แชร์ประสบการณ์ของแม่บ้านไทยคนหนึ่งที่อยู่ญี่ปุ่นผ่านโลกออนไลน์
Group Blog
 
 
มีนาคม 2556
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
25 มีนาคม 2556
 
All Blogs
 

ธรรมะคือกำลังใจ ตอนที่ 2 (ข้อที่ 16 - ข้อที่ 30)

สวัสดีคะ ต่อจากตอนที่ 1 นะคะ 

      ข้อที่ 16 อย่าจำว่าตนเองจะทำอะไรไว้ในสมอง  มนุษย์เรานี้พออายุมากขึ้นแล้วความเม่นยำมักจะลดน้อยลง ไอ้ที่จำได้ในสมัยก่อน ปัจจุบันนี้มักจะจำอะไรไม่ค่อยได้ และมักจะลงโทษที่ความแก่ว่าความแก่ทำให้ตัวเองหลงลืม เคล็ดที่ไม่ลับของวิธีการแก้ความจำเสื่อมหรือลืมสนิทก็คือให้จดบันทึกไว้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เมื่อทำไปแล้วให้ทำ ท่านลองปฏิบัติดูนะคะแล้วจะเห็นคุณประโยชน์ของการจดบันทึก 
            
ข้อที่ 17 ให้รู้เท่าทันความคิดของตนเอง  การฝึกให้รู้เท่าทันกับความคิดของตนเองนี้ เป็นเรื่องที่ยากพอสมควร แต่ก็เป็นเรื่องที่เรา ๆ ท่าน ๆ สามารถฝึกได้ วิธีฝึกง่าย ๆ ก็คือ ให้ใช้สติกำกับความคิดของตนเองไว้ให้รู้สึกตัวอยู่เสมอว่าในขณะนี้เราคิดอะไรอยู่ดีหรือชั่ว หรือพูดง่าย ๆ ก็คือความคิดเป็นบ่อเกิดแห่งการกระทำทุกอย่างเพราะคิดอย่างไรมักจะทำอย่างนั้น  แต่ต่อไปนี้ เราคิดว่าเราจะนินทาใครสักคนให้เรานึกเสียก่อนว่า สมควรจะนินทาหรือไม่ มันมีผลดีหรือผลเสียมากน้อยแค่ไหน มันมีผลกระทบต่อตนเองและคนอื่นแค่ไหน ทุกวันนี้ที่เราเครียดเพราะเรารู้ไม่เท่าทันความคิดของตนเอง ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตนเองว่าเป็นอย่างไร ต่อไปนี้ท่านลองค้นหาตัวเองดูนะคะว่าท่านต้องการอะไรในชีวิตนี้ และมีเหตุผลอะไรในความต้องการนั้น ท่านจะพบว่ามีทางออกที่สวยงาม และมีความสุขที่แท้จริงคอยท่านอยู่
          
ข้อที่ 18 ใน 1 วันควรฝึกสงบจิตสัก 5 นาที (ทำสมาธิ)  ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่คะว่าโอสถทิพย์ที่วิเศษที่สุดในการรักษาโรคภัยทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นโรคทางกายหรือโรคทางใจ คือการทำสมาธิตามหลักของศาสนาพุทธนี้เอง การทำสมาธิเป็นการทำจิตใจให้สงบไม่ฟุ้งซ่านวุ่นวาย ความสงบของใจจะทำให้ระงับความเจ็บปวดทางกายได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ในขณะนี้ มีท่านใดที่มีความรู้สึกว่าตนเองปวดศรีษะอย่างรุนแรงบ้าง ถ้าท่านปวดศรีษะ หรือปวดฟันอย่างรุนแรงให้ท่านนั่งตัวตรง ๆ เอามือประสานกันไว้ที่หน้าตัก สูดลมหายใจเข้า และผ่อนลมหายใจออกอย่างช้า ๆ  ให้ความรู้สึกทั้งหมดไปรับรู้ที่ลมหายใจเข้าและออก ทำไปจนกว่าจิตของท่านจะสงบ หรือหลับไปโดยไม่รู้สึกตัว (ใช้ท่านอน)  จะทำให้ท่านคลายเครียดได้โดยไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวด  ดังนั้นใน 1 วันท่านควรฝึกสงบจิตสัก 5 นาที เพื่อเป็นพื้นฐานในการฝึกปฏิบัติสมาธิในระยะต่อไป (ทำได้นานขึ้น)  
       
            ข้อที่ 19 ต้องเปลี่ยนแปลงตนเองก่อนที่จะมีคนอื่นมา..... โลกยุคปัจจุบันก้าวหน้าไปไกลกว่าที่เราคิดไว้มาก ดังนั้นคนในยุคปัจจุบันจึงต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยี  ในสมัยนี้เราต้องศึกษาว่าขณะนี้ประเทศชาติและสังคมโลกำลังทำอะไรกัน เราจะต้องศึกษาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ในข้อที่ว่า เราจะต้องเปลี่ยนแปลงตนเองก่อนที่จะมีคนอื่นมาเปลี่ยนแปลงเรา หมายถึง เราจะต้องรู้จักปรับตัว ปรับใจ ปรับพฤติกรรมของตนเอง มีคนบางคนไม่ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และไม่สนับสนุนให้คนอื่นยอมรับ นับว่าเป็นคนล้าสมัย ไม่ทันการ ถ้าไปทำงานอยู่ในบริษัทเอกชนคงต้องถูกเชิญออก แต่ถ้าทำงานส่วนตัวก็จะเป็นเหตุทำให้ธุรกิจของตนเองไม่ก้าวหน้า หรือถ้าทำงานราชการก็จะทำให้งานล่าช้าไม่ทันการ  ท่านลองพิจารณาดูนะคะว่า ท่านจะเปลี่ยนแปลงตัวของท่านเองก่อนหรือจะให้คนอื่นมาเปลี่ยนแปลงท่าน  
            
ข้อที่ 20 ต้องหัดเปิดใจและไปให้ทันโลก  ข้อนี้สืบเนื่องมาจากข้อที่ 19 เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียก่อน ก่อนที่คนอื่นจะมาเปลี่ยนแปลงเรา  ปัจจุบันโลกก้าวไปถึงแล้วเรายังเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปีอยู่หรืเปล่า เราต้องหัดเปิดใจและไปให้ทันโลก เขาใช้อินเตอร์เน็ตได้ เราก็ต้องใช้ได้ ถ้าไม่เช่นนี้นเราจะไม่ทันเขา และจะได้ไม่เครียดเมื่อเวลาใคร ๆ มาพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วทำให้เราวิตกกังวลว่ารู้ไม่เท่าทันเขาเหล่านั้น เรื่องเทคโนโลยีนี้ คือเราต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีอย่าให้เทคโนโลยีมาเป็นนายของเรา ก็คืออย่าตกเป็นทาสของเทคโนโลยี นำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ไม่สร้างสรรค์หรือก่ออาชญากรรม  
      
ข้อที่ 21 ต้องหัดปิดหู ปิดตา ปิดปากและปิดใจเสียบ้าง  ความเครียดที่พบมากที่สุดเกิดจากเราไม่รู้จักการปิดหู ปิดตา ปิดปาก และปิดใจ ใครทำอะไรใครพูดอะไรเราจะเก็บมาคิดและวิตกกังวลหรือเครียดแค้นชิงชังอาฆาตไปหมด เป็นความรู้สึกที่ร้ายกาจมาก ความรู้สึกตามที่ได้กล่าวไว้ด้านบน  เป็นมหันตภัยอันร้ายแรงที่สุดที่สร้างความเครียดให้กับตัวท่าน อาจจะทำให้เป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ขาดความสุขมีโรคภัยไข้เจ็บวิตกกังวลและหวาดกลัว วิธแก้ปัญหาก็คือการแผ่เมตตาและให้อภัยในทุกข์สิ่งทุกข์อย่างที่เกิดขึ้น และที่สำคัญที่สุดการกระทำต่าง ๆ ที่เป็นบ่อแห่งความเครียดนั้นจะต้องไม่มาจากตัวเราเอง คนเราเมื่อรู้จักให้อภัยแล้วโลกใบนี้ย่อมเป็นของเรา ลองทำดูซิคะ  
           
ข้อที่ 22 ให้อ่อนโยนบอกรักซักวันละครั้ง  ความอ่อนโยนจะทำให้เรามีความรู้สึกเย็นสบายให้ท่านแสดงความอ่อนโยนต่อสรรพสิ่ง สรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยความเอ็นดูท่านจะผ่อนคลายความเครียดได้อย่างน่าประหลาด ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราถ้าเราอยากได้มาก ๆ เราจะเกิดความเครียดและถ้ายิ่งเราไม่ได้ตามที่หวังไว้เราจะยิ่งเครียดมากยิ่งขึ้น  ท่านเคยถามตัวเองหรือไม่คะว่าจริง ๆ แล้วในชีวิตของเรานี้เราต้องการอะไรมากที่สุด ทุกคนจะตอบว่าต้องการความสุข และในชีวิตของท่านท่านเคยบอกรักใครอย่างจริงจังและอ่อนโยนบ้างหรือไม่ เช่นบอกรักคุณพ่อคุณแม่ บอกรักสามี ภรรยา บอกรักลูก ๆ หลาน ๆ ท่านกลับถึงบ้านพบกับแมวเหมียวเดินเข้ามาเคลียคลอ ท่านจะอุ้มมันขึ้นมาและพูดกับเจ้าเหมียวว่าคิดถึงจังเลย แม่รักเจ้านะ หรือว่าท่านจะจับมันเหวียงไปให้ใกล้ ๆ  หรือเตะมันกระเด็นออกไปไกล ๆ หรือเอาง่าย ๆ ในหนึ่งวันเวลาพบหน้ากันท่านพูดกันด้วยคำพูดที่ไพเราะ ๆ หรือไม่ เช่น คุณคะ  พ่อคะ แม่จ๋า หรือไม่ เพราะคำพูดเหล่านี้แสดงถึงความอ่อนโอนและความรักที่มีให้แก่กัน ต่อไปนี้ท่านที่ไม่ได้ปฏิบัติตามที่กล่าวมาทดลองทำดูและบันทึกความรู้สึกของท่าน และคนรอบ ๆ ข้างไว้ว่าเป็นอย่างไร แล้วท่านจะพบความจริงบางอย่างที่ไม่คาดฝันก็ได้

 

ข้อที่ 23 ลูกเลี้ยงได้แต่ตัว  หัวใจเราเลี้ยงไม่ได้   ในบางครั้ง อาจจะเคยถามตัวเองว่าเราทำหน้าที่ของความเป็นแม่ได้ดีแล้วหรือยัง ยังมีอะไรบกพร่องอยู่หรือเปล่า ทำไมบางครั้งลูก ๆ จึงไม่ยอมเชื่อฟังคำที่เราพร่ำสอนเลย การที่ลูก ๆ ไม่ฟังคำสั่งสอนทำให้เครียดมาก ๆ วิตกกังวลไปสารพัดกลัวไปหมด และสุดท้ายทำให้เกิดความเครียดอย่างรุนแรง บางครั้งเหมือนคนบ้าทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ เช่น ทุบทำลายข้าวของ แสดงกิริยาก้าวร้าว และที่สำคัญที่สุดคิดจะหนีปัญหาด้วยการทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังด้วยการหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้ สุดท้ายแล้วก็พบทางออกด้วยคำพูดของหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุที่ว่า ไม่มีอะไรเป็นของเรา (ไม่มีอะไรเป็นตัวกู และของกู) อะไรจะเกิดย่อมเกิด อย่าทำตัวเป็นแมลงมุมอุ้มซากศพ และจากคำสอนของอรหันต์จี้กงท่านกล่าวไว้ว่าลูกหลานเป็นไปตามกรรมลิขิต อย่าได้กังวลไปเลย เราไม่สามารถไปแก้ไขกรรมลิขิตของเขาได้ วิธีที่ดีที่สุดของพ่อและแม่ก็คือให้แผ่เมตตาให้กับลูก ๆ และตั้งจิตอธิษฐานให้ลูกเป็นคนดีมีปัญญาและสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยสติปัญญา และจะต้องอารมณ์เย็น ๆ พูดกับเขาด้วยเหตุด้วยผลและในบางครั้งต้องตัดใจอะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิดแล้วเราจะรู้สึกสบายใจขึ้น
           
ข้อที่24 แม้ฟันที่อยู่ในปากยังกัดเนื้อตัวเองได้  ท่านจะเห็นว่าในการทำงานร่วมกันย่อมจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง หรือแม้แต่คนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกันเป็นพ่อ เป็นแม่ ลูกกัน ยังกระทบกระทั่งกัน ถ้าจะมีใคร ๆ บางคนที่มาทำให้เรารำคาญใจหรือไม่สบายใจเราก็ควรให้อภัย  ท่านลองนึกดูซิ แม้ฟันที่อยู่ในปากของเราเอง เราคิดว่าเราบังคับเขาได้ แต่เอาเข้าจริงก็บังคับไม่ได้เรายังกัดเนื้อตัวเองให้เลือดซิบ ๆ ได้ นับประสาอะไรกับคนอื่น ๆ ที่เราไม่สามารถไปบังคับเข้าได้ จะไม่ทำให้เรารู้สึกเครียดได้  วิธีแก้ความเครียดในการทำงานร่วมกันหรือการอยู่ร่วมกันก็คือการให้อภัยซึ่งกันและกันนั่นเอง  
          
         ข้อที่ 25 ชีวิตก็ทุกข์พออยู่แล้ว จะทำให้ทุกข์ยิ่งขึ้นทำไม  ท่านว่าจริงหรือไม่ ชีวิตเราทุกวันนี้ก็ทุกข์พออยู่แล้วทำไมเราจะต้องทำให้มันทุกยิ่งขึ้น ทำไมคนเราชอบที่จะวิ่งไปหาความทุกข์มาใส่ตัวเอง  ไม่มีความสุขใดจะสุขเท่ากับความสงบทางจิตใจ  คนเราไม่ค่อยชอบแสวงหาความสงบให้กับตัวเอง ชอบหาความวุ่นวายให้ตัวเอง เช่น มีความสุขจากการบำรุงร่างกายด้วยการซื้อหาเสื้อผ้า เพชรนิลจินดา (ลูกหินลูกดิน) มาประดับประดาร่างกายเพราะคิดว่ามันให้ความสุขได้อย่างแท้จริง ความสุขสงบทางใจเป็นความสุขที่จีรังถาวร ไม่มีการซื้อการขาย แต่ไม่ชอบขนขวายที่จะทำ  เหตุผลที่จะให้ท่านคิดวิเคราะห์ก็คือ ขอความกรุณาท่านอย่าคิดหรือทำในเรื่องที่ไร้สาระไร้แก่นสาร เพราะความไร้สาระไร้แก่นสารมันจะเพิ่มความทุกข์ให้แก่ท่านไม่รู้จบเสิ้น  
           
    ข้อที่ 26 เมื่อเกิดความเครียดขึ้น อย่าโทษตนเอง โดยธรรมชาติคนเราส่วนมาก เมื่อมีความทุกข์มักจะโทษผู้อื่น คือดูแต่คนอื่นโดยไม่ดูตัวเองว่าเป็นอย่างไร แต่ในกรณีที่กลับกันมีบุคคลบางประเภทที่เมื่อเกิดความเครียดขึ้นแล้วจะโทษตัวเอง คนประเภทนี้น่ากลัวมาก เพราะถ้าเขาแก้ปัญหาความเครียดของตนเองไม่ได้ สุดท้ายเขาคิดฆ่าตัวตาย หรือฆ่าตัวตายทันที คนที่เครียดแล้วโทษตัวเองถ้าเกิดขึ้นบ่อย ๆ ให้ไปปรึกษาแพทย์หรือปรึกษาผู้ที่เราไว้ใจอาจจะไประบายความรู้สึกให้ฟัง หรือท่านกลัวคนอื่นรู้เรื่องความเครียดของท่านมีวิธีแก้ไขง่าย ๆ ก็คือ ให้เขียนจดหมายระบายความรู้สึกจะเขียนถึงใครก็ได้เมื่อท่านรู้สึกดีขึ้นแล้วก็ให้ทำลายจดหมายที่เขียนนั้นเสีย หรือท่านอาจจะไปว่ายน้ำ อาบน้ำและร้องเพลงตะโกนใส่โอ่งน้ำก็ได้ลองทำดูจะช่วยให้ท่านคลายเครียดได้ไม่มากก็น้อย
         
          ข้อที่ 27 คิดแล้วจงลงมือทำ อย่าทำเพียงคิดเฉย ๆ ความเครียดที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ และเป็นประจำก็คือการทำงานไม่ทันเวลาที่กำหนด เพราะเรามัวแต่คิดว่าจะทำ แต่ไม่ลงมือทำ จึงกลายเป็นว่า เราเป็นคนผลัดวันประกันพรุ่ง งานที่ไม่เสร็จแถมยังทำให้เกิดความวิตกกังวลตามมาอีก  ถ้าเราคิดจะทำอะไรให้ลงมือทำทันที เพราะเวลาไม่คอยเรา ทุกวันนี้เราจะต้องวิ่งให้ทันเวลา  งานก็มากเวลาก็น้อย วัน ๆ หนึ่งแทบจะทำไม่ทันอยู่แล้ว อย่าเอาแต่นอน เอาแต่เล่นไม่เป็นแก่นสาร หรือสำหรับผู้ใหญ่ก็จะบอกว่าอย่าเอาแต่พูดหรือตำหนิผู้อื่น ให้ลงมือทำด้วยปากว่ามือทำ ยังดีกว่าปากว่าเฉย ๆแล้วไม่ทำอะไรเลย
             
ข้อที่ 28 อย่าเป็นแมงมุมอุ้มซากศพ  ในข้อนี้ ได้กล่าวไว้ในเรื่องลูก เราเลี้ยงได้แต่ตัว หัวใจเลี้ยงไม่ได้ และได้เล่าถึงการแก้ปัญหาด้วยการนำเอาคำสอนของหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุมาใช้แก้ปัญหาเรื่องลูก ๆ นั้น คำว่าอย่าเป็นแมงมุมอุ้มซากศพเกิดขึ้นในวันหนึ่งที่กำลังทำความสะอาดบ้านอยู่และพบใยแมงมุมขนาดใหญ่มากอยู่ระหว่างโต๊ะทำงาน และชั้นวางหนังสือ  ไม่มีการทำร้ายมันแต่มองไปตรงกลางใยแมงมุมพบว่ามีแมงมุมสีดำขนาดใหญ่ประมาณหัวแม่มือเกาะอยู่นิ่ง ๆ พอเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ พร้อมพูดว่าฉันไม่ทำร้ายเธอหรอกแต่ขอดูเธอใกล้ ๆ หน่อยได้ไหมว่าเธอทำอะไรอยู่ เพราะปกติแล้วแมงมุมเมื่อพบคนมันจะวิ่งหนีอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าไปดูใกล้ ๆ จึงพบว่ามันอุ้มลูกไว้ใต้อก มองดูแล้วเป็นซากแมงมุมแห้ง ๆ   ลูกของเธอตายแล้วหรือ เจ้าแมงมุมมันขยับขาของมันเบา ๆ เหมือนกับจะบอกข้าพเจ้า ว่าใช่ หลังจากนั้นจึงเดินออกมาและไม่ทำร้ายใยของแมงมุม เรื่องนี้เมื่อนำมาพิจารณาและได้ขอสรุปว่า คนเรานั้นชอบหาเรื่องทุกข์ใส่ตัวเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม มักจะเกิดมาคิดแม้เรื่องที่คิดนั้นจะไม่มีประโยชน์ก็ตาม 
           
        ข้อที่ 29 อย่ามุ่งงานจนเสียครอบครัว  ชีวิตของคนเราค่อนชีวิตจะอยู่กับการทำงาน จริงอยู่การทำงานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตก็จริง แต่เราก็ต้องรู้จักแบ่งแยกว่างานคืองาน ครอบครัวคือครอบครัว ไม่ใช่เอามาปะปนกันจนไม่รู้ว่าอะไรคืออะไร  เมื่อถึงเวลากลับบ้านก็ต้องกลับบ้าน เพื่อไปทำหน้าที่ของตนเอง  อย่าบ้างานจนลืมคนที่บ้านจนทำให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมาจนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ สรุปแล้วการกระทำอะไรก็ตามก็ดูให้พอดีให้เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งตรงกับหลักคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า มนุษย์เราควรจะเดินสายกลางไม่ควรหย่อนหรือตึงจนเกินไป
            
       ข้อที่ 30 ให้รู้จักทำจิตให้สงบ ผ่อนคลายจากงาน  ในหนึ่งวันเราควรที่จะหาเวลาทำจิตให้สงบผ่อนคลายจากงาน จากปัญหาร้อยแปดที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราจะด้วยวิธีการใด ๆ ก็ได้ จากที่ได้กล่าวไว้เบื้องต้น อาจจะเดินออกไปให้ไกล ๆ จากงานที่ทำหรือจากปัญหาที่กำลังเกิดเมื่อรู้สึกสบายใจแล้วก็กลับมาเผชิญกับปัญหาใหม่ กลับมาคราวนี้ย่อมดีกว่าเดิม เพราะเรามีเวลาได้คิดแล้วว่าจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร ถ้าไม่สามารถแก้ได้ก็ควรจะปรึกษาผู้รู้ อย่าเก็บความเครียด ความกังวล ความไม่เข้าใจไว้กับตัวเอง ข้อเสนอแนะอีกวิธีหนึ่งที่จะเสนอท่านให้ผ่อนคลายความเครียด ให้ท่านหาต้นไม้สีเขียวหรือใบไม้สีเขียววางไว้บนโต๊ะทำงานเมื่อเกินอาการเครียด กังวล เมื่อยล้า ให้มองที่ต้นไม้หรือใบไม้นั้น จะเป็นการพักผ่อนสายตา และพักผ่อนสมอง พักผ่อนจิตใจของเราได้เป็นอย่างดี บางครั้งก็เช็ดใบไม้ให้ปราศจากฝุ่นก็ดีนะคะทำให้คลายเครียดและมีความสุขไปในอีกรูปแบบหนึ่ง

 

 

รบกวนติดตามตอนต่อ ๆ ไปนะค่ะ ^^ 

 

 




 

Create Date : 25 มีนาคม 2556
0 comments
Last Update : 25 มีนาคม 2556 8:21:45 น.
Counter : 737 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


SN_monchan
Location :
Japan

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 30 คน [?]




日本人の妻としてタイから来ました。よろしくお願いします。

自分があったことや体験したことなどをオンラインで日記を付けさせていただきます。

時間があったら読んでみてくださいね。^^


จากเมืองไทยมาอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นในฐานะภรรยาคนญี่ปุ่น

ก็เลยขอเขียนไดอารี่ผ่านโลกออนไลน์ในสิ่งที่ตัวเองได้เจอได้สัมผัสมา

ถ้าว่าง ๆ ลองเข้าไปอ่านดูนะคะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยค่ะ ^^

และขอฝากอีกบล็อกนึงด้วยนะคะ ^^ http://jipathajapan.blogspot.jp/
Friends' blogs
[Add SN_monchan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.