All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2556
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
19 มิถุนายน 2556
 
All Blogs
 
*** Man of Steel *** เรื่องเล่าพระเจ้าบทใหม่ และ อุปกรณ์วิเศษของ Superman

*** Man of Steel ***






ออกตัวไว้ก่อนว่าไม่เคยดู Superman ที่เป็นหนังซักภาค จะเคยดูบ้างก็ตอนเป็น series ที่ฉายทาง free TV บ้านเรา (รวมทั้งที่เป็นเวอร์ชั่น Superboy) และเคยอ่านฉบับการ์ตูนสี่สีที่ห้องสมุดโรงเรียนในสมัยประถมเท่านั้น



Man of Steel คือการยกเครื่อง Superman ในมุมมองของ Christopher Nolan, David S. Goyer และ Zack Snyder





Man of Steel ว่าด้วยประวัติการถือกำเนิดของ Superman และภารกิจแรกของเขา โดยมีพล็อตเรื่องที่ถูกเล่าตั้งแต่ก่อน Kal-El จะถูกส่งตัวมายังโลก และถูกเลี้ยงดูโดย ครอบครัวตระกูล Kent ในเมืองชนบทของ Kansas โดย Kal-El ได้ชื่อใหม่ว่า Clark

Clark พยายามสืบหาที่มาที่ไปของตนเองในที่สุดก็พบว่า แท้จริงแล้วตัวเองเป็นใคร และเขาควรจะอยู่อย่างไรบนโลกใบนี้





นี่คือพล็อตเรื่องง่ายๆ แต่ David S.Goyer ก็แทรกประเด็นที่เป็นการให้ “นิยาม” ของ Superman ได้อย่างน่าสนใจ มาพิจารณากันครับ







สิ่งที่ชัดเจนมากใน Man of Steel ก็คือ เราจะพบความคล้ายคลึงระหว่างตำนานของพระเยซูและตำนานของ Superman



ในแง่ของชาติกำเนิด ทั้ง Superman และ พระเยซู ไม่ใช่ชาวโลก แต่ถูกส่งลงมาจากเบื้องบน (สวรรค์ หรือ อารยธรรมต่างดาว)

ทั้งคู่ช่วยเหลือมนุษย์ และรับผิดแทนมนุษย์เหมือนกัน (พระเยซูทรงแบกรับบาปแทนมนุษย์ ขณะที่ Superman ยอมถูกจับเพื่อให้มนุษย์โลกปลอดภัย)



หลักฐานสำคัญในหนังคือ ฉากที่ Superman ไปขอคำปรึกษากับบาทหลวงในโบสถ์ก่อนที่จะยอมเผยตัวและมอบตัว ซึ่งคำแนะนำของบาทหลวงคือ ให้ Clark มีศรัทธาในพระเจ้าเสียก่อน



Superman คือ พระบุตรของพระเจ้า






ส่วนอีกหลักฐานสำคัญก็คือ อายุของพระเยซูในตอนที่ถูกตรึงกางเขน (รับบาปแทนมนุษย์) นั้นคือ 33 ปี เท่ากับอายุของ Superman ในตอนที่เขามอบตัวต่อ นายพล Zod เพื่อประกันความปลอดภัยให้มนุษย์



ดังนั้นนิยามที่ Goyer มอบให้กับ Superman เวอร์ชั่นนี้ ยิ่งใหญ่ถึงขั้นการเป็น “บุตรของพระเจ้า” และสัญลักษณ์คล้ายตัว S ที่หน้าอกในเวอร์ชั่นนี้ยังหมายถึง “ความหวัง”



น่าสนใจที่หนังใส่ภาพ "ธงชาติอเมริกา" เข้ามาเป็นฉากหลังในหลายๆฉาก และโดดเด่นยิ่งกว่าโฆษณาแฝงทั้งหลายในหนัง ราวกับว่า "อเมริกา" เป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ถูกโฆษณา





แถมประโยคหนึ่งที่ Superman บอกกับทหารอเมริกา หลังจากพังเครื่องบินสอดแนมของพวกเขาว่า “ไม่ต้องกังวล ผมเป็นชาวอเมริกัน”

นี่ทำให้นึกไปถึงประโยคที่เคยปรากฏใน Watchmen ที่บอกว่า



“พระเจ้ามีจริง และท่านเป็นอเมริกัน”






Goyer ยังใส่ประเด็นรองเข้ามาได้อย่างน่าสนใจไม่ว่าจะเป็น “ชีวิตที่ถูกกำหนดไว้แล้วหรือชีวิตที่เลือกเองได้” ที่ถูกนำเสนอผ่านวัฒนธรรมที่แตกต่างกันระหว่างดาว Krypton และ โลก



และอีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ “ความแข็งแกร่งทางจิตใจที่สำคัญไม่แพ้ความแข็งแกร่งทางร่างกาย” ซึ่งประเด็นนี้ทำให้ Superman เวอร์ชั่นนี้ มีเลือดเนื้อ และจับต้องได้


Superman ในเวอร์ชั่นนี้จึงไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวที่ปะปนตัวเองในหมู่มนุษย์แบบเวอร์ชั่นอื่นๆ แต่ Superman ในเวอร์ชั่นนี้คือ ผลผลิตของดาว Krypton และดาวโลกอย่างเท่าเทียม นั่นก็เพราะว่า



“ความแข็งแกร่งทางร่างกายนั้นได้รับการถ่ายทอดมาจากดาว Krypton”


“แต่ความแข็งแกร่งทางจิตใจนั้นถูกถ่ายทอดมาจากโลกมนุษย์”






หนังยังมีประเด็นเล็กๆน้อยๆ ที่อิงกระแสรักษ์โลกตามสมัยนิยม อย่างการที่พวกของนายพล Zod นั้น “พยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับตัวเอง” แต่วิธีของ Superman คือการ “พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม”


คิดดูขนาด Superman ยังใช้พลังงานแสงอาทิตย์เลย





เอาเป็นว่า โครงเรื่องที่ถูกวางโดย Christopher Nolan และ David S. Goyer นั้นทำให้ Superman เวอร์ชั่นนี้ออกมาน่าสนใจ


แต่เมื่อกลายเป็นภาพยนตร์ภายใต้การกำกับของ Zack Snyder ข้อดีและความน่าสนใจเหล่านี้กลับถูกลดทอนลงไปอย่างน่าเสียดาย แม้ประเด็นของมันยังอยู่ครบถ้วน แต่มันกระจัดกระจาย ไร้ซึ่งเอกภาพ และไม่ได้ถูกขับเน้นเท่าที่ควร ซึ่งสาเหตุหลักน่าจะมาจากการเล่าเรื่องที่ตัดสลับจนขาดความต่อเนื่อง







จังหวะการเล่าเรื่องของ Snyder นั้น บ่อยครั้งค่อนข้างติดๆขัดๆ


บางจังหวะควรจะใช้เวลาเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมกับผู้ชม แต่หนังก็ตัดข้ามไปเสียอย่างนั้น ขณะที่บางจังหวะควรเร่ง เพราะผู้ชมกำลังเครื่องติด แต่หนังก็ตัดฉับไปที่อีกเหตุการณ์หนึ่ง

นั่นทำให้อารมณ์ร่วมที่ควรจะมีกับตัวละครทั้งหลาย โดยเฉพาะกับ Superman ไม่เกิดขึ้น

เช่นเดียวกับความรักความผูกพันที่ Clark มีต่อ Lois Lane ที่น่าจะทำได้ดีกว่านี้



อย่างไรก็ตาม ฉาก Action ของหนังมาพร้อม scale ที่ใหญ่มาก และวินาศสันตะโรกันเต็มที่ ซึ่งถือว่าเป็นความเพลิดเพลินและน่าตื่นตา นี่ถ้าหนังได้ความเข้มข้น และความลุ้นระทึกเพิ่มเข้ามา หนังจะเป็นความบันเทิงได้มากกว่านี้







Henry Cavill สอบผ่านในบท Superman/Kal-El/Clark Kent แต่ก็ยังไม่สามารถเรียกได้ว่าดีเยี่ยมนัก

แต่ Clark ในวัยเด็กที่รับบทโดย Dylan Sprayberry กลับทำได้ดีกว่า โดยเฉพาะเคมีที่เข้ากันกับการแสดงที่แลดูอบอุ่นของ Kevin Costner ในบท Jonathan Kent และ Diane Lane ในบท Martha

ซึ่งเนื้อเรื่องส่วนนี้น่าจะเป็นดราม่าที่ดีที่สุดของหนัง



Amy Adam ดูเป็นตัวการ์ตูนมากกว่าจะเป็นมนุษย์จริงๆในบท Lois Lane ส่วน Russell Crowe โผล่มาเป็นระยะแต่ก็เป็นที่น่าจดจำในบท Jor-El


นายพล Zod ของ Michael Shannon เป็นตัวละครที่สูสี และคู่คี่กับ Superman ทั้งความทรงพลัง ความน่าเกรงขาม ถึงแม้ว่าบทหนังจะไม่ได้ส่งเสริมอะไรมากมาย แต่เราก็พอเห็นมิติความลึกของตัวละครนี้ผ่านการแสดงของ Shannon


ขณะที่บทสมทบอื่นๆนั้น เหมือนถูกใส่เข้ามาเพื่อให้ครบตัวละคร และปูพื้นสำหรับภาคต่อไปมากกว่าจะมีบทบาทความสำคัญที่แท้จริงกับเนื้อเรื่อง





ที่โดดเด่นอีกอย่างคือ ดนตรีประกอบของ Hans Zimmer ยังคงยอดเยี่ยมเหมือนเคย แต่ในบางฉาก มันกลับถูกโหมประโคมเสียจนเด่นกว่าภาพบนจอ







Man of Steel ตีความ Superman ออกมาได้อย่างน่าสนใจ หนังมีประเด็นที่ยอดเยี่ยม เพียงแต่การนำเสนอออกมาในรูปแบบภาพยนตร์ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร





ในครั้งนี้หนังให้ความสำคัญกับที่มาที่ไปของ Superman ด้วยการพยายามสร้างตรรกะและเหตุผลต่างๆมารองรับ แต่สุดท้ายตรรกะและเหตุผลทั้งหลายที่ถูกใส่เข้ามากลับดูไร้ความหมายโดยสิ้นเชิงเมื่อฉากสุดท้ายมาถึง



แม้จะเป็นข่าวดังไปทั่วโลก แม้จะเปิดเผยใบหน้าจริงให้คนเห็นเป็นว่าเล่น

แต่ Superman ก็ปลอมตัวปะปนอยู่กับผู้คนได้อย่างไม่มีใครสงสัย ด้วยอุปกรณ์วิเศษเพียงชิ้นเดียวที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าพลังใดๆในตัวเขา


มันคือ “แว่นตา”





7 / 10





Create Date : 19 มิถุนายน 2556
Last Update : 19 มิถุนายน 2556 22:18:24 น. 6 comments
Counter : 3460 Pageviews.

 
มีบางกระแสบอกว่า คล๊าก เค้นท์ (หรือซุปเปอร์แมน) สามารถสะกดจิตคนให้จำเค้าไม่ได้ ผ่านแว่นตาครับ


โดย: LamoonMan วันที่: 19 มิถุนายน 2556 เวลา:22:58:14 น.  

 
ผมให้ 8 ครับ ดราม่าเยอะ แต่กลมกล่อม แถมช่วงหลังก็แอ็คชั่นได้มันส์วินาศสันตะโรยิ่งนัก โดยรวมแล้วสนุกถูกใจเลยครับ


โดย: ปีศาจความฝัน วันที่: 20 มิถุนายน 2556 เวลา:11:10:52 น.  

 
ถ้าคุณเป็นคนที่เคยดู superman ภาคเก่าๆที่ผ่านมา

แล้วคุณจะรู้ได้ทันทีเลยว่า ภาคนี้เป็นภาคที่สมบรูณ์ที่สุดแล้วจริงๆ

ดูจากเนื้อเรื่องสร้างมาเพื่อปูเรื่องไปยังภาคต่อไปน่าจะมี3ภาคเหมือน The Dark Knight

ผมว่าภาคนี้สามารถแก้อาถรร supermanได้เป็นอย่างดี ดูได้จากผลกำไรที่ทำรายได้เปิดตัวในอเมริกาถล่มทลายเกินคาดถึง 3700ล้านบาท กลายเป็นหนังที่ทำเงินเปิดตัวสูงสุดในอเมริกาประจำปีนี้ รองจาก Iron Man3

ชอบคับ และเชียร์ให้ไปได้อย่างสวยงามในภาคต่อๆไป เพราะทีมงานดีมีคุณภาพ


โดย: ฟักแม๊ว IP: 171.97.202.237 วันที่: 23 มิถุนายน 2556 เวลา:1:30:25 น.  

 
ดูจากความเป็นไปได้แล้ว Plot พวกนี้นำไปสู่เรื่อง Injustice : God Among Us ได้หรือไม่นะ เพราะดูพี่ซุปเค้าน่าจะอ่อนเรื่องอารมณ์


โดย: Whatz IP: 124.120.215.104 วันที่: 29 มิถุนายน 2556 เวลา:18:39:51 น.  

 
กระทู้ pantip

http://pantip.com/topic/30629020


โดย: navagan วันที่: 23 กรกฎาคม 2556 เวลา:1:12:37 น.  

 
ไปดูเรื่องนี้เพราะนำทีมชมรมภาษาอังกฤษไปดูครับ
ชอบระดับหนึ่งแต่ไม่เท่า The Dark Knight


โดย: คนขับช้า วันที่: 9 สิงหาคม 2556 เวลา:8:40:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 58 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.