เมื่อคืนฝันดีจัง
Group Blog
 
 
มิถุนายน 2553
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
27 มิถุนายน 2553
 
All Blogs
 
ตกหลุมรักฮ่องกง *1*



หากใครเป็นแฟนของเจ้าพ่อหนังขี้เหงาอย่างหว่อง การ์ไว ฮ่องกงคงมีความหมายมากไปกว่าเมืองแห่งการชอปปิ้งแน่ๆ และคงเพราะดิฉันเสพงานของพี่หว่องมากไป ฮ่องกงในมุมมองของดิฉันจึงบิดเบี้ยวไปในแบบที่เรียกว่า “เมืองแห่งความเดียวดายอย่างโรแมนติก” ดังนั้นท่ามกลางอากาศเย็นๆของเดือนกุมภาพันธ์จะมีอะไรพิเศษไปกว่าการได้ไปเดินถ่ายรูปเล่นในเมืองเหงาๆ ก่อนจะตบท้ายด้วยอาหารสุดแสนอร่อยและข้าวของเก๋ไก๋ติดไม้ติดมือกลับมาฝากเพื่อนๆที่เมืองไทย

*(ปล."เดียวดายอย่างโรแมนติก"เป็นชื่อพอคเกตบุคของ Bioscope อันว่าด้วยเรื่องราวของหว่อง การ์ไวและหนังต่างๆของเขา ซึ่งเขียนโดยนักวิจารณ์ภาพยนตร์มือฉมังหลายท่านของเมืองไทยค่ะ)




7 วันกับระยะทางห่างจากเมืองไทยไป 1,720 กิโลเมตร ดิฉันพกหนังสือไปเล่มหนึ่งที่ต้องขอบอกว่าเป็นคัมภีร์ของสาวๆที่อยากจะไปชอปปิ้งที่ฮ่องกงเลยทีเดียว หนังสือเล่มนั้นคือ “Where & Why Hong Kong Lifestyle Shopping Guide” ของคุณพลอย จริยะเวช หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนมุมมองในการมาชอปปิ้งฮ่องกงมากโข เพราะเวลาที่ใครต่อใครไปฮ่องกงคงหนีไม่พ้นการไปขนเสื้อผ้า Bossini , Giodarno หรือสารพัดแบรนด์ดังที่ถูกกว่าเมืองไทยครึ่งต่อครึ่ง แต่หนังสือของคุณพลอยเล่มนี้เป็นการรวบรวมสินค้าน่าซื้อต่างๆที่ไม่เกี่ยวกับความถูกหรือความคุ้ม แต่จะเน้นไปที่ร้านรวงที่น่าสนใจ แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังที่ไม่มีชอปในเมืองไทย ย่านสวยๆที่เหมาะแก่การไปเดินชอปปิ้งพร้อมๆกับเก็บบรรยากาศ หรือแนะนำแม้กระทั่งตัวสินค้าน่าซื้อน่าหามาใช้กันเลยทีเดียว(ดิฉันยังได้ยาแต้มสิวขวดเล็กกะทัดรัดแบบลูกกลิ้ง Burt’s Bees กลับมาตามคำแนะนำของคุณพลอย ก่อนที่จะแอบเห็นว่า Burt’s Bees มาเปิดชอปที่พารากอนเมื่อไม่นานมานี้)



เริ่มกันจากฝั่งเกาลูน (รู้กันเนอะว่าฮ่องกงมีฝั่งเกาลูนกับฝั่งฮ่องกง) ดิฉันเลือกพักที่ Casa Hotel โรงแรมยอดนิยมแห่งหนึ่งของคนไทยค่ะ เนื่องจากราคาไม่แพงและหากเลือกเอเยนต์ดีๆบางช่วงก็ถึงกับถูกเลยทีเดียว ถึงแม้ห้องพักจะเล็กไปสักหน่อย แต่ความพิเศษของ Casa Hotel อยู่ตรงที่จากหน้าโรงแรมเดินไปไม่ถึง 2-3 นาที ก็ถึง MTR ยามาเต๋ยซึ่งทำให้สะดวกกับการเดินทางไปที่ต่างๆเป็นอย่างมาก เพราะคนฮ่องกงโดยสาร MTR เป็นหลัก (ดูได้จากบนถนนนอกจากรถ Taxi และรถบัสโดยสารประจำทางแล้ว แทบจะมองหารถยนต์ส่วนตัวได้น้อยมากๆ) ตอนเช้าๆที่อุณหภูมิ 14-15 องศา ก่อนจะจับ MTR ไปไหน ดิฉันจะต้องแวะไปที่ร้านขายทาร์ตไข่ตรงข้างสถานีก่อน (MTR ยามาเต๋ย Exit C เดินไป 3-4 ห้อง)ทาร์ตไข่ร้อนๆยืนกินตอนอากาศหนาวๆอร่อยและได้บรรยากาศสุดๆค่ะ ทาร์ตไข่เจ้านี้ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงว่าโด่งดังอะไร แต่ดิฉันขอกระซิบว่าอร่อยกว่าทาร์ตไข่เจ้าดังเสียอีก เอ..หรือเพราะว่าดิฉันหิวก็ไม่รู้เนอะ ว่าแล้วหลังจากทาร์ตไข่ 2 ชิ้น ดิฉันก็พร้อมเดินทางต่อ (ความพิเศษอีกอย่างของ Casa Hotel สำหรับดิฉันคือมันให้ความรู้สึกแบบหว่องๆค่ะ เพราะเมื่อมองจากหน้าต่างจะเห็นตึกแถวมากมายที่เปื้อนเปรอะไปด้วยคราบดำๆ ซึ่งเจ้าตึกพวกนี้แหละที่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นฮ่องกง ก็ท่ามกลางฉากหน้าของเมืองเศรษฐกิจสุดล้ำ ฮ่องกงก็คงหนีไม่พ้นภาพลักษณ์แบบจีนๆ ถึงแม้ว่าคนฮ่องกงจะไม่ยอมรับก็ตาม)



ทริปนี้ของดิฉันไปคาบเกี่ยวกับช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงที่ข้าวของลดกระหน่ำสุดๆ ดังนั้นไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนดิฉันก็จะพบผู้คนมากมาย โดยเฉพาะร้านขวัญใจคนไทยอย่าง Bossini หรือ Giodarno นี่แทบจะไม่ต้องพูดถึง ไม่มีที่ให้ดิฉันเบียดตัวเข้าไปด้วยซ้ำ แต่ก็อย่างว่านะคะ คนจีนเขาถือว่าก่อนปีใหม่ก็จะต้องเอาของเก่าออกไปให้หมด ถือเป็นการเปลี่ยนคอลเลคชั่นไปเลยทีเดียว จะว่าไปก็คึกคักมีสีสันไปอีกแบบ เห็นใครไปกระจุกตัวที่ไหน ดิฉันก็อยากจะเข้าไปร่วมกับเขาด้วย สำหรับฝั่งเกาลูนแล้ว ดิฉันว่าห้าง Langham Place ดูจะเป็นที่ที่กิ๊บเก๋ที่สุด ข้างในห้างมีร้านขายสินค้าน่าซื้อน่าสนใจมากมาย คนเยอะทีเดียวเพราะเป็นแหล่งรวมวัยรุ่นฝั่งเกาลูน พอออกมาจากห้างเราก็จะเจอย่านมงก๊ก ที่ซึ่งมีร้านค้าและผู้คนทะลักทลาย จบจากย่านมงก๊ก ระหว่างเดินกลับที่พักเลียบถนนนาธาน(ดิฉันใช้วิธีเดินเอา เพราะไม่ไกล ได้ออกกำลังกายและแวะดูโน่นนี่ไปในตัว)ดิฉันก็ไม่พลาดที่มองหาตึก Sino Center เพราะรู้มาว่าหากจะหาซื้อ CD ต่างๆก็ไม่ควรจะพลาดตึกนี้ ปรากฏว่าเป็นที่ถูกอกถูกใจค่ะเพราะมีหนัง soundtrack รวมไปถึงแผ่นเกมส์เอาไปเป็นของฝากให้บรรดาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ให้เลือกเยอะอยู่ เดินเพลินๆครบสี่ชั้น(ตึกเล็กๆ)ก็ปาเข้าไป 3 ชั่วโมงแน่ะ เห็นฟ้ามืดๆดิฉันจึงรีบเดินกลับโรงแรมเพราะรู้ว่าราตรีนี้ยังอีกยาวไกล



นาฬิกาบอกเวลา 5 ทุ่ม เมื่อมองจากหน้าต่าง ดิฉันเห็นว่าข้างหลังโรงแรมมีคนต่อแถวทำอะไรสักอย่างอยู่ซึ่งมีหรือที่ไทยมุงอย่างดิฉันจะพลาด ว่าแล้วก็คว้าเสื้อกันหนาวตัวอวบลงไปสังเกตการณ์สักหน่อย ข้างล่างด้านหลังโรงแรมผู้คนกำลังต่อแถวรอกินข้าวอบหม้อดินกันอยู่ค่ะ ต่อแถวได้พักใหญ่ก็ถึงคิวของดิฉัน ข้าวอบหม้อดินที่นี่อร่อยมาก มาแบบร้อนๆแล้วต้องสั่งไข่ดิบมาด้วยนะคะ พอข้าวมาเสริฟเราก็ตอกไข่ดิบใส่เข้าไปเอาฝาปิด รอระอุสักครู่ พอเปิดออกมาก็พร้อมรับประทาน ขอแถมเคล็ดลับนิดนึงนะคะ ว่าพอข้าวอบหม้อดินมาเสริฟท์แล้ว อย่าลืมคลุกเอาข้าวก้นหม้อขึ้นมาด้านบนก่อน เพราะข้าวที่นี่ร้อนมาก ถ้าไม่คลุกข้าวก็จะไหม้ติดก้นหม้อ กินไม่อร่อยได้ สำหรับใครที่มาร้านนี้สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดก็คือหอยทอด โต๊ะไหนโต๊ะนั้นสั่งทุกราย ขอบอกว่าถูกใจมากๆ หอยแมลงภู่ตัวใหญ่มีกลิ่นคาวสดแบบอร่อย ลองแล้วน่าจะติดใจกัน ถ้าจำไม่ผิดเห็นขึ้นเป็นเมนูแนะนำด้วย ร้านดังกล่าวนี้อยู่บนถนน Temple Street ค่ะ ชื่อร้าน Hing Kee กินเสร็จก็เดินเล่นกันต่อได้เลย ซึ่งถนนตรงนี้เดินไปเรื่อยๆจะทะลุไปเจอตลาด Lady Market แต่ดิฉันว่าทั้งแหล่งชอปปิ้งย่าน Temple Street กระทั่งถึงตลาด Lady Market ไม่ค่อยมีอะไรค่ะ (คุณพลอยนิยามว่าคล้ายตลาดโต้รุ่งหัวหินบ้านเรา)ข้าวของไม่น่าสนใจเท่าไหร่ หลายอย่างดิฉันว่าหาซื้อได้ที่ตลาดคลองถมหรือไม่ก็ประตูน้ำ เผลอๆของเราเดินสนุกกว่าอีก ดิฉันก็เลยเดินพอเป็นพิธี(แต่ครบนะคะ)และคงติ๊กในเช็คลิสต์ว่าคราวหน้าถ้ามีเวลาจำกัด คงคัดที่นี่ออกเป็นอันดับต้นๆแน่ๆ



นอกจากห้าง Langham Place แล้ว ฝั่งเกาลูนยังมีตึก Harbour City ซึ่งเป็นแหล่งชอปปิ้งขนาดใหญ่อีกค่ะ ชื่อก็บอกอยู่ว่าเป็นท่าเรือ ดังนั้นตึกนี้จึงมีชานยื่นออกไปให้ได้นั่งกินลมชมอ่าววิคตอเรียกัน ตึกนี้มีห้างขนาดใหญ่ให้เดินหลายห้าง ข้าวของส่วนใหญ่เป็นแบรนด์เนม บรรยากาศจะต่างกับ Langham Place เพราะดูสินค้าหรูหรากว่า ดิฉันเดินจนทั่วก็สรุปได้ว่าไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่และบรรยากาศดูเก่าไปสักหน่อย จากบริเวณ Harbour City สามารถเดินไปชมการแสดงแสงสี symphony of light ตอน 2 ทุ่มได้ แต่ดิฉันไม่ได้ชมเนื่องจากเป็นคืนวันตรุษจีนที่มีการแสดงและคนเยอะมากๆ วันนี้ดิฉันจึงได้เห็นคนจีน(ฮ่องกง)มากมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจเพราะตลอดทุกวันที่มาที่นี่ ดิฉันจะเจอแต่คนฮ่องกงหนุ่มๆสาวๆแต่งตัวโก้เก๋เดินขวักไขว่ แต่คืนวันปีใหม่นี้ดิฉันได้เห็นทั้งคนเด็ก คนแก่ หรือแม้กระทั่งหนุ่มสาวที่ดูเหมือนคนท้องถิ่นมาเที่ยวงานวัด(ฮ่องกง)มากมาย ได้อีกบรรยากาศดีค่ะ



ในบริเวณย่านจิมซาโจ่ยนอกจากตึกฮาเบอร์ซิตี้แล้ว แหล่งชอปปิ้งที่ไม่ควรพลาดอีกแหล่งคือตึก Miramar Shopping Central ก่อนจะเดินเข้าตึก ดิฉันเจอร้านถูกใจสุดๆอยู่ร้านหนึ่งนั่นคือร้าน Agnes b. สินค้าของอานยาส เบ สวยเปรี้ยวเกินบรรยายค่ะ ดิฉันชอบใจเสื้อผ้าและกระเป๋าหลายชิ้น ที่นี่ยังมีซีดีเพลงเพราะๆปกสวยๆให้เลือกด้วย แต่สำหรับราคาแล้วดิฉันคงสู้ไม่ไหว ชมๆกระตุ้นความอยากพอประมาณก็เดินทางต่อ
ที่ตึก Miramar Shopping Central มีร้านน่าสนใจอยู่หลายร้าน ถ้าจะกล่าวอย่างเร็วๆ ก็เช่น ร้าน I.T ร้านรวมแบรนด์เสื้อผ้าจากหลากหลายดีไซน์เนอร์ ที่ไม่ว่าดิฉันจะหยิบจับตัวไหนก็ถูกใจไปหมด เสื้อผ้าเขาสวยมีสไตล์มาก ทุกวันนี้ดิฉันยังคิดถึงแจคเก็ตแนวสปอร์ตตี้ลายวินเทจที่อยากได้มากๆ(แต่ราคาเหลือร้าย)อยู่เลย D-Mop ร้านเสื้อผ้าแนวเปรี้ยวซิ่ง เหมาะกับสาวๆรุ่นใหม่ที่มีลุคแบบมั่นใจ Ozoc ร้านเสื้อผ้าแบรนด์ญี่ปุ่นที่น่ารักและน่าจะใส่ง่ายสำหรับสาวไทย ที่นี่ดิฉันยังได้กระเป๋าใส่ของจุกจิกสีน้ำเงินระยิบระยับมาฝากเพื่อนสาวอีกด้วย VIVIENNE WESTWOOD แบรนด์นี้เชื่อว่าสาวๆหลายคนคงรู้จักกันดีอยู่แล้ว สินค้าของป้าวิเวียนก็อย่างที่รู้ค่ะ ออกแนวเปรี้ยวจี๊ดแบบพังก์ๆ ที่นี่ดิฉันถูกใจกระเป๋าใส่สตางค์สีเจ็บมากๆแต่ก็นะคะของเขาก็ราคาใช่ถูกๆ และเมื่อชำเลืองมองของเก่า ก็ยังอยู่ในสภาพดีใช้ได้อีกนาน





อ่านต่อ : ตกหลุมรักฮ่องกง *2*








Create Date : 27 มิถุนายน 2553
Last Update : 26 ตุลาคม 2553 15:58:22 น. 1 comments
Counter : 1243 Pageviews.

 
มาแย้ว ขอเจิมคนแรกเลยนะจ๊ะ

งานเขียนดีไม่ช่ายเล่น ๆ

อ่านเพลินดี เจ้าของบล็อคหน้าตา

เหมือนคนบ้านเดียวกันนะเนี่ย


โดย: มานีชูใจ วันที่: 29 กรกฎาคม 2553 เวลา:22:20:07 น.  

Woman in the Dunes
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




TOP
Friends' blogs
[Add Woman in the Dunes's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.