*ขอบคุณ..ที่ผ่านมาให้กำลังใจกัน*
Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
31 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
ครุฑ

ครุฑที่ไม่ใช่มังคุด...เขาเป็นใครหนอ...เขามาจากไหน...
มีความสำมะคัญอย่างไร....อยากรู้ป่าววววววววว....








ไม่อยากรู้...ก็อยากเล่า...มามะ..จะเหลาให้แหลม...เอ๊ย...มะช่าย...จะเล่าให้ฟัง...
ตำนานของครุฑในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เล่ากันสืบต่อมาช้านานว่า
พญาครุฑเป็นบุตรของพระกัศยปมุนีเทพบิดร และนางวินตา
พระกัศยปมุนีองค์นี้เป็นฤษีที่มีฤทธิ์เดชมากองค์หนึ่ง
พระองค์มีชายาหลายองค์ แต่องค์ที่เกี่ยวข้องกับตำนานพญาครุฑนั้น
นอกจากนางวินตาแล้ว ยังมีอีกองค์หนึ่งคือ นางกัทรุ ซึ่งเป็นพี่น้องกับนางวินตา


สรุปได้ว่า พระกัศยปมุนีองค์นี้ เป็นคนเอาพี่เอาน้อง
เพราะว่าพระทักษประชาบดี อันมีศักดิ์เป็นพ่อตาของพระกัศยปมุนี
มีลูกสาวถึง ๕๐ คน และได้ยกให้พระกัศยปมุนี ถึง๑๓ คน
โอ้วววว...แม่จ้าว...มากมายก่ายกองอะไรปานน๊านนนนน


อ่ะ..แต่ที่เกี่ยวข้องกับพญาครุฑ ที่ตุ๊ดไม่เมิน...มีด้วยกันสองนางดังกล่าวไปแล้วข้างต้น
ทั้งสองนางได้ขอพรให้กำเนิดบุตรจากพระกัศยป
โดยนางกัทรุได้ขอพรว่าขอให้มีบุตรจำนวนมาก
ซึ่งต่อมาก็ได้ให้กำเนิดนาคหนึ่งพันตัว อาศัยอยู่ในแดนบาดาล


ส่วนนางวินตาขอบุตรเพียงสององค์และขอให้ลูกมีอำนาจวาสนา
เมื่อนางคลอดบุตรปรากฏว่าออกมาเป็นไข่สองฟอง
น่าแปลกเนอะ..พ่อแม่เป็นคนออกลูกเป็นไข่...


นางทนรอไม่ไหวว่าบุตรของตนจะมีหน้าตาอย่างไร หล่อเหลาเหมือนมาริโอ้ เมาเร่อ รึป่าวววว
จึงทุบไข่ออกมาฟองหนึ่งออกดู ปรากฏว่าเป็นเทพบุตรที่มีกายแค่ครึ่งท่อนบน
ชื่อ อรุณ อรุณเทพบุตรโกรธมารดาของตนที่ทำให้ตนออกจากใข่ก่อนกำหนด
จึงสาปให้มารดาของตนเป็นทาสนางกัทรุ
และให้บุตรคนที่สองของนางเป็นผู้ช่วยนางให้พ้นจากความเป็นทาส
เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะเนี่ย..สาปแม่ตัวเองได้ไง...
จากนั้นจึงขึ้นไปเป็นสารถีให้กับพระอาทิตย์หรือสุริยเทพ









ส่วนนางวินตาหลังจากทุบไข่ใบแรกด้วยความอยากรู้อยากเห็นไปแล้ว
แล้วก็โดนลูกชายครึ่งท่อนของตัวเองสาปเรียบร้อย จึงไม่กล้าทุบไข่ฟองที่สองออกมาดู
คงรอให้ถึงกำหนดที่บุตรคนที่สองซึ่งก็คือพญาครุฑออกมาจากไข่เอง


ซึ่งเมื่อพญาครุฑแรกเกิดเขาว่ากันว่า มีร่างกายขยายตัวออกใหญ่โตจนจรดฟ้า
ดวงตาเมื่อกระพริบเหมือนฟ้าแลบ เวลาขยับปีกคราใด
ขุนเขาก็จะตกใจหนีหายไปพร้อมพระพาย
รัศมีที่พวยพุ่งออกจากกายมีลักษณะดั่งไฟไหม้ทั่วสี่ทิศ
ให้นามบุตรผู้นี้ว่า เวนไตย แปลได้ความว่า เหล่ากอของนางวินตา หรือ..แปลง่ายๆว่า ลูกของนางวินตานั่นเอง









ในกาลต่อมา นางกัทรุและนางวินตาได้พนันกันถึงสีของม้าอุไฉศรพที่เกิดคราวกวนเกษียรสมุทร
และเป็นม้าเทียมราชรถของพระอาทิตย์โดยพนันว่าใครแพ้ต้องเป็นทาสอีกฝ่ายห้าร้อยปี
นางวินตาทายว่าม้าสีขาวส่วนนางกัทรุทายว่าสีดำ


ซึ่งความจริงม้าเป็นสีขาวดังที่นางวินตาทาย
แต่นางกัทรุใช้อุบายให้นาคทั้งหนึ่งพันลูกของตนแปลงเป็นขนสีดำไปแซมอยู่เต็มตัวม้า
(บางตำนานว่าให้นาคพ่นพิษใส่ม้าจนเป็นสีดำ)
นางวินตาไม่ทราบในอุบายเลยยอมแพ้ ต้องเป็นทาสของนางกัทรุถึงห้าร้อยปี


ภายหลังเมื่อครุฑได้ทราบสาเหตุที่มารดาต้องตกเป็นทาสและได้ทราบเงื่อนไขจากพวกนาคว่า
ต้องไปเอาน้ำอมฤตให้พวกนาคเสียก่อนจึงจะให้นางวินตาเป็นไท
เมื่อทราบดังนั้นครุฑจึงถลาขึ้นสู่สวรรค์เพื่อไปนำน้ำอมฤต


ระหว่างทางบังเกิดความหิวและพบเต่ากับช้างกำลังต่อสู้กัน เต่าตัวนั้นยาวได้ ๘ โยชน์
ช้างนั้นยาวได้ ๑๖ โยชน์ จึงใช้กรงเล็บจิกสัตว์ทั้งสองแล้วบินมาเกาะบนต้นไม้ใหญ่หมายจะกิน
ความที่ทั้งสามคือ ครุฑ ช้าง และเต่ามีน้ำหนักมากทำให้กิ่งไม้หัก


เผอิญบนกิ่งไม้นั้นมีพราหมณ์กำลังนั่งร่ายพระเวทอยู่
ครุฑเห็นดังนั้นจึงใช้จะงอยปากคาบกิ่งไม้แล้วค่อยๆวางกิ่งไม้ลงบนพื้นดิน
จนสามารถช่วยชีวิตพราหมณ์ไว้ได้ก่อนที่กลับไปจิกกินช้างและเต่า
พราหมณ์พึงใจที่ครุฑช่วยชีวิตตนแม้อยู่ในความหิวจึงเรียกเวนไตยว่า "ครุฑ" หมายถึงผู้แบกรับภาระหนัก









ครั้นบินไปถึงสวรรค์ ครุฑก็กระพือปีกพัดให้ฝุ่นตระหลบไปทั้งอากาศ
แล้วเข้าต่อสู้กับเหล่าทวยเทพที่นำโดย พระอินทร์)
เหล่าเทพไม่สามารถต่อสู้กำลังของครุฑซึ่งได้รับพรให้มีอิทธิฤทธิ์มากเหนือผู้ใด
แม้แต่วัชระซึ่งเป็นเทพศาสตราของพระอินทร์ยังไม่สามารถทำอันตรายครุฑได้


แต่ครุฑก็จำได้ว่าวัชระเป็นอาวุธที่พระอิศวรประทานให้แก่พระอินทร์
อีกทั้งด้วยความต้องการแสดงคารวะต่อพระอินทร์ผู้เป็นพี่
ครุฑจึงแสดงความเคารพโดยบันดาลให้ขนร่วงจากกายหนึ่งเส้น
พื่อแสดงความเคารพต่อวัชระและรักษาเกียรติของพระอินทร์ผู้ป็นหัวหน้าของเหล่าเทพ
ด้วยเหตุนี้ครุฑจึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า "สุบรรณ" ซึ่งแปลว่า"ขนวิเศษ หรือผู้มีปีกอันงาม"


เหล่าทวยเทพเมื่อไม่เห็นทางที่จะต้านฤทธิ์ได้จึงจำต้องเปิดทางให้ครุฑเข้าไปเอาน้ำอมฤต
ก่อนถึงที่เก็บน้ำอมฤตมีกองเพลิงร้อนขนาดที่เผาดวงอาทิตย์ให้เป็นจุลได้
ครุฑจึงแปลงกายให้มีปาก ๘๑๐๐ ปากแล้วจึงบินไปอมน้ำจากแม่น้ำ ๘๑๐๐ สายมาดับกองเพลิงนั้น
กองเพลิงก็มอดไป ถัดเข้าไปด้านในมีจักร อันคมกริบรอตัดร่างผู้ที่จะเข้าไปลักน้ำอมฤต


ครุฑเห็นดังนั้นจึงแปลงกายให้เล็กเท่าธุลีบินลอดผ่านดุมจักรนั้นไปได้
ด้านในสุดยังมีนาคสองตนที่ดวงตาไม่กระพริบ มีพิษร้ายแรงดังเพลิงกาฬ
เฝ้าคุมอยู่ หากนาคมองเห็นผู้ใดเข้ามาลักน้ำอมฤตย่อมพ่นพิษร้ายออกสังหารผู้นั้น
ครุฑเห็นเช่นนี้จึงกางปีก กระพือลมบังเกิดเกิดฝุ่นคละคลุ้งตลบขึ้นในอากาศ
ทำให้นาคมองไม่เห็นแล้วจิกนาคทั้งสองออกเป็นชิ้นๆ กินเป็นภักษาหาร









ข้างฝ่ายพระนารายณ์ เห็นครุฑกำลังจะเข้าไปนำน้ำอมฤตออกมาได้
จึงเข้าขัดขวาง ทั้งสองต่อสู้กันอย่างเป็นสามารถแต่......
ไม่มีผู้ใดแพ้หรือชนะ ต่างฝ่ายต่างเหนือยอ่อน จึงตกลงที่จะทำสัญญาหย่าศึก


โดยครุฑขอพรให้ตนเป็นอมตะโดยไม่ต้องดื่มน้ำอมฤทธิ์หนึ่ง
ขอให้มีสิทธิ์จับนาคกินได้หนึ่ง
และขอพรให้อยู่สูงกว่าพระนารายณ์เป็นข้อสุดท้าย
และพระนารายณก็ขอให้ครุฑเป็นเทพพาหนะของพระองค์


เมื่อตกลงกันได้ดังนี้ ก็เซ็นต์สัญญา อย่าศึก ร่วมเป็นมิตรไมตรีกัน
แต่ตามจริง..ครุฑก็อยู่ส่วนครุฑ ไม่ได้มานั่งขี่คอพระนารายณ์ ตลอดเวลา
มีเพียงธงอันเป็นสัญลักษณ์ปักว้เหนือสถานอันพระนารายณ์สถิตย์ แค่นั้นเอง
ส่วนพระนารายณ์ ก็ไม่ได้จิกหัวใช้ครุฑพร่ำเพรื่อ...
ประมาณว่า ต่างฝ่ายต่างเกรงใจกันว่างั้นเหอะ








ดังนั้นเมื่อไทยรับเอาลัทธิเทวราชามา และถือว่า
พระมหากษัตริย์ เป็นองค์อวตารของพระนารายณ์
จึงเป็นที่มาของธรรมเนียมการใช้ธงมหาราช
อันธงประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ พื้นสีเหลืองตรงกลางเป็นรูปพระครุฑพ่าห์
ประดับอยู่บนยอดเสาธงเหนือที่ประทับ หน้ารถยนต์พระที่นั่ง เครื่องบินพระที่นั่ง ฯลฯ นั่นเอง


กลับมาดูสองศัตรูที่กลายเป็นมิตรไปแล้วกันต่อ
พระนารายณ์ต้องพระประสงค์อยากทราบว่าเหตุไฉนใยครุฑจึงต้องขึ้นมาลักน้ำอมฤต
ครุฑกราบทูลว่าทั้งหลายทั้งปวงเป็นเพราะต้องการช่วยมารดาให้เป็นอิสระจากนางกัทรุ
เมื่อแจ้งดังนั้นพระนารายณ์จึงตรัสว่าน้ำอมฤตนี้ไม่สามารถเอาไปได้ เพราะเป็นของสวรรค์


ครุฑจึงออกอุบายขอนำน้ำอมฤตไปให้พวกนาคก่อนแล้วให้พระอินทร์ตามมานำกลับไป
จึงเอาน้ำอมฤตไปให้นาคโดยวางไว้บนหญ้าคา
และกล่าวกันว่าได้ทำน้ำอมฤตหยดบนหญ้าคา ๒-๓ หยด ด้วยเหตุนี้
หญ้าคาจึงถือเป็นสิ่งมงคลในทางศาสนาพราหมณ์


ส่วนนาคเมื่อเห็นน้ำอมฤตก็ยินดี จึงยอมปล่อยนางวินตาแม่ครุฑให้เป็นอิสระ
ขณะพากันไปสรงน้ำชำระกายเพื่อจะมาดื่มกินน้ำอมฤตนั่นเอง
พระอินทร์ก็นำหม้อน้ำอมฤตกลับไป ทำให้นาคอด..ไม่ได้กิน
พวกนาคจึงเลียที่ใบหญ้าคาด้วยเชื่อว่าอาจมีหยดน้ำอมฤตหลงเหลืออยู่
ด้วยความคมของใบหญ้าคาจึงบาดกลางลิ้นเป็นทางยาว
ส่งผลให้ ลิ้นกลายเป็นสองแฉก และงูอันเป็นวงศ์วานว่านเครือของพญานาคในชั้นหลัง
จึงมีลิ้นเป็นสองแฉกสืบมาจนทุกวันนี้









แต่นั้นครุฑกับนาคจึงเป็นศัตรูกันมาโดยตลอด และครุฑนั้นก็จะจับนาคกินเป็นอาหารเสมอ
ครุฑมีชายาชื่ออุนนติหรือวินายกา มีโอรสด้วยกันสองตน ชื่อ สัมปาติหรือสัมพาที
และสดายุ หรือชฎายุ อันมีบทบาทเด่นอยู่ในเรื่องรามเกียรติ์


ตามวรรณคดีพุทธศาสนากล่าวว่าครุฑมีขนาดใหญ่มาก
วัดจากปีกข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งได้ ๑๕๐ โยชน์
เวลากระพือปีกสามารถทำให้เกิดพายุใหญ่ เกิดท้องฟ้ามืดมน
และทำลายบ้านเมืองให้หมดสิ้นไปได้
ที่อยู่ของครุฑเรียกว่า สุบรรณพิภพเป็นวิมานอยู่บนต้นสิมพลีหรือต้นงิ้ว เชิงเขาพระสุเมรุ









นอกจากตำนานข้างต้น ครุฑยังมีความเกี่ยวข้องกับคนไทยอีกหลายอย่าง
โดย เฉพาะการถือว่าครุฑเป็นสัญลักษณ์สำคัญเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์
ที่มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ด้วยว่าไทยเราได้รับลัทธิเทวราชของอินเดีย
ที่ถือว่าพระมหากษัตริย์คืออวตารของพระนารายณ์ ดังนั้น
ครุฑซึ่งทรงอิทธิฤทธิ์ และเป็นพาหนะของพระนารายณ์ จึงเป็นสัญลักษณ์แทนพระมหากษัตริย์









พระราชลัญจกร ตั้งแต่สมัยอยุธยา มีองค์หนึ่งเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริว่าไม่ควรมีองค์พระนารายณ์
ควรมี แต่ครุฑ จึงโปรดให้ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยา นริศรานุวัตติวงศ์
ทรงเขียนถวายใหม่ และ โปรดให้ทำขึ้นใช้ประทับพระปรมาภิไธย


ปัจจุบันตราดวงนี้อยู่ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำหรับประทับกำกับพระปรมาภิไธย
ในหนังสือสำคัญ เช่น ประกาศนียบัตรเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ต่อมาจึงได้มีการใช้ตราครุฑ เป็นหัวกระดาษของหนังสือของราชการทั่ว ๆ ไปด้วย
เพื่อให้ทราบว่างานนั้นเป็นราชการ


ส่วนครุฑที่ปรากฏอยู่ในขบวนเรือหลวงมีอยู่ ๓ ลำ คือ









เรือครุฑเหินเห็จ เป็นหัวโขนรูปพญาครุฑ สีแดงยุดนาค
ลำเดิมสร้างในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
เป็นเรือรูปสัตว์พื้นดำ ยาว ๑๓ วา ๑ ศอก ๑ คืบ กว้าง ๔ ศอก ลึก ๑ ศอก ๑๐ นิ้ว
แต่ได้ถูกระเบิดเสียหายในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๗๘
กรมศิลปากรได้เก็บหัวเรือและท้ายเรือไว้ในพิพิธภัณฑ์ฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑

เรือครุฑเหินเห็จ ลำปัจจุบันสร้างใหม่เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑
โดยใช้หัวเรือเดิมนำมาซ่อมแซม ท้ายเรือทำใหม่
เริ่มสร้างเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๑๑
แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๑
แล้วช่างแกะสลักลวดลายทำงานประมาณ ๑๘ เดือน
ช่างรักทำงาน ๖ เดือน ช่างเขียนลวดลายรดน้ำทำ งานประมาณ ๖ เดือน
ช่างปิดทองและประดับกระจกทำงานประมาณ ๔ เดือน

ทำเครื่องตกแต่งเรือใหม่ตั้งแต่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๔ จนถึง ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๔
โดยมีบริษัท สำนักงานเกษรดอกประดู่ เป็นผู้ทำ

การแต่งกายของผู้ประจำเรือ นายลำนุ่งปูม สวมเสื้อเข้มขาบ โพกขลิบทอง








เรือครุฑเตร็จไตรจักร เป็นหัวโขนรูปพญาครุฑสีชมพูยุดนาค
ลำเดิมเป็นเรือพื้นดำ ยาว ๑๓ วา ๑ ศอก ๑ คืบ กว้าง ๓ ศอก ๑ คืบ ๖ นิ้ว ลึก ๑ ศอก ๙ นิ้ว
ลำเก่าถูกระเบิดชำรุด กรมศิลปากรเก็บหัวเรือและท้าย เรือไว้
ลำปัจจุบันสร้างใหม่ เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๑ น้ำหนัก ๕.๙๗ ตัน
กว้าง ๑.๙๐ เมตร ยาว ๒๗.๑๐ เมตร ลึก ๐.๕๒ เมตร กินน้ำลึก ๐.๒๙ เมตร ฝีพาย ๓๔ คน นายท้าย ๒ คน


การแต่งกายของผู้ประจำเรือ นายลำนุ่งปูม สวมเสื้อเข้มขาบ โพกขลิบทอง








และ เรือนารายณ์ทรงสุบรรณรัชกาลที่ ๙ เป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ

เรือนารายณ์ทรงสุบรรณเดิมเป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง ประเภทเรือรูปสัตว์
หัวเรือแรกทีเดียวทำเป็นรูปครุฑเท่านั้น ซึ่งก็เป็นสัญลักษณ์หมายถึงเรือพระที่นั่งแห่งพระมหากษัตริย์
ผู้อยู่ในฐานะสมมุติเทพนั่นเองความเป็นมาของเรือนารายณ์ทรงสุบรรณนั้น
มีชื่อเดิมว่า “ มงคลสุบรรณ ” พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหา เจษฎาบดินทร์
พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ต่อขึ้นตามแบบอย่างสมัยอยุธยา
โดยมีพระราชประสงค์ตามที่ปรากฏ ความในพระราชพงศาวดารว่า “ ไว้เป็นเกียรติยศสำหรับแผ่นดิน ”


ลักษณะของเรือลำนี้มีความยาว ๑๗ วา ๓ ศอก กว้าง ๕ ศอก ๕ นิ้ว ลึก ๑ ศอก ๖ นิ้ว กำลัง ๖ ศอก ๖ นิ้ว
พื้นท้องเรือภายนอกทาสีแดง กำลังฝีพาย ๖๕ คน โขนเรือแต่เดิม
จำหลักไม้รูปพญาสุบรรณหรือพญาครุฑยุดนาคเท่านั้นมีช่องกลมสำหรับติดตั้งปืนใหญ่
อยู่ที่หัวเรือใต้ตัวครุฑ


จวบจนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฏพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
มีพระราชดำริให้เสริมรูปพระนารายณ์ประทับ ยืนบนหลังพญาสุบรรณเพื่อความเป็นสง่างามของลำเรือ
และเพื่อให้ต้องตามคติในเทพปกรณัมของศาสนาพราหมณ์ว่าพญาสุบรรณนั้นเป็นเทพพาหนะ ของพระนารายณ์


เทวรูปพระนารายณ์ที่สร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ ๔ นั้น
สร้างด้วยไม้จำหลักปิดทองประดับกระจกองค์พระนารายณ์ทรงเครื่องภูษิตา ภรณ์และมงกุฏยอดชัย
พระพักตร์และพระวรกายประดับกระจกสีขาบ ( สีน้ำเงินเข้ม) มี ๔ พระกร ทรงเทพศาสตราในพระกรทั้ง ๔
คือ ตรี คทา จักร สังข์ ตามลักษณะในเทพปกรณัมของพราหมณ์
ซึ่งปรากฏในบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ว่า


แลเห็นพระองค์ทรงลักษณ์ ผ่องพระพักตร์จำรัสรัศมี
สีเขียวดั่งนิลมณี มีกายปรากฏเป็นสี่กร
ทรงเทพอาวุธจักร สังข์ ทั้งตรี คทา ศิลป์ศร
จึงรู้ว่านารายณ์ฤทธิรอน จากเกษียรสาครเสด็จมา



และเมื่อเสริมรูปพระนารายณ์แล้ว โปรดเกล้า ฯ ให้ขนานนามเรือลำนี้ใหม่ว่า “ นารายณ์ทรงสุบรรณ ”

เวลาล่วงเลยนานเข้าตัวเรือนารายณ์ทรงสุบรรณคงเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา
คงเหลือแต่โขนเรือซึ่งตามประวัติศาสตร์ทราบว่ากระทรวงทหารเรือ เก็บรักษาไว้
พุทธศักราช ๒๕๓๙ อันเป็นมหามงคลสมัยกาญจนาภิเษก ครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี
แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลดุลยเดช เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ จึงเนรมิตขึ้น ในรัชสมัย เพื่อเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษก
และเปลี่ยนชื่อเรียใหม่ว่า “ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ ”







นอกจาก “ตราครุฑ” จะปรากฏในส่วนราชการต่าง ๆ แล้ว
ภาคเอกชนก็สามารถรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ตราครุฑหรือตราแผ่นดินในกิจการได้ด้วย
โดยเริ่มมีมาแต่รัชกาลที่ ๕ ซึ่งเดิมเป็นตราอาร์ม โดยมีข้อความประกอบว่า “โดยได้รับพระบรมราชานุญาต”


การพระราชทานตรานี้แต่เดิมถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่จะพระราชทานตามพระราชอัธยาศัย
ผู้ได้รับนอกจากจะเป็นช่างหลวง เช่น ช่างทอง ช่างถ่ายรูป เป็นต้น
แล้วก็มักจะเป็นผู้ประกอบกิจการค้ากับราชสำนัก และเป็นประโยชน์ต่อราชการงานแผ่นดิน


ปัจจุบันการขอพระราชทานตราตั้งนี้ต้องยื่นคำขอต่อสำนักพระราชวัง
เพื่อพิจารณานำความขึ้นกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต
ซึ่งตราตั้งนี้ถือเป็นของพระราชทานเฉพาะบุคคล
สิทธิรับพระราชทานและการใช้เครื่องหมายนี้จะสิ้นสุดเมื่อสำนักพระราชวังเรียกคืน
เนื่องจากบุคคล ห้างร้าน บริษัทที่ได้รับพระราชทานฯ เสียชีวิต หรือเลิกประกอบกิจการ
หรือโอนกิจการให้ผู้อื่น หรือสำนักพระราชวังเห็นสมควรเพิกถอนสิทธิ.









และอีกเรื่องที่เกี่ยวเนื่องด้วยครุฑ คือเรื่องกากี...


เรื่องกากี มีต้นเค้ามาจากเรื่องในนิบาตชาดก ชื่อ กากาติชาดก
ในชาดกเรื่องนี้ เรียก กากี ว่า กากาติ

ชื่อ กากี เป็นชื่อของหญิงสาวนางหนึ่งผู้มีโฉมสะคราญ กายนางก็มีกลิ่นหอมกรุ่น
และมีเหตุอันตรายแก่ตัวก็ด้วยความงามของนางนั้น
นางเป็นมเหสีของท้าวพรหมทัต กษัตริย์แห่งนครพาราณสี


กากี เป็นหญิงที่มีรูปงามกลิ่นกายหอมพระองค์รักและหลงใหลนางกากี
ไม่ให้มหาดเล็ก คนสนิทที่เป็นชายเข้าใกล้หรือได้เห็นนางยกเว้นที่จำเป็นเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
หนึ่งในหนุ่มคนสนิทที่สามารถเข้าใกล้นางกากีได้คือ “นาฏกุเวร”
ผู้เป็นคนธรรพ์รูปงามมีหน้าที่บรรเลงดนตรี แต่งกลอน
ขับกล่อมให้แก่ท้าวพรหมทัต ในยามที่พระองค์เล่นสกากีฬาโปรดปรานกับพระสหายสนิท


ตามปรกติคนธรรพ์เป็นกึ่งมนุษย์กึ่งเทวดาที่มีความสามารถสูง
ยิ่งเป็นนาฏกุเวรผู้มีความเปรื่องปราชญ์ก็ยิ่งเป็นที่รักใคร่ไว้วางพระทัยของท้าวพรหมทัต


นอกจากพระประยูรญาติที่ท้าวพรหมทัตโปรดให้เล่นสกาด้วยแล้ว
พระองค์มีสหายสนิทผู้มีความลึกลับที่มีฝีมือการทอดสกาเทียบเท่าพระองค์นามว่าเวนไตย
เวนไตยเป็นพญาครุฑที่มีวิมานชื่อฉิมพลีตั้งอยู่ที่เชิงเขาพระสุเมรุ
เหนือดงงิ้วผู้มีร่างมาเป็นมานพรูปร่างสง่างามในเมืองมนุษย์
เวนไตยไม่ยอมบอกว่าตัวเองมาจากที่ไหน
แต่ก็มาเล่นสกากับท้าวพรหมทัตอย่างสม่ำเสมอทุกๆเจ็ดวัน


คำร่ำลือถึงความสง่างามของพญาเวนไตยจากสนมกำนัลมาเข้าหูนางกากี
นางกากีลองแอบดูครั้งหนึ่งก็พอดีกับเวนไตยมองมา
ทั้งคู่ต่างตื่นเต้นในความงามของกันและกัน
ทำให้เวนไตยถึงกับทำอุบายลักพานางกากีไปจากท้าวพรหมทัต
โดยการจำแลงตัวเป็นพญาครุฑบินไปบังแสงอาทิตย์ที่ส่องเมืองพาราณสี
ทำให้เมืองมืดมิดและอลหม่านจากการเกิดพายุใหญ่กระหน่ำ
เวนไตยฉวยโอกาสนี้พาตัวนางกากีไปสมสู่ ณ วิมานฉิมพลี
เนื่องจากนางกากีก็พึงพอใจเวนไตยเมื่อยามเป็นชายหนุ่มรูปร่างสง่างามในวิมานฉิมพลี



ท้าวเทวทัตเป็นทุกข์ระทมเมื่อนางกากีมเหสีสุดสวาทได้หายไป
ไม่สามารถตามหาได้ นาฏกุเวรผู้แอบหลงรักในรูปและกลิ่นกายของนางกากี
อาสานำตัวนางกากีกลับ เพราะรู้ระแคะระคายเนื่องจากเหตุการณ์
ในวันที่เวนไตยสบตากับนางกากีไม่พ้นจากสายตาของคนธรรพ์หนุ่มนี้ไปได้
นาฏกุเวรได้ผูกกลอนขับกล่อมขณะที่เวนไตยเล่นสกากับท้าวพรหมทัต
จนสังเกตความผิดปรกติของเวนไตยได้ เมื่อท้าวพรหมทัตทรงอนุญาต
การเล่นสกาครั้งต่อมานาฏกุเวรจึงแปลงร่างเป็นตัวไรเกาะปีกเวนไตย
เมื่อเขากลายเป็นพญาครุฑตามไปถึงวิมานฉิมพลี


เมื่อเวนไตยออกไปปฏิบัติภารกิจนอกวิมาน
ก็คืนร่างเป็นนาฏกุเวรคนเดิม ด้วยความเสน่หาที่มีต่อนางกากี
นาฏกุเวรก็ขอร่วมอภิรมย์สมสู่กับนางกากี
โดยขู่ว่าจะไม่เปิดเผยความลับระหว่างเวนไตยกับนาง
นางกากีเห็นว่านาฏกุเวรเปิดเผยว่ารักใคร่ตัวนางมาก่อน ก็ยอมสมสู่ด้วย


เมื่อถึงกำหนดนัดเล่นสกากับท้าวพรหมทัต
นาฏกุเวรก็จำแลงเป็นตัวไรเกาะปีพญาครุฑเวนไตยกลับเมืองพาราณสี
และได้กราบทูลให้ท้าวพรหมทัตทำเป็นไม่ทราบเรื่อง
ระหว่างการเล่นสกานาฏกุเวรก็แต่งกลอนยั่วยุให้เวนไตยโกรธ
โดยพรรณาถึงรายละเอียดทุกอย่างที่นางกากีมี
แสดงว่านาฏกุเวรได้ร่วมอภิรมย์รักโดยนางกากีก็สมัครใจ


เวนไตยโกรธมากที่นางกากีทรยศต่อตัวเอง
เมื่อกลับไปก็คาดคั้นเอาความจริงกับนางกากี
แต่นางกากียอมรับตอนหลังอ้างว่าถูกบังคับ
ซึ่งเวนไตยไม่เชื่อและส่งนางกากีกลับคืนเมืองพาราณสี
ท้าวพรหมทัตทั้งรักทั้งแค้นทั้งอับอาย
ทรงตัดเยื่อใยนางกากีและสั่งให้มหาดเล็กนำไปลอยแพในมหาสมุทร


นางกากีต้องเผชิญเคราะห์กรรมอย่างแสนสาหัส เมื่อนายสำเภามาพบนาง
สลบไสลบนแพ เรือนร่างที่สวยงามย่อมเป็นที่หมายปองของนายสำเภา
เขาจึงได้นางกากีเป็นภรรยา ต่อมาโจรสลัดได้ปล้นเรือนายสำเภา
และหัวหน้าโจรบังคับนางกากีให้เป็นภรรยาอีก
ท่ามกลางความอิจฉาริษยาของสมุนโจร
เพราะหัวหน้าโจรไม่ยอมแบ่งผู้หญิงให้เหมือนรายอื่นๆ


ในที่สุดก็เกิดการแก่งแย่งนางกากีกันในหมู่โจร
ถึงกับฆ่าฟันกันเอง นางกากีฉวยโอกาสหลบหนีพวกโจรได้
แต่ต้องเผชิญกับความโหดร้ายในป่าจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด
โชคดียังเป็นของนางกากี ที่บังเอิญมีกษัตริย์ชรานามว่าท้าวทศวงศ์
ผู้เป็นหม้ายแห่งเมืองไพศาลีเสด็จมาเที่ยวป่า ได้นำนางกากีไปชุบเลี้ยงเป็นถึงมเหสี


นางกากีไม่บอกความจริงให้ท้าวทศวงศ์เพราะกลัวความไม่ดีของตนเอง
จะทำให้ท้าวทศวงศ์ไม่รับอุปการะ จิตใจของนางยังไม่เป็นสุขถึงจะได้เป็นถึงมเหสี
แต่ท้าวทศวงศ์ก็ทรงโปรดปรานมเหสีร่างงามและกลิ่นกายหอม


ตั้งแต่ท้าวพรหมทัตลอยแพนางกากีไป ก็ไม่มีความสุขกลับต้องระทมทุกข์
ถึงกับประชวรและสวรรคตในเวลาต่อมา
เนื่องจากพระองค์ไม่มีทายาท ข้าราชบริพารจึงได้เลือกผู้ที่เป็นที่รักใคร่ของประชาชน
และมีปัญญาเฉียบแหลมขึ้นครองราชย์แทน
นาฏกุเวรได้รับเลือกเป็กษัตริย์แทนท้าวพรหมทัต
คนธรรพ์หนุ่มผู้เป็นกษัตริย์ก็ยังรักอาลัยนางกากีอยู่ ไ
ด้สืบจนทราบว่านางกากีได้เป็นมเหสีของท้าวทศวงศ์
นาฏกุเวรจึงส่งสารทวงนางกากีในฐานะที่เคยเป็นมเหสีของกษัตริย์เมืองพาราณสีมาก่อน
แต่เมืองไพศาลีไม่ยอม จึงได้เกิดสงครามระหว่างสองเมือง
ในที่สุดนาฏกุเวรก็ยึดเมืองไพศาลีได้ และรับนางกากีกลับมาเป็นมเหสีสมใจปรารถนา







คำเตือน

๑. ข้อความหรือเนื้อหาทั้งหมดในบล๊อกนี้..ไม่มีลิขสิทธิ์..อยากก๊อบเอาไปทำอะไรก็เชิญตามสบาย

๒. เนื้อหาต่างๆที่เขียนในบล๊อกนี้..เป็นความรู้ที่มีอยู่ของเจ้าของบล๊อก
บวกกับไขโมยความรู้ของคนโน้นคนนี้เวบนั้นเวบนี้ มายำจนกลายเป็นบล๊อกนี้ขึ้นมา
หากจะนำไปอ้างอิงในเชิงวิชาการ...ควรคิดเสียใหม่เด้อ...
เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน




เกือบลืม..ขอบคุณรูปบางรูปที่ขโมยมา...ไม่รู้จากเวปไหนมั่ง
เจ้าของผ่านมาเห็นจำได้ก็อย่าว่ากันนะ....

แล้วก็ขอบคุณเนื้อหา..ที่มาจากหลายเวปเหลือเกิน..จำไม่ได้...
เจ้าของมาอ่านแล้วก็อาจจะจำไม่ได้เช่นกัน
ว่ากรูเขียนไว้ยังงี้เหรอวะ....





Create Date : 31 กรกฎาคม 2552
Last Update : 31 กรกฎาคม 2552 16:20:15 น. 18 comments
Counter : Pageviews.

 


โดย: butbbj วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:11:14 น.  

 
ทำไมช่วงนี้ขยันอัพจัง อ่านไม่ทัน


โดย: butbbj วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:26:41 น.  

 
อืม ประวัติยาวนานเหลือเกิน


โดย: butbbj วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:02:49 น.  

 
oho ใช้เวลาอ่านตั้งนาน ก็ยังมิมีผู้ใดมาเม้งอีกแน่ะ อิอิ


โดย: butbbj วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:03:57 น.  

 











โดย: คนไม่เจียม.. วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:17:11 น.  

 
with God help
what ever you want will
happen with the help of him
but you need to believed in him and
open your mind for miracal


โดย: a IP: 124.122.186.150 วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:11:45 น.  

 

ชอบภาพครุฑภาพที่ 8 มากๆ ค่ะ
เชื่อไหมเคยไปนั่งมองครุฑที่หน้าศาลากลางเก่า
ของจ.พระนครศรีอยุธยา
นั่งมองดูครุฑอย่างเดียว
ชอบ
มีวันเกิดวัน 1 ของปีไหมจำไม่ได้
ไปทำบุญ 9 วัดๆ ที่ 9 ท่านมีครุฑสวยมาก


โดย: อุ้มสี วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:59:28 น.  

 


ภาพครุฑสวยจังเลยจ่ะ
น้องบิ้กช่วงนี้ย้อนยุคหรอจ่ะ


โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:1:46:40 น.  

 
emo


โดย: คนไม่เจียม.. วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:11:45:03 น.  

 
โอ้วววว ยาวมากกกก
ขอบคุณสำหรับความรู้ที่นำมาฝากกันนะคะ


โดย: แป๋วภูเก็ต วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:17:01:47 น.  

 


เรียบเรียงซ๊าอ่านเพลินเลย
เกือบลืม...
ดี.ตั้งใจแวะมาชวนพี่ไปบล็อกดี.ค่ะ




โดย: d__d (มัชชาร ) วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:7:35:33 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับซุงกัง

อัพเรื่องครุฑ
ระวังรักคุดนะครับ อิอิอิ










โดย: กะว่าก๋า วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:7:54:01 น.  

 
ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆ อ่านเพลินปนอมยิ้มค่ะ


โดย: tonpor (kosak ) วันที่: 9 กันยายน 2552 เวลา:9:53:45 น.  

 
ฟังเรื่องนางกากีแล้วจิ๊ดทุกที.....00


โดย: ภูมิ IP: 118.173.47.138 วันที่: 17 พฤศจิกายน 2552 เวลา:20:01:26 น.  

 
ขอบคุณที่ให้เยี่ยมชม


โดย: pp IP: 125.26.198.85 วันที่: 28 ธันวาคม 2552 เวลา:20:19:49 น.  

 
ขอบคุณที่ให้เยี่ยมชม


โดย: pp IP: 125.26.198.85 วันที่: 28 ธันวาคม 2552 เวลา:20:20:04 น.  

 
นางกากีนิสัยม่ายดีเรยอ่ะ


โดย: เอ็มไอเอ็นที IP: 223.206.97.54 วันที่: 11 พฤศจิกายน 2553 เวลา:11:03:14 น.  

 
ผม เป็นลูกหลานเป็นทายาทตระกูลของชนเผ่านก มาแต่ครั้งก่อนพุธกาลโน้นนนนนนนนน หลายพันปี แล้วได้มาเกิดเป็นมนุษย์


โดย: ทายาท IP: 119.63.78.253 วันที่: 3 กรกฎาคม 2554 เวลา:12:39:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
นายรถซุง
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หัวใจดวงน้อย
ที่คอยจะมอบความรัก
ให้กับใครซักคน..หมดหัวใจ

(โอ้ว..น้ำเน่าคอด..คอด..)


* ข้อควรระวัง *

เจ้าของบ้านสันดานเสีย
ไม่ค่อยชอบตอบบล๊อกนะครับ


start 8 Dec.08
free counters คุณชลอ ครับผม

Friends' blogs
[Add นายรถซุง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.