All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
 
เมษายน 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
12 เมษายน 2551
 
All Blogs
 
**** The Mist **** เนื้อแท้ของมนุษย์ ธรรมชาติของความกลัว และ คุณค่าของความหวัง ( Spoilers )

*** The Mist ***




หลังจากคืนพายุกระหน่ำจนบ้านพัง คุณพ่อ Drayton พร้อมลูกชาย ได้ออกไปซื้อข้าวของ และ อาหารที่ Supermarket เล็กๆประจำเมือง โดยพ่วงเพื่อนบ้านที่ไม่ค่อยกินเส้นกันไปด้วย แต่แล้วหมอกปริศนาก็เข้าปกคลุมเมือง ผู้คนทั้งหลายจึงติดอยู่ใน Supermarket

### ใน The Mist หมอก นำเราไปสู่ยุคมืดของมนุษย์อีกครั้ง ยุคที่ยังไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆได้ ยุคที่ต้องต่อสู้กับความโหดร้ายของธรรมชาติ ยุคที่ยังไม่มีกฎเกณฑ์ต่างๆ ควบคุมความประพฤติของคน แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของความหวาดกลัว ที่ก่อให้เกิดความเชื่อ และลัทธิ ศาสนาต่างๆ สันดานดิบของมนุษย์ได้ถูกเปิดเผย อย่างที่ตัวละครหนึ่งในเรื่องได้พูดไว้ว่า เมื่อจับมนุษย์มาอยู่ด้วยกัน เมื่อเกิดความกลัว พวกเขาจะเริ่มแบ่งฝ่าย และเริ่มฆ่ากัน


อิทธิพลของความกลัวถูกแสดงอย่างชัดเจน ในตอนแรกที่ คุณพ่อ Drayton และพนักงานร้าน บอกว่ามีสัตว์ประหลาดในหมอก คนส่วนใหญ่ Supermarket ยังไม่มีใครยอมเชื่อ เนื่องจากความกลัวที่มีในตอนนั้นยังมีไม่มาก




แต่เมื่อทุกคนรู้ว่าสัตว์ประหลาดมีจริง และ โดนพวกมันโจมตี ความกลัวพุ่งขึ้นสูง แม้แต่ คุณป้าคลั่งศาสนา ที่ตอนแรกทุกคนเห็นว่างมงาย ก็ยังสามารถเชื่อได้สนิทใจ

เมื่อไม่สามารถอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ คำอธิบายของป้าคลั่ง และปาฏิหาริย์ที่เธอแสดงออกมา (หรือความบังเอิญ?) ก็ได้รับการยอมรับ ป้าคลั่ง กลายเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างดีสำหรับผู้คนที่หวาดกลัวแบบสุดขีด

ซึ่งในบรรดาผู้คนทั้งหมด ป้าคลั่งนั่นแหละน่าจะเป็นผู้ที่หวาดกลัวมากที่สุด กลัวจนต้องหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจในความเชื่อของตน ซึ่งเมื่อพอมีคนเห็นด้วยกับเธอ เธอยิ่งมั่นใจ และ รู้สึกปลอดภัยที่มีพวก (ที่กลัวแบบเธอ) เพิ่มขึ้น

นั่นเป็นผลดีอย่างเดียวของป้าคลั่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่สามัคคีกันได้ (โดยที่มีเธอเป็นหัวหน้า) แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่เชื่อ และพยายามต่อสู้ความกลัวนี้ด้วยตัวเอง

อย่างที่ว่าไว้ ผู้คนถูกแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่ยังพอมีสติ ( คุณพ่อ Drayton ) กับ ฝ่ายที่เริ่มไร้สติ ( ป้าคลั่ง )

สำหรับฝ่าย คุณพ่อ Drayton ก็เริ่มค้นหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะที่ฝ่าย ป้าคลั่ง ก็ยังเชื่อในสิ่งที่ตนเองสบายใจอยู่

จนในที่สุด เมื่อทหารนายหนึ่งเปิดเผยความจริงแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้น มันมีเหตุผลอธิบายที่ชัดเจน มันไม่ใช่สิ่งเหนือธรรมชาติ แต่คำอธิบายก็ไร้ผล ฝ่ายป้าคลั่ง ยังคงเชื่อแบบเดิม แถมยังนำคำพูดของทหารมาส่งเสริมเหตุผลของตนเองหน้าตาเฉย

เพราะคำอธิบายของทหาร ไม่ได้ช่วยให้ความกลัวลดไปเลย แถมยังเพิ่มความโกรธแค้นและความกลัวขึ้นอีก

ต่างกับคำอธิบายของ ป้าคลั่ง ที่ยังพอมีหนทางรอดมากกว่า ( ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่พบได้ เหมือนที่คนมักจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองสบายใจมากกว่า เช่น การมีชาติหน้า หรือ มีสวรรค์ ซึ่งทำให้คน มีความกลัวที่จะเสียตัวตนเมื่อตายไปน้อยลง ซึ่งดีกว่าคำอธิบายว่า ตายแล้วก็หายไป ดับไปเลย )





### เมื่อหนังแบ่งกลุ่มคนออกเป็นสองฝ่าย ซึ่งแต่ละฝ่ายก็มีความหวังในแนวทางของตนเอง ฝ่ายคุณพ่อ Drayton มีความมุ่งมั่นและพยายามในการต่อสู้วิกฤติครั้งนี้ ฝ่ายป้าคลั่ง ใช้ความเชื่อและศรัทธา ในการต่อสู้ กับความกลัว และการปะทะกันระหว่างสองฝ่ายก็เกิดขึ้น (เป็นที่มาของความน่าสะใจมากๆในหนัง) หนังละเลย ฝ่ายของป้าคลั่งไปเมื่อเธอตาย ( เราไม่แน่ใจว่าความเชื่อยังมีออยู่ในกลุ่มหรือไม่ หรือตายไปพร้อมกับผู้นำ ) ส่วนหนังดำเนินต่อไป โดยหนังเลือกพาผู้คนติดตามฝ่ายของคุณพ่อ Drayton ไป



เมื่อหนังจบลง แม้ว่าหนังไม่ได้ให้คำตอบว่าหนทางไหนที่จะฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ไปได้

แต่สิ่งที่หนังให้คำตอบไว้ จากการตัดสินใจในการกระทำของคุณพ่อ Drayton ในตอนท้าย เมื่อเขาไร้ความหวังอย่างถึงขีดสุด ก็คือ


“ไม่ว่าความหวังหรือศรัทธาของคุณจะช่วยคุณได้จริงหรือไม่

อย่างน้อยคุณก็ยังมีความหวังและกำลังใจในการมีชีวิตอยู่

แต่ถ้าเมื่อใดที่คุณไร้ซึ่งความหวังในการมีชีวิตแล้ว

คุณก็สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไปเมื่อนั้น”





นานๆได้เขียนรีวิวสักเรื่องครับ ฝากด้วยนะครับ

The Mist ภาพยนตร์เรื่องนี้ แสดงถึงความกลัวที่ส่งผลต่อสันดานดิบของมนุษย์ ได้ดี ตัวหนังดูสนุกดีครับ
บางตอนอาจดูเหมือนหนังตัวประหลาดทั่วๆไป ไม่แปลกใหม่ ความลุ้นระทึกยังไม่มากพอ
( คิดว่า Darabont คงไม่ต้องการให้ความลุ้นระทึกมาบดบังสารที่หนังต้องการสื่อ
แต่ผมว่าเพิ่มอีกนิดจะเวิร์คเลยหล่ะ )
แต่ก็ไม่น่าเบื่อนะครับ ไปเรื่อยๆ ทั้งที่หนังก็ถือว่ายาวอยู่

Marcia Gay Harden เล่นได้น่าหมั่นไส้ดีครับ แต่ผมว่าเธอใน Mystic River น่าหมั่นไส้กว่านี้นิดหนึ่ง
Thomas Jane แม้ไม่ได้เล่นดีมากมาย แต่ก็เอาหนังอยู่ครับ ในฐานะตัวเดินเรื่องหลัก

สิ่งที่หนังเรื่องนี้เป็นที่พูดถึงมากก็คือตอนจบครับ ผมว่ามันแรงจริงๆครับ ไม่ถึงกับอึ้งมาก แต่หดหู่ครับ

ได้ข่าวว่า Stephen King ชอบตอนจบนี้มาก
ผมว่าแกคงชอบเพราะมันแสดงถึงความสำคัญของความหวังได้ดี และ สะกิดใจจริงๆครับ


Create Date : 12 เมษายน 2551
Last Update : 7 พฤษภาคม 2551 13:12:13 น. 15 comments
Counter : 2701 Pageviews.

 
อยากอ่านจังแต่ยังไม่ได้ดูฮะ ///
ขอไม่อ่านละกัน เดี๋ยวดูไม่สนุก


โดย: haro_haro วันที่: 12 เมษายน 2551 เวลา:9:31:59 น.  

 
ช่ายๆ โธมัส เจนแกออกจะดูตลกๆอ่ะ กับฉากสำคัญตอนสุดท้ายอ่ะครับ ส่วนมาเชีย คาแรคเตอร์คุณเธอเองก็น่าจะโดนอะไรที่สะใจกว่านี้อะเนอะ


โดย: BloodyMonday วันที่: 13 เมษายน 2551 เวลา:23:10:12 น.  

 
ตอนจบทำร้ายจิตใจมากกกกกกกกกกกกกกกกก

แต่ก็ทำให้รักหนังเรื่องนี้มากกกกกกกกกกกกกกกกกกเช่นกัน


เรื่องนี้มนุษย์ดูเป็นมนุษย์ที่สุดเลย ชอบๆๆ


โดย: Jedi ใจดี วันที่: 21 เมษายน 2551 เวลา:0:41:41 น.  

 
แย้งสองสิ่งในบทความรีวิวของคุณครับ

1
"อย่างที่ตัวละครหนึ่งในเรื่องได้พูดไว้ว่า เมื่อจับมนุษย์มาอยู่ด้วยกัน เมื่อเกิดความกลัว พวกเขาจะเริ่มแบ่งฝ่าย และเริ่มฆ่ากัน "

คนพูดคือ
Ollie:As a species we're fundamentally insane. Put more than two of us in a room, we pick sides and start dreaming up ways to kill one another. Why do you think we invented politics and religion?
ที่อยากจะบอกคือเขาไม่ได้พูดถึงความกลัวเลยครับ บอกแต่ว่าใส่ห้องไว้แล้วจะฆ่ากันเองเฉยๆ และที่สำคัญคือคำว่า "pick sides" กับประโยคที่เขาพูดต่อมาครับ"Why do you think we invented politics and religion? "

สิ่งที่ออลลี่จะบอกคือคนเราแตกแยกกันด้วยความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันครับ ซึ่งน่าจะชัดเจนว่าไม่เกี่ยวกับความกลัว หรือหากตัวละครที่พูดไม่ใช่ออลลี่ก็อ้างอิงด้วยครับเพราะผมนึกไม่ออกว่ามีใครคนอื่นพูดอะไรคล้ายๆแบบนี้อีก

2
ผมไม่คิดว่าป้าคลั่งแกจะกลัวนะครับ แต่คิดว่าแก้ประสาทกลับไปแล้วจริงๆ
แกศรัทธาอย่างมากจนไม่เหลือความกลัวเลยต่างหาก

ตรงนี้สามารถดูได้จากตอนที่แกจะโดนแมลงจู่โจมครับ แกบอกให้เอาชีวิตแกไปเลยแถมยืนยิ้มรอรับการตัดสินจากพระเจ้า(ของคุณป้า)ด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดว่าแกไม่น่าจะทำสิ่งที่ทำไปด้วยความกลัวครับ ยิ่งหลังๆมีแต่ยิ่งมั่นใจซะอีก

ปล.ผมไม่ทราบว่าบทพูดหรือบรรยายไทยภาษาไทยเป็นยังไงจะมีคำว่าความกลัวอยู่ในคำพูดของออลลี่หรือไม่นะครับ
(แต่ถ้ามีก็แปลเกินแน่) ผมดูเรื่องนี้เป็นภาษาอังกฤษครับ แล้วเชคข้อมูลimdb

ลิงค์อ้างอิงบทพูด
http://www.imdb.com/title/tt0884328/quotes


อย่างไรก็ตามผมไม่ได้แย่งเรื่องธีมของเรื่องที่มีส่วนเกี่ยวพันกับความกลัวครับ
เพียงแค่เห็นว่ามีบางอย่างไม่ตรงกับที่ผมดูและรับรู้เท่านั้นเองครับ


โดย: โดนัท IP: 220.42.58.207 วันที่: 4 พฤษภาคม 2551 เวลา:16:44:44 น.  

 
ขอบคุณครับ คุณโดนัท สำหรับความเห็นขัดแย้ง จะได้ถกกันสนุกครับ

ตอบ ความเห็นขัดแย้ง
1. มาถึงตอนนี้ผมก็จำไม่ได้แล้วครับ ดูนานแล้วในโรง แล้วก็ดูรอบเดียวครับ เป็นซับไทย
แล้วพอดูจบ ก็หลับ
วันรุ่งขึ้นผมถึงเริ่มเขียนรีวิว ความคิดอาจตีกัน

แต่อ่านอ้างอิงบทพูดแล้ว ผมคงผิดล่ะครับ แผ่นออกแล้วว่างๆ จะไปหามาดูอีกครับ

2. ผมว่าแกกลัวครับ กลัวมากๆ เลยกลายเป็นแบบนี้
แบบว่า คิดว่านี่คือการกระทำของพระเจ้า ( ในใจลึกๆสิ่งที่แกกลัวก็คือพระเจ้า กลัวจนศรัทธา) ในเมื่อกลัวมากๆ ก็เลยขอไปอยู่ฝ่ายเดียวกับพระเจ้าซะเลย เหมือนการปลอบใจตัวเองในระดับลึกๆน่ะครับ พอคิดว่าไปเป็นฝ่ายเดียวกับสิ่งที่กลัวแล้ว ก็เลยหายกลัว

แต่ลึกๆในใจ แกกลัวมากๆๆๆครับ เลยเป็นแบบนี้

ประมาณว่าเจอคนน่ากลัวที่น่ากลัวมาก กลัวซะจนต้องเป็นขอไปอยู่ฝ่ายเขาซะเลย จะได้ไม่ต้องกลัว ผมคิดว่านะ


รอคนที่มีความรู้ทางจิตวิทยามาให้คำตอบครับ


โดย: navagan วันที่: 4 พฤษภาคม 2551 เวลา:17:08:55 น.  

 
เชื่อว่าป้าแก "กลัว" เหมือนกันแหละค่ะ
จริงๆ นะ ถ้าอยู่ในสถานการณ์นั้น...ใครบ้างไม่กลัว
แต่ป้าแกเลือกที่จะซ่อนความกลัวไว้ข้างใน แล้วฉาบเปลือกนอกด้วยท่าทีมั่นใจ...ห้าวหาญ เหมือนปลอบใจตัวเอง
เหมือนสถานการณ์ทั่วไปในชีวิตประจำวันแหละค่ะ
เวลาจะสอบ..ไม่มั่นใจเลยว่าจะทำได้ แต่ก็ปลุกปลอบใจตัวเอง...ไม่เป็นไร เราทำได้...ต้องทำได้ซิน่า
แต่ไอ่พวกที่มั่นใจ เค้าคงไม่มานังปลุกปลอบใจ สร้างความเชื่อมั่นอะไรอย่างงี้หรอก แต่พร้อมที่จะลุยกับการสอบ...อะไรแบบนั้น

ที่จริงศาสนา-วัฒนธรรมอะไรทั้งหลาย เราว่ามันก็เกิดจากความลัวนี่แหละ
ในหนังเหมือนย้อนกลับไปในตอนที่มนุษย์ไม่มีอะไร ไม่มีความปลอดภัย มั่นคงในชีวิต
พวกเขาจึงต้องแสวงหาวิธีการต่างๆ มาขจัดความกลัวนี้ออกไป
เช่นจัดการเรื่องกระจกหน้าร้าน เรื่องไฟฟ้าเวลากลางคืน เรื่องอาหารการกิน หรือแม้แต่เรื่องศาสนาอย่างคุณป้าคนนั้น
และพวกเขาก็พยายามหลีกเลี่ยงอันตรายที่จะเกิดกับตัวเอง โดยเห็นตัวอย่างจากการกระทำของคนอื่น (เรียนรู้ทางอ้อม)
เช่น เห็นคนบาดเจ็บ รู้ว่ามีคนตาย ใคร๊..มันจะกล้าออกไปเผชิญหน้า ดังนั้นแม่สุดเท่ห์คนนั้นเลยต้องไปคนเดียว ไม่ใช่ว่าไม่กลัว แต่สิ่งที่สำคัญกับเธอมากกว่าความกลัว คือลูกๆของเธอ

เป็นหนังที่เราชอบมากกกกกก
มันสะท้อนอะไรให้เห็นมากมาย สิ่งที่ซ่อนอยู่ก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์ พฤติกรรมต่างๆที่แสดงออกมาในสาวการณ์อย่างนั้น
แล้วยิ่งตอนจบอีก...แสดงถึงความจนตรอกสุดๆ ของเค้าจริงๆ
สงสัยเราเป็นพวกอินกบหนังง่ายมั้ง...กัดฟัน น้ำตาคลอเลยล่ะ
ปัจฉิมลิขิต พูดถึง"จนตรอก" หนังสือของคุณชาติ กอบจิตติ นี่ก็หนังสือในดวงใจเลย (แต่แหม...จนตรอกอย่างไทย กับจนตรอกแบบฝรั่งนี่คนละอย่างเลยแะ)

ผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย



โดย: mocha IP: 202.28.27.6 วันที่: 5 พฤษภาคม 2551 เวลา:15:58:34 น.  

 
โอ๊ะ มุมมองของทั้งสองท่านน่าสนใจไม่น้อยนะครับ เดี๋ยวผมลองกลับไปวิเคราะห์ในอีกแง่มุมนึงด้วยคน


โดย: โดนัท IP: 220.42.58.207 วันที่: 6 พฤษภาคม 2551 เวลา:9:20:22 น.  

 
ป้า แกกลัวครับดูจากสีหน้าได้แม้แต่ตอนที่แก บอกว่าแกผ่านบททดสอบมาหลายครั้ง แกก็ยังกล้าๆ กลัวๆเลยครับ เพราะแก ก็ทดลองทำกับแมลงเห็นว่าตัวเองรอด แต่พอทำเสร็จแกก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเลย

อีกข้อนึงสัตว์ประหลาดในเรื่อง ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า มันก็มีกลิ่นอาย silent hill ดีเหมือนกันนะ ไม่แน่ผู้กำกับอาจได้รับแรงบัลดาลใจ เพราะเห็นเวลาตายมันก็กลายเป็นน้ำ เหมือนหมอกไม่มีตัวตน แต่พอเรื่องเล่น ไปเลื่อยๆ ประเด็นนี้ก็หายไป(สงสัยกลัวจะไปทับ silent hill ที่ว่าไปๆ มาๆ สัตว์ประหลาดเกิดจากใจเราเองกลัวอะไรก็เจอตัวนั้น)
และข้อสังเกตุสัตว์ประหลาดว่าไม่ทำร้ายทุกคนก็ถูกแล้วหล่ะ ในเรื่อง ถ้าสัตว์ทั่วไปไม่ถูกหมอกทำให้เปลี่ยนไป ก็คงหลุดมาจากอีกมิตติแต่มันก็มีความใกล้เคียงกับสัตว์ในโลก แล้วที่สำคัญ มันล่ากันเป็นวัฒจักร

ปล.ผมว่าอีกเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ก็คือการมีส่วนร่วมของคนดูครับ เพราะถ้าลองสังเกตุตัวเราจะเห็นได้เลยว่าบางที เราก็คิดเออ ออ ไปกลับตัวละครในเรื่องเหมือนกัน อย่างเช่นถ้าเป็นคนที่เคยอ่านไบเบิ้ล ฉาก ตอนที่มีแมลงหางแมงป่องออกมา ก็คงคิดไปว่าโอว้มันเหมือนหายนะในไบเบิ้ลเลยเว่ย (แล้วป้าแกก็พูดมาตามหลัง) ซึ่งผมก็คิดตามไปอีกว่า โอว้นี่เราเป็นประเภทเดียวกับป้าหรือคนที่เชื่อป้าหรือนี่ !?



โดย: mahalo IP: 58.9.81.115 วันที่: 7 พฤษภาคม 2551 เวลา:10:20:53 น.  

 
ผมดูมาอีกรอบและวันนี้
สรุปประโยคที่บอกว่าคนกลัวแล้วจะฆ่ากันอะครับ พระเอกพูดนั่นเอง(คือคิดว่าพระเอกพูดทำนองนี้แต่ไม่รู้ว่าพูดชัดๆชัวร์ๆว่าอะไร ถ้าไงต้องลองเชคอีกที)

แล้วก็ป้าแกกลัวจริงๆด้วยครับ
พอดีช่วงตอนแรกๆของเรื่องผมจำป้าแกไม่ค่อยได้เลยไม่เห็นบทบาทแกมาก

ก็เลยมาบอกครับ

ปล.เช้านี้ให้เพื่อนที่ยังไม่ได้ดูมาั่งดูด้วยกันแล้วผมก็ดูอีกที หนังเรื่องนี้ดูรอบสองก็ยังสนุกนะ เพื่อนผมก็บอกว่าดีแต่ตอนจบมัน...ไม่แฮปปี้ไปหน่อย

อ่อและอีกเรื่องนึงเกือบลืม
หลังจากที่ดูรอบสองผมพอจะรู้แล้วว่าทำไมป้าแกไม่โดนแมลงต่อย(ตอนแรกแอบนึกว่าแกอาจมีพลังจริงๆ)
ในจุดนี้คิดว่าเป็นเพราะป้าแกไม่กระโตกกระตากโวยวายนะครับ โดยปกติแมลงมันไม่ต่อยคนอยูแล้ว แต่จะต่อยเพื่อป้องกันตัว
ในเมื่อป้าแกยืนนิ่งๆแมลงมันก็นึกว่าไม่เป็นภัย(ซึ่งก็ไม่เป็นภัยต่อแมลงจริงๆแต่เป็นภัยต่อเพื่อนมนุษย์)ป้าแกเลยรอดไป

สัตว์ประหลาดในเรื่องนี้ค่อนข้างจะเป็นสัตว์เลยนะครับ คือเหมือนสัตว์ป่าธรรมดาไม่ค่อยก้าวร้าวมาก(ยกเว้นแมงมุม)
คือจะบอกว่ามันตกใจง่ายแล้วก็ไม่ฉลาดมาก อย่างหนวดปริศนาโดนประตูหนีบยังตกใจหดหนวด แมงมุมตอนจบวิ่งชนกระจกรถมันก็ไม่รู้ว่ากระจกมันแตกง่าย พอเห็นว่าเดินทะลุไม่ได้มันก็ไปเลยไม่พังต่อ


โดย: โดนัท IP: 220.42.58.207 วันที่: 7 พฤษภาคม 2551 เวลา:23:13:37 น.  

 
^
^
^
^
ขอบคุณ คุณ "โดนัท" มากครับ ที่ไปเช็คมาให้

ผมยังไม่ว่างเท่าไหร่เลยยังไม่มีเวลาเช่ามาดูครับ


โดย: navagan วันที่: 8 พฤษภาคม 2551 เวลา:0:13:07 น.  

 
เด็ดมากครับเรื่องประเด็นสัตว์ประหลาดสังเกตุได้ดี

แต่ผมชอบไอ้ตัวใหญ่ๆ ตอนจบนะ ที่ขายาวๆ เหมือน half life2 ดี


โดย: mahalo IP: 61.90.79.222 วันที่: 11 พฤษภาคม 2551 เวลา:23:57:23 น.  

 
ผมว่าเรื่องนี้แบ่งเป็น 2 ฝั่ง คนที่พึ่งตัวเองหาทางเอาตัวรอดด้วยตัวเอง กับคนที่เชื่อในพระเจ้า(ตามเรื่อง) หลังจากดูเกือบจบ (แค่ภาพตัดมาด้านบนของรถ เสียงปืนดัง 4 นัด) ผมเข้าใจว่าหนังกำลังจะบอกว่าฝ่ายที่เชื่อในพระเจ้าถูกต้องที่สุด การอยู่เฉย ๆ พรรณาถึงพระคำภีร์ในหนังและรอความช่วยเหลือหรือตัดสินจากพระเจ้าถูกต้องที่สุด การพยากรของมาเชียถูกต้องทั้งหมด ดูแล้วขัดกับเนื้อเรื่องทั้งหมดของหนังมาก หนังทั้งเรื่องสร้างความหวังในการมีชิตรอดให้กับคนกลุ่มหนึ่งและก็พังมันไปในตอนจบของเรื่องอย่างสิ้นคิด (ขบวนรถถังโผล่มาพร้อมกับผู้รอดชีวิตจาก supermarket) ผมปิดหนังลงก่อน credit ขึ้นเสียอีก เฮ้อ!


โดย: afternoonsea IP: 203.151.15.246 วันที่: 15 พฤษภาคม 2551 เวลา:13:55:19 น.  

 
^
^
^
^

ผมว่าพวกที่รอดไม่ใช่คนจากซูเปอร์มาเก็ตน่ะครับ

แต่เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งรวมถึงผู้หญิงที่กลับไปช่วยลูกตนเองในตอนแรกด้วยครับ

*** รอคนมายืนยันครับผม ***


โดย: navagan วันที่: 16 พฤษภาคม 2551 เวลา:21:41:32 น.  

 
มายืนยันว่าคนที่รอดคือผู้หญิงที่ออกไปตามลูกที่บ้านตั้งแต่ต้นเรื่อง

เป็นหนังที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ ความเข้มแข็งของจิตใจได้ดี

ส่วนตัวถ้าตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้นคงจะไปยืนอยู่ข้างป้าคลั่งก่อน ถ้ารู้สึกอันตรายก็ค่อยหนีออกมา

ชอบสัตว์ประหลาด โดยเฉพาะไอ้ตัวใหญ่ๆตอนใกล้จบทำให้พระเอกสิ้นหวังได้จริงๆ


โดย: เด็กดี IP: 192.168.2.115, 203.107.168.197 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:16:10:09 น.  

 
ตามมาจาก pantip ครับ ได้อ่านแล้วกระจ่างเลยครับ
ตอนแรกคิดว่าหนังเรื่องนี้ยัดเยียดเรื่องศาสนาซะอีกครับ


โดย: ้hendrix IP: 192.168.182.240, 124.122.207.134 วันที่: 15 พฤศจิกายน 2552 เวลา:22:40:04 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 58 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.