ตุลาคม 2555

 
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
สารพันคำถามเกี่ยวกับการทำเด็กหลอดแก้ว

สารพันคำถามเกี่ยวกับการทำเด็กหลอดแก้ว

 

เราได้ลองรวบรวมคำถามต่าง ๆ ที่เคยเห็นผู้อยากเป็นพ่อแม่มาลงถามในเว็บ บางคำถามเราก็คิดถามตัวเอง ถามหมอ ถามเพื่อน และได้คำตอบต่าง ๆ มาเล่าสู่กันฟังเป็นไอเดียให้คุณพ่อคุณแม่ที่คิดว่าตัวเองมีบุตรยากได้ลองอ่านดู เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับตัวเองนะคะ ทั้งนี้ ข้อมูลที่เรารวบรวมมาก็มาจากประสบการณ์การเตรียมตัวทำลูกด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์มากว่า 6 ปีนะคะ

 

ถาม : ฉันเป็นผู้มีบุตรยากหรือเปล่า

 

ตอบ : ตามทฤษฎีที่ได้ยินมา ถ้าคุณอายุต่ำกว่า 35 ปี และมีเพศสัมพันธ์กันแบบสม่ำเสมอภายใน 1 ปี ไม่มีลูกล่ะก็ เข้าข่ายแล้วค่ะ แต่ถ้าอายุเกิน 35 ปี มีกิจกรรมกันสม่ำเสมอภายใน 6 เดือน แต่ไม่มีลูกก็ถือเป็นผู้มีบุตรยากค่ะ

 

ถาม : แล้วฉันจะมีลูกได้อย่างไร

 

ตอบ : พบหมอโลดค่ะ ปรึกษาหมอได้เลยค่ะ เดี๋ยวนี้ โรงพยาบาลหลายแห่งมีคลีนิคเฉพาะทางเปิดไว้ให้คู่แต่งงานที่เป็นกลุ่มผู้มีบุตรยากได้ปรึกษากันอย่างกว้างขวางเลยทีเดียวเชียว คุณจะได้วางแผนชีวิตได้ถูก ขั้นตอนการแก้ไขปัญหามีหลายแบบเลยค่ะ เริ่มจากวิธีใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด คือ การฉีดเชื้อ หรือ iui และวิธีเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF และ ICSI ซึ่งความแตกต่างกันของสองวิธีนี้ คือ การผสมตัวอ่อนค่ะ IVF จะปล่อยให้ไข่และเชื้อเจอกันเองในหลอดทดลอง ส่วน ICSI จะจับคลุมถุงชน คือ คุณหมอจะเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงที่สุด ฉีดใส่เข้าไปในไข่โดยตรงเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิค่ะ วิธีนี้ คุณหมอมักจะเลือกใช้กับกลุ่มคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องเชื้อนะคะ แต่บาง รพ. ก็เลือกที่จะไม่ใช้วิธีการ IVF แต่ทำ ICSI ไปเลย เพื่อความชัวร์

 

          สำหรับวิธีการฉีดเชื้อ คุณหมอมักจะแนะนำให้เลือกทำก่อนวิธีการอื่น ๆ เลยค่ะ เพราะว่า ค่าใช้จ่ายถูกกว่าวิธีการแบบอื่นหลายเท่าตัว ความยุ่งยากน้อยกว่า แต่ข้อเสียคือ ต้องทำหลายครั้งขึ้นไป โอกาสติดน้อยกว่า (ยกเว้นคู่แต่งงานมีความแข็งแรงอาจติดเลยตั้งแต่ทำครั้งแรก) เขาว่ากันว่า ยากระตุ้นไข่มีผลเสียต่อร่างกาย ถ้าทำหลาย cycle ก็อาจส่งผลให้ผนังมดลูกบางลงได้ เราเองทำ iui ไป 3 ครั้ง แต่ไม่ติด เพราะไข่ไม่โตค่ะ โดยเฉพาะรอบที่ไข่จะตกที่ท่อนำไข่ข้างซ้าย ซึ่งมีปัญหาตันมานาน ไข่จะไม่โตเลย และมีไข่น้อยมาก ร่างกายตอบสนองกับยาเม็ดที่รับประทานเข้าไปไม่ดีนัก

 

วิธีการทำเด็กหลอดแก้ว ข้อเสียอันดับแรก คงเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายค่ะ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ 50,000 บาท ไปจนถึง 3-4 แสนเลยทีเดียวเชียว ความแพงก็เกิดจากปริมาณของยาที่ต้องใช้ในการกระตุ้นไข่ (หลอดละประมาณ 5-7 พันบาท ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาล) บางคนใช้โดสน้อย บางคนใช้โดสมาก กรณีของเรา ฉีดยา 8 วัน ทั้งยากระตุ้นไข่ ยากันไข่ตก และยาทำให้ไข่ตก หมดค่ายาไปเกือบ 80,000 บาทนะคะ ข้อดี คือ มีโอกาสติดสูงกว่าการทำแบบ iui

 

ถาม : ขั้นตอนการตรวจร่างกายยุ่งยากไหม

 

ตอบ : กรณีของเรา นอกจากการเจาะเลือดแล้ว คุณหมอจะทำการอัลตราซาวน์เพื่อตรวจดูสภาพภายในโพรงมดลูกและรังไข่ของเราว่าเป็นเช่นไร ซึ่งคุณหมอตรวจพบติ่งเนื้อที่ปิดหน้าท่อรังไข่ข้างซ้าย จึงขอให้เราไปฉีดสี เพื่อดูว่า ท่อนำไข่ตันหรือไม่ เมื่อพบว่า ท่อนำไข่ข้างซ้ายตัน เราก็ต้องรับการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อตัดติ่งเนื้อ และเลาะพังผืดที่มีให้หมด กว่าจะเริ่มกระบวนการทำ iui ได้ เราใช้เวลาเกือบ 2 ปีค่ะ ซึ่งอันนี้ ก็แล้วแต่กรณีของคนไข้แต่ละคน ซึ่งคุณหมอจะตรวจหาสาเหตุเบื้องต้นก่อนว่า ปัญหาอยู่ที่ผู้หญิง หรือผู้ชาย ปัญหาของผู้หญิงก็คือ เรื่อง มดลูก ท่อนำไข่ และไข่ คุณภาพไข่ ปัญหาของผู้ชายก็คือ น้ำเชื้อ และคุณภาพน้ำเชื้อ บางคนมีแต่น้ำ แต่ไม่มีหัวเชื้อ บางคนมีแต่ไม่วิ่ง วิ่งไม่ตรง ฯลฯ

 

ถาม : ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ แล้วจะไม่มีไข่ตกได้อย่างไร

 

ตอบ : ประจำเดือนกับไข่ไม่เกี่ยวกันนะคะ เราเป็นภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง (PCOS) คือ ที่รังไข่จะมีถุงน้ำจำนวนมาก ไข่ไม่โตจนมีขนาดที่จะตกลงมาได้ (ไข่ที่จะตกลงมาได้ต้องมีขนาด - กรณีที่ไม่ได้มาจากยากระตุ้นไข่ – 18-20 มม. กรณีที่ใช้ยากระตุ้นต้องโตประมาณ 20-22 มม.) ทีนี้ คนที่เป็นโรค PCOS จะมีไข่ตั้งต้นใบเล็ก ๆ มากมาย แต่จะไม่มีไข่ที่มีขนาดเหมาะสมที่จะโตและตกลงมาที่ท่อนำไข่เพื่อรอการปฏิสนธิได้เลย แต่ประจำเดือนก็ยังมีต่อไป เพราะว่าร่างกายจะเตรียมความพร้อมที่จะผลิตเยื่อบุโพรงมดลูกไว้ให้พร้อมรอรับไข่ที่ปฏิสนธิแล้วลงมาเกาะที่โพรงมดลูก เมื่อไข่ไม่ตกลงมา ก็ไม่มีการปฏิสนธิ เยื่อเหล่านี้ก็สลายตัวกลายเป็นประจำเดือน (บางครั้งเยื่อบุไม่สลายตัวตามรอบเดือนนะคะ เหมือนกรณีของเรา คือ เยื่อเกาะตัวไว้หนามาก จึงตกลงมาเอง ซึ่งไม่ใช่รอบเดือนจริง – เพราะไม่มีไข่ตั้งต้น) การที่ประจำเดือนจะมาสม่ำเสมอหรือไม่สม่ำเสมอก็จะขึ้นกับปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น ความสมดุลย์ของฮอร์โมนในร่างกาย เราเคยมีปัญหาประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ เพราะฮอร์โมนบางตัวนั้น ร่างกายไม่ผลิต หรือผลิตได้น้อย ทำให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อนไปด้วย บางปี มีประจำเดือนแค่ปีละ 1-2 ครั้ง บางทีเพราะความเครียดหายไปเป็นเดือน ๆ แอบดีใจนึกว่าท้อง แต่ปรากฏว่า ไม่ใช่เลย แต่เพราะฮอร์โมนไม่ปกตินั่นเอง ร่างกายมนุษย์เรานี่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากมายนะคะ

 

ถาม : การเตรียมร่างกายก่อนตั้งครรภ์

 

ตอบ : หลังจากพบคุณหมอแล้ว คุณหมอเราจ่าย Folic ให้ทานวันละ 1  เม็ดค่ะ ทานล่วงหน้าเป็นเดือน ๆ เลยทีเดียวเชียว วิตามินอื่น ๆ เราไม่ได้ทานเลยค่ะ แต่อ่านในเว็บก็เห็นมีหลายท่านทานวิตามินไว้ล่วงหน้าเช่นกัน เราคิดว่าการทานวิตามินอะไรก็ควรอยู่ในความดูแลของคุณหมอด้วยนะคะ เพราะเห็นเขียนที่ฉลากว่า หากรับประทานมากเกินไปจะเป็นพิษ (ร่างกายอาจจะขับออกมาไม่ทัน) และจะสะสมในร่างกาย ซึ่งอาจไม่เป็นพิษกับคุณลูก แต่เป็นพิษกับคุณแม่ โดยส่วนตัว เราเชื่อมั่นในการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย และทำจิตใจให้ผ่องใส ซึ่งจะเป็นยาวิเศษที่ช่วยได้ดีกว่าการทานอาหารหรือวิตามินเสริมเสียอีกค่ะ

 

ถาม : คุณหมอบอกให้มาพบในวันที่ประจำเดือนวันที่ 2 คือวันอะไรคะ  

 

ตอบ : ไม่ว่าคุณจะมีประจำเดือนปริมาณมากหรือน้อย ในวันแรกที่เริ่มมีรอบเดือน บางทีมันจะกระปริบกระปรอยใช่ไหมคะ วันแรกก็ถือว่าเป็นวันที่ 1 เลยค่ะ และวันที่ 2 จะมาเยอะมาน้อยก็คือวันที่ 2 ไปพบคุณหมอได้เลยค่ะ บางคนนึกว่าจะต้องรอวันมามาก จึงไม่นับวันแรกที่เริ่มมีกระปริบกระปรอย การที่คุณหมอนัดให้มาวันที่ 2 หรือ 3 ของการมีรอบเดือน ก็เพื่อซาวน์ดูจำนวน/ ลักษณะของไข่ตั้งต้นในแต่ละรอบเดือนของคุณ เพื่อจะได้คำนวณถูกว่า คุณจะต้องใช้ยากระตุ้นปริมาณเท่าใด และระยะที่ใช้กระตุ้นนานเท่าใด

 

ถาม : การฉีดยากระตุ้นไข่เจ็บไหม

 

ตอบ : ไม่เจ็บเลยค่ะ เข็มที่ทำมามีขนาดเล็กมาก จิ้มพุงได้สบาย แต่อย่าลืมบีบหรือคีบเนื้อที่พุงขึ้นมาสักหน่อยก่อนปักเข็มลงไปตรง ๆ อย่าเกร็ง หรืออย่าให้เข็มไปเกี่ยวโดนเนื้อเพราะจะเจ็บ การที่จะค่อย ๆ ปักเข็มเข้าไป เราว่าเป็นกระบวนการที่น่าหวาดเสียวมากที่สุด แต่เมื่อเข็มผ่านหนังกำพร้าชั้นนอกเข้าไปแล้ว คุณจะไม่รู้สึกเจ็บเลยค่ะ ฉีดได้สบาย ๆ ที่สำคัญ อย่าลืมใช้แอลกอฮอล์ล้างบริเวณที่จะฉีดยาก่อน และเปลี่ยนเข็มฉีดยาทุกครั้งที่ใช้นะคะ เพราะว่า เมื่อเข็มผ่านผิวเนื้อลงไป มันจะดึงเอาเชื้อโรคลงไปด้วย เมื่อคุณใช้เข็มอันเดิม มันก็จะถ่ายเอาเชื้อโรคลงไปด้วยค่ะ

 

           ในการฉีดยากระตุ้นไข่ของคนไข้บางราย คุณหมอจะนัดมาซาวน์ดูจำนวนและขนาดไข่หลังจากที่ฉีดยาไปแล้ว 4-5 วันด้วยนะคะ เราเองคุณหมอนัดทุก ๆ 4 วันเพื่อดูว่าจะต้องเพิ่มปริมาณยาหรือไม่ และเท่าไหร่ รวมทั้งเพื่อกำหนดวันที่จะเก็บไข่ค่ะ

 

ถาม : การฉีดยากันไข่ตก หรือฉีดให้ไข่ตก จำเป็นแค่ไหน และต้องฉีดตรงเวลาหรือไม่

 

ตอบ : การฉีดยากันไข่ตก จะช่วยไม่ให้ไข่ที่โตตามขนาดแล้วตกลงมาก่อนเวลาที่ต้องเก็บไข่ค่ะ เพราะในการกระตุ้นไข่แต่ละครั้ง คุณจะมีไข่หลายขนาด ไข่ไม่ได้โตพร้อม ๆ กันทุกใบ แต่ “ไข่” สำคัญมาก คุณต้องการไข่จำนวนหลาย ๆ ใบ ถ้าเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องกันไว้ไม่ให้มันตกก่อนวันที่ต้องการ และเมื่อถึงเวลาที่คุณหมอจะเก็บไข่ คุณหมอก็จะให้คุณฉีดยาให้ไข่ตก ซึ่งเราคิดว่า เหตุที่ต้องฉีดให้มันตก ก็เพื่อให้กะเวลาที่จะเก็บไข่ได้แม่นยำ เพราะถ้ามันตกก่อนก็เก็บไม่ได้เสียไปเลยในรอบนั้น ความพยายามก็จะสูญเปล่า ดังนั้น เวลาที่คุณหมอนัดให้ฉีดจึงสำคัญ ดูให้ดี อย่าฉีดผิด หรือเลยเวลามาก ๆ  เพราะไข่คุณอาจตกล่วงหน้า และเก็บกู้ไม่ได้

 

ถาม : การเก็บไข่ เจ็บไหม เก็บอย่างไร

 

ตอบ : บางคนบอกว่าเจ็บ บางคนว่าไม่เจ็บ เราคิดว่า การเก็บจริง ๆ ไม่เจ็บ เพราะหมอจะวางยาสลบ หรือยานอนหลับให้คุณ ทำให้ไม่รู้สึกอะไร ถ้าไข่มีปริมาณมาก ก็คงรู้สึกเจ็บเป็นธรรมดา เพราะหมอจะสอดเครื่องมือไปทางช่องคลอด เพื่อจิ้มถุงไข่และดูดไข่ออกมาทีละใบ ๆ ถ้ามีไข่สัก 20 ใบขึ้น ก็คงเจ็บมากแบบเรา (เรามี 22 ใบ)

 

ถาม : ภาวะการกระตุ้นไข่เกินขนาดคืออะไร

 

ตอบ : ภาวะการกระตุ้นไข่เกินขนาด หรือ (Ovarian hyperstimulation syndrome - OHSS) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้เมื่อมีการใช้ยากระตุ้นให้รังไข่ผลิตไข่มากเกินไป (ปริมาณยามากเกินไป) อาการคือ ตัวบวมน้ำ เอวหนาขึ้น รู้สึกอึดอัด และท้องอืดมากๆๆ บางรายมีน้ำในช่องท้องมาก ทำให้อึดอัด และนำไปสู่ภาวะขาดน้ำได้ กรณีของเรา มีอาการนี้เช่นเดียวกัน แต่ไม่มาก และดูไม่ค่อยออก เพราะเราเป็นคนอ้วนอยู่แล้ว สุดท้าย รู้จริง ๆ ในวันใส่ตัวอ่อนว่าในช่องท้องมีน้ำอยู่มาก ภาวะนี้อาจมีผลต่อการเกาะของตัวอ่อนได้ เพราะตัวอ่อนจะผลิตฮอร์โมน HCG ที่จะยิ่งทำให้ภาวะ OHSS มีความรุนแรงมากขึ้น แต่บางรายก็ท้องได้ แม้จะมีภาวะ OHSS ที่รุนแรงขนาดต้องนอนใน รพ. ก็ตาม

 

ถาม : วันใส่ตัวอ่อนต้องเตรียมการอะไรบ้าง

 

ตอบ : เตรียมใจ หุๆ สวดมนต์ภาวนา ทำจิตใจให้ผ่องใส อย่าเครียดนะคะ (พูดง่าย แต่ทำยากนะ) ขั้นตอนสำคัญคือ การกลั้นปัสสาวะ เพื่อให้มดลูกลอยและจะได้ใส่ตัวอ่อนได้ง่าย ๆ ถ้ากลั้นไว้ได้ไม่เยอะ คุณหมอก็จะยังไม่ใส่ให้ด้วยนะคะ ต้องรอโดยดื่มน้ำไปเยอะ ๆ แบบเรา ตอนใส่ตัวอ่อน หรือวางตัวอ่อนน่ะไม่นานเท่าไหร่ แต่เป็นขั้นตอนที่คุณแม่จะได้เห็นตัวอ่อนที่ปฏิสนธิชัด ๆ เป็นครั้งแรก เห็นว่า ลูกแตกตัวเป็นกี่เซลล์ ตื่นเต้นที่สุดเลยค่ะ

 

ถาม : ระยะเวลาการเติบโตของตัวอ่อนเป็นปัจจัยที่ทำให้การทำเด็กหลอดแก้วสำเร็จหรือไม่

 

ตอบ : ความเห็นส่วนตัวคิดว่า เป็นปัจจัยหนึ่ง แต่มิใช่ปัจจัยหลัก ปัจจัยที่สำคัญคือ โพรงมดลูก ร่างกายของคุณแม่ต้องพร้อม เรียกว่า infrastructure ต้องดี มีที่มีทางให้ลูกเข้าไปเกาะ ปัจจัยถัดมาคือ คุณภาพตัวอ่อน ซึ่งมาจากคุณภาพไข่และเชื้อเป็นหลัก ในการศึกษามากมายมีสิ่งบ่งชี้ว่า ตัวอ่อนที่สามารถเติบโตได้ถึงวันที่ 5 หรือเข้าสู่ระยะบลาสต์ (Blastocyst) เป็นตัวอ่อนที่แข็งแรง (เพราะไม่ใช่ทุกตัวอ่อนจะทนอยู่ได้ถึง 5 วัน) หมอจึงเชื่อว่าเป็นกระบวนการคัดกรองคุณภาพตัวอ่อนมาแล้วชั้นหนึ่ง ตัวอ่อนที่รอดถึง 5 วันจะเป็นตัวอ่อนที่แข็งแรงและสามารถเกาะผนังมดลูกได้ทันที เพราะในวันที่ 6-8 จะเป็นวันที่ตัวอ่อนต้องเจาะออกจากเปลือกไข่ที่ห่อหุ้มอยู่ ออกมาเกาะผนังมดลูกของคุณแม่ให้ได้ ซึ่งหมอบางคนเชื่อว่า แม้ว่าจะได้ตัวอ่อนที่สมบูรณ์และแข็งแรง แต่ก็อาจจะทำให้มีโอกาสติดได้ยากเช่นกัน เพราะตัวอ่อนมีเวลาหาที่ทางในโพรงมดลูกเพียง 1-2 วัน หากหาไม่ได้ หรือเกาะไม่ทัน ก็จะหลุดไป

 

          กรณีของเรา ใส่ตัวอ่อนครั้งแรกระยะ early blast ค่ะ ตัวอ่อนแตกตัวสวยมาก 2 ตัว (ตายไป 1 ตัว) ครั้งนั้น ใส่สด แต่ไม่สำเร็จ ต่อมาใส่รอบแช่แข็ง คุณหมอบอกว่าแช่แข็งไว้ตอน day 2 และเมื่อละลายออกมาจะเลี้ยงอีกแค่ 1 วันให้ครบเป็นตัวอ่อน day 3 เนื่องจากหมอเชื่อว่า ตัวอ่อนที่ละลายแล้ว จะไม่แข็งแรง และหากเลี้ยงไว้นอกร่างกาย อาจจะตายก่อนครบ 5 วัน ทางที่ดีจึงควรใส่เข้าไปในร่างกายของคุณแม่ให้เร็วที่สุด ผลคือ ติด ก่อนใส่ หมออธิบายว่า ไม่มีการศึกษาที่แสดงสถิติชัดเจนว่า การใส่ตัวอ่อนระยะ 5 วัน จะทำให้สัมฤทธิ์ผลมากกว่าการใส่ตัวอ่อนระยะ 3 วัน การใส่ตัวอ่อนระยะ 3 วัน ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีโอกาสติด แต่หมายความว่า ตัวอ่อนคุณมีโอกาสรอดในครรภ์มากกว่าถูกไว้ในห้องเก็บตัวอ่อน ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นหมอบางคนที่เชื่อว่า การใส่ตัวอ่อน day 3  ทำให้ตัวอ่อนมีเวลาอีกหลายวัน อย่างน้อย 3-5 วัน ที่จะหาพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการฝังตัว ก่อนจะหลุดออกมา

 

 เพราะฉะนั้น คุณแม่ทั้งหลายอย่าเพิ่งเป็นกังวลหากหมอใส่ตัวอ่อนระยะ 3 วันให้คุณ เนื่องจากมันไม่ได้บ่งชี้อะไรเลยว่า คุณจะติดหรือไม่ติด

 

ถาม : หลังใส่ตัวอ่อนแล้วควรปฏิบัติตัวอย่างไร

 

ตอบ : บางคนหยุดพักผ่อน ไม่ไปทำงาน นอนอยู่ที่บ้าน ลุกจากเตียงแค่เวลาอาบน้ำ เข้าห้องน้ำ บางคนนอนใส่แพมเพิร์สผู้ใหญ่ไปเลย ไม่อาบน้ำ ไม่ลุก เพราะเชื่อว่าจะทำให้ตัวอ่อนติดได้ และกลัวว่าตัวอ่อนจะหลุดออกมา เราเชื่อว่าตัวอ่อนไม่หลุดง่าย ๆเพียงเพราะคุณไอ หรือจาม หรือลุกเดินไปเดินมา เนื่องจากปากมดลูกควรจะปิดสนิท ไม่ให้อะไรหลุดร่อนลงมาได้ง่ายขนาดนั้น แต่การนอนพักผ่อน ทำให้ร่างกายได้พัก และทำให้ตัวอ่อนไม่ไหลไปมามากกว่า เนื่องจากในโพรงมดลูกมีของเหลว ทำให้ตัวอ่อนไหลไปมาได้ ถ้าโชคร้าย ตัวอ่อนอาจไหลเข้าไปอยู่ในท่อนำไข่ หรือฝังตัวนอกมดลูก ทำให้เกิดภาวะท้องนอกมดลูกได้

 

         กรณีของเรา ทำ IVF ครั้งแรก เราหยุดงาน 1 สัปดาห์ นอนพักที่บ้าน แต่ลุกเดินไปมาเป็นระยะ ๆ เรามีอาการปวดท้องจี๊ด ๆ เหมือนมีอะไรจิ้มท้อง ปวดท้องหน่วง ๆ ไม่มีอาการคัดหน้าอก หิวน้ำบ่อย และท้องอืด ทานอาหารได้เยอะ หิวบ่อย เราไม่เดินออกกำลังเลย พยายามนอนพักให้มากที่สุด แต่ผลคือ ไม่ติดค่ะ

 

          ทำครั้งที่ 2 หยุดพักหลังใส่ตัวอ่อนประมาณ 2 วัน (นับวันที่ใส่ด้วย) จากนั้น ต้องมาทำงาน กลับบ้านประมาณ 2-3 ทุ่มทุกวัน ไม่มีอาการปวดท้องอะไรเลย ไม่มีอาการคัดหน้าอก หิวบ่อย มีน้ำย่อยออกมาที่ท้องทันทีที่ได้เวลารับประทานอาหาร ทานได้เยอะ ปัสสาวะบ่อยมาก ชั่วโมงละ 2-3 ครั้ง ท้องอืดนิดหน่อย ตดบ่อยมาก แม่บอกให้เดินบ้าง อย่านอนติดที่ไม่ดี แถมเราไปอ่านเจอในพันทิบว่า มีคุณแม่ท่านหนึ่ง ทำ IVF ที่เมืองไทย แล้วนอนพักอยู่บ้านหลังวันใส่ตัวอ่อนตามที่คุณหมอบอก แต่ไม่ติด จากนั้น ต้องไปดูไบ จึงไปทำเด็กหลอดแก้วที่นั่น หมอที่นั่นบอกให้เดินออกกกำลังกายเบา ๆ วันละ 10 นาทีทุกวันหลังใส่ตัวอ่อน เราก็เลยทำบ้าง ในวันที่ 9 หลังใส่ตัวอ่อน เลือดออกปริมาณนิดหน่อย มีเลือดสีน้ำตาลติดแคร์ฟรี เย็นนั้น เราทำการตรวจการตั้งครรภ์ทันที (ครั้งแรกไม่มีเลือดออกเลย) หลังทิ้งไว้ 20 นาที มีขีดจาง ๆ ขึ้น ซึ่งถือว่าผลใช้ไม่ได้ เพราะรอนานเกิน 15 นาที วันถัดมาตรวจอีก ขีดที่ 2 ขึ้นจาง ๆ เหมือนวันที่ 9 หลังจากนั้น ขีดเข้มขึ้นตามวันที่ผ่านไป  

ถาม : ฉันควรจะตรวจครรภ์หลังจากใส่ตัวอ่อนกี่วันดี และเชื่อได้แค่ไหน

 

ตอบ : เราตรวจในวันที่ 9 หลังจากใส่ตัวอ่อนระยะ 3 วัน แต่ถ้าหมอใส่ตัวอ่อนระยะ 5 วัน ก็น่าจะตรวจได้ในวันที่ 7 หลังใส่ตัวอ่อนเลย แต่ถ้าขึ้นแค่ขีดเดียว ก็อย่าเพิ่งใจเสีย รอไปตรวจเลือดเลยก็ได้ เพราะครรภ์อ่อน ๆ ค่า HCG อาจจะไม่สูง ทำให้ขีดไม่ขึ้นก็เป็นได้ เท่าที่ทราบ ค่า HCG ในเกณฑ์ดี ควรสูงกว่า 100 ขึ้นไป แต่ถ้าคุณเจาะเลือดแล้วได้ค่าต่ำกว่า 100 ก็มิได้หมายความว่าจะไม่รุ่งนะคะ เราเคยอ่านแม่ ๆ ที่ตรวจค่า HCG พบครั้งแรก มีค่าเท่ากับ 90 กว่า แต่ก็ประคับประคองมาจนคลอดลูกได้ค่ะ

 

          ค่า HCG ควรเพิ่มขึ้นทุก 2 วันในอัตรา 1 เท่าตัว เช่น ตรวจครั้งแรกได้ 90 อีก 2 วันต่อมาค่าควรเพิ่มเท่ากับ 180 และอีก 2 วันต่อมาค่าควรเท่ากับ 360 แบบนี้ค่ะ ถ้าค่าเพิ่มได้น้อยกว่านี้ คุณแม่อาจมีโอกาสท้องลม หรือท้องนอกมดลูกได้

 

          เมื่อตรวจพบว่าตั้งครรภ์ หมอจะอัลตราซาวน์เพื่อดูว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ในมดลูก หรือนอกมดลูกค่ะ เพราะการวางตัวอ่อนในโพรงมดลูก มีโอกาสที่ตัวอ่อนจะลอยไปที่ต่าง ๆ ที่เชื่อมต่อกับโพรงมดลูกได้ เช่น ท่อนำไข่ ซึ่งถ้าตัวอ่อนไปเกาะที่ท่อนำไข่ คุณแม่ก็ต้องรับการผ่าตัดท่อนำไข่ทิ้งสถานเดียวค่ะ เพราะไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการอื่นได้

 

ถาม : ซาวน์แล้วไม่เห็นตัวอ่อน หมายความว่า ท้องลมหรือ?

 

ตอบ : การซาวน์ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ (อายุครรภ์ 4-5 สัปดาห์) จะไม่เห็นอะไรนอกจากถุงไข่แดงค่ะ เพราะฉะนั้นแม่ ๆ อย่าเพิ่งตกใจเด็ดขาด แต่ว่า รูปทรงถุงไข่แดง จะบ่งชี้ได้เหมือนกันว่า คุณเป็นท้องลมหรือไม่ ตอนแรกตรวจครรภ์ด้วยการซาวน์ครั้งแรกนั้น อายุครรภ์ 5 สัปดาห์ หมอพบถุงไข่แดงค่ะ ซึ่งลักษณะถุงกลม หรือรีก็ได้ แต่ไม่ฟูบฟีบ บุบ หรือบิดเบี้ยว แสดงว่า ไม่น่าจะเป็นท้องลมค่ะ แต่ก็ยังวางใจไม่ได้จนกว่าจะเห็นหัวใจเต้น

 

ถาม : จะมองเห็นหัวใจเต้นเมื่อไหร่?  

 

ตอบ : โดยทั่วไป จะเริ่มมองเห็นตัวเด็ก (เหมือนหนอนน้อย ๆ) และหัวใจเต้นเมื่อเด็กมีอายุ 6 สัปดาห์ค่ะ แต่ถ้ายังไม่เห็นก็อย่าเพิ่งตกใจนะคะ คุณแม่บางท่าน เห็นเมื่ออายุครรภ์ 8 สัปดาห์ก็มีค่ะ ตราบใดที่ยังไม่มีเลือดออก หรือมีอาการปวดท้อง คุณแม่อย่าเพิ่งแพนิคไปเกินกว่าเหตุนะคะ

 

           อัตราการเต้นหัวใจของลูกในช่วงแรก ๆ ควรเต้นประมาณ 110 ขึ้นไปอ่ะค่ะ (ข้อมูลจากเว็บ ตปท.) ของเราเต้น 111 เลขสวยมาก

 

ถาม : การดูแลตัวเองหลังพบว่าตั้งครรภ์

 

ตอบ : ระยะ 3 เดือนแรก ถือเป็นระยะอันตรายนะคะ อะไรก็เกิดขึ้นได้ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว ต้องเข้าใจว่า เราไม่ได้ท้องธรรมชาติ ร่างกายเราไม่ได้พร้อมเท่าคุณแม่ที่ท้องจริง เพราะฉะนั้นเราต้องระวังร่างกายเป็นพิเศษ คุณหมอแนะนำว่า ในช่วง 3 เดือนแรก ควรพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง เพราะในช่วงกลางคืน รกจะผลิตฮอร์โมน HCG ซึ่งจะช่วยในการเกาะติดของรกกับผนังมดลูกมากขึ้น คุณแม่ไม่ควรเดินมาก ๆ เดินเร็ว ๆ ขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ หิ้วของหนัก ถือเขย่งตัว/ เอี้ยวตัวเพื่อหยิบของในที่สูง เพราะจะทำให้เกิดการเกร็งหน้าท้อง จะทำให้โอกาสที่รกแยกตัวออกจากผนังมดลูกเกิดขึ้นได้ เราเคยอ่านเจอว่ามีคุณแม่ท่านหนึ่ง มีเลือดออก และพบว่า รกแยกตัวจากผนังมดลูกยาวเกือบ 1 ซม. ทำให้มีเลือดไหล ดังนั้น คุณแม่ต้องรักษาร่างกายให้มาก ๆ นะคะ

 

          การรับประทานอาหาร ควรทานให้ครบ 5 หมู่ เน้นผัก ผลไม้ ทานยาบำรุงครรภ์ตามที่คุณหมอจ่ายให้ คุณแม่ควรเดินสายกลาง อย่าทานอาหารประเภทใดมากเกินไป เน้นความหลากหลาย ในช่วงแรกหากมีอาการแพ้ท้องมาก อย่ากังวลนะคะ ช่วง 3 เดือนแรก เด็กจะทานอาหารจากถุงไข่แดง สายรกที่เชื่อมต่อการทานอาหารกับคุณแม่ยังสร้างไม่เสร็จเลยค่ะ

 

         คุณแม่ควรเตรียมจิตใจให้พร้อม อย่าเครียดและอย่ากังวลมาก หากจิตใจว้าวุ่น ลองนั่งสมาธิ สวดมนต์ อ่านหนังสือที่ชอบ ทำงานอดิเรกที่ช่วยให้เลิกฟุ้งซ่านได้ เพื่อให้ลูกเติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรงนะคะ

 

ถาม : เลือดออกเป็นสีน้ำตาลหลังจากที่ตรวจพบว่าตั้งครรภ์เป็นอันตรายแค่ไหน?

 

ตอบ : ช่วง 3 เดือนแรก คือ ระยะอันตราย อะไรก็เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะหากคุณแม่ยังไม่เห็นหัวใจลูกเต้น โอกาสเสี่ยงมีตลอดเวลา ถ้าคุณแม่มีเลือดออก โดยเฉพาะสีแดงสด สีแดงจาง ๆ สีชมพู หมายถึงเลือดใหม่ ถ้าเลือดสีน้ำตาล มีความเป็นไปได้สูงว่า เป็นเลือดเก่าที่ตกค้างอยู่ คุณแม่ควรรีบพบและปรึกษาแพทย์ทันที ยิ่งถ้ามีอาการปวดท้องร่วมด้วย อย่ารอช้า ติดต่อและไปพบหมอโดยเร็วที่สุด เพื่อให้หมอตรวจหาสาเหตุ ซึ่งอาจจะเกิดจากเนื้องอก (คุณแม่หลายท่านมีเนื้องอกเพราะยาฮอร์โมนต่าง ๆ ที่ได้รับในช่วงที่ทำเด็กหลอดแก้ว) รกแยกจากผนังมดลูก มีเลือดออกในโพรงมดลูก มดลูกเริ่มลอกตัว (เพราะฮอร์โมนไม่เพียงพอ) คุณแม่บางคนมีประจำเดือนขณะที่ตั้งครรภ์ด้วยค่ะ บางท่าน มีเลือดออกไปจนคลอด รอให้หมอตรวจ อย่าคิดมากและอย่ากังวลนะคะ

 

          คุณหมออาจฉีดยากันแท้ง หรือเพิ่มยาฮอร์โมนเพื่อช่วยการเกาะผนังมดลูก อย่างไรก็ตาม ยาที่จะแก้การแท้ง ไม่มีจริงหรอกค่ะคุณแม่ ถ้าเลือดออกเพราะเป็นการท้องลมที่ตัวอ่อนไม่สมบูรณ์ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้ขึ้น คุณแม่ต้องมีสติ เข้มแข็ง อย่ากังวล เราเองมีเลือดออกตอนท้องได้ 5 สัปดาห์ค่ะ เหตุเพราะเดินช้อบปิ้งเป็นเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง ตอนนั้น เราร้องไห้ เครียดและกังวล แต่สุดท้าย เราก็หันหน้าเข้าหาธรรมค่ะ สวดมนต์ ทำบุญตักบาตร เพราะถ้าลูกไม่พร้อมที่จะมาอยู่กับเรา เขาก็มาไม่ได้ ไม่มียาอะไรช่วยได้จริง ยกเว้นเกิดจากการที่รกเกาะตัวไม่ดี เพราะฮอร์โมนไม่พอ อันนี้ ยากันแท้ง หรือฮอร์โมนช่วยได้บ้าง แต่ถ้าเกิดจากปัญหาของตัวอ่อนเอง ยาขนานใด ๆ ก็ช่วยไม่ได้ เมื่อร่างกายเห็นว่าตัวอ่อนไม่สมบูรณ์ ก็จะขับออกตามกลไกธรรมชาติค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




Create Date : 01 ตุลาคม 2555
Last Update : 1 ตุลาคม 2555 17:46:03 น.
Counter : 59326 Pageviews.

13 comments
  
แม่นินี่ คลอดยังเอ่ย ตอนนี้กี่สัปดาห ไม่เห็นอัพเดทข่าวคราวกันแอบมาส่งกำลังใจและความคิดถึงจ้า รักษาสุขภาพด้วยนะคะ ขอให้ทั้งคุณแม่และคุณลูกสุขภาพแข็งแรงจ้า
โดย: แม่ซานตี้ (Santie's journey ) วันที่: 11 ธันวาคม 2555 เวลา:4:46:20 น.
  
ทำไม obese ถึงต้องใ้ช้ hCG ในการกระตุ้นไข่ในความเข้มข้นที่สูงกว่าคนปกติ
โดย: Kamii IP: 122.154.128.194 วันที่: 17 ธันวาคม 2555 เวลา:0:54:27 น.
  
แม่นิ วันนี้วันคริสต์มาส ขอให้ครอบครัวแม่นิและตัวน้อยในท้อง รวมถึงทุก ๆ คนอันเป้นที่รักของครอบครัวมีความสุขมาก ๆ นะคะ
โดย: Santie's journey วันที่: 24 ธันวาคม 2555 เวลา:22:34:28 น.
  
เราทำครั้งแรกเมื่อสามเดือนที่แล้วไม่เห็นผล นี่เดี๋ยวหมอนัดฝังไขอีกทีเดือนนี้ กลัวไม่ติดอีกเหมือนกันเพราะมีแช่ไว้แค่ใบเดียว
โดย: Pe IP: 180.216.81.244 วันที่: 9 มกราคม 2556 เวลา:14:31:53 น.
  
คลอดยังเอ่ยแม่นินี่ คิดถึงนะคะ แวะมาส่งความคิดถึงจ้า
โดย: แม่ซานตี้ค่ะ IP: 93.179.9.17 วันที่: 3 มีนาคม 2556 เวลา:3:58:09 น.
  
ยังไม่เคยทำเด็กหลอดแก้วเลย แต่หมอแนะนำให้ทำ กลัวผิดหวัง
โดย: แก้ว IP: 27.55.166.51 วันที่: 28 มีนาคม 2556 เวลา:16:20:34 น.
  
เดือนหน้าจะทำเด็กหลอดแก้วแล้วที่ รพ รามา ตื่นเต้นมาก หาข้อมูลในเวปทุกวันเลยค่ะ
โดย: แหม่ม IP: 171.97.192.238 วันที่: 4 มิถุนายน 2556 เวลา:15:05:34 น.
  
เห็นด้วยกับบทความข้างบนมาก
คุณแม่หลายท่าน คงเป็นกังวลหลังจากใส่ตัวอ่อน ตอนนี้มีประสบการณ์ทำเด็กหลอดแก้ว ขอ share นิดค่ะว่า
ในวันที่ 1-3 ให้นอนซะส่วนใหญ่ ลุกขึ้นนั่ง กินข้าว เข้าห้องน้ำบ้าง แต่ 3 วันแรก ยังไม่รู้สึกอะไร ได้ยินแต่เสียงน้ำในท้องดัง
วันที่ 4-5 ก็สังเกตตัวเอง ตามที่อ่านใน web site ต่างๆ ว่าต้องรู้สึกโน่น นี่ นั่น อยากบอก ว่าที่คุณแม่เลย ว่าให้ทำให้ให้สบาย อาการหลายๆอย่างยังไม่เกิดชัดหลังใส่ตัวอ่อน ทำได้คือ ให้ทำใจสบายๆ
วันที่ 6, 7, 8 ก็ยังไม่มีอะไรชัด บ้างก็ว่าคัดนม ส่วนตัวก็ไม่เป็นอะไร เป็นอยู่อย่างเดียวคือมีลมในท้องเยอะมาก ผายลมเก่ง
วันที่ 9 ไปเจาะเลือด ค่า HCG ขึ้น ปรากฏท้องค่ะ
โดย: ลี่ IP: 61.91.128.149 วันที่: 19 มิถุนายน 2556 เวลา:21:32:25 น.
  
ทำIui 4 ครั้ง ทำอิ๊กซี่ครั้งแรกค่ะ พึงไปใส่ตัวอ่อนมาได้วันที่3แล้วค่ะ ช่วงนี้นอนหงายซะส่วนใหญ่ เดินเข้าห้องน้ำบ้าง นั่งกินข้าวบ้าง ทานยาที่หมอให้มา เป็นยาเพิ่มฮอร์โมน กะทำให้โพรงมดลูกหนา และสอดยาทุกคืนค่ะ เฝ้ารอๆๆ ว่าจะมีตัวเล็กชีวิตน้อยๆ เกิดขึ้นกับเราสักคน แต่ไม่ท้อนะค่ะ หากรอบนี้ไม่ติด รอบหน้าจะทำใหม่ค่ะ แต่ไม่ทำจะดีที่สุด ไม่อยากเจ็บตัวเบยยย ปล.ตอนเก็บไข่ได้น้อยมาก 5ใบ ใช้ได้จริง 3 ตัวอ่อน เกลี้ยงเลยค่ะ ว่าที่คนอยากเป็นคุณแม่ สู้ๆนะค่ะ
โดย: จ๋า อุตรดิตถ์ ค่ะ IP: 171.6.29.70 วันที่: 6 กรกฎาคม 2556 เวลา:15:34:24 น.
  
เอาใจช่วยคุณแม่และว่าที่คุณแม่ทุกท่านนะคะ โดยเฉพาะแม่ซานตี้ เป็นกำลังใจให้ประสบความสำเร็จเร็ววันค่ะ

ตอนนี้ หนูแดงคลอดน้องเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ และจะมาอัพบล็อกเพื่อเป็นกำลังใจให้ว่าที่คุณแม่ทุกท่านเร็ว ๆ นี้ค่ะ
โดย: Ninie IP: 182.52.106.160 วันที่: 13 กรกฎาคม 2556 เวลา:21:28:21 น.
  
ได้ทำเด็กหลอดเเก้วค่ะ เกิดภาวะท้องมาร เป็นตั้งเเต่หลังใส่ตัวอ่อนไม่กี่วัน จากนั้นนอนโรงพยาบาลมา ประมาณ20วัน เจาะน้ำไป3ครั้ง หมอเห็นว่าอาการดีขึ้น น้ำไม่เพิ่ม ก็สั่งกลับบ้าน ก่อนกลับบ้าน รอบเอวอยู่ที่78ซม. หลังจาก12วัน ได้วัดรอบเอวเพิ่มมาเป็น80ซม. หลังจากนั้นมา3อาทิตย์ รอบเอวยังคงอยุ่ที่80ซม.มาตลอด ปรึกษาหมอ หมอว่าหายกลับมาเป็นปกติเเน่นนอน เเต่นี่พ้นมาตั้งเกือบเดือน ไม่เห็นวี่เเววว่าน้ำจะค่อยๆลดเลย ตอนนี้ตั้งครรภ์ 10สัปดาเเล้ว อยากถามว่า เปนเเบบนี้นานๆเกิดอันตรายต่อลูกในครรภ์มั้ยค่ะ เเละหากน้ำในท้องไม่ลด มีวิธีใดบ้างที่จะรักษาต่อไปค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
โดย: นวกานต์ IP: 223.205.177.17 วันที่: 15 กรกฎาคม 2558 เวลา:17:51:01 น.
  
พอดีวันที่เก็บไข่ พอเก็บไข่เสร็จ คุณหมอเรียกไปบอกว่าไข่ไม่มีไข่แดง มีใครเคยเจอเคสแบบนี้ไหมคะ มันคืออะไร งงค่ะ
โดย: Noina IP: 171.4.85.254 วันที่: 29 กันยายน 2558 เวลา:16:04:56 น.
  
ขอบคุณมากๆค่ะ เขียนอธิบายได้ดีจังค่ะ
โดย: วัน IP: 27.55.68.78 วันที่: 25 เมษายน 2560 เวลา:9:52:00 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Ninie
Location :
กรุงเทพ  Netherlands

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 114 คน [?]




ได้ออกประจำการเสียที....แต่ต้องหนีร้อนไปถึงรัสเซียเชียวหรือ จะไหวรื้อ?
เมื่อเขาฉันถามว่า "เธอจะบ้ารองเท้าไปถึงไหน?"
ใครอยากได้วารสารสราญรมย์ หนังสือดี ๆ ของกระทรวงการต่างประเทศ โปรดเข้ามาอ่านด้วยจ้า
Cast away ที่ La a Natu@Pranburi
เมืองไทยในสายตาของพี่แจส ผ่านเลนส์
10 ยอดการ์ตูนผู้หญิงในดวงใจ ภาค 1
เมื่อคิดจะแต่งงานกับฝรั่ง และย้ายฐานทัพมาอยู่เมืองไทย ต้องทำอย่างไร

บ ล็ อ ก ข อ ง เ พื่ อ น