Group Blog
 
 
กันยายน 2554
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
3 กันยายน 2554
 
All Blogs
 

สมเด็จเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร

เจ้าฟ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์ มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ หรือพระนามที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร หรือ เจ้าฟ้ากุ้ง


เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรประสูติ พ.ศ. ๒๒๔๘ ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระซึ่งเป็นพระปิตุลา (ลุง) ของพระองค์ ทรงเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศหรือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ กับกรมหลวงอภัยนุชิต พระมเหสีใหญ่ ทรงมีพระอนุชาต่างพระมารดา ๒ พระองค์ คือ พระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าเอกทัศ(พระเจ้าเอกทัศน์) และ พระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าดอกเดื่อ (พระอุทุมพร หรือขุนหลวงหาวัด) จุลศักราช ๑๑๐๓ ปีระกา ตรีศก พ.ศ. ๒๒๘๔ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ ได้เข้าพระราชพิธีอุปราชาภิเษกเถลิงถวัลยราชสถิต ที่พระมหาอุปราช เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และอภิเษกสมรสกับเจ้าฟ้าหญิงอินทสุดาวดี เมื่อเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลและ พระองค์ได้เป็นกองการปฏิสังขรณ์ วัดพระศรีสรรเพชญ์และวัดอื่นๆ มากมาย

ถ้าพูดแบบความเชื่อไทยๆก็ต้องพูดว่าเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ หรือ "เจ้าฟ้ากุ้ง" ต้องทำบุญเก่ามาอย่างประเสริฐ จึงได้ประสูติในฐานะพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระเจ้าบรมโกศ กับกรมหลวงอภัยนุชิตพระมเหสีเอกในจำนวน ๓ พระองค์ของพระราชบิดา ด้วยศักดิ์ที่สูงกว่าพระอนุชาทุกพระองค์นี้เอง จึงทรงได้รับสถาปนาเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือตำแหน่งวังหน้ามหาอุปราช เฉลิมพระนามว่ากรมขุนเสนาพิทักษ์ คือตำแหน่งองค์รัชทายาทสืบต่อพระเจ้าบรมโกศนั่นเอง

เหตุแห่งการออกผนวช

เนื่องจากเจ้าพระกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระนั้น ทรงสนิทกับสมเด็จพระราชบิดาในพระองค์อย่างมาก ทำให้พระองค์เกิดความระแวงขึ้น เมื่อสมเด็จพระราชบิดาเกิดประชวรและเจ้าพระกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์เสด็จเข้า มาทรงเยี่ยม พระองค์จึงตรัสให้พระองค์เจ้าชื่นและพระองค์เจ้าเกิดไปนิมนต์เจ้าพระกรมขุน สุเรนทรพิทักษ์เข้ามายังพระราชวังหน้า เมื่อเจ้าพระกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์เสด็จมาถึง พระองค์ได้ใช้พระแสงดาบฟันเจ้าพระกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ แต่ไม่ทรงได้รับบาดเจ็บเพียงถูกแต่ผ้าจีวรขาดเท่านั้น เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นดังนั้นจึงเกรงพระราชอาญาแล้วจึงเสด็จไปยัง ตำหนักกรมหลวงอภัยนุชิต พระมารดาในพระองค์

หลังจากนั้น เจ้าพระกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์เสด็จเข้าเฝ้าสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวและ พระองค์ตรัสถามว่า เหตุใดผ้าจีวรจึงขาด เจ้าพระกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ถวายพระพรว่ากรมขุนเสนาพิทักษ์หยอกท่าน เมื่อเจ้าพระกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ถวายพระพรลาสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวแล้ว กรมหลวงอภัยนุชิตได้เสด็จมาอ้อนวอนและตรัสว่าถ้าท่านไม่ช่วยในคราวนี้เห็นที กรมขุนเสนาพิทักษ์คงสิ้น เจ้าพระกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์จึงตรัสว่าคงมีแต่ร่มกาสาวพัตรเท่านั้นที่จะ ช่วยได้ กรมหลวงอภัยนุชิตจึงพากรมขุนเสนาพิทักษ์เสด็จออกผนวชทันทีที่วัดโคกแสง

ใน ครั้งนั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระพิโรธกรมขุนเสนาพิทักษ์มาก มีพระราชดำรัสให้ค้นหาตัวจนทั่วพระราชวัง แต่พบเพียงพระองค์เจ้าชื่นและพระองค์เจ้าเกิดที่สมรู้ร่วมคิดเท่านั้น จึงมีพระราชดำรัสให้นำตัวทั้ง 2 พระองค์ไปสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์

การขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

เมื่อ ปี พ.ศ. 2280 กรมหลวงอภัยนุชิตทรงพระประชวรหนักและได้ตรัสทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้กรมขุน เสนาพิทักษ์ซึ่งทรงผนวชอยู่นั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระราชทานอภัยโทษให้ หลังจากนั้น กรมหลวงอภัยนุชิตก็เสด็จสวรรคตลง ส่วนกรมขุนเสนาพิทักษ์ทรงลาผนวชและได้เข้าเฝ้าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระ พุทธเจ้าอยู่หัวดังเดิม

ในปี พ.ศ. 2284 พระราชโกษาปานบ้านวัดระฆังได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวขอพระราช ทานให้สถาปนากรมขุนเสนาพิทักษ์ขึ้นประดิษฐานที่กรมพระราชวังบวรสถานมงคล สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำรัสให้ประชุมเสนาบดี เมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งพระราชพิธีอุปราชาภิเษกสถาปนากรมขุนเสนาพิทักษ์ขึ้นเป็นกรม พระราชวังบวรสถานมงคล พร้อมกันนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาให้เจ้าฟ้าอินทสุดาวดีทรงกรมที่กรมขุนยิสารเสนีและพระราชทานให้เป็นพระอัครมเหสีในกรมพระราชวังบวรฯ ด้วยเสด็จสวรรคต

พระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรทรงพระประชวรด้วยโรคสำหรับบุรุษและกลายไปเป็นพระโรคคชราด (โรคคุดทะราด) เป็นเหตุให้พระองค์ไม่สามารถเข้าเฝ้าสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวถึง 3 ปีเศษ วันหนึ่งพระองค์มีพระบัณฑูรให้ตำรวจมานำตัวเจ้ากรม ปลัดกรม และนายเวรปลัดเวรของกรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเสพภักดี มาถามความว่า เจ้ากรมนั้นเป็นแต่หมื่น เหตุใดจึงตั้งบรรดาศักดิ์ให้เป็นขุน ซึ่งนับว่าทำสูงเกินว่าศักดิ์ จึงมีพระบัณฑูรให้ลงพระราชอาญาโบยหลังคนละ 15 ทีบ้างคนละ 20 ทีบ้าง

หลัง จากนั้นไม่นาน กรมหมื่นสุนทรเทพทำเรื่องกราบทูลสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเป็นการลับว่า พระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรเสด็จเข้ามาลอบทำชู้กับเจ้าฟ้านิ่มและเจ้าฟ้า สังวาลย์ถึงในพระราชวังหลายครั้ง สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำรัสให้หาพระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวร เพื่อนำตัวมาสอบความ เมื่อพระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรรับเป็นสัจแล้ว จึงมีพระราชดำรัสลงพระราชอาญาเฆี่ยน แล้วให้เสนาบดีและลูกขุนพิพากษาโทษ ท้าวพระยามุขมนตรีและลูกขุนกราบบังคมทูลว่า โทษของพระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรเป็นมหันตโทษขอพระราชทานให้สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ตามขัตติยประเพณี สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสขอชีวิตไว้แต่ให้นาบพระนลาถแล้วถอดให้เป็นไพร่เสีย ส่วนเจ้าฟ้านิ่มและเจ้าฟ้าสังวาลย์ให้ ลงพระราชอาญาเฆี่ยนองค์ละ 30 ที พร้อมทั้งถอดเป็นไพร่เช่นกัน เจ้าฟ้าสังวาลย์อยู่ได้ 3 วันก็สิ้นพระชนม์ ส่วนพระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรต้องรับพระราชอาญาเฆี่ยนและเสด็จสวรรคตลง สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสให้นำพระศพทั้งสองไปฝังยังวัดไชยวัฒนาราม


แต่ ใครจะรู้ชตาตนว่าลิขิตมาเช่นไร บั้นปลายพระชนม์ชีพช่างเศร้าสลดรันทดสุดที่จะสรรคำมาบรรยายได้ หากแม้นพระชนมวารสืบต่อยาวกว่านี้ ผลงานคงมากมายยากที่จะหาปราชญ์ผู้ใดเสมอเท่า อนิจจา...กุศลดวงชตาพระองค์ท่านมีมาเพียงเท่านี้ละหรือ..........


วัดไชยวัฒนาราม ที่เก็บพระอัฐิเจ้าฟ้ากุ้ง


เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ทรงพระปรีชาสามารถหลายด้าน โดยเฉพาะด้านวรรณกรรม พระองค์ทรงเป็นกวีที่ยิ่งใหญ่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาพระองค์หนึ่ง ผลงานด้านวรรณกรรมที่พระองค์ทรงนิพนธ์ไว้นั้นจัดเป็นวรรณกรรมอันเลอค่า โดยเฉพาะคำประพันธ์ประเภทกาพย์ห่อโคลงดูจะมีมากกว่างานพระนิพนธ์ชนิดอื่น ๆ งานนิพนธ์ที่เหลือจนบัดนี้มีที่รวบรวมได้ดังนี้

๑. กาพย์เห่เรือ
๒. บทเห่เรื่องกากี ๓ ตอน
๓. บทเห่สังวาสและเห่ครวญอย่างละบท
๔. กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก
๕. กาพย์ห่อโคลงนิราศธารทองแดง
๖. นันโทปนันทสูตรคำหลวง ทรงพระนิพนธ์ พ.ศ. ๒๒๗๙ ขณะทรงผนวช
๗. พระมาลัยคำหลวง ทรงพระนิพนธ์ พ.ศ. ๒๒๘๐ ขณะทรงผนวช
๘. เพลงยาวบางบท

ตาม กฎมณเฑียรบาล การละเมิดสตรีในวังมีโทษถึงประหารชีวิต ถ้าหากว่าเจ้าฟ้ากวีทรงถูกประหารตามกฎเสียให้รู้แล้วรู้รอดก็คงจะน่าเศร้า สลดใจน้อยกว่านี้ แต่พระราชบิดาทรงลดหย่อนผ่อนโทษให้ไม่ให้ถูกประหาร น่าสะเทือนใจตรงที่ผลกลับกลายเป็นว่า การลดโทษกลับเลวร้ายสาหัสกว่าถูกประหารเสียอีก

พระราชพงศาวดารบันทึกไว้ว่า เริ่มต้นด้วยถูกถอดลงเป็นไพร่ แล้วถูกทรงเฆี่ยนด้วยหวายได้ ๒๐ ที ทรงเจ็บปวดมากจนสลบไป พระเจ้าบรมโกศก็ทรงให้หยุดเฆี่ยน แก้ไขจนฟื้นขึ้นมาในวันต่อไปก็เฆี่ยนต่ออีก ๖๐ ที เอาเหล็กเผาไฟนาบพระนลาฎ (หน้าผาก) และพระบาทเป็นการลงโทษ แล้วให้เฆี่ยนต่อไปจนครบ ๒๓๐ ที ตามโทษที่ถูกลดหย่อนจากประหารชีวิต แต่เฆี่ยนไปได้ ๑๘๐ ที ทรงทนความเจ็บปวดบอบช้ำไม่ไหวก็สิ้นพระชนม์คาหลักเฆี่ยน ส่วนเจ้าฟ้าสังวาลถูกเฆี่ยนสามสิบที แล้วนำไปจองจำ อยู่ได้สามวันก็สิ้นพระชนม์ตามไปอีกองค์หนึ่ง

ถ้าจะถามว่าเหตุใดพระราชบิดาทรงทำได้ถึงขนาดนี้ มองอย่างตรงไปตรงมาก็คือทรงเคร่งครัดต่อกฎมณเฑียรบาล เล่ากันว่าก่อนพระมเหสีจะสิ้นพระชนม์ได้ทูลขอไว้ว่าถ้าพระราชโอรสทำผิด ให้ลดหย่อนโทษลงจากประหารเป็นเฆี่ยน จากเฆี่ยนเป็นเนรเทศ เมื่อปรากฏว่าทรงทำผิดจริงๆ ก็โปรดฯให้เป็นไปตามที่ทูลขอไว้

แต่ถ้าให้เดาเป็นส่วนตัว ขอเดาว่าพระเจ้าบรมโกศคงจะไม่พอพระทัย พระราชโอรสองค์ใหญ่มานานแล้ว เพราะเจ้าฟ้ากวีของเรานอกจากไม่ถูกกับพระอนุชาทั้งสาม ก็ยังไม่พอพระทัยพระภิกษุเจ้าฟ้านเรนทร์ ผู้เป็นพระเจ้าหลานยาเธอองค์ที่พระเจ้าบรมโกศทรงโปรดปรานอย่างยิ่ง ทรงระแวงว่าเจ้าฟ้านเรนทร์จะเป็นศัตรูราชสมบัติ ทั้งที่เจ้าฟ้านเรนทร์ผนวชมานานหลายปีแล้ว ไม่เคยมีท่าทีว่าจะมากีดขวางใคร วันหนึ่งทรงซุ่มดักรอที ตอนฝ่ายนั้นมาเข้าเฝ้าพระเจ้าบรมโกศ ทรงไล่ฟันจะให้ถึงตาย แต่เจ้าฟ้านเรนทร์ทรงโชคดีหรือมีวิชาดีหนังเหนียวก็ไม่แน่ ทรงรอดดาบไปได้โดนแค่จีวรขาด เรื่องรู้ไปถึงพระเจ้าบรมโกศ ถึงกับพิโรธหนักจนพระมเหสีต้องรีบพาพระราชโอรสไปผนวชให้พ้นราชภัย รอดไปได้อย่างฉิวเฉียดมาครั้งหนึ่ง พอสิ้นพระราชมารดาก็ไม่มีใครปกป้องพระองค์อีก

ถ้าหากว่าไม่เกิดเรื่องนี้เสียก่อน ทรงอยู่มาได้อีก ๓ ปีก็จะได้ครองราชย์ น่าจะเป็นยุคเฟื่องฟูของวรรณคดีไทยอีกยุคหนึ่ง


ตัวอย่างกาพท์เห่เรือ โดย เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร




ปางเสด็จประเวศด้าว.......ชลาลัย

ทรงรัตนพิมานไชย..........กิ่งแก้ว

พรั่งพร้อมพวกพลไกร......แหนแห่

เรือกระบวนต้นแพร้ว........เพริศพริ้งพายทอง ฯ


เห่ชมกระบวนเรือ


ช้าละว้าเห่


พระเสด็จโดยแดนชล ..........ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย

กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย..........พายอ่อนหยับจับงามงอน


นาวาแน่นเป็นขนัด..............ล้วนรูปสัตว์แสนยากร

เรือลิ่วปลิวธงสลอน.............สาครสั่นครั้นครื้นฟอง


เรือครุฑยุดนาคหิ้ว..............ลิ่วลอยมาพาผันผยอง

พลพายกรายพายทอง..........ร้องโห่เห่โอ้เห่มา


สรมุขมุขสี่ด้าน..................เพียงพิมานผ่านเมฆา

ม่านกรองทองรจนา.............หลังคาแดงแย่งมังกร


สมรรถไชยไกรกาบแก้ว.........แสงแวววับจับสาคร

เรียบเรียงเคียงคู่จร..............ดังร่อนฟ้ามาแดนดิน




สุวรรณหงส์ทรงภู่ห้อย..............งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์

เพียงหงส์ทรงพรหมินทร์............ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม


เรือไชยไวว่องวิ่ง....................รวดเร็วจริงยิ่งอย่างลม

เสียงเส้าเร้าระดม.................. ห่มท้ายเยิ่นเดินคู่กัน ฯ



มูละเห่


คชสีทีผาดเผ่น...................ดูดังเป็นเห็นขบขัน

ราชสีห์ทียืนยัน...................คั่นสองคู่ดูยิ่งยง


เรือม้าหน้ามุ่งน้ำ..................แล่นเฉื่อยฉ่ำลำระหง

เพียงม้าอาชาทรง.................องค์พระพายผายผันผยอง


เรือสิงห์วิ่งเผ่นโผน...............โจนตามคลื่นฝืนฝาฟอง

ดูยิ่งสิงห์ลำพอง..................เป็นแถวท่องล่องตามกัน


นาคาหน้าดังเป็น...............ดูเขม้นเห็นขบขัน

มังกรถอนพายพัน............. ทันแข่งหน้าวาสุกรี


เลียงผาง่าเท้าโผน............... เพียงโจนไปในวารี

นาวาหน้าอินทรีย์ ................ที่ปีกเหมือนเลื่อนลอยโพยม


ดนตรีมี่อึงอล...................... ก้องกาหลพลแห่โหม

โห่ฮึกครึกครื้นโครม..............โสมนัสชื่นรื่นเริงพล


กรีฑาหมู่นาเวศ ...................จากนคเรศโดยสายชล

เหิมหื่นชื่นกระมล ..............ยลมัจฉาสารพันมี ฯ




พบกันคราวหน้าค่ะ

ครูแอ๊ว









 

Create Date : 03 กันยายน 2554
7 comments
Last Update : 3 กันยายน 2554 3:02:08 น.
Counter : 10531 Pageviews.

 

สวัสดีครับคุณครูแอ๊ว

สมัยก่อนเด็กๆจะคุ้นเคยกับบทกลอนของเจ้าฟ้ากุ้ง ท่องกันจนขึ้นใจ แต่ไม่ค่อยเน้นถึงที่มาของบทกลอนที่ท่องจำเหล่านั้น

ความงามในบทกวี กับชีวิตที่ยังเดินทางสัญจรด้วยแม่น้ำลำคลอง เด็กในรุ่นของผมนึกถึงภาพในอยุธยาได้ดียิ่ง แต่เด็กสมัยนี้อาจเข้าใจยากสักหน่อยครับ

 

โดย: Insignia_Museum 3 กันยายน 2554 11:21:45 น.  

 

ดีใจที่ครูแอ๊วกลับมาเล่นบล็อกอีกค่ะ

ตอนเรียนเคยได้อ่านพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ากุ้งเยอะเหมือกันค่ะ แต่นานแล้วก็ลืมโม้ดดดด พระนิพนธ์แต่ละเรื่องของพระองค์สุดยอดทั้งนั้นเลยนะคะ

น่าเสียดายที่ต้องพระอาญาในเรื่องที่ไม่สมควร ถ้าทรงมีพระชนม์ชีพยืนยาวกว่านี้ คงมีพระนิพนธ์ชิ้นเยี่ยม ๆ ออกมาอีกมากมายนะคะ

 

โดย: haiku 3 กันยายน 2554 11:47:19 น.  

 

เข้ามาทักทายและอ่านเรื่องราวดีดีครับ

 

โดย: ลุงแอ๊ด 3 กันยายน 2554 19:47:55 น.  

 




พุธเริงรื่นชื่นฉ่ำสำราญใจค่ะน้องเรา
คิดถึงเนย้อออออออ
............................................


กระจก * * * ไม่เลือกที่จะสะท้อนภาพทุกชนิด ฉันใด
จิตใจ * * * จงเอาเยี่ยงอย่างกระจก

กระจก * * * รับรู้ แต่ไม่ยึดถือครอบครอง
ดังนั้น จึงไม่มีภาพใดใดหลงเหลือติดอยู่ในกระจก

สายฝน * * * หาได้เปียกกระจกไม่
เปลวไฟ * * * ก็หาได้เผารน กระจกเช่นกัน

ทั้งนี้ เพราะกระจกไม่ได้ให้อำนาจแก่สายฝนและเปลวไฟ
ดังนั้น จงทำจิตใจของท่านให้เป็นดุจการรับรู้ของกระจก

เพราะถ้าหากจิตของท่านหลงยึดถือ หรือตกเป็นทาสของกิเลสเมื่อใด
ความทุกข์ ความเศร้าหมองใจ ย่อมตามมาเมื่อนั้น

จาก... ‘กระจกส่องใจ’ โดย ทัสสี ภิกขุ เว็บ ruendham.com



 

โดย: ร่มไม้เย็น 7 กันยายน 2554 17:18:03 น.  

 

หายหน้าไปหลายวัน เพิ่งกลับมาวันนี้เอง ขอบคุณมากที่แวะไปเยี่ยมกันนะคะ

 

โดย: haiku 10 กันยายน 2554 23:56:05 น.  

 

ขอบคุณมากค่ะคุณครูเเอ๊วสำหรับประวัติเจ้าฟ้ากุ้ง ไม่ได้ศึกษานานจนนานมากทีเดียวค่ะ เรียกว่าลืมไปเลยก็ว่าได้

ขอบคุณมากค่ะ

 

โดย: YUCCA 11 กันยายน 2554 1:02:05 น.  

 

ที่ติดกระดาษที่ได้จากญี่ปุ่นนั้นคิดว่ายังไม่มีขายในไทยค่ะ เพราะเพิ่งผลิตมาได้ตอนหน้าร้อนนี้ เเต่คงมีขายตามเวปค่ะ
อันละประมาณ สามร้อยบาทไทยค่ะ เเต่จะให้ติดเเน่นเหมือนกับลวดเย็บนั้นคงเป็นไปไม่ได้เเน่นอนค่ะ

 

โดย: YUCCA 11 กันยายน 2554 1:05:22 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


nathanon
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




เราหรือชื่อครูแอ๊ว
สอนเด็กแนวแถวกลางเมือง
ศิษย์เด่นดังรุ่งเรือง
เกียรติฟูเฟื่องครูชื่นชม
ตกอับครูเศร้าสร้อย
โอ้..ศิษย์น้อยช่างขื่นขม
เธอทุกข์ครูระทม
อย่าโศกตรมมาหาครู

HOME SWEET HOME







Google



แต่ละคนย่อมเดินไปตามทางชีวิตของตนเอง ดังนั้นควรมองตัวเอง สังเกตตัวเอง เรื่องคนอื่นตัดทิ้งได้lozocat
lozocat


Color Codes ป้ามด
Friends' blogs
[Add nathanon's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.