Group Blog
 
 
มกราคม 2552
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
13 มกราคม 2552
 
All Blogs
 
สอนหนังสืออย่างไร ให้เด็กไม่เบื่อ

ลองงี้ดูไหม อาจช่วยได้บ้าง
จำเขาเล่ามาหลายเจ้า เช่นดร.เสรี วงษ์มณฑา ท่านบอกว่า

ท่านจะเตรียมเรื่อง ขำๆ มาเล่าให้นักศึกษาฟัง ทุกครั้ง โดยไม่ซ้ำกัน
อย่างน้อยวันละเรื่อง

เสียง mono tone นั้น เมื่อเจ้าตัวรู้แล้ว จะต้องปรับเป็น Poly tone ซะ
ของอย่างนี้ต้องปรับต้องฝึก ห้ามยกข้ออ้างว่า
ฉันเป็นของฉันแบบนี้ ฉันเปลี่ยนไม่ได้ดอก
เพราะนั่นเป็นคำพูดของคนที่ขาดความวิริยะ

การเตรียมการสอนมาก่อน เป็นเรื่อง “จำต้องทำ”
ถ้าไม่เตรียมมา นั่นหมายถึง การเล่นจำอวด
ไม่ได้เป็นการสอนหนังสือ

การเตรียมการสอนที่ดี ต้องเตรียม สองอย่างควบคู่กันไป
คือ เตรียมด้านเนื้อหา และเตรียมด้าน dialogue
การเตรียมด้าน dialogue นี้ อาจารย์ ร้อยละ 80 จะไม่เตรียม
ยกเว้นท่านที่พรรษาแก่กล้า อาจไม่ต้องเตรียมก็ได้

ถ้าเป็นอาจารย์ใหม่ อายุงานไม่เกิน 5 ปี
สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียม dialogue ไว้พูดจากับนำศึกษา
วัตถุประสงค์ ก็เพื่อไม่ให้การบรรยายในครั้งนั้นเป็น แบบพระเทศ
(แม้แต่พระเทศ บางองค์ ท่านยัง ใช้ dialogue พูดกับโยมเลย
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ พระ พะยอมไง)

----------------------------------------------------------------------------

การสอนหนังสือ นั้น ควรเป็น “การบรรยาย + เล่าเรื่อง + การพูดคุย”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยกตัวอย่าง เป็นเรื่องจิรง เป็น caseๆ ไป
จะช่วยทำให้ การอธิบายความ หรือการพูดคุยนั้นน่าสนใจมาก

การแทรก ขำๆ นิดหน่อย หรือการเล่าเรื่องขำๆ นั้น
มีทริกอยู่ว่า ห้ามบอกก่อนว่านี่เป็นเรืองขำนะ
ห้ามพูดไปหัวเราะไป ไม่งั้นมันไม่ขำ
พอเล่าจบ อาจยิ้มนิดๆ ถ้าแก๊กไหนเด็กไม่ขำ ไม่ต้องแปลกใจ
เพราะ IQ EQ วัฒนธรรม และปูมหลังของคนต่างกัน
ให้ทำเฉยๆ อย่าเสียใจ หรือรู้สึกเสียหน้า
ตัวผมนั้น เล่าเรื่อง ขำครั้งใด กว่าครึ่ง เด็กไม่ขำ
ผู้ใหญ่ก็ไม่ขำ กว่าจะหาคนขำได้ แทบอ่อนใจ
อย่างไรก็ตาม ผม จะหามาเล่าอยู่ร่ำไป
การบรรยาย จะได้มีชีวิตชีวาไง

หากไม่มีเรื่องขำ หรือมุขขำ หร่อยหรอ แล้ว
อาจเล่าเรื่อง จริง ที่มันมีประโชน์ เช่นเล่าว่า
ฝรั่งนั้นช่างคิดช่างค้นเสียจริง เนี่ย ครูไม่ชอบปลิงเลย
แต่ฝรั่งเขา กลับมองปลิง เป็นตัวกลางที่จะรักษาโรคของคนได้

เขาศึกษาจนกระทั่ง เพาะเลี้ยงปลิงที่สะอาด มาดูดเลือดคนได้
ใช้กรณีที่ มีการต่ออวัยวะภายนอกเช่นต่อนิ้ว
เขานำปลิงมา ดูดเลือดที่บวมอยู่ ตรงใกล้ๆ ส่วนต่ออวัยวะ
เพื่อลดการบวม และลดปริมาณเลือดเสีย ทำให้แผลหลายเร็ว
เนื้อเยื่อต่อกันได้เร็ว

อีกด้านหนึ่งเขาศึกษา ว่าขณะปลิงดูดเลือดนั้น
เลือดไม่แข็งตัว เขาจึงนำน้ำลายปลิงมาวิเคราะห์
ได้สารที่ช่วยไม่ให้เลือดแข็งตัว คือสาร(.............) < - หาเอาเอง
แล้วนำมาใช้ รักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ

การนำเรื่องเล่า เกี่ยวโยงกับ ยา หรือเนื้อเรื่อง แบบนี้
น่าสนใจ ช่วยให้เด็กไม่มองข้าม พืชหรือสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตต่างๆ ไปโดยง่าย

-----------------------------------------------------------------------------------

การ เน้นใจความสำคัญ และการบอกว่าจะนำส่วนในมาออกข้อสอบ
จะช่วยให้เด็ก จับจุดสำคัญ ได้ง่าย และผ่อนแรงในการอ่านหนังสือลงมาก

อย่าลืมว่า เด็กไม่ได้มานั่งเรียนกับเรา เพียงวิชาเดียว
เด็กลงเรียนตั้ง 6 – 7 วิชา ไหนจะ lab ไหนจะรายงาน
แล้วจะเอาเวลาที่ไหน มาทำให้ได้ดี ตามที่เราอยากจะให้เป็น
เราต้องช่วยเด็กบ้างตามสมควร

การนำแบบฝึกหัดมาให้เด็กฝึกทำ ( Not to be hand in)
จะช่วยให้เด็กได้คุ้นเคยกับภาษาและหนังสือที่ครูผู้สอนใช้

ที่สำคัญควรเฉลยด้วย เด็กจะได้รู้ว่า การตอบ “แบบถูกใจครู”
อันจะส่งผลให้ได้คะแนนมากนั้น ต้อง ตอบแบบนี้นะ

หากมี คำตอบของตัวครูเอง ในครั้งที่เป็นนักศึกษาอยู่
แล้วนำมาแปะ ใน web board ของคณะ หรือที่ไหนสักแห่ง
จะช่วยได้มาก ช่วยในเรื่อง ของท่วงทำนองการเขียนตอบ

เอาหละ ถ้าไม่มี ก็เขียนข้อสอบเอง ตอบเองดิ
ไม่เห็นจาอยากตรงไหน เขียนด้วยลายมือ
แล้วนำไปแปะไว้ เด็กจะได้ดูว่าเออนี่ไง
ต้องเขียนตอบแบบนี้นะ จึงจะถูกใจครู และถูกหลักการ

ท่วงทำนอง และระบบการเขียนตอบข้อสอบนี่สำคัญมาก
เด็ก ร้อยละ 90 จะไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับ
ข้อสอบหลายๆ ข้อ ในเวลาจำกัด อย่างไร
ครูจะต้องบอก (อันที่จริง ถ้าเป็นอุดมศึกษานั้น ไม่จำเป็นต้องบอก)
แต่นี่เป็นสยามประเทศ เราต้องบอก ไม่งั้นเด็กไม่รู้ หรือแม่แต่จะไฝ่รู้ด้วยตัวเอง

ครูร้อยละเก้าสิบเก้า จะบอกเป็นนามธรรมว่า ให้แบ่งเวลาให้เหมาะซิ
หากบอกไปเพียงเท่านั้น มันเท่ากับไม่บอกอะไรเลย

รายละเอียด ของการจัดการกับข้อสอบ ขณะอยู่ในห้องสอบ ผมจะเอามาบอกทีหลัง

ถ้าไม่ใช่การสอนครั้งแรก ครูน่าจะมีข้อสอบเก่าอยู่บ้าง
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะ นำข้อสอบเก่า + เฉลย นั้นมาแปะ
ถ้าจะเป็นการแปะ โดยไม่ได้แปะไว้ที่ web board
หรือไว้ที่ไหนสักแห่ง ให้เด็ก load เอาได้
เช่นแปะไว้ที่ board หน้าห้องเรียน ครู จะต้อง ถ่ายเอกสารเก็บสำรองไว้
ไม่งั้นมีมือดีมาแกะออก หรือ สีอาจซีดจางเพราะแสง
เด็กที่มาภายหลังจะเสียโอกาสได้

ครูหลายคนบอกว่า ช่างมันดิ เด็กไม่สนใจเอง ช่วยไม่ได้

คิดอย่างนี้ ขอนิมนต์ให้ลาออกไปเป็นพ่อค้า
หรือไม่ก็ออกไปประกอบอาชีพ เชือดไก่ดีกว่า สะใจดีครับ
อย่ามาเป็นครูเลย หากขาดซึ่งเมตตาธรรม

การออกข้อสอบนั้นเป็นกระบวนการที่สำคัญ
เราออกข้อสอบก็เพื่อวัดว่า เราสอนได้ห่วย หรือได้ดีเพียงใด
ประการต่อมาก้อใช้จำแนกเด็กว่า เด็กแค่ละคนนั้น ที่ศึกษาเล่าเรียนมา
มีความรู้มากน้อยเพียงใด ตรงนี้ ผมเคยให้ความเห็นไว้แล้ว
อาจารย์ Pract นำไปปรับใช้ แล้วบอกกล่าวกลับมาว่า มันได้ผลพอสมควร
แปลว่ามี significance ในทางดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนใช้
ผลคือ เด็กทำคะแนนได้ดี เด็กตอบข้อสอบได้ ดีกว่าเดิมมาก

การออกข้อสอบ ครูใน U หลายคนเข้าใจว่า เป็นการวัดเด็ก
หรือเพื่อเป็นการช่วยในการตัดเกรดเด็ก แท้จริงแล้ว
ข้อแรก ของการออกข้อสอบคือ การวัดว่า “ครูสอนได้ดีหรือไม่” ตะหาก
โปรดอย่าเฉไฉ หรือลืมข้อเท็จจริงเรื่องนี้ไป

หลักการออกข้อสอบที่ดี ซึ่ง ครูจำต้องรู้
ผมขอพูดซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
เราต้องออกข้อสอบให้ ตรงตาม วัตถุประสงค์ ของ course out line
ห้ามออก นอกเหนือจาก out line ที่เขียนไว้ใน course description

ทีนี้ ถ้ามันมีเยะจะทำอย่างไรดี
อาจแบ่ง เป็น ก ข ค ง ส่วนหนึ่ง ให้คลุมเนื้อหาย่อย
หรือมีความสำคัญในลำดับรอง

และอีกส่วนหนึ่งคือ ข้อใหญ่แบบเขียนตอบ
ให้คลุมเนื้อหา ที่สำคัญ สาม ข้อก็พอ
แค่นี้เด็ก ก้ออ๊วกแตกแล้วครับ
ลองนึกกลับไปสมัยที่เราเรียนหนังสือ

ถ้าเราเจอข้อสอบยาก ยากมาก หรือยากอิ๋บอ๋าย
เราจะสรรเสริญ ครูอาจารย์ ท่านนั้นว่าอย่างไร
วันนี้กรรมได้ตามมาสนองเข้าแล้ว

up date นิดหนึ่ง ครับ 

คนเก่ง มาสอนได้ไหม คนสอนดี ต้องเก่งไหม 

1.ต้องหาคนที่สามารถอธิบายความได้ดี คนเก่งหลายคน อธิบายความไม่ได้ หรือได้ก็ไม่ดี

คนที่ว่าต้องสามารถแปลงสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างยาก มาเป็นรูปธรรมอย่างง่ายได้

2.คนสองต้องมองเห็นภาพรวมของวิชาหรือหนังสือนั้นๆ อย่างกระจ่าง

และต้องบอกภาพรวมเป็นรูปธรรมอย่างง่ายให้นักเรียนได้รับรู้

ที่สำคัญต้องบอกภาพรวมนี้แทบทุกครั้งที่เข้าสอน

และบอกอีกว่าจากภาพรวมนั้น วันนี้ เราจะมาเรียนเรื่อง D นะ

สมมุติว่าเป็นวิชาหนึ่งในชั้น ป.4 ก็แล้วกัน

เช่นวิชาการเรียนรู้เรื่องไม้ยืนต้น ก็ต้องบอกถึงภาพรวม ของไม้ยืนต้นว่า

มี ราก ลำต้นกิ่ง ใบ ดอก ผล

คนสอนในชั่วโมงนั้นๆ ต้องบอกทวนกลับไปที่ภาพรวมของต้นไม้ว่า

ไม้ยืนต้นนั้นนักเรียนคงจำได้ว่า มีองค์ประกอบอยู่ 6 ส่วนนะ

คือ ราก ลำต้นกิ่ง ใบ ดอก ผล

วันนี้เราจะมาเรียนเรื่อง "ใบ" กันนะ อะไรทำนองนี้

3.การสอนให้เป็นลำดับตาม สารบัญ หรือ course out line

4. การวัดผลประเมินผล ก็ต้องสอดคล้องตาม ข้อ. 3

5.ฝึกฝนให้เด็กแสดงออก และรู้จักคิด ตอบคำถาม

เมื่อมีการตอบผิดซึ่งเป็นเรื่องปกติ ครูที่ดี จะต้องไม่ดุ หรือว่ากล่าว

ที่เด็กตอบผิดเป็นเพราะคนสอนไม่ดีเอง นี่คือ สิ่งที่ต้องปรับปรุง

หากเด็กตอบผิดต้องอธิบายความเสียใหม่ ให้ง่ายกว่าเดิม

โดยจะต้องไม่อธิบายแบบเดิมต้องพยายาม หาทางยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้ชัดเจน

และเป็นรูปธรรมที่ง่ายสุดๆ

หลายครั้งเมื่อเด็กตอบผิด สิ่งที่ตามมาคือ ความโมโหโกรธา ของคนสอน

สุดท้ายในห้องจะมีแต่ความเครียด ไม่เกิดผลดีกับใครๆ

ที่ร้ายที่สุดคือ คนสอนจะถูกมองว่าเป็น ปีศาจ มากกว่าที่จะเป็นครู

6.คนที่จะเป็นครูได้ นั้น ต้องมีความเป็นครู อยู่ในจิตวิญญาณ ต้องมีเมตตาธรรมขั้นสูง

หากไม่มีแล้วและเข้ามาเป็นครู ก็น่าวิตกอยู่ว่า พรุ่งนี้ ของประเทศไทย จะลงนรกขุมไหนกันแน่

เมื่อมีปีศาจมายืนพูดอยู่หน้าห้องเรียน




Create Date : 13 มกราคม 2552
Last Update : 24 มกราคม 2557 8:30:00 น. 11 comments
Counter : 12349 Pageviews.

 
ขอบคุณมากนะคะ กำลังใจเสียที่กระทู้หายอยู่พอดี ขอบคุณน้าพรที่ให้คำแนะนำค่ะ


โดย: หมอ-ยา-ผู้-น่า-รัก IP: 58.8.49.87 วันที่: 13 มกราคม 2552 เวลา:13:09:02 น.  

 
ข้อมูลแน่นปึ้กเลยครับ

ความรู้ทั้งนั้นเลย / หวัดดีครับ


โดย: r-jarn-jeng วันที่: 30 มกราคม 2552 เวลา:18:32:26 น.  

 
น้าพรใช้ blog ได้เป็นประโยชน์จริง เพราะความคิดของน้าพรที่ตอบแต่ละถ้อยกระทู้นั้นมีคุณค่า หากไม่เก็บไว้ก็หายไปตามกาลเวลา เอามาใส่ใน blog อย่างนี้ก็เยี่ยมเลยครับ

ผมก็ประกอบอาชีพเป็นอาจารย์เหมือนกัน ส่วนตัวไม่รู้สึกว่ามีปัญหาในเรื่องเทคนิคการสอนเท่าไรนัก กระนั้นก็พยายามปรับปรุงตนเองสม่ำเสมอเพื่อให้นักศึกษาได้รับในสิ่งที่ดีที่สุด

ปัญหาในตอนนี้คือเป็นคนออกข้อสอบยาก กำลังพยายามลดดีกรีลง


โดย: Cryptomnesia วันที่: 31 มกราคม 2552 เวลา:13:51:13 น.  

 
สวัสดีค่ะน้าพร

กลับมารายงานผลค่ะ ว่าเอาเคล็ดลับน้าพรไปใช้แล้ว

เรื่องเตรียม dialoge ค่ะ 3 ครั้งก่อนหน้านี้ น้อง(แทนตัวเองว่าน้องแล้วกันเนาะ น่าจะเป็นน้อง)เตรียม powerpoint อย่างเดียว กะว่าเอาไว้พูดตาม slide อย่างเดียว คราวนี้น้องถึงกับนั่งคิดเลยว่า จะทักเด็กๆ ว่ายังไงบ้าง จะคุยเรื่องอะไรเป็น small talk ก่อนลากเข้าเรื่องที่เป็นบทเรียนในวันนี้ จากนั้นในบทเรียนก็คอยแทรกประสบการณ์การทำงานจริงๆ เข้าไปนิดๆ หน่อยๆ เน้นให้ขำๆ และเห็นภาพ ซึ่งพบว่าพอเล่าเรื่องพวกนี้แล้ว เด็กตั้งใจฟังมากขึ้น (สงสัยเพราะไม่อยู่ใน slide)

แล้วก็โชคดีได้เคล็ดเรื่องข้อสอบที่น้าพรบอก เอาไปใช้ด้วยเลยค่ะ พอดี class นี้มี quiz เนื้อหาที่สอนไปก่อนหน้า ได้ข้อสอบเด็กมาก็รีบตรวจเลย แล้วก็เอาจุดที่เด็กผิดกันเยอะไปบอกในห้อง ก็ดูเหมือนเด็กๆ จะสนใจมากขึ้นค่ะ บางคนที่นั่งหน้าๆ ถามออกมาบ้าง ก็เลยได้โอกาสอธิบายเพิ่มเติม และเห็นส่วนใหญ่ก็จดกันค่ะ

ค่อยยังชั่วขึ้นมานิดหนึ่งค่ะ แต่ก็คงต้องฝึกอีกเยอะ ยังไงก็ขอบคุณเคล็ดลับของน้าพรมากๆ นะคะ โอกาสหน้าจะมารบกวนใหม่ค่ะ (แอบถาม stat บ้างได้ไหมเอ่ย)


โดย: หมอ-ยา-ผู้-น่า-รัก IP: 161.200.255.162 วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:15:33:20 น.  

 
^
^
Stat เหรอครับ ถามที่ หว้ากอดีก่า ครับ
ผมลืมไปเกือบหมดแล้วก๊าบบบบ


โดย: น้าพร IP: 114.128.8.124 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:0:14:45 น.  

 
เป็นครูเหมือนกันค่ะ อ่านคำตอบของน้าพรทุกครั้ง ได้ประโยชน์ทุกครั้ง


โดย: soul16 IP: 124.120.112.61 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:19:27:50 น.  

 
หลงเข้ามาอ่านครับ

ส่วนตัวเป็นนักศึกษาครับ ตั้งใจเรียนแต่ที่อ่านมาไม่รู้ผมเป็นยังไงอ่านไม่ตรงกับที่สอบครับ ท้อพอสมควร(ไม่เคยมีตัวอย่างข้อสอบครับ อิอิ) แต่พวกวิชาช่วยเต็มตลอด เลยรอดมาได้
ผมทำงานพิเศษเป็นครูเหมือนกันครับ รู้สึกไม่มั่นใจกลัวเด็กเค้าจะเบื่อ แต่อ่านข้อความแล้วมีกำลังใจมากๆเลยครับ ขอบคุณมากๆครับ


โดย: บัวเผื่อน IP: 10.42.3.6, 202.28.180.202 วันที่: 26 มกราคม 2553 เวลา:21:38:29 น.  

 
^
^
^
อ่านไม่ตรงกับ ที่สอบ ให้ดู อีก หัวเรื่องหนึ่งครับ ใกล้ๆ กัน
เรื่อง หลักการอ่านหนังสือ ฝึกจำ + ตอบข้อสอบ ครับ


โดย: น้าพร IP: 222.123.211.252 วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:10:53:29 น.  

 
ขอบคุณมากค่ะ ตอนนี้ตัวดิฉันกำลังต้องการปรับปรุงการสอนของตนเอง เป็นประโยชน์มากค่ะที่ได้อ่านคำแนะนำ ขอบคุณค่ะบี


โดย: บี IP: 118.172.230.112 วันที่: 18 ธันวาคม 2553 เวลา:0:22:56 น.  

 
ขอบคุณมากครับ มีประโยชน์มากครับ
ผมจะเอาไปปรับปรุงการสอนของผมครับ


โดย: zerothorder IP: 118.172.5.15 วันที่: 8 กรกฎาคม 2554 เวลา:23:52:13 น.  

 
ตอนนี้ดิฉันกำลัง ทำ Project งานๆหนึ่งอยู่ค่ะ
ทำ 3ปี แล้วหยุด หลังจากนั้นมีรายได้ เดือนละ ประมาณ 50000 ตลอดชีวิตคาะ ตอนนี้งานก็กำลังดำเนินไปอยู่ ถ้าสนใจ คุยรายละเอียดได้ค่ะ คุยแล้วไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ค่ะ
แต่มันเป็นโอกาสเท่านั้นเอง (ไม่ใช่ลูกโซ่ ,บริษัทมีความมั่นคง ได้รับการยอมรับทั่วโลก) ผมไม่ได้มาหลอกมาอะไร ถ้าสนใจ คุยรายละเอียดงาน โครงสร้าง วิธีการได้ 0914085584ติดต่อคุณจอย


โดย: ่จอย IP: 171.100.204.220 วันที่: 10 กรกฎาคม 2556 เวลา:3:07:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

น้าพร
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 75 คน [?]




Friends' blogs
[Add น้าพร's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.