Group Blog
 
<<
กันยายน 2556
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
6 กันยายน 2556
 
All Blogs
 

อุบายร้อนซ่อนกลรัก - 5 > ล็อกเป้า...โจมตี!





มธุชาใช้ปากกาเมจิกกากบาทวันที่ 2 ของเดือนมีนาคมทิ้งไป ซึ่งก็คือเมื่อวานนี้เอง อีกแค่ยี่สิบแปดวันก็จะถึงงานแซยิดของอาม่าเล็ก นั่นแปลว่าเธอมีเวลายี่สิบแปดวันในการตามล่าหาคนรักไปอวดเตี่ย และบรรดาญาติๆ ที่เคยปรามาสเอาไว้ว่า ผู้หญิงอย่างเธอไม่มีวันได้ลงจากคาน

หลังจากรู้ว่า ‘เป้าหมาย’ อยู่บ้านหลังติดกันนี่เอง หญิงสาวก็เริ่มวางแผนการในหัวไว้ร้อยแปดตามประสานักเขียนที่คิดอะไรก็เป็นนิยายไปหมด เมื่อวานเธอยังไม่ได้คุยอะไรกับธรณินทร์มากนัก เพราะดูเหมือนว่าเขามีเรื่องส่วนตัวจะพูดกับน้องชาย เธอจึงทักทายไม่นาน เก็บข้อมูลนิดหน่อย และขอตัวเข้าบ้านเพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาคุยกัน

แล้วหญิงสาวก็ได้ข้อมูลเบื้องต้นมาว่า เป้าหมายเป็นทนายความอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ธรณินทร์เดินทางมาเมืองไทยคราวนี้เพื่อเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชากฎหมายระหว่างประเทศให้กับทางมหาวิทยาลัยเก่าของเขาเป็นเวลาหนึ่งเทอม

สวรรค์ส่งเขามาให้เธอในเวลาที่เหมาะเจาะแท้ๆ...

วันนี้หญิงสาวจึงตื่นแต่เช้า เอาเสื้อสูทเปื้อนกาแฟของธรณินทร์ไปส่งซัก และออกไปหาซื้อกล้องส่องทางไกล เอาไว้ส่องดูพฤติกรรมของเป้าหมาย (เข้าข่ายโรคจิตขั้นต้น) เธอชื่นชอบเขามากกว่าผู้ชายทุกคนที่เคยรู้จักก็จริง แต่ก็ต้องพิสูจน์เสียก่อนว่าธรณินทร์มีคุณสมบัติครบ 8 ประการตามที่เธอต้องการหรือไม่ (ข้อ 9 นั้นหญิงสาวตัดสินใจว่าช่างมันก่อน ความรักคงไม่เกิดขึ้นง่ายๆ ในเวลาแค่ 29 วัน)

ตอนนี้ขอเพียงเขามีคุณสมบัติ 8 ประการเท่านั้น เธอก็สามารถควงไปงานแซยิดอาม่าเล็กได้อย่างภาคภูมิใจ ซึ่งธรณินทร์ก็มีสิ่งที่เธอต้องการแล้วถึง 6 ข้อ ถือว่าสูงมากนับจากสถิติที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าเขานี่แหละจะมาวิน คู่ควรกับความโสดที่เธอสู้อุตส่าห์เก็บรักษาเอาไว้ถึง 31 ปี

เมื่อมีความตั้งใจมุ่งมั่นขนาดนั้นหญิงสาวก็ร่างแผนคร่าวๆ เกี่ยวกับขั้นตอนการจู่โจมเป้าหมายในแต่ละวันเอาไว้เสร็จสรรพ เริ่มจากวันนี้เลยเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ชื่อแผนคืออาหารเชื่อมไมตรี แต่พอเปิดตู้เย็นเท่านั้นสาวหมวยตาโตก็คอตกทันใด ไม่มีของสดในตู้เย็นสักอย่าง

“ไม่เป็นไร ออกไปซื้อของสดมาตุนไว้ก็ดีเหมือนกัน เพราะต่อไปนี้อีกหลายวันเราต้องคอยซุ่มดูเหยื่อไม่ให้คลาดสายตา”

เธอให้กำลังใจตัวเองแล้วแต่งตัวสวยเพื่อออกไปข้างนอกอีกรอบ แต่ก่อนจะได้ขึ้นรถเสียงเรียกเข้ามือถือก็ดังขึ้น

หญิงสาวหยิบเครื่องมือสื่อสารออกมาดู เห็นชื่อที่โชว์หราบนหน้าจอแล้วก็ต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้า กลอกตาเซ็งเบาๆ เพราะรู้ดีว่าจิราภาโทร. มาทวงงานแน่นอน

การเป็นนักเขียนขายดีก็ดีอย่างนี้ พอปิดต้นฉบับปุ๊บก็มีสำนักพิมพ์เจ้าประจำพร้อมพิมพ์งานให้ปั๊บ ขนาดยังไม่ทันเริ่มเขียนเรื่องใหม่ก็มีคนโทร. มาจองคิวด้วยซ้ำ

“สวัสดีค่ะพี่แจง” หญิงสาวทำเสียงร่าเริงทั้งที่ตอนนี้กำลังรีบ

“เป็นไงบ้างจ๊ะน้องมัด ปิดต้นฉบับแล้วก็หายเงียบไปเลยนะ เรื่องใหม่ร่างพลอตเสร็จรึยังเอ่ย แล้วจะส่งพี่แจงได้เมื่อไหร่ พี่ขอคำตอบด่วนนะจ๊ะ จะได้ล็อกคิวพิมพ์ให้เลย”

“ช่วงนี้มัดไม่ว่างเลยค่ะ มีภารกิจที่สำคัญมากจะต้องทำ อย่างน้อยมัดก็คงจะยุ่งไปอีกเป็นเดือนเลยละค่ะ” มธุชาตอบตามจริง ณ ตอนนี้ภารกิจตามหาเนื้อคู่ของเธอสำคัญมากกว่างาน

“แหม แบบนั้นคนอ่านบ่นคิดถึงตายเลยนะจ๊ะ แต่ก็เอาเถอะ ถ้ามัดยุ่งก็ไม่เป็นไร ขอแค่เขียนให้ที่นี่ที่เดียว ไม่ปันใจให้ที่อื่นเป็นพอ”

“มัดจะปันใจให้ที่อื่นได้ยังไงคะพี่แจง มัดเกิดกับที่นี่ โตกับที่นี่ ไม่มีวันทำเรื่องแย่ๆ แบบนั้นหรอกค่ะ โอเคนะคะ ตอนนี้มัดกำลังรีบ บายค่ะ” เธอพูดเอาใจแล้วตัดบท หย่อนมือถือลงกระเป๋าสะพาย ไม่อยากจะเอ้อระเหยลอยชายนานกว่านี้ เดี๋ยวจะกลับมาทำอาหารมื้อเย็นไม่ทัน แผนขั้นแรกจะพังซะเปล่าๆ



ห้าโมงห้าสิบห้านาที หม้อต้มยำเดือดปุดๆ อยู่บนเตา มธุชาสูดกลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอเข้าเต็มปอด รอยยิ้มกระจ่างบนใบหน้าขณะเทกุ้งสดลงไปในหม้อ ครู่หนึ่งก็ตักน้ำแกงขึ้นเป่าและชิม ก่อนจะปิดเตาด้วยสีหน้าพออกพอใจ

“รสชาติกลมกล่อมใช้ได้ ไม่เผ็ดจัดจ้านเกินไป เหมาะสำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมานาน กุ้งก็สุกกำลังดี เนื้อนุ่มหวาน ไม่เหนียวหนับจนเคี้ยวยาก คุณหนึ่งต้องประทับใจแน่”

เธอหันไปมองนาฬิกาติดผนัง หกโมงเย็น เป็นเวลาที่เหมาะสมกำลังดี ถ้ากินมื้อเย็นดึกเกินไปเดี๋ยวจะอ้วนลงพุง เสียรูปร่าง

มธุชาหันไปหยิบชามกระเบื้องเนื้อดีพร้อมจานรองเข้าชุดกัน ตักต้มยำกุ้งใส่ชามเรียบร้อยแล้วก็ถอดผ้ากันเปื้อน เดินไปส่องกระจกเงาในห้องน้ำ ใบหน้าของเธอขึ้นมันเล็กน้อยแต่ก็ดูเป็นธรรมชาติดี ถ้าโบ๊ะแป้งเสียนวลผ่องก็จะดูจงใจสวยมากเกินไป เธอยังไม่อยากให้เขารู้ทันว่าเธอสนใจ

หญิงสาวจัดเผ้าผมให้เป็นทรง ก่อนจะยกชามต้มยำกุ้งเดินออกจากบ้านไปกดออดบ้านหลังข้างๆ รอไม่นานชินดนัยก็มาเปิดประตูรั้ว เธอผิดหวังนิดหน่อยที่ไม่ใช่เป้าหมาย แต่ก็ยิ้มหวานทักทาย จะรักพี่ชายเขาก็ต้องเอาใจน้องชายด้วย

“ทานข้าวรึยังคะ”

ชายหนุ่มหลุบตามองชามต้มยำกุ้งสลับกับใบหน้าขึ้นมันเล็กน้อยของหญิงสาว สังเกตเห็นตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าแม่สาวจอมเปิ่นสนใจพี่ชายเขาเพียงไร ตอนอยู่กับเขา เธอทำท่าเย็นชาไม่อยากคุย พอธรณินทร์โผล่มาเท่านั้น ดวงตาของเธอก็เป็นประกายขึ้นทันที แถมยังยิ้มซะหวานหยด ใครดูไม่ออกก็โง่แล้ว

เมื่อคืนก่อนเขาได้ยินเธอพูดเองกับหูว่า ต้องจับผู้ชายที่ดีกว่าหมอชินอะไรนั่นให้ได้ สงสัยพี่ชายเขาคงตกเป็นเป้าหมายแน่แล้ว

ความคิดนั้นทำให้ชินดนัยหงุดหงิดเล็กน้อย เขาไม่มีอะไรที่ด้อยกว่าพี่ชายเลย ออกจะหน้าตาดีและดูโดดเด่นกว่าธรณินทร์ด้วยซ้ำ พอถูกหญิงสาวเมินจนออกนอกหน้าจึงอดเสียความมั่นใจไม่ได้

“ยังครับ” เขายืนกอดอกขวางประตู ไม่ยอมเชิญเธอเข้าบ้าน เรียกว่ากันท่าสุดฤทธิ์ ถ้าเธออยากจะมาเป็นพี่สะใภ้คนที่สองของเขาคงจะยากหน่อยละ

“ดีเลยค่ะ มัดแบ่งต้มยำกุ้งมาให้ ไหนๆ ก็เป็นเพื่อนบ้านกันแล้ว ไม่ต้องเกรงใจนะคะ มัดอยู่คนเดียว ทำตั้งเยอะแน่ะ ทานเองไม่หมดหรอก” ว่าพลางเหล่ตามองเข้าไปในบ้าน เผื่อธรณินทร์จะโผล่หน้าออกมาให้เห็นบ้าง

ชินดนัยเห็นสายตาของเธอก็กลอกตาเซ็ง แต่มธุชาไม่ทันมองเพราะมัวแต่ชะเง้อหาผู้ชายอีกคน เขาอยากจะแกล้งให้หญิงสาวทำอาหารเก้ออยู่เหมือนกัน แต่กลิ่นต้มยำกุ้งมันยั่วน้ำลายชะมัด ถือว่าเห็นแก่ต้มยำกุ้งชามนี้ ยอมให้เธอเข้ามาสำรวจลู่ทางในบ้านเขาสักครั้งก็ได้

“งั้นเชิญคุณมัดเข้ามาในบ้านก่อนสิครับ ผมกำลังจะตั้งโต๊ะพอดี เอางี้ อยู่ทานมื้อเย็นด้วยกันเลยดีกว่า ไหนๆ เราก็เป็นเพื่อนบ้านกันแล้ว เชิญครับ”

หญิงสาวซ่อนยิ้มสมใจ แต่ต้องบ่ายเบี่ยงพอเป็นพิธี ไม่อย่างนั้นเขาจะจับได้ว่าเธออยากกินมื้อเย็นที่นี่จนตัวซี้ตัวสั่น “จะดีเหรอคะ มัดแค่อยากแบ่งกับข้าวมาให้ ไม่คิดว่าจะมารบกวนพวกคุณเลย”

“ไม่รบกวนหรอกครับ ดีซะอีก มีเพื่อนทานมื้อเย็น จะได้ไม่เหงา”

เขาเปิดประตูกว้าง รับชามต้มยำกุ้งจากมือเธอแล้วเดินนำเข้าบ้าน

มธุชายิ้มกริ่ม ชูกำปั้นแสดงถึงชัยชนะ แล้วรีบเดินตามเจ้าของบ้านเข้าไปโดยเร็ว



ชินดนัยเดินตรงไปที่โต๊ะอาหาร วางชามต้มยำกุ้งไว้กลางโต๊ะ ไม่ยอมเปลี่ยนถ้วยให้ทันที เพราะกลัวสาวเจ้าจะหนีกลับบ้านเมื่อรู้ว่าพี่ชายเขาไม่อยู่

ธรณินทร์พาลูกชายไปบ้านคุณตาคุณยายแถวฝั่งธน คงจะกินมื้อเย็นมาจากบ้านโน้น ฉะนั้นมื้อนี้ก็มีแค่เขากับเธอ...สองคน

มธุชาเมียงมองหาเป้าหมายที่ล็อกเอาไว้แต่ก็ไม่เจอ ได้ยินเสียงโทรทัศน์ดังแว่วมาจากห้องนั่งเล่นก็ชะโงกหน้าไปมอง ว่างเปล่า มีแต่จอแบนขนาดสี่สิบสองนิ้วถูกเปิดทิ้งเอาไว้

“มองหาใครอยู่เหรอครับ”

เสียงทักจากด้านหลังทำให้หญิงสาวสะดุ้งโหยง หันกลับมาอย่างรวดเร็วจนหน้าผากชนโครมเข้ากับปลายคางของคนตัวสูง ต้องรีบถอยหลังจนเกือบล้ม ดีที่เขามือไว คว้าต้นแขนเธอได้ทัน ไม่อย่างนั้นได้หกล้มให้เจ็บตัวกันบ้าง

“ขอโทษครับ คุณเจ็บมากไหม”

ชินดนัยรู้สึกผิดนิดๆ ที่แกล้งให้เธอตกใจจนเจ็บตัวเบาๆ แต่ก็แค่นิดเดียว เธอต้องเจอหนักกว่านี้ถ้าอยากจะเป็นแม่เลี้ยงของหลานชายเขา

มธุชาลูบหน้าผากตัวเองป้อยๆ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าชายหนุ่มกำลังก้มมองเธอพอดี ระยะห่างอันน้อยนิดกับดวงตาคมกริบของเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกแปลกๆ รีบถอยหลังออกมาอีกสองก้าวโดยอัตโนมัติ

“นิดหน่อยค่ะ ไม่เป็นไรหรอก”

ชายหนุ่มพยักหน้า ปล่อยมือจากต้นแขนเรียวแล้วถามยิ้มๆ “แล้วว่าไงครับ มองหาใครอยู่เหรอ ผมเห็นคุณชะโงกจนคอแทบเคล็ดแน่ะ”

“เอ่อ...ก็...พี่ชายคุณไงคะ ไม่ทานข้าวเย็นด้วยกันเหรอ ตั้งแต่มัดมานี่ยังไม่เห็นเลย”

เธอเสมองโต๊ะอาหาร ไม่อยากถูกจับได้คาหนังคาเขาว่ามีจุดมุ่งหมายในการทำต้มยำกุ้งมาฝากเพื่อนบ้าน พอพบว่ามีจานข้าวแค่สองใบก็ใจแป้ว หันมาสบตาเขาด้วยความสงสัย

“พี่หนึ่งไม่อยู่ครับ ไปทำธุระแถวฝั่งธน ทานข้าวกับผมแค่สองคนคงไม่ทำให้ต้มยำกุ้งของคุณจืดหรอกใช่ไหม”

มธุชายิ้มเจื่อนกับคำแซวขำๆ ของเขาที่มันแทงใจเธอชะมัด บอกตัวเองว่าไม่ชอบรอยยิ้มของชินดนัยเลย เหมือนเขาจะรู้ทันความคิดเธอยังไงก็ไม่รู้ ชอบนะคนฉลาด แต่เขาไม่ใช่เป้าหมายของเธอ ฉลาดน้อยหน่อยก็ได้ และถ้าโง่เลยก็จะดีมากๆ

“นั่งเถอะครับ ผมทำไข่เจียวกับผัดกระเพาปลาหมึกเอาไว้ มีต้มยำกุ้งของคุณมาแจมด้วย มื้อนี้คงอร่อยครบรส” เขาชวนพลางเลื่อนเก้าอี้ให้แขกก่อน

เธอกล่าวขอบคุณและนั่งลงอย่างไม่มีทางเลี่ยง กำลังเซ็งที่เป้าหมายไม่อยู่บ้าน แต่แล้วความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว

ธรณินทร์ไม่อยู่ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนักหรอก อย่างน้อยชินดนัยก็อยู่ เป็นพี่น้องกันย่อมต้องสนิทสนมคุ้นเคยกันกว่าใคร ถ้าเธออยากรู้อะไรเกี่ยวกับเป้าหมาย ถามน้องชายเขานี่แหละ ดีที่สุด

มธุชาเริ่มยิ้มออก ขอบคุณเจ้าของบ้านเมื่อเขาตักข้าวใส่จานให้ พอชายหนุ่มนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เธอก็เริ่มชวนคุยเพื่อล้วงข้อมูล

“ลองชิมต้มยำกุ้งฝีมือมัดดูนะคะ ไม่รู้จะถูกปากคุณสองรึเปล่า มัดทำรสกลางๆ น่ะค่ะ”

“เหรอครับ ไหนลองดูซิ”

เขาเอออวยด้วย ลองตักน้ำแกงขึ้นเป่าและซด พบว่าต้มยำกุ้งชามนี้รสชาติดีใช้ได้ แม้ไม่จัดจ้านแซบเว่อร์แต่ก็กลมกล่อมทีเดียว

“เป็นไงคะ” เธอถามลุ้นๆ

“อร่อยดีครับ แต่ถ้าพี่หนึ่งอยู่ด้วยอาจจะบอกว่าจืดไปนิด เขาชอบรสจัดน่ะ”

หญิงสาวทำตาโต “จริงเหรอคะ คุณหนึ่งอยู่อเมริกามาตั้งหลายปี นึกว่าจะชอบทานรสจืดซะอีก”

“ใครๆ ก็คิดอย่างนั้นแหละครับ เห็นพี่หนึ่งอยู่เมกานานก็คิดว่าคงลืมรสชาติอาหารไทย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เขาชอบทานรสจัด แต่บางทีก็ขี้เกรงใจ พอคนอื่นคิดว่าเขาชอบทานรสจืด เขาก็เออออไปด้วย แบบว่าเป็นคนง่ายๆ ไม่เรื่องมากน่ะครับ”

ชินดนัยเล่าไปก็กินไปด้วย เห็นมธุชาพยักหน้าหงึกหงัก แววตาเหมือนกำลังจดบันทึกข้อมูลลงในสมองก็ยิ้มกริ่ม

เธอเข้าใจถูกแล้ว ธรณินทร์ไปอยู่ต่างประเทศเสียนาน หากินอาหารรสจัดยากสักหน่อย นานไปจึงไม่ชินลิ้น กินได้แต่รสจืดๆ แต่คนที่ชอบรสจัดน่ะ เขาเองแหละ

“เหรอคะ แล้วคุณหนึ่งชอบทานอะไรเป็นพิเศษคะ” หญิงสาวซักต่อ มือแทบไม่ได้ตักอาหารเข้าปากเพราะมัวแต่สนใจข้อมูลสำคัญ

ชายหนุ่มเลิกคิ้ว แสร้งทำหน้าสงสัย มธุชาเริ่มรู้ตัว รีบยิ้มกลบเกลื่อนและไหลไปตามสายน้ำราวกับเป็นปลาไหลกลับชาติมาเกิด

“มัดเห็นว่าคุณหนึ่งไปอยู่ต่างประเทศซะนานคงคิดถึงอาหารไทยรสจัดๆ แย่เลย ช่วงนี้มัดเห่อบ้านใหม่กับครัวใหม่น่ะค่ะ เลยขยันทำกับข้าว ถ้าวันไหนทำของโปรดคุณหนึ่งจะได้เอามาฝากไงคะ คนไทยไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองน่าเห็นใจจริงๆ คิดถึงอาหารไทยก็หาทานลำบาก ถึงหาได้รสชาติก็ไม่ใช่อย่างที่คุ้นเคย คุณสองด้วยนะคะ ชอบทานอะไรเป็นพิเศษก็บอกมัดได้เลย วันไหนทำจะได้เอามาฝากอีก”

“คุณมัดนี่ใจดีจังนะครับ งั้นผมไม่เกรงใจนะ พี่หนึ่งชอบทานอาหารรสจัดทุกอย่าง อย่างพวกต้มยำ ลาบ ต้มแซบ ผัดกระเพา โดยเฉพาะซีฟู้ดนะของโปรดเขาเลยแหละ ส่วนผมเป็นพวกลิ้นจระเข้ครับ ทานได้หมด”

“มัดจะจำไว้ค่ะ” หญิงสาวยิ้มหวาน จดข้อมูลลงในสมองอย่างว่องไว

ชินดนัยยิ้มกว้าง อารมณ์ดีขึ้นเป็นกอง ไม่นึกว่ามธุชาจะเชื่อคนง่ายขนาดนี้

เมื่อได้ข้อมูลในการทำคะแนนให้ตัวเองมาพอสมควรแล้ว มธุชาก็ต้องล้วงลึกต่อไปว่าธรณินทร์จะมีคุณสมบัติครบ 8 ประการหรือไม่ เริ่มจากคำถามที่เข้ากับสถานการณ์ในตอนนี้

“แล้วอยู่ที่อเมริกาคุณหนึ่งเข้าครัวเองบ้างรึเปล่าคะ”

ชายหนุ่มเลิกคิ้ว มองหญิงสาวเหมือนจับผิดอยู่ในที

“ก็คุณบอกว่าคุณหนึ่งชอบทานอาหารรสจัด ถ้าหาทานที่โน่นลำบากก็คงจะเคยเข้าครัวทำอาหารทานเองบ้าง ไม่อย่างนั้นก็ต้องทานแต่อาหารจืดๆ เลี่ยนๆ ทั้งปี แล้วไข่เจียวกับกระเพาปลาหมึกนี่คุณก็ทำเองด้วย แปลว่าคุณสองพี่น้องน่าจะชอบเข้าครัวอยู่บ้าง มัดทายถูกมั้ยคะ” พอชินดนัยทำหน้าสงสัย เธอก็เพิ่มเรื่องของเขาเข้าไปในการพูดคุยอย่างแนบเนียน

เขาพยักหน้ารับนิดหนึ่ง “ครับ พี่หนึ่งพอทำอาหารได้บ้าง แต่งานเขายุ่ง ไม่ค่อยมีเวลาเข้าครัวหรอก ผมเองก็เหมือนกัน ทำเองบ้างเวลาขี้เกียจออกไปข้างนอก ช่วงนี้ผมมีวันหยุดสองสามวันเลยอยากนอนพักอยู่บ้านให้สบาย ตู้เย็นเลยเต็มไปด้วยของสดน่ะครับ”

มธุชายิ้มหวาน บวกคะแนนให้ธรณินทร์เพิ่มอีกเก้าคะแนน ชินดนัยบอกว่าพี่ชายเขาทำอาหารพอได้ เธอก็โมเมว่าธรณินทร์ทำได้และไม่รังเกียจที่จะทำ ถึงไม่เก่งก็ไม่เป็นไร ของอย่างนี้มันฝึกฝนกันได้ ไว้เขาตกลงปลงใจกับเธอเมื่อไรค่อยว่ากันอีกที ตอนนี้รู้แค่ว่าเป้าหมายของเธอมีคุณสมบัติครบ 7 ประการแล้ว

เยี่ยมไปเลย เหลือแค่ความโรแมนติกเท่านั้น อันนี้ถามจากชินดนัยคงไม่ได้ เธอต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองถึงจะรู้แจ้งเห็นจริง และได้ข้อมูลที่ไม่ผิดพลาด เมื่อมื้อเย็นจบลงมธุชาจึงช่วยชายหนุ่มเก็บโต๊ะแล้วรีบกลับบ้านตัวเอง



ด้วยความดีใจที่ธรณินทร์มีคุณสมบัติของชายในฝันครบ 7 ประการ มธุชาจึงเชื่อมั่นว่าเขาจะมีคุณสมบัติอีกข้อที่เธอต้องการอย่างแน่นอน กำลังเคลิ้มๆ อยู่ก็ได้ยินเสียงรถแล่นมาจอดใกล้ๆ บ้าน พอชะโงกหน้ามองออกไปก็เห็นธรณินทร์กำลังเปิดประตูรั้ว

มธุชารีบกระโจนลงจากเตียง วิ่งตึงตังลงไปข้างล่าง ดิ่งไปที่ประตูบ้านแต่แล้วก็คิดได้ว่าลืมถุงขยะที่เตรียมเอาไว้ จึงวิ่งหัวซุนกลับมาคว้าถุงขยะแล้ววิ่งออกประตูไปอย่างด่วนจี๋ เพราะความรีบร้อนกลัวจะไม่ได้ทันทักทายชายในฝันเพื่อกระชับสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น เป็นเหตุให้หญิงสาวก้าวผิดจังหวะ หกคะเมนหน้าทิ่ม ก้นจ้ำเบ้าอยู่หน้าบ้านตัวเอง ทั้งเจ็บทั้งอาย

ธรณินทร์กำลังจะกลับไปขึ้นรถเพื่อขับเข้าบ้าน แต่เพื่อนบ้านของน้องชายเปิดประตูเล็กออกมาและล้มกลิ้งอยู่หน้าประตูนั่นเอง เขาจึงรีบเข้าไปช่วยเธอด้วยความตกใจ

“เป็นอะไรรึเปล่าครับคุณมัด”

“เจ็บค่ะ” มธุชายังมีแก่ใจตอบ แล้วค่อยขบปากกลั้นเสียงครวญครางจากความเจ็บปวด พยายามจะลุกขึ้น แต่ก็ไม่ไหว ดีที่ได้มือใหญ่ของเขาช่วยพยุง หัวเข่าของเธอกระแทกพื้นจนเลือดซิบ รู้สึกทั้งเจ็บ แสบ และขัดยอกอย่างบอกไม่ถูก

ชายหนุ่มก้มลงสำรวจความเสียหายบนร่างกายของหญิงสาว เพราะมธุชาเป็นคนผิวขาวจึงเห็นชัดว่าหัวเข่าถลอกเลือดซิบ เขาช่วยประคองเธอกลับเข้าบ้าน พอเห็นว่าที่ใกล้ประตูรั้วมีเก้าอี้ชิงช้าสีขาวจึงพาเธอไปนั่งพักก่อน

ธรณินทร์นั่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าหญิงสาว ล้วงผ้าเช็ดหน้าตัวเองออกมาซับเลือดที่แผลให้อย่างเบามือ

“เจ็บมากมั้ยครับ”

มธุชาได้แต่พยักหน้าหงึกหงักแทนคำตอบ เพราะมัวแต่ปลื้มปีติจนน้ำตาคลอ นักเขียนสาวกำลังเคลิ้มกับฉากหวานๆ ที่เคยเขียนในนิยายของตัวเอง ตอนนี้มันกำลังเกิดขึ้นกับเธอจริงๆ ไม่อยากจะเชื่อ

ธรณินทร์เห็นหญิงสาวทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ก็นึกถึงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่หกล้มจนได้แผล เขาเอ็นดูเด็กผู้หญิงเป็นทุนอยู่แล้ว คิดอยากจะมีลูกสาวอีกสักคนด้วยซ้ำ เมื่อเห็นมธุชาจึงรู้สึกเอ็นดู

ชายหนุ่มเผลอตัว ก้มลงเป่าที่หัวเข่าให้เหมือนปลอบเด็ก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นบอกเสียงอ่อน “แผลนิดเดียว เดี๋ยวก็หายนะครับ”

หญิงสาวหน้าร้อนวูบวาบ

โรแมนติกชะมัดเลยผู้ชายคนนี้ ได้ใจคนสวย!

คิดแล้วก็ชะงัก ใจเต้นแรง อยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ ด้วยความปลาบปลื้มสุดหัวใจ

ธรณินทร์มีคุณสมบัติข้อสุดท้ายที่เธอต้องการจริงๆ!

มธุชายิ้ม น้ำตาคลอหน่วยด้วยความปลาบปลื้มสุดขีด ขณะมองหน้าเขาอย่างหมายมาด เสียงร้องของเธอดังกระหึ่มอยู่ในอก

‘ล็อกเป้า...โจมตี!’








 

Create Date : 06 กันยายน 2556
0 comments
Last Update : 6 กันยายน 2556 1:31:10 น.
Counter : 1134 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


nawapat
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




...เขียนเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก หนักก็หยุด สนองนี้ดมันไปตามอารมณ์ ^^"...
Friends' blogs
[Add nawapat's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.