All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
30 มีนาคม 2553
 
All Blogs
 
*** Green Zone *** Greengrass's Zone

*** Green Zone ***






เชื่อว่าหลายคนคงจำกันได้ กับเหตุการณ์ในช่วงต้นปี 2003 ที่ free TV บ้านเราหลายช่อง ถ่ายทอดสด การโจมตีประเทศอิรัก ของสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดี George W. Bush โดยข้ออ้างที่ว่า อิรักมี “อาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง” หรือ “Weapon of mass destruction” (WMD) ไว้ในครอบครอง ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายร้ายแรงต่อมนุษยชาติ


นี่เองคือสาเหตุของสงครามอิรักที่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน



เช่นเดียวกัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สงครามอิรักได้กลายเป็นวัตถุดิบชั้นดี สำหรับ Hollywood และผลงานเรื่องล่าสุดที่เกี่ยวกับสงครามอิรักก็คือ Green Zone ที่ว่าด้วยทฤษฎีสมคบคิดและเบื้องหลังที่แท้จริงของสงครามครั้งนี้


แม้ว่านี่อาจจะไม่ใช่ประเด็นที่สดใหม่ และหลายคนที่ติดตามข่าวคราวก็คงพอจะทราบดีว่า ทฤษฎีสมคบคิดในเรื่องก็ถูกพูดถึงกันพอสมควร แต่ Green Zone มีความน่าสนใจตรงที่ นี่คือผลงาน Thriller/Action จากคู่หู ผู้กำกับ-นักแสดง ที่เคยสร้างมาตรฐานอันสูงลิบลิ่ว จาก Series Jason Bourne อย่าง Paul Greengrass และ Matt Damon






Green Zone เล่าเรื่องราวการเปิดโปงแผนการชั่วร้ายของเจ้าหน้าที่ระดับสูงใน Pentagon ของ Roy Miller (Matt Damon) นายทหารหัวหน้าทีมค้นหา WMD ในอิรัก ที่หลังจากไม่เจออะไรเลย มา 3 ครั้งติดๆ นั่นทำให้เขาเริ่มสงสัยในความน่าเชื่อถือของหน่วยข่าวกรอง


ในวันหนึ่งด้วยความช่วยเหลือของ Freddy (Khalid Abdalla) พลเมืองอิรัก แทนที่ Miller จะเจอ อาวุธร้ายแรง เขากลับได้ตัว พรรคพวกของ นายพล Al Rawi (Yigal Naor) ทหารเอกของ Saddam ที่ทางอเมริกากำลังต้องการตัว

แต่แล้วจู่ๆทหารหน่วยพิเศษของ Clark Poundstone (Greg Kinnear) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ Pentagon ก็เข้ามาชิงตัวประกันไป และสั่งห้ามไม่ให้ Miller ยุ่งกับเรื่องนี้



Miller เริ่มเห็นความไม่ชอบมาพากลของ Poundstone จึงเข้าร่วมกับ CIA ภายใต้การนำของ Martin Brown (Brendan Gleeson) ในการเปิดโปงแผนการร้ายของ Poundstone







Green Zone เป็นหนังที่เน้นไปที่เรื่องราวการเมืองแบบเข้มๆ มากกว่าจะเน้นไปที่ Action เอามันส์ อย่างไรก็ตามการเดินเรื่องที่ขึงขัง จริงจัง และรวดเร็วก็สร้างความระทึก และความน่าติดตามได้ตลอดเวลา เรียกได้ว่าหนังเพิ่มระดับความน่าติดตามไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ


สำหรับพล็อตหักเหทั้งหลายในเรื่อง แม้จะไม่ใช่เรื่องที่เกินคาดเดา แต่ก็อาจจะเป็นปัญหาบ้างสำหรับผู้ชมบางคน ที่แทบจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับสงครามครั้งนี้เลย เพราะหนังนำเสนออย่างรวบรัด และรวดเร็ว




เช่นเดียวกันกับ “สาร” ที่หนังต้องการนำเสนอ ก็ไม่ใช่ประเด็นใหม่อีกเหมือนกัน เพราะใจความหลักแล้วก็คือการ “ตำหนิ” รัฐบาลอเมริกาในยุคของ ประธานาธิบดี Bush ที่หลอกลวงคนทั้งโลก ในการก่อสงครามครั้งนี้ ซึ่งก็ไม่ต่างจากหนังหลายๆเรื่องก่อนหน้านี้เท่าไรนัก


แต่สำหรับ Green Zone เห็นได้ชัดๆเลยว่าหนังด่า Bush ตรงๆ มากกว่าเรื่องอื่นๆ

เพราะถึงแม้ว่าตัวละครทุกตัวในเรื่องนั้น จะถูกแต่งขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แต่ผู้ร้ายตัวจริงกลับเป็นตัวละครที่มีตัวตนจริงๆ นั่นก็คือ Bush แถมยังมีภาพจริงและเสียงจริงแทรกเข้ามาในหนังอีกด้วย







อย่างไรก็ตามหนังก็ยังมีลูกเล่นในการนำเสนอ ที่ทำให้ผู้ชมตระหนักถึงสารที่ต้องการนำเสนอได้ค่อนข้างน่าพอใจ



หนังสร้างตัวละคร "ฝ่ายผู้ร้าย" อย่างจงใจ ซึ่งนั่นก็คือ ฝ่ายรัฐบาลอเมริกา ที่ต้องการจัดตั้ง “รัฐบาลหุ่นเชิด” ให้เข้ามาปกครองอิรัก เพื่อที่จะได้ควบคุม และกอบโกยผลประโยชน์กันเต็มที่


ขณะเดียวกันหนังก็โน้มน้าวให้ผู้ชมหันไปสนับสนุนตัวละครในฝ่ายของ Miller (ที่ตอนนี้เข้าร่วมกับ CIA) ที่ต้องการให้ Al Rawi ผู้มีอำนาจทางทหาร เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลในอิรัก เพราะน่าจะมีเสถียรภาพ และเป็นวิธีที่นองเลือดน้อยที่สุด



แต่แล้วหนังก็ตบหน้า Miller (และผู้ชม ที่แน่นอนว่า เอาใจช่วย Miller เต็มที่) ฉาดใหญ่ ในตอน Climax ช่วงท้ายเรื่อง ด้วยการกระทำ และคำพูดของ Freddy ที่เปรียบเหมือนตัวแทนของชาวอิรักว่า



“ผู้ที่จะตัดสินว่าใครควรเป็นผู้นำอิรัก ควรเป็นประชาชนอย่างพวกเขา
ไม่ใช่หน้าที่ของคนนอก อย่าง CIA หรือ รัฐบาลอเมริกา”






นอกจากนี้หนังยังตอกย้ำให้เห็นว่า อาวุธที่ร้ายแรงยิ่งกว่า “WMD” ก็คือ “สื่อ”

เพราะในหนัง จะเห็นว่าอเมริกาใช้ “สื่อ” เป็นอาวุธชิ้นแรกในการโจมตีอิรัก ด้วยการนำเสนอข้อมูลเท็จ เพื่อเป็นข้ออ้างในการส่งทหารเข้าไปปฏิบัติการณ์ในอิรักนั่นเอง



หนังยังเล่นกับประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมา ผ่านตัวละคร Miller ที่ในที่สุดก็เรียนรู้ว่า การจะต่อสู้กับอำนาจที่ยิ่งใหญ่นั้น ลำพังแค่ ปืน ความอึด หรือ ทักษะทางการทหาร ใช่ว่าจะสู้ได้



ซึ่งเห็นได้จากตอนสุดท้าย แทนที่ Miller จะกระหน่ำกระสุนปืนใส่ศัตรู เขากลับเลือกที่จะกระหน่ำ E-mail ใส่สำนักข่าวทั้งหลายแทน







Green Zone เป็นหนัง Thriller/Action ที่หนักแน่น สมจริง และสนุกอย่างที่ควรจะเป็น แม้ว่าแง่มุม และเรื่องราวจะยังไม่ลุ่มลึกนัก ซึ่งเมื่อพิจารณาดีๆก็จะพบว่า นี่ก็คือหนังสูตรสำเร็จอีกเรื่อง ที่มีตัวละครฝ่ายร้าย และ ฝ่ายดีค่อนข้างจะชัดเจน


แม้ตัวละครในหนังจะไม่ใช่ตัวละคร ที่มีพฤติกรรมที่สามารถแยกเป็น “ดำ-ขาว” ได้อย่างชัดเจน แต่ตัวละครทั้งสองฝ่าย ก็ยังแยกเป็น “เทาเข้มๆ-ขาวขุ่นนิดๆ” ที่ทำให้ผู้ชมสามารถแยกออกได้ไม่ยากอยู่ดี



เช่นเดียวกับตัวละครหลักทั้งหลายในหนัง ที่ถือว่าเป็นไปตามสูตรสำเร็จ และขาดมิติความลึกไปมากทีเดียว แม้กระทั่งตัวละครเอกอย่าง Miller ที่อยู่กับผู้ชมแทบจะตลอดเวลา

แต่อย่างน้อยเราก็พอจะเห็นความมุ่งมั่น และแรงจูงใจของตัวละครนี้บ้าง ต่างกับตัวละครอื่นๆที่เรียกได้ว่า แบนราบ







สาเหตุหนึ่งคงเป็นเพราะหนังเน้นไปที่ “เหตุการณ์” ที่เกิดขึ้น มากกว่าจะเน้นไปที่อารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร อีกทั้งสไตล์การตัดต่อที่รวดเร็วและการเคลื่อนไหวตลอดเวลาของภาพ ทำให้ผู้ชมแทบจะไม่มีเวลาได้ซึมซับอารมณ์ใดๆของตัวละครเลย


อย่างไรก็ตาม ผู้กำกับ Paul Greengrass เคยสร้างมิติความลึก และใส่อารมณ์ความรู้สึกลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพใน United 93 ผลงาน Masterpiece เรื่องก่อนหน้าของเขา ทั้งที่หนังมีสไตล์ภาพ และการตัดต่อที่ไม่ต่างกันนัก



ข้อด้อยอีกอย่างของหนังก็คือ ความสมจริงของเนื้อเรื่อง ที่บางครั้งก็ดูไม่น่าเป็นไปได้ แต่การเดินเรื่องที่รวดเร็วก็ช่วยกลบข้อด้อยนี้ได้พอสมควร







แม้จะติดอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆกัน นั่นก็คือ ปฏิบัติการตามล่าหาความจริงในสถานการณ์อันตราย แถมภาพลักษณ์ตัวละครก็ใกล้เคียงกัน แต่ Damon ก็ถ่ายทอดตัวละคร Miller ให้ต่างออกไปจากตัวละคร Jason Bourne ที่กลายเป็น “ภาพจำ” ของตัวเขาเองออกไปได้สำเร็จ

ซึ่งนี่เป็นการยืนยันถึงความสามารถของ Damon ได้อย่างดี



ขณะที่ ตัวละคร Freddy ของ Khalid Abdalla ก็ควรได้รับคำชม ในฐานะตัวละครที่ขโมย scene ได้แทบทุกครั้งที่ปรากฎตัว


ส่วนตัวละครอื่นนั้น แทบจะไม่มีช่วงเวลาที่น่าจดจำของตัวเองเลย







Green Zone คืองานที่เต็มไปด้วยลายเซ็นของ Paul Greengrass ทั้งการเดินเรื่องที่รวดเร็ว แบบไม่มีพัก สไตล์ภาพที่เหมือนพาผู้ชมลงไปเดินอยู่ในพื้นที่จริง ความรุนแรงดุดัน และความสมจริงของภาพ ขณะที่งานเทคนิคต่างๆ ก็ออกมาสมจริงมากๆ เช่นกัน



จะเรียกว่าหนังพาผู้ชมเข้าไปสู่ Greengrass’s Zone ก็คงไม่ผิดนัก





ขณะที่เนื้อเรื่องที่เป็นการด่าอเมริกาโดยตรงนั้น แม้จะไม่สดใหม่ อีกทั้งทฤษฎีสมคบคิดในเรื่องก็ถือว่าไม่เกินคาดเดานัก แต่หนังก็ตีแผ่แง่มุมต่างๆ ที่น่าจะคล้ายคลึงกับความเป็นจริงมากที่สุด เพราะจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีรายงาน การค้นพบ WMD ในอิรักเลย


แถมจุดประสงค์ที่แท้จริงของอเมริกาในสงครามนี้คืออะไร ผู้ชมคงทราบกันดี

เพราะในฉากสุดท้ายของหนัง ทีมของ Miller กำลังมุ่งหน้าไปที่คลังน้ำมัน



หรือว่า WMD ถูกซ่อนอยู่ที่นั่น?




7 / 10 ครับ








เรื่องราวโดยสรุปตามที่ผมเข้าใจ สำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจบางประเด็นครับ
(น่าจะถูกต้องนะครับ คือว่าดูไปรอบเดียว )



เจ้าหน้าที่ Miller สงสัยในแหล่งข่าวหลังจากไม่เจออะไร ในการค้นหา WMD เลยซักครั้ง เขาจึงต้องการเข้าถึงแหล่งข่าวโดยตรง


ขณะเดียวกัน Al Rawi นายทหารระดับสูงของ Saddam ก็กำลังถูกฝ่ายอเมริกา (ภายใต้การนำของ Poundstone) ตามฆ่าปิดปาก เพราะว่า Al Rawi คือผู้รู้ความจริงทั้งหมดว่า ไม่มี WMD ในอิรัก อีกทั้ง Al Rawi ก็คือ “กลุ่มอำนาจเก่า” ที่มีกำลังทหารอยู่ในมือมากมาย ซึ่งอาจไปขัดขวางการจัดตั้ง “รัฐบาลหุ่นเชิด” ที่ทางอเมริกาได้จัดตั้งไว้แล้ว


Miller จึงเข้าร่วมกับ CIA ในการตามหาตัว Al Rawi เพราะเขาต้องการข้อมูลที่ซ่อน WMD ขณะที่ CIA ก็ต้องการตัว Al Rawi เพื่อยื่นข้อเสนอให้เขาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลอิรัก เพราะเขามีกำลังทหารในมือ และน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุดที่ไม่ทำให้เกิดการนองเลือดในอิรัก


ท้ายที่สุด Miller ก็พบว่า แท้จริงแล้วอเมริกา ใช้ข้ออ้างที่ว่า อิรักมี WMD ไว้ในครอบครอง ในการบุกอิรัก โดยที่เหล่าผู้นำระดับสูงของอเมริกาแทบไม่สนใจว่าข่าวนี้ถูกต้องหรือไม่ ขอแค่มีข้ออ้างให้ได้บุกอิรักเป็นพอ



อ้างอิง

สงครามอิรัก http://en.wikipedia.org/wiki/Iraq_war
WMD http://en.wikipedia.org/wiki/Weapons_of_Mass_Destruction


Create Date : 30 มีนาคม 2553
Last Update : 30 มีนาคม 2553 5:21:14 น. 6 comments
Counter : 2030 Pageviews.

 


โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 30 มีนาคม 2553 เวลา:8:04:35 น.  

 
thesis เขียนเสร็จยังครับ


โดย: beerled IP: 110.169.2.150 วันที่: 31 มีนาคม 2553 เวลา:16:17:03 น.  

 
ผมก็ต้องจบปีนี้เหมือนกัน 555
ตาเป็นแพนด้าแล้วเนี้ย....


โดย: beerled วันที่: 31 มีนาคม 2553 เวลา:23:02:33 น.  

 
เรื่องนี้Bush โดนเต็มๆเลย เรื่องนี้ไม่ค่อยมีฉากแอคชั่นเท่าไหร่ ดำเนินเรื่องไปได้เรื่อยๆ แต่ก็ยังดีที่มีแมทเดมอน เป็นตัวนำแสดง ทำให้เนื้อเรื่องชวนติดตาม


โดย: The Start of something new วันที่: 8 เมษายน 2553 เวลา:10:57:18 น.  

 
ประทับใจฉากไล่ล่า ฉากสุดท้ายมากๆ

ทำให้รู้ถึงความน่ากลัวของพวกที่แอบซุ่มอยู่

รวมถึงประทับใจแมตต์มากๆ สลัดภาพเจสัน บอร์นทิ้งไปหมดจดจิงๆ

และประทับใจที่สุดก็พอล กรีนกราส ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ


โดย: hormones IP: 161.200.120.153 วันที่: 10 พฤษภาคม 2553 เวลา:13:55:32 น.  

 
ขอบคุณสำหรับสรุปครับ

กำลังหาอยู่พอดีเลย

=D


โดย: pp IP: 58.8.4.106 วันที่: 8 กันยายน 2553 เวลา:20:53:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 58 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.