ชอบเพ้อเจ้อ

กลิ่นกาแฟหอมชื่นใจ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




: Users Online
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2558
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
24 ตุลาคม 2558
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add กลิ่นกาแฟหอมชื่นใจ's blog to your web]
Links
 

 

เมื่อคนแข็งแรงอย่างฉันป่วยเป็น SLE

ห่างหายไปนานเลยทีเดียวกับการเขียน blog นานจนลืมไปแล้วว่ามันต้องเริ่มต้นยังไงนะไอ้การอัพ blog เนี่ย 55


เพราะมัวแต่ยุ่งกับงานประจำ จนลืมไปเลยว่า เอ้ย เราเคยเป็นคนชอบเพ้อเจ้อจนเขียนอะไรได้เป็นเรื่องเป็นราวมานักต่อนัก แล้วไอ้ความรู้สึกอยากเขียนมันหายไปไหนหมดนะ สมองไม่แล่นเลย ไม่เลยจริง ๆ - -" จนวันนี้ ก็ยังไม่ได้มีอารมณ์อยากเขียนมากนักหรอก แต่บอกกับตัวเองว่าต้องเขียน เพราะพอเวลาผ่านไป วันที่เรากลับมาเปิดมันอ่านอีกครั้ง เราจะได้รู้ว่าช่วงเวลานี้เรากำลังทำอะไร และมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับเราบ้าง 

เอาล่ะ เข้าเรื่องเถอะ !!

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ว่า ถึงแม้เราจะเป็นคนมีร่างกายแข็งแรงแต่ก็ชะล่าใจไม่ได้นะว่าเราจะไม่เป็นโรคอะไร ปกติแล้ว จขกท เป็นคนที่ไม่ค่อยเจ็บป่วย มากสุดก็แค่เป็นหวัดแต่กินยาสองสามวันก็หาย เพราะฉะนั้น จขกท กับ รพ จึงแทบไม่ค่อยได้พบปะกันเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง ประมาณเดือนตุลาคม 2557 นั่งทำงานอยู่ดี ๆ พอจะลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานปรากฏว่าปวดข้อเข่า ปวดมากจนต้องใช้มือดันตัวเองขึ้นมาให้ลุกได้ ตอนนั้นก็รู้สึกแปลกใจว่า เอ๊ะ เราเป็นอะไรนะ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแต่ว่าอาจจะนั่งนานเกินไป ก็อืม ทนต่อไป แต่ตอนเดินก็เดินขากะเผลก ๆ ไป เพื่อนถามก็บอกว่าปวดข้อ เพื่อนก็พากันหัวเราะ บางคนก็แซวว่าแก่แล้ว (ข้าเพิ่งจะ 29 เองนะตอนนั้น) บางคนก็ว่า อะไร๊ มันจะปวดมากขนาดนั้นเลยเหรอวะ (เออสิ พวกเมิงไม่รู้หรอกว่าตูปวดแค่ไหน พวกเมิงไม่มาเป็นตูนี่...ทั้งหมดนี้ได้แต่คิดในใจ) 

ปวดอยู่สักวันสองวันก็หาย เราก็ใช้ชีวิตปกติมาเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งตื่นนอนตอนเช้า จะลุกจากที่นอนปรากฎว่าลุกไม่ได้จ้า ปวดหลัง ปวดคอ ยังนึกว่าเฮ่ยเรานอนตกหมอนเหรอ ก็ไม่นะ แต่ทำไมลุกไม่ได้ ด้วยความที่อยู่หอคนเดียวก็เรียกให้ใครช่วยไม่ได้ก็เลยต้องช่วยเหลือตัวเองนี่แหละ พลิกไปพลิกมา ใช้มือดัน ทำทุกท่วงท่ากว่าจะดึงตัวเองขึ้นมาจากเตียงได้ คือจะบิดจะหันไปทางไหนมันก็เจ็บ ต้องใช้มือยันแล้วทนเจ็บเฮือกเดียวเพื่อลุกขึ้นมา เฮ่อ ตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดว่าตัวเองป่วยอะไรก็คิดว่าสงสัยคงนอนตกเตียงแล้วจำไม่ได้

ธันวาคม 2557 เริ่มรู้สึกว่าตัวเองป่วย มีไข้ ร่างกายอ่อนเพลีย ไปหาหมอก็ได้ยาแก้ไข้หวัดมาแต่ผ่านไปหลายวันแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น วันหยุดสิ้นปีเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด ก็ไปแบบป่วย ๆ กลับถึงบ้านเริ่มปวดข้ออีก คราวนี้ปวดข้อเข่าหนักมาก นั่งยอง ๆ ไม่ได้เลย คือปวดจนแทบร้องไห้ พ่อก็เลยพาไปหาหมอที่ตัวอำเภอ หมอวินิจฉัยแล้วบอกว่าที่ปวดข้อนี่เพราะเราไข้นะ หายไข้แล้วคงจะดีขึ้น - -" จขกท ก็กลับบ้านมาพร้อมกับความเจ็บปวดที่ไม่ได้ทุเลาลงเลย ก็กินยาแก้ไข้หวัดต่อไป ก็หมอเค้าวินิจฉัยมาแล้วนี่นะ ต้องเชื่อหมอเสะ

กลับขึ้นมา กทม ตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไป ระหว่างนั้นก็มีปวดตามข้อเท้า ข้อเข่า ข้อศอกบ้าง สลับ ๆ กันไป อาการมันจะประมาณว่า วันนี้ตื่นมาปวดข้อศอก ตอนเย็นหาย แล้วเช้าอีกวันจะย้ายไปปวดที่ข้อเท้า พออีกวันก็ย้ายไปปวดข้อนิ้วข้างขวา แล้วย้ายมาข้อนิ้วด้านซ้าย อะไรประมาณนี้ ก็ย้ายที่ปวดไปเรื่อย ๆ แบบที่เราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าพรุ่งนี้จะปวดตรงไหน เหมือนเรากำลังเล่นไล่จับกับไอ้เจ้าโรคนี้ที่วิ่งเปลี่ยนที่ไปทุกวัน ๆ ทรมาณใช้ได้เลยทีเดียว

จนกระทั่งเข้าเดือน พค 2558 เริ่มมีอาการข้อบวม ครั้งแรกสังเกตเห็นข้อเท้าตัวเองบวมมากก็ เฮ่ย เจ็บไม่พอยังบวมด้วยเหรอ ก็ยังอีกนะ ยังไม่คิดสงสัยว่าตัวเองเป็นอะไร ก็ใช้ชีวิตต่อไป ไปทำงานแบบข้อเท้าบวม เดินกะเผลก ๆ ไป สองสามวันมันก็หายบวม พอผ่านไปอีกวันสองวันมันก็ย้ายที่ไปบวมที่ข้อศอก ตอนนี้แหละชักยังไง ๆ ละ เริ่มสงสัย ประกอบกับหนังตาก็บวม เจ้านายทักว่าทำไมตาบวม หน้าบวม ไปหาหมอมั๊ย เท่านั้นแหละกลับมาส่องกระจกเลยจ้า บวมจริง ๆ ด้วย คราวนี้ไม่รีรอ วันรุ่งขึ้นไปหาหมอ ก็บอกอาการไป หมอก็เลยให้เจาะเลือดแล้วบอกให้มาฟังผลอาทิตย์ถัดไป ก่อนกลับบ้านหมอก็บอกคร่าว ๆ ว่าสงสัยอยู่สองโรคนะ คือ รูมาตอยด์ กับ โรคพุ่มพวง อืมมมม เราก็เฮ่ย โรคอะไรนะไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย เคยได้ยินแต่ว่าพุ่มพวงเสียเพราะโรคประจำตัวอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้มาก่อนว่าเค้าเรียกอะไร


ระหว่างรอผลก็กลับมาหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับสองโรคนี้ ตอนแรกไม่คิดหาข้อมูลโรคพุ่มพวงหรือ SLE เลย เพราะคิดว่าเราไม่เป็นหรอก คนแข็งแรงอย่างเราจะเป็นโรคนี้ได้ยังไง ก็เลยหาข้อมูลเฉพาะโรครูมาตอยด์ ก็พบว่ามันก็รุนแรงนะ แล้วอาการหลายอย่างเราก็ตรงนะ ปวดตามข้อไรงี้ ตอนนั้นเริ่มเศร้าละ เริ่มคิดไปต่าง ๆ นานา เริ่มขอพรภาวนาว่าอย่าเป็นเลย มันร้ายแรงมากนะ


ในที่สุดวันที่หมอนัดฟังผลก็มาถึง เราก็ไปแบบหัวใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ กลัวหมอบอกว่าเป็น - -" พอหมอเรียกเข้าไปก็ให้ดูผลเลือด เราดูไม่รู้เรื่องหรอกจนหมออธิบายทีละตัว ๆ สุดท้ายหมอสรุปว่า ไม่เป็นรูมาตอยด์นะจ๊ะ ก็แบบโหยยย โล่งใจมาก แต่นะจ๊ะแต่ หมอนัดมาเจาะเลือดอีกครั้งเพื่อตรวจหาโรค SLE เพราะพอข้อสันนิษฐานแรกของหมอตกไปก็เหลืออีกข้อคือโรคพุ่มพวง ซึ่งหมอบอกรุนแรงกว่ารูมาตอยด์อีก เอาล่ะ ทีนี้ก็กลับบ้านมาแบบวิตก แต่หลังจากวันนั้นก็ไม่ปวดข้ออีกเลย ก็ชะล่าใจคิดว่าคงหายแล้วแหละ ก็เลยไม่ไปเจาะเลือดตามหมอนัด งานเข้าเลยทีนี้

มิถุนายน 2558 ตื่นมาก็เห็นจ้ำเลือดที่ขาเต็มไปหมด เป็นจ้ำแบบช้ำเลือด ตอนแรกก็คิดว่ายุงกัดเหรอ แต่ทำไมจ้ำมันใหญ่ขนาดนี้ ก็ยังอุตส่าห์คิดบวกอีกว่าไม่มีอะไรหรอกมั๊ง เพราะเอามือกดก็ไม่ปวดนี่ ก็ใช้ชีวิตต่อไป จ้ำนี่ก็อยู่บนขาประมาณอาทิตย์นึงก็หายไปวันสองวัน แล้วมันก็กลับมาอีก อยู่เป็นอาทิตย์ก็หายไปอีก อินี่ก็ยังอุตส่าห์ทนไม่ไปหาหมอ ไม่สงสัยในความผิดปกติของตัวเอง โลกสวยจ้า - -" ก็เพราะมันไม่ได้มีความเจ็บปวดแต่อย่างใด มีแต่รอยจ้ำเลือด จนมาวันหนึ่งที่ตื่นขึ้นมารอยจ้ำเลือดที่เป็นดวง ๆ เล็ก ๆ ก็ขยายใหญ่ ใหญ่เป็นปื้น ๆ เป็นแผ่น จนแบบเห็นแล้วตกใจ เฮ่ยนี่มันจะมากไปแล้วนะ !! (เพิ่งสำนึกได้) หลังจากวันนั้นก็ไปหาหมอเลยค่ะ ไปให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลยว่าอินี่เป็นอะไร

เจาะเลือดเสร็จก็รอผลเหมือนเดิม หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปก็ไปพบหมอ หมอบอกว่าเลือดผิดปกติ น่าจะเป็นโรค SLE 90% เลยแหละ เราก็เฮ่ย จริงเหรอ เราจะเป็นโรคนี้จริงเหรอ ก็ยังไม่ยอมเชื่อ หลังจากวันนั้นหมอก็ให้ตรวจปัสสาวะแล้วกลับมาฟังผลในอาทิตย์ถัดไป คือหมอยังไม่ฟันธงว่าเป็นชัวร์ แค่ 90% เท่านั้นที่อาจจะเป็น แสดงว่าเรายังมีความหวังสินะ เราอาจจะไม่เป็นก็ได้ (หรา คิดเข้าข้างตัวเอง) ในช่วงระยะเวลาที่รอผลก็ไปบนบานศาลกล่าวขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้ทั่วเลยจ้า ถ้าลูกช้างไม่เป็นจะถวายนั่นนี่ โอ๊ย เยอะไปหมด จนในที่สุดวันฟังผลก็มาถึง





 

Create Date : 24 ตุลาคม 2558
3 comments
Last Update : 24 ตุลาคม 2558 10:57:37 น.
Counter : 593 Pageviews.

 

ต่อค่ะ

ก่อนถึงวันฟังผลอาการก็เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ปวดข้อทุกวันย้ายที่ไปเรื่อย ๆ ปวดจนแบบ บิดลูกบิดประตูไม่ได้ เปิดฝาขวดน้ำไม่ได้ ต้องใช้ความพยายามสูงมากกว่าจะได้กินน้ำ และเพราะอยู่คนเดียวด้วย แม้จะปวดแค่ไหนก็ต้องใช้ชีวิตคนเดียว ดูแลตัวเอง ขับรถไปหาหมอเองขับไปเรื่อย ๆ ขับมือเดียวเพราะข้อมือเจ็บ คือตอนนั้นรู้สึกว่าชีวิตรันทดจัง ขนาดเจ็บก็ไม่มีคนดูแล เริ่มคิดเยอะ นี่สินะเค้าถึงบอกว่าคนที่กำลังเจ็บป่วย กำลังใจคือสิ่งสำคัญ แต่ข้าไม่มี หึหึ

เอาล่ะ หมอเรียกเข้าห้องไปฟังผลแล้ว นั่งลงตรงหน้าหมอ มือเย็นเฉียบ หมอให้ดูผลเลือดแล้วบอกว่า แน่นอนแล้วล่ะ คุณเป็น SLE แน่นอน 100% คุณพระ ! ตกใจแต่ยังอยู่ในอาการสงบ แต่ข้างในนี่สับสนไปหมดละ นึกถึงเรื่องของเพื่อน ๆ ที่เป็น SLE ที่เราเคยเปิดอ่านในเน็ต เฮ่ย แต่ละคนนี่อาการรุนแรงทั้งนั้น บางคนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ก็เริ่มคิดว่าเราจะเป็นแบบนั้นมั๊ย นี่เราจะอายุสั้นกว่าคนปกติทั่วไปเหรอ เราจะจากโลกนี้ไปโดยที่ยังเห็นพ่อแม่ลำบากอยู่เหรอ แล้วคนข้างหลังจะอยู่ยังไง เจ้าหลานตัวน้อย ๆ ที่กำลังอยู่ในวัยน่ารักล่ะ เราจะไม่ได้เห็นตอนเค้าโตเหรอ คือคิดไปต่าง ๆ นานาจริง ๆ ก็เดินออกมาแบบใจหาย ขับรถกลับห้องน้ำตาไหล คิดถึงพ่อแม่ คิดถึงพี่ คิดถึงใครต่อใครขึ้นมามากมาย สุดท้ายก็วนกลับมาคิดถึงตัวเองอีกว่า เออ เจ็บป่วยก็ไม่มีคนดูแล เกิดเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมาก็คงไม่มีใครเห็น คงตายเพราะไม่มีคนมาช่วยนี่แหละ

เริ่มแล้ว เริ่มคิดมาก ถึงบอกไงว่าคนป่วยต้องการกำลังใจ เข้าใจเลยว่ากำลังใจสำคัญมากมายขนาดไหน เราก็เริ่มไม่อยากอยู่คนเดียวละเพราะกลัว ทั้งที่เมื่อก่อนโหยหาที่จะอยู่คนเดียวมากเนื่องจากเป็นคนโลกส่วนตัวสูงปรี๊ด แต่ตอนนี้ ฉันอยากอยู่กับใครก็ได้ อยากกลับบ้าน อยากมีแฟนเผื่อเค้าจะได้มาช่วยดูแล อยากอยู่ใกล้เพื่อน เป็นช่วงเวลาที่ไม่อยากอยู่คนเดียวเลยจริง ๆ


เอาล่ะ กลับมาถึงห้องก็ตั้งสติ เนื่องจากเราเป็นคนนิ่งและมีความสงบสูงอยู่แล้วก็เลยตั้งสติได้ง่ายหน่อย เริ่มต้นก็โทรบอกพี่ที่ทำงานที่เราสนิทที่สุดเป็นคนแรก ไม่กล้าบอกที่บ้านเพราะกลัวเค้าตกใจ พี่ที่ทำงานก็แสนดีนะ ให้กำลังใจเราแล้วก็ยังเชิญชวนให้เราไปนอนค้างที่บ้านจนกว่าอาการจะดี (คือตอนนั้นอาการไม่ดีมาก ๆ ปวดข้อทุกวัน อ่อนเพลีย เป็นหนักกว่าที่เคยเป็นเลยแหละ) แต่เราก็ไม่ได้ไปนอนบ้านเค้านะ ก็ยังเกรงใจและคิดว่ายังดูแลตัวเองได้



หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตตามปกติทั่วไป กินยาตามหมอสั่ง อาการปวดข้อเริ่มหาย แต่สิบวันผ่านไปหลังจากกินยา นี่คือเริ่มต้นเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดในชีวิตเลยทีเดียว



เช้าวันหยุดที่อากาศสดใส หึหึ เราก็ตื่นมาตามปกติ อาการแข็งแรงดี ไม่เจ็บไม่ปวด ก็สบายใจออกไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ มีเวลาไปทำผมชิว ๆ จนเย็นก็กลับมาห้อง อาบน้ำ กินข้าว พอได้เวลานอนก็นอนตามปกติแต่ไม่หลับจ้า พลิกไปพลิกมาทั้งคืนก็ไม่หลับ เราก็เอ๊ เป็นอะไรว้า วันนี้กาแฟก็ไม่ได้กิน แล้วทำไมไม่หลับ (ปกติติดกาแฟมาก แต่หยุดกินไปพักหนึ่งตอนป่วย) สรุปคืนนั้นทั้งคืนไม่ได้นอน ตื่นไปทำงานแบบคนยังไม่ได้นอน ก็ยังไม่คิดอะไรมาก รู้สึกเพลียนิดหน่อยคิดว่าคืนนี้คงหลับเป็นตายแน่ ๆ เพราะเมื่อคืนก็ไม่ได้นอนทั้งคืน

เอาล่ะ พอถึงกลางคืนก็นอน เวลาผ่านไป เที่ยงคืนก็แล้ว ตีหนึ่งก็แล้ว เฮ่ย ตีสองแล้วทำไมยังไม่หลับ เฮ่ยไม่ได้แล้วนะ เมื่อคืนก็ไม่ได้นอน คืนนี้ถ้าไม่นอนอีกเมิงแย่แน่ ก็เริ่มเครียดละ พลิกไปพลิกมาทั้งคืนจนหกโมงเช้าจ้า ตายังสว่างไสวไม่ง่วงแต่อย่างใด ได้เวลาไปทำงานอีกละ - -"


นึกอาการของคนไม่ได้นอนสองคืนกับหนึ่งวันเต็มออกมั๊ยคะ เพลียค่ะ แต่มันไม่ง่วง ไม่รู้สึกง่วงเลยจริง ๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าอาการแย่ละ ตาดำคล้ำ ร่างกายล้า ตอนเที่ยงลองนอนดูก็ไม่หลับ คือไม่ง่วงเลย คืออินี่เป็นคนเหล็กอึดทะลุโลกมาก ตอนนั้นเริ่มอยากร้องไห้ เริ่มกังวลว่าคืนนี้จะนอนหลับมั๊ย จนในที่สุดเวลาที่กลัวที่สุดก็มาถึง


คืนที่สาม ล้มตัวลงนอนด้วยหัวใจที่เต้นตึก ๆ ใจที่กังวลว่าจะหลับมั๊ยแล้วก็เป็นจริงดังคาด ไม่หลับจ้า กลายเป็นมนุษย์ที่ไม่นอนเลยสามคืนสองวัน อื้มมม ท่านได้ยินไม่ผิด ขนาดข้ายังไม่อยากเชื่อตัวเองเลย คนอะไรไม่นอนเลย คืนนั้นทั้งคืนได้แต่นอนมองเพดานแล้วร้องไห้ คือมันทรมานมาก คนที่มีอาการนอนไม่หลับน่าจะเข้าใจดีเนาะ



เช้ามาต้องทำงานอีก แต่วันนี้ไม่ไปทำงานจ้า ร่างกายไม่ไหว มันไม่ได้ง่วงนะแต่มันเพลีย ก็คนอะไรจะไม่นอนตั้งสามวันสองคืน ก็โทรไปลางานแล้วเริ่มคิดหาวิธีจะทำยังไงให้นอนหลับ ใช่ ต้องกินยานอนหลับสิ ในเมื่อนอนไม่หลับก็ต้องกินยานอนหลับ เมื่อคิดได้ก็ไปคลินิก คิดว่าบอกอาการหมอแล้วเดี๋ยวหมอต้องจ่ายยานอนหลับมาให้ คืนนี้จะได้นอนกันซะที แต่คิดผิดค่ะ นอกจากหมอไม่จ่ายยานอนหลับแล้วยังไล่เรากลับไปอีก บอกว่ายานอนหลับไม่มีหมอคนไหนเค้าจ่ายกันง่าย ๆ หรอก เอาไงล่ะทีนี้ เริ่มเครียด ก็เลยขับรถไป รพ ไปหาหมอ รพ ก็ได้วะเผื่อเค้าช่วยได้



ไปถึงหมอถามว่าเป็นอะไรก็บอกว่ามีไข้ แล้วก็นอนไม่หลับด้วย หมอก็ให้ยาแก้ไข้มากินอีกแล้วจ้า เราก็ถามว่าหมอจะจ่ายยานอนหลับด้วยมั๊ยคะ คือหนูนอนไม่หลับค่ะ หมอบอกยาที่ให้ไปนี่ก็มีฤทธิ์ทำให้นอนหลับนะ ไปลองกินดู ก็เอิ่ม กลับมาพร้อมยาแก้หวัด และคืนนั้นทั้งคืนก็ไม่หลับอีก ฮะ นี่เรื่องจริงใช่มั๊ย คนอะไรไม่นอนเลย เป็นไปได้ไง สภาพตัวเองตอนนั้นคือไม่ไหวแล้ว ไม่มีแรงเดิน พอไปนอนก็ไม่หลับ วันนั้นเลยลางานอีกจ้าและคิดว่ายังไงก็ต้องทำให้หมอจ่ายยานอนหลับให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นร่างกายแย่แน่ ก็ไปค่ะ ไป รพ อีก คราวนี้บอกอาการอย่างเดียวเลยว่านอนไม่หลับ คือไม่บอกละว่ามีไข้ด้วย เอาอาการเดียวเลยหมอจะได้รักษาอาการนอนไม่หลับอย่างเดียวเลย ปรากฎวันนั้นได้ยานอนหลับมาจ้า น้ำตาไหลพรากตื้นตันใจ กลับมาถึงห้องตอนบ่ายคือกินยานอนหลับเลยค่ะ ขอให้ร่างกายได้นอนก่อนแล้วค่อยว่ากัน



เดี๋ยวมาต่อเนาะ ที่เล่าเรื่องนอนไม่หลับมานี่บางคนอาจถามว่าเกี่ยวอะไรกับ SLE เหรอ เล่าทำไม ?

คือจะบอกว่าเกี่ยวแน่นอนค่ะ เดี๋ยวจะมาเล่าต่อว่าเกี่ยวยังไง











 

โดย: กลิ่นกาแฟหอมชื่นใจ 24 ตุลาคม 2558 11:49:47 น.  

 

ซักผ้าเสร็จละ มาต่อได้

หลังจากวันนั้นเราต้องกินยานอนหลับทุกวัน วันไหนลองไม่กินก็นอนไม่ได้เลย นึกสงสัยว่าตัวเองแพ้ยารักษา SLE ตัวใดตัวหนึ่งรึเปล่า ทำไมอยู่ดี ๆ ก็นอนไม่หลับ หรือเพราะเป็นอาการของโรค อดรนทนไม่ไหวเพราะไม่อยากกินยานอนหลับต่อไปอีกแล้วก็เลยไปหาหมอ หมอบอกไม่เกี่ยวกับยาที่กินนะ ไม่มีตัวไหนเลยที่จะทำให้นอนไม่หลับ และคนที่เป็นโรคนี้ก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีใครที่นอนไม่หลับ เอาล่ะสิ มืดแปดด้านเลยทีนี้ ในเมื่อหาสาเหตุไม่ได้ก็ไม่รู้จะแก้ยังไงให้ถูกทาง เราก็กลับมาพร้อมยานอนหลับที่หมอจ่ายให้อีกกระปุก หมอบอกอย่ากินเยอะเพราะมันไม่ดีในระยะยาว แต่จะทำไงล่ะคะ ในเมื่อถ้าไม่กินก็นอนไม่หลับ ร่ายกายทรุด ก็เลยต้องกินต่อไป


ไม่อยากเชื่อตัวเองว่าผ่านไปสองเดือนเราก็ยังนอนไม่หลับ คือต้องกินยาตลอดและไม่มีอาการง่วงเลย หนักเข้ายานอนหลับเม็ดเดียวเอาไม่อยู่ก็ต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และถึงแม้จะได้พักผ่อนแต่การนอนด้วยยานอนหลับมันไม่เหมือนนอนได้เองนะ หน้าตาเราไม่สดใส หมีแพนด้ามาเยือน ขอบตาดำคล้ำทรุดโทรม ไม่มีแรงเดิน ลองนึกสภาพคนที่นอนไม่เต็มที่ตลอดสองเดือนสิคะว่ามันทรมานขนาดไหน


พอร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอโรคต่าง ๆ ก็เริ่มถามหา เริ่มป่วย มีไข้ และไอ ไอหนักมากจนเจ็บซี่โครง ไอเป็นเดือน ๆ และไม่มีทีท่าว่าจะหาย คือทรมานมาก แต่ละคืนก็คอยคิดว่าคืนนี้จะหลับมั๊ย คือเราพยายามลดยาเพราะไม่อยากกินจนติด พยายามนอนด้วยตัวเองแต่สุดท้ายก็ต้องลุกมากินยาตลอด ประกอบกับไอด้วยก็ยิ่งไม่หลับไปกันใหญ่ คืนนึงได้นอนไม่กี่ ชม ร่างกายทรุดลงเรื่อย ๆ ตอนนั้นคิดแล้วว่าคงไม่ได้ทรุดเพราะ SLE หรอก จะทรุดเพราะนอนไม่หลับเนี่ยแหละ ก็อยู่กับความทรมานแบบนั้นนานมาก ไปทำงานแบบคนไม่มีแรงจนเจ้านายบอกให้หยุดงานสักอาทิตย์กลับบ้านเผื่อจะนอนหลับ โอเคเราก็หยุดงานตามเจ้านายบอกแต่ก็ไม่หลับนะ ในช่วงเวลาที่หยุดก็พยายามหักดิบยาแต่ก็ไม่หลับ ทำไงก็ไม่หลับ ทรมานจนร้องไห้แทบทุกวัน ตอนนั้นกินทั้งยา SLE ยาแก้ซี่โครงอักเสบ ยาแก้ไอ ยานอนหลับ กินเยอะแยะไปหมด ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะต้องมานั่งกินยาอะไรมากมายขนาดนี้ หวนนึกถึงวันที่แข็งแรง อยากกลับไปเป็นแบบนั้นอีก อยากยิ้ม อยากหัวเราะ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้เลย ไม่มีอารมณ์แม้แต่จะยิ้มเลย



สองเดือนกว่าแล้ว อาการไม่ดีขึ้น เราเกลียดการนอนไม่หลับยิ่งกว่าโรค SLE เสียอีก ตอนเราปวดข้อมันทรมานนะแต่ไม่ทรมานเท่านอนไม่หลับเลย แล้วคนเราพอนอนไม่หลับเนี่ยสุขภาพมันจะเสียเลยนะ อวัยวะต่าง ๆ ทำงานผิดปกติ แล้วมันจะนำพาโรคนั้นโรคนี้เข้ามาอีกนับไม่ถ้วน เอาล่ะ มาถึงจุดที่คิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปอาจจะตายก่อนวัยอันควรแน่ ก็เลยลอง search อินเตอร์เน็ตดูว่าโรคนอนไม่หลับควรรักษายังไง สรุปคือ ต้องพบจิตแพทย์ค่ะ เค้าแนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์ โอเค เราก็ไป หาข้อมูลแล้วเลือก รพ รามาธิบดี วันที่จะโทรนัดบังเอิญพี่ที่ทำงานคนหนึ่งบอกว่าเราควรไปหาหมอ SLE ที่รามาก่อน ให้หมอวินิจฉัยว่าทำไมนอนไม่หลับ เกี่ยวกับตัวโรครึเปล่าแล้วค่อยไปหาจิตแพทย์ เราก็เออดีเหมือนกัน เผื่อหมอที่นั่นจะวินิจฉัยแตกต่างจากหมอ รพ ที่เรารักษาอยู่


ก็โอเคนัดหมอ SLE ก็เจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ แล้วอีกอาทิตย์นึงมาฟังผล หมอก็บอกเหมือน รพ เดิมแหละว่าเราเป็น SLE นะ แต่อยู่ในขั้นที่ไม่รุนแรง เป็นแค่เริ่มต้นนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ที่แตกต่างคือหมอที่นี่บอกว่ามียาตัวหนึ่งที่เรากำลังกินทำให้เรานอนไม่หลับ ตัวนั้นคือ prednisolone ค่ะ มันจะมีฤทธิ์กับเฉพาะบางคนที่ไวต่อยา หมายความว่าใครที่ไม่ไวต่อยาตัวนี้ก็นอนหลับได้ปกติ แต่ใครที่ไวกับยาตัวนี้จะ alert ทันทีเมื่อกิน จะไม่อยากนอน จะ alert อยู่ตลอดเวลา อืม ถึงบางอ้อ เพราะยาตัวนี้สินะถึงเป็นแบบนี้ หลังจากวันนั้นเราก็ไม่ไปพบจิตแพทย์อีก ก็กินยา prednisolone ต่อไปเพราะไม่กล้าหยุดด้วยตัวเอง และก็ยังคงกินยานอนหลับทุกวัน จนถึงวันนัดพบหมอที่ รพ เดิมอีกครั้ง



หมอตรวจเลือดและปัสสาวะอีกทีแล้วบอกว่าอาการดีขึ้น ผลเลือดดีขึ้น เราไม่เจ็บไม่ปวดข้อ มีแต่อาการนอนไม่หลับ หมอยังคงไม่เชื่อว่า prednisolone มีผล แต่เราเชื่อหมอที่รามาว่ามันมีผลแน่ ๆ แต่ก็ไม่กล้าบอกหมอที่นี่ว่าเราไปหาหมอ รามา มานะ


เมื่อผลเลือดดีขึ้นหมอก็ให้ลดยา prednisolone ตอนนั้นเรากินอยู่สองเม็ด ใช่ค่ะมันน้อยมากเมื่อเทียบกับคนอื่นที่เป็นหนัก แต่สองเม็ดก็ทำให้เรานอนไม่หลับได้ เพราะร่างกายคนเราไม่เหมือนกันเนาะ


เมื่อหมอสั่งลดยาเราดีใจมาก จากสองเม็ดเหลือหนึ่งเม็ด เราก็นึกในใจว่าคืนนี้แหละจะได้รู้ว่าถ้าลด prednisolone ลงแล้วจะหลับมั๊ย เราบอกกับตัวเองเลยคืนนี้จะไม่กินยานอนหลับ จะลองดูซิว่ามันมีผลจริงรึเปล่า


และแล้วความมืดก็มาถึงค่ะ จิตใจกังวลกระสับกระส่าย ตื่นเต้น (คือถ้าจะนอนไม่หลับก็คงเพราะตื่นเต้นมากนี่แหละ - -" ) ก็โอเค คืนนั้นนอนแบบไม่กินยา ผลปรากฎว่าหลับไปตอนไหนไม่รู้จ้า ตื่นเช้ามาดีใจมากกกก เพราะยาจริง ๆ หรือนี่ โอ้ว คืนถัดไปก็หลับดีขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ คือแบบพอลด pred ปุ๊บ หลับเลย ดีใจน้ำตาไหล ที่แท้เป็นเพราะเจ้า pred นี่เอง



ก็เป็นประสบการณ์ที่จะจดจำไปจนวันตายเลยล่ะว่าครั้งหนึ่งเราเคยเป็นหนักขนาดนี้นะ อาจจะไม่หนักเท่าคนอื่นแต่ก็ทรมานมากสุดในชีวิตที่เคยเจอ และอาจจะมีน้อยคนมากที่ป่วยเป็น SLE แล้วแพ้ยา prednisolone คือแทบไม่มีประวัติว่าใครกินยานี้แล้วจะนอนไม่หลับเลยแต่เราก็เป็น


ฉะนั้นใครที่กำลังมีอาการแบบเราเพราะกิน pred อยู่แล้วยังหาสาเหตุไม่เจอก็อยากจะบอกว่าอาจจะเป็นเหมือนเราก็ได้นะ ลองค้นหาสาเหตุดู โรคนี้มันจะแสดงอาการได้หลายระบบ แต่ละคนอาจจะแสดงไม่เหมือนกัน ของเราโชคดีที่ลงข้อ บางคนลงปอด ลงไต อันตรายกว่านี้ ซึ่งนี่ก็ถือว่าโชคดีมากที่สุดสำหรับเราแล้ว


ขอให้คนที่เป็น SLE ทุกคนสู้ ๆ ค่ะ เราจะสู้ไปด้วยกัน ^^







 

โดย: กลิ่นกาแฟหอมชื่นใจ 24 ตุลาคม 2558 12:59:57 น.  

 

 

โดย: สมาชิกหมายเลข 1779106 6 พฤศจิกายน 2558 15:05:21 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.