All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
18 มีนาคม 2554
 
All Blogs
 
*** Black Swan *** สงครามปลดแอกสัญชาตญาณ

*** Black Swan ***






Black Swan เล่าถึงความกดดันของ Nina (Natalie Portman) นักบัลเลต์ ที่กำลังจะก้าวขึ้นสู่จุดสุงสุดในสายอาชีพ เมื่อเธอเป็นตัวเก็งในการรับบทนำในละครบัลเลต์เรื่อง Swan Lake แต่ Thomas Leroy (Vincent Cassel) ผู้กำกับ ต้องการที่จะให้บท Black Swan ซึ่งเปรียบเสมือนด้านมืดของบทนำ (White Swan) ถูกแสดงโดยนักแสดงคนเดียวกัน ซึ่งนี่เองที่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับ Nina เพราะเธอไม่เคยรู้จักด้านมืดของตนเองเลยแม้แต่น้อย


ขณะเดียวกัน คู่แข่งที่น่ากลัวอย่าง Lily (Mila Kunis) ก็ทำให้เธอกังวลว่า Lily จะกลายมาเป็นผู้ที่แย่งชิงตำแหน่ง Black Swan ของเธอไป


แค่นี้ยังไม่พอ Nina ยังต้องเผชิญความกดดันจาก Erica (Barbara Hershey) แม่ของเธอ ที่เป็นอดีตนักบัลเลต์ที่กลายมาเป็นจิตกร




จากนี้ไปจะเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ ใครยังไม่ได้ดู และไม่อยากเสียอรรถรสแนะนำว่าอย่าอ่านนะครับ






Theme หลักของ Black Swan คือ การ “กลายสภาพ” จากสิ่งหนึ่งไปยังอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งในหนังก็คือการเปลี่ยนแปลงของ Nina จาก White Swan ไปสู่ Black Swan



Nina อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ Erica แม่ของเธอ แม้ว่าเธอจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่แม่ยังเลี้ยงดูเธอเหมือนเด็กหญิงอายุน้อยๆ


Nina ต้องแบกรับความคาดหวังของแม่ที่อยากให้เธอประสบความสำเร็จในแวดวงบัลเลต์ ด้วยความรู้สึกผิดลึกๆ ที่ตัวเธอเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ Erica ต้องเลิกอาชีพบัลเลต์


ไม่แน่ว่าการที่ Nina อยากประสบความสำเร็จในแวดวงบัลเลต์นั้น อาจเป็นเพราะเธอต้องการทำให้ความฝัน และความหวังของแม่เป็นจริง เธอจะได้หลุดพ้นจากความรู้สึกผิดในใจเสียที



การเลี้ยงดูที่เข้มงวด ส่งผลต่อรูปแบบในการแสดงบัลเลต์ของ Nina ด้วย ซึ่งเธอมีจุดเด่นอยู่ที่ ความถูกต้องแม่นยำของท่าทาง ความมีระเบียบวินัยของร่างกาย และความสามารถที่เกิดจากทักษะและการฝึกฝน แต่จุดด้อยของเธอคือ การแสดงออก หรือการสื่อสารความรู้สึกจากภายในผ่านทางร่างกาย นั่นทำให้ลีลาบัลเลต์ของเธอ สวยงามแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ และอารมณ์


นี่เองที่ทำให้ Nina ยังก้าวไปสู่จุดสูงสุดหรือความสมบูรณ์แบบย่างที่เธอต้องการไม่ได้สักที

(จะว่าไปแล้วในตอนนี้ Nina มีสภาพคล้ายกับ “นักกีฬา” ที่พัฒนาตนเองด้วยการฝึกฝน มากกว่า “ศิลปิน” ที่ใช้ทักษะการแสดงเป็นเพียงเครื่องมือในการแสดงออกจากภายใน)







อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Nina หมกมุ่น และทะเยอทะยานขนาดนี้ก็เป็นเพราะเธออยากเป็น “ที่รัก” และถูกยอมรับโดย Leroy ชายที่เธอแอบชอบอยู่ โดยที่ตัวเองอาจยังไม่รู้ตัว


หลักฐานแรกอยู่ที่สายตาของเธอที่คอยจับจ้อง Leroy ในช่วงแรกของหนัง



และเมื่อพิจารณาถึงบุคคลที่เธออยาก “เป็น” หรืออยาก “แทนที่” ก็ล้วนแต่เป็นคนที่เป็นที่ชื่นชอบของ Leroy ซึ่งก็คือ Beth (Winona Ryder) และ Lily



สำหรับ Beth เธอคือ อดีตนางเอกประจำคณะ และเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ Leroy เรียกว่า “เจ้าหญิงน้อย” (Little princess) เธอคือคนที่ Leroy ชื่นชม และเห็นได้ชัดว่าทั้งคู่น่าจะมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกัน


ซึ่งฉากที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการพยายามแทนที่ Beth ของ Nina ก็คือ ตอนที่ Beth โมโห และเหวี่ยงเต็มที่ เมื่อเธอถูกปลดจากการเป็นนางเอก เธอเก็บข้าวของและหุนหันออกจากห้องไป

Nina ที่แอบมองอยู่ ได้เข้าไปในห้องส่วนตัวของ Beth ยึดข้าวของส่วนตัวของเธอ และมีความสุขกับการได้ครอบครอง “ตำแหน่ง” ของเธอ แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่นาที



ไม่ได้ทะลึ่งนะครับ แต่หนังจงใจนำเสนอความสุขของ Nina เมื่อเธอได้ครอบครอง "Lipstick" ของ Beth ซึ่งแท่ง Lipstick อาจสื่อไปถึง "อวัยวะเพศชาย" ได้อีกด้วย







ในกรณีของ Lily สาเหตุที่ Nina อยากเป็นอย่างเธอก็เพราะ Lily คือคนที่ Leroy ชื่นชม ในเรื่องของการแสดงออกที่เป็นธรรมชาติ และออกมาจากภายใน



อาจมีข้อสงสัยว่า แล้วการที่ Nina จินตนาการว่ามี Sex กับ Lily นั้น หรือว่าแท้จริงแล้วเธอจะเป็น Lesbian


สำหรับข้อนี้ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่ใช่ เพราะในเชิงจิตวิทยาแล้ว การฝันว่ามี Sex กับใครนั้น อาจเกิดจากการที่เราอยากให้คนที่เรามี Sex ด้วยในฝัน ยอมรับนับถือในโลกความเป็นจริง หรืออาจเป็นความต้องการที่จะเหนือกว่า จิตใต้สำนึกในขณะหลับ เลยแสดงออกด้วยการให้คนคนนั้น มาปรนเปรอความสุขทางเพศให้





วิชาการสักนิด


เมื่อพูดถึงเรื่อง Sex และการเก็บกดอารมณ์ ก็ย่อมต้องนึกไปถึง Sigmund Freud ที่มีทฤษฎีในการแบ่งบุคลิกภาพของคนออกเป็นสามส่วน นั่นคือ



Id หรือ สัญชาตญาณดิบของมนุษย์ คือความต้องการที่ไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งใด เป็นจิตไร้สำนึก เกิดจากสัญชาตญาณตามธรรมชาติ เช่น ความปราถนาทางเพศ


Superego คือจิตรู้สำนึกที่คอยควบคุม และข่มสัญชาตญาณดิบเอาไว้ ให้มีพฤติกรรมดีงามตามค่านิยมทางสังคม ซึ่งความดีงามในอุดมคติของสังคมนั้น เกิดจากการเรียนรู้ การถูกสั่งสอน การพบเจอค่านิยมทางสังคมในตอนที่เติบโตขึ้นมา


Ego คือตัวที่ปรับสมดุลระหว่าง Id และ Superego นั่นคือการพยายามควบคุม สัญชาตญาณดิบ และปลดปล่อยออกมาอย่างเหมาะสม






ในหนัง Nina พยายามจะกลายสภาพของตัวเองที่มี Superego มากเกินไป เนื่องจากเธอถูกเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดจากแม่ ที่ควบคุมแทบจะทุกอย่าง ไปสู่ด้านที่มี Id มากขึ้นเพื่อสร้างสมดุลในจิตใจนั่นเอง



จะว่าไปแล้วนี่เหมือนเป็นสงครามปลดแอกสัญชาตญาณ ระหว่าง Id และ Superego






อีกหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า Nina ชอบ Leroy ก็คือตอนที่เธอ “กลายสภาพ” เป็น Black Swan อย่างสมบูรณ์ เธอได้ทำตามแรงปราถนาที่อยู่ในใจ ด้วยการเดินไปจูบ Leroy อย่างไม่สนใจใคร (เป็นการกระทำตามแรงปราถนาทางเพศ, Id)

ซึ่งต่างจากตอนต้นเรื่องเมื่อ Leroy พยายามจูบเธอ แต่เธอกลับกัดปากเขา (เป็นการข่มสัญชาตญาณดิบ, Superego)



เมื่อพิจารณาในแง่นี้ เราจะพบว่า Erica คือ Superego ที่คอยจะกดทับ ควบคุมสัญชาตญาณดั้งเดิม ขณะที่ Leroy คือ Id ที่คอยจะปลดปล่อยให้ Nina ได้ทำตามสัญชาตญาณ


ซึ่งพลังที่ Leroy ใช้ดึง Nina กลับมาสู่สมดุล ก็คือพลังแห่งความปรารถนาทางเพศ นั่นเอง



ถึงตอนนี้เราสามารถเขียนแผนภาพคู่ตรงข้าม ของการกลายสภาพของ Nina ได้หลายแง่มุมดังนี้



White Swan <=> Black Swan



Super Ego <=> Id



ทักษะ <=> อารมณ์



Erica <=> Leroy



Nina <=> Lily






สัญลักษณ์ที่สำคัญอีกอย่างของหนังคือ “กระจก” ที่ใช้สะท้อนสภาพจิตใจ และตัวตนที่ถูกซ่อนอยู่ของ Nina แม้ว่าในบางครั้ง หนังจะจงใจใส่มามากเกินจำเป็น แต่มันก็ถูกใช้อย่างได้ผล โดยเฉพาะฉากการทำลายตัวตนในตอนท้ายเรื่อง


นอกจากนี้ Black Swan ยังสะท้อนให้เห็นภาพของแวดวงศิลปะอีกด้วย หากลองไล่ชื่อบรรดาศิลปินระดับโลกทั้งหลาย เราจะพบว่าเหล่าศิลปินระดับอัจฉริยะเหล่านี้ กว่าครึ่งจะมีปัญหาชีวิต และมีความเจ็บป่วยทางจิตในระดับสูง (จริงๆแล้ว มนุษย์แทบทุกคนล้วนมีปัญหาทางจิต ขึ้นกับว่าจะน้อยหรือมาก) และมีไม่น้อยที่ต้องจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย



และด้วยความที่ศาสตร์ของ บัลเลต์ และ ภาพยนตร์ มีความคล้ายคลึงกันในแง่ของการถ่ายทอดอารมณ์และเรื่องราวผ่าน “การแสดง” เหมือนๆกัน ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า วิธีการกำกับการแสดง และการรีดเค้นศักยภาพในตัวนักแสดง ของ Aronofsky นั้น จะโหดหินเหมือนที่ Leroy ทำหรือไม่


แต่คิดว่าคงไม่ เพราะ Aronofsky ฉลาดที่จะเลือกนักแสดงที่สามารถเข้าถึงบทบาทได้ดีอยู่แล้ว


อย่างการเลือก Portman ที่จบการศึกษาสาขาจิตวิทยามาโดยตรง แถมยังเคยฝึกบัลเลต์ตอนเป็นเด็ก มารับบท Nina ที่มีความซับซ้อนทางจิตใจสูง และต้องอาศัยทักษะบัลเลต์


การเลือก Ryder อดีตดาวรุ่ง ที่เคยได้รับรางวัลทางการแสดงมากมาย แต่ปัจจุบันกลายเป็นตัวประกอบเล็กๆ ที่ไม่มีแม้กระทั่งชื่อขายใน Poster มารับบท Beth อดีตนางเอกบัลเลต์ ที่มีชีวิตไม่ต่างจากตัวจริงของเธอมากนัก




(แม้จะไม่เคยดู แต่คิดว่าการเลือก Mickey Rourke อดีตนักมวยปล้ำ และดาราชื่อดัง ที่ในช่วงนั้นกำลังตกต่ำ มารับบทนำใน The Wrestler ก็คงเพราะเหตุผลเดียวกัน)






การแสดงของ Portman ในบท Nina แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของตัวละครอย่างค่อยเป็นค่อยไป นั่นทำให้ตัวละครนี้มีมิติและน่าเชื่อถือ ที่สำคัญ การเข้าถึงบทบาทของเธอนั้น ไม่ต่างอะไรกับ Nina ตอนที่เข้าถึงบทบาท ทั้ง Black Swan และ White Swan ในตอนท้ายเรื่อง

นี่คือการแสดงยอดเยี่ยมแห่งปีที่ควรค่าแก่รางวัล และคำยกย่องทั้งหลาย



สำหรับนักแสดงคนอื่น ทุกคนต่างก็มีวินาทีที่น่าจดจำเป็นของตัวเอง Cassel กับ Hershey ให้การแสดงที่สมจริง มีมิติความลึกที่ไม่สามารถตัดสินได้อย่างง่ายดายว่า ใครเป็นคนดี ใครเป็นคนเลว ขณะที่ Kunis มีเสน่ห์เย้ายวนแบบเป็นธรรมชาติ


ที่น่าเห็นใจคือ Ryder ที่นอกจากบทจะน้อยแล้ว ในฉากที่ต้องประกบกับ Portman เธอยังโดนรัศมีและความดึงดูดของ Portman กลบซะมิด







Black Swan เป็นหนัง drama thriller ที่ระทึกขวัญ ชวนติดตาม เกินกว่าที่คาดคิดไว้มาก โดยเฉพาะในช่วงสุดท้าย หนังทำให้ผู้ชมลุ้นและระทึกได้อย่างที่คาดไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้นกับหนังที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับบัลเลต์



ส่วนหนึ่งคงต้องชมไปที่ดนตรีประกอบของ Clint Mansell ที่เร่งเร้าอารมณ์กันเต็มที่ รวมถึงการกำกับภาพของ Matthew Libatique ที่ถ่ายทำแบบ Hand-held ในแบบที่ตากล้องแทบจะตามไปเต้นบัลเลต์กับ Nina บนเวที


นอกจากนี้การถ่ายทำแบบ Hand-held ยังช่วยเสริมอารมณ์ความไม่แน่นอน ไม่น่าไว้วางใจ และความไม่นิ่งของสภาพจิตของตัวละครอีกด้วย ที่สำคัญ มันทำให้ผู้ชมรู้สึกเช่นเดียวกับ Nina ที่แยกไม่ออกว่าตอนไหนจริง ตอนไหนหลอน



Black Swan ยังถือเป็นงานที่โชว์ฝีมือของ Aronofsy ในแง่ของการตรึงผู้ชมให้จดจ่อกับเรื่องราวของหนัง และทักษะในการกำกับอารมณ์ของผู้ชม ได้เป็นอย่างดี







Black Swan คือ หนัง drama thriller จิตวิทยาชั้นดี ที่เต็มไปด้วยความระทึกอันเหนือคาด หนังมี theme หลักที่แข็งแรง พ่วงมาด้วยการแสดงระดับสุดยอดของ Natalie Portman



นี่เป็นหนังเรื่องแรกของ Aronofsky ที่ผมเคยดู ซึ่งแน่นอนว่าจากนี้ไปคงกระตือรือร้นอย่างมากที่จะไปหาหนังเรื่องๆอื่นของ Aronofsky มาดูให้ได้




9 / 10 ครับ






Create Date : 18 มีนาคม 2554
Last Update : 18 มีนาคม 2554 21:02:05 น. 14 comments
Counter : 5031 Pageviews.

 
แฟนเราจะเป็นแบบนี้ไมหนา


โดย: vootb วันที่: 18 มีนาคม 2554 เวลา:20:15:58 น.  

 
ไม่ได้อ่านบทความของคุณแนฟมาตั้งนาน ยังคงวิเคราะห์เจาะลึกประเด็นทางจิตวิทยาในหนังได้อย่างยอดเยี่ยมเหมือนเดิมเลยนะครับ

สำหรับผม หนังเรื่องนี้เป็นมาสเตอร์พีซชิ้นล่าสุดของผกก. Aronofsky ที่มีดีเพราะการกำกับภาพที่สวยงาม น่าพิศวง,ความเป็นหนังแนว Character study ในความเป็นหนังแนว Psychological thriller (ตอนดูเรื่องนี้แล้วนึกถึงหนังเรื่อง Repulsion ของผกก. Roman Polanski นิดๆ),การแสดงดีกรีออสการ์ของ Natalie Portman,และฉากไคลแม็กซ์ตอนท้ายเรื่องที่การกำกับของผกก. Aronofsky กับการแสดงของแม่หงส์ Portman ถึง"จุดสุดยอด"(จงจำใจใช้คำนี้
)พร้อมกัน


และก็เห็นคุณแนฟบอกว่าก่อนหน้า Black Swan แล้วตัวเองยังไม่เคยดูหนังเรื่องไหนของผกก. Aronofsky มาก่อนเลย งั้นผมขอ Super recommended งานมาสเตอร์พีซอีกสองเรื่องผกก.ผู้นี้อย่าง Requeim for a Dream กับ The Wrestler ครับ


โดย: Apple101 วันที่: 18 มีนาคม 2554 เวลา:23:23:41 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคำวิจารณ์นะคะ ทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้นเยอะเลยค่ะ


โดย: นางมารร้าย IP: 192.168.50.223, 110.168.104.216 วันที่: 20 มีนาคม 2554 เวลา:22:17:10 น.  

 
ผมกลับคิดว่า นานี่ ปีกผู้พิชิตหงส์แดง เอ๊ย! นีน่า หงส์ขาวที่อยากจะเป็นหงสืดำตัวนี้ไม่ได้ถูกแม่ของเธอเข้มงวดมากเกินไปนะครับ (จากฉากฉลองด้วยเค้กหลายปอนด์) แต่เป็นนีน่าเองที่คิดว่าการออกนอกกรอบเป็นเรื่องที่ผิดมากจนเธอไม่อาจยอมรับได้ สำหรับการที่คนเป็นแม่จะมากำหนดชีวิตของลูกก็ถือเป็นเรื่องปกตินี่ครับ ยิ่งการคาดหวังให้ลูกชดเชยในสิ่งที่ชีวิตของแม่ทำไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่พบโดยทั่วไปครับ เช่น ตำรวจชั้นประทวนอยากให้ลูกเรียนนายร้อย ไม่มีพ่อแม่คนไหนบอกให้ลูกหนีเที่ยว โดดเรียน กินเหล้า หรอกครับ แต่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลมากกว่าที่กล้าที่จะกำหนดชีวิตของตนหรือไม่ โดยอาจจะเริ่มด้วยการลองแหกกฏที่พ่อแม่ตั้งทีละนิด ๆ จนค้นพบตัวตนในที่สุด ซึ่งในกรณีของนีน่าอาจจะเป็นเธอเอง ที่ไม่กล้าพอ หรืออาจจะกลัวแม่จะผิดหวังจนเกินเหตุ จนไม่กล้าที่จะตอบสนองความต้องการของตัวเองทีละน้อย ๆ นานเข้าจนเปลี่ยนจากกรอบที่แม่กำหนดมาเป็นกรอบที่เธอปิดกั้นตนเอง ซึ่งกรอบที่สองนี้แน่นอนว่าฉีกออกมาได้ยากกว่าอันแรกหลายเท่านัก

จนวันหนึ่งที่เธอ "จำเป็น" ที่จะต้องพาตัวเองหลุดพ้นจากกรอบนั้น การที่ชีวิตนี้ได้ทำในสิ่งที่อยากทำมานาน เริ่มจากออกไปเที่ยวกลางคืน เล่นยา ประพฤติตัวให้ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะมี Sex กับคนแปลกหน้า ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัส และแน่นอนว่า "ครั้งแรก" เป็นอะไรที่สุดยอดมาก ๆ ยิ่งถ้าไม่เคยนานมาก่อนแค่ไหน ครั้งแรกย่อมที่จะทำให้ตกอยู่ในวังวนมากเท่านั้น ซึ่งสำหรับคนไม่ปกติอย่างนีน่าแล้ว ครั้งแรกของเธอทำให้อารมณ์ที่ถูกตนเองกดไว้พวยพุ่งออกมามากกว่าหลายเท่า เมื่อเทียบกับครั้งแรกที่ Lester Burnham ได้ลองเล่นกัญชาที่ได้มาจากเด็กหนุ่มข้างบ้าน

นอกจากบทแล้ว สิ่งที่ทำให้อารมณ์ของผมพวยพุ่ง นั่นคือ "ครั้งแรก" ที่ได้เห็นเทคนิคการลากอารมณ์ที่นานมากกกก... ในโรงภาพยนต์ ซึ่งถ้าให้ผมเปรียบเทียบแล้ว หนังของ Quentin อาจเทียบเท่ากับการเล่นเกมส์ถึงฉากเจอบอส แต่หนังของ Aronofsky เรื่องนี้ผมขอเทียบกับการมี Sex ไปเลยครับ นอกจากนั้นผมยังชอบการเล่าเรื่องโดยใช้ "กระจก" สะท้อนสิ่งที่เราเป็น และอยากเป็น (ประมาณ Tyler Durden) และตอนจบของเรื่อง ที่ถือเป็น Completely Ending อย่างแท้จริง

โดยส่วนตัวผมให้เรื่องนี้เป็น Best Picture ของปีนี้ครับเลยครับ (หลังจากการได้ดูเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ไม่นาน และผ่านการดู Inception และ The Social Network มาแล้วไม่ต่ำกว่าสี่รอบ)

p.s. คุณแนฟควรหา Requiem for a Dream หนังเรื่องก่อนของ Aronofsky มาดูครับ (มีขายใต้ลิโด้ในราคาถูก แต่ Package ห่วยมาก) และแม้ว่าผมอาจจะไม่เคยดู The Wrestler และ Pi มาก่อน แต่ก็สำผัสถึง "ลายเซนต์" ของผู้กำกับที่ครั้งหนึ่งถูกยกให้เป็น Super Rookie ตีคู่มากับคริส โนแลน ในปี 2000 คนนี้ (ไม่ทะเล่อทะล่าแบบ "นกพิราบ" แน่นอนครับ)


โดย: Neoracle IP: 161.246.245.71, 161.246.254.167 วันที่: 25 มีนาคม 2554 เวลา:13:38:37 น.  

 
^
^
^

เป็นอีกมุมมองที่น่าสนใจครับ เรื่องความสัมพันธ์ แม่-ลูก

จะว่าไปเรื่องนี้คล้ายกับการมี Sex จริงๆครับ




ส่วนเรื่องอื่นก็จะหามาดู

ว่าแต่ Requiem พอจะมีให้ยืมไหม ?


โดย: navagan วันที่: 25 มีนาคม 2554 เวลา:19:14:25 น.  

 
ดูแล้วอึดอัดทุกที ผกก.คนนี้
นางเอกแสดงดีจริงๆ สมราคาออสการ์


โดย: คนขับช้า วันที่: 30 มีนาคม 2554 เวลา:23:04:11 น.  

 
ขนลุกซู่ทั้งตัวอยู่ประมาณ 1 ชม. หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ
ไม่มีอะไรจะบรรยาย นอกจากคำว่า "Perfect"
ปล. ปีนี้ให้ยอดเยี่ยมอันดับ 1 คือ black swan = inception = social network ^^


โดย: hormones IP: 110.168.111.31 วันที่: 5 เมษายน 2554 เวลา:23:58:57 น.  

 
นาตาลี พอร์ตแมน สุดยอดดดดด เล่นดีสุด สุด


โดย: เป็นต่อ ศรีราชา IP: 223.205.155.202 วันที่: 17 เมษายน 2554 เวลา:13:25:40 น.  

 
ระหว่าง นีน่ากับแม่ เรามองว่า นีน่ามีแม่เป็นตัวอย่างของความล้มเหลว เธอจึงยิ่งกดดันตัวเอง เสริมด้วยความหวังของแม่ กลายเป็นกรอบที่เธอต้องเดินตาม ไม่สามารถแหกกฎความตั้งใจของตนเองตามสัญชาตญาณได้


โดย: จิ๊บ IP: 192.168.20.145, 58.137.174.98 วันที่: 27 มิถุนายน 2554 เวลา:11:15:11 น.  

 
ขอบคุณค่ะ ทำให้เคลียร์ได้ในหลายๆๆประเด็น ^^


โดย: taecreative IP: 223.204.14.230 วันที่: 27 มิถุนายน 2554 เวลา:19:21:09 น.  

 
เพิ่งดูหนังเรื่องนี้จบสดๆ ร้อนๆ
ที่ดูเพราะชื่นชอบ นาตาลี เป็นทุนเดิมค่ะ
จากเรื่อง Closer มาเรื่องนี้ยิ่งอยากดูใหญ่
เพราะว่าได้รับรางวัลมาด้วย

บอกได้คำเดียวค่ะ สุดยอด จริงๆ
เราดูแล้วขนลุกเลย นี่มัน นีน่าชัดๆ
ไม่ใช่นาตาลีเลย เหมือนนีน่าเป็นหนักแสดง
ที่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงเลยค่ะ

ยิ่งไคล์แม็กซ์ตอนท้ายเรื่องด้วยแล้ว สุดยอดมากๆค่ะ
Black Swan สวย เย้ายวน สมบูรณ์แบบที่สุดค่ะ


โดย: แอมมี่ IP: 180.183.124.60 วันที่: 29 มิถุนายน 2554 เวลา:23:20:35 น.  

 
เข้ามาบอกว่า ชื่นชอบ บทวิเคราะห์ของคุณมากๆ ค่ะ

(ขออนุญาตเก็บลิงค์ไปแปะไว้ที่เฟซด้วยนะคะ )


โดย: คนสองภาค วันที่: 27 กรกฎาคม 2554 เวลา:18:45:26 น.  

 
วัตถุประสงค์ของผู้กำกับต้องการถ่ายทอดความต้องการของมนุษย์ที่อยู่ภายใต้จิตใจกดดัน นี้คือเป้าหมายหลักของหนังเรื่องนี้ จริงๆแล้วทุกอย่างจะมีเชิงบวกกับเชิงลบเหมือนเป็นเหรียญก็ยังมีสองด้าน ดังนั้นอยู่ที่เราจะสามารถควบคุมจิตใจแค่ไหน สำหรับ Nina ก็ยังแพ้ใจตนเอง อยากบอกว่า ความพอดีเป็นสิ่งที่ปฎิบัติได้ยาก


โดย: maio-maio IP: 118.173.213.243 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2554 เวลา:20:18:37 น.  

 
นางเอกขั้นเทพจริงๆ

ขอบคุณสำหรับคำรวิเคราะห์-วิจารณ์ดีๆครับผม ดูหนังจบแล้วยังขนลุกไม่หาย มาอ่านวิเคราะห์หนังยิ่งขนลุกขึ้นไปอีก


โดย: กมล IP: 125.24.207.74 วันที่: 24 มกราคม 2556 เวลา:12:23:32 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 58 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.