always forgive your enemies---nothing annoys them so much. จงให้อภัยศัตรูของท่านเสมอ ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เขาไม่สบายใจเท่ากับ การให้อภัยของท่าน.
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2549
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
23 มิถุนายน 2549
 
All Blogs
 

Dead or Alive 2: The Birds " ฉันจะบินไปตายไกลๆ ปลัก ไม่หยุดพักเช็ดเลือดให้เสียเวลา " ( 2 )

นก ในฐานะสัญลักษณ์ในภาพยนตร์
เพื่อสร้างความกระจ่างแก่สมมติฐานดังกล่าว ต้องนำมรณกรรมทั้งสามไปย้อมด้วยบริบทของภาพเหตุการณ์ก่อนถึงฉากวัดใจครั้งสุดท้าย ฉากดังกล่าวจะเห็นลูกชายคาเนโกะเลี้ยงเนื้อแก่นกตัวหนึ่งบนดาดฟ้า นกบินมาโฉบเอาชิ้นเนื้อจากมือลูกชายคาเนโกะ นอกจากนี้ในฝีภาพติ่งท้าย ๆ ของหนังจะมีนกบินร่อนวนรอบร่างจิจิอิซึ่งแขวนต่องแต่งอยู่กับกิ่งไม้ นกบินโฉบผ่านร่างเด็กหนุ่มผู้คลับคล้ายคลับคลาจะเป็นอิชิ ซึ่งอาจจะเป็นลูกชายของคาเนโกะตอนโตเป็นหนุ่มก็ได้ นกในหนังของมิอิเกะถือเป็นสัญลักษณ์แทนการจุติ ในกรณีของ Ichi นกยังรับหน้าเป็นสื่อเชื่อมบริบทเพื่อรองรับมุมมองของเด็กต่อมรณกรรมของผู้ใหญ่ 3 คน นอกจากนี้ ร่องรอยความสัมพันธ์ระหว่างนกกับการละทิ้งถิ่นฐานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ก็นับว่าเด่นชัดพอตัวในงานของมิอิเกะ นักวิเคราะห์บางรายมองว่าหากเข้าใจความลุ่มหลงที่มิอิเกะมีต่อนกได้ ก็ย่อมเข้าถึงบทบาทคุณค่าที่แท้จริงของนกใน Ichi The Killer

ช่วงแอนิเมชั่นของหนังเรื่อง Happiness of the Katakuris ถือเป็นตัวอย่างในการใช้นกเป็นตัวแทนของวัฏจักรการถือจุติตามธรรมชาติได้เป็นอย่างดี Happiness of the Katakuris เป็นการดัดแปลงงานที่มีอยู่เดิมมานำเสนอใหม่ เช่นเดียวกับ Ichi และ Graveyard of Honour สาระของหนังเองมุ่งเล่าถึงกระบวนการเกิดใหม่ และเดินทางตัดผ่านภพเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ช่วงแอนิเมชั่นของ Katakuris เริ่มต้นด้วยมีการค้นพบสัตว์ปีกชนิดหนึ่ง รูปร่างหน้าตาประหลาด อยู่ในถ้วยซุป นกอุบาวท์ฉกลิ้นไก่เจ้าของถ้วยซุปไป เพราะมีรูปพรรณคล้ายหัวใจดวงเล็ก ๆ มันบินหนีไปพร้อมกับหอบหิ้วลิ้นไก่เพื่อไปหาที่กินเหมาะ ๆ แต่ไม่ทันไรตัวมันเองก็ถูกนกใหญ่เขมือบเองเสียก่อน

ต่อมานกใหญ่ก็ตกเป็นเหยื่อตัวประหลาดอีกชนิดหนึ่ง ฉากเหตุการณ์กลายมาเป็นภาพบนหน้ากระดาษ ลมพัดมาหอบแผ่นกระดาษปลิวคว้าง ก่อนขยุมตัวเองเป็นก้อน ๆ จนกลายเป็นไข่ฟองหนึ่ง เพื่อหายเข้าไปในปากของงู นกบินมาจิกงูไปป้อนเข้าปากลูกของมัน ของเหลวในไข่ถูกดูดออกมา ฟองไข่ร่วงกลับลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง เปลือกไข่แตกออกและมีสัตว์ปีกหน้าตาประหลาดขนาดจิ๋วตัวใหม่ลืมตาออกมาดูโลกอีกรอบ และนกใหญ่อีกชนิดก็ยังตามมากินมันอีกรอบด้วยเช่นกัน นกตัวใหญ่โผบินไปเรื่อย ได้จังหวะก็ขี้ลงบนหัวผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นยั๊วะจัด เขวี้ยงไม้ใส่นกเจ้ากรรมร่วงหายไปจากท้องฟ้าในบัดดล การร่ายรำของการเกิดและตายดำเนินอยู่เช่นนั้นเรื่อยไป

การใช้ประโยชน์จากนกในฉากเปิดเรื่องของ Katakuris น่าจะถือเป็นแม่แบบการใช้นกเพื่อสื่อความหมายในงานชิ้นอื่น ๆ ของมิอิเกะก็ว่าได้ ทุกคราวที่มีเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเกิดขึ้นในหนังของมิกิเอะ เป็นต้องได้เห็นนกมาบินฉวัดเฉวียนอยู่ในฉากไม่เคยขาด ด้วยเหตุที่นกคือองค์อินทรีย์สัญลักษณ์ที่ลัดข้ามระนาบเวลาได้ ดังนั้น บุคคลที่นกใน Ichi บินผ่านหลังถัดจากจิจิอิ จึงเป็นลูกชายคาเนโกะตอนโต

ไม่แต่เท่านั้นนกตัวนั้นยังรวบกุมเหตุอัตวิบาตกรรมสองครั้งเข้าไว้ด้วยกันในตัวมัน นกแบกความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะค้นหาความเปลี่ยนแปลงของสองชีวิต และพาเหินข้ามขีดคั่นทั้งหลายเพื่อมุ่งหน้าสู่อิสรภาพเยี่ยงนก นกจึงเป็นสัญลักษณ์ของการทุบหม้อข้าวและออกเดินทางไปตายเอาดาบหน้า(de-territorializing flight) อันเป็นการแสดงความเด็ดเดี่ยวขั้นสุดยอด ถึงการฆ่าตัวตายอาจถูกมองว่าเป็นเพราะความหมดอาลัยตายอยากในชีวิต และมีแรงจูงใจให้กระทำผิดแผกกันไปในแต่ละบุคคล แต่กระนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการฆ่าตัวตายต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ เป็นอย่างมาก

การเวียนว่ายตายเกิด
ความตายในหนังของมิอิเกะถือเป็นส่วนย่อยของวัฏจักรใหญ่แห่งการเวียนว่ายตายเกิด ความตายเป็นเหมือนกระสวยพาคน ๆ หนึ่ง"กลับบ้านเก่า" เพื่อดั้นด้นไปสู่"ที่ชอบ ๆ"กันอีกครั้ง มนุษย์ไม่เคยไปบ้านได้มากกว่า 1 ครั้ง การคืนเรือน(จะเป็นที่ ๆ เกิด หรือ ที่ ๆ อยู่มาก่อนเกิดก็สุดแท้แต่ใครจะว่าจะเรียกกันไป) จึงเป็นการกลับไปลอกคราบกรองไคลความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่คน ๆ หนึ่งผ่านพบมาภายหลังจากที่แห่งนั้นมา จึงมองได้ว่าการออกจากบ้านเป็นเรื่องของการไปเพื่อแสวงหาสิ่งดี ๆ จากการเปลี่ยนแปลง

พึงตระหนักด้วยว่า มีเพียงการออกจากบ้านหลังแรกเท่านั้นที่ถือเป็นการจากบ้านเกิด เนื่องจากบ้านหลังอื่น ๆ ไม่ใช่บ้านเกิด การออกจากบ้านครั้งถัด ๆ มา หลังจากบ้านหลังแรกจึงไม่ถือเป็นการพลัดถิ่นแต่อย่างใด ในตัวละครของมิอิเกะ จึงเป็นร่างทรงรองรับการไหลวนของกระบวนความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เราเห็นอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติ โดยมีนกขอติดมากับรถด่วนขบวนสุดท้ายของหนังด้วยเสมอ

อย่างที่เมสตั้งข้อสังเกตไว้ ตัวละครแทบทั้งหมดนงานมิอิเกะเป็นคนไร้หัวนอนปลายเท้า ระหกระเหิน และโหยหาบ้าน ยิ่งถ้าได้หลังที่เหมือนกับบ้านเคยอยู่อู่เคยนอนก็ยิ่งดีใหญ่ บางที่พวกเขาก็จำต้องยึดโลกที่ตัวเองคลุกคลีอยู่เสมือนหนึ่งเป็นบ้านหลังเก่า ทั้งที่มีความเป็นเมืองใหญ่เบียดบังมโนสำนึกอยู่ ดังจะเห็นได้ว่าถึงแม้คณะนักเลงในหนังมิอิเกะจะซ่องสุมรวมตัวกันในปริมณฑล ที่ผ่านการหักร้างถางพงปักปันเขตมาแล้วก็จริง แต่พวกเขายังคงไม่หยุดแก่งแย่งพื้นที่ตรงนั้นตรงนี้กัน เพื่อจับจองและได้ชื่อว่าตนเป็น"เจ้าถิ่น" การแก่งแย่งของพวกเขาจึงถือได้ว่าเป็นการขยายอาณาจักรแห่งประสบการณ์

จำต้องกล่าวอีกด้วยว่า มิอิเกะมักย้ำเน้นความคิดว่าด้วยการไปตายเอาดาบหน้า และการทวงสภาพแวดล้อมเดิมคืนมาผ่านเหตุทะเลาะวิวาท ด้วยการใส่นกหรือรูปสัญญะจากธรรมชาติรังสรรค์เข้ามาในฉาก ชาติตระกูลหนังของมิอิเกะไม่สำคัญเท่ากับความยืดหยุ่นในการรองรับการถ่ายโอนสภาพแวดล้อมครั้งเก่า ที่ยังเรืองรองอยู่ในความทรงจำและเป็นที่โหยหาของคนดู

งานไตรภาค Dead or Alive
งานไตรภาค Dead or Alive คือ ตัวอย่างอันน่าตื่นตาตื่นใจของปณิธานแห่งการถ่ายทอดเรื่องราวของมนุษย์ กับการการข้ามเส้นแบ่ง ไม่ว่าจะเป็นในปริมณฑลเรื่องส่วนตัว หน้าที่การงาน รวมไปถึงปริมณฑลทางภูมิศาสตร์ หลายฝ่ายมองว่าไม่น่าจะนับหนังทั้งสามเรื่องเป็นงานไตรภาค ตัวละครและเรื่องราวในหนังทั้งสามเรื่องล้วนไม่ค่อยจะสืบเนื่องกัน หากไม่นับการใช้สองตัวละครหลัก คือ ริกิ ทาเคยูชิ กับ โช อาอิคาวะ ร่วมกัน

ในทางตรงกันข้าม หากเราเลิกไม่ยึดติดกับภาพความเป็นภาคต่อของหนังทั้งสามเรื่อง และซึมซับรายละเอียดของหนังแต่ละเรื่อง เสมือนหนึ่งไม่มีความข้องแวะกันแม้แต่น้อย กลับจะพบว่าหนังทั้งสามเรื่องมีความเกี่ยวพันกันลึกซึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ ในเบื้องต้น อย่างน้อยหนังทั้งสามเรื่องก็มีนักแสดงหลัก ๆ หน้าเดิม เล่นกันอยู่แค่ 2 คน ถึงคนทั้งสองจะโผล่มาในชื่อและบทบาทที่ไม่ซ้ำเก่า แต่ชะตากรรมของพวกเขาจากภาคหนึ่งสู่ภาคต่อ ๆ มากลับสอดคล้องกันตามแรงเหวี่ยงของพัฒนาการ นอกจากนี้หนังยังมีนัยของการล่วงล้ำ และสลับบุคลิก จนถึงขนาดหลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวของตัวละครหลักคู่นี้อีกด้วย หนำซ้ำการที่ผลลัพธ์ของการหลอมรวมดังกล่าวมีรูปพรรณคล้ายนกเสียอีกก็ยิ่งชวนให้คิดไปได้ถึงไหนต่อไหน

Dead or Alive ว่าด้วยปรัชญาความตายและการเกิด
ในภาคแรก โช อาอิกาวะ เป็นตำรวจ ส่วนริกิ ทาเคยูชิ เป็นนักเลง ฝ่ายแรกคอยตามล้างตามล่าฝ่ายหลังอย่างไม่ลดราวาศอก. ภาคสอง ทั้งคู่เป็นมือสังหารและโคจรมาทับเส้นทางกัน เพราะถูกว่าจ้างให้ไปเก็บเป้าหมายคนเดียวกัน ในวันและเวลาเดียวกัน หลังเหตุบังเอิญโชสะกดรอยตามริกิทุกฝีก้าว ไม่เว้นแม้แต่ลงเรือตามไปถึงเกาะอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของทั้งคู่ ในที่สุดทั้งคู่ก็พบความจริงที่ว่าพวกเขาเป็นเพื่อนกันสมัยยังเด็ก ว่าแล้วจึงสนุกสนานกับกิจกรรมในสนามเด็กเล่นเพื่อทบทวนความหลังกัน

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในอวกาศที่เวลาเป็นอัมพาต นัยว่าด้วยการค้างเติ่งของเวลามีร่องรอยให้สืบย้อนขึ้นไปได้ถึงภาคหนึ่ง จากการที่ภาคแรกปิดฉากด้วยภาพสัญญาณวันโลกาวินาศปะทุไปทั่วโลก ภาคสองรับช่วงการบรรยายสภาพฉากหลังต่อด้วยการบอกเป็นนัยว่า เหตุการณ์ในภาคนี้เกิดขึ้นในครู่ยามที่โลกกลายเป็นเทหวัตถุเยือกแข็งก้อนหนึ่งในอวกาศไปแล้ว ดังจะเห็นได้ว่าตลอดเรื่องจะมีอุกกาบาตอยู่ลูกหนึ่งพุ่งตัวอยู่กับที่ในอวกาศเมื่อมองด้วยตาเปล่าจากโลก

โมงยามที่หยุดนิ่งเหมาะแก่การทวนความทรงจำอันงดงาม โช กับริกิ ใช้โอกาสดังกล่าวกลับไปเยือนแหล่งกำเนิดของพวกเขา เป็นการกลับบ้านเดิมเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจรับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การรื้อถอนชีวิตปัจจุบันจากบริบทเดิมและจุ่มลงในบริบทเยาว์วัยหาใช่เป็นการถอยกลับไปตั้งหลัก แต่เป็นการฟอกตัวย้อมใจเพื่อบุกไปข้างหน้าเสียมากกว่า คนทั้งสองตกลงใจหวนกลับมาสวมมาดนักเลงออกอาละวาดอีกครั้ง แต่คราวนี้พวกเขาบริจาคน้ำพักน้ำแรงได้ทั้งหมดให้แก่เด็ก ๆ ผู้หิวโหยในทวีปแอฟริกา ผลจากการช่วยจรรโลงโลก พวกเขาจึงกลายเป็นคนมีปีก เหมือนเทวดา

แต่ความประพิมพ์ประพายกับเทวดา กลับไม่น่าสนใจเท่าสารรูปที่เหมือนนก ก็อย่างที่กล่าวไปแล้วว่านกมีความสำคัญในฐานะ เฟืองตัวหลักในกระบวนการปฏิสัมพันธ์กับอดีตของมนุษย์มากขนาดไหนในงานของมิอิเกะ ในรายของโชและริกิ พวกเขากลายร่างเป็นนกหลังจากกลับเนื้อกลับตัว ตอนท้ายของหนัง ทั้งสองยังดำเนินชีวิตต่อไปได้ระยะหนึ่ง หลังถูกกระหน่ำยิงชนิดไม่น่าจะรอดมาได้ แม้เลือดจะอาบร่างพวกเขายังเดินกร่างไปตามถนน ไม่ส่ออาการบาดเจ็บให้เห็นแม้แต่น้อย ห้วงเวลาดังกล่าว ถือเป็นการตื่นจากความตาย พวกเขาเกิดใหม่หลังจากผ่านพิธีกรรมจบชีวิตเก่า และยังเป็นการทลายทำนบกระแสเวลาให้หลั่งไหลอีกครั้ง หลังจากถูกกักเก็บมาตลอดเรื่อง ตอนทั้งคู่เดินทางกลับบ้านเกิดอีกหน คนทั้งสองมาในสภาพวิญญาณเร่ร่อนพร้อมการถือกำเนิดของชีวิตใหม่ในหมู่บ้าน

Dead or Alive 2: The Birds ถือเป็นกรณีตัวอย่างอันดีเพื่อศึกษาแนวทางของมิอิเกะ ในการใช้นกเป็นสัญลักษณ์แทนการเกิดใหม่ในวงจรการแตกดับ นอกจากนี้ยังมีความสำคัญ ในแง่การเป็นแบบอย่างการพินิจพิเคราะห์กรรมวิธีเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงของแต่ละชีวิต โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมอันเป็นเงื่อนไขหรือมีอิทธิพลต่อการดำรงตนในโลกของคนเหล่านั้น - 2/3 -

ใน Dead or Alive ภาคสาม ซึ่งมีชื่อว่า Dead or Alive: Final โลกกลับสู่สภาพโกลาหลดั่งเคย และยังสะบักสะบอมไม่เสร็จจากการมาเยือนของหายนะใหญ่ ด้วยอุปการคุณของเทคโนโลยีการสำเนาชีวิต โชและริกิจึงยังมีชีวิตอยู่ใน 300 ปีข้างหน้าได้ เมื่อริกิกลับมาเป็นฝ่ายไล่ล่าโชบ้างในเบื้องนี้ จึงเท่ากับว่าคนทั้งสองก้าวล่วงและแลกชีวิตกันใช้กับอีกฝ่ายอย่างสมบูรณ์แบบ อาจกล่าวได้ว่าการเหวี่ยงตัวของปฏิสัมพันธ์ระหว่างโชกับริกิ คือ หนึ่งในปัจจัยบ่งชี้ความเป็น"ภาคต่อ"กันในระหว่างหนัง Dead or Alive ทั้งสามเรื่อง

ที่สำคัญยิ่ง ว่าไปแล้วในการดูหนังมิอิเกะหลายเรื่อง คนดูอาจจำต้องเถือ"หน้าหนัง"(เช่น ภาพความรุนแรง)ออกไปบ้าง หาไม่แล้วก็อาจเข้าไม่ถึงเนื้อแท้ของหนัง เนื้อแท้ดังกล่าวมักเป็นผลผลิตจากปฏิสัมพันธภาพระหว่างตัวละคร ท่ามกลางความวุ่นวายในกระบวนการตบแต่งเงื่อนไขแห่งการธำรงตนเพื่อสร้างความลงตัวแก่ชีวิต

อิทธิพลของสภาพแวดล้อมตัวละครมีความโดดเด่นอย่างมากใน Dead or Alive ภาคสุดท้าย อีกทั้งบทสรุปของหนังความเป็นอัตสำเหนียก(self-conscious) อยู่มาก หนังเปิดเรื่องด้วยภาพเครื่องฉายหนังยิงลำแสงออกมา เป็นฉากการฉายหนังเก่าเก็บเรื่องหนึ่ง บนจอจะเป็นภาพมนุษย์กำลังต่อสู่กับสัตว์ร้ายตามธรรมชาติ โดยมีเสียงบรรยายถึงอนาคตที่เอาแน่ไม่ได้ ความแน่แท้เพียงหนึ่งเดียว คือ การมีชีวิตอยู่ ณ ปัจจุบัน ทุกครั้งที่มีเสียงบรรยายพาดพิงถึงคำว่า ชีวิต บนจอจะเป็นภาพสัตว์เลื้อยคลานประหลาดมีอันถูกสังหารทุกครั้งไป ลูกเล่นดังกล่าวมีโยงใยลากไปถึงฉากการพันตูครั้งสุดท้ายระหว่างโชกับริกิในตอนจบของหนัง เพราะกลายเป็นว่าผลจากการต่อสู้ คนสองคนถูกหลอมมาเกิดในร่างใหม่ และต้องมีชีวิตร่วมกันในสภาพหุ่นยนต์นก ซึ่งมีหัวเป็นรูปปลักขิกอันเขื่อง

"เราเกิดมาจากการทำลายล้าง" คนทั้งสองให้บทสรุปกับตัวเองเช่นนั้น ที่จริงก่อนปิดเรื่องด้วยฉากเกิดอีกทีมีจู๋เป็นหัว มีการทวนความหลังด้วยการตัดต่อเหตุการณ์จากสองภาคแรกเสียบแทรกชนิดตาลายเป็นพิธี นับเป็นการปูทางเพื่อชงผลลัพธ์ของการประมือครั้งล่าสุด เข้าเป็นอีกหนึ่งในสาแหรกปฏิสัมพันธ์ระหว่างโชกับริกิ นอกจากนี้ยังมีเค้าการเป็นหินลองทอง เพื่อหยั่งหาระดับความยืดหยุ่นของตัวหนังเองดูเล่น ๆ เนื่องจากหนังเปิดฉากด้วยการออกตัวว่าเป็นหนังไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง

เมืองในอนาคตที่โชกับริกิจับพลัดจับผลูไปอยู่นั้น มีอัตราการเกิดเป็นศูนย์ เพราะไม่มีเด็กเกิดใหม่แม้สักคน เนื่องจากขาใหญ่ประจำเมืองขอไว้ ความข้อนี้เป็นการยกความสำคัญของแก่นว่าด้วยการเกิดใหม่ ผ่านการพิสูจน์สมมติฐานที่ว่ารักแท้เป็นจริงได้เฉพาะในหมู่คนเพศเดียวกัน แรงจูงใจของนโยบายตัดตอนวงจรการเกิดมาจากความเชื่อที่ว่า การมีประชากรมากเกินพอดีจะเป็นชนวนของสงคราม ซึ่งสร้างความบอบช้ำแก่โลกจนตกอยู่ในสภาพอย่างที่เห็น

ความตาย บทบาทในวงจรชีวิตธรรมชาติ
มิอิเกะกำลังชี้ว่าการตายมีบทบาทในวงจรชีวิตตามธรรมชาติไม่น้อยหน้าการเกิด เช่นเดียวกับ สงครามก็มีผลต่อการขับเคลื่อนวงจรมากพอ ๆ กับสันติภาพ ควรกล่าวด้วยว่าวงจรชีวิตตามธรรมชาติ เป็นสภาวะที่ตัวละครในงานของมิอิเกะปรารถนาจะเข้าถึงยิ่งนัก การที่โชกับริกิประกอบร่างเป็นหนึ่งเดียวกัน จึงเป็นการเผชิญหน้ากับนโยบายสกัดกั้นครรลองธรรมชาติของนายหัว

ความสัมพันธ์ระหว่างโชกับริกิในหนังทั้งสามเรื่อง ทั้งผกผันทั้งสมบุกสมบัน พวกเขาร่วมหัวจมท้ายกันได้ แต่พวกเขาก็แตกหักกันได้เช่นกัน บางทีก็สลับบทบาทกัน วนไปวนมาอยู่อย่างนั้น ต่างคนต่างจ้องจะเข้าไปยึดพื้นที่ของอีกฝ่าย ทั้งหมดดำเนินไปภายใต้อาณาจักรคนดีเหยียบฟ้าตามกฏของการคุมถิ่น สุดท้ายพวกเขาจับมือกันโค่นประมุขของเมืองผู้ไม่พิศมัยเด็ก ๆ ลงและฟื้นฟูค่านิยมรักต่างเพศ แม้ว่าการกระทำของเขาอาจทำลายกลไกป้องกันการเกิดสงครามในอนาคต แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า วงจรแห่งชีวิตกลับมาขับเคลื่อนอีกครั้งได้เพราะฝีมือของพวกเขา การคลายปมดังกล่าวหาใช่เป็นการสาบส่งแนวคิดรักร่วมเพศ หากแต่เป็นการฉลองชัยชนะของชายสองคนผู้มีชีวิตผูกพันกันแนบแน่นเป็นพิเศษ ที่มีเหนือระบอบผูกขาดเพศกิจ

Dead or Alive 2: The Birds จบลงตรงภาพทารกเกิดใหม่ พร้อมกับขึ้นตัวอักษรบนจอเป็นประโยคคำถามว่า "ไปสู่หนใด" คำตอบของคำถามนี้มีอยู่ในภาคสามกับภาพของโลกในสภาพจวนจะพินาศแหล่ไม่พินาศ เพราะมีประชากรมากเกินไป เป็นโลกที่ปราศจากทายาท แต่การจุติอาจมาในรูปการแปลงสภาพก็ได้ เพราะเป้าประสงค์ของการมีอยู่ของเอกภพ คือ การสร้างสรรค์ และการสร้างสรรค์เป็นดอกผลของการละทิ้งถิ่นฐานเดิม

ไตรภาค Dead or Alive เป็นการร่วมเดินทางไปกับชายสองคนบนหนทางสู่บ้านเก่า ก่อนลงมือปฏิวัติตนเอง พวกเขาเกิดแล้วเกิดอีก ในทำเลแตกต่างกันออกไปในหนังแต่ละภาค การเกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นการย้ำเตือนคติที่ว่ายิ่งใครเห็นสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก ยิ่งเท่ากับว่าคนผู้นั้นมีความดักดานมากตามไปด้วย ตามสายตาของมิอิเกะ พฤติกรรมกระหายเลือดของเหล่านักเลงในไตรภาค Dead or Alive เป็นแค่กระบวนการดัดแต่งตนเองให้สอดคล้องลงรอยกับเงื่อนไขกำกับชีวิตมาตราต่าง ๆ อันเป็นวิถีของธรรมชาติ

โรงเรียนสอนบิน ในภาพยนตร์เรื่อง The Bird People of China
ผลงานอีกเรื่องของมิอิเกะที่มีความน่าสนใจพอฟัดพอเหวี่ยงกับ Dead or Alive 2: The Birds คือ The Bird People of China หนังเรื่องนี้เล่าถึงยากูซ่าคนหนึ่งในปฏิบัติการล่าตัวนักธุรกิจลูกหนี้ของกลุ่มมาเฟีย การทวงหนี้ครั้งนี้ติดพันยืดเยื้อติดพันเข้าไปถึงหุบเขาอันห่างไกลแห่งหนึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากฝ่ายนักธุรกิจมีพุ่งเป้าจะไปค้นหาหยกที่หุบเขาแห่งนั้น สิ่งที่นักธุรกิจและยากูซ่าเจอในหุบเขา คือ โรงเรียนสอนบิน เด็ก ๆ ในหมู่บ้านนี้ต้องบินเพื่อสืบสานประเพณีเก่าแก่นับพัน ๆ ปีของหมู่บ้านโดยมีภาพวาดมนุษยวิหคในถ้ำเป็นหลักฐานยืนยัน

ทั่วหมู่บ้านดาษดื่นไปด้วยรูปตัวแทนแนวคิคเกี่ยวกับความเกี่ยวโยงระหว่างการเหินบิน กับการผลัดภพผ่านความตาย ซากเครื่องบินสมัยสงครามโลกครั้งที่สองลำหนึ่งตกอยู่ในทะเลสาบใกล้หมู่บ้านในสภาพโหม่งโลก โผล่มาเพียงกระโดงหางและปีกหลัง เหมือนมีใครเอาไม้กางเขนขนาดมหึมาไปปักไว้ ยังนับเป็นเครื่องเตือนใจชาวบ้านถึงความสำคัญของการตาย และการเหินในฐานะวิถีของการหลุดพ้น การแปลงพิธีกรรมเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงมาไว้ในรูปของสันทนาการหรือการละเล่น จนกลายเป็นประเพณีและพากันยึดถือสืบต่อกันมาชนิดไม่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมแม้กาลเวลาจะล่วงมานานเพียงใด เป็นผลของกุศโลบายการส่งเสริมให้เด็ก ๆ กล้าเผชิญโลกเบื้องหน้า และทะยานข้ามเส้นแบ่งระหว่างแผ่นฟ้ากับผืนดิน โดยยึดเส้นขอบฟ้าเป็นเครื่องนำทาง

ความหวนไห้ต่ออดีตอันงดงามเป็นอีกความน่าประทับใจของหนัง โดยมีเพลงเป็นสื่อ เพลงเอกของหนังถูกนำมาสู่หมู่บ้านโดยนักบินลำมรณะ และตกทอดมายังเด็กคนหนึ่ง แต่การเดินทางของเพลงหาได้เป็นเรื่องของการรับช่วงมรดกทางภูมิปัญญา เพลงจากน้ำเสียงของเด็กผู้หญิงถูกนักธุรกิจบันทึกไว้ เขาเปิดเพลงฟังครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อแกะเนื้อเพลง เดิมทีคำร้องในเพลงเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อเด็กพื้นเมืองเข้ามารับช่วงการขับร้องจึงเริ่มมีศัพท์พื้นเมืองเข้าไปปะปนในเพลง นักธุรกิจพยายามสืบสาวหาคำร้องดั้งเดิมเพราะเชื่อว่าเนื้อเพลงย่อมบรรจุไว้ด้วยภาพเหตุการณ์ในอดีตของหมู่บ้าน พฤติกรรมการนำอดีตมาเป็นลายแทงเพื่อทำความเข้าใจกับปัจจุบัน และหยั่งคะเนอนาคต ต้องถือว่านักธุรกิจมีภูมิแน่นพอจะจับผิดความเปลี่ยนแปลงที่อยู่รายรอบตัวเอง เขาถึงยอมลงแรงขุดค้นอดีตเพื่อถลุงหาตะกอนประวัติศาสตร์ที่ตกผลึกอยู่ในซากเวลาช่วงใดช่วงหนึ่ง

ตัวยากูซ่าเองก็มีวาระส่วนตัวฝังเร้นอยู่ในการปฏิบัติตามคำสั่งทวงหนี้ เขาตัดสินใจแฝงตัวอยู่ในหมู่บ้าน และค้นพบว่าตนมีบ้านเกิดอยู่ในวงล้อมของศัตรู การข้ามถิ่นนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอีกคราว อาจกล่าวได้ว่า บ้านหลังเดียวที่เป็นทั้งบ้านเกิดและเรือนตายของมนุษย์ก็คือ ความเปลี่ยนแปลง มนุษย์มีแต่จำต้องน้อมรับความเปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลงอยู่ค้ำฟ้าเพื่อฉายแสงของกฎไตรลักษณ์ไปยังสรรพสิ่ง ความสงบเที่ยงแท้อันเป็นเสาหลักของหมู่บ้านมนุษย์วิหค เอาเข้าจริงกลับเป็นกลไกการสะสมผลผลิตของการสัญลักษณ์ความเปลี่ยนแปลงเสียด้วยซ้ำ จากคติที่ว่า ความดักดานจะหมดไปหากมนุษย์บินอย่างนกได้ และยิ่งมีชั่วโมงบินสูงเท่าไหร่ ยิ่งเข้าถึงแก่นแท้ของสังสารวัฏได้มากเพียงนั้น

Graveyard เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่
ภาพผู้ชายตั้งท่าจะออกบินใน The Bird People of China มีสาแหรกการก่อตัวของสถานการณ์ร่วมกับ Graveyard of Honor ฉบับสร้างใหม่ มิอิเกะใช้ภาพภาพจรดตัวเตรียมเหาะซึ่งมีรูปพรรณสันฐานดุจเดียวกันกับใน The Bird People of China มาเป็นภาพเปิดเรื่อง Graveyard ก็คงเพื่อนำงานใหม่เข้าฝากตัวกับสารบบงานของตัวเองประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งเป็นการออกตัวว่า Graveyard เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ การยืมภาพ"จะเหินแล้วนะ"จากงานชิ้นเก่ามาเป็นสาแหรกตั้งต้นงานชิ้นใหม่มีข้อน่าสังเกตบางประการ กล่าวคือ ในขณะที่ The Bird People of China ปิดฉากอย่างสวยงาม และเปี่ยมความหมายในเชิงกวีกับภาพฝูงมนุษย์วิหครุ่นเยาว์พากันร่อนอยู่เหนือยอดเขา แต่ทิศทางการบินของตัวละครเอกใน Graveyard กลับเป็นการดิ่งลงปะทะพื้นปฐพี ก่อนจมหายไปในกองเลือดขนาดยักษ์ เมสมองว่าการที่ตัวละครหลั่งเลือดออกมาได้มหาศาลจนนองปฐพีขนาดนั้น เป็นผลมาจากการคั่งตัวสะสมของเลือดชั่ว นับจากความเป็นผู้เป็นคนในตัวละครเอกเริ่มอักเสบกระทั่งสุกงอม ในท้ายที่สุดของหนัง

คงด้วยอาณุภาพของแว่นขยายตามแนวคิดที่ว่า มีหน่อพุทธางกูรแห่งพระคริสต์อยู่ทั่วทุกตัวคนดลบันดาลให้เมสวิเคราะห์ไปในทางนั้น ถึงแม้จะดูเพี้ยน ๆ ไปบ้าง การพลีชีวิตตนของพระคริสต์ด้วยหวังความอยู่รอดของมนุษยชาติเป็นเนื้อนาบุญ อาจถือเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของการตายอย่างสร้างสรรค์ในสายตาคนบางคน แต่ไม่ว่าผลในด้านอื่นจะเป็นฉันใด แต่ผลในภาคปฏิบัติก็คือ พระคริสต์ย่อมได้เกิดใหม่ ไม่แน่ว่าเป้าประสงค์ของคนที่ปลิดชีพตนเอง ก็เป็นเช่นนี้ คือ เพื่อไปเกิดใหม่ในสุขคติภพ

ภาพตัวละครกุมสติไม่อยู่ในชั่วอึดใจที่ปลงใจเลือกความตายเป็นทางออกใน Graveyard ส่อถึงความสิ้นหวัง การไปตายเอาดาบหน้ามักเลี่ยงการใช้ความรุนแรงไม่ได้ มิเช่นนั้นมนุษย์ก็ย่อมพ่ายแพ้แก่อำนาจแรงโน้มถ่วงของโลกอยู่ร่ำไป การเปลี่ยนแปลงใช่เป็นเรื่องง่าย เพราะมนุษย์ไม่ได้มีทรัพยากรและปัญญาอยู่ในมือครบครัน ถึงขั้นเนรมิตความเปลี่ยนแปลงเอาได้ตามอำเภอใจ และก็ไม่ง่ายอีกเช่นกันกับการจะสถาปนาความสัมพันธ์เครือข่ายใหม่เพื่อสร้างอาณาจักรใหม่ ๆ กับคนหน้าใหม่ ๆ ในดินแดนใหม่เพื่อการลงหลักปักฐานชีวิตใหม่

มิอิเกะยิงคำถามตรง ๆ ผ่าน Dead or Alive 2 เพื่อชวนให้มนุษย์หันกลับมาฉุกคิดและตระหนักถึงเงื่อนไขแวดล้อมเพื่อตั้งสติและกำหนดทิศทางการล่องของชีวิต อันเป็นแนวคิดหลักในงานชิ้นอื่น ๆ ของเขาด้วยเช่นกัน และเป็นแนวคิดที่เหมาะกับการใช้นกเป็นรูปตัวแทนในการนำเสนอเป็นที่สุด

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จักริน วิภาสวัชรโยธิน : แปล
http://www.horschamp.qc.ca/new_offscreen/fantasia2003_pt2.html
(โครงการแปลตามอำเภอใจ)

ที่มาจาก http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999979.html




 

Create Date : 23 มิถุนายน 2549
0 comments
Last Update : 23 มิถุนายน 2549 12:36:56 น.
Counter : 433 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


neoheart
Location :
ราชบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สนใจเรื่องราวในอดีต การเมือง สังคม ประวัติศาสตร์
งานอดิเรก ชอบอ่านหนังสือจำพวก นวนิยายแปล แนวลึกลับ สยองขวัญ
Friends' blogs
[Add neoheart's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.