All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
30 พฤศจิกายน 2556
 
All Blogs
 
*** The Hunger Games: Catching Fire *** เทคนิคการจุดไฟ และกลไกเกมการเมือง

*** The Hunger Games: Catching Fire ***






บอกตรงๆว่าก่อนไปดู The Hunger Games: Catching Fire นั้น The Hunger Games ภาคแรก คือภาพที่เลือนรางอยู่ในหัว ที่จะจำได้ก็เพียงเรื่องราวโดยย่อว่าเริ่มอย่างไรจบอย่างไรก็เท่านั้น


แต่ Catching Fire ถือว่ายอดเยี่ยมและน่าประทับใจแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับภาคที่แล้ว หนังเป็นความบันเทิง ที่เข้มข้นน่าติดตาม และมีประเด็นที่ทั้ง “หนัก” และ “แน่น” มากขึ้น



Catching Fire เล่าถึงเหตุการณ์หลังจากที่ Katniss Everdeen (Jennifer Lawrence) และ Peeta Mellark (Josh Hutcherson) ตัวแทนจากเขต 12 กลายเป็นคู่ผู้ชนะการแข่งขัน The Hunger Games ครั้งที่ 74 ทั้งที่ควรมีผู้ชนะเพียงคนเดียว เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ความมั่นคงของ Capitol เริ่มสั่นคลอน เมื่อ 12 เขตที่เหลือต่างมีความหวังในการแข็งข้อต่อ Capitol


ประเด็นและแง่มุมที่เกี่ยวกับการเมืองเข้มข้นมากในภาคนี้ มาพิจารณากันครับ







หมายเหตุ: บทความนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่ยังไม่เคยดู The Hunger Game และ Catching Fire เนื่องจาก 1.) มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ 2.) เป็นการวิเคราะห์โดยไม่อธิบายเนื้อหาทั้งหมด และไม่ท้าวความถึงเนื้อหาจากภาคแรกมากนัก



The Hunger Games คือเกมการแข่งขันที่ Capitol จัดขึ้นเพื่อให้ 12 เขตภายใต้การปกครองห้ำหั่นกันเองในระดับ “ถึงตาย” ซึ่งเจตนาของการแข่งขันนี้ คือการสร้างความแตกแยกในแต่ละเขต ไม่ให้สามารถสามัคคีกันได้นั่นเอง


แต่ชัยชนะของ Katniss และ Peeta ที่แหกกฏของเกมที่ถูกสร้างโดย Capitol ก็สร้างความหวังให้หลายคนมีกำลังใจว่า อย่างน้อยการขัดขืนกฏที่ถูกสร้างโดย Capitol ยังมีความเป็นไปได้


หนำซ้ำ “การชู 3 นิ้ว” อันเป็นธรรมเนียมเฉพาะของเขต 12 ถูกกระทำโดยประชาชนในเขตอื่นๆ นั่นหมายความว่า แต่ละเขตที่ควรจะเกลียดชังกัน กลับเห็นพ้องต้องกันและทำสัญลักษณ์แบบเดียวกัน







ดังนั้น Katniss จึงกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของแต่ละเขตโดยไม่ได้ตั้งใจ และนี่เองที่ส่งผลต่อความมั่นคงของ Capitol



Katniss และ Peeta เป็นที่จับตามองของ Capitol โดยเฉพาะประธานาธิบดี Snow (Doland Sutherland) ที่ลงมาขู่ Katniss ด้วยตัวเองว่าให้ทำตัวตามแบบที่ Capitol ได้วางเอาไว้ ไม่เช่นนั้นทั้งครอบครัวและคนรักของเธอต้องเจอดี


และเมื่อสถานการณ์เริ่มยากต่อการควบคุม การแข่งขันครั้งที่ 75 จึงถูกจัดขึ้นเพื่อตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของ Capitol อีกครั้ง และครั้งนี้กับกติกาพิเศษที่นำเอาบรรดาผู้ชนะของแต่ละเขตมาห้ำหั่นกันอีกครั้ง ก็เป็นหนทางที่สวยงามในการกำจัด Idol ของประชาชนอย่าง Katniss







อย่างที่ Haymitch Abernathy (Woody Harrelson) อดีตผู้ชนะของเขต 12 ที่กลายมาเป็นพี่เลี้ยงประจำทีมได้บอกเอาไว้ว่า “ไม่มีผู้ชนะเกมนี้ มีก็แต่ผู้รอดชีวิตเท่านั้น” ดังนั้นสิ่งที่หนังเฉลยในตอนสุดท้ายก็คือหนทางที่ถูกต้องที่สุดในการเอาชนะ Capitol นั่นก็คือ “การทำตัวเป็นผู้จัดเกมเสียเอง”



หากมองถึงเกมการเมืองระหว่างกลุ่มกบฏ และ Capitol เราจะพบว่า เกมนี้ทั้งสองฝ่ายพุ่งเป้าไปที่ Katniss ในฐานะของ “ตัวแปรสำคัญ” ที่มีผลต่อชัยชนะ ในแบบที่แต่ละฝ่ายต่างก็ต้องการ ดังนั้นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายต้องทำเหมือนกันก็คือ



“การใช้ Katniss เป็นเครื่องมือ”



แต่ต่างกันที่เป้าหมาย


- Capitol ต้องการทำลายภาพลักษณ์ของ Katniss ในฐานะศูนย์รวมจิตใจ

- ฝ่ายกบฏต้องการส่งเสริมภาพลักษณ์ของ Katniss ในฐานะศูนย์รวมจิตใจ







ต่างกันที่วิธีการ


- Capitol ใช้การขู่บังคับในลักษณะที่ค่อนข้างตรงไปตรงมากับ Katniss

- ฝ่ายกบฏหลอกใช้และหว่านล้อม Katniss มากกว่าใช้วิธีตรงไปตรงมา



แต่ในแง่ของความโหดร้าย ทั้งสองฝ่ายไม่ต่างกัน


- Capitol ต้องการให้คนตายในเกม และต้องการให้ประชาชนเห็นภาพ Katniss ฆ่าคน ก่อนที่จะกำจัดเธอทิ้ง เพื่อทำลายภาพลักษณ์ของเธอในฐานะความหวัง

- ฝ่ายกบฏต้องการให้มีคนตายในเกม เพื่อความแนบเนียนว่าเกมนี้ไม่ได้ถูกจัดฉาก และเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของ Katniss ว่า ถึงแม้สถานการณ์จะเลวร้ายหรือคับขันแค่ไหน เธอก็จะไม่ฆ่าคนของทั้ง 12 เขต เพราะสำหรับเธอศัตรูที่แท้จริงคือ Capitol







มองกันอย่างเป็นกลางไม่เข้าข้างใครแล้ว (อันที่จริงหนังก็วางน้ำหนัก ฝ่ายร้าย-ฝ่ายดี อย่างชัดเจน แน่นอนว่าการกระทำของฝ่ายกบฏต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ชมมากกว่า)



Katniss ต่างก็ถูกทั้งสองฝ่ายใช้เป็นเครื่องมือเพื่อชัยชนะของฝ่ายตนเอง



Katniss อาจเป็นภาพจำลองของบางคนที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว


ส่วนเรื่องราวความเหลื่อมล้ำของชนชั้นและการกดขี่จากฝ่ายที่เหนือกว่าในหนังก็เป็นตัวอย่างชั้นดีสำหรับการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อเกิดการปฏิวัติทางการเมืองการปกครอง







ส่วนตัวไม่เคยอ่านหนังสือต้นฉบับ แต่คิดว่าเป็นเพราะเจ้าของเรื่องอย่าง Suzanne Collins ตั้งใจวางแง่มุมทางการเมืองเอาไว้อย่างเข้มข้น แถมบทหนังยังถูกดัดแปลงโดย Michael Arndt เจ้าของบทหนังอย่าง Little Miss Sunshine และ Simon Beaufoy ที่ถนัดงานที่ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นอย่าง Slumdog Millionaire และ The Full Monty หนังเลยมีประเด็นที่หนักเกินกว่าวรรณกรรมเยาวชนทั่วไป



ผู้กำกับ Francis Lawrence คุมหนังออกมาได้อย่างลงตัว ทุกอย่างดูไหลลื่น ไม่มีสะดุด


Jennifer Lawrence ยอดเยี่ยมในบท Katniss ที่เป็นเหมือนตัวแทนสายตาของผู้ชมที่ต้องรับรู้เรื่องราวต่างๆไปพร้อมเธอ ขณะที่ทีมนักแสดงสมทบทั้งหลายก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี







Theme หลักของหนังและที่มาของชื่อ Catching Fire ถูกนำเสนอออกมาใน 2 ฉาก


- ฉากแรกคือฉากที่ Katniss แนะนำเทคนิคการจุดไฟจากกิ่งไม้ว่า “ให้ปั่นไม้ไล่จากบนลงมาข้างล่าง แล้วไฟจะติดง่ายขึ้น”

- ฉากที่สองคือฉากที่ฟ้าผ่าลงมาจากเบื้องบน ก่อนที่ Katniss จะยิงธนูพันลวดทองแดง เพื่อนำกระแสไฟจากฟ้าผ่าไปทำลายท้องฟ้านั้นเอง



มันอาจตีความได้ว่า



"จะจุดไฟปฏิวัติต้องถ่ายพลังงานมาสู่ชนชั้นล่าง

พอไฟติดเปลวไฟก็จะพุ่งสูงขึ้นเผาไหม้ด้านบนได้เอง”




8 / 10





Create Date : 30 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 1 ธันวาคม 2556 2:27:06 น. 9 comments
Counter : 4557 Pageviews.

 
ตั้้งกระทู้ไว้ใน pantip มีหลายความเห็นน่าสนใจครับ

http://pantip.com/topic/31316796


โดย: navagan วันที่: 1 ธันวาคม 2556 เวลา:1:25:24 น.  

 

ชื่นชมๆๆๆ

สุดยอด ในการตีความครับ


โดย: A IP: 183.88.164.224 วันที่: 1 ธันวาคม 2556 เวลา:22:04:59 น.  

 
เก่งค่ะ อ่านแล้วคิดตาม มันดี


โดย: por IP: 223.204.249.123 วันที่: 2 ธันวาคม 2556 เวลา:16:48:24 น.  

 
ภาคนี้สนุกมากครับ ชอบๆ ทำให้อยากดูภาคจบ ทั้ง 2 ภาคไวๆ


โดย: ปีศาจความฝัน วันที่: 3 ธันวาคม 2556 เวลา:17:10:45 น.  

 
สำหรับผมสนุกกว่าภาคที่แล้วเยอะเลยครับ

รออ่านรีวิวของคุณปิศาจความฝันอยู่เหมือนกัน


โดย: navagan วันที่: 3 ธันวาคม 2556 เวลา:21:31:15 น.  

 
ยังไม่ได้ดู แต่ยังไงก็จะซื้อแผ่นเก็บครับ


โดย: หมื่นทิพ (เทพบุตรตบะแตก!! ) วันที่: 7 ธันวาคม 2556 เวลา:20:13:07 น.  

 
ตีความได้น่าสนใจมากครับ
ไม่เคยดูเรื่องนี้เลย


โดย: คนขับช้า IP: 183.88.251.154 วันที่: 8 ธันวาคม 2556 เวลา:6:30:57 น.  

 
ผมว่าเรื่องนี้ได้ดีเพราะคนเขียนบทด้วยแหละ ไม่ใช่แค่ผู้กำกับอย่างเดียว


โดย: McMurphy วันที่: 8 ธันวาคม 2556 เวลา:23:32:19 น.  

 
เห็นด้วยครับ บททำออกมาดีเลย ทีนี้ผู้กำกับก็แค่ไม่ทำให้เสียของเท่านั้นเอง


โดย: navagan วันที่: 10 ธันวาคม 2556 เวลา:0:01:35 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 58 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.