Didn't any body tell you it's never too late to try? Hold the line before you say goodbye...

Noknoi
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




เพลงและอัลบัมที่แนะนำไว้ในบล็อก ถ้าสนใจอยากได้ไปลองฟัง ลองกระซิบขอที่หลังไมค์ดูนะคะ
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2552
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
3 พฤษภาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Noknoi's blog to your web]
Links
 

 

Tokyo Tower (Mom and Me, and Sometimes Dad)

เรื่องนี้นับเป็นละครแนวดราม่าของญี่ปุ่นเรื่องที่ 3 ของเรา สองเรื่องแรกที่เคยดูคือ White paper และ Orange days (นิยามคำว่าดราม่าของเราคือ ละครที่มีแอคติ้งสมจริง ไม่โอเวอร์เหมือนกับละครญี่ปุ่นในยุคใหม่ ๆ)

พูดถึงสองเรื่องแรกก่อนดีกว่า สองเรื่องนี้มีพลอตเรื่องคล้าย ๆ กันตรงที่ เป็นเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนสนิท 5 คนในวัยเรียน ซึ่งประกอบด้วยชาย 3 คนและหญิง 2 คน แน่นอนว่าในนั้นจะต้องมีพระเอกและนางเอกอยู่ด้วย ซึ่งทั้งคู่ก็รักกัน แต่ด้วยอุปสรรคต่าง ๆ นานา ทำให้คนดูต้องคอยลุ้นว่าสุดท้ายแล้วทั้งคู่จะได้ลงเอยด้วยกันหรือไม่

แปลกใจอยู่อย่างว่าทำไมทั้ง 2 เรื่องถึงได้มีแนวเรื่องคล้ายกัน ใครที่ดูละครญี่ปุ่นมาเยอะ ๆ ช่วยบอกเราหน่อยนะคะว่านอกจากนี้แล้วยังมีเรื่องอื่นอีกรึเปล่าที่เป็นเรื่องราวในกล
ุ่มเพื่อน 5 คนแบบนี้ หรือว่าเราบังเอิญดูสองเรื่องนี้พอดี

เราชอบละครดราม่าของญี่ปุ่นอยู่อย่างหนึ่งตรงที่เนื้อเรื่องไม่ยาวมาก ประมาณ 10 กว่าตอนนิด ๆ เท่านั้นเอง แต่นำเสนอเนื้อเรื่องได้อย่างสมบูรณ์และไม่มีการจบแบบค้างคาหรือให้กลับไปคิดต่อเอง (ถึงแม้ก่อนหน้านั้นจะทำเราลุ้นแทบแย่ก็เถอะ)

กับสองเรื่องแรกที่กล่าวมา เราค่อนข้างประทับใจเลยล่ะ จนมาถึงเรื่องที่ 3 นี้

โตเกียวทาวเวอร์เป็นเรื่องของมะคุง เด็กหนุ่มบ้านนอกคนหนึ่ง ซึ่งพ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังเล็ก เขาอยู่กับแม่มาตลอด แต่ก็ยังไปมาหาสู่กับครอบครัวทางพ่ออยู่เสมอ ด้วยความที่มีกันแค่ 2 คนแม่ลูก ทำให้แม่ดูแลเอาใจใส่ลูกชายคนนี้มาก มากจนลูกชายเกิดรำคาญและอยากจะไปใช้ชีวิตในที่ ๆ ไม่มีแม่บ้าง เมื่อจบมัธยม เขาจึงตัดสินใจไปเรียนต่อที่โตเกียวเพื่อจะได้ไม่มีแม่มาวุ่นวายกับชีวิต

แต่การใช้ชีวิตในเมืองหลวงนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด เขาต้องประสบกับความลำบากอย่างมากในการใช้ชีวิตโดยไม่มีแม่ แต่แท้จริงแล้ว แม่ยังมีบทบาทในชีวิตเขาอยู่ตลอดถึงแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วก็ตาม

ในความเห็นเรา ตัวเอกของละครเรื่องนี้ไม่ใช่มะคุงหรอก แต่คือแม่ของมะคุงต่างหาก เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากชีวิตจริงซึ่งเราคิดว่าผู้แต่งคงแต่งเรื่องนี้เพื่อรำลึกถึงแม
่ของเขา ถึงแม้จะเป็นที่ญี่ปุ่นแต่ก็มีสภาพสังคมที่คล้ายกับเมืองไทย คนต่างจังหวัดก็พยายามดิ้นรนเพื่อที่จะเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง ซึ่งมีสภาพสังคมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นคนเฒ่าคนแก่หลายคนจึงเลือกที่จะอยู่ในที่ที่คุ้นเคยมากกว่า แต่กับแม่ของมะคุง เธอตัดสินใจมาอยู่ในโตเกียว ที่ ๆ เธอไม่เคยอยู่เลย เพียงเพื่อขอให้ได้อยู่กับลูกชาย ในตอนแรกมะคุงรำคาญที่แม่กลับมาวุ่นวายกับชีวิตเขาอีก แต่เพื่อน ๆ ของเขาซึ่งเป็นเด็กต่างจังหวัดทั้งหมดทำให้เขาคิดได้ว่าเขาโชคดีขนาดไหนที่มีแม่มาอย
ู่ด้วย ในขณะที่คนอื่น ๆ ต้องอยู่ไกลบ้านไกลครอบครัว และบางคนก็ไม่มีบ้านให้กลับด้วยซ้ำ ทุกคนจึงมาพึ่งพิงแม่ของมะคุงราวกับว่านี่คือแม่ของพวกเขาจริง ๆ

เราเสียน้ำตาให้กับละครเรื่องนี้ไปเยอะมาก ไม่ได้ร้องเพราะความเศร้าหรอก แต่เพราะซาบซึ้งกับความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูกต่างหาก พอดูเรื่องนี้แล้วก็กลับมาย้อนคิดถึงตัวเองว่าเราเองก็จากบ้านจากครอบครัวมาเหมือนกั
น ในเรื่องนี้มะคุงยังโชคดีที่เขาได้ทำในสิ่งที่ลูกควรทำคือทำให้แม่มีความสุข ละครเรื่องนี้คงทำให้คนที่เป็นลูกได้กลับมาคิดว่า แล้วเราล่ะใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างคุ้มค่าหรือยัง

เอฟเฟกต์ของละครเรื่องนี้ เหมือนกับตอนที่เราดูเรื่อง I'm sorry I love you จบเลยค่ะ ตอนนี้ตกอยู่ในอาการซึมเศร้า ละครจบแล้วแต่คนดูยังไม่เลิกอิน หยิบเรื่องไหนขึ้นมาดูต่อก็ไม่สนุก ไม่ถูกใจ อันที่จริงตอนนี้เราได้พักงาน 2 อาทิตย์เพราะเป็นอีสุกอีใส ตั้งใจจะดูหนังในสต๊อกให้ได้เยอะที่สุด แต่ตอนนี้กลับไม่อยากหยิบเรื่องไหนมาดูเลยล่ะค่ะ




 

Create Date : 03 พฤษภาคม 2552
0 comments
Last Update : 3 พฤษภาคม 2552 22:55:48 น.
Counter : 695 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.