Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
5 ตุลาคม 2556
 
All Blogs
 
ประวัติความเป็นมาของ วันเข้าพรรษา และ วันออกพรรษา

ประวัติความเป็นมาของ วันเข้าพรรษา

แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ เวียนมาบรรจบอีกครั้ง ซึ่งนั้นหมายถึง วันเข้าพรรษา, จำพรรษา, หรือ พักฝน นั้นเอง เข้าพรรษา หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งในช่วงฤดูฝน เป็นระยะเวลา ๓ เดือน

วันเข้าพรรษา
  • วันเข้าพรรษา

วันเข้าพรรษากำเนิดขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล จากความเดือดร้อน และความกังวลของประชาชนที่ได้ทำกาลหว่านกล้าข้าว หรือพืชพรรณต่างๆ รวมถึงสัตว์เล็กสัตว์น้อยจะถูกเหยียบย้ำจากการทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา และโปรดสัตว์ของพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งการทำหน้าที่นี้ทำให้ภิกษุสงฆ์ต้องออกเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ และเมื่อการเพิ่มจำนวนขึ้นของพระสงฆ์ การเดินทางก็เพิ่มขึ้นทำให้พืชผลของชาวบ้านเสียหาย ด้วยเหตุผลดังกล่าวเมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงกำหนด และวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอดระยะเวลา ๓ เดือน ในตลอดช่วงฤดูฝน คือตั้งแต่ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึง ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกๆ ปี แต่พระพุทธเจ้าก็ได้ทรงกำหนดข้อยกเว้นบ้างกิจธุระที่ไม่สามารถเดินทางกลับมา จำพรรษาในที่เดิมได้ ในวันเดียวกัน ภิกษุสงฆ์สามารถค้างแรม ณ ที่นั้นๆ ได้แต่ต้องไม่เกิน ๗ วัน ได้แก่ ไปรักษาพยาบาลภิกษุสงฆ์ ร่วมถึงบิดามารดาที่เจ็บป่วย, ไประงับไม่ให้ภิกษุสึก, ไปธุระของสงฆ์, และทายกนิมนต์ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศลของเขา

การที่พระภิกษุสงฆ์ต้องจำพรรษาอยู่ในสถานที่เดียวนั้น ถือว่าเป็นผลดีและมีประโยชน์โดยที่ประชาชนจะได้เข้าหาพระภิกษุสงฆ์และพระ ธรรมมากขึ้น เข้ามาทำบุญ รักษาศีล และชำระจิตใจ รวมถึงชายที่มีคุณสมบัติครบตามพระพุทธบัญญัติก็นิยมบวชพระในช่วงนี้รวมถึง การบวชเณร

การทำบุญในวันเข้าพรรษา

การทำบุญวันเข้าพรรษาโดย หลักแล้ว คือในตอนเช้าก็ทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรม และถวายเครื่องสักการะต่างๆที่จำเป็นต่อพระสงฆ์ หรือสามเณรในการจำพรรษาเช่น ดอกไม้ ธูปเทียน สบู่ ยาสีฟัน สบง จีวร มีดโกน เป็นต้น และในตอนกลางคืนก็จะมีการเวียนเทียนรอบอุโบสถ นั่งสมาธินอกจากนี้ประเพณีที่สำคัญที่ชาวไทยปฏิบัติในช่วงเข้าพรรษาคือ ประเพณีถวายเทียนพรรษา และประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน

ประเพณีถวายเทียนเทียนพรรษาเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานแต่ที่ มีหลักฐานคือตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งเป็นเวลาที่พุทธศาสนิกชนจะถวายเทียนพรรษาแก่พระภิกษุสงฆ์เพื่อจุดบูชา ตามพระอารามต่างๆ หรือเพื่อส่องสว่างในระหว่างการศึกษาพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา เทียนพรรษาส่วนใหญ่จะมีขนาดใหญ่เพราะต้องสามารถส่องสว่างได้ตลอดระยะเวลา ๓ เดือน แต่ในปัจจุบันพุทธศาสนิกชนได้หันมาถวายอุปกรณ์ไฟฟ้าแทน เพราะมีอายุในการใช้งานที่นานกว่า และใช้ประโยชน์ได้ดีกว่า

ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝนจัดขึ้นก่อนวันเข้าพรรษา เป็นการถวายผ้าที่ใช้เปลี่ยนสำหรับสรงน้ำของพระภิกษุสงฆ์ การถวายผ้าอาบน้ำฝนเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ นางวิสาขามหาอุบาสิกาเห็นว่าพระภิกษุสงฆ์จำเป็นต้องเปลือยกายในช่วงหน้าฝน เพราะมีสบงเพียงผืนเดียว ซึ่งไม่เป็นการสมควรแก่ผู้ทรงศีล นางจึงถวายผ้าวัสสิกสาฎก หรือผ้าอาบน้ำฝน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝนจนถึงปัจจุบัน

ประวัติความเป็นมาของ วันออกพรรษา

วันออกพรรษา
  • วันออกพรรษา

วันออกพรรษาถือเป็นวันสิ้นสุดการจำพรรษา ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นวันที่พ้นจากข้อกำหนดทางพระวินัยในช่วงฤดูฝนนั่นเอง

วันออกพรรษา, วันปวารณา, หรือวันมหาปวารณา ถือเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากการจำพรรษาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และยังเป็นวันที่เปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ในทุกระดับชั้นที่ได้จำพรรษาร่วม กันมาตลอด ๓ เดือนสามารถว่ากล่าวตักเตือน ชี้ข้อบกพร่องของกันและกันได้ แต่ต้องเป็นไปด้วยความเมตตา ความปรารถนาดี และความเสมอภาค หลังจากการทำพิธีออกพรรษาแล้วพระภิกษุสงฆ์สามารถทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธ ศาสนาได้ตามปกติ และสามารถค้างแรมในสถานที่ต่างๆ ที่ไปแสดงเทศนาได้ โดยที่ไม่ผิดพระพุทธบัญญัติใดๆ

การทำบุญในวันออกพรรษา

การทำบุญวันออกพรรษานั้น เรียกว่า การทำบุญตักบาตรเทโว หรือตักบาตรเทโวโรหณะ หรือตักบาตรดาวดึงส์ โดยประเพณีที่ปฏิบัติกันนั้นคือการนำข้าวต้มมัดและข้าวต้มลูกโยนมาใส่บาตร ประเพณีนี้สืบเนืองมาจากการเสด็จกลับจากการจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ของ พระพุทธเจ้า ดังนั้นพุทธศาสนิกชนจึงมีความเชื่อว่าการออกมาตักบาตรในวันออกพรรษานั้น เสมือนการต้อนรับพระพุทธเจ้าที่เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงเป็นเหตุทำให้มีการตักบาตรกันอย่างล้นหลามในวันออกพรรษา

หลังจากออกพรรษา ๑ เดือนจะมีประเพณีเทศน์มหาชาติ ที่เหล่าพุทธศาสนิกชนจะร่วมกันทอดกฐิน โดยประเพณีเทศน์มหาชาติได้มีการสืบเนืองมาตั้งแต่สมัยโบราณและถือว่าการได้ ฟังเทศน์มหาชาติจนจบนั้นจะได้รับผลบุญอันมหาศาลอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีพิธีทอดกฐิน และทอดผ้าป่าที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล พิธีทอดกฐินคือการสร้างความสามัคคีระหว่างคณะสงฆ์ โดยการอนุเคราะห์ภิกษุที่มีจีวรชำรุด กฐินเป็นชื่อเรียกไตรจีวรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์รับผ้า เหล่านั่นมาห่มได้หลังจากการจำพรรษาครบ ๓ เดือนแล้ว โดยมีเรื่องเล่าอยู่ว่าในสมัยพุทธกาล มีภิกษุจำนวน ๓๐ รูปมีความต้องการจะเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่ด้วยความที่อยู่ห่างไกลมาก จึงจำเป็นต้องเข้าพรรษาก่อนที่จะเดินทางไปถึง และหลังจากออกพรรษาเหล่าภิกษุก็เดินทางต่อ ซึ่งต้องผ่านร้อน ผ่านหนาว ไปตลอดทางทำให้เมื่อเดินทางถึงสถานที่ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่นั้น จีวรที่ภิกษุห่ม ทั้งขาดทั้งเปื้อน เมื่อพระศาสดาทรงเห็นจึงประทานผ้ากฐินให้แก่ภิกษุทั้ง ๓๐ รูป ส่วนการทอดผ้าป่าคือการอุทิศผ้าจีวรโดยไม่เจาะจงให้พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง ผ้าป่าหรือผ้าบังสุกุลจีวร ที่ในสมัยก่อนพระสงฆ์สามารถห่มผ้าบังสุกุลได้เท่านั้นทำให้การหาผ้ามาทำจีวร จึงยากลำบาก จึงต้องหาเศษผ้าที่ทิ้งแล้วหรือผ้าเก่าๆ ตามกองขยะ แม้กระทั่งผ้าห่อศพที่ทิ้งไว้ในป่าช้ามาทำจีวร และก็เป็นส่วนที่ทำให้เกิดพิธีการทอดผ้าป่านั่นเอง

สิ่งอื่นๆที่พุทธศาสนิกชนควรปฎิบัติทำบุญวันออกพรรษาก็ คือ การทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ  ฟังเทศน์  ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด และบางคนยังถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกด้วย




Create Date : 05 ตุลาคม 2556
Last Update : 5 ตุลาคม 2556 9:15:55 น. 0 comments
Counter : 6692 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

nooblue88
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add nooblue88's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.