันคิดตลอดระยะเวลาที่เรียน 5 ปีในระดับ ปวช. และ ปวส. การเรียนการสอนของที่นี้จะทำให้ฉันสามารถออกมาเป็นนักธุรกิจพันล้านได้สบายๆ ฉันพร้อมแล้วที่จะมาเป็นนักการตลาดชั้นเซียนที่จะพาธุรกิจของฉันไปติดอันดับบริษัทที่รวยที่สุดในโลก 555
แต่พอฉันเรียนมาถึงปีสุดท้ายก็ได้มาเจอกับวิชา สบต. 2207 การโฆษณาธุรกิจเบื้องต้น ที่ต้องเรียนเกี่ยวกับการทำโฆษณา ทำให้ฉันได้หลงเสน่ห์ส่วนหนึ่งในวิชานี้ก็คือ การเขียนคำโฆษณาหรือเรียกว่าก๊อปปี้ไรท์เตอร์ มันทำให้ฉันทึ่งว่าแค่อักษรไม่กี่ประโยคมันสามารถเปลี่ยนความคิดของคนได้ อานุภาพมันรุนแรงจริงๆ เจอแล้ว ฉันเจอแล้ว อาชีพที่ฉันคิดว่า มันเป็นอาชีพที่สร้างสรรค์ให้โลกใบนี้น่าอยู่ ดูแล้วมีคุณค่ามากกว่าการที่ฉันจะมีเงินเป็นพันล้าน แต่ไม่มีโลกที่สวยงามใบนั้นอยู่ซะแล้ว ฉันต้องทำได้ ฉันบอกกับตัวเอง จนลามไปบอกกับพลเพื่อนของฉันว่า กูจะเป็นนักเขียน!!! แต่มันให้กำลังใจด้วยคำพูดที่ว่า มึงตื่นเหอะ มึงเรียนพาณิชย์นะ
นั่นนะซิแต่จะทำไงดี ฉันเรียนพาณิชย์มา และวิชาที่ฉันเรียนมันก็แค่เสี้ยวเดียวเอง ฉันเลยเอากำลังใจของพลเป็นหลักในการทำงานด้านการตลาดไปด้วยเรียนที่รามไปด้วย ยิ่งฉันได้ทำงานและเรียนเข้าไปถึงแก่นของการตลาดมากเท่าไร ฉันชักเริ่มไม่ไหว ฉันไม่ชอบ มันไม่ใช่ตัวฉันเลย ฉันรู้สึกว่าไม่ได้การแล้ว ฉันแก่ลงไปทุกวันนะ ฉันไม่อยากทำงานที่ไม่ใช่ตัวตนฉันไปจนวันตายหรอก ทำไง ทำไงดี ฉันเลยเริ่มจากเบนเข็มทางการเรียนก่อน โดยไปลงเรียนใหม่ที่คณะมนุษยศาสตร์ เอกสื่อสาร เพราะว่าถ้าจะทำงานที่ฉันต้องการ ฉันต้องมีพื้นฐานโดยการเรียนรู้และเข้าใจมันให้ชัดเจนเสียก่อน
เหมือนกับความตั้งใจของฉันกระเด็นไปกระทบหูเทวดา ท่านจึงส่องแสงชี้ทางให้ฉันได้โชว์ผลงานกับนิตยสารเล่มเล็กๆเล่มหนึ่ง ถึงแม้มันจะไม่ได้ทำเต็มตัวนัก ประมาณว่าเขียนงานไป ยกบูธไป ((คือบริษัทนี้เขาทำงานออแกไนท์เซอร์ไปด้วย)) แต่มันก็เป็นก้าวแรกที่ฉันได้ทำในงานที่ฉันหาตัวเองเจอ
ซึ่งงานนี้ทำให้ฉันได้ก้าวเข้าไปในโลกอีกใบที่เพื่อนๆ ฉันยังนึกไม่ถึงเลยว่ามันจะไปได้อย่างไร งานที่นี้เหมือนกับทำให้ฉันกลายเป็นผู้วิเศษ ได้พบเจอกับคนที่ไม่ได้เจอตัวกันง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นดาราหรือคนที่มีชื่อเสียงในสาขาอาชีพต่างๆ สิ่งที่เขาถ่ายทอดออกมา ทำให้ต่อมรับรู้ของฉันเปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆ ตามด้วยก้อนสมองที่เติบโตขึ้นหลังจากฟ่อมานานแสนนาน
แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่มันฝังอยู่ลึกๆในสมองอันน้อยนิดนี้ว่า ยิ่งฉันได้คุยกับคนเหล่านี้มากเท่าไร ฉันรู้สึกตัวเล็กลงมากเหลือเกิน เพราะเขาเหล่านั้น เก่ง เจ๋งโคตร แต่ฉันมันเป็นเพียงร่างทรงที่สื่อกลางระหว่าง คนมีดีกับคนอยากรู้ มันยังไม่ใช่สิ่งที่ฉันฝันไว้ แล้วฝันมันหายไปไหน((ว่ะ)) ความฝันที่ฉันอยากเป็นนักเขียนไง มันหายไปไหน งานที่คิดตัวอักษรที่มีอานุภาพในการเปลี่ยนใจคนมันหายไปไหนซะแล้ว คำพูดให้กำลังใจของไอ้พลมันก็ย้อนกลับมาในหัวเหมือนกับรอจังหวะอยู่พอดี
และวันหนึ่งฉันได้โอกาสดีๆ มาโผล่อยู่ตรงหน้า แรกๆฉันก็ไม่รู้หรอกว่าผู้ชายหน้าตามึนๆ หัวยุ่งๆ คนนี้เป็นใคร พี่นักข่าวอีกคนเขาบอกว่า เนี่ยพี่โหน่ง เจ้าของ a day ไง ซึ่งช่วงนั้นฉันก็เริ่มเปิดสมองมากขึ้น จนได้รู้จักกับหนังสือเล่มนี้ แล้วรู้สึกว่าใครทำ((ว่ะ))คิดได้ไงเนี่ย ฉันไม่รอช้าจึงขอเข้าไปนั่งคุยกับพี่เขาทันที และพี่เขาก็ใจดี ยอมเสียสละเวลาให้ฉันเข้าไปคุยที่ออฟฟิศถึง 3 ชม.
เป็น 3 ชม.ที่มีค่ามาก ซึ่งพี่โหน่งให้อะไรกลับมาเยอะแยะ ฉันละทึ่งกับผู้ชายคนนี้มากๆ ซึ่ง 3 ชม.แห่งความรู้นั้น สรุปออกมาได้ใจความสั้นๆ ว่า ฝันจะเป็นจริงได้ต้องลงมือทำด้วยความถ่องแท้ สั้นๆง่ายๆ อย่างที่พี่เขาบอกเลย ทำให้ฉันรู้ว่าสาเหตุที่ฝันฉันไม่เป็นจริงสักที ก็เพราะว่าฉันไม่ลงมือทำนั่นเอง
หลังจากนั้นไม่นานตัวอักษรที่ทุกท่านกำลังอ่านอยู่นี้ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ฉันถือว่าพี่โหน่งเป็นเหมือนแรงดัน ที่ทำให้ฉันมีหนังสือเล่มนี้ ขอบคุณพี่มากฮะ ส่วนวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น มันก็ต้องดูผลจากที่ฉันลงมือหว่านไว้ในวันนี้ ผู้อ่านท่านใดที่ยัง งง ชีวิตอยู่ ลองหาอะไรที่ตัวเองชอบ หรือเคยฝันไว้ แล้วลงมือทำเถอะครับ ฉันมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ปาฎิหารย์ มักจะเกิดขึ้นกับคนที่ตั้งใจ รีบลงมือเถอะ ชีวิตเรามันสั้นมากนะครับ..........ขอบอก
| Create Date : 02 ตุลาคม 2549 |
| Last Update : 2 ตุลาคม 2549 20:32:41 น. |
| |
0 comments
|
|
|