All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2555
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
17 สิงหาคม 2555
 
All Blogs
 
*** The Bourne Legacy *** มรดกนี้ พี่(ไม่)อยากได้

*** The Bourne Legacy ***






หลังจากความขัดแย้งระหว่าง Paul Greengrass ผู้กำกับ The Bourne Supremacy และ The Bourne Ultimatum กับ Tony Gilroy ผู้เขียนบทของทั้ง 3 ภาค (ดัดแปลงบทภาค 1 จากหนังสือนิยายส่วนภาค 2 และ 3 ไม่ได้อ้างอิงจากนิยาย) จนทำให้ Greengrass ถอนตัวไปในที่สุด ไม่เพียงแค่นั้น Matt Damon ผู้รับบท Jason Bourne ทั้ง 3 ภาค ก็โบกมือลาตามผู้กำกับคู่บุญไปอีกคน


นั่นทำให้ Project ภาคต่อของ Jason Bourne เป็นอันต้องหยุดชะงักแต่ series Jason Bourne คือ ขุมทรัพย์มหาศาลของ Studio ที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้ง่ายๆ



ว่าแล้วก็ร้อนไปถึง Gilroy ที่ต้องเขียนบทใหม่ และควบตำแหน่งผู้กำกับเสียเอง







The Bourne Legacy เล่าเรื่องของ Aaron Cross (Jeremy Renner) สายลับหมายเลข 5 ใน Operation Outcome (อีกหนึ่งโครงการสายลับนอกระบบที่เป็นเหมือนลูกพี่ลูกน้องกับ Treadstone ของ Bourne)



Cross กลายเป็นเป้าสังหารหลังจากที่ Jason Bourne และ Pamela Landy (Joan Allen) อดีต รอง ผอ. CIA พยายามเปิดโปงโครงการลับผิดกฏหมายของ CIA


Ezra Kramer (Scott Glen) ผอ. CIA สั่งเก็บกวาดทุกโครงการลับ โดยขอความช่วยเหลือไปที่ Mark Turso (Stacy Keach) อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ U.S. Navy ซึ่ง Turso ก็ขอความช่วยเหลือไปที่ Eric Byer (Edward Norton) อดีต US Air Force ปลดประจำการอีกทอดหนึ่ง สาเหตุน่าจะเป็นเพราะ Byer เป็นผู้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับ Project นี้ตั้งแต่แรก (เขาคือคนที่ดึง Cross เข้าโปรแกรมนี้)



ดังนั้นเหตุการณ์ทั้งหมดในหนังก็คือการตามล่า Cross



ขณะที่ Cross เองก็พยายามตามหา “ยา” ที่จำเป็นต้องใช้เพื่อที่ชีวิตของเขาจะได้อยู่รอดต่อไป







เหมือนว่า Gilroy ไม่รู้จะหาไอเดียที่ไหนมาสร้างภาคต่อเมื่อไม่มีตัวละคร Jason Bourne อีกต่อไปแล้ว Gilroy เลยหยิบเอาชีวิตตัวเองมาล้อเลียนซะเลย



Cross ต้องซวยเพราะการถอนตัวจากการเป็นสายลับของ Bourne และการพยายามเปิดโปงของ Landy

Gilroy เองก็ต้องซวยเพราะการถอนตัวของ Greengrass ที่พ่วงเอา Damon ไปด้วย



Cross ต้องตามหายา 2 เม็ด ที่ตอนนี้ไม่มีเหลืออีกแล้ว เม็ดแรก คือ ยาที่ใช้เพิ่มศักยภาพของสมอง เม็ดที่สอง คือ ยาที่ใช้เพิ่มศักยภาพทางร่างกาย เพื่อรักษาความสมบูรณ์พร้อมของตัวเอง เพื่อเอาตัวรอดจากการไล่ล่า

Gilroy ต้องหา 2 บุคคลสำคัญเพื่อรักษา franchise นี้เอาไว้ คนแรกคือผู้กำกับ ที่เป็นเหมือนมันสมองของหนัง ส่วนคนที่สอง คือ นักแสดงนำที่เป็นเหมือนหัวใจของหนัง



สุดท้าย Cross ก็ต้องเปลี่ยนแผน เขาไปที่แหล่งผลิตยา แล้วให้ Dr. Shearing (Rachel Weisz)ผลิตยาใหม่ที่ทำให้พันธุกรรมของเขาถูกดัดแปลงอย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องพึ่งยา2 เม็ดอีกต่อไป

สุดท้าย Gilroy ก็เปลี่ยนแผน เขาเริ่มต้นเรื่องราวใหม่ แล้วให้ Aaron Cross สายลับคนใหม่เป็นตัวเดินเรื่อง โดยไม่ต้องพึ่งผู้กำกับและนักแสดงคนเดิมอีกต่อไป






นี่อาจเป็นเหมือน “มรดก” ที่ตกทอดมาถึงพวกเขา ทั้งที่ไม่อยากรับเอาไว้
แต่หากมองอีกมุมหนึ่งนี่คือโอกาสในการเริ่มต้นใหม่

Cross จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ขณะที่ Gilroy จะได้เริ่มต้น Series สายลับชิ้นใหม่ของตัวเองไปด้วย





ด้วยความที่หนังยังคงขายชื่อ Bourne และการที่ The Bourne Ultimatum ได้สร้างมาตรฐานที่สูงมากเอาไว้ ดังนั้น The Bourne Legacy ย่อมหนีไม่พ้นความคาดหวังจากแฟนๆแน่นอน


ส่วนตัวแล้วไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องเหมือนเดิมนัก เพราะนี่คือผลงานกำกับจากคนที่เคยมีปัญหาขัดแย้งกับผู้กำกับคนเดิม ดังนั้นจะให้ผลงานออกมาเหมือนภาคเก่าๆก็คงจะไม่ใช่อย่างแน่นอน


ดังนั้นสิ่งที่คาดหวังก็คือ งานกำกับในสไตล์ Gilroy ที่เคยสร้างความประทับใจให้ผมจาก Michael Clayton และ Duplicity



แต่บทสรุปของหนังที่ Cross ล่องเรือออกทะเลนั้น จะสอดคล้องกับอนาคตของ series นี้ ที่จะลอย “ออกทะเล” ไปด้วยหรือไม่นั้น ต้องรอพิสูจน์กัน







ระหว่างวิจารณ์เรื่องนี้ผมขอเขียนถึง Gilroy และ Greengrass ไปพร้อมกันเลยแล้วกัน


สิ่งที่ผมชอบจากงานของ Gilroy คือ สถานการณ์ในการปฏิบัติงานแบบมืออาชีพ ซึ่งปรากฏเน้นๆเพียงฉากเดียวใน The Bourne Legacy นั่นก็คือ ฉากการพยายามจัดฉากฆ่าตัวตายให้ Dr. Shearing ที่ดูแล้วรู้สึกว่าถ้าเป็นเหตุการณ์จริงมันควรจะเป็นแบบนี้แหล่ะ ขั้นแรกเข้ามาล้วงข้อมูลให้หมด ต่อมาก็เริ่มลงมือแบบไม่ทันตั้งตัว ซึ่งรายละเอียดต่างๆ การวางท่าทาง การล็อกเท้า ดูน่าเชื่อถือมาก


ฉากแบบนี้เห็นได้ชัดว่าออกแบบมาอย่างดี หรือมีการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญมาก่อนแน่นอน



ใน Michael Clayton ก็มีฉากฆาตกรรมอำพรางแบบเนียนๆแบบนี้เหมือนกัน ใครดูแล้วคงนึกออก อีกฉากที่ประทับใจใน Michael Clayton คือ “การค้นบ้าน” แบบมืออาชีพอีกเช่นเคย มีการถ่ายรูปเพื่อระบุตำแหน่งก่อนการเคลื่อนย้าย เมื่อค้นเสร็จแล้วก็จัดเก็บตามรูปเดิมที่ถ่ายไว้







นอกจากนี้ Gilroy ชอบที่จะใส่รายละเอียดแน่นๆ ดูฉลาด และเป็นไปได้จริงๆ ในการปฏิบัติงาน จนทำให้ผู้ชมรู้ว่าแผนการเป็นอย่างไร ทำเพราะอะไร ทำอย่างไร ซึ่งเป็นการโชว์การวางแผนอันชาญฉลาด ซึ่งผมขอเรียกว่า “การอวดฉลาดแบบ Gilroy” แล้วกัน


ซึ่งใน The Bourne Legacy ก็ยังพอสัมผัสถึงสไตล์แบบนี้ได้บางๆในฉาก control room ทั้งหลาย



ที่กล่าวมาเป็นอย่างไรนั้นจะให้อธิบายด้วยคำพูดก็คงจะยาก แนะนำให้ไปหา Duplicity มาดู เพราะนี่เป็นหนังที่น่าจะมีความเป็นส่วนตัว และสะท้อนสไตล์ของ Gilroy ได้ดีที่สุดแล้ว เพราะนี่เป็นหนังทุนค่อนข้างต่ำที่เขาเขียนบทและกำกับเองคนเดียว แถมตอนนั้นเพิ่งประสบความสำเร็จไปกับ Michael Clayton อีก Studio คงปล่อยเขาเต็มที่



พูดมาซะยาว แต่จะบอกว่าสไตล์แบบนี้ของ Gilroy มีให้เห็นน้อยมากใน The Bourne Legacy ขนาดภาค 2 และภาค 3 ที่เขาไม่ได้กำกับยังมีสิ่งเหล่านี้มากกว่า


ขณะที่การชิงไหวพริบอันเป็นจุดเด่นหนึ่งของ Gilroy กลับมีให้เห็นชัดๆเพียงฉากเดียว ในฉากเปิดเลื่อยทิ้งไว้เพื่อเช็คว่ามีคนลงไปที่ตำแหน่งนั้นหรือยัง (หากมีการปิดเลื่อยแสดงว่ามีคนที่ตำแหน่งนั้น)







ส่วน Greengrass เขาคือ ผู้กำกับที่สร้างความระทึก และความน่าติดตามได้เก่งมาก สไตล์การถ่ายภาพแบบ hand-held การตัดต่ออันฉับไว รวมถึงจังหวะการเล่าเรื่อง ก็โดดเด่นและยอดเยี่ยม เรียกได้ว่ากำกับอารมณ์ผู้ชมได้อยู่หมัด ซึ่งผลงานที่ Top form จากการกำกับในสไตล์นี้ก็คือ The Bourne Ultimatum และหนังที่สร้างจากเหตุการณ์จริงอย่าง United 93


United 93 คือข้อพิสูจน์อย่างดีว่า อาวุธลับของ Greengrass คืออะไร เพราะกระทั่งหนังที่สร้างจากเรื่องจริง และผู้ชมทุกคนรู้ตอนจบอยู่แล้ว ยังเป็นความลุ้นระทึกได้มากขนาดนี้



เมื่อพิจารณาจากสไตล์ของทั้งคู่ ก็คงจะพบว่ารายละเอียดส่วนไหน ใครควรเป็นคนได้เครดิต


แต่ความขัดแย้งของทั้งคู่คืออะไร ผมเองก็ไม่ทราบแน่ชัด แต่ก็พอจะพบจุดขัดแย้งในสไตล์ของแต่ละคนอยู่บ้าง







Gilroy จะเน้นไปที่เรื่องราวความสมจริงมากกว่า Greengrass ดังนั้นบางฉากบางตอนจะไม่มีให้เห็นในหนังของ Gilroy


อย่างใน The Bourne Ultimatum ฉากที่ Bourne โดนระเบิดในระยะประชิด แต่ยังลุกขึ้นมาวิ่งได้สบายๆ หรือตอนที่ Bourne ขับรถตกจากที่สูง หรือถูกชนอัดยับ แต่ยังลุกขึ้นมาวิ่งได้ในแบบที่แทบจะไม่สะทกสะท้าน


รายละเอียดเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ Gilroy ชอบใจมากนัก



สำหรับ Gilroy สายลับเก่งกว่าคนทั่วไปได้ก็ต้องมีเหตุผลที่เพียงพอซึ่ง Gilroy เลือกการใช้ยามาเป็นสาเหตุใน The Bourne Legacy


หลายคนอาจบ่นว่า ทำไมนักฆ่าที่สู้กับ Cross ในฉากบ้านของ Dr. Shearing ถึงดูไม่เก่งกาจพอจะต่อกรกับ Cross ได้ นั่นก็เพราะทีมนี้ถูกส่งมาแค่ฆ่า Dr. Shearing ไม่ได้ถูกส่งมาสู้กับ Cross โดยตรง


หรือ LARX #3 (Louis Ozawa Changchien) ที่โดน Dr. Shearing ถีบตกมอเตอร์ไซค์ แล้วแน่นิ่งไป จนไม่ได้โชว์ลีลาพะบู๊กับ Cross เลยนั้น อาจไม่สาแก่ใจผู้ชมนัก

ฉากที่ชาวประมงมองไปข้างหลังคล้ายกับจะมีใครตามมานั้น ผมลุ้นเลยนะว่าอย่าให้ LARX #3 ลุกขึ้นมา เพราะถ้าลุกมาได้ก็ไม่ใช่คนแล้ว ล้มกลิ้งขนาดนั้น

(อาจมีคนสงสัยว่า แล้วไอ้ฉากมอเตอร์ไซค์ไถไปกับราวบันไดมันไม่เว่อร์ไปเหรอ สำหรับผมคิดว่า ถ้ามันถ่ายออกมาได้จริงโดยไม่ใช้ CG มันก็คงจะทำได้จริงหล่ะนะ )







หลายคนอาจจะถามว่า หนัง Action สายลับสไตล์นี้ จะต้องสมจริงขนาดไหน จะต้องสมจริงมากกว่านี้ไปอีกหรือ ทั้งๆที่ series นี้ก็สมจริงกว่าหนัง Action สายลับเรื่องอื่นๆอยู่แล้ว


สำหรับผม Series Jason Bourne เป็นหนังสายลับที่สมจริง แต่ถ้าเทียบกับหนังสายลับอื่นๆเช่น Syriana หรือ Tinker Tailor Soldier Spy แล้ว ความจริงจังและสไตล์ของหนังเป็นคนละเรื่องเลยทีเดียว เพราะ series นี้ถูกจัดอยู่ใน genre เดียวกับ series James Bond มากกว่า



Gilroy คงกำกับเรื่องนี้ได้ไม่เต็มที่มากนัก เพราะแน่นอนว่า franchise ที่มีมูลค่ามากขนาดนี้ ต้องถูก Studio เข้ามาแทรกแซงอยู่บ้าง หนังเลยออกมาไม่สุดสักทาง จะเน้นสไตล์ถนัดของตัวเองเต็มที่ก็ไม่ได้ จะขาย Action แบบ Greengrass ก็ขัดใจตัวเอง



มาตรฐานของฉาก Action การถ่ายทำ และดนตรีประกอบ ยังคงเอกลักษณ์ และอยู่ในสไตล์เดิม แต่เพลง Extreme Ways ของ Moby ในตอนจบ มาแบบไม่ถูกที่ถูกทางนัก



Jeremy Renner แบกหนังทั้งเรื่องได้แบบสบายๆ Renner สร้างตัวละคร Aaron Cross ที่แม้จะไม่ค่อยมีมิติความลึกทางอารมณ์มากนัก แต่ก็ทำให้ผู้ชมติดตามเอาใจช่วยได้สำเร็จ


ส่วน Rachel Weisz และ Edward Norton เป็นแค่ชื่อขายบน Poster มากกว่าจะมีบทบาทให้แสดงฝีมือในหนังมากนัก อย่างไรก็ตามทั้งคู่ก็มอบการแสดงในระดับมาตรฐานของตัวเอง







หากพิจารณาในฐานะ series Jason Bourne หนังอยู่ในระดับเดียวกับ The Bourne Identity แต่ยังห่างไกลกับ The Bourne Ultimatum อยู่พอสมควร


หากพิจารณาในฐานะหนังของ Tony Gilroy สไตล์ของเขาไม่ได้โดดเด่น และเข้มข้นอย่างที่ควรจะเป็น


หากพิจารณาในฐานะหนังเรื่องหนึ่ง นี่คือหนัง Action ที่ทำออกมาได้มาตรฐาน และเป็นความบันเทิงในระดับหนึ่ง





7 / 10





Create Date : 17 สิงหาคม 2555
Last Update : 18 สิงหาคม 2555 12:40:40 น. 1 comments
Counter : 3333 Pageviews.

 
เห็นด้วยเลยครับ เหมือนgilroy เขาทำออกมาไม่เต็มที่
เหมือนแทบจะกักหลายๆอย่างไว้ด้วยซ้ำ ก็หวัง
ให้เขาทำอีกภาค ค่อยตัดสินว่า เวริค์ไหม
แต่ผมเป็นแฟนของบอร์นอยู่แล้วก็จะติดตามเรื่อยๆ


โดย: 454หห IP: 14.207.169.52 วันที่: 1 กันยายน 2555 เวลา:16:58:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 58 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.