ความเข้าใจผิดในการซื้อประกันชีวิต





ความเข้าใจผิดในการซื้อประกันชีวิต

2 weeks ago






Insuranger AomMoney Guru
Facebook | ดูประวัตินักเขียน
สวัสดีคร้าบบบบ เมื่อพูดถึงการซื้อประกันแล้ว ในฐานะที่ผมเคยมีโอกาสคลุกคลีอยู่ในวงการประกันชีวิตมา รวมถึงได้เจอกับลูกค้า ผู้มุ่งหวัง และผู้คนทั่วไปที่หลากหลาย ก็พบว่า หลายๆคนยังไม่มีความเข้าใจเรื่องประกันชีวิตอยู่มาก (รวมถึงเจอตัวแทนบางท่าน ที่ก็ยังขายแบบผิดๆอยู่เช่นกัน) วันนี้เลยถือโอกาสรวบรวม ความเข้าใจในการซื้อประกันชีวิตแบบผิดๆ ที่พบเจอบ่อยๆมาอยู่ 6 กรณี ที่มองว่า เป็นความไม่เข้าใจในการซื้อประกันชีวิตของคนส่วนมาก จะเป็นเรื่องอะไรบ้าง และเราเคยซื้อเพราะเหตุผลแบบนี้ไปหรือไม่? แล้วถ้าไม่ใช่ แล้วอย่างไหนถึงจะถูก?

นี่คือ 6 ความเข้าใจผิดในการซื้อประกันชีวิต อย่างที่ว่ามาครับ

===========================================

1. ทำประกันชีวิตเพื่อเป้าหมายลดหย่อนภาษี

คำถามแรกที่หลายคนมักจะถามผมเวลาที่จะอยากจะซื้อประกันชีวิตซักตัวคือ “จะซื้อเอาไว้ลดหย่อนภาษี มีตัวไหนแนะนำบ้าง?” ซึ่งโดยมากที่ซื้อกันไป ก็จะเป็นประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ระยะสั้น วัตถุประสงค์ก็เพื่อเอาไว้ลดหย่อนภาษีกับออมเงิน ดูตัวไหนที่ออมสั้นๆ ได้เงินคืนเยอะๆ ก็เอาตัวนั้นแหละ ไม่สนใจเรื่องการคุ้มครองชีวิตหรือทุนประกันอะไรหรอก

ผิดยังไง? = อันที่จริงการได้รับการลดหย่อนภาษีจากการซื้อประกันไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ผิดที่เอาเรื่องลดหย่อนภาษีเป็นจุดประสงค์ในการซื้อประกัน เพราะมันทำให้เรามองข้าม หรือไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการทำประกันชีวิต ซึ่งก็คือการ “คุ้มครองความเสี่ยง” เพราะถ้าจะสนใจแต่ลดหย่อนภาษี ไม่ว่า RMF LTF หรือประกันตัวไหนๆก็ลดหย่อนภาษีได้เหมือนกันหมด ไม่จำเป็นต้องเลือกเลย ดังนั้นเหตุผลที่เราจะเลือกเอาเงินไปซื้อประกัน และต้องเป็นประกันตัวนี้ ก็ต้องมาจากเหตุผลของการป้องกันความเสี่ยงเป็นหลัก ไม่ใช่เหตุผลจากการลดหย่อนภาษี

แบบไหนถึงจะถูก? = อย่างที่บอกไปว่า จะซื้อประกัน ต้องเริ่มจากเข้าใจเรื่องความเสี่ยงในชีวิต เห็นความเสี่ยงในชีวิตตัวเอง และต้องการบริหารความเสี่ยงนั้น เป็นหลัก ไม่ใช่เอาเรื่องลดหย่อนภาษีเป็นที่ตั้ง ซึ่งความเสี่ยงในชีวิตที่ต้องใช้ประกันชีวิตตอบโจทย์ ก็จะมีทั้งด้านที่เสี่ยงจากการจากไปก่อนวัยอันควร (คนข้างหลังเดือดร้อน) ที่ต้องใช้ประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครองชีวิต (แบบตลอดชีพ, ชั่วระยะเวลา) ในการตอบโจทย์ ซึ่งก็ต้องมาคำนวณหาระยะเวลาคุ้มครองและวงเงินคุ้มครองชีวิต(ทุนประกัน) ที่เหมาะสม หรือเสี่ยงที่จะมีเงินไม่แน่นอนในอนาคต (ตัวเองเดือดร้อน) ที่ใช้ประกันชีวิตแบบเน้นออมเงิน (แบบสะสมทรัพย์, บำนาญ) ในการตอบโจทย์ ซึ่งก็ต้องมาคำนวณหาระยะเวลาที่ต้องการใช้เงิน และจำนวนเงินที่ต้องการต่อไป ไม่ใช่แค่ซื้อตามงบที่ตัวเองตั้งไว้ในใจแต่เพียงอย่างเดียว

2. ใช้ประกันชีวิตในการตอบโจทย์เป้าหมายการเงินทุกอย่าง

ข้อนี้โดยมากมักจะเกิดกับฝั่งคนขาย ที่เป็นตัวแทนประกัน คือไม่ว่าจะเป้าหมายการเงินอะไร คุ้มครองความเสี่ยงกรณีจากไปก่อนวัยอันควร? เป้าหมายเกษียณ? เป้าหมายการศึกษาลูก? ฯลฯ ก็ให้ลูกค้าซื้อแต่ประกันชีวิตเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายทั้งหมด (จากไปก่อนวัยก็ให้ซื้อแบบตลอดชีพ, เกษียณก็ให้ซื้อแบบบำนาญ, การศึกษาลูกก็ให้ซื้อแบบสะสมทรัพย์) โดยไม่ใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นๆที่อาจจะเหมาะสมกว่า (เช่น เงินฝาก, กองทุนรวม หรือสินค้าทางการเงินอื่นๆ)

ผิดยังไง? = ประกันชีวิตเป็นสินค้าทางการเงินที่ดี แต่มันก็เหมาะกับแค่วัตถุประสงค์บางอย่าง ไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องบางเรื่องที่อาจจะมีสินค้าทางการเงินตัวอื่นที่ตอบโจทย์ได้เหมาะสมกว่า ยกตัวอย่างเช่น การวางแผนเกษียณโดยใช้แต่ประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งถ้าจะตอบโจทย์ได้เต็มความต้องการ เช่น ต้องการเงินบำนาญใช้หลังเกษียณเดือนละ 20,000 บาท หรือปีละ 240,000 บาท อาจจะต้องจ่ายเบี้ยประกันปีละ 150,000 – 200,000 บาท ซึ่งอาจจะสูงเกินไปสำหรับหลายๆคน นอกจากนั้นเงินบำนาญที่ได้ แม้จะการันตี แต่ก็ได้เท่ากันทุกๆปี ทำให้ตอนอายุมากๆ (เช่น 70-80 ปี) อาจจะใช้ไม่พอ เพราะผลจากเงินเฟ้อที่ทำให้ข้าวของแพงขึ้น เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ถึงแม้จะมีประกันชีวิตหลายประเภท ไว้ตอบโจทย์เป้าหมายต่างๆได้ แต่ก็ไม่เหมาะจะใช้ตอบโจทย์ได้แบบเต็มๆ เพราะอาจจะเป็นภาระที่หนักไป (จ่ายเบี้ยแพงเกิน) และเงินที่ได้ไม่ปรับเพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ (ถ้าจะไปคิดรวมเงินเฟ้อกับเป้าหมายที่ต้องการ ก็ต้องยิ่งเตรียมเงินมากขึ้น เบี้ยที่ต้องจ่ายก็ยิ่งมโหฬารขึ้นตามไปอีก)

แบบไหนถึงจะถูก? = เงิน เป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ขณะที่เป้าหมายการเงินเรามีหลายอย่าง ดังนั้น เราต้องรู้จักใช้เงินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้บรรลุทุกเป้าหมายที่ต้องการได้ ซึ่งประกันชีวิต จะเหมาะกับเฉพาะเป้าหมายคุ้มครองความเสี่ยง เน้นคุ้มครองชีวิต เป็นหลัก หรือถ้าเป็นเรื่องของการออมเงิน ก็เหมาะจะใช้แค่เพื่อตอบโจทย์การันตีเงินขั้นต่ำสุด ส่วนที่ต้องเตรียมมากกว่านั้น อาจจะต้องใช้การลงทุนเข้าช่วย จึงจะเหมาะสมกว่า เพราะใช้เงินน้อยกว่า และมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่า (แต่ก็ต้องเข้าใจความเสี่ยงในการลงทุน และรู้จักรับความเสี่ยงให้ได้ด้วย) ซึ่งเครื่องมือที่เหมาะสมกว่า อาจจะเป็นการลงทุนใน หุ้น กองทุน อสังหาฯ ฯลฯ ที่ตอบโจทย์เรื่องเป้าหมายการเงินระยะยาวที่ต้องใช้เงินมากๆ ได้ดีกว่าประกันชีวิต

อย่าลืมว่า สินค้าทางการเงินแต่ละอย่าง มีข้อดีข้อเสีย จุดเด่น จุดด้อย จุดประสงค์การใช้งานที่ต่างกัน ไม่มีตัวไหนดีที่สุดสำหรับทุกๆเรื่อง ศึกษาให้เข้าใจ แล้วเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับแต่ละเป้าหมายครับ

3. เลือกแบบประกันชีวิตไม่เหมาะสมกับความจำเป็น

คนส่วนใหญ่มักจะซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (ออมเงิน) เป็นหลัก ไม่ว่าจะทำเพื่อออมเงิน หรือเพื่อคุ้มครองความเสี่ยง เพราะคิดว่าแบบสะสมทรัพย์ดีกว่าแบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลา ตรงที่มีเงินคืน ไม่ใช่จ่ายทิ้งอย่างเดียว เลยคิดว่าคุ้มค่ากว่า

ผิดยังไง? = จะเน้นคุ้มครองชีวิตก็ควรทำแบบที่เน้นคุ้มครองชีวิต คือแบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลา ไม่ควรไม่ทำแบบสะสมทรัพย์ เพราะวัตถุประสงค์ และความเหมาะสมต่างกัน (ไปศึกษาประกันชีวิตแต่ละแบบ และความเหมาะสมในการใช้งานได้ที่ ซื้อประกันอย่างไรให้ถูกต้องและสบายใจ ) ดังนั้น ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม

แบบไหนถึงจะถูก? = หากจะทำเพื่อเป้าหมายคุ้มครองชีวิตเพื่อคนดูแลคนข้างหลัง แบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลาจะเหมาะกว่าแบบสะสมทรัพย์ เพราะจ่ายเบี้ยถูกกว่า และได้วงเงินคุ้มครองชีวิตที่สูงกว่ามาก ถึงแม้ (ส่วนใหญ่) จะไม่มีเงินคืนก็ตาม แต่เป้าหมายของเราที่ทำก็เพื่อป้องกันความเสี่ยง ไม่ได้ทำเพื่อหวังผลตอบแทนอยู่แล้ว เราจึงควรดูที่ความคุ้มค่าของเบี้ยที่จ่าย กับความคุ้มครองที่จะได้ ไม่ใช่ดูที่เรื่องของผลตอบแทน

4. ซื้อยูนิตลิงค์(ประกันชีวิตควบการลงทุน) เพื่อเน้นลงทุนอย่างเดียว

หลายคนซื้อ (และขาย) ยูนิตลิงค์ โดยเน้นที่เรื่องผลตอบแทนและการลงทุนอย่างเดียว เสมือนเป็นเครื่องมือในการลงทุนเช่นเดียวกับ กองทุนรวมอื่นๆ ต่างกันแค่ยูนิตลิงค์มีระบบจัดการในการลงทุนอัตโนมัติอย่างการทำ DCA (ทยอยลงทุนด้วยเงินเท่ากันทุกเดือน) และ Auto-Rebalancing (ปรับสมดุลพอร์ตให้อัตโนมัติ) รวมถึงมีทุนประกันชีวิตให้ แต่ไปให้น้ำหนักกับเรื่องการลงทุนมากกว่าเรื่องคุ้มครองชีวิต

ผิดยังไง? = ยูนิตลิงค์ แม้จะมีส่วนของการลงทุน แต่ยังไงพื้นฐานของมันก็คือ “ประกันชีวิต” อยู่ดี ดังนั้น ต้องไม่ลืมหัวใจของประกันชีวิตที่มีจุดประสงค์อยู่ที่การ “คุ้มครองความเสี่ยง” เป็นหลัก ไม่ใช่เรื่องของการลงทุน หากจะสนใจแต่เรื่องลงทุนอย่างเดียว การจัดพอร์ตลงทุนเองโดยใช้กองทุนรวมอาจจะเหมาะสมกว่า เพราะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการทำประกันอีกรอบ ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมต่ำลง นั่นเท่ากับว่า ถ้าซื้อยูนิตลิงค์โดยวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนอย่างเดียว จะต้องยอมจ่ายค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ทำให้ผลตอบแทนลดลง เพื่อแลกกับระบบอัตโนมัติ เท่านั้น

แบบไหนถึงจะถูก? = ยูนิตลิงค์ ให้ทั้งเรื่องของผลตอบแทนจากการลงทุน และความคุ้มครองชีวิตไปพร้อมๆกัน ดังนั้น มันจึงเหมาะกับเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการทั้งเรื่องของผลตอบแทนและความคุ้มครองชีวิต เช่น การวางแผนการศึกษาบุตร (ลงทุนเพื่อเตรียมเงินให้เป็นค่าเล่าเรียนลูกในอนาคตหากเรายังมีชีวิต / คุ้มครองชีวิต เพราะหากเราจากไปก่อน ลูกจะได้ทุนประกันไปเป็นค่าเล่าเรียนเลย) การวางแผนเกษียณอายุ (ต้องลงทุน เก็บเงิน) ไปพร้อมๆกับการวางแผนคุ้มครองชีวิต สำหรับคนที่มีภาระเลี้ยงดู (ต้องการทุนประกัน) เป็นต้น ดังนั้น การจะซื้อยูนิตลิงค์ ควรจะต้องคำนวณทั้งทุนประกันที่เหมาะสม กับวางแผนการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ต้องการ ไปพร้อมๆกันด้วย การซื้อโดยดูแต่ผลตอบแทนอย่างเดียว แต่ไม่วางแผนเรื่องทุนประกันเลย ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้การซื้อยูนิตลิงค์เป็นเรื่องที่สามารถตอบโจทย์เป้าหมายการเงินได้อย่างคุ้มค่าแน่ๆ

5. ไม่สนใจทุนประกัน หรือทำทุนประกันไว้แค่พอ “เป็นค่าทำศพ”

หลายคนซื้อประกันโดยมองแต่เรื่องของผลตอบแทน ไม่เข้าใจเรื่องของการคุ้มครองชีวิต ก็เลยไม่สนใจเรื่องทุนประกัน หรือวงเงินคุ้มครองชีวิตที่จะได้ หรือคิดแค่มีทุนประกันชีวิตไว้ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในงานศพ ถ้าตัวเองเป็นอะไรไปขึ้นมา ก็พอแล้ว ซึ่งเป็นการซื้อประกันชีวิตที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของประกันชีวิตอย่างคุ้มค่าเลย

ผิดยังไง? = ถ้าทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองชีวิต แต่ทำทุนประกันแค่หย่อมเดียว จะมีประโยชน์อะไร เพราะถึงเราจากไป เงินที่ได้ก็ไม่ได้ช่วยให้คนข้างหลังอยู่รอดต่อไปได้อย่างปกติสุขอยู่ดี (อาจจะได้แค่ชดเชยมาใช้นิดหน่อย แต่ก็ยังต้องเดือดร้อน ดิ้นรนอยู่ เมื่อหัวหน้าครอบครัวจากไป) ยิ่งทำแค่เป็นค่าใช้จ่ายในงานศพ ยิ่งแย่ใหญ่ เพราะแทบไม่เหลือให้คนข้างหลังได้ใช้เลย การทำประกันชีวิตแบบนั้น จึงไม่ได้ช่วยเหลือหรือคุ้มครองคนที่อยู่ข้างหลังได้เท่าที่ควร

แบบไหนถึงจะถูก? = เป้าหมายของการทำประกันชีวิตเพื่อการคุ้มครองชีวิต ก็คือ การหาว่า “เราควรจะเตรียมเงินเท่าไหร่ ถ้าเราจากไปอย่างกะทันหัน? เพื่อให้เงินก้อนนี้ปลดหนี้ที่มีอยู่ และเพียงพอกับค่าใช้จ่ายของคนที่เราเลี้ยงดูอยู่ จนกว่าพวกเขาจะดูแลตัวเองได้” นั่นแหละ คือทุนประกันที่เราต้องเตรียม เราจึงควรซื้อประกันชีวิตโดยทำทุนประกันให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายของคนข้างหลังจนกว่าเขาจะตั้งตัวได้ รวมถึงภาระหนี้สินที่มีอยู่ด้วย ดังนั้น เราต้องมาคำนวณหาทุนประกันชีวิตที่เหมาะสม ไม่ใช่แค่ซื้อตามความรู้สึก หรือซื้อเท่าที่รู้สึกพอใจจะจ่าย เพราะมันอาจจะไม่เพียงพอ (แต่เบี้ยที่จ่ายเพื่อให้ได้ทุนประกันที่เหมาะสม ก็ต้องอยู่ในขอบเขตที่เราจ่ายไหวด้วยเช่นกัน)

6. ทำประกันสุขภาพกับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

หลายคนทำประกันสุขภาพ โดยใช้ประกันชีวิตตัวหลักเป็นแบบสะสมทรัพย์ อาจจะเพราะอยากได้ผลตอบแทน เพราะไม่อยากจ่ายยาว หรือไม่ก็เพราะจะให้เงินคืนจากประกันสะสมทรัพย์ มาเป็นเงินช่วยจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพ ฟังดูเหมือนจะดี แต่จริงๆไม่เวิร์ค

ผิดยังไง? = 1) ถึงคิดว่าแบบสะสมทรัพย์มีผลตอบแทน มีเงินคืน เงินคืนจะเอามาช่วยลดเบี้ยที่จ่ายได้ แต่เบี้ยที่ต้องจ่ายสำหรับแบบสะสมทรัพย์ หักด้วยเงินคืนทีได้แล้ว ก็ยังแพงกว่าเบี้ยที่จ่ายกรณีที่ทำตัวหลักเป็นแบบตลอดชีพอยู่ดี 2) แบบสะสมทรัพย์มีระยะเวลาสัญญาเพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่ง (ยิ่งแบบจ่ายสั้น ระยะเวลาสัญญาก็ยิ่งสั้น) ทำให้ถ้าหากไปทำประกันสุขภาพกับสัญญาที่มีระยะเวลาสั้น เมื่อสัญญาหมด ประกันสุขภาพก็จะหายไปด้วย ทำให้ต้องเริ่มทำประกันตัวใหม่ ซึ่งพอเริ่มทำประกันตัวใหม่ ค่าเบี้ยประกันชีวิตก็จะสูงกว่าเดิม (เพราะอายุมากขึ้น)

แบบไหนถึงจะถูก? = จะทำประกันสุขภาพ ก็ควรทำได้แบบยั่งยืน ไปยาวๆ (อาจจะจนกว่าจะถึงจุดที่รู้สึกว่าเบี้ยประกันสุขภาพสูงจนจ่ายไม่ไหว เช่น ช่วงอายุ 65 ปีขึ้นไป) ดังนั้น ตัวประกันชีวิตตัวหลักก็ควรเป็นตัวที่มีสัญญาระยะยาว เช่น แบบตลอดชีพ (เพื่อให้มีสัญญาให้ประกันสุขภาพเกาะได้ไปตลอด ไม่หมดก่อน) ซึ่งค่าเบี้ยประกันถูกกว่าแบบสะสมทรัพย์ด้วย

===============================================

เมื่อเข้าใจแล้ว ก็ขอให้จำ จำแล้วนำไปใช้อย่างถูกต้อง เพื่อให้การซื้อประกันชีวิตของเราเป็นการใช้เงินที่ถูกต้อง คุ้มค่า และตรงกับความจำเป็นของชีวิตจริงๆนะครับ สวัสดีครับ ^^



newyorknurse



Create Date : 05 สิงหาคม 2559
Last Update : 15 สิงหาคม 2559 8:48:07 น. 1 comments
Counter : 687 Pageviews.

 

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
mambymam Home & Garden Blog ดู Blog
เตยจ๋า Topical Blog ดู Blog
pantawan Health Blog ดู Blog
newyorknurse Education Blog ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 10 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น
..................................
เรื่องนี้น่าสนใจมากๆครับ
ขอโหวตก่อนเดี๋ยวกลับมาอ่านครับ
เพราะว่าอเมริกา ทุกๆคนต้องมีประกัน
มันเกียวกันเปล่าครับ


โดย: ขุนเพชรขุนราม วันที่: 5 สิงหาคม 2559 เวลา:23:41:43 น.  
newyorknurse
Location :
ราชบุรี .. New York ... United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 121 คน [?]






เริ่มเขียนBlog
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2553

ยินดีต้อนรับค่ะ

จขบ.บันทึกประสบการณ์ต่างๆ
ระยะเวลาทำงานและระยะเกษียณ
เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ

จขบ.พยายามใช้ชีวิตเกษียณให้มีคุณค่า
รักษาสุขภาพใจและกาย ท่องเที่ยวกับเพื่อนๆ
ทำสวนดอกไม้ ออกกำลังกาย
สมัครเป็นสมาชิก 24 Hrs Fitness
เพื่อให้ชีวิตที่เหลืออยู่มีคุณภาพ
จะได้ไม่เป็นภาระกับคนที่รักและห่วงใย

จขบ.เพิ่มบล็อกสุขภาพ
เพื่อจะได้นำสาระที่มีประโยชน์
เกี่ยวกับสุขภาพทั่วๆไป

จขบ.หวังว่าข้อมูลต่างๆช่วยให้
ทุกท่านที่มาอ่าน รักษาสุขภาพ
ไปตรวจเพื่อเป็นการป้องกัน
และได้รับการรักษาเนิ่นๆ เพื่อ
ชีวิตที่แข็งแรงและมีคุณภาพ

"A time to enjoy, a time to spend time with your family and a time to be with your friends – all comes with retirement"

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาค่ะ

ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวด
ทุกๆคะแนนค่ะ
BlogGang Popular Award # 12 - 2559


BlogGang Popular Award # 11 - 2558



BlogGang Popular Award # 10 - 2557



BlogGang Popular Award # 9 - 2556



BlogGang Popular Award # 8 - 2555





ขอบคุณทุกหัวใจวาเลนไทน์ 2559
ที่เพื่อนๆมอบให้ค่ะ
Flag Counter
New Comments
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2559
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
5 สิงหาคม 2559
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add newyorknurse's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.