All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
5 มีนาคม 2552
 
All Blogs
 
*** Revolutionary Road *** "ความฝัน" ที่ถูกคุกคาม

*** Revolutionary Road ***






Frank Wheeler (Leonardo DiCaprio) และ April Wheeler (Kate Winslet) คือ คู่ สามี ภรรยา ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ้านชานเมือง ในรัฐ Connecticut ที่อยู่กินกันมา 7 ปี


ในสายตาของเพื่อนบ้าน ทั้งคู่คือ สามี ภรรยา ที่เหมาะสมกันมาก ทั้งคู่มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ

แต่ภายใต้ฉากหน้าอันสวยงาม มันกลับซ่อนปมปัญหาที่นับวันก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ





Frank และ April พบกันในผับแห่งหนึ่ง ทั้งคู่ตกหลุมรักกันอย่างรวดเร็ว

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า สิ่งที่ Frank ประทับใจในตัว April คือ อะไร อาจเป็นเพราะ ความเป็นผู้หญิงที่มีความฝัน และทัศนะคติที่แตกต่างจากผู้หญิงสมัยนั้น หรือ อาจเป็นเพราะความงดงามของเธอ


แต่ที่แน่ๆ คือ April ประทับใจในความเป็น “คนที่มีความฝัน” ของ Frank

ตอนนั้น เขาบอกกับเธอว่าอยากจะทำงานเพื่อเก็บเงินไปเที่ยวรอบโลก ทั้งๆที่เวลานั้นเขาเป็นแค่กรรมกรที่ท่าเรือ



จะพูดว่า เธอตกหลุมรัก “ความฝัน” ของเขา ก็คงไม่ผิด






เมื่อ April ตั้งท้องลูกคนแรก

ทั้งคู่ตัดสินใจย้ายมาอยู่ บ้านชานเมือง ที่ Connecticut บนถนน Revolutionary จากคำแนะนำของ คุณนาย Helen Givings (Kathy Bates) (นายหน้าขายบ้าน ที่พยายามคัดเลือก ครอบครัว ที่ "เหมาะสม" กับหมู่บ้านที่เธอเป็นนายหน้า)



Frank ทำงานเป็นพนังงานบริษัทแห่งหนึ่งใน New York

ในขณะที่ April ทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน คอยเลี้ยงดูลูก 2 คน ของพวกเขา



แน่นอน วิถีชีวิต ที่เรียบง่ายเช่นนี้ มันช่างผิดกับที่ทั้งสองเคยฝันไว้อย่างลิบลับ






Frank เบื่องานที่เขาทำ ที่น่าตลกคือ นี่เป็นงานเดียวกับที่พ่อเขาเคยทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเคยตั้งปณิธานไว้ว่า จะไม่มีวันเป็นเหมือนพ่อของเขาเด็ดขาด

แต่ในเมื่อมันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด Frank ก็ต้องจำใจทำ เพราะนี่เป็นหน้าที่ของเขาในฐานะ “ผู้ชาย” ที่ต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว



ขณะที่ April ก็เบื่อหน่ายกับการทำหน้าที่แม่บ้าน


เธอมักจะระบายความอัดอั้นนี้ลงไปที่ตัว Frank เพราะคิดว่าเป็นความผิดของเขา ที่ทำให้ความฝันที่จะเป็นนักแสดงของเธอพังลง เมื่อเธอแต่งงาน และมีลูกกับเขา






ในวันหนึ่ง ขณะที่ April กำลังจัดบ้าน เขาพบภาพถ่ายของ Frank สมัยหนุ่มๆ ซึ่งถ่ายที่ Paris


เธอก็หวนคิดถึง “ความฝัน” ในอดีต อีกครั้ง


คืนนั้น เธอบอกกับเขาว่า เราน่าจะย้ายไปอยู่ที่ Paris ไปเริ่มต้นใหม่ที่นั่น เธอจะหางานทำ ส่วนเขาจะได้มีเวลาค้นหาสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ



Frank เริ่มเห็นดีเห็นงามกับ April


มันอาจเป็นสิ่งที่ดี กับการหลุดออกจากชีวิตที่น่าเบื่อ และได้ทำตามความฝัน ซึ่งมันก็ไม่มีปัญหาอะไร ในเมื่อลูกๆก็โตแล้ว งานน่าเบื่อที่ต้องทำก็ไม่มีแววก้าวหน้า



ในที่สุดทั้งคู่ก็ตัดสินใจจะไป Paris






แต่แล้วความฝันในการย้ายไป Paris ของทั้งคู่ ก็เริ่มพังทลาย



เมื่อ April ตั้งท้องลูกคนที่สาม ขณะเดียวกัน Frank กำลังจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งเงินเดือนที่เขาจะได้รับนั้นเพิ่มสูงขึ้นมาก อีกทั้งการเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้ ยังเป็นเหมือนการลบปมในใจเรื่องพ่อของเขาอีกด้วย



“ความฝัน” ของพวกเขา กำลังถูก “ความเป็นจริง” คุกคาม






Revolutionary Road สะท้อนภาพของสังคมอเมริกา ในยุค 50 ยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่ พยายามสร้าง “ครอบครัวในอุดมคติ” ตามที่สังคมได้สร้างภาพเอาไว้ และใช้มันเป็นมาตรฐานบ่งบอกถึงการประสบความสำเร็จ


“ครอบครัวในอุดมคติ” ที่หลายคนใฝ่ฝันในยุคนั้น คือ การมีครอบครัวที่สมบูรณ์ มีพ่อ แม่ ลูก พร้อมหน้า สามีมีหน้าที่การงานที่มั่นคง ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ส่วน ภรรยาทำหน้าที่ดูแลบ้าน และลูกๆ มีบ้านชานเมืองหลังงาม ที่สงบน่าอยู่



อาจจะเรียกว่าเป็น “ความฝันแบบอเมริกัน” ก็คงไม่ผิดนัก






หนังสะท้อนให้เห็นว่า ในยุคนั้น คำว่า “ผู้ชาย” (A Man) มีความหมายยิ่งใหญ่ และมีศักดิ์ศรีมากแค่ไหน



เห็นได้จากตอนที่ทั้งคู่คุยกันเรื่องการย้ายไป Paris

April พูดให้กำลังใจ Frank เมื่อเขาไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ว่า “คุณมีค่า คุณคือสิ่งมหัศจรรย์ของโลก คุณคือ ผู้ชาย”

หรือ ตอนที่ทั้งคู่ทะเลาะกันหลังจากงานละครเวที เธอพูดว่า คนอย่างคุณ “ยังเรียกตัวเองว่า “ผู้ชาย” ได้อีกหรือ”



ซึ่งสะท้อนความหมายของคำว่า “ผู้ชาย” ในสมัยนั้น ได้ดีทีเดียว






การที่ Frank มีชู้ ก็เช่นกัน มันเป็นแค่ความต้องการพิสูจน์คุณค่าของความเป็น “ผู้ชาย” ของเขา เพื่อพิสูจน์ว่าเขายังเป็น “ผู้ชาย” ที่ได้เรื่องอยู่



ซึ่งภาพในหนังของผู้ชายส่วนใหญ่ในยุคนั้น คือ มนุษย์เงินเดือน หน้าตาเรียบเฉย ที่ใส่สูท และสวมหมวก เหมือนๆกัน ซึ่งเราจะเห็นผู้ชายเหล่านี้ เดินกันขวักไขว่เต็มสถานีรถไฟ ในช่วงเช้า และ หลังเลิกงาน


เป็นสัญลักษณ์ที่หนังใช้ได้อย่างชัดเจน และ มีอารมณ์ขันแบบเสียดสีอยู่ในที



ไม่ต่างกัน Frank ก็เป็นหนึ่งในผู้ชายเหล่านั้น แม้เขาจะเป็นสามีที่น่าอิจฉา ในหมู่เพื่อนบ้าน และดูเป็นคนพิเศษกว่าคนอื่น


แต่แท้จริงแล้ว Frank ก็ไม่ได้แตกต่างจากผู้ชายวัยทำงานคนอื่นๆมากนัก







ส่วนผู้หญิงในสมัยนั้น ไม่ได้มีบทบาทในสังคมมากมายนัก ส่วนใหญ่แล้วก็เป็น "แม่บ้าน" ในขณะที่ผู้หญิงที่คิดจะทำงาน ก็ไม่มีตำแหน่งอะไรอื่นนอกจาก “เลขา”



เห็นได้จาก ตัวละครหญิงในเรื่อง นั่นคือ Maureen Grube (Zoe Kazan) ชู้รักของ Frank เธอทำงานเป็น "เลขา" ที่บริษัทของเขา

ในขณะที่งานที่ April หาไว้เมื่อจะไป Paris ก็คืองาน "เลขา" อีกนั่นแหล่ะ


ซึ่ง “เลขา” เป็นงานที่ต้องคอยจัดการธุระให้กับเจ้านาย ซึ่งเป็น “ผู้ชาย”
จะว่าไปก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับ “แม่บ้าน” จะต่างก็เพียงที่ทำงานต่างกันเท่านั้นเอง




เรียกได้ว่า นี่เป็นยุคสมัยที่ผู้ชายเป็นใหญ่ก็คงไม่ผิด




แต่สำหรับ April ถือได้ว่า เธอเป็นผู้หญิงที่มีหัวก้าวหน้ากว่ายุคสมัย เกินกว่าที่เธอจะทนกับสภาพนี้ได้






การที่ Frank และ April มักจะถูกมองว่า พิเศษ กว่าคู่อื่น มันก็เลยทำให้พวกเขาคิดว่าตัวเองพิเศษกว่าคนอื่น


พวกเขาจึงรู้สึกไม่พอใจว่า ทำไมถึงพวกเขาถึงมีชีวิตที่น่าเบื่อแบบคนอื่นทั่วๆไป ที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ และค่านิยมทางสังคมแบบเดิม พวกเขาอยากจะหลุดพ้นจากสภาพนี้

(คงคล้ายๆกับที่เขาเรียกว่า Self – Fulfilling ประมาณว่า ทั้งคู่ถูกมองว่า เป็นคนพิเศษ จึงคิดว่าตนเองพิเศษกว่าคนอื่น พอรู้สึกว่า ตนเองไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วๆไป ก็พยายามทำให้ตัวเองพิเศษกว่าคนอื่น)



ต่างกันที่ว่า Frank เป็นคนที่อยู่กับความจริงมากกว่า เขามองโลกตามความเป็นจริง


ขณะที่ April จะเป็นคนยึดมั่นในอุดมคติ พูดง่ายๆว่ามีความเพ้อฝันมากกว่า



ซึ่งการที่จะฉีกกรอบค่านิยมทางสังคมในยุคนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย




Frank คิดถึงอนาคตที่มั่นคงของครอบครัว จึงยอมทำงานที่น่าเบื่อต่อไป ขณะที่ April ยังพยายามจะทำตามความตั้งใจของเธอ ซึ่งเธอสามารถทำได้ทุกอย่าง ถึงขั้นพยายามที่จะ "ทำแท้ง" เพื่อให้ได้ไป Paris ตามความฝันของเธอ






ที่น่าคิดก็คือ เป็นไปได้ที่การได้เลื่อนตำแหน่งของ Frank ทำให้เขารู้สึกว่า ตัวเองกำลังก้าวหน้า ก็เหมือนการพิสูจน์ว่า เขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เขาจึงพอใจ อยากคว้าโอกาสนี้ไว้ และไม่อยากไป Paris อีกแล้ว

ต่างกับ April ที่ยังไม่มีโอกาสพิสูจน์ว่าตนเองประสบความสำเร็จ



ถ้ามองมุมนี้ Frank อาจดูเห็นแก่ตัว แต่เป็นการเห็นแก่ตัว ที่คำนึงถึงความมั่นคงของครอบครัวด้วย



ดังนั้น จึงไม่แปลกใจเลย หลังจากที่ Frank มาสารภาพว่า เขาเคยนอกใจเธอ April จะพูดออกมาว่า ฉันไม่ได้รักคุณ และไม่ได้สนใจคุณอีกแล้ว
(ซึ่งท่าทีของเธอไม่ได้เป็นแค่การพูดประชด แต่นี่เป็นความรู้สึกจริงของเธอ)



ก็อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่า สิ่งที่ April รักในตัว Frank ก็คือ การเป็นคนที่มี “ความฝัน” ของเขา เมื่อเขาไม่มี “ความฝัน” อีกต่อไป เธอจึงหมดรักในตัวเขา



ที่สำคัญ นอกจาก Frank จะไม่เหลือ “ความฝัน” แล้ว เขายังทำลาย “ความฝัน” ของเธออีกด้วย


แทนที่จะหมดรักแบบธรรมดา มันจึงร้ายแรงถึงขั้น “เกลียด” เลยทีเดียว







ถ้าครอบครัว Wheeler คือครอบครัวที่ดูสมบูรณ์แบบน่าอิจฉา ครอบครัวธรรมดาที่คอยอิจฉาครอบครัวนี้ก็คือ ครอบครัว Campbell ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทที่สุดของพวกเขา


โดยเฉพาะ Shep (David Harbour) ผู้เป็นสามี ปลื้ม April ถึงขั้นหลงรักเลยทีเดียว



อีกครอบครัวที่เข้ามามีส่วนร่วมก็คือ ครอบครัว Givings ครอบครัวที่พยายามสร้างภาพความสมบูรณ์แบบ อยู่เสมอ


ทั้งที่จริงแล้วพวกเขามี John (Michael Shannon) ลูกชาย ที่จบดอกเตอร์ทางด้านคณิตศาสตร์ แต่มีปัญหาทางจิต ที่เป็นจุดด่างของภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์ของครอบครัวนี้






ก็มีแต่ ครอบครัว Wheeler เท่านั้น ที่ คุณนาย Givings จะยอมให้พบกับลูกชาย

ซึ่ง John นี่เอง ที่เป็นคนมองปัญหาของ พวก Wheeler ออกทะลุปรุโปร่ง ถึงขั้นพูดแทนความในใจที่คนทั้งคู่คิดได้เลยทีเดียว



ในตอนแรกที่พบกับ ครอบครัว Wheeler เขาดีใจที่ทั้งคู่ตัดสินใจถูกที่จะไป Paris และชื่นชมที่ทั้งคู่มองออก ถึงความจอมปลอมของครอบครัวในอุดมคติ ที่ทุกคนพยายามไขว่คว้า (โดยเฉพาะครอบครัวเขาเอง)






ในตอนหนึ่งที่ John, Frank และ April เดินเล่นกันในป่าข้างบ้าน



April ถาม John ว่า “ได้ยินว่า คุณเป็นนักคณิตศาสตร์”

John ตอบว่า “ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว มัน(ความสามารถทางคณิตศาสตร์)หายไปหมดแล้ว”

April พูดประมาณว่า “แย่จริงๆ”

John ถามกลับว่า “อะไรที่มันแย่หล่ะ คณิตศาสตร์มันน่าสนใจขนาดนั้นเลย”



จากบทสนทนาแสดงให้เห็นว่า John ไม่เคยสนใจสิ่งที่คนอื่นมองว่าเขาเป็น หรือ พยายามเป็นในสิ่งที่คนมองว่าเขาเป็น


John อาจเป็นอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์ นี่อาจเป็นสิ่งที่คนยกย่องชื่นชมเขา แต่เขาไม่ได้สนใจมัน ฉะนั้นเมื่อความสามารถของเขาหายไป (เพราะถูกช็อตไฟฟ้าจากการรักษาที่โรงพยาบาล) เขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไรนัก เพราะเขาไม่ได้สนใจสิ่งที่คนอื่นชื่นชมในตัวเขา เขาไม่ได้เสียดาย หรือ พยายามรักษามัน เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ แบบที่ พวก Wheeler เป็น






John ถามว่า “ทำไมคนอย่างพวกคุณถึงต้องหนีไป Paris”

April ตอบว่า “เพื่อไปหาวิถีชีวิตแบบใหม่”

ขณะที่ Frank ตอบว่า “บางทีเราอาจกำลังหนีวิถีชีวิตที่ “สิ้นหวัง และว่างเปล่า” ของที่นี่”


John พูดต่อว่า “คนมากมายอยู่กับความว่างเปล่า แต่ต้องมีความกล้าหาญมากจริงๆ ถึงจะมองเห็นความสิ้นหวัง”



บทสนทนาตอนนี้เป็นเหมือนบทสรุปของสิ่งที่หนัง วิพากษ์วิจารณ์ นั่นคือ

ค่านิยมเรื่อง “ความฝันแบบอเมริกัน” ของสังคมกลางยุค 50 อย่างชัดเจน






John กลับมาพบกับครอบครัว Wheeler เป็นครั้งที่สอง ในตอนที่พวกเขาล้มเลิกแผนการไป Paris ซึ่งตอนนี้นี่เอง ที่เขาพูดแทนความในใจของทั้งคู่ ออกมา


นั่นทำให้ทั้ง Frank และ April ทะเลาะกันครั้งใหญ่ และเป็นครั้งที่ทำให้ทั้งคู่ได้คิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา และคิดถึงอนาคตของพวกเขา



ท้ายที่สุด April ก็ตัดสินใจได้ เธอยอมเป็นภรรยาในแบบที่ Frank ต้องการ เป็นครั้งสุดท้าย
ก่อนที่จะตัดสินใจทำ “บางอย่าง” เพื่อดำเนินตามความฝันของเธอต่อไป




แต่แทนที่มันจะนำเธอไปสู่ “ความฝัน” ในแบบที่คิดไว้

มันกลับกลายเป็นโศกนาฏกรรม ที่ส่งผลกระทบต่อทุกคนที่รักเธอ






อาจดูเหมือนหนังให้ภาพ April ในแง่ร้าย และเป็นคนที่เห็นแก่ตัว


แต่ที่เป็นผู้ร้ายตัวจริงของเรื่องก็คือ วิถีชีวิตของสังคมในยุคนั้น ที่ปลูกฝังความคิด สร้างค่านิยม ทำให้หลายคนยอมดำเนินชีวิตตามวิถีของมันโดยไม่มีทางเลือก (หรืออาจไม่รู้ตัว)



ซึ่งการที่มันมัน “คุกคาม” ครอบครัวนี้ ก็

เพียงเพราะพวกเขามี “ความฝัน” ที่จะหลุดพ้นจากมันแค่นั้นเอง






หนังจบลงด้วยภาพของ คุณนาย Givings ที่เป็นเหมือนตัวแทนของ “ค่านิยมของสังคม” ที่คอยตัดสินผู้คน

เธอกำลังพูดพร่ำถึง ครอบครัว Wheeler ในทางที่ไม่ดี และพูดถึงการหาครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ครอบครัวใหม่ที่จะมาอยู่แทนที่ ครอบครัว Wheeler




ก่อนที่สามีของเธอซึ่งหูไม่ดี จะค่อยๆปิดเครื่องช่วยฟัง

ราวกับว่าสิ่งที่เธอพูดคือเรื่องน่าเบื่อและไร้สาระเป็นที่สุด






เข้าสู่ส่วนที่เป็นการวิจารณ์บ้าง




ผู้กำกับ Sam Mendes กลับมาจับงานในแนวถนัดของเขาอีกครั้ง นั่นคืองานที่วิพากษ์วิจารณ์ สังคม และความฝันแบบอเมริกัน ผ่านครอบครัวชนชั้นกลาง



Revolutionary Road เป็นเหมือน American Beauty (ผลงานสร้างชื่อของเขา) ที่เปลี่ยนจากยุค 90 มาเป็นยุค 50 พร้อมกับลดอารมณ์ขัน และเสียดสีลงไป แต่เน้นไปที่การเชือดเฉือนอารมณ์ (และคารม) ผ่านการแสดงของตัวละครแทน

แม้หนังจะเล่าเรื่องราวในยุค 50 แต่เรื่องราวก็ยังมีความร่วมสมัย



งานถ่ายภาพของหนัง ก็มีลักษณะเดียวกับ American Beauty ที่ไม่เน้นการเคลื่อนกล้อง แต่จะจับไปที่การแสดงของนักแสดง และการจัดวางองค์ประกอบแบบละครเวที ซึ่งก็เป็นงานถนัดของ Mendes ที่มาจากสายละครเวทีอยู่แล้ว






อย่างที่บอกหนังเน้นไปที่การแสดง งานหนักจึงตกไปที่นักแสดง



Leonardo DiCaprio เยี่ยมในบท Frank ผู้ชายที่ต้องรับผิดชอบครอบครัว ด้วยการทำงานที่น่าเบื่อ ผู้ชายที่พยายามประนีประนอม แต่เมื่อฟิวส์ขาดก็ระเบิดอารมณ์ได้อย่างรุนแรง ผู้ชายที่มีความฝันแต่ก็ยังคำนึงถึงความเป็นจริง ที่ความมั่นคงคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับครอบครัว แต่ก็ทำให้ดูเหมือนคนที่เห็นแก่ตัว ได้เช่นกัน


Kate Winslet ก็เยี่ยมในบท April บทนี้เป็นตัวละครที่ต้องแสดงหลากหลายอารมณ์ ทั้งโกรธ ทั้งผิดหวัง ดีใจ หรือ เสียใจ โดยมีพื้นเป็นเป็นตัวละครที่มีความเก็บกด ซึ่ง Winslet แสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตอนที่เธอรู้สึกมีความหวัง ตอนที่เธอดีใจ ก็รู้สึกได้ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ที่สำคัญเธอแสดงให้เห็นความคลุมเครือ ระหว่างการเป็นคนที่น่าสงสาร กับ คนที่น่าจะโดนเกลียด มากที่สุดในเรื่อง







แม้ว่าทั้งสองจะเป็นตัวละครที่เป็นตัวเดินเรื่องหลัก ซึ่งมีน้ำหนักบทเท่าๆกัน แต่รู้สึกว่า Winslet จะเด่นกว่า คงเป็นเพราะตัวละคร April มีพัฒนาการที่มากกว่า ตัวละคร Frank (หรือเพราะว่า Mendes เป็นสามีเธอ เลยขอเน้น ภรรยา ซะหน่อย )



การแสดงที่เข้าขากันของ DiCaprio และ Winslet ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของหนัง ที่ทำให้หนังประสบความสำเร็จในการสะกดผู้ชมให้จดจ่อกับเรื่องราวที่อยู่ตรงหน้า


ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าติดตามให้กับหนัง และทำให้คนดูเชื่อว่านี่คือคู่แต่งงานจริง ที่มีปัญหากันจริง


ซึ่งฉากทะเลาะกันแต่ละครั้งนี่มันช่างรุนแรงสะใจ แต่ก็มีความน่าเชื่อถืออยู่ด้วย สร้างอารมณ์กดดันได้เป็นอย่างดี




นี่ถ้าทั้งคู่เล่นได้ไม่ถึงระดับ หนังเรื่องนี้คงน่าเบื่อไปเลย






ซึ่งก็ต้องชมไปที่ Mendes ด้วย ที่เคี่ยวกรำนักแสดงได้อย่างยอดเยี่ยม และค่อยๆเพิ่มระดับความรุนแรงของการปะทะของทั้งคู่ในการทะเลาะแต่ละครั้ง อย่างมีจังหวะ ทำให้มันดูน่าเชื่อถือ และทำให้คนดูเกิดอารมณ์ร่วม


ที่สำคัญการวางลำดับการเล่าเรื่อง ผ่อนอารมณ์เรื่องราว สลับกับการประเคนความเกรี้ยวกราดใส่ผู้ชม ก็เป็นไปอย่างมีชั้นเชิง

(แม้ผมจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องละครเวที แต่ก็คิดว่านี่เป็นผลมาจากการเป็นผู้กำกับละครเวทีของ Mendes ที่เรื่องการแสดงต้องซักซ้อมมาจนแน่น นักแสดงต้องเข้าถึงบทที่ตัวเองเล่น อย่างถ่องแท้ เพราะระหว่างเล่นละครเวที ผู้กำกับไม่ได้กำกับนักแสดงแล้ว)






ส่วนตัวละครอื่นๆที่หนังใส่เข้ามา ช่วยเสริมเรื่องราว และประเด็นที่ต้องการนำเสนอได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่รู้สึกว่ายังใช้งานตัวละครเหล่านี้ได้ไม่คุ้มค่านัก เพราะบทหนังไม่ได้ทำให้ตัวละครเหล่านี้มีมิติความลึกเท่าที่ควร

ไม่ว่าจะเป็นบท คุณนาย Givings ของ Kathy Bates หรือ ครอบครัว Campbell (ผิดกับใน American Beauty ที่ใช้งานได้คุ้มค่า และ กระจายบทบาทให้เหล่านักแสดงได้ดี)

แต่นักแสดงแต่ละคนที่รับบทสมทบก็ทำหน้าที่ของพวกเขาได้ตามสมควร






ยกเว้นก็แต่บท John Givings ของ Michael Shannon ที่โผล่มาแค่ 2 ฉาก ในการเป็นตัวละครที่เหมือนใส่เข้ามาเพื่ออธิบาย แก่นของเรื่อง และ ส่งสารสำคัญถึงผู้ชม ถือว่าเป็นการใช้ตัวละครนี้ได้คุ้มค่า


ซึ่งการแสดงของ Shannon ช่วยให้ตัวละครนี้ดูน่าสนใจ และน่าจดจำ แต่ก็ไม่ได้เด่นเกินไป ถึงขั้นขโมยซีน ในแบบที่ข่มให้สองดารานำกลายเป็นตัวประกอบ เมื่ออยู่ร่วมฉาก


เพราะหน้าที่ของตัวละครนี้คือการทำหน้าที่ขยายมุมมองของผู้ชมที่มีต่อเรื่องราว และ ความสัมพันธ์ต่อคนทั้งคู่ เท่านั้น




ทำให้ Shannon กลายเป็นอีกหนึ่งคนที่น่าจับตามอง (ก่อนหน้านี้ก็สร้างความประทับใจให้ผมมาแล้วจากเรื่อง Bug)






แม้จะขาดเสน่ห์ไปนิด แต่ Revolutionary Road ก็มาพร้อมกับการแสดงที่เข้าขา และยอดเยี่ยมของ Winslet กับ DiCaprio และความเยี่ยมของ Shannon ในบทสมทบ


ถ้าตัดเรื่องยุคสมัยออกไป นี่คือเรื่องราวปัญหาความสัมพันธ์ที่เกิดจากความแตกต่างทางความคิดของคู่รัก ที่เข้ากับทุกยุคสมัย


และเรื่องราวที่ถูกนำเสนอ สามารถหยิบเอามาคิดได้หลากหลายแง่มุม



Revolutionary Road คือ หนึ่งในหนังดีของปี ที่ได้รับคำชื่นชมน้อยกว่าที่ควรจะเป็น






9 / 10 ครับ









ของแถมครับ

เรื่อง การจัดองค์ประกอบภาพใน Poster ที่สื่อความหมายได้ดีครับ (อาจมั่วๆไปบ้าง )


เริ่มที่ ตัวอักษร และภาพนักแสดงใน Poster ถูกจัดชิดขวา อาจหมายถึง สังคมในเรื่อง ที่เป็นแบบขวาจัดที่เป็นพวกอนุรักษ์นิยม ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง

ซึ่งจะเห็นว่า April อยู่ซ้าย (จริงๆอยู่กลางภาพ เพราะเธอคือ ศูนย์กลางของหนัง แต่อยู่ซ้ายของ Frank) Frank อยู่ขวา แต่เป็นการอยู่แบบไม่เต็มใจนักเพราะ ถูกบีบด้วย ตัวของ April เองนั่นแหล่ะ (มั่วๆว่า เพราะครอบครัว เลยถูกบีบไปอยู่ฝ่ายขวา 555)


และถ้าตัดเรื่องขวา-ซ้ายไป ก็จะพบว่า ผู้ชายในสังคมมีสถานะที่เหนือกว่า จึงสูงกว่า แต่ตัวละครอย่าง Frank กลับถูก April บีบไปอยู่ที่มุมภาพ ในขณะที่หลังก็ชนฝา ซึ่งอธิบายสภาพของ ตัว Frank ในเรื่องได้ดีทีเดียว


สุดท้ายก็พื้นหลังสีขาวที่แสดงถึงความว่างเปล่าครับ


ปล. เขียนในมุมมองของผู้ชายอายุ 24 ที่ยังไม่ได้ทำงาน และไม่มีครอบครัวต้องรับผิดชอบ




Create Date : 05 มีนาคม 2552
Last Update : 5 มีนาคม 2552 17:26:24 น. 30 comments
Counter : 1755 Pageviews.

 
ชอบมากๆเลย อ่านเเล้วภาพที่ได้ดูที่ลิโด้วันนั้น มันย้อนกลับมาหมดเลย

"ทำไมเจ้าของบล๊อก จำได้เก่งมากมายขนาดนี้เนี่ย"

ตอนแรกหลังจากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ เราก้อคิดเข้าข้าง April นะ เพราะเห็นใจเธอที่ต้องละทิ้งความฝันที่จะเป็นนักแสดงละครเวที แล้วก้อนึกเกลียด Frank ที่เห็นแก่ตัว มีชู้
แต่พอได้อ่าน *** Revolutionary Road *** "ความฝัน" ที่ถูกคุกคาม แล้ว ...... ที่คุณพูดมาทั้งหมด มันใช่จริงๆ ไม่มีใครถูกใครผิดทั้งนั้น ที่ผิดจริงๆ ก้อคือ "ความฝันแบบอเมริกัน " ต่างหาก


ชอบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ขอสมัครเป็นแฟนบล๊อกนี้นะคะ

จะติดตามอ่านไปเรื่อยๆ ค่ะ

ขอบคุณค่ะ



โดย: i love johnny depp IP: 125.25.16.204 วันที่: 5 มีนาคม 2552 เวลา:21:44:56 น.  

 
^
^
^

ขอบคุณครับ ที่เข้ามาอ่าน และติ-ชม




ที่สงสัยว่า "ทำไมเจ้าของบล๊อก จำได้เก่งมากมายขนาดนี้เนี่ย"

จริงๆ ผมก็จำได้แค่เหตุการณ์หลักๆครับ จำได้แค่ว่า ฉากนี้มันบอกอะไรเรา หรือ มันสื่อความหมายว่าอย่างไร



แต่ที่ผมเอาบทสนทนาของตัวละครมาแบบเป๊ะๆ ไม่ได้จำเก่งหรอกครับ

ผมเอามาจาก Script ของหนัง จาก memorable quotes ใน IMDB กับ IMSDb ครับผม


โดย: navagan วันที่: 6 มีนาคม 2552 เวลา:1:14:37 น.  

 
"ความฝันแบบอเมริกัน" หรือ "American Dream" คืออะไร ?

หลายคนอาจสงสัย เพราะเห็นถูกหยิบยกมาพูดกันบ่อยเหลือเกิน


ขอตอบแบบความเข้าใจส่วนตัวแบบง่ายๆก่อนเลย "ความฝันแบบอเมริกัน" คือ

“คนเรามีสิทธิ์ประสบความสำเร็จได้ โดยเท่าเทียมกันไม่ว่า คุณจะเป็นใคร ถ้าเพียงคุณขยัน ทำงานหนัก และ มีความสามารถ”


ซึ่งคำว่า “ประสบความสำเร็จ” ก็ขึ้นกับว่า ในแต่ละสังคมคือ อะไร อาจเป็นชื่อเสียง เงินทอง การมีครอบครัวที่สมบูรณ์ และเชื่อว่า เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะมีความสุข




บางคนหมกหมุ่นกับการประสบความสำเร็จ จนไขว่คว้าพยายามให้ได้มันมา จนลืมนึกถึงความสุขที่แท้จริงหรือ บางคนอยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ จนต้องสร้างภาพว่าตนเองประสบความสำเร็จ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากสังคม


หนังที่พูดถึง American Dream แบบเด่นๆ ก็ American Beauty หรือ Little Miss Sunshine ก็ใช่


"ความฝันแบบอเมริกัน" บางทีอาจมีประโยชน์ในแง่การพัฒนาเศรษฐกิจ ในเมื่อผู้คนได้รับการปลูกฝังว่าถ้าขยันขันแข็ง และทุ่มเทต่องานที่ทำ คุณก็จะได้เงิน ซึ่งเป็นผลดีแน่นอน ถ้าพนักงานทุกคนในบริษัท ต่างแข่งขันเพื่อให้ชัยชนะ บริษัท หรือ ประเทศชาติ ย่อมได้รับประโยชน์




โดย: navagan วันที่: 6 มีนาคม 2552 เวลา:2:23:36 น.  

 
อันนี้เอามาจาก wikipedia ครับ

Jennifer Hochschild ได้จำแนกความสำเร็จที่นับได้ว่ามีบรรทัดฐานสำคัญและมีการประพฤติปฏิบัติที่ตามมาออกเป็น 3 ประเภท



ความสำเร็จขั้นสัมบูรณ์ (Absolute success)

“ในกรณีนี้ การบรรลุความฝันอเมริกันส่อความหมายไปถึงการเข้าถึงขั้นเริ่มเปลี่ยนสู่ความอยู่ดีกินดีที่สูงกว่าที่เริ่มต้นแต่ก็ไม่ระดับโอ่อ่าหรูหรา "



ความสำเร็จเชิงการแข่งขัน (Competitive success)

ความต้องการบรรลุถึงชัยชนะที่มีต่อผู้อื่น ความสำเร็จของฉันหมายถึงความล้มเหลวของเธอ ผู้แข่งขันส่วนใหญ่คือตัวบุคคลซึ่งมีทั้งบุคคลที่เป็นที่รู้จักและมีตัวตน (เช่นคู่แข่งในวงการเทนนิส) หรือเป็นบุคคลที่ไม่เป็นที่รู้จักและเป็นนามธรรม (เช่นการแข่งขันในการสมัครงาน)



ความสำเร็จเชิงสัมพัทธ์ (Relative success)

“ในกรณีนี้ การบรรลุถึงความฝันอเมริกันประกอบด้วยการดีกว่าผู้อื่นโดยการเปรียบเทียบกับผู้อื่นในบางแง่มุม หรืออาจเปรียบเทียบกับบุคคลหนึ่งตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก หรือกับบุคคลในประเทศบ้านเกิด กับตัวละครในหนังสือ กับคนเชื้อชาติอื่นหรือเพศอื่นหรือกับใครก็ได้ที่พอจะนำมาเปรียบเทียบด้วย ความสำเร็จเชิงสัมพัทธ์ไม่ส่อความไปถึงเส้นขีดเริ่มเปลี่ยนไปสู่ความกินดีอยู่ดี และอาจจะมีหรืออาจจะไม่มีการวางเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงในการเปรียบเทียบระดับแห่งความสำเร็จที่มีความต่อเนื่องก็ได้




อ่านกันเต็มๆที่นี่เลยครับ

http://th.wikipedia.org/wiki/ความฝันอเมริกัน



โดย: navagan วันที่: 6 มีนาคม 2552 เวลา:2:28:03 น.  

 
ยังไม่ได้ดูเลยขอข้ามไปอ่านของแถมกับคอมเม้นต์ก่อน

ทำให้อาจดูหนังเข้าใจขึ้นอีกเยะเลย ^^

ขอบคุึณครับ เมื่อดูแล้วจะเข้ามาคุยอีกครั้ง


โดย: Seam - C IP: 58.9.184.227 วันที่: 6 มีนาคม 2552 เวลา:8:15:28 น.  

 
ดูแล้วค่ะ ซาบซึ้งมากๆ ไม่รู้จะเชียร์ฝั่ง ช รึ ญ ดี
เราว่า มันไม่ช่าย อเมริกันดรีม หรอกค่ะ
มันเป็นหนังชีวิตที่ทุกคนทุกวัยในปัจจุบันนี้ก้อประสบ
ประโยคเด็ดๆ ที่จำได้เยอะมาก (จำได้เพราะอิน แอบน้ำตาหยด ไม่ช่ายเพราะหนังมันซึ้งนะ หนังมันโดน)

วิจารณ์(รึเรียกว่าข้อคิดที่ได้จากหนังเรื่องนี้ ดูแล้วเปลี่ยนชีวิตเราจิงๆ)
หนังพูดถึงความรับผิดชอบ กับ ความฝัน

-ความฝันเป็นข้ออ้างในการหนีจากสิ่งที่เบื่อหน่ายแต่ต้องรับผิดชอบรึป่าว(ในเรื่องนี้ เรารู้สึเคทใช้การไปปารีสเพื่อทิ้งชีวิตที่เบื่อหน่าย จิงๆไปที่ไหนก้อได้ที่ไม่ช่ายการอยู่บ้านนี้ --ไม่ได้ดูแล้วรู้สึกเกลียดเคทนะ เรื่องนี้เราเชียร์ทั้งคู่)

-เราสามารถตามหาความฝันได้ในขณะที่ยังอยู่ในกฎมนุษย์เงินเดือนได้หรือไม่(ข้อนี้ เราไม่เจอคำตอบ เป็นคำถามคาใจเราเช่นกัน)

-ที่ว่าเราเกลียดๆการใช้ชีวิตไปตามกฎเกณฑ์สังคม จิงๆแล้วบางที มันอาจเป็นสิ่งที่เราถนัดที่สุดและทำได้ดีที่สุดก้อได้(เราสะอึก ตอนที่เคทพูดกะลีโอขณะที่ลีโออธิบายงานใหม่ว่า เห็นได้ชัดเลย คุณน่ะถนัดกะสิ่งแบบนี้ จิงๆคุณก้อเก่งกะเรือ่งแบบนี้นะ)ประโยคมันประมาณนี้แหละ

ส่วนที่เป็นบทสรุปของหนังเรื่องนี้ ระหว่างความรับผิดชอบกะความฝัน ซึ่งทำให้เราแทบสำรอก(สะอึกสุดๆ) เคทพูด
มันไม่ได้มีอะไรมาก เพียงแค่เราเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ
(ขยายความตามความเข้าใจ ที่ชอบเพราะ ไม่ว่าจะทำตามความรับผิดชอบ รึทำเพราะเป็นความฝัน เราก้อให้ความสำคัญกะมันซะ แล้วก้อจะได้คุณค่าของการกระทำนั้นเอง เน๊ย เด็ดมากๆๆ มันช่างสรุปประเด็นหนังได้สั้นแต่มีใจความ)
(แหม พูดมาซะขนาดนี้ นึกว่าจะแฮปปี้เอ็นดิ้งซะอีก)

ตอนฉากจบ ที่เขาฉายครอบครัวของเพื่อนบ้านอ่ะ แอบรู้สึก(ไม่รู้เป็นคนเดียวป่าว) ประมาณ คู่ครองของเรา ก้อคงต้องมีเรื่องที่ไม่ถูกใจเราบ้างแหละ เพียงแต่เมื่อเขาเริ่มเอ่ยในสิ่งที่เราไม่ชอบ เราก้อทำเป็นไม่ได้ยินซะ จะทำให้ชีวิตคู่ราบรื่น ถ้าทำเป็นได้ยินไปซะทุกเรื่อง ก้อต้องทะเลาะกันป่าวๆ เหมือนคู่เคทกะลีโอ นั่นเอง


โดย: chichi IP: 115.67.75.10 วันที่: 7 มีนาคม 2552 เวลา:6:08:48 น.  

 
^
^
^

อืม คุณ chichi ท่าทางน่าจะอินนะครับ


คงมีประสบการณ์ และ คล้ายกับชีวิตจริงของคุณ chichi


อย่างที่ผมว่า

"ถ้าตัดเรื่องยุคสมัยออกไป นี่คือเรื่องราวปัญหาความสัมพันธ์ที่เกิดจากความแตกต่างทางความคิดของคู่รัก ที่เข้ากับทุกยุคสมัย


และเรื่องราวที่ถูกนำเสนอ สามารถหยิบเอามาคิดได้หลากหลายแง่มุม"





แต่หนัง เจาะจงเล่าเรื่องในยุค 50 และ เนื้อเรื่องต่างๆที่ใส่เข้ามา ทั้งครอบครัวเพื่อนบ้าน และ เรื่องราวที่ทำงาน รวมถึงสัญลักษณ์ต่างๆ

นี่ผมว่ามันชัดเจนครับว่า มันเกี่ยวข้องกับการวิพากษ์ วิจารณ์ สังคม มากกว่าจะเป็นแค่เรื่องชีวิตคู่เพียงอย่างเดียว แน่ๆครับ


ที่สำคัญสิ่งที่หนังมองเป็น ผู้ร้าย ก็คงหนีไม่พ้น วิถีชีวิตของสังคมในยุคนั้น



ซึ่งก็ไม่ได้ต่างกับปัจจุบันนักหรอก จะต่างก็แค่ปัจจุบัน บทบาทของ "ผู้หญิง" ในสังคม ที่น่าจะเพิ่มมากขึ้น




ส่วนประโยคนี้ ที่คุณว่า

"ตอนที่เคทพูดกะลีโอขณะที่ลีโออธิบายงานใหม่ว่า เห็นได้ชัดเลย คุณน่ะถนัดกะสิ่งแบบนี้ จิงๆคุณก้อเก่งกะเรื่องแบบนี้นะ"

ซึ่งเป็นประโยคที่พูดในวันที่เธอจะ.....ลูกในท้อง


ผมกลับไม่คิดว่าจะจบแบบ Happy แบบคุณ chichi ครับ




ผมคิดว่า มันเป็นประโยคที่บอกว่า

April ยอมรับในการตัดสินใจของ Frank ครับ


เธอรู้ว่าถึง Frank จะเบื่อ แต่ Frank ก็เก่ง และเหมาะกับงานนี้ ไม่สมควรที่เธอจะดึง Frank ออกมาจากมัน เพียงเพราะแค่ความฝันของเธอ


พอเห็นฉากนี้ผมก็คิดแล้วครับว่า เธอต้องตัดสินใจทิ้งไปคนเดียวแน่ คงไม่ Happy แน่นอน (แต่ไม่คิดว่าตอนจบจะโหดร้ายขนาดนั้น )


ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจที่จะไปตามความฝันเพียงคนเดียว

ก่อนที่จะเกิดโศกนาฎกรรมในตอนท้าย



ขอบคุณที่เข้ามาแชร์ความเห็นครับ


โดย: navagan วันที่: 8 มีนาคม 2552 เวลา:1:07:29 น.  

 
Kate เล่นดีมากค่ะ คิดว่าไม่ได้เข้าชิงออสการ์ เพราะบทไม่ส่งมั้ง


แถมทำตัวไม่น่าเห็นใจเท่าไหร่ เลยไม่ได้ใจคนดู



ส่วนเรื่องค่านิยม อเมริกันดรีม คิดว่าเกี่ยวนะ

เพราะสภาพสังคมและแนวคิดอเมริกันดรีม มันส่งผลต่อบ้านนี้โดยตรงเลย




โดย: น้องที่บ้าน IP: 125.24.70.38 วันที่: 8 มีนาคม 2552 เวลา:17:22:09 น.  

 
มองในมุมแบบ เฟมินิสต์ นะครับ
April ถูกทำร้ายอย่างต่อเนื่องด้วยความเป็น "แม่" และ "เมีย" ทำให้ "ความฝัน" ของเธอ ไม่บรรลุผล
(เธอคงเป็นคนเดียวในเรื่องที่ยังเหลือสิ่งที่เรียกว่า "ความฝัน" และเป็นคนเดียวในเรื่องที่ไม่ได้รับในสิ่งที่เธออยากได้เลยแม้แต่ประการเดียว)

การที่เธอแต่งงาน และ ท้อง ทำให้ต้องออกมาตั้งรกรากสร้างครอบครัว
และการที่เธอท้องอีกครั้ง ก็ทำให้แผนการไปปารีสต้องพังทลาย

ผมว่าบทนี้ของ เคท ส่งมากๆ (บทของเธอใน The Reader ยังน่าจะส่งน้อยกว่า แต่เป็นบทที่มีอะไรโดนใจออสการ์มากกว่า ทั้งการเมคอัพแก่ และการแก้ผ้าของเธอ) เธอเล่นได้ลุ่มลึกจริงๆ จนแทบจะกลบการแสดงของลีโอไปเลย


โดย: nanoguy IP: 125.24.173.79 วันที่: 10 มีนาคม 2552 เวลา:22:59:42 น.  

 
^
^
^

ยังไม่ได้ดู The Reader เลยครับ

แ่ต่เห็นกระแสใน Pantip ว่า Winslet เธอทุ่มเต็มที่



ปล. รอ Nanoguy Awards 2008 อยู่นะครับ


โดย: navagan วันที่: 11 มีนาคม 2552 เวลา:0:36:07 น.  

 
สวัสดีครับ อ่านแล้วครับเรื่องให้คะแนน ผมว่าผมจะใช้ดาวครับ


โดย: The Learner วันที่: 11 มีนาคม 2552 เวลา:11:38:11 น.  

 
อ่านจากวิจารณ์ก็คิดเหมือนกันว่า สองคนนี้ไม่ได้ผิดอะไร คนผิดคือความฝันแบบอเมริกัน ต่างหาก

แต่เนื่องจากเป็นผู้ชาย ดูแล้วเลยคิดเข้าข้างผู้ชายอยู่(มากกกกก)

ตัวบทข้นคลั่ก นักแสดง แสดงได้เจ๋งมากๆ ประเด็นเสียดสีสังคมตามแบบที่ผมชอบ

ประทับใจที่สุดคงเป็น John ออกมาสองฉาก แต่ได้ใจผมไปเต็มๆ

ปล. เด๋วนี้มีรายการ "โหงวเฮ้งปก(โปสเตอร์)" แล้วเหรอเนี่ย อิอิ ^ ^


โดย: hormones IP: 161.200.255.162 วันที่: 11 มีนาคม 2552 เวลา:17:17:05 น.  

 
^
^
^

"โหงวเฮ้งปก" คงมีเฉพาะเรื่องที่คิดออกน่ะ


โปรแกรมหน้า Watchmen แน่นอน แต่ของาน present เสร็จก่อน


โดย: navagan วันที่: 11 มีนาคม 2552 เวลา:18:53:23 น.  

 
ผมใช้ดาวแบบพี่ ไม่ว่ากันนะครับ


โดย: The Learner วันที่: 11 มีนาคม 2552 เวลา:19:11:22 น.  

 
^
^
^

ไม่ว่าครับ ถ้าไม่ลอกบทความที่พี่เขียนไปพร้อมกับดาว

เพราะไม่ใช่ดาวของพี่ครับ พี่เอามาจากเนต อีกที




ว่าแต่เป็นพี่ไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย


โดย: navagan วันที่: 11 มีนาคม 2552 เวลา:20:15:07 น.  

 
ภาพสวย


โดย: haro_haro วันที่: 12 มีนาคม 2552 เวลา:13:12:05 น.  

 
ตอนนี้เป็นทิด แล้วครับผม

พึ่งได้ดู เบนจามิน บัทตั่น
สุดยอดจริงๆ ฮะ ^^


โดย: haro_haro วันที่: 12 มีนาคม 2552 เวลา:13:13:04 น.  

 
ประมาณนั้นฮะ 555


โดย: haro_haro วันที่: 12 มีนาคม 2552 เวลา:18:04:46 น.  

 
สวัสดีค่ะพี่
ตามเจ้าคนเลียนแบบดาวมาค่ะ
หนูว่าพี่เขียนดีค่ะ
หนูก็พูดถึงหนังค่ะ
แต่ของหนูนี่ แบบว่าความรู้สึกล้วนๆ
แถมส่วนใหญ่ก็หนังเก่า
เพราะช่วงนี้ งานเยอะมาก
ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ
แหะ แหะ แบบว่า ก็เข้ามาแล้ว
แบบไม่บอกไม่กล่าวเจ้าของบ้านอีกต่างหาก


โดย: แม่ภูมิ (Artagold ) วันที่: 13 มีนาคม 2552 เวลา:1:09:28 น.  

 
พยายามอยู่ครับ สำหรับนาโนอะหวอด ตอนนี้อัพไปแล้ว 1 รางวัลถ้วน (T T)

งานสุมหัวจริงๆ ซึ่งก็มาพร้อมกับความเรื่อยเปื่อยและเกียจคร้าน


โดย: nanoguy IP: 125.24.142.6 วันที่: 13 มีนาคม 2552 เวลา:1:09:54 น.  

 
^
^
^


ตอบคุณ แม่ภูมิ

กลายเป็นพี่ไปแล้ว

คนเป็น "แม่" เรียกพี่ ผมก็กลายเป็น "ลุง" สิครับเนี่ย



ตอบ nanoguy

สู้ๆครับ


โดย: navagan วันที่: 13 มีนาคม 2552 เวลา:2:00:19 น.  

 
แม่ภูมิ อะแหมๆ มานินทากันอยู่นี้เหรอ บังอาจ


โดย: The Learner IP: 114.128.52.235 วันที่: 13 มีนาคม 2552 เวลา:13:41:07 น.  

 
5555 แหม ไม่ยอมแก่กันเลยนะคะเนี่ย
ดีใจจังค่ะ เจอคนรั้วเดียวกัน
แม่ภูมิ อยู่ศึกษาค่ะ
เด็กศึกษาน่ารักจริงเชียว อิอิ
..
เมื่อวันศุกร์ไปถึงที่ทำงาน
ถูกส่งตัวไปอบรมด่วนค่ะ
เพิ่งกลับค่ะคิดถึงจัง


โดย: แม่ภูมิ (Artagold ) วันที่: 14 มีนาคม 2552 เวลา:19:47:54 น.  

 
555 ดูคลิปภูมิแล้วตกใจว่า
ลูกโหล่ ขนาดนี้ แล้วแม่จะบ้าขนาดไหน ใช่ปะคะ 555
ภูมิร้อง ร๊อคลูกทุ่งค่ะ
5555


โดย: แม่ภูมิ (Artagold ) วันที่: 16 มีนาคม 2552 เวลา:12:44:11 น.  

 
เพิ่งได้ดู vcd ไปเมื่อวาน
อ่านแล้ว รู้สึกว่า เจ้าของ blog ถ่ายทอดสิ่งที่เรารู้สึก แต่ร้อยเรียงออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ได้อย่างครบถ้วน
จึงได้ความรู้สึก โล่ง กระจ่าง สบายใจ เมื่อได้อ่านบทความของคุณ เหมือนมีคนพูดสิ่งที่อยู่ในใจ ออกมาให้เราได้เข้าใจ อีกชั้นหนึ่ง

ขอบคุณค่ะ


โดย: เพิ่งกระจ่าง IP: 203.160.6.2 วันที่: 14 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:35:43 น.  

 
พึ่งมีโอกาสได้เข้ามาอ่าน แต่ก็ชอบมากเลย

แล้วจะติดตามเรื่อยๆนะคะ


โดย: ioio (metuinui ) วันที่: 26 สิงหาคม 2552 เวลา:1:33:03 น.  

 
เราจยรุ่นเดียวกันเลยนิ

ไม่รู้เคยเดินสวนกันรึป่าว

โลกกลมจริงๆ


โดย: ioio (metuinui ) วันที่: 26 สิงหาคม 2552 เวลา:1:35:03 น.  

 
ขอบคุณค่ะ

ตอนดูก็ไม่ได้วิเคราะห์ลึกซึ้ง ไม่เข้าใจในหลายๆส่วน แต่ชอบนะ บีบคั้นดี มาอ่านวิเคราะห์หนังอีกที นี่เข้าใจแจ่มแจ้งเลย


โดย: โสด แก่น แสนหรรษา IP: 118.173.4.238 วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:18:15:40 น.  

 
ชอบที่คุณวิจารณืมากค่ะ


โดย: a IP: 124.120.68.168 วันที่: 1 มกราคม 2555 เวลา:21:04:26 น.  

 
กรี๊ดดดดดดดดดด

ชอบจังเลย
ขอบคุณค่า


โดย: DaRaDoRa วันที่: 16 มิถุนายน 2555 เวลา:2:10:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 58 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.